enyxynematryx

อโรคยาปรมังทุกขัง

leave a comment »

หนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อโรคยาปรมังทุกขัง / ความไม่มีโรค(เหมือนมนุษย์คนอื่นเสียบ้าง) บางครั้งก็เป็นทุกขลาภ ตราบใดที่คุณยังต้องอยู่ร่วมโลกกับคนขี้โรคขี้อิจฉาบางคนที่จ้องจะใช้คุณเป็นเป้าหมายเพื่อล้างแค้นและท้าทายโลกแสนลำเอียงใบนี้

ผู้กำกับเอ็ม ไนท์ ชามาลัน ต้องการให้คนที่ดู Unbreakable ได้ตระหนักถึงคุณค่าของ “เวลา” ในช่วงชีวิตของแต่ละคน โดยเสนอวิธีคิดง่าย ๆ ด้วยการให้ลองประมาณการเล่น ๆ ว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา คุณต้องสูญเสียช่วงเวลาดี ๆ ไปให้แก่ความป่วยไข้ไม่สบาย มากน้อยเพียงใด ซึ่งส่วนใหญ่จะพบว่าหากนำแต่ละเสี้ยวเวลาที่ต้องหมดไปกับโอดครวญประคบประหงมร่างกายมาเรียงเชื่อมต่อเข้าด้วยกันแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาน่าตกใจอยู่ไม่ใช่เล่นเพราะเป็นเวลาที่ยาวนานพอสมควร กล่าวได้ว่า ทุกชีวิตล้วนใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการทนรับความทรมานเพราะอาการเจ็บป่วย โชคดีที่ว่า ช่วงเวลาอันแสนหมองไหม้ทดท้อเหล่านั้นไม่ได้ยาวนานต่อเนื่องกัน

วิธีคิดในรูปคำถามเดียวกันถูกส่งผ่านไปถึงเดวิด ดันน์(บรูซ วิลลิส) พนักงานรักษาความปลอดภัยผู้ซึ่งตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยรู้รสชาติของเข็มฉีดยา และหมอก็ไม่ใช่เทวดาในสายตาของเขา เพราะนายดันน์ คนนี้ไม่เคยล้มหมอนนอนเสื่อเหมือนชาวบ้านชาวช่อง หลังจากผ่านเหตุการณ์รถไฟที่เขาร่วมโดยสารมาเกิดการชนและตกราง โดยที่ผลของอุบัติเหตุครั้งนี้ได้คร่าชีวิตผู้โดยสารไปทั้งขบวนยกเว้นเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถรอดชีวิตมาราวปาฏิหาริย์ ไม่เพียงเท่านั้น รอยถลอก รอยช้ำสักจ้ำยังไม่มีให้เห็น เดวิดก็เฉกเช่นสามีทั่วโลกที่คิดว่าผู้หญิงที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ในฐานะภรรยามักจะเก็บรายละเอียดของผู้เป็นสามีได้ดีกว่าเจ้าตัวเอง เหตุดังนี้ หลังความน่าตระหนกและฉงนใจซาลงนายดันน์จึงเอ่ยถามนางดันน์(โรบิน ไรท์ เพนน์)ขึ้นมาลอย ๆ เกี่ยวกับ “ประวัติคนไข้” ของตน คำตอบที่ได้คือ นับแต่ร่วมชีวิตกันมาเธอไม่เคยเห็นเขาเจ็บไข้ได้ป่วยแม้สักครั้ง ดังนั้น อย่าว่าแต่ให้จำ แม้เพียงจะให้นึกภาพเขาในสภาพคนป่วย เธอก็จนปัญญาเสียแล้ว

ความปรารถนาสำนึกรู้ดังกล่าวของดันน์ถูกกระตุ้นโดยคำพูดชายแปลกหน้าที่โผล่เข้ามาและก้องกังวานในห้วงคำนึง คลับคล้ายคับคลาว่าเคยได้ยินจากเอไลยาห์ ไพรซ(แซมมวล แอล แจ็คสัน)เจ้าของร้านหนังสือเก่าอันเป็นสถานที่หนอนขนานแท้หรือนักสะสมหนังสือหายากต้องมุ่งตรงมาที่นี่ยามใดที่ต้องการหาฉบับพิมพ์ครั้งแรกของหนังสือปกต่าง ๆ เอไลยาห์ผู้กระเสาะกระแสะ เขาถูกโลกและโรคผลาญกินวันเวลาที่แล้วมาแทบทั้งหมดของชีวิตด้วยการยัดเยียดความเจ็บป่วยทั้งเรื้อรังกำเริบและอาการสารพัดให้ ความทรงจำอันเลวร้ายเป็นแหล่งเพาะเชื้อความเชื่อที่ว่าหากโชคชะตาใจร้ายพอที่จะให้ปล่อยคนอ่อนแอไร้ที่ติเช่นตนกำเนิดขึ้นมาบนโลกได้ ไหนเลยจะไม่หลงเหลิงประทานเอกบุรุษทางคงกระพันชาตรีแคล้วคลาดมาจุติด้วย ในที่สุดเอไลยาห์ก็ค้นพบบุรุษที่มีชีวิตอยู่ ณ ปลายสุดของขั้วตรงกันข้าม คือ เดวิด ดันน์ ซึ่งเอไลยาห์มีปัญหาและความรู้สึกมากมายที่อยากถ่ายทอดให้เขาได้รับรู้

นับแต่วัยเด็กที่ถูกเพื่อนล้อว่าเป็น”จอมเดี้ยง” เพราะความอ่อนแอของโครงกระดูกที่ไม่สามารถรองรับแม้เพียงน้ำหนักของผู้เป็นเจ้าของเอง ดังนั้นแม้แต่การทำกิจกรรมตามปกติวิสัยของเด็กก็อาจเป็นเหตุของการหักได้ แต่ไม่มีการหักใดจะกระตุ้นความคับแค้นของเอไลยาห์ได้เท่ากับที่รู้สึกถูกหักหลังโดยร่างกายอันเปราะบางของตนเอง ชีวประวัติที่เต็มไปด้วยคำว่า อาการ จึงกลายเป็นวรรณกรรมแห่งความอาฆาตที่ต้องการทั้งตอนอวสานอันสะใจและภาคผนวกที่ทุกฝ่ายต้องก้มหน้ายอมรับ ดังนั้น กว่าจะถึงวันนี้เอไลยาห์จึงเคี่ยวกรำตนเองเพื่อสร้างภูมิต้านทานความเจ็บป่วยทั้งหลายแหล่ด้วยการท่องไปในโลกของเกาะแห่งองค์ความรู้โดยมีร้านหนังสือเป็นประดุจมหาสมุทรใหญ่ ความรู้และความเชื่อซึ่งด้านหนึ่งช่วยให้เข้าใจความเป็นไปและความผิดปกติภายในร่างกายคนได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็ขัดเกลาความเชื่อประหลาดและแผนการเหี้ยมให้ใกล้ความจริงเข้าไปทุกที เอไลยาห์นั้นจัดอยู่ในผู้ร้ายประเภทสังขารน่าเวทนาแต่ปัญญาและอารมณ์ล้ำลึก ฉลาดเป็นกรด วิกลจริตและเล่นไม่เลิก ไม่รู้ว่าเป็นความจงใจหรืออย่างไรของผู้กำกับที่ให้ (อดีต)คนอึดตายยาก โคจรมาพบกับ บูรพาไม่แพ้ เช่นนี้

การพบกันของคนทั้งสองถือเป็นโอกาสอันดีที่เดวิดจะได้รู้จักรสชาติความเป็นมนุษย์อย่างรอบด้าน แม้จะด้วยวิธีการที่ไม่มีทางคาดเดาล่วงหน้าได้จากเอไลยาห์ และโจทย์ที่ว่าเอไลยาห์ทำเช่นนี้เพื่อหวังบรรลุอุดมคติและปรัชญาอันใดก็มีคำตอบอยู่ในแทบทุกฉากทุกตอนของหนัง ประเด็นอยู่ที่ใครจะตีความปริศนาธรรมออกมาได้มากน้อยเพียงใดเท่านั้น

เอ็ม ไนท์ ชามาลัน ผู้กำกับหมอผีที่สามารถทำหนังจากเรื่องราวพ้นมิติทางกายภาพให้น่าติดตามได้โดยไม่ต้องฝากความหวังไว้ที่เทคนิคพิเศษ ความสำเร็จของ The Sixth Sense คงเป็นเครื่องยืนยันฝีไม้ลายมือที่ว่ามา สำหรับ Unbreakable ชามาลันยังคงใช้ประโยชน์จากลีลาที่นำการขยักขยอกข้อมูลในโลกแห่งความเป็นจริงสวมต่อเข้ากับภาพจากความรับรู้รวมถึงจินตนาการของตัวละครโดยอาศัยการพูดคุยสื่อสารระหว่างตัวละครเป็นทั้งสะพานเชื่อมและจุดทิ้งเงื่อนปม ซึ่งเขาก็ทำได้อย่างแยบยลเช่นเคย

สัญลักษณ์ผู้ชายธรรมดา ๆ ในตัวบรูซ วิลลิสเมื่อมาอยู่ในมือของชามาลัน ก่อให้เกิดปฏิกิริยาผูกพันเป็นพิเศษจากคนดูได้เหมือนในคราวก่อน ทั้งนี้ ความเป็นชายดังกล่าวสร้างแรงดึงดูดและโน้มน้าวใจคนดูให้ถลำเชื่อในตัววิลลิสในฐานะ ชายผู้เป็นสามี มากกว่าในฐานะ ชายแปลกหน้า เนื่องจากความหมายแรกนั้นมักตามมาด้วยความคุ้นเคยอบอุ่น พึ่งพิงได้เสมอ ขณะที่ความหมายอย่างหลัง ส่อไปในทางชวนคลั่งไคล้น่าค้นหา ดังนั้น โดยที่ความรู้สึกอย่างแรกสอดรับกับเรื่องราวของการพลัดพรากเป็นมากกว่า บรูซ วิลลิสของชามาลันจึงต้อง “มีเมียแล้ว” อีกครั้ง และก็ได้ผล ท่อตรงของบุคลิกตัวละครที่เชื่อมอยู่กับเรื่องราวตามสูตรนี้จึงนับเป็นช่องทางที่คนดูเผลอเดินล้ำเข้าไปคราใดก็เป็น “ได้เรื่อง(ตามแนวชามาลัน)” กลับออกมาทุกที กล่าวได้ว่าบรูซ วิลลิสกับด้านที่ต่างออกไปนี้เป็นหนึ่งปัจจัยหลักในการเหนี่ยวนำคนดูทั้งกรณี The Sixth Sense และ Unbreakable นี้

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญก็คือ กลวิธีเล่าเรื่องอันมีเอกลักษณ์ ลีลาชงเรื่องเนิบ ๆ ทึม ๆ แล้วสุดท้ายยกซดพรวดเดียวจนแทบสำลัก เหมือนเรียกสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงแสกหน้าคนดูตอนกลางวันแสก ๆ ของชยามาลันเป็นอย่างไร ใครที่ดูThe Sixth Sense มาคงเป็นที่ประจักษ์แล้ว

ความสำเร็จล้นหลามของ The Sixth Sense บางทีก็เป็นโทษ ฐานที่ไปกลบข้อด้อยหรือนิสัย(ในการกำกับ)ไม่ดีบางอย่างของชามาลันเอาไว้ จนใครต่อใครก็มัวแต่สรรเสริญและลืมติติง ทำให้ข้อด้อยนั้นยังคงปรากฏให้เห็นค่อนข้างชัดเจนในงานลำดับต่อมานี้ ข้อด้อยที่ว่าเป็นอย่างไร

ชามาลันคำนึงและขยันให้ข้อมูลรายละเอียดบางด้านของชีวิตตัวละครมากเกินงาม จริงอยู่รายละเอียดบางด้านของชีวิตตัวละคร ช่วยให้ตัวละครกลมมากขึ้นและหนังก็ไม่โคลงเคลง แต่ความที่ข้อมูลเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับแนวทางหนัง หรือทิศทางเรื่อง เป็นเหตุให้หนังอยู่ในภวังค์อ้อยอิ่งและเดินหน้าไปเรื่อยเฉื่อย เขาคงเกรงว่าคนดูจะเหมาว่าเป็นการมักง่ายเกินไปกระมังหากจะเดินเรื่อง Unbreakable ให้ล้อหรืออิงแนบไปกับปมเรื่องในหนังสือการ์ตูนโบราณเล่มที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อเอไลยาห์ จึงได้จาระนัยรายละเอียดในชีวิต – – ชีวิตประจำวันของตัวละครเข้ามา ซึ่งแม้ว่าจะมีความน่าสนใจและลดทีท่าโม้ของหนังลงได้ก็ตาม แต่…ก็ไม่แน่ว่าหนังอาจจะดูดีกว่านี้ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านั้น เป็นต้นว่า ภาพขยายของความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาที่อยู่ในภาวะจืดจาง ข้างภรรยาค่าที่รู้สึกว่าความผูกพันรักใคร่ลดน้อยลงทุกวัน แต่เมื่อรู้ข่าวว่าสามีเป็นผู้โดยสารหนึ่งในขบวนรถไฟที่ชนกันวินาศสันตะโรจนยากที่จะมีใครเหลือรอด เธอกลับแหวกประเพณีของแม่บ้าน(หนัง)ทริลเล่อร์ โดยไม่มีท่าทีว่าเธอจะคิดแผนสั่นประสาทคนดูต่อสามีที่น่าจะ “ตาย ๆ ไปซะ” ตรงกันข้าม เธอเห็นอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะใช้เป็นเครื่องเยียวยาชีวิตผัวเมียเจียนอยู่เจียนล่มให้ตั้งลำได้อีกครั้ง นับเป็นรายละเอียดที่น่าคิดและน่าสนใจเช่นเดียวกับที่ชามาลันคงรู้ตัวดีว่าถูกโฉลกกับตัวละครรุ่นลูก ดังนั้น ใน Unbreakable เราจึงได้เห็นสายใยความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างเดวิด กับลูกชายผู้ที่ได้สิทธิ์ปรากฏตัวอยู่เคียงข้างโดยตลอดในฉากที่ผู้เป็นพ่อเผชิญหน้าเป็นครั้งแรกกับเอไลยาห์

พูดไปทำไมมี ราชานิยายสยองขวัญอย่างสตีเฟ่น คิง ก็มีนิสัยไม่ดีในการเขียนคล้ายกัน และกลายเป็นเอกลักษณ์ที่หลายคนขี้เกียจเลียนแบบ(ถึงได้ไม่ดังเท่า) คิงเป็นนักเขียนที่มีอาการต่อมฟูมฟายทำงานเกินระดับปกติ(ของนักเขียนในแนวนี้) กล่าวคือ แม้งานของเขาจะมีแก่นอยู่ที่ความลึกลับซ่อนเงื่อน รวมถึงเหนือธรรมชาติ แต่ในการดำเนินเรื่อง คิงไม่ได้มุ่งหน้าผูกปมใหม่คลายปมเก่า สร้างบรรยากาศและเมามันกับการคลี่ขยาย และเข้าสู่ขั้นหักเข้าสู่การจบเรื่อง คิง(และชามาลันด้วย)กลับให้ความสำคัญอย่างมากกับกิจกรรมและกิจวัตรในฐานะปุถุชนของตัวละคร ด้วยเหตุดังนี้ถ้าพิจารณาตัวละครจากเพียงประพฤติกรรมรายวันล้วน ๆ พวกเขาและเธอในงานของเขาทั้งสอง ก็ไม่ต่างไปจากพวกเขาและเธอในนิยายหรือหนังน้ำเน่า

ไม่เท่านั้น ข้อด้อยกระทงใหญ่ที่แผลมอยู่ตั้งแต่ครั้ง The Sixth Sense และยังโทนโท่อยู่หนังเรื่องนี้ก็คือ ชามาลันเป็นนักเล่าที่อ่อนเชิงในการเร้า และเล้าประโลม และที่กล่าวอย่างนี้ได้เพราะไม่ว่าเราจะดำดิ่งเข้าไปในงานของชามาลันให้ล้ำลึก กี่รอบก็ตาม ก็ไม่สามารถสัมผัสหาอารมณ์ที่ก่อให้เกิดความคาดหวัง(สมหวัง) หรือ ความประหวั่น(ผิดหวัง)ไม่ว่าจะเป็นในความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครกับชีวิตของพวกตน ตัวละครต่อเหตุการณ์ที่เจอ หรือแม้แต่คนดูกับเหล่าตัวละคร รวมถึงคนดูกับเรื่องโดยรวมของหนัง โดยเหตุที่อารมณ์ทั้งสองเป็นธาตุพื้นฐานของอาการลุ้น ที่จะเกิดขึ้นกับคนดู ดังนั้น ในแง่ความเป็นฟอร์มอลลิสต์หนังไม่ควรขาดตกองค์ประกอบที่จะมากระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกที่กล่าวไป

ใน Psycho อัลเฟรด ฮิทช์ค็อกให้ความหวังสร้างความหวั่นแก่คนดูชนิดไร้ช่องว่าง ด้วยแรงเหวี่ยงความลุ้นที่มาจากการพลิกสลับแหล่งสิงสถิตความกังวลห่วงใยของคนดูจากตัวละครไปสู่อีกตัวได้อย่างร้ายกาจ อีกทางก็ขยายขอบเขตของเรื่องจากที่ดูเหมือนจะกล่าวเฉพาะปัญหาด้านการเงินส่วนตัวของนางเอกแต่แล้วเพียงไม่ถึงหนึ่งสามของหนังจอมอัจฉริยะก็บัญชาให้นางเอกถูกฆ่า จากปัญหาเล็ก ๆ ลุกลามไปคาบเกี่ยวอาณาบริเวณของปัญหาที่ชวนขนลุก องค์ประกอบที่ผลิตอารมณ์ทั้งสองส่วนทำงานควบคู่ไปกับสาระเชิงเหตุผลกลไกและหล่อเลี้ยงซึ่งกันและกันไปจนตอนจบ

ชามาลันไม่ได้กำจัดใครให้พ้นจาก Unbreakable เสียแต่ต้นมือ แต่การมีตัวละครเหลืออยู่พร้อมหน้ากลับกลายเป็นภาระหยุมหยิมและชวนคนดูหลงทางเมื่อผู้กำกับเสียพื้นที่และเวลาเป็นอันมากไปกับนิสัยไม่ดี(ในการกำกับ – – ที่กล่าวไปแล้ว) แต่ไม่สามารถคั้นเคี่ยวความมุ่งหวัง และความหวั่นกลัวให้เกิดขึ้น หนังจึงปราศจากแรงเหวี่ยงของพลังลุ้น ผลที่คนดูได้จากหนังเรื่องนี้ รวมถึง The Sixth Sense คือ คนพบและตื่นใจกับการเฉลยและคลายปมที่สอดรับกันอย่างดีมากจนเหนือการคาดเดา แต่ทั้งหมดเป็นไปภายในชุดตรรกะ เหตุการณ์และจินตนาการที่ผู้กำกับเพียรสร้างมาแต่ต้น โดยกันคนดูไว้ข้าง ๆ

ว่ากันว่าปัจจุบันฮอลลิวูดกำลังปวดหัวกับแนวโน้มที่สมาธิในการดูหนังของคนดูส่วนใหญ่ สั้นเต่อลงเรื่อย ๆ เหตุฉะนั้น ผู้กำกับมักจะถูกเป่ากระหม่อมให้อัดฉากมหาประลัยเหนือมนุษย์ในแบบที่เห็นได้จากการ์ตูนแนวอำมหิตล้างผลาญ มาใส่ในหนังไว้อย่าให้ขาดเพื่อไม่ให้คนดูหลับ ทั้งนี้เพราะยังไม่อาจค้นหากลยุทธมาต่อกรกับความวูบวาบกระชากใจของหนังสือการ์ตูนจำพวกนี้ จึงได้แต่ยืมมือมาใช้ประโยชน์ไปพลางก่อน

จะเห็นได้ชัดว่าไปวิธีทำงานของชามาลันใน Unbreakable ไม่เพียงสวนทางกับทฤษฎีข้างต้นชนิดกลับหัวกลับหาง หากยังกลายเป็นเรื่องน่าขันที่หนังซึ่งมีแรงขับเคลื่อนจากความบ้าการ์ตูนจนขึ้นสมองของตัวละครเรื่องนี้กลับเรียกร้องให้คนดูต้องใช้สมาธิและความอดทนสูงยิ่งในการรับชม

สำหรับมิตรรักแฟนหนังที่ยังติดอกติดใจลีลาหวานเย็นคนเป็นเล่นซ่อนแอบคนตายในThe Sixth Sense อยู่ รับรองว่าจะไม่ผิดหวัง เพราะนอกจาก Unbreakableจะมี “มาด” และบรรยากาศที่ไม่หนีจาก The Sixth Sense แล้วจะเป็นอีกครั้งที่จะเห็นบรูซ วิลลิสสลัดครบคนอึดมาสวบบทที่เราเคยพึงหวังจากเฉพาะนักแสดงประเภทจอห์น มัลโควิช หรือ วิลเลี่ยม เฮิร์ท
ในมาดขรึม ขลัง(อาจรวมถึงคลั่งและคุ้มดีคุ้มร้าย ในบางโอกาส) ที่น่าหนักใจแทนเห็นจะเป็นแฟนแซมมวล แอล แจ็คสัน ที่ไม่เคยต้องรับบทหลุดขั้วไร้เหตุผลมากเท่านี้มาก่อน บทคนธรรมดาแต่บ้าเลือดอาจจะเป็นขนมสำหรับแจ็คสัน แต่บทคนที่บ้าเลือดได้อย่างเห็นเป็นเรื่องธรรมดานั้นต้องไปเอาใจช่วยกันหนักหน่อย

และขอที่ทิ้งท้ายสำหรับแฟนชามาลันที่จะไปดู Unbreakable ไว้ว่า ถ้าเรื่องราวไม่พลิกผันได้เป็นที่น่าพอใจเท่าในงานชิ้นแรก จงสางปมเรื่องที่หวังว่าจะมีการหักหลังกันอีท่าไหน ทิ้งไปเสียจากใจ และคิดเสียว่าที่กำลังดูเป็นหนังชีวิตดราม่าเข้มข้นที่ถ่ายทอดความเป็นไปของรปภ.คนหนึ่งผู้ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤติทั้งในชีวิตรักและหน้าที่การงาน หากทำใจได้อย่างนี้จะพบว่า Unbreakable นั้น ไม่เลวทีเดียว

แปลจาก
Ebert, Roger. 2002. ‘UNBREAKABLE’. http://www.suntimes.com/ebert/ebert_reviews/2000/11/112202.html

Written by enyxynematryx

January 20, 2001 at 4:19 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: