ฉายเดี่ยว
ธีโอ แองเจโลปูลอส: ผ่านร้อนผ่านหนาวร้อยรำพันพงศาวดาร
ในฝีภาพยาวนั้นจะเห็นรถโดยสารประจำทางไต่ระดับไปตามถนนโคลนติดแนวชายเขาของหมู่บ้าน ผู้โดยสารพอลงจากรถไปก็ต้องยักแย่ยักยันขึ้นเขาต่อไปอีก ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเจ้าตัวผู้กำกับจะตระหนักหรือไม่ว่าฝีภาพแรกดังกล่าวคือการปฏิวัติวงการทั้งในแง่วิธีคิดและวิธีถ่ายทอด “พอกล้องเดิน ผมก็หลับตา ฟังเสียงจากอากัปกิริยาของนักแสดง เสียงลมหายใจ เสียงฝีเท้าพวกเขาลอยเข้าหูผม พอทุกอย่างได้ที่ ผมก็สั่ง ‘หยุด’ เป็นอันเสร็จ ผมไม่เคยกะเกณฑ์ว่าฝีภาพพวกนั้นควรกินเวลานานเพียงใด จึงไม่มีฝีภาพใดเยิ่นเย้อ เป็นเรื่องของสัญชาตญาณมากกว่าการเลือกเฟ้น แต่ละฝีภาพมีอายุขัยของตัวเอง ยาวได้เท่าที่ความจำเป็นจะนำพา” | อ่านทั้งหมด
ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร กรีดสเลต: ชเตราบ์-อูเย
ภาพยนตร์ของชเตราบ์-อูเย(Straub-Huillet)มีภาคการแสดงอันยอดเยี่ยม สมจริงแค่พอที่ศิลปะจะลดตัวลงมาได้ ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนของคนคู่นี้ส่งผลให้หนังอื่นๆ ชืดและกร่อยไปถนัดใจ คู่สามี-ภรรยาชเตราบ์มักถูกโยงเข้ากับโรแบรต์ เบรอะซอง(Robert Bresson)เพราะต่างให้ความสำคัญกับกระบวนการแสดงออก แต่ในขณะที่จิตวิญญาณของเหล่าตัวละครในงานของเบรอะซองเหมือนถูกกักขังในเรือนกาย ตัวละครของชเตราบ์กลับเป็นพวกอยู่ไม่สุข เหมือนกับภาพตัวเอกในผลงานฌ็อง เรอนัวร์(Jean Renoir)และจอห์น ฟอร์ด(John Ford) และไม่ว่าบนหน้ากระดาษบทจะเหลาะแหละเพียงใด แต่พออยู่บนจอสำเนียงกลับหนักแน่น เคี่ยวกรำชีวิตและห้วงเวลาจนข้นคลั่ก สมศักดิ์ศรีความเป็นหนังขึ้นมาดื้อๆ นอกจากนั้นแล้วก็จะเป็นเรื่องสัพเพเหระ เป็นต้นว่าเซซานน์(Cezanne)เปล่งเสียงพูดเป็นหญิง(ในเรื่อง Cezanne งานค.ศ.1989 และ Une Visite au Louvre งานค.ศ.2004) หรือการปล่อยให้ตัวละครเจรจาไปอ่านบทจากต้นฉบับในมือไปด้วย นับเป็นการให้กำเนิดของตัวละครจากสภาพเดียวกับลมปากการเล่านิทานก่อนนอนของแม่ และเราต่างไว้เนื้อเชื่อใจ | อ่านทั้งหมด
สุนทรียะเอ้อระเหย
ช่องว่างระหว่างการสร้างความเร้าใจหูดับตับไหม้ไม่หยุดหย่อนกับสุนทรียะอันเอ้อระเหยขยายตัวจนกู่ไม่กลับ เมื่อหันมาดูผลงานที่มีความยาวเฉลี่ยฝีภาพอยู่ที่ 35.5 วินาทีอย่าง Stellet Litch งานค.ศ.2007 ของเรย์กาดาส์ หรือ 35.7 วินาทีในงาน ค.ศ.2006 เรื่อง Honor de cavalleria ของแซร์รา 65.1 วินาทีใน Gerry งานค.ศ.2002 ของกัส แวน ซ็องต์ 66.7 วินาที ในค.ศ.2003 ใน Café Lumiére โดยโหวเชี่ยวเฉียน 136.6 วินาทีใน Hamaca paraguaya งานค.ศ.2006 ของปาส เอ็นซีนา(Paz Encina) 151.4 วินาทีใน Sátántangó งานค.ศ.1994 ของเบลา ทาร์(Bela Tarr) หรือ 884.8 วินาทีจาก Five: Long Takes Dedecated to Yasujiro Ozu งานค.ศ.2005 ของเคียรอสตามี | อ่านทั้งหมด
ไตรภาคคนค้นฅนระยะเผาขน
หนังทั้งสองเรื่องหมกมุ่นกับการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมมนุษย์โดยมิได้ให้ข้อมูลใด ๆ นอกเหนือไปจากอากัปกิริยาและอิริยาบถ และต่างมุ่งสำรวจขีดจำกัดของอารยธรรมเพื่อสาวไปให้ถึงอนุภาคสุดท้าย(แรกเริ่ม)ของมนุษยชาติ แต่อลอนโซไม่ได้เป็นนักมานุษยวิทยาบ้ากล้อง งานของเขามาจากการค้าหาแนวทางของนักทำหนังและไม่คิดจะหยุดอยู่เพียงการเก็บภาพพฤติกรรมประหลาด ๆ ท่ามกลางภูมิทัศน์สุดจะพรรณนา หนังของเขาบ่มความใคร่รู้ด้วยปริศนาในตัวผู้ถูกจับจ้อง พิกัดของผู้สังเกตการณ์ และกระบวนการทำงานของกล้องเอง | อ่านทั้งหมด
ปรากฏกาลของเดอเลิชในหนังแอนโทนิโอนี
ไม่ว่าจะมีการตีความงานที่เล่นกับปรากฏกาล(time-image)อย่าง L’avventura ไปสุดโต่งพิสดารเพียงใด แต่มีอยู่หนึ่งเรื่องที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือ จังหวะเวลาอันทรงพลังท้าทายความคิดเราถึงขั้นขุดรากถอนโคน ชำเรามรดกโครงสร้างส่วนบนทางอภิปรัชญา อาการพยศ หรือถึงทำลายล้างภาพฝันในทางญาณวิทยาคตินิยมของเรา คนดูไม่มีทางเห็นและต้องฝากชะตากรรมไว้กับความปราณีของหนัง กาลเวลาเผ่นหนีคนดูอยู่ร่ำไปราวกับว่าคนดูต้องเป็นฝ่ายรับกรรม ผิดกับสภาวะของโลกซึ่งมิอาจปฏิเสธได้ว่าไม่แคล้วคงสิงสถิตย์อยู่ตามแต่แห่งหนในค่ายกลภาพชัดลึกของหนัง กาลเวลาจับจองสัมปทานอยู่ปลายจมูกคนดูแท้ ๆ แต่คนดูก็จับไม่ได้ไล่ไม่ทันได้แต่ตกเป็นเป้าตามรังควานของลางสังหรณ์และความไม่ชอบมาพากลของโลกและเรื่องราว | อ่านทั้งหมด
Un Lac อิ่มไอร้าง อุ่นไอรัก
เสน่ห์ของหนังอยู่ตรงความสดสะพรั่ง ไม่ว่าจะเป็นอากาศบริสุทธิ์ ผิวพรรณผุดผ่อง (ผิวหนังในในหนังเรื่องอื่น ๆ ดูจอมปลอมไปถนัดตา) ท่วงทีและท่าทางแปลก ๆ ดังที่แกรนท์ แม็คโดนัลด์(Grant McDonald)ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการสำแดงองค์ความรู้ต่อเรือนร่างมนุษย์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกายในท่วงท่าพิเศษ แม้ภาพใหญ่จะกล่าวถึงการปกปักแต่ Un Lac กลับแข็งแกร่งกว่าในเรื่องการสูญเสีย หนังถือเป็นงานชิ้นเอกประหนึ่งการฟอกสกัดธาตุแท้ทางศิลปะของตัวผู้กำกับและการหาสมดุลย์ระหว่างความพิถีพิถันเล่าเรื่องอันถึงพร้อมทั้งในเชิงสมถะนิยมและมายาคติ พร้อมด้วยช่วงเวลางดงามจับใจ | อ่านทั้งหมด
เราคือลูกของแม่พระธรณี
สวรรค์บ้านนาเต็มไปด้วยบทบันทึกในความหมายของกัสแตง-เทย์เลอร์ หากได้มีการรับชมทั้ง Sweetgrass และ Los Herederos ควบกัน(ตราบเท่าที่งานเทศกาลจะดึงมาฉายใกล้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้)ก็จะรู้แจ้งเห็นจริงว่ากิจกรรมการเก็บบันทึกนั้นถือเป็นอีกหนึ่งวิชาชีพอันทรงเกียรติของมวลมนุษย์ จำต้องกล่าวด้วยว่าการบันทึกในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสักแต่เพียงการวางกล้องหรือติดตั้งอุปกรณ์ดูดซับเสียงตามที่วาดแผนการไว้และก็ไม่ใช่การกดปุ่มเปิด-ปิดเครื่องมือต่าง ๆ หากแต่หมายถึง การย่นระยะวิสัยทัศน์จากมุมมองหนึ่ง ๆ และจัดระเบียบด้วยกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์ผสมผสานด้วยสำนึกร่วมของตัวผู้สังเกตการณ์และขบคิดหาทางชักนำคนดูเข้าสู่โสตและเนตรวิถีของผู้บันทึก | อ่านทั้งหมด
หลังสังคมนิยมมารผจญ
คริส เบอรี(Chris Berry)มองว่าสุนทรียะของ xianchang ในแง่นี้ไม่ได้เน้นชำระความจริง(getting real) จากการอนุมานและปัจจัยแวดล้อมคนทำหนังสกุลหลังสังคมนิยม(postsocialist filmmakers)เกิดอาการดวงตาเห็นธรรมและชักจะรู้ทางลมว่าพวกตนอยู่ในฐานะใด ด้วยเหตุนี้ จึงไปลงเอยในรอยเดียวกับมุมมองของโกมลญี(Comolli)กล่าวคือ ข้อจำกัดถูกแปลงสภาพเป็นเครื่องมือถนอมความจริง(keeping it real) และปลุกเร้าแกมบีบคั้นสุนทรียนิกชนให้เปิดหูเปิดตารับกระบวนท่าสะท้อนความเปลี่ยนแปลงในสังคมที่เห็นตำตาอยู่แล้ว หนังสะท้อนความเป็นจริงจึงเป็นเรื่องกินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้องสำหรับสุนทรียนิกชนเหล่านี้ พวกเขาก็แค่รับช่วงกิจการต่อมาเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาใคร่ครวญถึงสาเหตุความจำเป็นของการตีแผ่ความจริง ผลที่ตามมาก็คือสัจนิยมของทายาทเมืองกรุงผู้พิศมัยการตักตวง/จารึกความจริง จึงมีเค้านาฏกรรมนิยม(romanticism)มากพอ ๆ กับข้อคิดตามลัทธิเหมาของโจวเอินไหล | อ่านทั้งหมด
จุดตัดบนเส้นทางการตัดต่อของทาร์คอฟสกีกับไอเส็นสไตน์
ทฤษฎีมองตาจปรัชญา(intellectual montage)ของไอเส็นสไตน์เชื่อว่าการเชื่อมฝีภาพสองอันเข้าด้วยกันก่อให้เกิดฝีภาพที่สาม และการปะทะกันของสองฝีภาพจะคายประจุความหมายใหม่ ๆ ออกมา ดังนั้นช่างฝีมือภาพยนตร์จึงสร้างหน่วยการเล่าใหม่ ๆ ขึ้นมาได้จากการผสมฝีภาพ ในทำนองเดียวกับการผสมอักขระในระบบจารึกเฮียโรกลิฟส์(hieroglyphs) หนึ่งในแม่บทสูตรการเล่าหนังของทาร์คอฟสกีอยู่ตรงการถ่ายทอดความคืบไหลของจังหวะธรรมชาติผ่านฝีภาพโทน กล่าวสำหรับทาร์คอฟสกีการตัดต่อไม่ใช่วิถีการสร้างคุณลักษณ์ใหม่ เป็นแต่เพียงช่วยขยายย้ำคุณลักษณ์อันเป็นมรดกตกทอดอยู่ในฝีภาพที่นำมาผูกเข้าด้วยกัน ด้วยเหตุดังนั้นพึงให้ค่ามองตาจเป็นเพียงเครื่องมือกันเหนียว ทางที่ดีควรปล่อยให้ฝีภาพมีอายุขัยโลดแล่นไปตราบเท่าที่จะงดเว้นการตัดแทรกได้ ๆ ต่อให้จะกินเวลานานหลายนาที งานเขียนสมัยใหม่ของนักเขียนชาวไอริช เจมส์ จอยซ์(James Joyce)มีอิทธิพลใหญ่หลวงต่อไอเส็นสไตน์ในการคิดค้นกรรมวิธีถ่ายทอดโลกในคำนึงของตัวละคร ไอเส็นสไตน์อ่าน Ulysses ของจอยซ์ในค.ศ.1928 และในปีถัดมากล่าวคือวันที่ 30 พ.ย. 1929 ระหว่างทั้งสองพบปะกันที่ปารีส จอยซ์นำผังการขึ้นรูป Ulysses มาให้ไอเส็นสไตน์ชมเป็นบุญตา | อ่านทั้งหมด
ที่สิ้นสุดนั้นไม่มี
การวิเคราะห์ผลงานสองเรื่อง คือ 2001: A Space Odyssey และ Eye Wide Shut ช่วยแยกธาตุหนังของคูบริกถึงชั้นกายทิพย์ และยังช่วยชี้ข้อแตกต่างระหว่างงานกำกับสองยุคของคูบริกอีกด้วย ที่สำคัญการทำงานของคูบริกเข้าทางขนบหนังทดลองหลายประการด้วยกัน ความแตกต่างสุดขั้วระหว่าง 2001 กับ EWS ยิ่งนับเป็นข้อดีในการใช้เป็นเกณฑ์แบ่งแยกยุคสมัยการทำงานของผู้กำกับ หนังสองเรื่องนี้ช่วยสะท้อนถึงความฝักใฝ่ลึก ๆ ของคูบริกในการเสาะหาหนทางเผยมิติความเป็นมนุษย์ทั้งทางกายภาพ จิตวิทยา และปรัชญาผ่านสื่อภาพยนตร์ ความสนใจของคูบริกในด้านการพลิกแพลงเทคนิค คิดค้นสุนทรียลักษณ์ รวมตลอดจนการทำงานภายใต้ศรัทธาที่ว่าหนังเป็นกระจกวิเศษส่องสะท้อนความหมายของการเป็นมนุษย์ คุณสมบัติการทำงานเหล่านี้เป็น สะพานเชื่อมคูบริกเข้ากับนักทำหนังทดลอง อย่างดาลี กับ บุนเยล, เดอเรน กับ แฮมมิด, เบลสัน, แบร็คเคจ และ แองเกอร์ | อ่านทั้งหมด
ฉันจะบินไปตายไกล ๆ ปลัก ไม่หยุดพักเช็ดเลือดและน้ำตา
ถึงการฆ่าตัวตายอาจถูกมองว่าเป็นเพราะความหมดอาลัยตายอยากในชีวิตและมีแรงจูงใจให้กระทำผิดแผกกันไปในแต่ละบุคคล แต่กระนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการฆ่าตัวตายต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ เป็นอย่างมาก ความตายในหนังของมิอิเกะถือเป็นส่วนย่อยของวัฏจักรใหญ่แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ความตายเป็นเหมือนกระสวยพาคน ๆ หนึ่ง”กลับบ้านเก่า” เพื่อดั้นด้นไปสู่”ที่ชอบ ๆ”กันอีกครั้ง มนุษย์ไม่เคยไปบ้านได้มากกว่า 1 ครั้ง การคืนเรือน(จะเป็นที่ ๆ เกิด หรือ ที่ ๆ อยู่มาก่อนเกิดก็สุดแท้แต่ใครจะว่าจะเรียกกันไป) จึงเป็นการกลับไปลากคราบกรองไคลความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่คน ๆ หนึ่งผ่านพบมาภายหลังจากที่แห่งนั้นมา จึงมองได้ว่าการออกจากบ้านเป็นเรื่องของการไปเพื่อแสวงหาสิ่งดี ๆ จากการเปลี่ยนแปลง พึงตระหนักด้วยว่า มีเพียงการออกจากบ้านหลังแรกเท่านั้นที่ถือเป็นการจากบ้านเกิด เนื่องจากบ้านหลังอื่น ๆ ไม่ใช่บ้านเกิด การออกจากบ้านครั้งถัด ๆ มาหลังจากบ้านหลังแรกจึงไม่ถือเป็นการพลัดถิ่นแต่อย่างใด | อ่านทั้งหมด
นีโอภิกขุกับสมภารแอนเดอร์ตัน
แอนเดอร์ตันมาถึงจุดนี้ได้เพราะเขาเลิกยึดติดภาพจากดวงตาคู่เดิม คนเราจำต้องสลัดมุมมองเก่า ๆ ทิ้งไม่ช้าก็เร็ว ถึงจะมะงุมมะงาหรา มืดแปดด้านอยู่สักพักและอาจต้องเผชิญทุกข์จากการนั้นบ้าง แต่ก็เพื่อขจัดความหลงและความประมาทในการรับมือกับอนาคต Minority Report นำหลักไตรลักษณ์และความศรัทธามาประยุกต์เล่าได้ถึงแก่นพอตัว การมีตาแต่ถ้าหามีแววไม่ ย่อมไม่อาจรู้เท่าทันแม้แต่สภาพจิตใจของตนเอง ผู้ไม่รู้จักกระทั่งตัวเองไหนเลยจะรู้จักคนอื่น ก็สู้อย่ามีเสียดีกว่า หากการอยู่ในที่มืดจะเอื้อให้ตาในได้เล็งเห็นทุกขเวทนาอันบังเกิดแก่ตนและผู้อื่น ในทางตรงกันข้าม ตลอดเส้นทางการต่อสู้ของนีโอใน The Matrix เขาไม่เคยต้องว่อกแวกหรืออ่อนอกอ่อนใจกับศึกในอก รวมถึงหาได้มีการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินมาทดสอบความใจถึงอันถือเป็นดัชนีบ่งบอกวิวัฒนาการในภูมิทัศน์ทางจิตวิญญาณของหนุ่มหน้ามนคนพิสมัยชุดดำ | อ่านทั้งหมด
สมัชชานอสเฟอราตู
นอกจากกลุ่มชนที่ชาวยุโรปฟากแอตแลนติกถือว่าเป็นยุโรปบ้านนอกดังกล่าวแล้ว ปฐพียุโรปในห้วงเวลานั้น ยังมีคนชายขอบอีกจำพวกกระจัดพลัดพรายรายรอบถิ่นฐานของยุโรปบ้านนอกอยู่อีกชั้น นั่นคือ ชาวยิวซึ่งแตกกระสานซ่านเซ็นจากเมื่อครั้งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังกาเรียน(Austro-Hungarian Empire)ล่มสลายในค.ศ.1918 และอพยพมาทางตะวันตกของยุโรป ชาวยุโรปเรียกชาวยิวเหล่านี้ว่า พวกตัวซีด การแทรกผสานทัศนคติเชิงลบต่อชนจากบุรพทิศของยุโรปเข้ามาในบทหนัง ส่งผลให้ Nosferatu เป็นจับฉ่ายหม้อยักษ์เข้มข้นด้วยกรุ่นอายความขัดแย้งทางชาติพันธุ์วรรณาและเชื้อชาติ จากการแบ่งเขาแบ่งเรา(otherness) โดยคนยุโรปตะวันตกกับเพื่อนร่วมทวีป โลกของหนังจึงมีสภาพเป็นลับแลกันชนระหว่างโลกสองวัฒนธรรม ทั้งยังถูกห่อหุ้มไว้ด้วยบรรยากาศนับชั้นไม่ถ้วนจนหนาทึบ นอกจากนี้ ยังมีเค้าของการสลับทิศการจราจรของอำนาจในแบบจำลองความสัมพันธ์ระหว่างจักรวรรดินิยมกับอาณานิคม กล่าวได้ว่า Nosferatu เป็นฝันร้ายของฝ่ายรัฐมหาอำนาจที่มีอันต้องเพลี่ยงพล้ำต่อยุทธศาสตร์แทรกซึมและบ่อนทำลาย ของฝ่ายคนชายขอบ จนฝ่ายที่เคยถูกกดขี่พลิกกลับมาเป็นฝ่ายครอบงำได้บ้าง | อ่านทั้งหมด
5 ทศวรรษแรกของกาเยส์ดูซีนีมาบนสังเวียนวิจารณ์
งานวิจารณ์แบบกาเยส์คงไม่อาจแผ่อิทธิพลไปทั่วโลกหากไม่มีปรากฏการณ์ที่นักวิจารณ์ทิ้งปากกาไปเป็นผู้กำกับหนังและผลิตผลงานจนเป็นที่เลื่องลือ นักวิจารณ์อังกฤษและอเมริกันจากที่เคยตั้งแง่กับกาเยส์ในระยะแรกและพาลเหมาไปว่าหนังสือเป็นแค่แหล่งระบายงานเขียนของคอหนังผู้คลั่งไคล้นิโคลาส เรย์ หรือ แซมมูเอล ฟูลเลอร์แค่ไม่กี่คน แต่แล้วเมื่อคนบ้าเหล่านี้ลุกขึ้นมาทำหนังอย่าง The 400 Blows, Breathless และ Les Bonnes Femme นักวิจารณ์เหล่านั้นจำต้องล้มเลิกความคิดเดิม | อ่านทั้งหมด
ศึกชิงทำเนียบหนังและผู้กำกับยอดเยี่ยมในรอบ 2 ทศวรรษส่งท้ายศตวรรษที่ 20
แม้หนังขวัญใจมหาชนจากยุคปัจจุบันหลายเรื่องจะหลุดไปจากโผ แต่หน้าตาของโผตามที่เห็นก็พอจะใช้เป็นตัวแทนสะท้อนรสนิยมต่อหนังรุ่นใหม่ของเหล่าผู้คร่ำหวอดได้ หนังอเมริกันได้หน้าไปเต็ม ๆ จากความนิยมของคนดูต่อหนังจากฮอลลิวูดอย่างต่อเนื่อง โดยมีหนังอมตะอย่าง Apocalypse Now Goodfellas และ Blade Runner เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจนักดูหนังแทบทุกราย แต่ท่ามกลางหนังกระแสหลักก็ยังมีหนังศิลป์เต็มตัวจากเมืองผู้ดีเองอย่าง Distant Voices, Still Lives งานค.ศ.1988 ของผู้กำกับเทอเรนซ์ เดวิส(Terence Davies) ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ในโผด้วย ฉันใดก็ฉันนั้น การปรากฏตัวของ Chungking Express และ A One and A Two ในโผ เป็นเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจกองบรรณาธิการ S&S เพราะที่ต้องอยู่ไม่สุข เที่ยวเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดอันดับหนังและผู้กำกับกันอยู่งก ๆ นั้น ก็เพราะอยากจะเห็นพัฒนาการของหนังรุ่นใหม่เหล่านี้ | อ่านทั้งหมด
รอยประทับของภาพสะท้อน
“หนังทั้งสามเรื่องต่างมีร่องรอยความพยายามปล่อยคลื่นรบกวนจิตใจให้คนดูหลงตำแหน่งในเหตุการณ์ใหญ่ของหนัง ด้วยการแทรกเหตุการณ์เฉพาะหน้ายิบย่อยเข้ามาในเส้นทางเรื่องราวหลักอยู่เป็นระยะ ผลติดตามมาคือคนดูถูกหน่วงเหนี่ยวไว้กับเหตุการณ์อายุขัยสั้น ๆ เหล่านั้น แม้การปล่อยให้มีเศษเสี้ยวเหตุการณ์เหนือความคาดหมายของคนดูหลุดเข้ามาอยู่ในหนังอาจฉีกผืนหนังออกเป็นริ้ว ๆ และสร้างความสะเปะสะปะแก่ทิศทางของหนังได้ แต่ดูเหมือนเคียรอสตามี มัขมัลบาฟ และปานาอีจะไม่อินังขังขอบแม้สักนิด ร้ายกว่านั้น ผู้กำกับเหล่านี้กลับดูจะชอบอกชอบใจเสียอีกกับการผนวกหนังด้วยอนุกรมเรื่องเล่าที่ไร้ต้นสายแต่มีปลายเหตุจำนวนมาก | อ่านทั้งหมด
ดับก่อนดัง: ชันสูตรความหลังหนังตายท้องกลม
“หรือเป็นเพราะอาถรรพณ์ของดอน กีโฆเต” ครั้งหนี่งจิลเลียมรำพึงออกมาในกองถ่าย อาจเป็นได้ เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปในค.ศ.1955 ออร์สัน เวลส์ก็เคยพยายามทำหนังดัดแปลงจากงานเขียนของเซอร์บานเตส ผู้ประพันธ์ Don Quixote มาแล้ว ครั้งนั้นแม้ว่าเวลส์จะสู้หัวชนฝาจนผลักดันโครงการคืบหน้าไปได้มากกว่า แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องมีอันเป็นไปไม่ต่างกับโครงการในค.ศ.2000 ของจิลเลียมกับ Lost In La Mancha มิใยต้องกล่าวด้วยว่ายิ่งมีความคืบหน้าเท่าไหร่ก็ยิ่งสร้างความคับแค้นใจมากขึ้นเป็นเงาตามตัวเมื่อถึงคราวต้องจบเห่ ความเจ็บช้ำที่จิลเลียมได้รับจึงไม่อาจเทียบได้กับที่เวลส์เคยได้รับมาก่อน เวลส์ไม่มีโอกาสแม้แต่อยู่ปกป้องโครงการของตนด้วยซ้ำตอนที่สตูดิโอมีคำสั่งยุติการถ่ายทำ เพราะเขาต้องไปตรากตรำขึ้นเขาลงห้วยอยู่ในบราซิลเพื่อถ่ายทำหนังตามโครงการสร้างความสมานฉันท์กับเพื่อนบ้าน อันมีรัฐบาลสหรัฐโดยการสนับสนุนของสตูดิโออาร์ เค โอ เป็นโต้โผส่งเขาไปพร้อมคณะเจริญสัมพันธไมตรี | อ่านทั้งหมด
หนึ่งวันนั้นกับบทบันทึกชั่วชีวิตทาร์คอฟสกี
One Day in the Life of Andrei Arsenovich เป็นความทรงจำยิ่งใหญ่ สร้างโดยผู้ยิ่งใหญ่ ถ่ายทอดโดยผู้ยิ่งใหญ่ และยังเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของช่วงเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงว่ามีคุณค่าน่าจดจำเพียงใดหากเกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากก้นบึ้งแห่งความปรารถนาของผู้กำกับอาภัพคนหนึ่งในอันที่จะเชิดชูเกียรติผู้กำกับอาภัพซึ่งกำลังจะล่วงลับไปก่อน คำว่ายิ่งใหญ่ยังเล็กไปถนัดใจในการนิยามมวลรวมความเป็น One Day เพราะลำพังบารมีทาร์คอฟสกีเพียงสถานเดียวก็มีพลังเหนี่ยวนำอย่างยากจะต้านทานอยู่แล้วสำหรับคอหนังที่จะต้องยลและดื่มด่ำกับ One Day ยิ่งเมื่อผนวกกับความคงแก่เรียนในวิชาหนังของเมเกอร์ การไม่ได้ดู One Day จึงแทบนับเป็นอนันตริยกรรมอันดับที่ 10 สำหรับสาวกทาร์คอฟสกี | อ่านต่อ
นางร้ายในคราบทหารชาติอาชาไนย
กองทหารในดินแดนยึดครองไม่ว่าจะในแอฟริกาหรือแถบอื่นของโลกในฐานะซากเดนของลัทธิจักรวรรดินิยมซึ่งสูญเสียพื้นที่ไปเรื่อย ๆ แม้ไม่ใช่โคตรเหง้าสืบสันดานกันโดยประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ กระนั้นก็ยังปรากฏความพยายามเฮือกสุดท้ายในอันที่จะรักษาอาณานิคมเอาไว้ ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจเป็นเพียงการโหยหา”ความรู้สึกผูกพัน” เก่าก่อนในฐานะ “ผู้นำหน่วยครอบครัวใหญ่ในจินตนาการ” มากกว่าเป็น การเสียดาย”อำนาจนำ”ในฐานะผู้ครอบครองดินแดนหรือเจ้าอาณานิคม | อ่านทั้งหมด
ลอนดอนกำสรด
วินเทอร์บ็อตทอมสะบัดลีลาเรียกความเหงาแล่นเข้าจับขั้วหัวใจคนดูในฉากที่ได้รับการเชิดชูว่าบันดาลความสะทกสะท้านในห้วงอารมณ์และเปล่าเปลี่ยวใจได้รุนแรงที่สุดฉากหนึ่งในรอบปี ฉากที่ว่าเกิดขึ้นบนรถประจำทางสองชั้นที่พานาเดียกลับบ้าน ท่ามกลางเสียงความสุขอึงมี่จากคู่รักที่อยู่รายรอบเธอ กล้องจับภาพใบหน้าอันแสนเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรของเธอ แต่บัดเดี๋ยวกลับมีน้ำใสเอ่อรินจากดวงตากลมโตคู่นั้นและค่อย ๆ เรี่ยระบายจนอาบสองแก้มในที่สุด เหมือนไม่มีอะไรแต่ใจร้ายชะมัด | อ่านทั้งหมด