enyxynematryx

คำรามแห่งวิสามัญนาฏกามหรือจะข่มปรามแผ่วรำพึงชีวิตคู่

leave a comment »


itmc-001

เหล่านักวิจารณ์ที่ไปร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาตินครเบอร์ลินครั้งที่ 51 (2001) ต่างได้รับแจกของที่ระลึกจากคณะกรรมการตัดสินเป็นโจทย์หินก้อนมหึมาให้ไปขบคิดให้แตกให้จงได้ว่า ภายใต้เมือกเหนอะหนะบนเปลือกนอกขรุขระที่เป็นภาพการตะกรุ้มตะกรามโลกีย์ซึ่งประดังอยู่ในช่วงค่อนแรกอย่างต่อเนื่องแล้ว คณะกรรมการตัดสินการประกวดผลงานแอบไปเห็นเนื้อในทีเด็ดอื่นที่ผู้กำกับปาทริซ เชอโร(Patrice Chéreau) ซุกเก็บไว้ใน Intimacy หรืออย่างไร จึงเห็นดีเห็นงามถึงขั้นมอบรางวัลหมีทองคำอันทรงเกียรติสูงสุดแห่งเทศกาลให้แก่หนังเรื่องนี้ไปครอง

ทว่า เนื่องมาแต่การนำเสนอกิจวัตรทางเพศของตัวละครอย่างประเจิดประเจ้อ ที่แม้จะมีการคลี่คลายในท่อนหลังคอยช่วยสะท้อนประเด็นให้ แต่การคลำหาเงื่อนงำความหมายแท้จริงของความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ในหนังก็ไม่ใช่เรื่องที่จะกระทำได้โดยง่าย และไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกันที่หนังรางวัลหมีทองคำของปีนี้จะมีสิทธิเข้าฉายในโรงทั่วไป ดีที่สุดที่ Intimacy จะตะกายไปขึ้นจอได้คงเป็นโรงหนังอาร์ตเฮ้าส์ที่เก๋าจัดจริง ๆ เท่านั้น

itmc-006

หนังเริ่มต้นด้วยการพบกันของสองตัวละครหลักซึ่งต่างอาศัยอยู่ในแฟล็ตโทรม ๆ แห่งหนึ่งในลอนดอน ในความเงียบงัน ทุกอย่างอยู่ในความสงบ เจย์ (Jay รับบทโดย มาร์ค ไรแลนซ์ – – Mark Rylance) หนุ่มใหญ่มาดเข้ม เปิดประตูห้องออกมาหาแคลร์(Claire รับบทโดย เคอร์รี ฟ็อกซ์ – – Kerry Fox) เหมือนการไปมาหาสู่ของคนอยู่ร่วมชายคาเดียวกันทั่วไป ความวิปริตจุดระเบิดขึ้นในเสี้ยวนาทีถัดมา ทั้งสองตรงรี่เข้าหากันเหมือนต่างถูกเหนี่ยวนำด้วยขั้วแม่เหล็กตรงกันข้าม จากนั้นก็ประเคนอวัยวะทุกส่วนจากสรรพางค์กายเปลือยเปล่าเข้าเบียดบดกดโขยกเพื่อโรมรันในกามกรีฑาอันดุเดือดที่ติดตามมาชนิดคนดูไม่ทันได้ตั้งหลัก

itmc-007

เริงร่ายด้วยฤทธิ์กระสันต์กำซ่าน เจย์และแคลร์เหมือนกำลังด่าวดิ้นและหลอมเหลวอยู่ในกองเพลิงราคะที่ลุกโพลงอยู่ท่ามกลางความอับทึบของชั้นใต้ดินของแฟล็ต ด้วยบทหนังซึ่งกล่าวถึงพฤติกรรมการลุแก่ราคะจริตที่ไม่มีแม้แต่ทีท่าเกี้ยวพาราสีต่อกัน บวกกับงานด้านภาพซึ่งถ่ายทอดในลักษณะสมจริงโดยไม่ปล่อยให้มีอิริยาบทหนึ่งอิริยาบทใดในระหว่างการเสนอสนองอย่างเมามันนี้หลุดรอดสายตาไปเหมือนจงใจยัดเยียดการสมสู่ของเดียรัจฉานสู่คนดู ปัจจัยสองประการนี้ไม่เพียงเรียกความตระหนกและกระชากความรู้สึกของคนดูอย่างอุกอาจเท่านั้น หากยังบ่งบอกถึงคุณสมบัติของหนังที่เข้าเกณฑ์การเป็นหนังเอ็กซ์จนยากจะบ่ายเบี่ยงพ้น

ความหื่นกระหายและการปลดปล่อยทางเพศที่ปราศจากสุนทรียรสและสุนทรียภาพมาเจือปน ยังคงบำเรอและชี้นำ Intimacy ต่อไปจนตลอดครึ่งชั่วโมงแรกของหนัง เพราะหลังจากนี้เจย์กับแคลร์ยังคงมาร่วมสันทนากามพุธบ่ายคลายงึ่ดกันต่อมาอย่างสม่ำเสมอ เป็นความสม่ำเสมอที่สัมผัสได้ถึงความข้นคลั่กในอารมณ์ยามได้แช่เกลือกอยู่ในปลักกำหนัด แต่กลับรู้สึกแห้งผากยิ่งในความรู้สึก คำน้อยที่จะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบไม่มีได้ยินจากปากคนคู่นี้

เช่นเดียวกันกับท่าทีอาลัยคิดถึงที่ไม่เคยปรากฏ ทุกอย่างดูจะเป็นไปตามครรลองความง่านและขึ้นอยู่กับแรงผลักดันของฮอร์โมนโดยแท้ หลังบรรลุภารกิจก็จะรีบผลุนผลันต่างคนต่างไป จนกว่าจะโคจรมาพบกันใหม่ในบ่ายของพุธหน้า ดังนั้น นอกเหนือจากจุดประสงค์เพื่อถ่ายเทพลังงานทางเพศแล้ว ก็คงไม่มีจุดตัดร่วมอื่นใดในเส้นทางชีวิตของคนทั้งสอง สัตยาบันซึ่งร่างด้วยคราบโลกีย์ก็เหมือนจะได้รับการรับรองจากเจย์กับแคลร์โดยดุษฎี จากเสียงครางกระเส่า การไม่ปริปากถึงเรื่องข้างนอก และการมีวินัยยิ่งในการร่วมสันทนาการ

เงื่อนงำของประเด็นและความหมายผู้กำกับเชอโรฝังไว้เริ่มโผล่แพลมให้เห็น เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาถึงบ่ายวันพุธหนึ่งที่แคลร์ผิดนัด แม้จะรู้กติกามารยาทดีอยู่แล้วแต่เจย์ก็อดไม่ได้ที่จะ “รู้สึก” กับความผิดปกติที่เกิดขึ้น เจย์จึงเริ่มแหวกกฎ และสะกดรอยแคลร์ไปเพื่อค้นหาความเป็นแคลร์ในวันเวลาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่บ่ายวันพุธ การกระทำดังกล่าวส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อตัวหนังและโครงสร้างหน้าที่ของตัวละครอย่างขนานใหญ่ติดตามมา

จากที่อุดอู้ในแฟล็ตทึมทึบหนังเริ่มขยายขอบเขตของเรื่องและสถานที่กว้างออกไปเรื่อย ๆ ตามความใคร่รู้ของเจย์ พร้อมกันนั้นก็ทยอยป้อนข้อมูลรายละเอียดในชีวิตของทั้งเจย์และแคลร์สู่คนดู

เชอโรเก็บงำพฤติกรรมสอดรู้สอดเห็นของเจย์ให้อยู่พ้นสายตาคนดูแต่สวมรอยด้วยพฤติกรรมในอดีตของเขาให้คนดูรับรู้แทน จังหวะการเล่าของหนังในช่วงนี้จึงออกมาในลักษณะที่ข้อมูลสองชุดไหลล้อเหมือนคลื่นสองระลอกที่ซัดไล่ตามหลังกันมา

ในคืนที่เจย์ตามแคลร์ไปถึงผับกึ่งโรงละครซึ่งเธอทำงานเป็นนักแสดงอยู่ และค้นพบความจริงที่ว่าแคลร์มีลูกมีผัวอยู่แล้ว บัดนั้น เจย์ก็พลันตกอยู่ในที่นั่ง ชู้ โดยอัตโนมัติ แต่ย้อนกลับไปในคืนหนึ่งชั่วไม่กี่ปีก่อนหน้า หนังเล่าสอดพร้อมกันไปว่า ในครั้งนั้นเจย์เองทิ้งทอดเมียและลูกให้อยู่กันไปตามยถากรรมเพราะไม่อยากกัดฟันแบกรับพันธะทั้งปวงที่ยึดตรึงเขาไว้ในฐานะคนเป็นพ่อและผัวอีกต่อไป เขาเดินหนีมาจากชีวิตครอบครัวเพื่อหวังจะมีชีวิตเป็นของตนเองอย่างแท้จริงอีกครั้ง

แต่ทุกอย่างก็ใช่จะเป็นไปดังคาด เมื่อไม่มีที่ครอบที่ยึดเจย์ก็กลายเป็นคนหลักลอย ใช้ชีวิตไปวัน ๆ และเลี้ยงชีพด้วยการเล่นดนตรีก่อนจะถดถอยลงมาเป็นพนักงานบาร์ เขาเข้ากับใครไม่ค่อยจะได้ เปลี่ยวเหงา ไร้ที่พึ่งและไม่มีสิ่งใดเป็นของตนเองจนกระทั่งมาเจอแคลร์ หรือถ้าจะว่าตามข้อมูลใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ก็คือ จนกระทั่งมาเป็นชู้กับแคลร์ ผลจากการปะทะกันระหว่างข้อมูลในอดีตกับปัจจุบัน จากเดิมที่มีภาพลักษณ์เป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง สถานะของเจย์ในบริบท “การเป็นคนในครอบครัว” ทวีความเข้มข้นขึ้นมาในทันที เจย์คือผัวผู้นำวาระสุดท้ายมาสู่ครอบครัวตัวเอง เจย์คือชู้ที่กำลังจะทำตัวเป็นยาพิษแทรกซึมเข้าสู่ระบบหล่อเลี้ยงหลักของครอบครัวแคลร์ ที่สาหัสกว่านั้น โดยไม่ทันเฉลียวใจเจย์กำลังกระทำการที่จะกลืนกินและบ่อนทำลายความสัมพันธ์ฉันท์ชู้ระหว่างตนกับแคลร์ในระดับโครงสร้างพื้นฐาน

itmc-0031

เขาเริ่มตีสนิทกับแอนดี (ทิมอธี สปอลล์ – Timothy Spall)ผัวแคลร์ บุคลิกเจื้อยไม่หยุดของแอนดีไปกันได้ดีกับอาชีพขับแท็กซี่ และช่วยให้ “ชู้” อย่างเจย์ไม่ต้องออกแรงมากมายที่จะทำการลดน้ำหนักหูให้แก่คนเป็น”ผัว” ไม่นานนักผัวกับชู้คู่นี้ก็คบกันถึงขั้นเป็นเพื่อน

แอนดีจะระแคะระคายถึงสัมพันธ์ลับระหว่างเมียกับเพื่อนแปลกหน้ามาก่อนหรือไม่ ไม่มีใครทราบโดยละเอียด แต่ที่ปรากฏชัดแจ้งในช่วงนี้ คือ เจย์กับเจตนาและท่าทีอันเกิดจากแรงหึงหวงแคลร์ เจย์ใช้แอนดีเป็นทั้งที่ระบายและเป็นเครื่องเซาะทลายครอบครัวตัวเอง ดูได้จากที่เขาอวดอ้างสรรพคุณระดับเซียนในเรื่องผู้หญิงขึ้นมาเบ่งทับแอนดี และที่ร้ายกว่านั้น คือ เจย์ทำตัวเป็นพวก”กินในที่ลับ-คายในที่แจ้ง” ด้วยการนำเอาเรื่องที่ตนกับแคลร์เล่นชู้กันมาเล่าให้แอนดีฟังโดยปกปิดชื่อจริงของฝ่ายหญิงเอาไว้ซึ่งน่าจะไปกระตุ้นความเคลือบแคลงแก่ฝ่ายผัวได้ไม่มากก็น้อย

itmc-010กลับไปที่ฟากของความสัมพันธ์ระหว่างชู้กับชู้ซึ่งเสื่อมทรามลงเรื่อย ๆ หลังจากผิดนัดไปหนึ่งครั้ง ระยะหลังแคลร์ยิ่งไร้วินัย และห่างหายไปจากบ่ายวันพุธหนักข้อขึ้นทุกที ทำเอาเจย์ทั้งงุ่นงานและหงุดหงิด การพบกันครั้งท้าย ๆ ออกมาในทำนอง หยั่งเชิง และพยายามอาศัยเวทีของบ่ายวันพุธ ต้อนเอาชนะอีกฝ่ายในเกมชีวิตนอกเหนือบ่ายวันพุธ ท่าทีของตัวละครที่แปรเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชิงไหวชิงพริบเพื่อคว้าธงนำความสัมพันธ์มาไว้กับตน กอปรกับที่ผู้กำกับเม้มขมิบภาพวงจรและทิศทางการไหลของข้อมูลระหว่างตัวละครสำคัญซึ่งมีกระบวนการคู่ขนานไปกับการถ่ายโอนสลับและเข้าไปสวมแทนบุคลิกอีกฝ่ายระหว่างเจย์กับแคลร์ เป็นผลให้หนังคืบคลานอย่างแผ่วเบาเข้าสู่สภาพน่าอึดอัดและกดดัน เหมือนรอการแตกดับ

ในที่สุดเมื่อนามสมมุตินางแพศยาในเรื่องเล่าของเจย์ถูกเปิดโปง บ่ายวันพุธถัดจากนั้นเป็นต้นมา จึงไม่มีแคลร์มาปรากฏกายให้เจย์เห็นอีกต่อไป หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการครองคู่ ผิดหวังกับการครองตน มาคราวนี้เจย์ก็ล้มเหลวกับการครองชู้

ตัวแปรหลักสองตัวที่เชอโรโยนให้คนดูและนักวิจารณ์พยายามดุลค่าในสมการความสัมพันธ์ที่เพิ่งพับฐานลงนี้ก็ คือ แรงปรารถนา กับ ความรับผิดชอบ เพราะทั้งเจย์และแคลร์ต่างมีปัญหากับการบริหารภาระที่เกิดจากตัวแปรตัวใดตัวหนึ่งมีค่ามากเกินพอดี

ความรับผิดชอบที่พอกตัวหนาจนเกินไปส่งผลให้เจย์ใจร้ายพอถึงขั้นกล้าแตกหักกับบทบาทผัวและพ่อ ในทางตรงกันข้ามแคลร์เองก็อาจใช่ย่อยที่มามัวเมาเมถุนจนไม่อยู่กับร่องกับรอยของการเป็นเมียและแม่ที่ดีด้วยเหตุเดียวกัน แต่ในเมื่อคู่ชู้ทำตัวล้ำเส้น เธอจึงตัดสินใจเลือกอยู่ข้างครอบครัวและขอกลับไปรับภาระซึ่งมีอยู่เดิมแล้วเพียงหนึ่งเดียวดีกว่าที่จะแบกรับภาระ(ซึ่งกำลังมีแนวโน้มจะเป็น)แบบเดียวกันถึงสองทาง สำหรับแคลร์อภิสิทธิ์ของความเป็นผัวคือ กวนได้ทั้งตัวและหัวใจ แต่ชายชู้ทำได้เพียงกวนตัว ถ้ามากกว่านั้นระบบก็ไปไม่รอด

การที่ทั้งคู่มาพบกันและก่อความสัมพันธ์ใหม่ด้วยองค์ประกอบซึ่งอาศัยเพียงอวัยวะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดไม่กี่ชิ้นโดยมิพักใส่ใจถึงบทบาทอย่างเป็นทางการหรือเงื่อนไขหน้าที่อันชัดแจ้งแก่แต่ละฝ่าย เพราะไปตีค่าบทบาทหรือเงื่อนไขเหล่านี้ในทางลบ ซึ่งก็สมควรอยู่หรอก อย่างน้อยบทบาทและเงื่อนไขเหล่านี้มิใช่หรือที่ถีบส่งทั้งสองออกมาจากชีวิตคู่ตามแบบแผนปกติ แต่แล้วความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่มีแรงปรารถนาเป็นใหญ่ก็ไม่แคล้วต้องล้มไม่เป็นท่าอีกอยู่ดี ความล้มเหลวอันเกิดจากหนึ่งในสองฝ่ายออกอาการถดถอยทางอารมณ์ และยืดขยายทางความรู้สึก แล้วพาลไปคว้าบทบาทและเงื่อนไข(ที่เคยเห็นว่ามีค่าเป็นลบ)ซึ่งเพิ่งถอดทิ้งไปหมาด ๆ กลับมาสวมใช้ใหม่ นับเป็นความล้มเหลวที่น่าสมน้ำหน้าเป็นที่สุด

การล่วงประเวณีที่ตามสมทบมาด้วยการล้ำกฎแห่งเกมล่วงประเวณียังส่อให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่ฝรั่งเรียกว่าการกลับมาของสิ่งที่เคยได้รับการปฏิเสธ หรือถ้าพูดอย่างไทยก็ต้องเป็น ปรากฏการณ์”ไม่พ้นอีหรอบเดิม”

หรืออีกนัยหนึ่งเชอโรอาจพยายามบอกแก่เราว่า ครอบครัวนั้นทำหน้าที่เป็นกลไกกำหราบความอยากได้ใคร่ดีและใฝ่ต่ำในมนุษย์ได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก หนำซ้ำยังอาจกลายเป็นแรงกดดันให้มนุษย์มีปฏิกิริยาโต้ตอบในทางร้ายติดตามมาเสียอีก แต่เชอโรยังใบ้อีกด้วยว่า ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ก็มักขลาดเขลาเกินกว่าจะดำรงตนอยู่ได้โดยอาศัยเพียงความต้องการพื้นฐานอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เหตุดังนี้ สักแต่กามคุณจึงอาจเป็นองค์ประกอบที่ “เบาหวิวจนเหลือทน” เกินกว่ามนุษย์จะ “รู้สึก” หรือ สำนึกถึงการมีอยู่ของความสัมพันธ์อีกเช่นเดียวกัน ธาตุแท้หรือนิสัยไม่ดีนี้นี่เองที่ชักพามนุษย์พลัดสู่กับดักแห่งความยุ่งยากของค่านิยมและพิธีกรรม พลังโต้ตอบระหว่างคน / ครอบครัว ในสายตา Intimacy จึงออกมีรูปลักษณ์ที่ทั้งอนาจารและน่าอนาถสิ้นดี

itmc-002

เมื่อนำผลรวมที่ได้จากการคลำจับประเด็นที่เสนอผ่านภาพความสัมพันธ์ตามที่เชอโรนำเสนอย้อนกลับไปวัดทาบเหตุที่เชอโรปูสร้างไว้ จะพบว่า Intimacy ก็มีสภาพไม่ต่างกับตัวละครในหนัง กล่าวคือ ยังมีบางส่วนที่ขาดหายไป และสมควรได้รับเติมเต็ม เชอโรให้ภาพครอบครัวในฐานเป็นสถาบันที่พันแข้งพันขาและผลักไสเจย์กับแคลร์ได้ไม่หนักแน่นเท่าที่ควร ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากการมีครอบครัวเป็นเพียงข้ออ้างที่ฟังไม่ค่อยขึ้นสำหรับการมีชู้ และทำให้ดูคล้ายกับว่าทั้งสองเป็นเพียงพวกที่ รักสนุก หรือไม่ก็”ร่าน”โดยสันดาน เชอโรยังย่อหย่อนไปนิดในการสร้างความลึกแก่มิติตัวละครและความมุ่งหมายสูงสุดอันแท้จริงของแคลร์ต่อความสัมพันธ์ที่บังเกิดขึ้นไม่ว่าจะในฐานะชู้ หรือ ในฐานะเมีย

นอกจากสวมหมวกเป็นผู้กำกับแล้ว ปาทริซ เชอโรยังมีส่วนสำคัญในการทำบทร่วมกับผู้เขียนบท อานน์ หลุยส์ ตรีบิดิก(Anne-Louise Trividic)ในการดัดแปลงงานสองชิ้นของฮานิฟ คูริชี(Hanif Kureishi)นักเขียนชาวอังกฤษ คือ เรื่องสั้นชื่อ Nightlight และคัดเนื้อหาบางส่วนจากนิยายซึ่งมีชื่อเดียวกับหนังมาผนวกเข้าด้วยกันจนออกมาเป็นบทหนัง  Intimacy มีความแตกต่างจาก Those Who Loves Me Can Take The Train รวมถึงหนังเรื่องก่อน ๆ ของเชอโรในหลายจุด ที่สำคัญคือ Intimacy เป็นหนังภาษาอังกฤษเรื่องแรกของเชอโร นอกจากนี้แล้วก็เป็นการคลี่คลายปมปัญหาอันเนื่องมาจากความไม่ลงตัวของแรงปรารถนาและความทะยานอยากที่ไม่ลงตัวภายในหมู่ตัวละคร แต่เดิม เชอโรมักใช้วิธีการและวางทิศทางค่อนข้างซับซ้อน บุคลิกตัวละครเองก็ออกจะน่าเคลือบแคลงไปเสียทั้งหมด ผสมโรงด้วยหลุมภวังค์แห่งจำนวนมากมายที่คอยดักฉุดยื้อตัวละครและคนดูไว้ในห้วงความลังเลสงสัยอยู่เป็นพัก ๆ โดยเฉลี่ยแล้วหนังของเชอโรที่ผ่านมาออกจะขึ้นชื่อเรื่องความเนิบนาบและดูไม่รู้เรื่องอยู่ในอันดับต้น ๆ ของยุโรปยุคปัจจุบันเหมือนกัน

แต่กับ Intimacy เชอโรกำกับด้วยความเด็ดขาดกว่าหลายเท่า เขาแจงปัญหาชัดเจนขึ้น และมีแนวโน้มจะบีบต้อนและจำกัดทางเลือกแก่ตัวละครกว่าทุกครั้ง เช่นเดียวกัน เขารุกเร้าตัวละครและคนดูมากกว่าที่แล้วมา พฤติกรรมของตัวละครสามารถใช้เป็นตัวแทนและอิงแอบอยู่กับฝักฝ่ายและมีคุณค่าในทางจริยศาสตร์ที่แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน กล่าวโดยย่อ Intimacy เป็นหนังที่ดูง่ายกว่าผลงานของเขาในอดีต

อดีตที่เคยผ่านงานกำกับละครเวทีมาจนเลื่องชื่อย่อมส่งผลเป็นคุณประโยชน์ไม่น้อยแก่เชอโรที่เขยิบข้ามแขนงงานมา แต่รูปการที่เพี้ยนไปจากความเป็นหนังใน Intimacy ซึ่งมีให้จับติดพอนับครั้งได้ในช่วงกลางมาจนช่วงท้ายฟ้องว่าเชอโรยังไม่อาจสลัดนิสัย คนละคร ทิ้งไปได้อย่างสิ้นเชิง อาการฟูมฟายของเจย์ ขณะกำลังตกเป็นทาสความริษยา ทั้งคำพูดและท่าทางที่แสดงอาการผิดหวังและมุ่งร้ายจนออกนอกหน้าในค่ำคืนที่แขกร้างบาร์นั้นส่อถึงการที่ไรแลนซ์คงได้รับสัญญาณจากเชอโรให้ เล่นเผื่อดีกว่าเล่นขาด อันเป็นเคล็ดคาถาอมตะของวงการละครเวที

ไม่เพียงวิธีการแสดง การอุปมาสำทับโดยตัวหนังเองจากตอนที่แคลร์เล่นละครในผับ เชอโรหมายให้บทบาทในละครที่เธอกำลังแสดงในตอนนี้สะท้อนถึงความรู้สึกเจ็บลึกที่เธอได้รับจากพิษสงความสัมพันธ์นอกลู่ในชีวิตจริง โดยผ่านออกมาตามบทครวญอันเสียดแทงใจจากปากแคลร์ ค่าที่ขณะนั้น แม้เธอจะอยู่ในคราบนักแสดงแต่จากปริบทแล้ว ทั้งผู้กำกับและคนดูต่างยึดถือ “โดยละไว้ในฐานที่เข้าใจ” ตามกันว่านั่นเป็นความรู้สึกที่ไม่ใช่เพียงเป็นของบทบาทในละครที่เธอแสดง แต่เป็นจากส่วนลึกของแคลร์จริง ๆ ดังนั้น ไม่ว่าเคอร์รี ฟ็อกซ์ในช่วงนั้นจะเป็นแคลร์หรือเป็นนางเอกในละครที่แคลร์เล่น ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า เชอโรฉวยจังหวะนี้สร้างความสะเทือนอารมณ์แก่หนังด้วยการทำงานของนักแสดงล้วน ๆ ซึ่งหากถือตามขนบหนังแล้ว การกระทำเช่นนี้อาจจัดเข้าข่ายอวิชชาได้หากออกมาอย่างส่งเดช เพื่อเลี่ยงข้อกล่าวหาดังกล่าว เชอโรจึงจับแพะชนแกะและบังหน้าหนังด้วยฉากในละครเวที แต่ก็ยังดูเหมือนเป็นการแก้ปัญหาในแบบของคนที่กระดูกวิชาหนังยังไม่แกร่งพอ

หากทั้งหมดที่กล่าวถึงอาจยังไม่มีส่วนใดของหนังสมควรสมควรได้รับการยกย่องในฐานะทีเด็ดที่ทำให้ Intimacy ชนะใจกรรมการที่เบอร์ลิน แถมมีให้เจอแต่ส่วนที่น่าจะเป็นสาเหตุให้คะแนนของหนังถูกตอดออกตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ด้วยเหตุดังนั้นจึงต้องมาถึงส่วนที่จะข้ามพ้นไปโดยไม่กล่าวถึงไม่ได้เป็นอันขาดสำหรับหนังเรื่องนี้ นั่นก็คือ งานด้านภาพ บางทีคะแนนที่เป็นกอบเป็นกำมากที่สุดที่ Intimacyได้รับ อาจมาจากความฉกาจฉกรรจ์ของงานด้านภาพ

itmc-0131ด้วยเขี้ยวเล็บที่ผ่านการลับฝนจนคมกริบจากประสบการณ์ที่ทำงานให้ผู้กำกับรุ่นใหม่ชั้นแนวหน้าของฝรั่งเศสมาจนแทบจะถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นกับลีโอ การากซ์(Leos Carax)ใน Pola X  กับโอลิวิเยร์  อัสซายาส(Olivier Assayas)ใน Irma Vep  สำหรับ Intimacy ผู้กำกับภาพ แอริค โกติเยร์(Eric Gautier) รีดศักยภาพจากกล้องเทินบ่ามาใช้ประโยชน์แก่หนังอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่นเดียวกับการจัดแสงและให้แสงแก่กรอบภาพ เพื่อทำหน้าที่ย้ำเน้นถึงภาวะล่อแหลมของความสัมพันธ์ระหว่างเจย์กับแคลร์ ตลอดเวลาที่ถ่ายทำกล้องคงแทบไม่มีโอกาสวางท่าสง่าอยู่บนขาตั้ง เวลาส่วนใหญ่ของกล้องน่าจะหมดไปกับการกระแทกกระทั้นอยู่กับไหล่หรือไม่ก็ในอ้อมแขนตากล้อง ผลก็คือ โกติเยร์ได้ภาพกระโชกโฮกฮากจำนวนมหาศาลระดมมาใส่ตัวหนังอยู่ตลอดเวลา และพาลให้คนดูตะครั่นตะครอหัวใจหอบหายใจถี่กระชั้นตามไปด้วย น้อยครั้งมากที่หนังจะอยู่ในสภาพทอดตัวนิ่ง แม้แต่ในช่วงที่ความพลุ่งพล่านผ่อนลงภาพก็ยังไม่วายไกวโล้พอให้รู้สึก
 

โดยส่วนใหญ่ โกติเยร์จะให้แสงแก่ Intimacy แต่เพียงราง ๆ เจตนาให้เกิดเงามากกว่าตั้งใจจะให้เห็นวัตถุในกรอบภาพอย่างแจ่มชัด เมื่อผสานเข้ากับฉากหลังซึ่งเป็นลอนดอนในย่านที่ผู้คนทั่วไปไม่ค่อยจะคุ้นตา ภาวะความสุ่มเสี่ยง และน่าหวาดระแวงจึงแล่นเข้าสู่รูขุมขนคนดูได้ในทันที

การให้ความเข้มสีแสงแตกต่างกันในแต่ละภาพเพื่อจำแนกและแสดงการเปลี่ยนผ่านของเวลา ก็เป็นอีกบทบาทของแสงที่ทำความกลมกลืนลื่นไหลแก่ตัวหนังได้เป็นอันมาก ทั้งช่วยให้คนดูไม่หลง หรือ รู้สึกรำคาญที่ช่วงเวลาในหนังเป็นนิรันดร์หรือมีเว้าโค้งจนสามารถบรรจุกิจกรรมของตัวละครได้มากมายในเวลาจริงอันจำกัด และเพื่อสร้างการขับเคลื่อนตัวหนังเอง หากไม่ใช้ลูกเล่นนี้ผู้ลำดับภาพอาจจะต้องนำภาพซึ่งมีองค์ประกอบและถ่ายจากระยะที่ต่างกันมาเชื่อมต่อกัน ซึ่งคงจะได้ความกระท่อนกระแท่นเป็นผลสืบเนื่องติดมาด้วย

จากในตอนต้นเรื่องที่งัดสนับเกรอะคราบสนิมความหยาบโลนพรวดพราดเข้ามากระซวกเบ้าตา(และอวัยวะส่วนอื่น ๆ )คนดูจนอักเสบบวมฉึ่ง โกติเยร์ก่อกรรมทำเข็ญแก่คนดูไว้หนักเพียงใด บั้นปลายเขาก็ชดใช้และเยียวยาด้วยความใส่ใจต่ออนามัยจักษุประสาทและหัวใจคนดูมากเป็นพิเศษอย่างสาสมกัน ความลงตัวระหว่างแสง สี เงา การเคลื่อนกล้องและองค์ประกอบแต่ละภาพในตอนท้าย ๆ ที่เจย์รู้แน่แก่ใจแล้วว่าต่อแต่นี้ชีวิตเขาจะไม่มีแคลร์อีกแล้วนั้น โกติเยร์ทำออกมาสวยจับใจและสื่อความได้ทรงพลังสมศักดิ์ศรีกับการเป็นภาพจากหนังหมีทองคำจริง ๆ

itmc-011

แปลจาก

1. Sæverås, Nils Olav. “INTIMACY”. http://www.filmfestivals.com/servlet/JSCRun?obj=FicheFilmBerlin&CfgPath=ffs/filmweb&
id=2204

เก็บความจาก
1. McGavin, Patrick Z. “Love Streams; Chereau’s Intense”. www.indiewire.com/film/reviews/rev_01Sund_010123_Intimacy.html
2. Rooney, David. “Intimacy”. http://www.variety.com/body.asp?CatId=REV&ReviewID=
1117797154&SubCatid=31

Written by enyxynematryx

March 9, 2001 at 12:49 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: