enyxynematryx

นางร้ายในคราบทหารชาติอาชาไนย

leave a comment »

นับแต่ Chcolat (1989), Nenette et Boni(1996)เรื่อยมาจนถึง Beau Travail งานชิ้นล่าสุด ผู้กำกับ แคลร์ เดอนีส์(Claire Denis)ยังคงยึดมั่นในการเลือกเฟ้นเนื้อหาที่ชักพาตัวหนังไปเรี่ยหมิ่นเหม่ขอบเขตศีลธรรมอยู่มิคลาย สิ่งที่ปรากฏใน Beau Travail คือการปะติดปะต่อความทรงจำทั้งแง่งามและความเจ็บปวดของสิบเอกชาลูตัวละครเอกของเรื่อง จากชีวิตในกองทหารฝรั่งเศสที่ไปตั้งรักษาการในดีจิบูติ(Djibouti)อาณานิคมในทวีปแอฟริกา

bo-travl-0012

Beau Travail ดัดแปลงจากกวีนิพนธ์เรื่อง Billy Budd ของเฮอร์แมน เมลวิลล์(Herman Melville)ซึ่งในภาควรรณกรรมเมลวิลล์เล่าเรื่องราวสัมพันธภาพสามเส้าระหว่างพ่อกับลูกชายอีกสองคน เหตุการณ์ทั้งในหนังสือและในหนังต่างดำเนินไปภายใน “เขตทหาร” อย่างไรก็ตามเมื่อจะทำเป็นหนังเดอนีส์ต้องกรองช้อนเอาข้อวินิจฉัยแกมชี้นำด้วยมุมมองฝ่ายศาสนาที่เมลวิลล์แทรกไว้โดยทั่วไปออกจากงานเขียน เพราะสิ่งที่ผู้กำกับหญิงต้องการนำเสนอไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรมและก็ไม่ใช่ภาพความสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนไปด้วยผลจากแรงผลักและดึงของความปรารถนาและการพยายามเอาชนะความปรารถนาเท่านั้น การเผยให้เห็นพัฒนาการและกลไกที่ความอยากได้ใคร่มีถูกกระตุ้นและแผ่อานุภาพลามกินอาณาบริเวณจิตใจยามเมื่อไปปะทะเข้ากับความพยายามต้านข่มก็ยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด ของการห้ำหั่นซึ่งอาจปลดปล่อยพลังวิปริตชนิดที่อยู่เหนือความคำนึงออกมาต่างหากที่ผู้กำกับหญิงต้องการแฉให้เห็น โดยที่พลังดังกล่าวจะสำแดงเดชและประกาศชัยชนะออกมาในรูปประพฤติกรรมทางกาย ทางสังคม และที่ผ่านการรับรู้ภายในหน่วยทหารนั่นเอง

bo-travl-009ในการลงมือชำแหละเข้าไปจนถึงกระดูกดำของมนุษย์ เดอนีส์ไม่หวั่นที่ต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์อีกคนซึ่งซ่อนฝังตัวอยู่ภายในและกำลังบงการพฤติกรรมที่สังคมและคนรอบข้างจะตีตราว่า “ต้องห้าม” ผลคือผู้กำกับและคนดูจะได้ประจักษ์ถึงภาพในความคำนึงและความเห็นของวายร้ายตนนี้ที่มีต่อคนรอบข้าง จุดประสงค์หลักมิใช่เพื่อสนองวาระส่วนตัวของเดอนีส์ หากเพื่อทดลองและทดสอบพลังมุ่งร้ายนี้ด้วยการทยอยป้อนความอ่อนโยนเข้าปะทะ ทั้งนี้เป็นไปภายใต้ความเคารพในศักดิ์ศรีของผู้ร้ายซึ่งคนดูไม่มีทางเห็นการนำเสนอภาพการพันตูอันดุเดือดตื่นตาตื่นใจโดยปราศจากการตอกไข่ป้ายสีเช่นนี้ได้จากนักโจมตีมืออาชีพอย่างโอลิเวอร์ สโตน(Oliver Stone) เป็นแน่

Billy Budd ฉบับหนังสือนั้นเมลวิลล์บอกเล่าเรื่องราวสัมพันธภาพสามเส้าระหว่างนายทหารสังกัดราชนาวีอังกฤษ ในศตวรรษที่ 19 การดำเนินเรื่องอาศัยมุมมองบุคคลที่สามภายในกรอบทัศนะแบบจูงคนเข้าวัดเสนอผ่านการต่อสู่ระหว่างความดีความชั่วโดยมีตัวละครคือ บิลลี่ และแคล็กเกิดเป็นสัญลักษณ์ เรื่องราวจบลงโดยทั้งบิลลี่และแคล็กเกิดต่างก็ตายตกไปตามกัน เมื่อเดอนีส์จับมาสร้างเป็นภาพยนตร์เค้าโครงหลายอย่างจากหนังสือได้รับการปรับ จากเดิมที่เป็นกองเรือราชนาวีอังกฤษ กลายมาเป็นกองทหารราบฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังมีการปรับในส่วนของชื่อ บุคลิกและตัวตนของตัวละครหลัก แคล็กเกิด(Claggart)เปลี่ยนเป็นชาลู บิลลี่(Billy)เปลี่ยนเป็นซ็องแทน และ ตัวละครที่เป็นจุดหมายสูงสุดของการต่อสู้ช่วงชิงของตัวละครคู่นี้ ก็เปลี่ยนจากกัปตันเรือผู้เป็นบิดา มาเป็น ผู้บังคับบัญชา ชื่อว่า บรูโน ฟอเรสเทียร์(Commander Bruno Forestier) รับบทโดย มิเชล ซือบอร์(Michel Subor) เหตุผลที่ให้ชื่อตัวละครศูนย์กลางวงโคจรนี้ว่าฟอเรสเทียร์ก็เพื่อเป็นการคารวะต่อตัวละครชื่อเดียวกันและโดยนักแสดงรายเดียวกันนี้จากงานของโกดารด์(Jean-Luc Godard)คือ Le Petit soldat โดยที่งานในค.ศ.1960 ดังกล่าวเป็นเรื่องของฟอเรสเทียร์นายทหารซึ่งหนีออกจากกองทัพฝรั่งเศสซึ่งปกครองอัลจีเรียอยู่ในขณะนั้น ต่อมาเขาถูกตลบหลังจากขบวนการก่อการร้ายฝ่ายขวาในฝรั่งเศสให้ทำการลอบสังหารนักเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของชาวอัลจีเรีย บทบาทดังกล่าวของซือบอร์ติดตรึงอยู่ในใจเดอนีส์นับแต่นั้น และเมื่อตกลงใจทำ Beau Travail เธอจึงไม่รีรอที่จะเสนอบทดังกล่าวให้แก่นักแสดงผู้นี้ เพื่อความสืบเนื่องในการแต่งชีวประวัติฟอเรสเทียร์โดยหนัง และกลายเป็นว่าการเดินทางของตัวละครชื่อนี้อาจไม่ได้สิ้นสุดไปพร้อมกับการจบลงของ Le Petit soldat ด้วยหลังจากในตอนจบของหนังโกดาร์ด ที่ทำให้เห็นว่าฟอเรสเทียร์กำลังเข้าซ่อนตัวอยู่นั้น เป็นไปได้ว่าเมื่อเขาออกมาจากที่ซ่อน ฟอเรสเทียร์อาจได้มาเข้าร่วมกับกองกำลังฝรั่งเศสในดีจิบูติ ทำให้เรามีโอกาสได้พบเขาอีกครั้งใน Beau Travail โดยประการฉะนี้

ณ ดีจิบูติ อาณานิคมฝรั่งเศสซึ่งตั้งอยู่ปลายแหลมทวีปแอฟริกาด้านที่โอบไว้ด้วยทะลแดง ชาลู(เดนิส ลาวองท์ – – Denis Lavant)นายทหารที่ถูกส่งมาประจำการที่นั่นกำลังเผชิญกับความเสื่อมถอยของความนิยมที่เพื่อนทหารร่วมค่ายมีต่อตนเองเพราะการมาถึงของนายทหารผู้มาใหม่ จิลส์ ซ็องแทน(เกรกัวร์ คอลิน – – Grégoire Colin) ซ็องแทนกลายเป็นดาวเด่นประจำค่ายในเวลาอันสั้นขณะที่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ชาลูเขาต้องใช้เวลาเป็นแรมนาน รูปการณ์ความสัมพันธ์คนทั้งสองนอกจากในด้านการช่วงชิงบัลลังก์จ่าฝูงแล้ว ชาลูยังมีเดิมพันด้วยว่าเขาอาจต้องสูญเสียชู้รักไปในการนี้ เห็นได้ชัดว่าฟอเรสเทียร์ผู้บัญชาการค่ายแห่งนั้นเริ่มเบนความเสน่หาไปสู่ซ็องแทน ความริษยาอาฆาตอันเป็นผลสืบเนื่องจากการชิงรักหักสวาทของชายรักชาย อาจเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นแต่นั่นก็เป็นเพียงปลายเข็มที่ไปสะกิดต่อมความโฉดให้หลั่งฉีดฮอร์โมนอาฆาตอาบรดใจ แท้ที่จริงต้นเหตุมาจากด้านมืดของธาตุแท้ของชาลูซึ่งอีกนัยคือแคล็กเกิดในภาคภาพยนตร์ซึ่งรอจังหวะอยู่ทุกขณะจิตที่จะระเบิดความฉุนเฉียวแผดเผาแก่ใครก็ตามที่ขวางทางและทำให้เขา ถูกลดคุณค่าลง คนประเภทแพ้ไม่เป็นเป็นอย่างไรได้รู้ซึ้งกันคราวนี้เอง

bo-travl-010

ผู้กำกับหญิงฝรั่งเศสให้เวลาค่อนข้างมากกับภาพที่นำเสนอกิจวัตรประจำวันและการฝึกของเหล่าทหาร การเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงเป็นระเบียบของเหล่านักรบออกมาดูหนักแน่น องอาจ ภาพลักษณ์ชายชาตรีเช่นนี้ทำให้นึกถึง Triumph of the Will หรือไม่ก็ Olympia งานของ เลนี ไรเฟนสตาห์ล(Leni Reifenstahl) แต่ครั้นพิจารณาร่วมกับปมเรื่องที่เดอนีส์สามารถสะกดผู้ชมให้ร่วมเป็นพยานในการราวีคู่ต่อกรด้วยเพลิงริษยาของปีศาจร้ายโดยตั้งอยู่บนเงื่อนไขความวิปริตทางเพศอันเป็นผลทำให้เรื่องและภาพขับเคลื่อนหนุนส่งกันอย่างยิ่งแล้ว ปฏิกิริยาที่สะท้อนกลับสู่งานสองชิ้นของผู้กำกับหญิงฟากเยอรมันนั้นก็คือภาพ “ท่านผู้นำ” ฮิตเล่อร์ในงานของไรเฟนสตาห์ล กลายเป็นเพียงส่วนที่จงใจยัดเยียดโดยไม่สอดคล้องกับตัวงาน นอกจากนั้นแล้ว ผู้กำกับยังได้เน้นย้ำ ความเป็นชาย อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นเหตุผลอธิบายแรงขับของความรุนแรงรวมทั้งการกระทำอื่นใดก็ตามที่ ผู้ชาย พร้อมจะกระทำเพื่อให้ได้ครองความเป็น จ่าฝูง / (นางพญา?)

Beau Travail เป็นหนึ่งในงานชุดที่ ARTE เครือข่ายสถานีโทรทัศน์ร่วมแห่งยุโรปริเริ่มให้มีการจัดสร้างภาพยนตร์ว่าด้วย ภาวะต่างด้าว เมื่อได้รับโอกาสเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ว่า ผู้กำกับแคลร์ เดอนีส์จึงเสนอรูปแบบการทดลองผสมผสานระหว่างความเป็นหนัง อุปรากร และสัมผัสแบบกวีของเมลวิลล์เข้าด้วยกัน และเหตุที่bo-travl-020โจทย์คือต้องนำเสนอเรื่องราวต่างด้าว ทำให้เธอเลือกเอากองกำลังของรัฐบาลฝรั่งเศสในดินแดนอาณานิคมเป็นสถานที่เกิดเหตุ และสืบเนื่องจากช่วงเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตวัยเด็กของเดอนีส์ผูกพันอยู่กับแอฟริกาตะวันตก ครั้งหนึ่งพ่อแม่ของเธอในฐานะครูที่สอนหนังสือตามอาณานิคมได้พาเธอรวมถึงคนในครอบครัวทั้งหมดย้ายไปพำนักอยู่ที่ดีจิบูติเป็นเวลาแรมปี จากภูมิศาสตร์อันโดดเดี่ยวของดีจิบูติ เธอพิจารณาว่ากองทหารฝรั่งเศสที่ไปตั้ง ณ ที่แห่งนั้นใน Beau Travail คงมีสภาพความโดดเดี่ยวและถูกตัดขาดจากโลกไม่ต่างไปจากกองเรือแห่งราชนาวีอังกฤษในงานของเมลวิลล์ ไม่เพียงเท่านั้นทัศนียภาพอันงดงามที่นั่นต้องใจเธอเอามากๆ ไกลออกไปในทะเลแดงจะเห็นหินลาวากองอยู่เป็นหย่อมสลับกับเกลือที่ตกผลึกจับตัวกันแพ ภาพเช่นว่าบันดาลความรู้สึกที่ประพิมพ์ประพายความในวรรคบรรยายถึงกระแสน้ำที่ไหลผ่านดินแดนในอาณัติของกองเรือแห่งราชนาวีสหราชอาณาจักรในงานของเมลวิลล์ ความเวิ้งว้างดังว่ายังเชื้อชวนให้บทเพลงของอีดิธ เพียฟ(Édith Piaf)ซึ่งถ่ายทอดความอาลัยที่หญิงงามเมืองในดินแดนยึดครองมีต่อนายทหารต่างด้าวอันเป็นที่รัก มาก้องสะท้อนอยู่ในอก

ในทัศนะของผู้กำกับ มนต์ขลังอันของค่ายทหารในต่างแดนไม่ได้อยู่ที่ ความหรรษเฮโลสาระพาอันเกิดจากบรรดาหนุ่ม ๆ ซึ่งได้มาร่วมหัวจมท้าย หากคือความรันทดเมื่อต้องพลัดพราก และน้อยใจเมื่อสภาพความสัมพันธ์ไม่เป็นดังคาด สำหรับหน่วยทหารแล้วไม่ว่าผู้นั้นจะแปลกหน้าว้าเหว่มาจากไหน เมื่อได้ย่างกรายเข้ามาแล้วเขาผู้นั้นย่อมจะได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไม่ในลักษณะใดก็ลักษณะหนึ่งเสมอ ณ ที่แห่งนั้นไม่มีใครมาคอยซักประวัติให้ตะขิดตะขวงใจ ณ ที่แห่งนั้นบรรดาเด็กหนุ่มจากร้อยพ่อพันแม่ได้มาใช้ชีวิตร่วมกัน สิ่งที่ได้จากที่นั่นจึงเป็นรสสัมผัสที่ชวนถวิลหาอยู่มิคลาย

bo-travl-008Beau Travail ไม่ต่างจากงานแทบทุกเรื่องของเดอนีส์ที่จะใช้คนประเภท คนจรหมอนหมิ่น เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน หรือคนที่ถูกผลักไสไปอยู่ชายขอบมาเป็นตัวละครหลัก คนเหล่านี้เมื่อมาอยู่ร่วมกัน ด้วยปฏิกิริยาจากความเปล่าเปลี่ยวแปลกแยกที่กัดกินใจมาแสนนานย่อมเหนี่ยวนำให้พวกเขาถักทอเกลียวใจ ทอดใยปฏิสัมพันธ์ตามรูปใดรูปหนึ่งเสมอและในที่สุดภาวะความเป็นครอบครัวโดยนัยก็ก่อตัวขี้น

กล่าวอย่างถึงที่สุด ไม่มีใครจะสำเหนียกรู้ซึ้งสภาวะแปลกแยกโดดเดี่ยวต่อโลกได้มากไปกว่าคนที่เกิดมาทีหลัง โดยนัยนี้ตัวแทนที่เป็นรูปธรรมก็คือ ทารกที่ลืมตามาดูโลกเป็นครั้งแรกนั่นเอง ความรู้สึกนี้แม้แต่ความแตกต่างทางเชื้อชาติยังไม่อาจบันดาลผลได้รุนแรงเท่า เดอนีส์เคยสะท้อนภาวะดังกล่าวไว้ใน Nenette et Boni กับการที่ผู้ชมจะพลอยรู้สึกหนาวสะท้านจับใจกับความแปลกแยกเดียวดายที่ทารกแรกเกิดในสภาพเปลือยเปล่าต้องเผชิญบนเตียงวินิจฉัยโรค ทารกน้อยได้แต่เหยียดเตะขาไปมา พยายามเกลือกกลิ้งแข็งขืนเถือแถกกายสุดแรงเกิดอยู่ภายในพื้นที่แคบ ๆ ตามลำพัง ภาพในงานครั้งนั้นนอกจากจะเป็นการนำเสนอที่หนักหน่วงแล้ว โดยลักษณะก็นับว่าประหลาดและฉีกแนวไปจากความเป็นเดนีส์ค่อนข้างมาก

ตามเนื้อเรื่องใน Nenette et Boni เด็กทารกหญิงที่กล่าวถึงคือลูกสาวของ Nenette ตัวละครเอกฝ่ายหญิง ทารกนี้ถูกผู้เป็นแม่ทิ้งไว้แต่แรกคลอด และเติบโตต่อมาโดยการเลี้ยงดูของ Boni พี่ชาย Nenette ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง เดอนีส์ทำให้คนดูรู้ว่า Nenette และ Boni ต่างมีความฝังใจว่าตนเองถูกทอดทิ้งตั้งแต่เด็ก Nenette นั้น คิดว่าแม่ทิ้งเธอไป ขณะที่Boni ก็เชื่อว่าตนถูกผู้เป็นพ่อทอดทิ้ง ปมเรื่องมีอยู่เพียงเท่านี้ ส่วนที่เหลือของหนังเป็นการให้ภาพการเลือกดำเนินชีวิตของหนุ่มสาวทั้งสองที่เป็นไปอย่างแตกต่างแม้จะฝังใจอยู่กับการเป็นฝ่ายถูกทอดทิ้งเหมือนกัน และในบั้นปลายของหนังภาพที่คนดูเห็นก็คือ Nenette ยืนอยู่เพียงลำพัง ขณะที่ Boni มีเด็กน้อยซึ่งเป็นลูกของ Nenette อยู่ในอ้อมกอด หนังไม่ได้ให้ข้อสรุปมากไปกว่านั้น เป็นไปได้ที่ว่า หลังจากนั้น Nenette อาจตกลงใจหวนกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับพี่ชายและเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอเพื่อกอบกู้ความเป็นครอบครัวขึ้นอีกครั้ง หรือไม่เธอก็เดินจากไปทิ้งลูกสาวไว้ให้พี่ชายดูแลต่อไป คนดูมีสิทธิ์ตีความไปได้ทั้งสองหน้าไพ่

bo-travl-007

ย้อนกลับมาที่อาณาเขตของทหาร หากเปรียบค่ายทหารเป็นดั่งบ้านหรือครอบครัว ๆ หนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับความเป็นไปในครอบครัวขนานแท้และปกติหรือจะเทียบกับครอบครัวในจินตนาการ เช่น การปกครองในรัฐ หรือ การปกครองอาณานิคม ก็ตาม ก็ล้วนต้องมีกฏไว้ควบคุมและกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกและกฏที่ว่าก็มักอนุวัตรตามลัทธิพ่อ/ผู้ชายเป็นใหญ่ (นี่เป็นเหตุผลที่ทำไม Boni จึงดูจะได้รับการยอมรับมากกว่า Nenette ที่จะคุ้มครอง / ครอบครองดูแลทารก ทั้งที่เขาเป็นเพียงพ่อบุญธรรม ขณะที่ฝ่ายหลังเป็นมารดาผู้ให้กำเนิด) กองทหารในดินแดนยึดครองไม่ว่าจะในแอฟริกาหรือแถบอื่นของโลกในฐานะซากเดนของลัทธิจักรวรรดินิยมซึ่งสูญเสียพื้นที่ไปเรื่อย ๆ แม้ไม่ใช่โคตรเหง้าสืบสันดานกันโดยประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ กระนั้นก็ยังปรากฏความพยายามเฮือกสุดท้ายในอันที่จะรักษาอาณานิคมเอาไว้ ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจเป็นเพียงการโหยหา”ความรู้สึกผูกพัน” เก่าก่อนในฐานะ “ผู้นำหน่วยครอบครัวใหญ่ในจินตนาการ” มากกว่าเป็น การเสียดาย”อำนาจนำ”ในฐานะผู้ครอบครองดินแดนหรือเจ้าอาณานิคม

“เหมือนเรือที่ผจญชะตากรรมอยู่กลางลำน้ำแห่งความทะยานอยากอันบ้าคลั่งและจวนเจียนจะสิ้นท่า เราได้แต่ยืนดูอยู่เงียบ ๆ และสะกดความกระหยิ่มใจไว้ในส่วนลึกที่เห็นเรือนั้นจม ๆ ลงไปเสียได้” เป็นบทสรุปที่ลิซ่า เคนเนดี นิยามให้แก่ตัวตนของงานเรื่องที่สองจากแถวขบวนไตรภาคว่าด้วย ผลพวงของจักรวรรดินิยม ของเดอนีส์(Chcolat, No Fear, No Die และ I Can’t Sleep)ซึ่งยังคงใช้ได้ดีกับการบ่งบอกคุณลักษณะของ Beau Travai lด้วย ผิดแต่เพียงในครั้งนี้เดอนีส์พาเรือไปลอยในธารอันเชี่ยวกรากแห่งกามริษยาของชายรักชายแทน หนุ่มฉกรรจ์พวกนี้ต่างคนต่างอาจวาดลวดลายสุดเหวี่ยงอยู่ในฟลอร์กับนางบำเรอแอฟริกันได้ตลอดคืนเหมือนไม่มีอะไร แต่ครั้นต้องขับเคี่ยวกันชนิดไหล่เบียดไหล่หายใจรดต้นคอในสนามฝึกอะไรที่เห็นว่าไม่มีกลับชวนรู้สึกเดือดพล่านขึ้นมาได้ “เลือดและราคะมิใช่หรือที่ทำให้เราต้องอยู่ที่นี่” ฟอเรสเทียร์กล่าวไว้เช่นนี้ แม้ว่าทั้งสองอย่างไม่ใช่”ของโปรด”สำหรับเขาเท่ากับการเสาะหา”ของถุน”พื้นเมืองมาสูบก็ตามที

bo-travl-0061“ครอบครัว”ทหารที่ตั้งอยู่ห่างไกลและโดดเดี่ยวปราศจากอิทธิพลจาก”หน่วยการปกครอง” อื่น ๆ เช่นนี้เป็นดังอาณาจักรส่วนตัวของชาลู แต่แล้ววันหนึ่งความผันแปรของลูกพี่นั่นเองที่ทำให้ชาลูต้องลุกขึ้นมาปัดกวาดอาณาจักรแห่งนี้ให้เข้าที่เหมือนเดิมเพื่อจะยังคงเป็นแหล่งบำรุงความปรารถนาและความทะเยอทะยานที่ไม่รู้จักเต็มต่อไป การที่ไม่ได้เป็นหนุ่มรูปงามอะไรนักหนาหนำซ้ำยังดูราวกับคนที่ผิดหวังในชีวิตและฝังใจกับความรู้สึกผิดบางอย่างอยู่ตลอดเวลา ฟอเรสเทียร์ดูเหมือนจะเห็นจุดอ่อนของชาลูในข้อนี้เหล่านี้และก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไรพอควร แต่เขาก็ใจร้ายพอที่จะรู้สึกอิ่มเอมเป็นสุขลึก ๆ ที่ได้เห็น”ชาลูคนขี้อิจฉา”ตกที่นั่งลำบาก นับตั้งแต่เขาเริ่มปันใจมาทางซ็องแทนซึ่งหนุ่มกว่าหน้าตาดีกว่า

ชาลูนั้นแทบบ้าเพราะแรงริษยาที่มีต่อซ็องแทนจึงคิดการณ์โดยทำทีชวนซ็องแทนประลองเชิงมวยด้วย ก่อนจะปั้นน้ำเป็นตัวว่าตนถูกทหารยศต่ำกว่าทำร้ายและตัดสินทำโทษซ็องแทนด้วยการปล่อยทิ้งไว้กลางทะเลทราย เมื่อเรื่องมาถึงหูฟอเรสเทียร์สิ่งที่นายใหญ่แห่งค่ายนี้พูดกับลูกน้องผู้ภักดีก็คือ “แกเล่นนอกกฏ” เพราะรู้อยู่แก่ใจเช่นเดียวกันว่าอะไรเป็นแรงจูงใจให้ชาลูลุแก่โมหะ ดังนั้นการลากไส้เอาผิดถึงให้ถึงที่สุดเพื่อการเอาโทษอย่างสาสมจึงไม่เกิดขึ้น แม้จะได้รับการอภัยโทษจากศาลทหารแต่ชาลูก็ไม่อาจอยู่ที่ค่ายได้อีกต่อไป เขาถูกส่งตัวกลับฝรั่งเศสซึ่งถ้าจะว่าไปนี่ถือเป็นการลงทัณฑ์ที่เจ็บปวดยิ่งแก่ชาลู เพราะทุกอย่างของเขาอยู่ที่ดีจิบูติ ที่มาร์กเซยเขาคือความแปลกแยกและมีแต่จะต้องทำความรู้จักอีกมากกับความเคว้งคว้างทางกายภาพและการพังทลายทางใจ ท้ายที่สุดโทษขั้นที่สาสมที่เขาพึงได้รับเสียแต่ครั้งการดำเนินคดีโดยศาลแต่ก็รอดพ้นมาได้นั้น กลับมาบังเกิดขึ้นด้วยน้ำมือจำเลยเองที่ลานประหาร ณ อพาร์ตเม้นต์เล็ก ๆ ในมาร์กเซยนั่นเอง

เดอนีส์เริ่มต้น Beau Travail ด้วยภาพเมืองมาร์กเซยในปัจจุบัน อันเป็นที่พำนักของชาลูผู้แม้ตัวจะอยู่ที่นี่แต่ลึกเข้าไปภายในห้วงคำนึงเขายังคงจมปลักอยู่กับพื้นที่และเวลาอื่น ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสีย การได้มา ทุกการกระทำทั้งที่เป็นฝ่ายกระทำต่อผู้อื่นหรือเป็นฝ่ายถูกกระทำที่ล่วงผ่าน เศษเสี้ยวของเหตุการณ์เหล่านั้นค่อย ๆ เล็ดลอดจากห้วงความทรงจำของชาลูอย่างกระปริดกระปรอยสู่กระบวนการลำดับความของคนดู สำหรับสิบเอกชาลูการกลับสู่ฝรั่งเศสคือการถูกเนรเทศออกจากดีจิบูติทั้งทางพฤตินัยและโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางใจ ทุก ๆ วันในอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ที่มาร์กเซย์ เขายังคงทั้งทำกิจวัตรและปฏิบัติภารกิจดังเดิมทุกประการเหมือนว่ายังคงใช้ชีวิตอยู่ที่ดีจีบูติ bo-travl-0031ผิดแต่เพียงที่โน่นทุกการกระทำของชาลูเป็นไปในท่วงทำนองเดียวกับเพื่อนพ้อง ราวกับเป็นองคาพยพน้อยใหญ่ที่เคลื่อนไหวอย่างมีเอกภาพโดยมีร่างกายคือกองทหารทั้งหมด แต่บัดนี้ชาลูกระทำไปโดยลำพัง แน่นอนว่าเขายังหวนคำนึงถึงดีจิบูติอยู่ไม่คลาย ช่วงนี้เองคนดูจะสัมผัสได้ว่ามีความขัดแย้งด้านภาพสองลักษณะระหว่างภาพชีวิตในค่ายทหารซึ่งออกมาไม่ต่างจากหนังอย่าง Full Metal Jacket หรือ Platoon ทุกอย่างดูสมจริงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการคลานต่ำ การโหนบาร์ ขณะเดียวกัน เมื่อผู้ชายเหล่านี้ว่างเว้นจากชีวิตทหาร เราจะเห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าโผไปมาท่ามกลางแสงอาทิตย์แผดจ้าและผืนฟ้าสีครามเข้ม ยิ่งในฉากที่ชาลูกับจิลส์ ซ็องแทนย่างสามขุมวนรอบกันและกันเหมือนการดูเชิงอยู่บนชายหาดนั้น ราวกับว่าผู้กำกับได้พรากคนดูจากหนังสงครามไปสู่หน้าเวทีอุปรากรอย่างฉับพลัน พร้อมกันนั้นบทเพลงที่เคยใช้สำหรับ Billy Budd ในภาคอุปรากรประพันธ์โดยเบนจามิน บริตเท็น(Benjamin Britten)ซึ่งเดอนีส์“อัญเชิญ”มาไว้ในหนังก็ดังขึ้นคลอ การใช้ดนตรีประกอบที่บรรเลงโดยวงออเคสตร้านับเป็นอีกหนึ่งในความลงตัวของหนัง

การที่เจ้าของเสียงเล่าประหนึ่งได้ออกตัวว่าตนเป็น “ผู้เล่าที่ไม่เที่ยงตรงนัก” จากคำพูดที่ว่า “เมื่อจำเพาะเจาะจงพิจารณาจากมุมนี้ เท่ากับว่าผมได้ทำให้ทุกอย่างเละป่นปี้ เรื่องมุมเรื่องเหลี่ยมนี่สำคัญนัก โดยเฉพาะเหลี่ยมบุก” ซึ่งนอกจากจะเป็นการเรียกร้องให้คนดูพึงใช้ดุลยพินิจให้มากกว่าปกติในการฟัง(ดู)เรื่องที่เขาจะเล่าต่อไปแล้ว คำพูดนี้ยังหมายไปในแง่ที่ว่า เขา(ผู้เล่า)กำลังปัดสวะและไม่จำต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของชาลูไปเสียทั้งหมด และด้วยการใช้มุมมองตัวละครเอกยังกลายเป็นเอกสิทธิ์คุ้มครองเดอนีส์และช่วยดึงตัวงานลอยพ้นเหนือคมวิพากษ์โดยตรงจากนักศีลธรรม รวมตลอดจนกับดักคำอธิบายและวิจารณ์แนวจิตวิเคราะห์ หนังเปิดโอกาสฝ่ายคนดูเองทำความรู้จักกับชาลูโดยปราศจากการตีกรอบแห่งศีลธรรม ชาลูก็พลอยมีอิสระเต็มที่ในการปฏิบัติการจองเวรซ็องแทนและคนดูก็ต้องอาศัยสถานการณ์เหล่านั้นเป็นตัวกรุยทางสู่ความเข้าใจในตัวเขา

bo-travl-011แม้เหตุการณ์ของหนังจะปรากฏส่วนที่สังเกตและสัมผัสได้ถึงความวกวนและไม่ต่อเนื่องอยู่พอตัว มิใยต้องกล่าวถึงการพยายามปกปิด ไม่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยกประโยชน์ให้ Beau Travail ไปโดยปริยายเมื่อฉุกใจคิดได้ว่า สิ่งที่ร่ำ ๆ จะเข้าข่ายเป็นความไม่ลงตัวเหล่านี้เป็นไปตามกลวิธีการนำเสนอโดยให้ตัวละครเพียงหนึ่งเดียวเป็นฝ่ายได้เล่าเรื่องราว ไม่ใช่เป็นการถ่ายทอดจากมุมมองผู้รู้แจ้ง รูปแบบการนำเสนอนี้ยังส่งให้ Beau Travail กลายเป็นงานที่แหวกไปจากแนวทางการทำงานของแคลร์ เดอนีส์เพราะในงานชิ้นก่อน ๆ ของเธอเป็นการนำเสนอเรื่องราวจากมุมมองที่หลายหลาย นี่เป็นครั้งแรกที่จำเพาะเจาะจงมองหนังแทบทั้งเรื่องจากสายตาของตัวละครเพียงหนึ่งเดียว

“ตอนทำบทหนัง สิ่งที่ฉันและ ฌอง ปอล ฟาร์โก(Jean-Pol Fargeau)มือเขียนบทคู่หูทำก็คือ เลือกเฟ้นมุมมองจากนอกตัวเรา จากนั้นลองมองและคิดถึงคนอื่น ๆ ด้วยสายตา / ด้วยมุมมองนั้น ๆ ” เดอนีส์เล่าเบื้องหลัง อีกปัจจัยหนึ่งที่ฟ้องให้เห็นธรรมชาติของมุมมองดังกล่าวก็คือ ไม่มีใครมีทีท่าหรือส่อว่าจะจับผิดหรือรีดเอาความจริงจากชาลูได้ ความจริงทั้งหมดที่เปิดโปงไม่ได้ออกมาจากปากของตัวละครอื่น ไม่ว่าจะเป็นฟอเรสเทียร์ ซ็องแทน ทหารในค่ายคนอื่น ๆ หรือแม้แต่คู่นอนชาวแอฟริกัน เป็นชาลูเองทั้งเพที่ซักไซ้และสารภาพ ตอนท้ายเดอนีส์เผยให้เห็น(ผ่านจากสายตาของชาลูเช่นเดิม)ภาพค่ายทหารฝรั่งเศสแห่งดีจิบูติตามสภาพในปัจจุบัน แต่คราวนี้แม้สถานที่ยังคงเดิมแต่คนและเรื่องราวนั้นไม่ใช่อีกต่อไป

จากส่วนผสมทางเคมีที่เกิดจากเทคนิคการเล่าผ่านตัวละครบวกกับความระห่ำจวนเข้าขั้นวิปริตของตัวเรื่องและโดยอิงอยู่บนพื้นฐานดรามาเชิงจิตวิทยา ดังนั้นในลำดับแถบรหัสพันธุภาพยนตรกรรมที่กำหนด Beau Travail จึงปรากฏลักษณะ Taxi Driver หรือไม่ก็ Bad Lieutenant อยู่เต็มไปหมด อีกทางหนึ่ง เนื่องจากกำเนิดด้วยเชื้อเดียวกันคือ โฮโมเซ็กชวล ยังทำให้ Beau Travail นับญาติกับ Un chant d’amour งานของผู้กำกับฌอง เชเน่ต์ ได้อีกด้วย โดยที่ Un chant d’amour นำเสนอการผจญภัยของนักโทษรักร่วมเพศที่แหกคุกเพราะทนความซาดิสต์ของนักโทษด้วยกันไม่ไหว ที่ว่าเป็นการผจญภัยเพราะเหตุการณ์ดำรงอยู่และเป็นไปเพียงในจินตนาการของนักโทษเหล่านั้น

ชั่วแต่ว่าชาลูของเดอนีส์ไม่ช่างฝันพอที่จะน้อมรับเอาจินตกรรมเช่นนั้นเป็นเครื่องมือปลดปล่อยพันธนาการได้ หนทางเดียวที่เขาจะรู้สึกปลอดโปร่งและมีเสรีอย่างแท้จริงนั่นคือการนำพาจิตวิญญาณหนีไปให้พ้นเสียจากร่างกายอันเป็นพื้นที่ที่ถูกจำกัดและกำหนดด้วยกฏเกณฑ์ต่าง ๆ ซับซ้อนมากมาย

Beau Travail ยังได้แรงส่งจากการแสดงอันยอดเยี่ยมของ เดนนิส ลาว็องท์ และ เกรกัวร์ คอลิน คอลินทำให้ซ็องแทนในฐานะตัวแทนของบิลลี่จากภาคงานเขียนไม่เหลือคราบของเหยื่อที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จากที่เคยครั่นคร้ามและสับสนเมื่อครั้งปะทะเข้ากับโมหะของแคล็กเกิดในหนังสือ บนจอซ็องแทนดูเหมือนจะรับมือกับชาลูได้bo-travl-017อย่างมีลำหักลำโค่นมากกว่า ด้วยบทพูดอันน้อยนิดและฐานที่เป็นผู้มาทีหลังเหตุดังนั้นจึงมิอาจไร้ความสะทกสะท้านเสียทีเดียวความรู้สึกนี้ย่อมไม่อาจเก็บกักไว้ได้อย่างหมดจด คอลินสะท้อนผ่านออกมาทางการเคลื่อนไหวของตัวละครและทำได้ดี เช่นเดียวกับที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชาลูคือแคล็กเกิดซึ่งฟื้นคืนชีพและตามมาเล่นงานบิลลี่ก็เพราะบทบาทอันยอดเยี่ยมของเดนนิส ลาว็องท์

เดอนีส์ประมวลจุดเด่นจากงานเรื่องที่แล้ว ๆ มารวมไว้ด้วยกันในผลงานชิ้นล่าสุดนี้ ไม่เพียงเธอจะกล้าเล่นกับเนื้อหาอันหมิ่นเหม่เหลื่อมซ้อนของจิตใจมนุษย์ที่ผู้กำกับน้อยรายจะกล้าจับมาขึ้นจอ สิ่งที่ปรากฏในภาพยนตร์ชี้ว่าเดอนีส์ตีโจทย์แตกและงานช่วยขับเน้นตัวตนของเธอให้ชัดเจนยิ่งขึ้น หัวใจของหนังเดอนีส์ที่ถ่ายทอดผ่านและชำแรกอยู่ตามพื้นที่ทับซ้อนหรือหลงหูหลงตาระหว่างกรอบโครงต่าง ๆ ที่จัดวางอยู่ในงานแต่ละเรื่องนั้นมักเกี่ยวโยงกับภาวะความเป็นมนุษย์ ใน Beau Travail ก็เฉกเช่นกัน ความที่มนุษย์นั้นมีทั้งพลังใฝ่ดีและมุ่งร้าย ไม่มีทางที่จะเลือกที่รักมักที่ชังโดยสกัดเอาเฉพาะส่วนที่พึงประสงค์มาชี่นชม มนุษย์ยังมีด้านร้ายที่รอคอยการเกลี้ยกล่อมตะล่อมปลอบ รวมไปถึงที่สุดแล้วหากเอาดีไม่ได้เสียเลย ก็ยังสมควรที่มนุษย์ด้วยกันจะให้อภัย

bo-travl-015ดังนั้น บทอวสานของ จึงเริ่มต้นด้วยฉากภายในอพาร์ตเม็นต์ที่คนดูจะเห็นภาพปืนพกแนบประทับเหนือแผ่นอกเปลือยเปล่าของชาลูซึ่งนอนอยู่บนเตียงแคบ ๆ เดอนีส์ก็ตัดฉับสู่ภาพระยะใกล้กว่าเดิมซึ่งใกล้มากจนเห็นเส้นเลือดบริเวณแขนพร้อม ๆ เสียงชีพจรเต้น ตึบ ตึบ…. เสียงจังหวะวิญญาณค่อย ๆ แทรกสอดกลมกลืนเข้ากับอีกเสียง คือ เสียงของจังหวะกลองจากเพลงเต้นรำทำนองดิสโก้ โดยไม่รู้ตัวในบัดดลคนดูก็ถูกเดอนีส์(โดยชาลู)พาไปอยู่กลางโรงเต้นระบำซึ่งอาจเป็นพื้นฟลอร์เดียวกันกับโรงเต้นรำในดีจิบูติที่ซึ่งครั้งหนึ่งเราเคยเห็นชาลูกับผู้หญิงแอฟริกันคู่สวาทออกลีลาเท้าไฟอย่างเร่าร้อนอยู่ท่ามกลางเหล่าทหาร แต่นั่นคล้ายเป็นภวังค์ด้วยเหตุแห่งการหายวับไปอย่างรวดเร็ว ที่เหลือมีเพียงชาลูอยู่เพียงลำพังกับร่างที่เดินโซเซไหล่พิงซบเรี่ยไปตามผนังกระจก มวนบุหรี่ค่อย ๆ ทิ้งตัวจากริมฝีปากที่ไร้กำลังคาบเม้ม ร่วงสู่พื้น

เสียงดนตรีดังกระหึ่ม ชาลูกลั้นใจด้วยแรงฮึดเฮือกสุดท้ายจรดเท้าสร้างจังหวะให้ตัวเองสองสามก้าวก่อนจะวาดลวดลายตีลังกาม้วนตัวกลางอากาศไปมาราวกับกำลังเล่นกายกรรมอย่างเมามันไปพร้อมกับสร้อยเนื้อเพลงที่ร้องวนไม่หยุด “นี่แหละจังหวะของค่ำคืน นี่คือจังหวะของชีวิต” แล้วภาพการเคลื่อนไหวของชาลูก็โผล่ ๆ หาย ๆ จากคลองจักษุแล้วตัวหนังสือที่เป็นเครดิตท้ายเรื่องก็ค่อย ๆ เลื่อนขึ้น พลันกลับปรากฏภาพชาลูมายึดพื้นที่จอคืนเป็นที่ร่ายรำอีกครั้งโดยไม่ฟังอีร้าค่าอีรม อาจกล่าวได้ว่ามีเพียงซีเควนซ์สุดท้ายนี้เท่านั้น (หรืออาจไม่นับเป็นซีเควนซ์ เพราะถ้าวินิจฉัยกันให้ถ่องแท้ นั่นเป็นช่วงเวลาที่หนังลุเข้าช่วง/หรือคาบเกี่ยวกับไตเติลจบไปแล้ว) ที่เดอนีส์ถ่ายทอดงานจากมุมมองของผู้รู้แจ้ง ซึ่งเหมือนจะบอกเป็นนัยว่าชาลูที่กลับมาครั้งหลังนี้นั้นไม่ชาลูคนเดิมซึ่งได้ ตาย–จบ ไปพร้อมกับหนังเรื่อง Beau Travail(การที่เครดิตเลื่อนขึ้น=หนังจบ)แล้ว ชาลูที่เห็นโผล่กลับเข้ามาบนจอหาใช่ชาลูเดิมของ Beau Travail ซึ่งย่อมไม่ใช่ชาลูในภาพจากความคำนึงของชาลูเองอีกต่อไป แต่เป็นชาลูในรูปของพลังอิสระขุมหนึ่งที่กำลังเริงระรื่น ส่วนจากสายตาหรือมุมมองของใครก็ต้องอาศัยการตีความกันต่อ เพราะ “จิตวิญญาณของชาลูได้รับการปลดปล่อยจากกายเนื้อไปพร้อมกับภาพเส้นเลือดที่กำลังสูญเสียพลังหล่อเลี้ยงชีวิต” แคลร์ เดอนีส์อธิบายฉากจบด้วยคำพูดห้วน ๆ เพียงเท่านี้

ITALY-VENICE-FILM-FESTIVAL-35 RHUMS

แปลจาก
Garcia, Maria. 2000. “Beau Travail”. http://www.filmjournal.com/filmjournal/esearch/article_display.jsp?vnu_content_id=1000697359
Taubin, Amy. 2000. “Under the Skin”.http://www.filmlinc.com/fcm/fcm.htm

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: