enyxynematryx

แม่หม้าย แม่พระ ตระลาการวิบัติ

leave a comment »

widow-8ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเกาะแซ็งต์ปิแยร์(Saint-Pierre)ซึ่งห่างไกลจากศูนย์กลางความศิวิไลซ์และการปกครองของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส เป็นคุณต่อออกุสต์(Ariel Neel Auguste – รับบทโดยอีเมียร์ คูสตูริกา(Emir Kusturica))ฆาตกรผู้พลั้งมือฆ่าชาวบ้านคนหนึ่งของเกาะนี้ตายลงเพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็น อารามตกใจ และฤทธิ์สุรา คำสั่งศาลแห่งแซ็งต์ปิแยร์ให้ประหารผู้ต้องโทษตายตกไปตามเหยื่อมีอันต้องเว้นว่างเงื่อนเวลาเอาไว้ เพราะเกาะเล็ก ๆ ในแถบนอกชายฝั่งนิวฟันด์แลนด์ของแคนาดา(แต่อยู่ในการปกครองของฝรั่งเศส)แห่งนี้ไม่มีกิโยตีน (guillotine)เครื่องประหารซึ่งภาษาชาวบ้านเรียกว่า แม่หม้าย

ทางเดียวในการจัดหากิโยตีนเพื่อสำเร็จโทษออกุสต์ให้เสร็จสิ้นลุล่วงไป คือ นำเครื่องประหารลงเรือบรรทุกมาจากกัวดาลูปอาณานิคมฝรั่งเศสอีกแห่งหนึ่งในทะเลแคริบเบียนซึ่งตั้งอยู่ถัดลงไปทางใต้ อย่างไรก็ตามท้ายที่สุด ความตายก็เป็นชะตากรรมที่นักโทษประหารรายนี้เลี่ยงไม่พ้นทั้งที่มีหนทางมากมายให้หลบลี้ น่าเศร้าที่เขาไม่ได้เป็นคนเดียวที่ต้องถูก”ตัด”ออกจากสังคมด้วยหนทางสู่ความตาย

คนทั่วไปอาจตกอยู่ในห้วงความทรมานใจแสนสาหัสหากว่ามีความตายรออยู่เบื้องหน้า ยิ่งไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ ความหมองไหม้ยิ่งทับถมทวี แต่ออกุสต์กลับเป็นตรงกันข้าม ช่วงเวลาระหว่างรอการมาถึงของความตายซึ่งกำลังล่องจากใต้ขึ้นมา กลายเป็นช่วงเวลาที่วิเศษสุดในชีวิตของเขา เพราะการถูกจองจำไว้ในเรือนจำที่มีผู้บัญชาการกองกำลังทหาร(Captain Jean)แห่งแซงต์ปิแยร์(รับบทโดย ดาเนียล โอเทล(Daniel Auteuil))เป็นนายใหญ่ โดยที่ผบ.รายนี้เพิ่งย้ายมาจากที่อื่น เขามาที่นี่พร้อมภรรยาซึ่งต่อมาชาวเกาะเรียกกันทั่วไปว่า มาดามลา(ชื่อจริง ๆ ของเธอคือ คุณนายพอลลีน(Pauline) รับบทโดย จูเลียต บิโนช(Juliette Binoche)) ที่เรือนจำแห่งนี้เองออกุสต์ได้รับความเมตตาการุณย์อย่างชนิดที่ตังเกพเนจรรูปชั่ว ตัวมั่กคั่กเหมือนยักษ์ปักหลั่นและมอมแมมเป็นที่สุดอย่างเขาไม่คิดมาก่อนว่าชั่วชีวิตนี้จะได้พบพาน

ในชั้นแรกมาดามลาเสนอแก่สามีให้ออกุสต์ออกมานอกห้องคุมขังได้เพื่อบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ตามสมควร ผบ. ผู้สามีหลังจากสอบถามความสมัครใจและหยั่งใจออกุสต์ ก็อนุโลมตามที่ภรรยาร้องขอ ระยะแรกออกุสต์มีหน้าที่ดูแลเรือนเพาะชำให้แก่มาดามลา ต่อมาก็ขยายออกไปทำงานประเภทที่ต้องอาศัยความแข็งแกร่ง สมบุกสมบัน กับการซ่อมแซมบ้านเรือนชาวเกาะเพื่อรับมือกับฤดูหนาว เรื่อยไปถึงขั้นเป็นกำลังหลักในการผูกเรือนปลูกบ้านหลังใหม่ให้แก่สมาชิกของชุมชนชาวเกาะ

ภาพความสนิทชิดเชื้อเหนือวิสัยปกติระหว่างภรรยาผู้บัญชาการกองกำลังทหารแห่งแซ็งต์ปิแยร์กับนักโทษประหารก่อให้เกิดข้อครหาทั้งจากชาวเกาะและโดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นนำของเกาะ พวกผู้หลักผู้ใหญ่เหล่านี้เริ่มเขม่น ผบ.ที่ปล่อยให้ภรรยา”หัวล้ำสมัย” เที่ยวกระทำการตามอำเภอใจ แต่ผู้บัญชาการยิ่งรักภรรยามากเท่าไหร่ก็ยิ่งปกป้องเกียรติภูมิของเธอมากเท่านั้น หนำซ้ำ พฤติกรรมของออกุสต์เมื่ออยู่ในโอวาทของมาดามลาก็ไม่ได้มีทีท่าจะเป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยของชุมชนแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ยิ่งวันเวลาผ่านไปชาวเกาะจากที่เคยเพ่งเล็งความสัมพันธ์ระหว่างภรรยาของเขากับนักโทษชายรูปร่างกำยำบึกบึนไปในทางอกุศลก็เริ่มพลิกมาเป็นความชื่นชม

แต่ปฏิกิริยาของบรรดาผู้ดีแห่งเกาะแซ็งต์ปิแยร์ก็ร้ายแรงกว่าที่คิด มีการส่งรายงานการปฏิบัติหน้าที่และพฤติกรรมของ ผู้บัญชาการที่เกาะแห่งนี้ไปยังเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวคลื่นความผันผวนทางการเมืองกำลังโถมกระหน่ำ ยังมิต้องกล่าวถึงการที่ฝ่ายขุนศึกเข้ามามีบทบาทอย่างสูงในเวทีแห่งการแย่งชิงอำนาจ เหตุดังนี้ประพฤติกรรมที่เข้าข่ายทำตัวเป็นนายทหารแตกแถว ไม่อยู่ในระเบียบวินัย และ ย่อหย่อนต่อหน้าที่อาจนำความมืดมนมาสู่อนาคตในหน้าที่การงานของ ผบ.อย่างแน่แท้ ร้ายกว่านั้นในยามที่ทิศทางการเมืองในดินแดนแม่ยังไม่รู้จะพลิกไปอยู่ในกำมือของปีกไหน ข้าวร้ายใด ๆ ก็ตามจากพื้นที่ชายขอบย่อมไม่เป็นผลดีทั้งสิ้นแก่ผู้ที่เป็นต้นตอ

หลังจากฝ่าคลื่นลมในมหาสมุทรแอตแลนติกมาหลายเดือน เรือเดินสมุทรที่บรรทุกกิโยตีนมาก็แล่นถึงปากอ่าวหน้าเกาะแซ็งต์ปิแยร์ แต่ชาวเกาะเมื่อถึงเวลานั้น ไม่ยินยอมพร้อมใจแม้แต่น้อยที่จะให้เรือลำนี้เข้าเทียบท่า ด้วยว่ามันบรรทุกเครื่องมือที่จะมาพรากบุคคลอันเป็นที่รักคือ ออกุสต์ซึ่งบัดนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแน่นแฟ้นแล้ว ไปเสียจากพวกตน

ฝ่ายชนชั้นนำของเกาะเกรงว่าประชาชนจะลุกฮือ จึงหันไปใช้กลยุทธเอาเงินเข้าล่อ ด้วยการตั้งค่าตอบแทนแก่ใครก็ตามที่จะนำเรือเล็กออกไปขนถ่ายส่วนประกอบทั้งหมดของกิโยตีนรวมถึงสัมภาระอื่น ๆ จากเรือใหญ่มาขึ้นฝั่ง เล่ห์กลของบ้านเมืองทำท่าจะไม่เป็นผลเพราะทั้งชุมชนมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจนแม้แต่เงินก้อนโตก็ไม่สามารถคัดง้างแบ่งแยก ฝ่าย ผบ.แม้จะคุมกำลังพลอยู่ในมือและพร้อมจะปฏิบัติการขนถ่ายได้ทุกเมื่อเพียงแต่นายทัพออกคำสั่ง ก็ไม่เอาด้วยกับฝ่ายบริหารของแซ็งต์ปิแยร์ การเผชิญหน้าดังกล่าวร่ำ ๆ จะเป็นเหตุให้

กิโยตีนตกพุ่มหม้ายขันหมาก กลายเป็นเจ้าสาวที่ไม่ได้เข้าหอ หากต้องทอดสมอเท้งเต้ง ณ บริเวณปากอ่าวเรื่อยไปเช่นนั้น แต่แล้วก็เป็นออกุสต์นั่นเองซึ่งรับอาสาชักลากเรือเล็กออกไปขนถ่ายอุปกรณ์ที่จะมามอบความตายแก่เขา ชาวบ้านชาวเกาะเห็นดังนั้นก็อ่อนใจ ได้แต่เกณฑ์บรรดาคนหนุ่มเรี่ยวแรงแข็งขันออกไปช่วยออกุสต์ เงินตอบแทนจากทางการที่ได้มาก็แทบไม่มีค่าอันใด

แต่การประหารก็ยังมีอีกหนึ่งอุปสรรคดักรออยู่ ด้วยเหตุที่กัปตันเรือเดินสมุทรจากแคริบเบียนเป็นคนถือโชคลางอย่างฝังหัว จึงไม่ยอมให้เพชฌฆาตซึ่งควรจะมาพร้อมกับกิโยตีน เหยียบย่างขึ้นเรือ ดังนั้นก็กลายเป็นเรื่องสร้างความปวดเศียรอีกระลอกแก่ฝ่ายบริหารของแซ็งต์ปิแยร์ อีกครั้งที่พวกเขาใช้เงินเข้าแก้ปัญหา คราวนี้ตั้งค่าเหนื่อยและสวัสดิการแก่ใครก็ตามที่ใจถึงพอจะมารับหน้าที่ประหารออกุสต์ และผู้ที่ก้าวเข้ามาคุมกิโยตีนในการดังกล่าวเป็นช่างประกอบเครื่องกิโยตีนที่เดินทางมากับเรือนั่นเอง ฝ่ายบริหารต้องใช้ความพยายามทั้งขู่ทั้งปลอบ ตะล่อมกล่อมต้อนอยู่นานสองนานกว่าที่ชายพ่อลูกอ่อนผู้ไม่มีหัวนอนปลายเท้าและคุณสมบัติในการทำหน้าที่เพชฌฆาตแม้แต่น้อยคนนี้จะตกลงปลงใจรับงาน

ในที่สุดการประหารก็ลุล่วงเสร็จสมตามความประสงค์ของฝ่ายบริหารและตุลาการของแซ็งต์ปิแยร์ ออกุสต์จากโลกนี้ไป ในเวลาที่ไล่เรี่ยกับผู้บัญชาการพร้อมภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากต้องย้ายครัวไปจากเกาะแห่งนี้ ทั้งสองเดินทางกลับฝรั่งเศสหลังจากรัฐบาลกลางมีคำสั่งโยกย้ายและหมายเรียกให้เข้ารับการสอบสวนทางวินัยและไต่สวนโดยศาลทหารตามลำดับ ต่อมาไม่นาน อดีต ผบ.กองทหารแห่งเกาะแซ็งต์ปิแยร์ก็ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า

ตามฉากประวัติศาสตร์ที่เป็นไป มลทินในชีวิตชายชาติทหารของผู้บัญชาการ ฯ ซึ่งมีเหตุมาจากการเมือง ก็ได้รับ การชำระโดยเหตุพลิกผันทางการเมืองในฝรั่งเศสนั่นเอง กล่าวคือ รัฐาธิปัตย์แห่งสาธารณรัฐที่ 2 ผู้หยิบยื่นความตายให้แก่ ผบ. เพราะคล้อยตามคำกล่าวหาของชนชั้นนำของเกาะแซ็งต์ปิแยร์ สามารถปกครองฝรั่งเศสอยู่ได้ไม่นาน ต่อมาก็ถูกล้มล้างโดย หลุยส์ นาโปเลียน ถือเป็นการปิดฉากระบอบสาธารณรัฐครั้งที่สอง และฝรั่งเศสก็หวนคืนสู่ระบอบการปกครองแบบจักรวรรดิโดยมีกษัตริย์เป็นใหญ่อีกคำรบ

widow-9The Widow of Saint Pierre (La Veuve de Saint-Pierre) เป็นงานในค.ศ.2000 ของ ปาทริซ เลอก็องต์(Patrice Leconte)ผู้กำกับฝรั่งเศส ผลงานเรื่องก่อน ๆ ของเลอก็องต์ ไม่ว่าจะเป็น Monsieure Hire(1990) เรื่อยมาจนถึง The Girl on the Bridge(1999) ล้วนมีสถานภาพกึ่งดิบกึ่งดีในสายตานักวิจารณ์ กระทั่งมาถึงความลงตัวใน The Widow กับเรื่องราวอันแสนกินใจและตราตรึงในห้วงความรู้สึกผู้คนจากค.ศ.1850 ฐานภาพการเป็นผู้กำกับฝรั่งเศสร่วมสมัยของเลอก็องต์ก็หนักแน่นมั่นคงขึ้นทันตาเห็น

ผลงานเรื่องนี้ของเลอก็องต์มีลักษณะมนุษยนิยมเข้มข้นเป็นอันมาก กอรปกับลีลาการเล่าที่สร้างความอึมครึมและไหวหวั่นแก่คนดูอยู่ไม่คลาย เป็นผลให้ The Widow จวนเจียนจะสื่อสารไม่ได้กับคนดูแห่งสมัยวัฒนธรรมทุนนิยมจัดจ้าน นพมาศ แววหงส์ อาจารย์แห่งภาควิชาภาษาตะวันตก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผู้เป็นแม่งานในการจัดฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ที่คณะอักษร ฯ จุฬา ฯ โดยความร่วมมือของสมาคมฝรั่งเศสเมื่อปลายเดือน มกราคม 2545 ให้นิยามแก่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดใน The Widow ว่า เป็นเรื่องของการแข่งขันกันทำความดีระหว่าง มาดามลา กับ ผู้บัญชาการกองทหารแห่งแซ็งต์ปิแยร์ โดยมีชีวิตของนีล ออกุสต์เป็นเดิมพัน

“แข่งขันกันทำความดี” คตินี้ยังยังจะมีอยู่ในห้วงคำนึงของคนยุคบริโภคนิยมดกดื่นอยู่อีกหรือ ในเมื่อทุกวันนี้ทุกชีวิตบนโลกต่างเต้นเร่าไปตามจังหวะค่านิยมมือใครยาวสาวได้สาวเอา อย่างไรก็ตาม หากมองในอีกมุม ก็ด้วยเหตุที่น้ำใจได้แห้งเหือดจากโลกนี้ไปเป็นอันมากแล้วนั่นเอง เรื่องราวของคนสูงศักดิ์ การงานมั่นคง และมีสถานะทางสังคมระดับแถวหน้า ทว่ามีหัวใจยิ่งใหญ่และบูชาความดีเหนือพันธะทั้งปวง โน้มตัวลงมาถ่ายทอดความรัก ความปรารถนาดีแก่คนต้อยต่ำ ซึ่งออกจะอยู่พ้นจากความเป็นไปได้ในโลกยุคปัจจุบัน จึงมีพลังหลอมละลาย หัวใจด้านกระด้างได้มากเป็นพิเศษ และผู้คนร่วมสมัยในส่วนลึกก็ใคร่จะดื่มด่ำสัมผัสกับเรื่องทำนองนี้

widow-4

เหตุที่หนังสามารถตรึงคนดูให้จดจ่อติดตามโดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดคติประเภทจูงคนเข้าวัด หรือ เลี่ยนที่หนังเสนอประพฤติกรรมของคนจำพวกยึดถืออุดมคติต่างลมหายใจ และความรักแบบพลาโตนิค ประการแรกมาจากผู้กำกับเลอก็องต์เพิกเฉยในการระบุที่มาที่ไปของความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นซึ่งหยั่งรากอย่างรวดเร็วระหว่างมาดามลา กับ ออกุสต์ ประการที่สองมีความเชื่อมโยงกับสาเหตุประการแรก กล่าวคือ หนังเล่นกับคนดูซึ่งคุ้นเคยกับขนบการเล่าดั้งเดิม ทั้งนี้โดยเหตุที่หนังทั่วไป หากไม่ปูพื้น-ขันเกลียวความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครในเบื้องต้น ตอนท้ายย่อมมักคายปมปริศนาบางอย่างที่ชักนำตัวละครมาผูกพันกันได้รวดเร็วลึกซึ้งผิดปกติ แต่ The Widow กลับผ่าพัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละครไปบนทางแพร่งแห่งความรู้สึกไม่แน่ใจแกมระแวดระวังของคนดู และตอนท้ายก็ไม่ได้มีส่วนเฉลยถึงความลับหนึ่งใดที่เกิดขึ้นต้นเรื่องแต่อำพรางไว้ หรือ ภารกิจทางประวัติศาสตร์อันเป็นพลังเหนี่ยวนำคนสองคนโคจรมาพบและคลุกคลีกัน ด้วยเหตุดังนั้น ภารกิจทางจริยธรรมตามที่อาจารย์แห่งภาควิชาภาษาตะวันตกผู้นั้นจำกัดความไว้ จึงเป็นแก่นแกนที่คนดูจำต้องหวนไปฉวยคว้าเป็นหลักยึด ตามที่หนังขยักขยอกป้อนปมนี้แก่คนดู(อย่างสงวนท่าทีเต็มกำลัง)มานับแต่แรก

widow-3ประการที่สาม เลอก็องต์หยิบยืมท่าไม้ตายของอัลเฟรด ฮิทช์ค็อก มาใช้ ด้วยการล่อลวงคนดูมาร่วมรู้เห็นเป็นใจกับตัวละครในการลุแก่พฤติกรรมผิดบาป โดยที่หนังถ่ายทอดความสัมพันธ์มาดามลา-ออกุสต์ให้มีน้ำหนักถ่ายโอนไปมาอยู่บนคานเลี้ยงตัวระหว่างนาย – บ่าว กับ ผู้หญิง-ผู้ชาย และบางครั้งก็หมิ่นเหม่ไปในทางชู้สาว ปฏิกิริยาที่เกิดแก่คนดูเมื่อได้เห็นความใส่ใจเอื้ออาทรต่อกันของคนสองคนซึ่งต่างกันราวฟ้าดินย่อมอดไม่ได้ที่จะใจอ่อนและคงยอมเอาหูไปนาเอาตาไปไร่(จนถึงขั้นอิ่มเอมใจอยู่ลึก ๆ) หากมาดามลา กับ ออกุสต์จะเผลอไผลถลำตัวสู่ห้วงราคะ เจตนาของเลอก็องต์ฉายแววชัดลึกในการลำดับภาพจากฉากมาดามลาสอนออกุสต์อ่านหนังสือกันสองต่อสอง กล้องไล่จับภาพนิ้วคนทั้งสองไล่เรียงเคียงกันไปตามบรรทัดบนหน้าหนังสือแทรกระบายซ้อนด้วยภาพใบหน้ามาดามลา สลับด้วยออกุสต์ ซึ่งต่างเอิบอาบด้วยความสุขความรื่นรมย์ ในบรรยากาศแสนอบอุ่น มีแสงสีอำพันสลัวล้อมร่างทั้งคู่ไว้ จากนั้นตัดภาพแบบสายฟ้าแล่บไปที่ชายหญิงคู่หนึ่งเปลือยกายกอดคลุกกันอยู่บนเตียง เนื่องเพราะเป็นภาพระยะกลางจึงดูไม่ออกว่าใครคือผู้ชายที่นาบร่างอยู่กับมาดามลา(โดยเหตุที่มาดามลาเป็นผู้หญิงที่หนังใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนเรื่องราวโดยตลอด จึงอนุมานได้ในทันทีว่าผู้หญิงที่ล่อนจ้อนอยู่ย่อมเป็นเธอในแว่บแรก) ครั้นเมื่อตัดภาพใกล้เข้าไปจึงค่อยเห็นชัดว่าผู้ชายคนนั้นคือ ผู้บัญชาการกองกำลังแซ็งต์ปิแยร์ สามีของเธอเอง

การพาดโยงสองเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าด้วยกันโดยผลลัพธ์รวมแล้วเป็นการขับเน้นและเปรียบเทียบภาพความรักในสองรูปแบบที่เร้าอารมณ์คนดูขึ้นไปอีกระดับ และสร้างความโล่งอกแก่คนดูเมื่อจบซีเคว้นซ์ แต่ลึกลงไปคนดูคงอดเสียวปลาบไม่ได้ว่า widow-2ถ้าชายคนนั้นไม่ใช่ ผบ. แต่เป็นออกุสต์ขึ้นมา เราควรจะระงับความยินดีมิให้แพร่งพรายจนออกนอกหน้าแม้ต้องสำรวมกายใจอย่างสุดแรงเกิด หรือว่าจะโหมความชิงชังรังเกียจให้สาสมแก่หิริโอตตัปปะของทั้งสองที่พังทลายลง แม้จะด้วยความอิดออดขอไปทีเป็นอย่างยิ่ง อย่างไหนถึงจะดีกว่ากัน ความเป็นจริงก็คือ มาดามลากับออกุสต์มีชีวิตและติดสอยห้อยตามกัน(จะว่าไปประหนึ่งเป็นสามีภรรยากันกลาย ๆ ) และทำกิจกรรมร่วมกันนานาประการ เว้นเพียงอย่างเดียว คือ การร่วมประเวณี

เมื่อพิจารณาโครงสร้างการจัดวางบุคลิกตัวละครหลักทั้งสามอันได้แก่มาดามลา ผู้บัญชาการ และนีล ออกุสต์ จะพบความแตกต่างอย่างชัดเจน สองรายแรกนั้นมีลักษณะเป็นอุตมบุคลาธิษฐาน เพราะเปี่ยมด้วยความอดทนกลั้น พอ ๆ กับความกล้าหาญทางจริยธรรม กล่าวให้ถึงที่สุดหนังจัดวางภรรยา-สามีคู่นี้ให้เป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐที่ยากจะหาได้ในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บัญชาการ ซึ่งนอกจากจะทรนงองอาจสมชายชาติทหารแล้วยังสุขุมเยือกเย็นเหนือคนธรรมดา ด้านมาดามลาเธอเป็นรองสามีในแง่นี้ เพราะมีคะแนนติดลบจากที่ครั้งหนึ่งเธอลุแก่โมหะจริต และออกอุบายพร้อมทั้งจัดหาเสบียงกรังเสร็จสรรพ เท่านั้นไม่พอ อุตส่าห์ผลักเรือเข้าร่องน้ำลึกด้วยตัวเองเพื่อเคี่ยวเข็นออกุสต์ให้หลบหนีจากแซ็งต์ปิแอร์ไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราว แต่ออกุสต์ก็ไปไม่ไกล ท้ายที่สุดแห่งปฏิบัติการเขาบ่ายหัวเรือกลับเข้าฝั่งแซ็งต์ปิแยร์และมอบตัวกับ ผบ. ใช่เพราะไม่มีปัญญาจะหนี แต่เพราะชายรูปชั่วผู้นี้พอจะคิดเป็นอยู่บ้างว่านายหญิงและนายใหญ่ผู้มีบุญคุณจะประสบเคราะห์กรรมสถานใด หากตนหลบหนีไปจริง ๆ ด้าน ผบ.เมื่อเห็นความดีงอกงามอยู่ในออกุสต์ขนาดนั้นจึงไม่ปริปากตำหนิการพลั้งเผลอเพราะอารมณ์ชั่ววูบของฝ่ายภรรยา

ออกุสต์เป็นตัวละครที่มีลักษณะปุถุชนขนานแท้ เลว เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เคี่ยวกรำให้กร้าวหยาบ และ พร้อมจะเป็นคนดีหากมีโอกาสได้รับการขัดเกลา ชี้ทาง ความเป็นคนที่ยังพร้อมจะผิดพลาดได้เสมอ เช่นเดียวกับการตกเป็นทาสอารมณ์รักโลภโกรธหลง ปรากฏตามรายทางชีวิตช่วงสั้น ๆ ของออกุสต์ ณ เกาะแห่งนี้ เพราะนอกจากจะพลั้งมือฆ่าคนเพราะความเมาแล้ว แม้ในโมงยามที่ความตายมาเยือนได้ทุกขณะ ออกุสต์ยังไม่วายไปลอบมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับหญิงหม้ายชาวเกาะคนหนึ่งที่มาดามลาพาเขาไปซ่อมแซมบ้านให้ เมื่อเธอคนนี้ตั้งท้อง ก็เป็นมาดามลาอีกนั่นเองที่รับหน้าสื่อเป็นเถ้าแก่ให้หม้ายสาวกับนักโทษประหารได้สมรักต่อเบื้องพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้า

widow-7

The Widow ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย ส่วนใหญ่คอยทำหน้าที่ลูกคู่ให้ปมหลักในการหยามหยันสถาบันตุลาการและการลงทัณฑ์ อาทิ เช่น กลุ่มผู้บริหารและตุลาการของเกาะที่ขลาดเขลาเกินกว่าจะเฟ้นหาบุคคลที่จะทำหน้าที่เพชฌฆาตจากในหมู่พวกตนทั้งที่มีความชอบธรรมเต็มที่ แต่กลับไปใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างคนไร้หัวนอนปลายเท้ามาทำหน้าที่แทน หนักข้อกว่านั้น ตัวละครดังกล่าวมีสภาพร่างกายซูบซีดอมโรคไม่ผิดกับศพเดินได้ สภาพของเขาคล้ายเป็นภาพสะท้อนถึงอุปนิสัยแห่งเครื่องมือที่เขามีความชำนาญในการประกอบ คือ กิโยตินว่ามีคุณสมบัติในการดูดกลืนชีวิตใครก็ตามที่เฉียดกรายเข้าใกล้

และส่วนที่หนังยืมมือเป็นอาวุธพุ่งเข้าโจมตีสถาบันการลงทัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าเป้ามากที่สุดก็คือ ท่าทีของหนังต่อกิโยตีน และ การสร้างความบาดหมางเสียดล้อระหว่างความหมายนัยตรงและนัยประหวัดของคำว่า “แม่หม้าย” ซึ่งโดยนัยตรง หมายถึง ผู้หญิงที่เคยมีผัว แต่เงื่อนไขหลายอย่างทำให้เธอต้องอยู่ลำพัง และ โดยนัยประหวัดแม่หม้ายคือ ชื่อในภาษาตลาดสดของกิโยตีน

การพัฒนาบทบาทของกิโยตีนทะยานสู่จุดสุดยอดในช่วงคริสตทศวรรษ 1790 ( 6 ทศวรรษ ก่อนที่เรื่องราวใน The Widow จะเกิดขึ้น) เนื่องจากความร้อนแรงของอุดมการณ์ปฏิวัติ และการพยายามสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ การช่วงชิงอำนาจการนำและอำนาจทางการเมือง ความไม่พอใจในตัวบุคคล ระบบการขูดรีด การปราบปรามกลุ่มปฏิวัติและพวกต่อต้านสาธารณรัฐ การต่อสู้ระหว่างฝ่ายขวาซึ่งนิยมระบบกษัตริย์ กับ ฝ่ายซ้ายซึ่งนิยมสาธารณรัฐ โดยมีผู้นำกลุ่มจิร็องแดง และส่วนหนึ่งของพวกจาโคแบงสนับสนุน และฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงที่มีรอแบสปิแยร์เป็นหัวหอก สภาพกลียุคดังกล่าวกิโยตีนจึงกลายเป็นเครื่องมือกวาดล้างปรปักษ์ทางการเมืองที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ และเป็นที่มาของ ยุคแห่งความสยดสยอง (La Terreur) อันเป็นชื่อยุคที่นักประวัติศาสตร์ขนานนามให้แก่ห้วงเวลาดังกล่าวของฝรั่งเศสเป็นการเฉพาะ ด้วยระยะเวลาเพียงในไตรมาสสุดท้ายของค.ศ.1793 ก็มีผู้ต้องหาถูกสั่งประหารจำนวนทั้งสิ้น 177 คน กิโยตีนดื่มเลือดได้ไม่รู้จักอิ่มในช่วงเวลานั้น โดยมีสิ่งที่เรียกเหมารวมได้ว่า ความไม่ลงรอยทางการเมือง คอยรับหน้าที่นายหน้าจัดหาเหยื่อป้อน

ภาพพจน์ของกิโยตีนในความเข้าใจโดยทั่วไปมักหมายถึง เครื่องประหารชั้นสูง ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ในความเป็นจริงมันสามารถใช้งานได้กับตั้งแต่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองระดับปลายแถวไปจนคนชนชั้นกษัตริย์ พระเจ้าหลุยส์ ที่ 16 พระเศียรหลุดจากพระวรกายก็ด้วยเครื่องมือชนิดนี้เช่นเดียวกับ พระนางมารีอังตัวเน็ตต์ ผู้เป็นราชินีซึ่งก็วายสิ้นพระทัยอย่างไว้พระองค์ ณ แท่นประหารที่มีกิโยตีนเป็นประธาน และแท้ที่จริงขอบเขตการทำงานของกิโยตีนก็ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เฉพาะปลิดชีพนักโทษการเมือง นักโทษคดีทั่วไปก็มีสิทธิที่จะสัมผัสความเสียวแสยงต้นคอซึ่งมาพร้อมทูตมรณะโดยคมมีดของมันเช่นเดียวกัน ดังจะในกรณีของออกุสต์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามด้วยภารกิจหลัก ๆ และโดดเด่นที่กิโยตีนได้รับมอบหมายมักเกี่ยวข้องกับ การเมือง และ ปัญญาชน คนชั้นสูง ทำให้คุณค่าเชิงวัฒนธรรมที่แฝงอยู่ในตัวกิโยตีนนั้น คือ การเป็นเครื่องประหารชั้นสูง และเป็นประดิษฐกรรมอันเป็นตัวแทนภูมิปัญญาทางทัณฑกรรม มีอาญาสิทธิ์น่าครั่นคร้ามเปล่งออกมาจากตัวมันเสมอ

ทว่าท่าทีของ ของ The Widow ต่อกิโยตีนในเรื่องกลับผิดแผกไปจากการสนองตอบวาทกรรมซึ่งผูกผนวกอยู่กับเครื่องประหารชนิดนี้อย่างที่ควรจะเป็นชนิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ กิโยตีนมีบทบาทใน The Widow นับแต่ต้นเรื่อง แม้จะไม่มีภาพให้เห็น แต่อิทธิพลของมันปรากฏในรูปการถูกกล่าวขานถึงทั้งจากชาวบ้าน ทั้งในวงสนทนาหลังอาหารของชนชั้นนำของเกาะ เรื่อยไปจนถึงการหารือนอกรอบ-ในรอบ การประชุมทั้งลับ-ไม่ลับของฝ่ายบริหารและตุลาการของแซ็งต์ปิแยร์ นอกจากนั้น เลอก็องต์ยังแทรกภาพเรือบรรทุกสินค้าท่ามกลางคลื่นลมในแอตแลนติกเพื่อแสดงการเดินทางของกิโยตีนอยู่เป็นระยะ

นับแต่แรกที่เดินทางมาถึงแซงต์ปิแยร์ ความศักดิ์สิทธิของกิโยตีนกลับถูกบดบังรัศมีโดยความดีงามของออกุสต์และมาดามลาที่เปล่งwidow-6ประกายเจิดจ้าไปทั่วเกาะแห่งนั้นเสียแล้ว ร้ายกว่านั้น เมื่อกิโยตินถูกประกอบเป็นรูปเป็นร่างเสร็จสมบูรณ์ กลับไม่มีสักครั้งที่หนังจะจับภาพระยะใกล้เพื่อถ่ายทอดความขรึมขลังน่าเกรงขามของมันอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ตรงกันข้ามกิโยตีนกลับมักถูกประกบด้วยชายวัยกลางคนใบหน้าซีดเซียวจะตายแหล่มิตายแหล่ซึ่งจะมาทำหน้าที่เพชฌฆาต คล้ายกับบอกใบ้ว่ากิโยตีนนั้นเป็นเครื่องมือคร่ำครึล้าหลังและสมควรจะหมดไปจากโลกนี้เฉกเช่นชายอมโรคผู้ประกอบมันขึ้นมา

ไม่ว่าจะเคยบุญหนักศักดิ์ใหญ่มาจากประวัติศาสตร์หน้าไหนแต่เมื่อเจอเลอก็องต์และหนังของเขา กิโยตีนก็ถูกลดทอนทั้งศักดิ์ศรีและราศีลงจนต่ำต้อยด้อยค่ากว่าความดีงามที่อยู่ภายในจิตใจคน ที่แย่ที่สุดเครื่องประหารชนิดนี้กลายเป็นภาระต้นทุนที่สังคมต้องแบกรับหากรักจะมีการยุติธรรมที่เป็นมาตรฐาน เพราะในบั้นปลายการมีอยู่ของกิโยตีนในแซ็งต์ปิแยร์ก็ต้องแลกมาด้วยการที่ผู้หญิงสองคนต้องเปลี่ยนสถานะจากภรรยาผู้เป็นที่รักยิ่ง สู่การเป็นแม่หม้ายพร้อม ๆ กันถึงสองคน

นอกจากนี้หนังยังดับเครื่องชนกิโยตีนของแท้ ด้วยกิโยตีนนัยประหวัด โดยที่หนังให้ข้อมูลว่าบนเกาะแซ็งต์ปิแยร์นี้มีแม่หม้ายทั้งสาวและไม่สาวอยู่มากมาย อาจเพราะเป็นเกาะที่มีการประมงเป็นอาชีพหลัก ชายตังเกหลายคนอาจออกทะเลไปแล้วไม่ได้กลับมาอีก เมียก็ตกพุ่มหม้ายโดยปริยาย ครั้งหนึ่งมีบทสนทนาย้อนเกล็ด(โดยหนังวางสองเหตุการณ์ไว้ใกล้ ๆ กัน)ระหว่างตุลาการศาลที่เป็นทุกข์เป็นร้อนกับการที่แซงต์ปิแยร์ไม่มี “แม่หม้าย” ซึ่งหมายถึงกิโยตีนนัยประหวัด ขณะที่หม้ายสาวชาวเกาะเจ้าของบ้านที่มาดามลาพาออกุสต์ไปซ่อมบ้านให้ เปรยแซวออกุสต์ขึ้นมาทีเล่นทีจริงว่า เกาะนี้มีสาวหม้าย(ซึ่งหมายถึง ผู้หญิงที่ผัวตายหรือ เคยมีผัวมาก่อน-นัยตรง)เต็มไปหมด

อาณาบริเวณที่หนังเข็นแม่หม้ายตัวจริงมาดับเครื่องชนแม่หม้ายนัยประหวัดอย่างจัง คือ ปมรองว่าด้วยการตั้งท้องของหม้ายสาวที่ออกุสต์มีใจไปสู่สมด้วย ความหมายที่แนบอิงอยู่กับการตั้งครรภ์ของแม่หม้ายของจริงคือ การผลิต ขณะที่การประหารอันเป็นสันดานของแม่หม้ายนัยประหวัด(กิโยตีน) คือ การทำลาย เท่ากับหนังเสี้ยมเหลาสองคุณค่าที่ตรึงติดอยู่ในกิจกรรมซึ่งให้ผลตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงของสองสิ่งที่มีชื่อเดียวกัน เดินหน้าเข้าประสานงากันด้วยเจตนาร้ายลึก

คมคิดสุดท้ายที่บทหนัง The Widow ปล่อยแล่นฉิวลงมาบั่นคอกิโยตีน ก็คือ คำบอกเล่าของมาดามลา เกี่ยวกับการประหารออกุสต์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ตอนหนึ่งเธอทวนความทรงจำว่า เจ้าหน้าที่และเพชฌฆาตต้องเอาขวานมาสับลงไปที่คอของออกุสต์ด้วยซ้ำกว่าจะกุดหัวเขาได้สำเร็จ เพราะใบมีดกิโยตีนไม่อาจเด็ดหัวออกจากร่างเขาได้ในคมเดียว ถ้อยรำพึงจากหัวใจมาดามลาสะท้อนทัศนคติด้านลบของหนังต่อสถาบันการลงทัณฑ์และกลายเป็นคลื่นความคำนึงที่เขย่าคลอนความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งติดตัวกิโยตีนอยู่จนไม่เป็นองค์ เพราะไม่ว่าจะก่อกำเนิดมาด้วยภูมิปัญญา และ ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวงราชทัณฑ์ชั้นสูงเพียงใดมาก่อน แต่ท้ายที่สุดคมของมันก็ไม่อาจเอาชนะหรือแบ่งแยกเลือดเนื้อที่ชุ่มโชกอิ่มเต็มด้วยความดีงามที่มาดามลา-ผู้บัญชาการ ช่วยกันหว่านเพาะปลูกฝังให้แก่ออกุสต์ได้ มิหนำซ้ำ ยังต้องไปพึ่งพาบริการ ขวาน อาวุธที่มีดีกรีความโบราณติดอันดับต้น ๆ ของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และผ่านการคิดค้นลองผิดลองถูกขึ้นมาด้วยแรงจูงใจของมนุษย์รุ่นดึกดำบรรพ์ที่มุ่งในเชิงทำลายล้างและเอาชีวิตรอดโดยปราศจากสัญญาประชมคม ขวานจึงเป็นสัญลักษณ์แทนภูมิปัญญาด้านอาวุธที่ผ่านการยกระดับและพัฒนาที่ต่ำและน้อยที่สุด ซึ่งก็คือ มีความป่าเถื่อนที่มากที่สุดนั่นเอง

widow-5

ในวันสุดท้ายที่ศีรษะและร่างกายออกุสต์ยังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หากนำมาตรชั่งตวงแบบง่าย ๆ ในสายตาชาวบ้านมาหาดุลยภาพหักล้างระหว่าง ความชั่วที่กระทำไว้ กับ ความดีที่พยายามทำชดใช้ สังคมแห่งแซ็งต์ปิแยร์กลับเป็นฝ่ายได้กำไรจากออกุสต์ด้วยซ้ำ ตามค่าน้ำหนักที่ชายผู้ตกเป็นเหยื่อฆาตกรรมก็หาได้เป็นผู้มีคุณูปการต่อสังคมแห่งนี้อย่างมากมายเสียเมื่อไหร่ แต่ออกุสต์ต่างหากที่อุทิศตัวเป็นประโยชน์ต่อชุมชนแซ็งต์ปิแยร์ ควรกล่าวด้วยว่า ออกุสต์ยังมอบหนึ่งชีวิตใหม่อันบริสุทธิ์(ลูกที่เกิดจากหม้ายสาวที่เขาแต่งงานด้วย) มาทดแทนหนึ่งชีวิตของสมาชิกชุมชนที่สูญสิ้นเพราะความไม่ได้ตั้งใจของเขา

เหมือนหนังจะตั้งคำถามให้กระเทือนซางสถาบันการลงทัณฑ์ที่หยาบกระด้างและวางตนประหนึ่งเพชรยอดมงกุฎของกระบวนการยุติธรรมว่าจะทรงเกียรติภูมิและความศักดิ์สิทธิ์ไว้ภายใต้หน้ากากแห่งหลักนิติธรรมต่อไปได้หรืออย่างไร เมื่อยอมด้านหน้า ไปสมคบและยืมมือความป่าเถื่อนมา”กำจัด/ตัดขาด”สิ่งที่กลไกยุติธรรมตีค่าเป็น “เนื้อร้าย – ส่วนที่ไม่พึงปรารถนา” ทั้งที่ขัดกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในสังคม

จบ

แหล่งข้อมูล

A. O. Scott, http://www.nytimes.com/library/film/archivemain.html, March 2, 2001

จรัญ ดิษฐาอภิชัย(เรียงเรียง), ประวัติศาสตร์พรรณนาโวหารฉบับพิสดาร การปฏิวัติฝรั่งเศส จากวันสถาปนาสาธารณ-รัฐ สู่ยุคสยดสยอง 1792 – 1793. (กรุงเทพ ฯ: ผู้จัดการ, 2538)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: