enyxynematryx

ในโลกทุพภิกขภัยทางปัญญา

leave a comment »

kk-0003

มาตรฐานการครองชีพชาวโปลและภาวะแตกแยกในสังคมโปแลนด์ช่วงคริสตทศวรรษ 1960 ตามที่บทกวีและบทละครของทาดิอุส โรซีวิซ(Tadeusz Różewicz)บรรยายไว้ว่า “มีเสถียรภาพพอเป็นกระสาย”นั้น ต้องตรงกับสภาพความเป็นจริงอย่างยิ่ง แถมยังสะท้อนชัดถึงชะตากรรมวัฒนธรรมโปลิชในฐานะลูกไก่ในกำมือของอำนาจการเมือง ใ นห้วงที่แต่ละฝ่ายต่างเลี่ยงบาลีและปั้นน้ำตัวเสียจนแยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ได้  อย่างไรก็ดี ในฐานะที่หนังถือเป็นประทีปในดวงตาบรรดานักเคลื่อนไหวของพรรคแรงงานผู้อุทิศตนเพื่อจรรโลงรัฐสังคมนิยมขนานแท้ และเป็นช่องทางปลดปล่อยอันทรงพลัง ดังนั้น เบื้องหลังผลงานร่วมสมัยจึงมีผลพวงความคับแค้นซ่อนอยู่เต็มไปหมด

ให้หลังยุคคืบก็การเมืองศอกก็การเมือง ผลงานจาก “สำนักโปแลนด์”(‘Polish film school’) กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง จากอานิสงส์ของนโยบายรัฐกับการใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือกล่อมเกลาทัศนคติและแบบแผนการดำเนินชีวิตของพลเมือง ผู้ชมจึงเอานิยายในทางศิลปะกับภาพยนตร์ยุคนั้นแทบไม่ได้ เพราะการปลดอาวุธและคมเขี้ยวอุดมการณ์เบี้ยหัวแตกในสังคมให้เหลือเพียงมติชาติต้องมาก่อน ทว่า  อันเดรส วาดา(Andrzej Wajda) เจ้าของผลงาน Popioły (หรือ Ashes) งานค.ศ.1965 และ Wszystko na sprzedaż (หรือ Everything For Sale) งานค.ศ.1968, วอยชีค ฮาส(Wojciech Has) กับผลงาน Jak być kochaną (หรือ How to Be Loved) งาน ค.ศ.1962   Rękopis znaleziony w Saragossie(หรือ Manuscript Found in Saragossa) งานค.ศ.1964   Szyfry(หรือ Codes) งานค.ศ.1966 และ Lalka (หรือ The Doll) งาน ค.ศ.1968   เจอร์ซี คาวาเลโรวิซ(Jerzy Kawalerowicz) เจ้าของผลงาน Matka Joanna od Aniolów(หรือ Mother Joan of Angels) งานค.ศ.1961 และ Faraon(หรือ Pharaoh) งาน ค.ศ.1966)  ทาดิอุส คอนวิกกี(Tadeusz Konwicki) เจ้าของผลงาน Zaduszki(หรือ Halloween) ในค.ศ.1961 และ Salto (หรือ The Somersault) งานค.ศ.1965 และผู้กำกับรายอื่น ๆ ยังคงรักษาพรหมจรรย์การทำหนังของตน ผู้กำกับจำนวนหยิบมือเหล่านี้ยืนหยัดต่อกรกับภาคการเมืองด้วยกลยุทธอันหลากหลาย

แต่ผู้กำกับอัจฉริยะวัยฉกรรจ์อย่าง โรมัน โปลันสกี(Roman Polański)เจ้าของผลงาน Nóż w wodzie (หรือ Knife in the Water) งานค.ศ.1961 และ เจอร์ซี สกอลิมอฟสกี(Jerzy Skolimowski) เจ้าของผลงาน Rysopis(หรือ Identification Marks, None) Walkower (หรือ Walkover) งานค.ศ.1965   Bariera(หรือ Barrier) งานค.ศ.1966  และ Ręce do góry (หรือ Hands Up) งานจาก ค.ศ.1967 แต่ออกฉายใน ค.ศ.1985 ขอเนรเทศตนเองไปทำงานในต่างประเทศ  อหังการทางศิลปะหดหาย วงการหนังย่ำอยู่กับที่ มีแต่งานสั่ว ๆ ไล่ตามกระแสแห่ออกฉาย

หลังค.ศ.1968 วงการหนังกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งภายหลังบรรดานักการเมืองปีกรากหญ้านิยมผงาดขึ้นเป็นมุ้งสำคัญในพรรค และเอาจริงเอาจังกับปัญหาปากท้องคนยากจน ผู้กำกับขาใหญ่กลับมาจับกล้องกันอีกครั้ง ค.ศ.1969 วาดานำงานเขียนจากค.ศ.1969 ของ เจ กลอวาชกี(J. Głowacki) – Hunting the Flies  มาดัดแปลงเป็นหนัง Polowanie na muchy(หรือในชื่อภาษาอังกฤษ  Hunting the Flies)  เจ อิวาเคียวิทซ์(J. Iwaszkiewicz)  สร้าง Brzezina(หรือในชื่อภาษาอังกฤษ Birch Wood) ในค.ศ.1970 และ ที โบรอฟสกี(T. Borowski) ก็ออกผลงาน Krajobraz po bitwie(Landscape After the Battle) ในปีเดียวกัน แต่ก้าวกระโดดครั้งสำคัญจริง ๆ มาจากชัยชนะของแนวร่วมหนุ่มสาวที่กล้าพูดถึงปัญหาซ้ำซากทุกเมื่อเชื่อวันอย่าง คริสทอฟ ซานุสซี(Krzysztof Zanussi) ใน Struktura kryształu (Structure of Crystals) งานค.ศ.1969 คนกลุ่มนี้กล้าแม้กระทั่งนำป้ายและคำขวัญรณรงค์ทางวัฒนธรรมของรัฐบาลมาเปรียบเปรยว่าเป็นภาพหลอกตาดังปรากฏในงานค.ศ.1970 ของมาเร็ค ปิวอฟสกี

หนังสะท้อนความจริงซบเซาลงอีกครั้งเมื่อเข้าสู่คริสตทศวรรษ 1960 ประกายความหวังเพียงหนึ่งเดียวของยุค คือ งานแนวสังคมวิทยาอันมีคริสทอฟ คาราบาส(Krzysztof Karabasz)เป็นหัวหอก โดยมีคอหนังกลุ่มหนังจริงไม่อิงนิยาย(cinema verite) คอยถือหาง คาราบาส(เจ้าของผลงาน The Band, Peolple on the road ในค.ศ.1960 Frank W.’s Year ในค.ศ.1967)เป็นศาสตราจารย์ประจำสถาบันภาษาเมืองล็อดส์(Lodz)จึงมีอิทธิพลต่อลูกศิษย์สูงยิ่ง เขาถือเป็นยอดฝีมือในการถ่ายทอดพฤติกรรมชาวบ้านร้านถิ่น ในช่วงคริสตทศวรรษนั้นมีเพียงผลงานจากคนทำหนังกลุ่มนี้เท่านั้นคอยตีแผ่ความจริงของสังคมโปแลนด์ ไม่นานก็ยกฐานะเป็นเบ้าหลอมศิลปินหนุ่มสาว

kk-00024คริสทอฟ คีสลอฟสกี(Krzysztof Kieślowski)เป็นหนึ่งในสานุศิษย์ของคาราบาส หนังสมัยเรียนของคีสลอฟสกีหลายเรื่องระหว่างค.ศ.1966 ถึง 1969 ไม่ว่าจะเป็น Tramwaj(The Tram), Urząd(The Office), Koncert życzeń(Concert of Requests), Zdjęcie(The Photograph) และ Z miasta Łodzi(From the City of Lodz) ล้วนสะท้อนถึงความเลื่อมใสที่เขามีต่อครูคนนี้ คีสลอฟสกีผลิตงานภายใต้แนวคิดของคาราบาสอยู่หลายปี ในงานยุคต้น คีสลอฟสกีเคร่งครัดกับหลักถ่ายทอดเหตุการณ์ด้วยความรัดกุม ด้วยเชื่อว่าจะเป็นทางลัดตรงเข้าสู่แก่นแท้ของเนื้อหา พร้อมกับสอดแทรกทัศนคติต่อความจริงและศิลปะไว้ในตัวงาน

คีสลอฟสกีมองว่าการทำหนัง ไม่ใช่สักแต่เพียงเก็บบันทึก หากยังต้องตีความความเป็นไปของโลกอีกด้วย การทำงานของเขาจึงเป็นการถ่ายทอดโฉมหน้าของโลกตามที่เป็นอยู่ด้วยอาการระแวง ความขัดแย้งดังกล่าวมีให้เห็นชัดเจนในงานสารคดีชื่อ The Picture หนังเล่าถึงผู้กำกับหนังคนหนึ่งในปฏิบัติการออกควานหาตัวเด็กผู้ชายเจ้าของใบหน้าเปื้อนยิ้มในภาพถ่ายชาววอร์ซอวเฉลิมฉลองอิสรภาพสด ๆ ร้อน ๆ จากกองทัพนาซี คีสลอฟสกีรับบทเป็นผู้กำกับคนดังกล่าว(เป็นครั้งเดียวที่เขาเล่นเป็นตัวละครในหนัง) ในที่สุดเขาก็เจอตัวเด็กผู้ชายสมใจ แต่ภาพถ่ายตนเองในครั้งนั้นกลับเป็นการเปิดแผลฉกรรจ์ในใจเด็กชาย ไม่มีใครรู้ว่าในวันที่วอร์ซอวได้รับอิสรภาพ เด็กชายกลับต้องสูญเสียผู้เป็นแม่ไปตลอดกาล ความผกผันจากกายกรรมของโมงยาม ข่าวร้ายเดินทางมาถึงเด็กชายช้ากว่าข่าวดีเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด จึงมีภาพใบหน้าระรื่นรับข่าวดีของเขาให้บันทึกเป็นความทรงจำ คีสลอฟสกีถ่ายทอดและนำเสนอความเป็นไปของหนังจากมุมมองของผู้คับแค้น มีการตอกย้ำทัศนะที่เชื่อว่ามีความจริงบนจอไม่อาจแหวกผ่านฉนวนที่หุ้มรสชาติในก้นบึ้งจิตใจตัวละครเอาไว้

ค. เวียร์บิคกี: แต่คุณก็เล่าเรียนจนจบ และหมายมั่นปั้นมือจะออกมาทำหนังขาวดำชวนหดหู่นั่น
ค. คีสลอฟสกี: ผมว่าโลกใบนี้หนักอึ้งด้วยความเศร้า ไม่ได้มีขาวมีดำ มีแต่ดำล้วน ๆ อย่างเก่งก็เทา สภาพถิ่นฐานของตัวโรงเรียนเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมหมายถึงตัวเมืองล็อดส์น่ะ แต่จะว่าไปความโสโครกและซอมซ่อของเมืองก็ยวนตาขึ้นกล้องเป็นอันมาก อันที่จริงทั้งโลกก็เป็นแบบนี้ ใบหน้าผู้คนก็ถอดแบบมาจากกำแพงเมือง เศร้าสร้อย ในดวงตาแน่นปรี่ด้วยเรื่องราวของชีวิตที่ก้าวเดินอย่างไร้จุดหมาย ผมว่าเราเป็นนักบรรยายภาพตามมีตามเกิดของโลก รุ่นแรกหลังสงครามโลก ถึงจะเป็นโลกใบย่อม ๆ ก็ตาม พูดไปทำไมมีอันที่จริงดาวเคราะห์ดวงนี้ก็เป็นแค่น้ำหยดหนึ่งหรือต่อให้เป็นโลกอื่น ๆ ที่เราขึ้นป้ายไว้ต่าง ๆ นานา เช่น โรงเรียนประถม โรงงาน โรงพยาบาล หรือ สำนักงาน มนุษย์มักกำหนดเอกลักษณ์แก่โลกใบย่อมโดยแจกแจงจากหน่วยเล็กที่สุดไว้ก่อน เพราะเชื่อว่ายังมีโลกยิบย่อยอื่น ๆ ร่วมอยู่ในเวิ้งมหาพิภพ ในส่วนของเราก็คือการบรรยายสภาพของโปแลนด์

vero010

ค. เวียร์บิคกี: โลกพรรค์นั้นมีอะไรดีจะเล่าถึง
ค. คีสลอฟสกี: การอยู่ในโลกอันปราศจากนิยามหรือจุดสังเกตนั้นสุดแสนขมขื่น ใครไม่เคยต้องหมกตัวอยู่ในโลกพิการก็คงไม่มีทางเข้าใจ เหมือนกับการครองตนโดยปราศจากตัวตน ลองนึกดูง่าย ๆ แล้วกันว่าจะเป็นอย่างไร หากทุกอย่างเหมือนกันไปหมด ไร้จุดสังเกต ปราศจากข้อบ่งชี้ ไม่ว่าจะหันไปทางไหน จะเป็นเครื่องจักรการโฆษณาชวนเชื่อ มอมเมา ก็ดี หรือสิ่งใดก็ตามที่ผูกขาดกระบวนการจัดระเบียบโลกเพื่อปลุกปั่นมโนคติสวยหรูในเชิงทฤษฎีก็ตาม เอาเข้าจริงมักเข้าอีหรอบเดียวกัน คุณจะรู้สึกว่ามีปืนจ่อกบาลคุณอยู่ตลอดเวลา เราศรัทธาในคติปิตุลาธิปไตย ความเสมอภาค และความยุติธรรม แต่ในความเป็นจริงโลกไม่เคยมีสามสิ่งนี้”

ระหว่าง ค.ศ.1970-1971 คีสลอฟสกีผงาดขึ้นเป็นนักสร้างสารคดีแถวหน้าของขบวนการคลื่นลูกใหม่ เพื่อนร่วมรุ่นของเขาก็มีอาทิ เช่น โทมัส ซิกาโด(Tomasz Zygadlo) คริสทอฟ วอซีคอฟสกี(Krzysztof Wojciechowski) แอนเดรส ทิตคอฟ(Andrzej Titkow) มาเร็ค ปิวอฟสกี(Marek Piwowski) และเกรกอซ โครวิคีวิซ(Grzegorz Królikiewicz) แต่คีสลอฟสกีอ่อนพรรษากว่าทุกคนในที่นี้และที่ไม่ได้เอ่ยถึง ตอนนั้นคีสลอฟสกีเชื่อว่าหนังจะเป็นสื่อสารมวลชนอันทรงอานุภาพอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อผู้สร้างสรรค์มีโอกาสถ่ายทอดความคิดเห็นได้อย่างหมดเปลือก แต่ความเชื่อดังกล่าวก็เหมือนฝันลม ๆ แล้ง ๆ เพราะในความเป็นจริงย่อมไม่มีผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง ในเมื่อผู้กุมอำนาจการเมืองย่อมใช้อภิสิทธิ์ของตน ขณะเดียวกันฝ่ายต่อต้านก็ถูกเบียดขับปิดปาก โอกาสที่ภาคสังคมจะเข้าถึงสารสนเทศอันปราศจากการเสริมแต่งจึงริบหรี่เต็มที ด้วยเหตุดังนี้ ในยุคต้นของการทำงาน หนังของคีสลอฟสกีจึงหนักไปในทางประโลมโลก และมุ่งตอบสนองผู้ชมในวงกว้าง I was Soldier งานในค.ศ.1970 เล่าถึงชัยชนะอันขมขื่นและเลือดตาแทบกระเด็นกว่าจะได้มา การฟันฝ่าอุปสรรคตามเส้นทางชีวิตอันทุลักทุเลจนกระทั่งประสบผลสำเร็จอันเป็นยอดนิยมประจำสมัยและฝ่ายรับก็โหมโฆษณาชวนเชื่อไว้เช่นนั้น ตัวละครเอกในหนังเรื่องนี้เป็นทหารผ่านศึกตาบอดจากสงครามโลกครั้งที่สอง และถูกปรามาสว่าเป็นสวะของสังคม หนังตีแผ่ปริศนาของชีวิตผ่านวีรกรรมการปกป้องความฝันและความหวังของวีรชนตกอับผู้คับแค้นรายนี้ ใน The Factory งาน ค.ศ. 1970 คีสลอฟสกี ใช้ภาพเหตุการณ์อันไม่ลงรอยกันจากสองจุดยืนมาผูกเป็นเงื่อนปมขัดแย้ง จุดยืนแรกยึดตามรายงานฉบับปั้นน้ำเป็นตัวของฝ่ายบริหารของโรงงานผลิตรถไถ อีกฟากหนึ่งเป็นการลากไส้ระบบขูดรีดแรงงาน ภาวะเสือกระดาษของฝ่ายบริหาร ความไร้น้ำยาของผู้จัดการใหญ่ในการต่อสู้เพื่อยกเลิกระเบียบอันไม่เป็นธรรม สถานการณ์ขัดแย้งผสมโรงกับสภาพการทำงานอันชวนหดหู่ของแรงงานดังกล่าวประกอบขึ้นเป็นสภาพอเนจอนาถของวิสาหกิจแบบสังคมนิยม

บทสรุปอันเลวร้ายยังมีให้เห็นไม่เว้นแม้แต่ในสารคดีเกี่ยวกับกีฬาอย่าง Przed rajdem(Before the Rally) งาน ค.ศ.1971 ของคีสลอฟสกีเรื่องนี้เล่าถึงการเตรียมตัวลงแข่งรถในรายการมอนติคาร์โลของนักแข่งชาวโปลรายหนึ่ง หนังชี้ให้เห็นความอุปสรรค์และความขัดสนของผู้คนในการดำเนินกิจกรรม ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องง่าย ๆ อย่างการแข่งกีฬา อย่างไรก็ตาม กว่าคอหนังชาวโปลจะประจักษ์แก่ใจต่ออัจฉริยภาพอันลุ่มลึกในการเสียดสีสภาพความเป็นไปในสังคมโปแลนด์ของคีสลอฟสกีเอาก็จากผลงานใน ค.ศ.1972 เรื่อง Refren(Refrain) ถึงชื่อหนังจะเป็นมงคล แต่เอาเข้าจริงกลับตั้งมาเพื่อสะท้อนภาพผีรอขึ้นเมรุของผู้กุมอำนาจสูงสุดภาครัฐผ่านการบรรยายสภาพชีวิตแต่ละวันของชาวโปลในยุคทศวรรษ 1970

คีสลอฟสกีจะฉายภาพความเป็นไปในแต่ละวัน และอุบัติการณ์ประเภทคอขาดบาดตายสำหรับคนโปลตัวเล็ก ๆ โดยไม่นำกรอบคิดอันสูงส่ง(เช่น อุดมคตินิยม อัตลักษณ์ หรือพงศาวดารชาติ)หรือแนวคิดเลิศลอยมาชั่งวัดความเป็นไปเหล่านั้น เสน่ห์ในงานยุคต้นของคีสลอฟสกีอยู่ที่บุคลิกซื่อตรง ปราศจากการปรุงแต่ง อีกทั้งเจ้าตัวผู้กำกับก็ไม่ได้ตั้งตนเป็นตุลาการ ศิลปินหรือนักคิดเที่ยวสั่งสอนหรือชี้ผิดชอบชั่วดี แต่จะวางตัวเป็นปุถุชนเสมอกัน คีสลอฟสกีไม่เคยฟันธงปัญหาแต่จะเปิดโอกาสให้คนดูกลั่นกรองขมวดประเด็นสู่หนทางประคับประคองชีวิตร่วมกับตัวละคร(มีเพียงครั้งเดียวที่ตัวละครในงานของเขาตั้งคำถามนี้ออกมาโต้ง ๆ )

ใน Przes wie(X-ray)ผลงานจาก ค.ศ.1974 คีสลอฟสกีกลับมาใช้วิธีตั้งคำถามอีกครั้ง ภาพร่างทางจิตวิเคราะห์ของตัวละครผู้ทุกข์ทรมานด้วยวัณโรคในหนังเรื่องนี้ มีเค้าโครงจากความทรงจำต่อลมหายใจเฮือกท้าย ๆ ในโรงพยาบาลของคีสลอฟสกีผู้พ่อ

ค. คีสลอฟสกี: ผมหมายใจจะตั้งมั่นในความสงบ แต่คว้าน้ำเหลว ไม่มีใครได้ดังหวังหรอกหากยังทะยานอยากไม่หยุด เวลาผมทำหนัง ผมก็ไม่อยากปิดกล้อง ว่าไปแล้ว กล้องในหนังทุกเรื่องของผมล้วนแล้วแต่จ่อมาเก็บภาพผมอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่สังเกตให้ดี ผมมองโลกในแง่ร้าย ก็เลยเห็นทุกอย่างเป็นสีดำ ดำสนิท อนาคตจะเขมือบทุกอย่างไปหมดเหมือนหลุมดำ ต่อให้ผ่านศึกเหนือเสือใต้มานักต่อนัก ผมก็ยังไม่วายหวาดหวั่นกับอนาคต ณ เวลานี้ ผมถือว่าตัวเองได้มีชีวิตดีเกินวาสนา

อย่างไรก็ตามสารคดีของคีสลอฟสกีก็ไม่ได้ได้รับการเผยแพร่ในวงกว้าง เนื่องจากหนังมักไม่เป็นที่สบอารมณ์นักการเมืองและกรรมการตรวจตราหนัง ใน Muraarz (หรือในชื่อภาษาอังกฤษคือ Bricklayer)ฉบับขนานแท้และดั้งเดิมในค.ศ.1973 คีสลอฟสกีถ่ายทำผลงานเรื่องนี้ในช่วงการปกครองด้วยไม้นวมโดยเอ็ดเวิร์ด เกียริก(Edward Gierek) ตำนานการต่อสู้ของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง(หรืออุปโลกน์ขึ้นแล้วเชื่อกันมาปากต่อปาก อันเป็นเรื่องธรรมดาในยุคนั้น)เพื่อจัดตั้ง(หรือ ถ้าจะให้เข้าสมัยก็ต้องเป็น สถาปนา – อันเป็นคำติดปากผู้คนสมัยนั้น) ภาพรัฐสังคมนิยมและเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วง และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินในพรรคคอมมิวนิสต์ กว่าผลงานชิ้นนี้จะได้ออกฉายก็ต้องรอจน ค.ศ.1981  อันเป็นยุครุ่งโรจน์ของขบวนการสหภาพแรงงานเสรีโซลิดาริตี

มิใยต้องกล่าวถึง Robotnicy ’71: Nic o nas bez nas (Workers ’71.: nothing about us without us) งานจากค.ศ.1972 ถึงจะเป็นการทำงานตามใบสั่งอำนาจขั้วใหม่ แต่แทนที่หนังจะฉายภาพความมุ่งมั่นของกรรมกรในการจรรโลงอนาคตชาติและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพรรค คีสลอฟสกีกับซิกาโดกลับว่าไปตามเนื้อผ้าและกลายเป็นการแฉถึงการสำคัญตนผิดของบรรดานักเคลื่อนไหวหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาแรงงาน ส่วนฝ่ายกรรมกรก็ไม่ยอมรับผลการโกงเลือกตั้งในโรงงานของตอน หนังเรื่องนี้ต่อมาถูกชำเราให้ “สอดคล้อง” กับอุดมการณ์ โดยไม่เห็นแก่ผู้กำกับ และตั้งชื่อเสียใหม่ว่า Gospodarze(Managinf Messes)เพื่อนำออกอากาศทางโทรทัศน์

คีสลอฟสกีเรื่องมากและไม่ชอบให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเข้ามาก้าวก่ายในกระบวนการรังสรรค์ผลงาน แต่ความเถรตรงของเขาก็มักไปแหย่รังแตนทางการหลายต่อหลายครั้ง ภายหลังเขาจึงเลี่ยงความยุ่งยากสารพัดและโยนภาระการจัดฉายหนังของเขาแก่สายหนังเสียให้สิ้นเรื่อง คีสลอฟสกียังอุทิศกองถ่ายของเขาเป็นห้องเรียนแก่นักเรียนโรงเรียนภาพยนตร์ของรัฐ แลกกับสิทธิ์ในการผลิตงาน แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็ยืนยงอยู่ได้ไม่นานไปกว่าหลังปิดกล้อง Podstawy BHP w kopalni miedzi (The Principles of Safety and Hygiene in a Copper Mine) อันเป็น ผลผลิตโทนตามโครงการจากค.ศ.1972 ส่วน Zycionos(Curriculum vitae)งานค.ศ.1975 อีกหนึ่งผลผลิตจากการเอาตัวเข้าไปสังฆกรรมกับพรรคนั้น ถือเป็น”หลักฐาน”การชำเราจรรยาบรรณอันวิจิตร หนังเล่าเรื่องตามข้อมูลในรายงานการประชุมคณะกรรมการพรรคประจำจังหวัดเป็นเค้าโครง ผลการพิจารณาขับคนงานรายหนึ่งออกจากจากการเป็นสมาชิกพรรค ส่งผลให้นอกจากจะเสียสิทธิ์หลายประการไป คนงานรายดังกล่าวยังหมดสิทธิ์เข้าพิธีแต่งงานในโบสถ์และไม่อาจนำบุตรเข้าพิธีรับศีล คีสลอฟสกีประมวลภาพเหตุการณ์จริงมาประจานความเลือดเย็นของกลไกทางอุดมการณ์ และความโฉดเขลาของแกนนำพรรคในการเล่นงานพวกหัวแข็ง หนังได้รับยีสต์เป็นรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคราคอฟ นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลการอุทิศตนเพื่อเสรีภาพทางความคิดจากหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ Polityka ด้วย

หลังจากตกเป็นเป้าการโจมตีผ่านสารคดีหนักเข้าจนปั่นป่วนไปทั้งวงการ ทางการจึงกรวดน้ำคว่ำขันกับสารคดี แต่ก็ยังไม่เร็วพอจะคุมกำเนิด Nie wiem (I Don’t Know)งาน ค.ศ.1977 ของคีสลอฟสกี หนังเล่าเรื่องผ่านการสัมภาษณ์ผู้จัดการโรงงานเหล็ก ว่าตนเองสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่สู้อุตส่าห์กอบโกยมาหลังจากถูกปลดจากตำแหน่งเนื่องจากมีพฤติกรรมทารุณผู้ใต้บังคับบัญชา ตัวละครโยนบาปให้สภาพสังคมและเศรษฐกิจของโปแลนด์และโอดครวญว่า”่ไขว่คว้ามาแทบตาย สุดท้ายก็หมดตัว แล้วผมจะอยู่ยังไง” หนังเรื่องนี้ได้ไฟเขียวออกฉายทันทีที่สหภาพแรงงานเสรีโซลิดาริตีเถลิงอำนาจสำเร็จ ทั้ง ๆ ที่ผู้กำกับก็บอกคนดูอยู่โต้ง ๆ ว่า พรรคสหพันธ์แรงงานโปแลนด์เป็นเจ้าไม่มีศาล และอย่าหวังฝากผีฝากไข้ให้คอยเป็นปากเป็นเสียงแทนชนชั้นแรงงาน นักเคลื่อนไหวในพรรคเองก็หนีคมวิพากษ์ของคีสลอฟสกีไม่พ้น ดังปรากฏในงานสองชิ้น คือ Pierwsza miłość (หรือ First Love)งาน ค.ศ.1974 และ 1st-love-001Szpital (หรือ Hospital) งาน ค.ศ.1976 หนังเรื่องแรกเล่าถึงสามี-ภรรยาแรกรุ่นคู่หนึ่ง ทั้งสองกำลังจะมีลูกด้วยกันจึงคิดจะเข้าพิธีแต่งงานกันให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่กว่าความรักจะได้ลงเอย ก็ต้องเผชิญอุปสรรคนานานัปการจากระบบราชการ หนังอีกเรื่องเล่าความเป็นไปตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงในห้องผ่าตัดคนไข้โรคกระดูกของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในวอร์ซอว หนังยกย่องเหล่าผู้เสียสละทำงานกันหามรุ่งหามค่ำในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยแม้แต่น้อย ขณะเดียวกันก็ประณามความเห็นแก่ได้และเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ของผู้คนและภาครัฐ หนังได้รับรางวัลหนังยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคราคอฟ

ค. เวียร์บิคกี: ทำไมหนังของคุณถึงข้นคลั่กด้วยการเมือง
ค. คีสลอฟสกี: การเมืองต้อนหน้าต้อนหลังเราอยู่ชั่วนาตาปี ยิ่งในครั้งกระโน้นยิ่งมีฤทธิเดชมากเป็นพิเศษ ผมว่าการเมืองจะเป็นยาวิเศษครอบจักรวาลหากประชาชนเป็นคนปรุง การเมืองคือศูนย์รวมความหวังในการจรรโลง พลิกเปลี่ยน และผลักดันสรรพสิ่งไปในทางที่ถูกที่ควร ใครจะไปคิดว่าคอมมิวนิสต์จะล่มสลายลงดื้อ ๆ แต่ก่อนแค่คิดหาหนทางหายใจหายคอคล่องขึ้นสักนิดและแอบกระหยิ่มใจสักหน่อยกับเมล็ดพันธุ์เสรีภาพในตัวเราได้ก็หรูแล้ว ผู้คนจดจ่อรอคอยและรู้อยู่เต็มอกว่าเราเล่าเรื่องเพื่อพวกเขา ผมว่าทีเด็ดของสาระสำคัญจากหนังยุคคริสตทศวรรษ 1970 อยู่ตรงที่ผู้คนได้เห็นตนเองโลดแล่นอยู่บนจอ
ค. เวียร์บิคกี: แต่บางทีพวกเขาอาจเห็นดีเห็นงามด้วยก็ได้ พวกเขาพลอยฟ้าพลอยฝนกับการปฏิรูปต่างกรรมต่างวาระ และก็มาสมใจอยากกับการปฏิรูปครั้งหลังสุด
ค. คีสลอฟสกี: เพ้ย สมใจนึกพวกปิดฟ้าด้วยฝ่ามือละไม่ว่า ผมว่าลงท้ายไม่พ้นเข้าตำราตัดเท้าให้เข้ากับเกือก

kk-00051

ช่วงกลางคริสตทศวรรษ 1970 ขณะที่ภาคเศรษฐกิจเฟื่องฟูสุดขีด สภาพชีวิตผู้คนและสังคมโปแลนด์กลับยิ่งเสื่อมทรามและเหลวแหลก เขาเพิ่งตระหนักว่าแม้อุดมการณ์จะมีผลล้ำลึกต่อผู้คน แต่ยังมีวัตถุดิบอีกร้อยแปดผสมโรงในกระบวนการหล่อหลอมสันดานมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสมมติสมบัติโดยมนุษย์เองหรือพรหมลิขิต ในการให้สัมภาษณ์สื่อหลายต่อหลายครั้ง เขาจึงมักพ่วงเรื่องของภาวะอึมครึมทางศีลธรรมและความจำเป็นในการถ่ายทอดสภาพความเป็นจริงด้วยอุเบกขาธรรม มากับภาพการทำงานเบื้องหลัง

หลังค.ศ.1976 มา เสร็จจากการอำนวยการผลิตสารคดีเรื่อง Krotki dzien pracy(Short Working Day) และกำกับ Blizna(Scar) หนังมาตรฐานเรื่องแรก(และเจ้าตัวยกให้เป็นผลงานยอดแย่ในภาพยนตรานุกรม) คีสลอฟสกีก็เลิกทำหนังปลอดปม

Short Working Day นั้นเดิมทีคีสลอฟสกีให้ชื่อว่า Widok z okna(View from a Window) หนังกล่าวถึงเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงหน้าสำนักงานคณะกรรมการบริหารพรรคระดับจังหวัด ชาวบ้านผู้ชุมนุม เรียกร้องให้ทางพรรคหาทางปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของพวกตนโดยด่วน ตัวชูโรงของหนังคือเลขาธิการพรรคระดับจังหวัดซึ่งต้องออกมารับหน้าผู้ชุมนุม คีสลอฟสกีเดินเรื่องผ่านสูตรการปะทะระหว่างปัจเจกหัวเดียวกระเทียมลีบกับฝูงชนบ้าคลั่ง ก่อนจะหักมุม แรกทีเดียวดูเหมือนหนังจะถือหางฝ่ายเลขา ฯ ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ แต่แล้วก็สลับจุดยืนมามองเลขา ฯ ในฐานะผลผลิตของระบบการเมือง หนังถูกดองไว้จนกระทั่ง ค.ศ.1989 จึงมีบริษัทจัดจำหน่ายแสดงความจำนงจะนำไปเผยแพร่แต่คีสลอฟสกีปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นงานต่ำกว่ามาตรฐาน และเป็นการนำเสนอประเด็นทางศิลธรรมด้วยลีลาลูบหน้าปะจมูก

คีสลอฟสกีหวนกลับไปใช้ประโยชน์จากตัวละครประเภทหัวหอกองค์กรผู้กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับปัญหาจริยธรรมเป็นกลไกขับเคลื่อนการเล่าใน Scar(ซึ่งมักถูกจัดอยู่ในหมวดงานสารคดี) คราวนี้ผู้จัดการผู้ตั้งตนเป็นหูตาของรัฐต้องเผชิญแรงต้านจากชาวบ้านและคนงาน ท่าทีของคีสลอฟสกีในหนังเรื่องนี้ค่อนข้างคลุมเครือ เจ้าตัวอธิบายเรื่องนี้ต่อนักข่าวในกาลต่อมาว่าการเข้าไปข้องแวะกับชะตาชีวิตของวัฒนธรรมในระบบสังคมนิยมโปแลนด์จำเป็นต้องถือคติเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ไม่ว่าจะอย่างไร แม้ผลงานชิ้นนี้ไม่อาจสร้างความประทับใจเข้าขั้นเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ แต่ก็ต้องนับเป็นหนึ่งในการพยายามพิสูจน์สมมติฐานตามปรัชญามิเกลันเจโล อันโตนิโอนี ที่ว่า ความเป็นจริงไหลพริ้วเกินกว่ากล้องจะจับได้ไล่ทัน Scar ตอกย้ำความเชื่อของปรมาจารย์ผู้กำกับชาวอิตาเลียนที่ว่า มีความจริงซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพทุกภาพ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดจับได้ไล่ทันโฉมหน้าจริงของโลก คีสลอฟสกีนำแง่คิดดังกล่าวมาต่อยอดในผลงานชั้นหลังอีกหลายต่อหลายชิ้น

kieslowski_personnel

ให้หลังผลงานอันไม่น่าประทับใจในเชิงศิลปะเหล่านั้น คีสลอฟสกีผลิตงานเพื่อออกอากาศทางโทรทัศน์กู้หน้าได้ 2 เรื่องคือ Pedestrian Subway ในค.ศ.1973 และ Personel ในค.ศ.1975 หลังจากนี้คีสลอฟสกีก็เลิกเอาใจนักวิจารณ์และหันไปทำหนังเล่าเรื่อง เขาชี้แจงว่าหนังเล่าเรื่องเอื้อต่อการขยับขยายมุมมองการสังเกตท่าทีของมนุษย์ในเชิงจิตวิทยาและสังคมวิทยา แต่ไหนเลยเต้ยในทางสารคดีผู้มีชื่อกระฉ่อนทั้งในและนอกโปแลนด์ค้ำคออยู่อย่างเขาจะล้างมือจากการกำลังสารคดีสำเร็จได้ในชั่วไม่กี่เพลาดังใจหมาย

คนดูยังติดติดอกติดใจไม่เลิกรากับผลงานหลายเรื่องของเขา ไม่ว่าจะเป็น From a Night Porter’s Poin of View งานค.ศ.1977 หนังเรื่องนี้นำเสนอในรูปบทสัมภาษณ์ชายชราผู้ยึดมั่นกับคติที่ว่า คนเราต้องมีวินัยทั้งเรื่องงานและเรื่องอื่น ๆ คุณลุงจึงเข้าไปยุ่มย่ามกับทุกซอกหลืบชีวิตส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน ตามคติที่ว่า “หลักการสำคัญกว่าผู้คนเสมอ” ส่วน Seven Women of 7women1Different Ages งานค.ศ.1978 ก็เป็นที่ชื่นชมล้นหลาม หนังกล่าวถึงเหล่านักเต้นในคณะบัลเลต์ลายคราม พวกเธอต้องสาละวนกับปัญหาจิปาถะในชีวิตจนกระทั่งไม่มีแก่จิตแก่ใจกับงานแสดง สารคดีอีกเรื่องคือ Station งานค.ศ.1980 นั้นคีสลอฟสกีนำลีลาการรายงานข่าวมาบรรยายสภาพสถานีรถไฟชุมทางวอร์ซอวในระหว่างโทรทัศน์กำลังออกอากาศข่าวเย็น หนังตีแผ่ความผิดแผกสุดขั้วของพื้นที่ 2 แห่งภายใต้อุดมการณ์การเมืองเดียวกัน รวมถึงสภาพความเป็นจริงอื่น ๆ อีกมากมาย

RAIL-STA-001

a scene from Railway Station

หนังไร้ธงการเล่าสองเรื่องระลอกหลังสุดถือเป็นข้อพิสูจน์ความแน่วแน่ของคีสลอฟสกีในการดับเครื่องชนกับความสับปลับและความจริงปรุงแต่งทางอุดมการณ์ Talking Heads งานค.ศ.1980 เป็นบทบันทึกผลการสำรวจสาธรารณมติแบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ผู้คนจากหลากหลายอายุและหน้าที่การงานหมุนเวียนเข้ามาให้การถึงตัวตน ความฝันและความคาดหวังของพวกเขา หนังไม่เล็งผลเลิศใด ๆ ในทางศิลปะ ไม่ใส่ใจกับบทสรุป และถ่ายทอดบอกคำอย่างตรงไปตรงมาตามเนื้อผ้าสภาพสังคมร่วมสมัย Seven Days a Week ในค.ศ.1988 เป็นงานถ่ายทอดโฉมหน้าของกรุงวอร์ซอว เพื่อไปผนวกเป็นส่วนหนึ่งในหนังชุดรวมภาพเอกลักษณ์เมืองต่าง ๆ จากสายตาผู้กำกับชั้นแนวหน้า(อำนวยการผลิตโดยโครงการ City Life แห่งร็อตเตอร์ดาม)

ค.คีสลอฟสกี: ผมพูดกับผู้คนผ่านการทำหนัง จริงอยู่บทสนทนาย่อมยึดโยงอยู่กับจริตของเจ้าถิ่น แต่ก็ไม่ควรนำไปต่อความยาวสาวความยืด บทสนทนาก็คือบทสนทนา น่าจะมองว่าสื่อกลางของการแลกเปลี่ยนจินตภาพ ไม่ก็ความทรงจำ หรือความรู้สึก ดูแค่ว่าใครดักดาน ใครปราดเปรื่องเท่านั้นเป็นพอ ผมคงไม่อาจสาระแนมากกว่านั้นได้ รู้กันอยู่ คนบางกลุ่มยึดมั่นถือมั่นว่าศิลปะและวัฒนธรรมสมควรสนองตอบต่อสภาพบ้านเมือง หรือบรรยากาศของสังคม ผมไม่เอาด้วยกับคตินี้ ผมไม่เห็นว่าตัวเองต้องไปข้องแวะกับเรื่องระดับนั้น ผมคงไม่มีปัญญาไปเคี่ยวเข็ญหรือชี้ทางสว่างแก่ผู้คน หรือเสี้ยมสอน หรือผลักดันแนวทางใด ๆ ผมรู้เพียงว่า ไม่มีทางที่เราจะคอยชี้นำผู้อื่นได้ตลอดไป และนี่ก็เป็นเหตุผล ที่ผมเลิกทำหนังสารคดีไปพักหนึ่ง และตอนนี้ผมก็บอกเลิกศาลากับทุกอย่างที่พะยี่หอหนังอย่างเด็ดขาด ในการทำสารคดี พึงสังวรไว้ว่าอย่าให้งานของคุณมีอำนาจไปบงการสิ่งใด แม้แต่ภายใต้การเมืองยุคเก่า ลองคุณมีกล้องอยู่ในมือ คุณก็มีอันจับพลัดจับผลูเป็นเจ้าชีวิตเหนือคนที่คุณเอากล้องไปจ่อจนได้ ยังไง ๆ เหตุการณ์สำคัญ ๆ ในชีวิตคนเรามักมีวาระส่วนตัวสูงเกินกว่าจะถ่ายทอดออกมาเป็นหนัง ผมจึงล้างมือจากงานสารคดี

kk-0004แต่คีสลอฟสกียังพิสมัยหลักการสังเกตการณ์สภาพความเป็นจริงอันเป็นหัวใจของการทำสารคดี เมื่อผันตัวมาทำหนังมีปมเรื่อง เขาหยิบยกชีวิตส่วนตัว ความผูกพันของคนสองคน ไม่ก็พรรคพวกเพื่อนฝูงร่วมโรงงานหรือองค์กรมาเล่าไปตามมีตามเกิด กระบวนการคลี่คลายปมเปิดโอกาสให้เขาแจกแจงปมทางจิตวิทยาของตัวละครไม่แต่เฉพาะในในระนาบอุดมการณ์ แต่รวมถึงธาตุแท้ความเป็นมนุษย์ด้วย ตัวละครของเขาล้มเหลวในการสื่อสารกับเพื่อนร่วมโลกแบบคาฟคาและออร์เวล พวกเขาประคับประคองตนอยู่ในระบอบสังคมนิยมแบบโปแลนด์อันมีสภาพเหมือน”รัฐอัมพาต” อย่างที่คริสทอฟ พีเซวิทซ์ขนานนามไว้ไม่มีผิด โดยที่แต่ละคนต่างอยู่ในคอกตนตามคติที่ว่า”กูแน่”

Pedestrian Subway งานออกอากาศทางโทรทัศน์ในค.ศ.1973 เป็นหนังชีวิตที่ปราศจากบทสรุป แรงบันดาลใจในการสร้างคือจินตภาพของคีสลอฟสกีเองหลังจากอ่านงานเขียนของ Ireneusz Iredinski นักเขียนผู้พิศมัยการสำรวจความเสื่อมทราม และอกุศลจิตรวมไปถึงอุปนิสัยอัตวินาศกรรมของมนุษย์ นอกจากการคลี่คลายปมเรื่องว่าด้วยลมรักพัดหวนผิดกาลเทศะ หนังยังรุ่มรวยด้วยภาพและเหตุการณ์ต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นกำแพง ภาพจากหน้าต่าง กระดาษยับยู่ลอยคว้างในสายลม

ใน Personnel งานในค.ศ.1975 ยังไม่สิ้นกลิ่นสาบสารคดีอีกเช่นกัน ในคราวนี้มาในลีลาแดกดันและกวาดเก็บความเป็นไปภายในโรงละครจากมุมมองของอดีตนักศึกษาวิทยาลัยการละคอน(คีสลอฟสกีเองก็เป็นศิษย์เก่าวิทยาลัยนี้) พนักงานหน้าใหม่ไฟแรงในตำแหน่งช่างเสื้อผ้าของโรงละครถูกลากเข้าไปมีเอี่ยวในสังเวียนความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนักแสดงกับคณะทำงานเบื้องหลัง และกลายเป็น ช่างเสื้อผ้ารับบทโดยจูเลียส มาชูลสกี( Juliusz Machulski) (หลายปีต่อมาเขาก็เลื่อนชั้นขึ้นกำกับหนังของตนเอง) หนังแฉโพยพฤติกรรมมือใครยาวสาวได้สาวเอา หน้าไหว้หลังหลอก ในลักษณะถ้ำมอง กล้องมักปักหลักประจันหน้าเก็บภาพตัวละครทนฟังพนักงานโรงละครรายอื่นส่งเสียงพล่ามเข้ามาจากนอกกรอบภาพ รูปแบบการเล่าแบบพรรณนาโวหารเปิดโอกาสให้ผู้กำกับตีแผ่ทัศนคติอันน่าสมเพชของตัวละครโดยไม่ต้องวางตัวเป็นกลาง

โลกใน The Staff คืออุปลักษณ์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐาธิปัตย์สังคมนิยมกับตัวสังคมโปแลนด์ ผู้ชมทั้งที่เป็นชาวโปแลนด์และชุมชนคอหนังนานาชาติต่างรู้เท่าทันเจตนาของคีสลอฟสกี(หนังคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำค.ศ.1977 ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งมานไฮม์) นักวิจารณ์ยกย่องว่าเป็นต้นแบบของหนังที่ในกาลต่อมายานุส คิบอฟสกี(Janusz Kijowski) ขนานนามว่า กระบอกเสียงจริยธรรม(cinema of moral concern)

คีสลอฟสกีเข้าไปข้องแวะกับวงการหนังเรียกร้องจริยธรรมในช่วงที่อันเดรส วาดา และคริสทอฟ ซานุสซีกำลังเมามันกับการวิพากษ์ความล้มเหลวของระบอบคอมมิวนิสต์  Czt owiek z marmuro(Man of Marble) และ Barwy ochronone(Camouflage) สองผลงานจาก ค.ศ. 1977 ต่างได้รับการยกย่องในความห้าวหาญ และรสชาติอันถึงใจพระเดชพระคุณ ขณะที่อันญาสกา ฮอลแลนด์(Agnieszka Holland)  เฟลิกซ์ ฟอล์ค(Feliks Falk) และยานุส คิบอฟสกี(J. Kijowski) ต่างเพิ่งเปิดกล้องผลงานความยาวมาตรฐานเรื่องแรกของพวกตน อันได้แก่ Zdjecia probne(Trial Shots), Wodzirej(Top Dog) และ Indeks(Index) ตามลำดับ คีสลอฟสกีประกาศทัศนคติด้านลบของตนต่อการเปลี่ยนแปลงแบบฟ้าถล่มดินทลาย เขาแจกแจงข้อวิเคราะห์จากแง่มุมอันหลากหลายต่อปรากฏการณ์เดียวกัน รวมถึงข้อคิดมากมายจากภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมและแวดวงวิชาชีพ ขณะที่เพื่อนร่วมวงการมักชักใยอยู่บนหอคอยงาช้างผ่านตัวละครประเภทปัญญาชนผู้คิดไม่ตกระหว่างการเข้าเมืองตาหลิ่วหลิ่วตาตาม หรือยืนหยัดต่อสู้เพื่อเสรีภาพของมนุษย์ คีสลอฟสกีกลับผ่าทางตันด้วยประมวลภาพความไม่พอใจต่อสภาพความเป็นอยู่ของคนงานผ่านผลงานผลิตออกอากาศทางโทรทัศน์ในค.ศ.1976 เรื่อง Spkoj(The Calm) ตัวเอกในหนังยังมีตราบาปการเป็นคนคุกติดตัวแม้พ้นตะรางมาแล้ว เขาจึงต้องต่อสู้เพื่ออิสรภาพแท้จริงและกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นคน เช่นเดียวกับตัวละครช่างเสื้อใน Personnel ที่ในไม่ช้าเขากลายเป็นช่างตลบตะแลง อย่างไรก็ดี เนื่องจากหนังไม่ได้แบ่งแยกความแตกต่างระหว่างตัวละครเอกกับคู่ปรับออกเป็นขั้วธรรมะกับอธรรม ความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งหมดจึงเหมือนพายเรือในอ่าง ไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร กล่าวสำหรับคีสลอฟสกีถึงจะปัญหาคับข้องใจจะได้รับการปัดเป่าก็ใช่ว่าชีวิตจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ

ปัญหาไม่ได้มีไว้ขจัด แต่มีไว้เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ในฐานะส่วนประกอบของชีวิต ฟิลิป มอส(Filip Morz) ตัวละครใน Amator(Camera Buff งานในค.ศ.1979)เชื่อเช่นนั้น Camera Buff หนังจากค.ศ.1979 ถือเป็นผลงานชิ้นเอกจากยุคก่อนโซลิดาริตี(Pre-Solidarity) และยังนับเป็นการจุดยืนทางศีลธรรมในฐานะcam-buff-0021คนหลังกล้อง(Man with the camera)ของคีสลอฟสกี พนักงานชั้นผู้น้อยรายหนึ่งนำกล้องถ่ายหนังมาบันทึกภาพลูกตนเองเล่น ๆ แต่หลังจากผลงานชิ้นดังกล่าวได้รับรางวัลในการประกวดเนื่องในโอกาสการฉลองครบรอบวันก่อตั้งบริษัท พนักงานรายดังกล่าวก็หันมาเอาดีในเชิงกล้อง เขาไม่ดูดำดูดีครอบครัว และปีนเกลียวกับนายจ้าง เพราะมัวแต่เพ่งพินิจความเป็นไปของชีวิตแต่ละวัน สุดท้ายเข้าก็ตระหนักได้ว่าตนสำคัญผิดในข้อเท็จจริงและสิ่งที่หนังถ่ายทอด ภาพสะท้อนในหนัง ฉากสุดท้ายในหนังตัวเอกหันหลังกล้องใส่โลกและเล่าเรื่องราวของตนเองต่อหน้ากล้อง

ในปฏิบัติการตอกย้ำถึงความอับจนของหนังในการกระชากหน้ากากของโลก และ ตีแสกหน้าสมรรถภาพในการตระหนักรู้ของมนุษย์ คีสลอฟสกีปลดแอกตัวเองจากจริตทางศิลปะทั้งปวงด้วยกุศโลบายตามข้อสรุปในผลการศึกษาของมาเรีย คอนาทอฟสกา(Maria Kornatowska)ที่ว่า หนังเรียกร้องศีลธรรมคือ ปฏิบัติการทางยุทธวิธีสัจนิยมเพื่อหักด่านการเล่าเข้าไปเปิดโปง ลากไส้ความโป้ปด การชิงดีชิงเด่น และคำขวัญเลื่อนลอยอันสง่างามของวัฒนธรรมสังคมนิยม ความข้อนี้มีน้ำหนักมากขึ้นจากการใช้สัญลักษณ์ ยิ่งมีการสอดแทรกสัญลักษณ์ไว้ในงานมากเพียงใดก็ยิ่งสนับสนุนสมมติฐานดังกล่าว มิพักต้องกล่าวด้วยว่าสัญลักษณ์เหล่านั้นล้วนฝังตัวอยู่ในสถานการณ์จริง เมื่อวิเคราะห์ทัศนคติส่วนตัวที่เขาแจกแจงผ่านพรรณนาโวหารเชิงอัตวิสัยลมเพลมพัดที่เขาซัดใส่ตัวบุคคลและโลกรายรอบ จะพบว่าเหนือสิ่งอื่นใด เขานำเสนอคนดูด้วยชุดแนวคิดที่ว่า จินตภาพต่อชีวิตหนึ่ง ๆ ไม่อาจสมบูรณ์ขึ้นมาได้ด้วยมุมมองเดียว
ค.คีสลอฟสกี: การดำรงตนให้สอดคล้องกับแบบแผนอันตายตัวใต้แอกนิกายโรมันคาโธลิกอันมุ่งแต่จะผลิตซ้ำกระบวนการเหล่านี้และตัดกำลังมนุษย์หัวแข็งไปเรื่อย ๆ ผมเชื่อว่าเราทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจ และมองเห็นบทบาทของตัวเอง

bli-0031อภิปรัชญาอนิจลักษณะจากคีสลอฟสกีนับวันยิ่งฉายรัศมีแรงกล้าสาดเข้าไปส่องสัจธรรมอันยุ่งเหยิงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของความรู้ ความคิด และสถานการณ์ทางจิตวิญญาณของโปแลนด์ช่วงต้นคริสตทศวรรษที่ 1980 คีสลอฟสกีสาธยายความเป็นไป(3 ทิศทาง 3 ตำรับชะตากรรม ใน Przypadek(Blind Chance งานค.ศ.1981) ตำรับแรก ตัวเอกของเรื่องพบกับคอมมิวนิสต์รุ่นดึกบนรถไฟ และปวารณาตัวเป็นสาวก และต่อมาชีวิตบนเส้นทางนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาจะเต็มไปด้วยวิบากกรรมอันมีความรู้สึกของตนเองเป็นปรปักษ์ ตำรับที่สอง สถานีรถไฟยังคงชักพาความเปลี่ยนผันต่าง ๆ นานามาสู่ชีวิตไวเต็กเช่นเคย คราวนี้เขาพลาดเที่ยวรถไฟ พลั้งมือทำร้ายนายตรวจ ในที่สุดก็ต้องโทษให้ไปใช้แรงงานสถานหนัก ณ ทัณฑสถาน เขาได้เจอกับคนของขบวนการใต้ดิน แต่อุบัติการณ์ดังกล่าวก็นำความผิดหวังและเจ็บช้ำมาสู่เขาอีกจนได้ ตำรับที่สาม เขาตกรถไฟตามเคย แต่คราวนี้กลับเป็นลมพัดหวนให้เขาพานพบกับเพื่อนสาวที่เขาหลงรักสมัยเป็นนักเรียนและสมหวังในรักกับเธอ ได้เป็นพ่อคน หน้าที่การงานรุ่งโรจน์ แต่แล้วเที่ยวบินที่เขาโดยสารเพื่อไปทัศนาจรต่างประเทศก็ระเบิดกลางอากาศ

จะเห็นได้ว่าความเป็นไปต่าง ๆ นานาในชีวิตล้วนมีความบังเอิญขี้หมูราขี้หมาแห้งเป็นชนวนเหตุทั้งสิ้น ขณะที่ชาวโปลิชหายใจเข้าออกเป็นจินตภาพถึงเสรีภาพ คีสลอฟสกีกลับให้ความสำคัญกับมรณสติถึงขนาดตั้งฉายาให้ว่า มลพิษร้ายแรงอันดับต้น ๆ ในระบบนิเวศน์ความคิดอันแน่นิ่งแต่ระบาดอยู่เงียบ ๆ ภายใต้เงื้อมมือเผด็จการเบ็ดเสร็จ นักวิจารณ์และคอหนังต่างไม่สบอารมณ์กับโลกสุดแสนพยศในงานชิ้นนี้ของคีสลอฟสกี คนดูวาดหวังว่าหนังจะประกาศอุดมการณ์ โดยมีเหตุการณ์ทางการเมืองเป็นเครื่องเคียง ขณะที่ตัวศิลปินกลับชวนคนดูให้ขบคิดถึงความหมิ่นเหม่เปราะบางในการดำรงตนอยู่บนอนุกรมความบังเอิญครั้งแล้วครั้งเล่าของมนุษย์ บทลงเอยทั้งหลายแหล่มีทั้งเป็นผลจากการรนหาที่ การห่วงหน้าพะวงหลัง และปมลับในชีวิต

คีสลอฟสกีแน่วแน่ในจุดยืนของเขาต่อหนังและความเป็นจริง ไม่ว่าในยามสังคมและชีวิตทางวัฒนธรรมจะแน่นิ่งด้วยฤทธิ์ยาสลบทางการเมือง หรือคุ้มคลั่งด้วยยาสั่งการเมือง ช่วงกลางคริสตทศวรรษ 1980 ผู้กำกับแนวเพื่อสังคมจำนวนมากพากันเบนเข็ม บ้างก็เมามันกับการสาดโคลนโจมตีอุดมการณ์ขั้วตรงข้าม คีสลอฟสกียังคงสนุกกับการถลุงสินแร่จากขุมความลับแห่งปัจเจกชน และถ่ายทอดออกมาอย่างงดงาม Bez kon’ca(Without End)งานค.ศ.1985 กล่าวถึงเหตุการณ์ในค.ศ.1982 อันเป็นยุคใต้กฎอัยการศึก

หนังหยิบข้อถกเถียงทางการเมืองมาแยกย่อยลงไปถึงระดับจิตวิทยาและผนวกเข้ากับความผกผันในชีวิตภรรยาหม้ายของนักกฎหมายหนุ่มหลังงานศพหนึ่งวัน มือกฎหมายหนุ่มรู้แจ้งในข้อเท็จจริงและสอดมือเข้าไปข้องแวะกับชะตากรรมของดาริอุส คนงานหนุ่มผู้ถูกรัฐบาลทหารตั้งข้อหาเป็นผู้ก่อการนัดหยุดงานประท้วง ดาริอุสมี 3 แนวทางในการต่อสู้คดี ทางแรกเป็นข้อเสนอจากมือกฎหมายผู้วายชนม์เองโดยการดลใจให้ดาริอุสยืนหยัดต่อสู้ตามอุดมการณ์ ทนายรายที่สองเกลี้ยกล่อมให้ดาริอุสยอมความ(นายจะเดินออกจากคุกด้วยรอยยิ้มแห่งความสะใจ) ทนายคนที่สามยุให้ดาริอุสถือโอกาสระบายเพลิงแค้นใส่ทางการ แต่ดาริอุสผ่าทางตันตามแนวทางของตนเอง ไม่ใช่วิถีวีรบุรุษและสุนัขจนตรอก ภรรยาหม้ายผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กลับต้องมาพลอยฟ้าพลอยฝนและสับสนกับคุณค่าความหมายของชีวิต กระทั่งขอตัดช่องน้อยแต่พอตัวและไปครองคู่กับสามีมือกฎหมายในสัมปรายภพในฉากจบ

deca00032นักวิจารณ์ทั้งกระแสหลักและกระแสรองต่างไม่ปลื้มกับผลงานการร่วมเขียนบทระหว่างคีสลอฟสกีกับคริสทอฟ พีเซวิทซ์เรื่องนี้ คีสลอฟสกีเล่าเรื่องผ่านสัญลักษณ์เป็นหลัก พร้อมกันนั้นก็โยงคติประจำใจและศรัทธาอันแรงกล้าของปัจเจกเข้ากับความรักภักดีต่อชาติและรัฐ Without End เป็นปฐมบทของการลงขันทางความคิดระหว่างคีสลอฟสกีกับพีเซวิทซ์ อันสืบเนื่องต่อมาร่วมสิบปี ในกาลต่อมาทั้งสองร่วมกันปลุกปั้น Dekalog(Decalogue) งานช่วงค.ศ.1988-89 ชื่อเสียงของคู่หูคริสทอฟดังกระฉ่อนในเวทีหนังโลกด้วยผลผลิตทางจินตภาพต่อบัญญัติสิบประการ 10 ชุดเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ในโปแลนด์พวกเขาถูกหมายหัวว่าเป็นศิลปินตัวแสบผู้นำพระเจ้ามาลบหลู่

ค.คีสลอฟสกี: หากจะมีใครทรงมหิทธานุภาพขนาดเพียงพลิกฝ่ามือก็สร้างสรรค์ทุกสิ่งสรรพ รวมถึงตัวเราได้ เราคงเป็นลูกไก่นอกคอก ความเป็นไปในโลกเอย ปูมหลังเราเองเอย ต่างฟ้องอยู่โทนโท่ว่าเรากับมือ ๆ นั้นช่างไม่มีบุพเพสันนิวาสต่อกันเอาเสียเลย

real-tear-0041

เก็บความบางส่วนจาก

Miczka, Tadeusz. “We live in the world lacking idea on itself”: Krzysztof Kieślowski’s Art of Film”. http://www.kinema.uwaterloo.ca/micz971.htm

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: