enyxynematryx

รักไอศกรีม ก็ต้องรักเจ้ามือไอศกรีมด้วย

leave a comment »

ระงมเสียงตัดพ้อของหนุ่มสาวนักศึกษาขณะตัวหนังสือปิดท้ายหนังแล่นผ่านจอฉาย เผ่นกระจายไปเหลือเพียงความเงียบและหลายคนหรุบตาลงต่ำ เมื่ออาจารย์หนุ่มพ่องานจัดฉายเปิดไฟในห้องสว่างจ้าขึ้นมา หลัง Christmas in August จบลง

อาจารย์หนุ่มผู้เป็นทั้งโต้โผนำการเสวนา ทั้งเป็นวิทยากรเสร็จสรรพในตัว สอบถามความเห็นของคนดูประมาณ 20 คนถึงฉากเศร้าที่สุดใน Christmas in August ผลสรุปได้ความว่า ด้วยเหตุที่ผู้กำกับมีเจตนาคลึงขยี้ขั้วหัวใจคนดูชนิดปูพรมไปทุกกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นในตัวหนังจึงมีฉากชวนใจแป้วเหลือเฟือและหลากหลาย ทั้งนี้ใจคนดูแต่ละคนจะออกอาการ แป้วมากแป้วน้อย กับแต่ละฉากหนักเบาแตกต่างกันออกไป ขึ้นกับ “โครงการหัวใจที่ยังไม่แล้วเสร็จ(หรือพังพาบไปแล้ว)” ของแต่ละคน นักศึกษาสาวบางคนชื่นชมฉากพระเอกดอดเขาไปนอนเคียงข้างผู้เป็นพ่อตอนในคืนฝนตกไหลลงที่หน้าต่าง เพราะเป็นฉากที่กลั่นกรองความอาลัยอาวรณ์จากลูกสู่พ่อและสู่ภาพได้ทุกหยาดหยด ส่วนใครที่เคยมีรักและต้องพลัดพรากจากคนรักย่อมใจแทบขาดรอนไปกับฉากพระเอกลูบไล้กระจกในร้านกาแฟริมทาง และสำหรับลูกผู้ชายผู้มีชีวิต “เพื่อเพื่อน..น้อยกว่านี้ได้อย่างไร” ย่อมจะตบเข่าฉาดใหญ่กับฉากพระเอกคุยกับเพื่อนไป ยืนฉี่ไป โดยมีเสียงน้ำปัสสาวะไหลกระทบพื้นดังจ๊อก ๆ คลอประกอบ ก่อนความเมาจะมอมพระเอกให้หลั่งสารภาพความ”หวั่นใจ”ต่อความตายให้เพื่อนฟัง

หนังมีฉากหนึ่งที่อาจไม่เร้าความรู้สึกใดถั่งท้นขึ้นมาเป็นพิเศษ แต่เป็นฉากที่เต็มไปด้วยการชุมนุมของสัญลักษณ์แทนความรักและภาวะหลังความตาย ซึ่งเมื่อนำสองคำนี้ รวมถึงสัญลักษณ์อันเกี่ยวเนื่องมาผูกผนวกเข้าด้วยกัน ก็จะเกิดเป็น สนามมโนทัศน์ว่าด้วยความรักหลังความตายอันหนักแน่นลุ่มลึกที่สุดสนามหนึ่งของหนัง ฉากที่ว่านี้ เป็นเหตุการณ์สืบเนื่องหลังจากพระเอก-นางเอก ไปนั่งรถไฟเหาะตีลังกาในสวนสนุกด้วยกัน

ดูเผิน ๆ เหตุการณ์นี้ไม่เห็นมีอะไรสะดุดตาสะดุดใจ ก็แค่ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่ง นั่งทานไอศกรีมด้วยกันในบ่ายแสงแดดอุ่น แต่ภายใต้ความธรรมดา ฉากนี้เริ่มทอดทอความหมายของเหตุการณ์นับตั้งแต่ชื่อของสวนสนุกที่คนทั้งสองไปเที่ยว นั่นคือ Soul Land

พอลงจากรถไฟเหาะ หญิงสาวก็ละชายหนุ่มไว้ตรงม้านั่ง ส่วนเธอเองหายไปครู่หนึ่งก่อนกลับมาพร้อมไอศกรีม 2 กรวย และสไปรท์ 1 กระป๋อง นางเอกของเราเจ้าเล่ห์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้จะดูเงอะงะไปบ้างกับท่าทางยื่นกรวยไอครีมให้ชายหนุ่ม แต่เมื่อเขายื่นมือรับ นั่นก็เป็นโอกาสให้เธอหย่อนก้นลงบนม้านั่งในตำแหน่งที่ชิดใกล้คนรับมากกว่าตอนยืน และฉวยโอกาสโน้มกายเข้าไปใกล้อีกนิดตอนเธอยื่นกระป๋องสไปรท์ให้เขาหลังจากบรรจงใช้กระดาษทิชชู่เช็ดทำความสะอาดปากกระป๋องอยู่เป็นนานสองนาน แถมออกจะขลุกขลักค่าที่มือหนึ่งก็ถือไอศกรีมของตัวเองและใช้แขนข้างเดียวกันหนีบกระป๋องน้ำอัดลมไว้กับสีข้าง ส่วนมือข้างที่เหลือก็งก ๆ เงิ่น ๆ ขัดถูปากกระป๋องไป

ก่อนหน้านั้น หนังย้ำมานานถึง ความละโมบโอกาส ที่จะได้ใกล้ชิดผู้ชายคนนี้ของนางเอก ครั้งหนึ่งเขาซื้อส้มมาเพียงสองใบ สำหรับเขาและเธอคนละใบ พอเห็นอย่างนั้น นางเอกจอมตะกละ(แต่หุ่นดีอย่างไม่น่าเชื่อ)ก็เดินแน่วไปซื้อส้มจากร้านผลไม้มาเพิ่มอีก คงเล็งผลเลิศในการจะยืดเวลาได้อยู่กินส้มกับเขาออกไปนาน ๆ ในการย้ำเน้นพฤติกรรม “เผื่อเหลือเผื่อขาด” ของนางเอก คนดูยังจะได้สัมผัสถึงความละเมียด อ่อนโยนหาใดปานจากพฤติกรรมการรับประทาน(ที่จริงต้องเรียกว่า เขมือบ)ไอศกรีมของนางเอก

ครั้งหนึ่งเธอหอบไอศกรีมถังขนาดน้อง ๆ กะละมังมาชวนพระเอกกระหนุงกระหนิงด้วยกิจกรรมการผลัดกันขูด ผลัดกันตักเนื้อไอศกรีมไปพร้อมกับการบอกเล่าเรื่องราวแต่หนหลังของเธอให้พระเอกรับรู้โดยมีแผ่นผืนไอศกรีมภายในถังเป็นเวทีและฉากหลังรองรับนิทานชีวิตของผู้เล่า คงไม่มีหนังเรื่องไหนอีกแล้วที่จะใช้ประโยชน์จากไอศกรีมและภาชนะบรรจุได้ทั่วทุกซอกหลืบขนาดนี้

ย้อนกลับมาที่เหตุการณ์ในสวนสนุก หากสังเกตฉากนี้ให้ถี่ถ้วนสักหน่อย เบื้องหลังของภาพขณะพระเอก-นางเอกละเลียดไอศกรีมอยู่บนม้านั่งในสวนสนุก จะมีบ่าว-สาวคู่หนึ่งในชุดวิวาห์ เดินผ่านหลังม้านั่งไป พร้อมด้วยตากล้องคนหนึ่งแบกอุปกรณ์ถ่ายภาพเดินตามหลัง ภาพบ่าวสาวและช่างภาพเดินโฉบหลังม้านั่งที่นางเอก-พระเอกดูดดื่ม(ไอศกรีม)กันอยู่ ณ เบื้องหน้านั้น ส่อนัยหลายเชิงชั้น ทั้งในเชิงสถิตและในเชิงพลวัตรอันเนื่องล้อกับภาพและเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมองทะลุอุบายและความร้ายลึกของผู้กำกับกับการเสียดแทงรักที่ไม่มีวันสุขสมของพระเอก-นางเอก โดยจับ 5 ชีวิต(พระเอก -นางเอก – บ่าว – สาว – ตากล้อง) มาอยู่ร่วมฉากกันในเสี้ยววินาทีหนึ่งนั้น สร้างความรันทดอย่างมาก ภาพบ่าว-สาวนั้นแน่แท้จริงเทียวย่อมเป็นสัญลักษณ์แทนความรักอันสุขสม ประเด็นก็คือ ขณะที่สองคนข้างหลัง อยู่ในห้วงความเอมอิ่มสุขสม แล้วหนุ่มสาวอีก 2 คนในเบื้องหน้าจะได้พานพบความสมหวังในที่สุดหรือไม่ คำตอบ ก็คือ คงมีแต่เพียงในโลกแห่งจิตวิญญาณ(soul land – ชื่อสวนสนุก)เท่านั้นที่คนทั้งสองจะได้สุขสม เนื่องเพราะหนังปูพื้นมาตั้งแต่ต้นว่าพระเอกของเราเป็นโรคร้ายชนิดหนึ่งที่มีเพียงความตายเท่านั้นจะมาปลดปล่อยเขาไปจากมัน หนังฉวยข้อเท็จจริงนี้ตรงเข้าร้อยเสียบความรู้สึกคนดูผ่านเยื่อชั้นสัญลักษณ์ทั้งหลายที่ซ้อนทาบกันอยู่ในภาพเหตุการณ์อย่างไม่รู้ไม่ชี้

อีกปัจจัยที่มากระหน่ำความรวดร้าวแก่ความหมายของภาพขึ้นไปอีกก็คือ ช่างภาพที่สะพายกระเป๋าเครื่องมือถ่ายรูปและขาตั้งกล้อง เดินดุ่มตามหลังคู่บ่าวสาวไป เนื่องจากพระเอกโดยอาชีพแล้วเขาก็เป็น ช่างถ่ายรูป และมีกิจการร้านถ่ายรูปเป็นของตนเอง การที่หนังใส่ภาพ ตากล้องเข้ามาอีกคน ย่อมเป็นเจตนาเพื่อย้ำและเทียบเคียงสถานะภาพและตัวตนอันน่าน้อยใจของคนที่เป็นตากล้อง ตากล้องคนข้างหลังนั้นยังไม่เท่าไหร่ เพราะอย่างน้อยก็ได้ชื่อว่า กำลังทำหน้าที่ช่วยเก็บบันทึกความทรงจำอันหอมหวานให้มีอายุขัยยืนนานตราบเท่าที่คุณภาพกระดาษอัดภาพจะเอื้ออำนวยตามจรรยาวิชาชีพ แต่ช่างภาพผู้กำลังลิ้มรสหอมหวานของไอศกรีมกับผู้หญิงที่รักเขาสุดหัวใจนี่สิ ช่างน่าระกำใจนัก เขาคงไม่อาจเก็บบันทึกความทรงจำลึกซึ้งไว้กับหัวใจได้ยาวนานอย่างที่หวัง แท้ที่จริง ในสายตาของผู้กำกับแล้ว ตากล้อง / ช่างภาพ คือ ตัวแทนของบุคคลที่ไม่อาจครอบครองความรัก อย่างเก่งและอย่างใกล้ชิดที่สุดที่พวกเขาจะได้สัมผัสไอรักอย่างผิวเผิน ก็ในยามทำหน้าที่ช่วยบันทึกความรู้สึกของคนอื่น ๆ

หรือไม่และอาจเป็นทางเลือกอันน่าอภิรมย์กว่าก็คือ การฝันถึง ดังมีฉากหนึ่งในช่วงท้ายคนดูจะเห็นพระเอกลืมตาตื่นขึ้นมาพบหน้าน้องสาวและน้องก็ทักพี่ชายว่าเขาคงจะหลับฝันดี เพราะเห็นนอนยิ้มกริ่ม จากปากคำคนร่วมชายคามาด้วยกันแต่อ้อนแต่ออกคงมีน้ำหนักมากพอจะเชื่อได้ว่าเขาฝันดีเป็นแน่ แต่เนื่องด้วยหนังมิได้แย้มพรายภาพจากห้วงนิทราของเขา เราก็คงได้แต่คาดคะเนว่าหากไม่ใช่มอเตอร์คู่ชีพ กล้องคู่ใจ หรือ ไอศกรีมรสโปรด เขาก็คงฝันถึงความรักอันบังเกิดกับมนุษย์ด้วยกัน แต่จะถึงขั้นยิ้มกริ่มเช่นนั้นได้คงไม่ใช่ฝันถึงพ่อ น้อง หรือหลาน ๆ ที่เขาพบหน้าค่าตาและสามารถแสดงความเป็นเจ้าของและแสดงออกซึ่งความรักตามศักดิ์แห่งสายโลหิตได้ทุกเมื่อเชื่อวัน ใครคนนั้นในฝันน่าจะเป็นใครสักคนที่ในโลกแห่งความเป็นจริงเขาไม่อาจเผยความในด้วยอย่างหมดเปลือก เพราะนัดที่มีเป็นมั่นเป็นเหมาะอยู่กับมรณกรรมในภายภาคหน้าส่งผลย้อนหลังในปัจจุบันจนเขาไม่อาจสลัดแอกความเป็นตากล้องโดยนัยที่เพิ่งกล่าวออกจากบ่าของตน เพื่อปล่อยใจไปตามความปรารถนาจะครอบครองอันบังเกิดแก่คน ๆ นั้น อาจกล่าวได้ว่าพระเอกพลีชีวิตช่วงท้าย ๆ ของตนเองเพื่อ เก็บบันทึกและฝันถึงความรักของนางเอก ในฐานะตากล้อง และฐานะผู้ชายธรรมดา ตามลำดับ โดยที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีวันจะได้ครอบครองเธอ

ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณ ที่หนังยังมอบสวนสนุก soul land ไว้เป็นแดนพิเศษสำหรับพระ-นางได้มีครู่ยามแห่งความชื่นมื่นในสภาพที่ปราศจากพันธนาการแห่งบทบาทในชีวิตจริง ถึงจะยังคงร่องรอยความใจไม้ไส้ระกำด้วยการใส่ภาพตากล้องอีกคนมาคอยข่มขวัญถึงตัวตนแห่งวิชาชีพของพระเอกก็ตามที

ครั้นนึกย้อนกลับไปถึงภาพพระ-นาง วี้ดว้ายกระตู้วู้อยู่บนรถไฟเหาะตีลังกาก่อนหน้าจะลงมาหมุบหมับไอศกรีม ให้อดคิดไม่ได้ว่าการที่ทั้งสองล่องทะยานขึ้นลงไปตามรางคดเคี้ยวลาดชัน ก็คงไม่ต่างกับการหลุดพ้นจากโลกแห่งชีวิตจริงที่ทั้งสองไม่อาจสมรัก ก่อนจะร่อนลงสู่อาณาเขตแห่งจิตวิญญาณอันเป็นพื้นที่เดียวที่ดวงวิญญาณทั้งสองจะได้เคียงคู่ดังใจปอง การวิวาห์ใน soulland ยังถือเป็นทางออกไปจากชีวิตจริงเพียงหนึ่งเดียวที่ระบบสัญลักษณ์และโครงเรื่องของหนังเปิดช่องไว้ให้ทั้งคู่ได้บรรลุเจตจำนง

อันที่จริงผู้กำกับสอดแทรกลูกเล่นอุปมาอุปมัยทั้งในแบบลึกซึ้งและพื้น ๆ เพื่อสะท้อนและกระตุ้นถึงความตายอย่างแยบยลอยู่ไม่ขาดสายตลอดทั้งเรื่อง แต่ฉากคู่บ่าวสาว ตากล้อง สไปรท์และไอศกรีมกรวยใน soul land นับเป็นสนามหลักแห่งการไหลมาบรรจบทบขมวดของสัญลักษณ์ว่าด้วยความตาย ความรัก และความเป็นไปได้มากที่สุดของรักระหว่างพระ-นาง ทั้งยังเป็นการคลี่ตวัดม่านความตายทาบคลุมอิริยาบทของคนเป็น ๆ อย่างแนบสนิทและมีชีวิตชีวายิ่ง เพราะแม้แต่เครื่องดื่มก็ยังจำเพาะต้องเป็นสไปรท์; sprite อันหมายถึง เจตภูติ ซึ่งก็มีนัยถึงภาวะข้ามพ้นจากชีวิตหรือมิติปัจจุบัน และโดยคุณสมบัติความเป็นของเหลวใส มีพรายฟองพอหอมปากหอมคอ ก็ย่อมประกาศถึงความบริสุทธิ์ ไร้มลทินราคีในจิตใจผู้ให้และผู้รับ

นอกจากเหตุการณ์ในสวนสนุกแล้วเห็นจะมีอีกเหตุการณ์เดียวที่มีนัยการหยอกเอินและเหลื่อมซ้อนระหว่างความตายกับความเป็น โดดเด่นไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน แต่ก็มาในบรรยากาศที่แตกต่างออกไป นั่นคือ การเล่าตำนาน “กลิ่นตดผี” ในรูปมุขตลกของพระเอก นางเอกได้ฟังเรื่องตดผีแล้วก็ประทับใจถึงกับเก็บไปเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟังซ้ำ แต่จะพูดไป ทั้งที่ลีลาการเล่าเรื่องตลกโดยเฉพาะของนางเอกก็แสนจะฝืดและกร่อยถึงเพียงนั้น ก็ไม่รู้ทำไมคนดูถึงยังยิ้มหน่อยยิ้มใหญ่แก่ฉากนี้กันอยู่ได้ ตำนาน-มุขตดผียังนับเป็นมุขตลกเดียวในชีวิตที่เขามอบให้นางเอก ควรตระหนักว่าแม้จะมาในรูป”มุข”แล้วก็ตาม ยังไม่วายมีความตายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเรื่องเล่าอยู่ดี

พูดไปทำไมมี ถึง Christmas in August จะปราศจากกลิ่นอายราคะโดยสิ้นเชิง ทว่าหนังกลับอาศัยสัดส่วนของเครื่องอุปโภคบริโภค และกุญแจอัตลักษณ์ตามสามัญสำนึกประจำตัวผู้เล่นในกิจกรรมซึ่งการพบปะของพระ-นางโคจรตัดผ่าน มาเป็นเกณฑ์วัดระดับสภาวะความเป็นชาย(masculinity) และ ความเป็นหญิง(femininity)ของพระนาง รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ข้ามเพศได้อย่างเข้าที

ความเป็นชายของพระเอกนับแต่ต้นจวบจนท้ายหนัง มีทิศทางแห้งโหย โรยราลงตามกาล สวนทางกับ ความเป็นหญิงของนางเอกที่ชุ่มฉ่ำ สะพรั่งขึ้นเรื่อย ๆ ไอติมแท่งอันมีรูปลักษณ์แข็งเป็นลำ เป็นวัตถุธาตุที่อาจแทนถึงความเป็นชายหนึ่งเดียวที่เขามอบแด่เธอ ควรกล่าวด้วยว่าในฉากคนทั้งสองไล้เลียไอติมแท่งใต้ร่มไม้หน้าร้านถ่ายรูปเมื่อแรกรู้จักกัน จากท่วงทีนางเอกกับการยืนซบหลังกับต้นไม้และพระเอกยืนหมุนตัวไปมา เพื่อ”ล้อ”และ”กิน”ลม นับว่าผู้กำกับใช้ภาษาภาพเชิงสังวาสได้ชะมดชะม้ายสุภาพอย่างยิ่ง ทั้งที่คนทั้งสองพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันจากระยะค่อนข้างห่าง แต่หนังก็ทอดเวลาแก่เหตุการณ์นี้เนิ่นนาน นานพอที่ครรลองบางอย่างจะก่อหวอด พลุ่งพล่านและแตกดับ หากตรงนั้นไม่ใช่พื้นที่ใต้ร่มไม้แต่เป็นที่รโหฐาน แต่โปรดอย่าหมายใจเป็นอันขาดว่าจะมีภาพนางเอกห่อปากชักแท่งไอติมเข้า ๆ ออก ๆ จากระยะใกล้ให้เห็น เพื่อแสดงสภาวะ”เชิงสังวาส” ดังที่กล่าวไว้ ตรงกันข้าม กล้องจับภาพคนทั้งสองจากทางด้านข้างในระยะกลาง ไม่มีการชอนไช ชะเง้อแง้ เข้าไปหาคนทั้งสองในระยะใกล้กว่านั้น หากแช่กรอบภาพทิ้งไว้เหมือนว่าตากล้องก็กำลังหันไปจัดการไอติมของตัวเองอยู่เช่นกัน พึงสังเกตด้วยว่า อากัปกิริยาตีปีกเล่นลมของพระเอกประพิมพ์ประพายกับพฤติกรรมนกตัวผู้ในขั้นสร้างความคุ้นเคยและเกี้ยวพานกตัวเมีย ก่อนจะพากันบินคาบกิ่งไม้(ก้านไอติม)เพื่อสร้างรังรักต่อไป

ให้หลังจากไอติม”แท่ง”แล้ว ความเป็นชายของเขาที่หนังบอกใบ้ผ่านของกิน และพฤติกรรม มีอาการปวกเปียกลงเรื่อย ๆ บริโภคภัณฑ์ที่อยู่ตรงกลางระหว่างเขากับนางเอกในครั้งถัด ๆ มาเหลวเป๋วสู่เบียร์ น้ำอัดลม และไอศกรีมเนื้ออ่อนนุ่มลงตามลำดับ ไม่แต่เท่านั้น เขายังวิ่งแพ้นางเอก และสุดยอดแห่งความล้มเหลวในการธำรงความเป็นชายชาติอาชาไนยก็อยู่ในฉากที่เขาขับมอเตอร์ไซค์กลับมาจากการ”จ่ายตลาด” และเลี้ยวรถวนเข้าไปทักทายนางเอกซึ่งอยู่ในระหว่างหยุดพักจากงานจัดระเบียบการจอดรถในที่สาธารณะ อันเป็น”อำนาจ”ที่องค์กรปกครองท้องถิ่นมอบไว้ในมือเธอ ความเป็นชายอันมีพลังแห่งการพล่าผลาญทรัพยากรเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลัก มาถึงจุดวิกฤติ เมื่อเขาหมดทั้งอารมณ์และเรี่ยวแรงจะกระเดือกอาหารจากจานหลุมของโรงพยาบาลได้อีกต่อไป แต่ก็จำต้องหลับหูหลับตากินให้เกลี้ยงเพราะเกรงใจน้องสาวผู้สู้อุส่าห์มาเฝ้าไข้

ในฟากนางเอกระดับความเป็นหญิงของเธอพวยพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมที่เคยเป็นฝ่ายรับบริการลมเย็น ๆ จากพัดลมในร้านของเขา เธอพัฒนาตัวเองไปในทางเจ้ากี้เจ้าการ หวาน สวย และเขี้ยวเล็บจริตจะก้านก็งอกเงยยุ่บยั่บออกมาไม่น้อย แม้จะไปไม่ถึงขั้นแตกฉานมารยาร้อยแปดเล่มเกวียนก็ตาม

เธอป้อนแต่ไอศกรีมเนื้อเนียนละมุนลิ้นแก่เขา เธอพลีเนื้อหนังมังสาปรนเปรอเขาด้วยเนื้อทอดที่หิ้วมาเป็นกับแกล้มในคราวสองคนตั้งวงดื่มเบียร์กัน เธอยังดื้อแพ่งให้เขาต้องอยู่กิน”ส้ม”ผลย่อม ๆ ของเธอ กับเธอนาน ๆ ระยะหลัง ๆ มาเธอสลัดเครื่องแบบพนักงานจราจรและมาหาเขาในชุดลำลอง ขณะที่พัฒนาการด้านอาภรณ์ของพระเอกคือ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดเดิม ๆ และเคยตกกระแสอยู่อย่างไร ก็ล้าหลังในเรื่องแฟชั่นอยู่เสมอมา หลังชัยชนะบนลานวิ่ง เธอเดินออกมาจากโรงอาบน้ำสาธารณะในสภาพผมยังหมาด ๆ ผิวพรรณเต่งตึงเปล่งปลั่งด้วยเลือดฝาดตามตำรับแม่เนื้อเย็นน่าเอ็นดู ขนานแท้และดั้งเดิม

เหนือสิ่งอื่นใด เธอเป็นฝ่ายกางร่มไปเทียบรับ”คุณชาย”พระเอกที่ติดฝนอยู่หน้าร้านซ่อมจักรยานยนต์และพาไปส่งยังร้านถ่ายรูป โดยเหตุที่ฉากคู่รักลุยฝนจัดเป็นกระบวนภาพ”ภาคบังคับ”ของหนังรักแทบทุกเรื่อง ทว่าภาพภาคบังคับใน Christmas in August กลับแฝงภาคขัดขืนไว้ข้างใน กล่าวคือ ถึงฟ้าฝนจะบันดาลดล แต่คนก็ยังอิดออด พระเอกของเราแทนที่จะฉวยด้ามคันร่มไว้ในมือตามสัญชาตญาณสุภาพบุรุษเสียแต่แรก กลับต้องรอจนเดินฝ่าสายฝนกันอีกหลายก้าวกว่าจะนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรปล่อยให้คนตัวเตี้ยกว่า(นิดหน่อย)อย่างนางเอกเป็นฝ่ายถือร่มจนแขนล้า เขาจึงค่อย ๆ ยื่นมือไปรับหน้าที่นี้แทนเธอ ฉาก”บางครั้งถ้าหากเจอฝนเราจะทนด้วยกัน”นี้ ถือเป็นฉากที่มีค่าความกลมเกลียวเชิงกายภาพของพระ-นางสูงสุดใน Christmas in August อีกด้วย

นอกจากความแปรผันจนอาจถึงขั้นโยกสลับขั้วบทบาททางเพศจากฉากกลับจากจ่ายตลาดแล้ว จุดตัดของแนวโน้มความเป็นชายที่ริบหรี่และความเป็นหญิงที่โชติช่วงก็อยู่ในฉากชวนไปสวนสนุกนั่นเอง เพราะหากการเริงร่าระระรี้ระริกกันอยู่บนวิธีอันวาบหวิวของรถไฟเหาะคือการโบยบินสู่ประตูสวรรค์ ก็อีกเช่นกันที่ในฉากนั้นเธอเป็นฝ่าย”รวบดูดรูดดึง”เขามาสู่วิมานแห่งนั้น เขาเป็นฝ่าย”ผลักดุนหนุนดัน”เธอมาเสียเมื่อไหร่

อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า Christmas in August อาจเป็นสมาชิกรายล่าสุดในทำเนียบหนังในดวงใจชมรมคนรักไอศกรีม ด้วยเหตุที่หากมีการจัดอันดับองค์ประกอบที่มีบทบาทจัดจ้านและขยันขันแข็งมากที่สุดในหนัง ไอศกรีมคงคว้าอันดับหนึ่งไปครองอย่างเป็นเอกฉันท์ เพราะบรรดาไอศกรีมต่างดาหน้าออกมาโลดแล่นในหนังชนิดมากันทั้งตระกูล ไม่ว่าจะเป็นไอติมแท่ง หรือจะเป็นไอศกรีมถ้วย(ยักษ์) รวมไปถึงไอศกรีมกดหยอดกรวย ต้องไม่ลืมว่าในวันแรกที่พระ-นางโคจรมาพบกัน(ในหนัง) สิ่งแรกที่เขาหยิบยื่นให้เธอไม่ใช่รูปถ่ายหรือใบเสร็จค่าล้างอัดรูป แต่เป็นไอติมแท่ง เพื่อเป็นเครื่องขอขมาที่เขามึนตึงกับเธอสืบเนื่องจากวันนั้นจิตใจเขาว้าวุ่นเพราะเพิ่งกลับจากงานศพพ่อของเพื่อน เมื่อเจอเข้ากับลูกค้าหน้าใสจอมจุ้น เขาจึงองุ่นเปรี้ยวใส่เธอ

ไอศกรีมเป็นโภคภัณฑ์ที่มีอายุการใช้งานสั้นอย่างยิ่ง หากคุณไม่ใช่มิสเตอร์ฟรีซและไม่ได้ทะลึ่งจะรับประทานที่ขั้วโลกเหนือ คุณต้องลิ้มรสมันโดยแข่งกับเวลานับแต่วินาทีแรกที่จ่ายเงินและเคลื่อนย้ายมันออกจากตู้แช่ หนังนำอนิจลักษณะของไอศกรีมมาเป็นเงื่อนรุกไล่เหตุการณ์ความรักของพระเอกอย่างได้ผล โดยมีท่วงทีการเล่าอันอ้อยอิ่งคอยรู้เห็นเป็นใจ ผลลัพธ์ก็คือ คนดูต้องกระวนกระวายใจอยู่ไม่คลาย(บางครั้งถึงกับถอดใจ)กับการเป็นพยานความรักที่มีความรุดหน้าน้อยมาก ทั้งนี้เพราะรู้ดีว่าพระเอกจะอยู่ดูโลกได้อีกไม่นาน นอกจากนี้อายุขัยแสนสั้นของไอศกรีมก็ยังทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้แก่การนับถอยหลังสู่วันหมดอายุของพระเอกอีกด้วย

การที่หนังยกบทบาทนำให้แก่ไอติมแท่ง ก่อนส่งไม้ผลัดมาให้ไอศกรีมถ้วย(ยักษ์) และลงท้ายด้วยไอศกรีมกรวย นอกจากเป็นการยืมไอศกรีม(และไอติม)มาเป็นตัวแบ่งองก์และบ่งชี้สถานการณ์เบื้องลึกด้วยเทียบเคียงแรงยึดเหนี่ยวพันธะโมเลกุลภายในแท่ง ถ้วยและกรวยเข้ากับความผนึกแน่นของความรักระหว่างพระนางที่คอย ๆ ระทดระลงตามลำดับ ทั้งนี้โดยแปรผันตามสุขภาพของพระเอก ค่าที่ โครงสร้างความรักนั้นไม่อาจปักหลักด้วยคน ๆ เดียว ดังนั้น เมื่อหนึ่งในสองมีอันจะต้องไม่อาจอยู่เป็นเสาหลักค้ำจุน เรือนรักก็ย่อมโยกคลอนลงเป็นธรรมดา เฉกเช่นจากความแข็งแรงของแท่งไอติมค่อย ๆ คลายตัวสู่ความเละข้นของเนื้อไอครีมกรวย ในอีกสถานหนึ่ง แรงยึดเหนี่ยวภายในเนื้อไอศกรีม(และไอติม)ยังเป็นรูปตัวแทนตัวตนของพระ-นางในระบบเคมีความรักของเขาและเธอด้วยเช่นกัน จากครั้งที่ เขาและเธอต่างเป็นเช่นไอติมแท่ง ต่างคนต่างอยู่ ดูไปก็ไม่เห็นช่องมาเกี่ยวดองกันได้ ดังที่ เราไม่มีทางบดขยำเนื้อไอศกรีมแท่งเข้าด้วยกัน เพราะความแกร่งจนเปราะของมัน แต่แล้วตัวตนของทั้งคู่ก็หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้ในกาลต่อมา ไม่ต่างกับกองก้อนไอศกรีมในกรวยที่เพียงแค่โน้มกรวยเข้าขวิดงัดกันเบา ๆ เนื้อไอศกรีมส่วนที่โผล่ง้ำจากปากกรวยก็พร้อมจะฝากเนื้อฝากตัวเป็นของกันและกันโดยง่ายดาย

จะกล่าวไปหากไม่ติดใจกับสีสันและรสชาติ หิมะซึ่งโผล่มา”ส่งแขก”ปิดท้ายหนังก็นับเนื่องเป็นว่านเครือกับกับไอศกรีมได้ไม่ยาก ด้วยสถานะทางเคมีครือ ๆ กัน กล่าวคือ ต่างเกิดจากการกระชับตัวระหว่างโมเลกุลของเหลวที่ไม่อาจเกาะตัวคงรูปอยู่ได้นาน หากอยู่ภายในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม โชคไม่ดีที่โลกผ่านยุคน้ำแข็งมานานแล้วและ ฤดูหนาวก็เป็นเพียงหนึ่งในสามสี่ฤดูกาลของวัฏจักรโลก อย่างไรก็ดีฤดูหนาวมีห้วงเวลาอันน่าจดจำและทรงความหมายซุกตัวอยู่ในแถวตัวเลขบนปฏิทินด้วย นั่นคือ วันคริสตมาส

การที่คริสตมาสของหนังขยับมาอยู่ในเดือนสิงหาคมอาจถือเป็นการขุดรากถอนโคนความหมายแฝงฝังของตัววันออกจากเบ้าวันบนปฏิทิน เพราะหากพักวางตำนานทางเทววิทยาของวัน ๆ นี้ไว้นอกขอบเขตและถอดเอาเฉพาะคริสตมาสตามคติชาวบ้าน ๆ มาใคร่ครวญ คริตสมาสเป็นห้วงเวลาเดียวที่มนุษย์อนุญาตให้เอกสิทธิ์ก็เฉพาะแต่เหตุการณ์อันเป็นมงคลอุดม บรมสุขและจรรโลงจิตใจบรรจุอยู่ในตัววัน อีก 300 กว่าวันของปีชีวิตจะทุกข์ทน ป่นปี้หาดีไม่ได้อย่างไรก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่วันนี้

หนังไม่ได้แจกแจงวันเวลาควบคู่ ไปกับเหตุการณ์ความรักระหว่างเจ้าของร้านถ่ายรูปกับพนักงานจราจรอย่างละเอียดละออก็จริง แต่จุดกึ่งกลาง ณ ห้วงเวลาที่ความรักของทั้งสองสุกงอมอย่างที่สุดนั้น คำนวณตามความเข้มของแสงอาทิตย์ในหนังแล้วน่าจะตกอยู่ระหว่างหน้าฝนซึ่งก็มีสิงหาคมเป็นเดือนยืนพื้น เพราะหนังปิดฉากด้วยวันหนึ่งในฤดูร้อนและปิดฉากด้วยวันหนึ่งในฤดูหนาว วันชื่นคืนสุขของคนทั้งสอง อันอาจถือเป็นคริตสมาสแห่งชีวิตทั้งชีวิตของเขาและเธอจึงไม่ใช่วันที่ 25 เดือนธันวาคมอย่างเด็ดขาด เพราะพระเอกของเราเข้าไปนอนซมอยู่ในในโรงพยาบาลตั้งแต่หิมะยังไม่ตกซึ่งนั้นเป็นช่วงที่ทั้งคู่ไม่ได้ข้องแวะกันอีกแล้ว (สารสนเทศจากการรับชมเพียงครั้งเดียว ไม่อาจยืนยันได้ว่า สิงหาคมเป็นเดือนเกิดของพระเอกหรือไม่ – แต่เดือนเกิดหรือวันเกิดจะมีความหมายใดเล่าหากไม่ได้เติมเต็มไว้ด้วยเหตุการณ์น่าประทับใจ)

ถึงจะเศร้าสร้อยปานนี้ ถึงจะมีฤทธิ์ชะงัดขนาดคนดูไม่กล้าช้อนสายตาสบกันและกันตอนไฟในห้องฉายสว่างแจ้ง ด้วยเกรงว่าตาแดงๆ จะฟ้องอารมณ์ภายใน แต่ Christmas in August ทั้งเรื่องมีภาพหยาดน้ำตาให้เห็นครั้งเดียว และเป็นหยาดหยดในปริมาตรกระจุ๋มกระจิ๋ม จากข้างหนึ่งของตาคู่โศกของนางเอก เป็นไปได้ว่าที่เหลืออีกหลายล้านหยดทั้งของตัวละครและคนดูนั้นไหลย้อนตกในไปท่วมปอดจนคนดูพากันหายใจขัด และต้องถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า

น้ำตาหยดนั้นไม่ได้พร่างพรูเป็นเขื่อนแตก เจ้าของน้ำตาเองยังรีบปาดเช็ดมันอย่างรวดเร็วเสียด้วยซ้ำ นับเป็นการหลั่งน้ำตาเพื่อเทียบหนุนและเทียบแย้งภาวะจิตใจของเจ้าตัวและการไหลสารสนเทศระหว่างนาง-พระและนางเอกกับผู้ชายคนใหม่พร้อมกันไป

น้ำตาเทียบหนุนว่าเจ้าของรู้สึกคิดถึงคนที่นอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาลโดยไม่ส่งข่าวคราว จับจิตจับใจเพียงใด น้ำตายังเทียบแย้งไปในตัวว่าสารสนเทศอันชัดแจ้งจากชายหนุ่มเพื่อนร่วมงานที่แสดงความสนอกสนใจในตัวนางเอกถึงขนาดชักชวนเธอและเพื่อนสาวมาเปิดหูเปิดตาในผับนั้น มีความหมายต่อการรับรู้ของเจ้าตัวแผ่วเบามากเพียงใดเมื่อเทียบกับสารสนเทศอันลางเลือนจากเพื่อนร่วมอุดมการณ์ไอศกรีมที่แสดงความสนอกสนใจในตัวเธอน้อยเสียจนเธอเองต้องเป็นฝ่ายหักคอเขาไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน

นัยเทียบแย้งข้อนี้เด่นล้ำขึ้นมาดังว่าก็ด้วยการพิจารณาถึงเส้นทางอพยพของน้ำตาจากกลางฟลอร์เต้นรำ ท่ามกลางเสียงดนตรีเร้าใจ ลัดเลาะฝ่าฝูงชนคนกลางคืนตรงเข้าสู่ห้องน้ำของผับ ถึงตรงนั้นหญิงสาวผู้คับข้องนจึงค่อยปล่อยน้ำตาเจ้าเอยปีนป่ายพ้นขอบตาล่าง ร่วงผล็อยลงตามนวลแก้ม อีกด้านหนึ่งก่อนหน้านั้นหนังขีดเส้นทางกลับบ้านของนางเอกไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เธอไปเตร่คอตกอยู่แถว ๆ ร้านถ่ายรูปแทบทุกย่ำค่ำจนหน้าร้านมีแต่รอยเท้าเธอเป็นเทือก เพียงเพื่อจะพบว่าภายในร้านร้างไร้วี่แววผู้เป็นเจ้าของ

ตลอดราว 15 นาที(หรืออาจนานกว่านั้น)ท้ายของหนัง ไม่มีบทพูดสักคำไม่ว่าจากตัวละครตัวใดผ่านสู่ตัวหนัง เป็น 15 นาทีแห่งความหดหู่และกล้ำกลืน เนื่องด้วยหลังจากปิดร้านถ่ายรูปไปหลายสัปดาห์(อาจจะหลายเดือน)เพื่อเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล พระเอก-นางเอกไม่ได้พบปะกันอีกเลย เธอถูกย้ายไปทำหน้าที่เจ้าพนักงานจัดระเบียบจราจรท้องที่อื่นส่วนเขาครั้นออกจากโรงพยาบาลได้ แม้จะออกไปสืบจนทราบถึงสถานที่ทำงานแห่งใหม่ แต่ก็เพียงนั่งแกร่วดูเธอทำงาน เขาไม่ได้ออกไปแสดงตัวกับเธอแต่อย่างใด ฉากพระเอกนั่งอยู่ริมหน้าต่างร้านกาแฟ และลูบไล้บานกระจกหน้าร้านตรงตำแหน่งที่ภาพนางเอกขณะยืนจดเลขทะเบียนรถอยู่ ทะลุทะลวงเข้ามาสู่สายตาคนดูและพระเอกนั้น เลือดเย็นกว่าฉากในลักษณะเดียวกันจากหนังเรื่องอื่น ๆ ก็ด้วยเหตุจากกระบวนการใช้สัญลักษณ์ และท่วงทำนองการเล่าอันขวยขรึมและหวานอมขมกลืนเต็มอัตราศึกทั้งก่อนหน้าและให้หลังจากเหตุการณ์นั้น

หนังพาตัวเองตัดข้ามห้วงมรณกรรมของพระเอกไปอย่างไม่แยแสคนดู กระนั้นการเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเหตุการณ์อันน่าจะเป็นจุดสะเทือนอารมณ์ที่สุด กลับยิ่งทรมานคนดูหนักข้อยิ่งกว่าการเผยให้เห็นมรณกรรมอย่างเป็นขั้นเป็นตอน กล่าวคือ หนังปิดกั้นและอำพรางคนดูจากโศกนาฏกรรมของตากล้องผู้อาภัพรักด้วยการทำงานของกล้องทั้งสองตัว คือ กล้องในร้านถ่ายรูปของพระเอกและกล้องของผู้กำกับ

ตามปกติในหนังทั่ว ๆ ไป เมื่อใดก็ตามที่ตัวละครสำคัญจะมีอันเป็นไป คนดูจะได้เห็นภาพญาติสนิทมิตรสหายของว่าที่ผู้วายชนม์มากบ้างน้อยบ้างมาดูใจ บ้างก็ร่ำไห้ปิ่มใจจะขาด บ้างหักห้ามน้ำตาสุดแรงเกิด และหนังก็จะพิลาปรำพันอยู่กับเหตุการณ์ดังกล่าวสั้นบ้างยาวบ้างจนกว่ายมทูตจะออกปฏิบัติการ แต่ธรรมเนียมนี้ใช้กับChristmas in August ไม่ได้ เพราะหนังไม่มีภาพเช่นที่ว่ามาให้เห็นแม้แต่ส่วนเสี้ยว ผู้กำกับกลับเชื่อมเหตุการณ์สุดท้ายในขณะที่พระเอกยังมีลมหายใจ กับ เหตุการณ์แรกหลังจากพระเอกสิ้นลมหายใจ ซึ่งมีระยะห่างในความเป็นจริงค่อนข้างมาก โดยไม่แตะวินาทีที่พระเอกสิ้นลม

จากเหตุการณ์ที่พระเอกพิถีพิถันอยู่กับการตระเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือและจัดแสงเพื่อถ่ายรูปตัวเองอยู่ในสตูดิโอพร้อมกันนั้นก็เขียนคู่มือการใช้งานบรรดาทัศนูปกรณ์ไปด้วย เพื่อใครก็ตามที่มารับช่วงงานต่อจากเขาจะได้สานงานต่ออย่างสะดวกมือ เหตุการณ์นี้จบลงด้วยภาพหน้าตรงของพระเอกจากกล้องคู่ใจของเขาเอง โดยกล้องของผู้กำกับสวมรอยใช้มุมกล้องเดียวกันถ่ายทอดสู่คนดู แล้วผู้กำกับก็ค่อย ๆ ถอยกล้องห่างออกจากภาพหน้าตรง และสภาพแวดล้อมของกรอบภาพค่อย ๆ เปลี่ยนจากสตูดิโอถ่ายภาพ เป็น สถานฌาปนกิจ ไม่มีใครฟูมฟาย ไม่มีใครเสียน้ำตา แต่รันทดแสนจาบัลย์

หนังไม่ได้กล่าวถึงด้วยซ้ำว่านางเอกไปงานศพของเขาหรือไม่เพื่อเว้นช่องว่างอันเวิ้งว้างให้คนดูไปฟุ้งซ่าน ร้าวรานกันเอง กล้องของพระเอกสิ้นสุดภารกิจไปพร้อมการสิ้นบุญของเจ้าของ แต่กล้องผู้กำกับยังพาคนดูเขย่งข้ามเวลาเป็นห้วง ๆ ต่อไป จนมาถึงการจบเรื่องราวทั้งหมดด้วยภาพนางเอกในชุดดำยืนพริ้มสงบอยู่หน้าร้านถ่ายรูปท่ามกลางคราบหิมะ ภายในตู้โชว์ ณ ตำแหน่งที่เคยยึดกุมไว้ด้วยภาพถ่ายคนรักเก่าของเจ้าของร้าน บัดนี้ได้ถูกแทนที่ด้วยภาพถ่ายของเธอ

ภาพนี้ถ่ายไว้ในวันที่เธอมาหาเขาพร้อมสีสันบนใบหน้าอันเป็นภาพลักษณ์ที่ทั้งคนดูและพระเอกไม่คุ้นตาเอาเสียเลย กระทั่งเขาต้องเอ่ยแซวเธอแทนคนดูว่า”วันนี้ดูเข้มเป็นพิเศษนะ” และไหน ๆ ก็มาแล้ว พระเอกจึงจับถ่ายรูปเสียเลย

แต่ภาพจากการเก็บบันทึกไว้ในครั้งกระโน้น เมื่อดูให้เต็มตาในวันที่ตากล้องจากไปแล้ว กลับมีสีสันซีดจางกว่าที่คิดไว้มาก เพราะในรูปเป็นเพียงใบหน้าแสนสวยที่มีลักยิ้มเล็ก ๆ เป็นส่วนประดับอันโดดเด่น โดยที่เครื่องสำอางค์ทั้งหลายหามีบทบาทอันใดไม่ ที่เป็นเช่นนั้น คงเพราะไม่ว่าเธอจะคมเข้มปานใดในวันนั้น แต่ในสายตาเราทุกคนโดยเฉพาะพระเอก (เขาอัดภาพหน้าตรงของเธอด้วยเทคนิคย้อมซีเปียสีครามอมเทา) เธอก็คือเธอ เจ้าของความเจิดจรัสที่ผุดกระจ่างจากภายใน การขับเน้นจากเครื่องประทินโฉมเป็นสิ่งไม่จำเป็น ตรงกันข้ามรังแต่จะเป็นอุปสรรคในการสวาปามไอศกรีมของเธอเสียมากกว่า

การณ์เมื่อซานซมถึงจุดนั้น ที่เคยมองกันว่านางเอกของเราช่างละโมบโอกาสชิดใกล้พระเอกของเธอเสียเหลือเกินนั้น อาจดูด้อยไปถนัดใจเทื่อเทียบกับความละโมบของพญายมกับการพรากพระเอกไปก่อนวัยอันควร แต่ก็จำต้องยกผลประโยชน์ให้จำเลยเพราะเธอไม่ได้มีญาณหยั่งรู้พยาธิสภาพของคนที่เธอรักเฉกเช่นคนดูที่ล่วงรู้อยู่ทุกฝีก้าว เท่าที่ทำลงไปก็ด้วยหัวจิตหัวใจล้วน ๆ หากรู้ว่าเขาจะไม่อยู่ให้เธอเลี้ยงไอศกรีมไปตราบจนแก่จนเฒ่า เธออาจกระเถิบชีวิตเข้าไปหล่อเลี้ยงชีวิตเขาให้แน่นเหนียวกว่านั้น อันที่จริงแล้ว แม้จะโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าเขามีโรคร้ายคุกคาม แต่ก็มีน้อยครั้งนักที่คนดูจะตำหนิเธอได้อย่างเต็มปากเต็มคำถึงความบกพร่องหรือชะล่าใจ ความวิตกในใจคนดูโหมกระพือขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นก็คือในฉากที่แม่เจ้าประคุณชวนพระเอกไปวิ่งเรียกเหงื่อ เธอสนุกหน้าเริ่ด หัวโยกหัวคลอนไปตามเรื่อง ไม่ได้เหลือบเหลียวสักนิดว่าผู้ชายที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังนั้นกะปลกกะเปลี้ยเป็นหมาหอบแดด นอกจากนั้นแล้ว เธอก็เฝ้าทะนุถนอมทั้งร่างกายและจิตใจเขาเป็นอย่างดี ราวกับรู้ว่าเขาจะอยู่ให้คลุกคลีด้วยได้ไม่นาน ทั้งหมดคงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมสีหน้า อากัปกิริยาของหญิงสาวชุดดำหน้าร้านถ่ายรูปจึงมีริ้วรอยความหมองไหม้น้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา น้อยกว่าที่คาด

กำหนดการฉายหนังในสัปดาห์ถัดมาของสถานที่ฉายดัดแปลงแห่งนั้น คือ Chungking Express หนังที่ทุกสำนักวิจารณ์และคอหนังพร้อมใจกันยกย่องเป็น”หนังเหงาที่เท่ที่สุดในโลก” พิโถ่พิถัง แค่เหงาในระดับไม่ติดอันดับโลกอย่าง Christmas in August ก็ทำเอาหัวใจแทบแหลกเหลวกลายเป็นลิ่มเลือดเล็ดซึมออกมาตามซอกเล็บทั้ง 20 ซอกอยู่แล้ว ใครก็ตามที่สามารถมีชีวิตรอดหลังจากการทานรับขุมพลังความเหงาขนาดมหึมาสองสัปดาห์ต่อเนื่องกันได้ ถ้าใจไม่ด้านแกร่งเป็นหินมาก่อน คงมีอันได้ด้านเป็นหินไปก็คราวนี้

ข้อมูลจำเพาะภาพยนตร์
ชื่อ: Christmas in August aka Palwol ui Christmas
แหล่งผลิต/สัญชาติ: เกาหลีใต้
ปีฉาย: 1998
ความยาว: 97 นาที
กำกับ: Jin-Ho Hur(ฮอร์ จิน โฮ)
บทภาพยนตร์: Jin-Ho Hur(ฮอร์ จิน โฮ),
Seung-ook Oh(โอ เซือง อุค) และ Dong-hwan Shin(ชิน ดอง ฮวาน)
กำกับภาพ: Yong-kill You (ยู กิล ยอง)
ลำดับภาพ: Sung-won Ham(ฮาม ซุง วอน)
กำกับศิลป์: Jin-han Kim(คิม จิน ฮาน)
แสดง: Suk-kyu Han(ฮัน ซึก ยุน) – พระเอก(Jung won; จุงวอน)
Eun-ha Shim(ชิม อึน ฮา) – นางเอก(Da-rim; ดาริม)

Advertisements

Written by enyxynematryx

December 12, 2002 at 12:40 am

Posted in Asian cinema

Tagged with

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: