enyxynematryx

ดับก่อนดัง: ชันสูตรความหลังหนังตายทั้งกลม

leave a comment »

ในเมื่อสารคดี”เบื้องหลังการถ่ายทำ”หนังที่มีโอกาสได้ออกฉายตามโรงโดยส่วนใหญ่ อาจมีรสชาติน่าเบื่อไม่ต่างกับการปล่อยคนดูไปนั่งจับเจ่าอยู่กลางกองถ่าย (คำกล่าวนี้ไม่รวมถึงสารคดีอย่าง Heart of Darkness ของสองผู้กำกับ แฟกซ์ บาหร์(Fax Bahr) และ จอร์จ ฮิกเกนลูเพอร์ (George Hickenlooper) ใน ค.ศ.1991 กับการบอกเล่าเรื่องราวของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโพลา ในการทำหนัง Apocalypse Now และก็ไม่รวมถึง Burden of Dreams งานในค.ศ.1994 โดย เลส แบล็งค์ (Les Blank)กับการให้ภาพการทำงานของแวร์เนอร์ แฮร์โซกใน Fitzcaraldo ถ้าอย่างนั้นการหยิบยกเรื่องราวของหนังที่สร้างไม่สำเร็จมาเล่าย้อนไม่ว่าในเชิงลงพื้นที่ หรือ สืบสวนประมวลหลักฐานจะโดยทางเอกสารและพยานบุคคล อาจน่าสนใจมากกว่า

lamancha-002

Lost in La Mancha โดย คีธ ฟุลตัน(Keith Fulton) และหลุยส์ เปเป(Louis Pepe) เป็นสารคดีรายงานความคืบหน้าและล้มเหลวแบบเฉียบพลันของโครงการสร้างหนังเรื่อง The Man Who Killed Don Quixote ของผู้กำกับเทอร์รี จิลเลียม(Terry Gilliam) เมื่อค.ศ. 2000 ก่อนหน้านี้ใน ค.ศ.1993 เคยมีสารคดีไว้อาลัยหนังตายทั้งกลมทำนองเดียวกับ Lost in La Mancha มาแล้ว นั่นคือ It’s All True ตัวสารคดีสวมรอยใช้ชื่อเดียวกับหนังได้เพราะงานถัดจาก Citizen Kane ของออร์สัน เวลส์(Orson Welles)ที่ชื่อ It’s All True นี้ ไม่เคยได้ออกสู่สายตาสาธารณชน It’s All True เป็นงานร่วมแรงร่วมใจของสามประสานคือ บิล ครอน(Bill Krohn), ริชาร์ด วิลสัน(Richard Wilson) และ มายรอน ไมเซิล(Myron Meisel) ในการนำเศษฟิลม์ It’s All True ของเวลส์ที่ถูกค้นพบในภายหลังมาปะติดปะต่อเป็นหนังเรื่องใหม่ขึ้นมา

นอกจากสารคดีสองเรื่องที่กล่าวมา ยังจะมี Tigrero สารคดีจากค.ศ.1994 ของมิกา คอริสมากิ (Mika Kaurismaki) Tigrero เป็นผลผลิตจากการเดินทางย้อนรอยอดีตไปตามเส้นทางล่องลำน้ำแอมะซอนของแซม ฟูลเลอร์(Sam Fuller)เพื่อกลับไปเยือนสถานที่ที่เมื่อ 40 ปีก่อน เคยถูกเล็งไว้เป็นฉากหลังแก่หนังชื่อเดียวกับสารคดีของฟูลเลอร์ ซึ่งต่อมาถูกสตูดิโอ ฟ็อกซ์สั่งระงับโครงการ

สารคดี 3 เรื่องที่กล่าวมาเป็นบทบันทึกการเดินทางอันน่าพิศวง เพื่อย้อนกลับสำรวจและทบทวนเหตุการณ์ที่ไม่อาจจับจองพื้นที่ประวัติศาสตร์ไว้เป็นของตนได้ ตลอดจนได้เผยถึงความมุ่งมั่นของมนุษย์ในฐานะผู้กำกับกับการต่อสู้เพื่อปลุกปั้นผลงานของตน ท้ายที่สุด หนังเผยให้เห็นรอยแผลบาดลึกในใจอัจฉริยศิลปินอันเกิดจากคมน้ำมือสตูดิโอยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์

“ใครช่วยเอาฟิล์มออกจากนี่ที หรือผมต้องทำเอง” เสียงคำรามของจิลเลียมในวันที่หนังผ่านขั้นการเตรียมการถ่ายทำมาหลายสัปดาห์ แต่โครงการก็ยังอยู่ในภาวะลูกผีลูกคน ถูกฟุลตันนำมาถ่ายทอดไว้ใน Lost in Lamancha ในความเป็นจริง เพียง 6 วันหลังการเปิดกล้องเงาหายนะก็เริ่มเข้าครอบคลุมโครงการก่อนจะพับฐานในที่สุด

ฟุลตันและเปเปเคยจับงานถ่ายทอดเบื้องหลังการทำงานของจิลเลียมมาแล้วเมื่อครั้งเขากำกับ 12 Monkeys และวัตถุดิบหลังกล้องในคราวนั้นได้ผลลัพธ์เป็นสารคดี The Hampster Factory and Other Tales of 12 Monkeys ในค.ศ. 1995 “เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เราอยากจะให้งานคราวนี้ออกมาแบบเดียวกับคราวที่แล้วหรือเปล่า ครั้งนี้เราก็เลยไล่เก็บเหตุการณ์ตั้งแต่ขั้นเตรียมการถ่ายทำ ผิดกับตอน 12 Monkeys ซึ่งเราไม่ได้เน้นในขั้นตอนนี้เท่าไหร่” ฟุลตันชี้แจง และสรุปว่า “แต่กลับเป็นการดีที่เราเก็บความเป็นมาไว้แต่เนิ่น ๆ ก่อนจะไม่มีความเป็นไปหลังจากนั้นให้เก็บ เพราะต่อมาไม่นานโครงการมีอันสิ้นสุดลงโดยปราศจากผลเป็นชิ้นเป็นอัน”

12mky-001

หลังจากพยายามโน้มน้าวใจสตูดิโออเมริกันให้เห็นดีกับโครงการสร้าง The Man Who Killed ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ค.ศ.1992 ไม่ประสบผลอันใด จิลเลียมก็โบกมือลาอเมริกาเหนือและใช้เวลาอีกแปดปีต่อมาในยุโรปเพื่อตระเวณเร่ขายฝันโดยหวังจะแปรกลับมาเป็นทุนสร้าง 40 ล้านเหรียญ สรอ. แต่ไม่ได้ตามเป้าอยู่ดี ครั้นปรับตัวเลขต้นทุนการผลิตลงมาอยู่ที่ 32 ล้านเหรียญ ถึงได้มีกลุ่มทุนยุโรปเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้สนับสนุน แต่ถึงจะลดปริมาณเงินลงทุนลงแล้ว ทว่า โครงการ The Man Who Killed ยังถือเป็นโครงการสร้างหนังที่ใช้งบประมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์บนแผ่นดินยุโรปอยู่ดี เรื่องราวของดอน กีโฆเตฉบับค.ศ.2000 จะเป็นการเติมจินตนาต่อยอดงานเขียนของเซอร์บานเตส ว่าแท้จริงแล้วนักบูชาอุดมคติผู้ลือลั่นแห่งศตวรรษที่ 17 ก็คือ ผู้บริหารบริษัทโฆษณานามซานโช ปานซาที่พลัดหลงมิติเข้าไปในห้วงเวลาดังกล่าว กลุ่มนักแสดงที่จะมาร่วมงานกับจิลเลียมในหนังพูดอังกฤษเรื่องนี้ มีอาทิ เช่น ฌ็อง โรเชต์ฟอร์ด(Jean Rochefort)ในบท กีโฆเต ในการเตรียมตัวเพื่อเล่นบทนี้นักแสดงลายครามชาวฝรั่งเศสสู้อุส่าห์ไปฝึกปรือสำเนียงภาษาอังกฤษอยู่กว่าครึ่งปี จิลเลียมยังได้ จอห์นนี่ เด็ปป์(Johnny Depp)และวาเนสซา พาราไดซ์(Vanessa Paradis)นักแสดงชาวฝรั่งเศสซึ่งเป็นภรรยาของเด็ปป์ มารับบทโทบี กริสสันและอัลต์ลิดอรา หญิงสาวผู้เป็นที่หมายปองของกริสสันตามลำดับ

การฟูมฟักโครงการ The Man Who Killed จนเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของจิลเลียม ด้วยว่าตนสามารถเข็นโครงการยักษ์ขนาดนี้ให้ตั้งลำได้โดย”ไม่ต้องพึ่งพาเงินจากฮอลลิวูดสักแดงเดียว และไม่ต้องถูกตีกรอบด้วยเงื่อนไขทางธุรกิจอันจะเป็นผลข้างเคียงหากรับเงินจากฮอลลิวูด” จิลเลียมไม่ได้เฉลียวใจแม้แต่น้อยว่า ไม่ว่าจะเป็นเงินจากฮอลลิวูดหรือจากแหล่งใดในโลก หากเป็นการลงทุนขนาดอภิมหาโครงการ ก็ล้วนนำพิษภัยข้างเคียงมาด้วยเสมอ

Lost In La Mancha จึงเหมือนปูมบันทึกเหตุการณ์ขณะเรือชื่อ The Man Who Killed อันมีจิลเลียมเป็นต้นหนกำลังเผชิญมรสุมนานัปการ หนึ่งในบรรดาตัวถ่วงการเดินหน้าถ่ายทำ The Man Who Killed คือ ความไม่พร้อมของเหล่านักแสดง บ่อยครั้งที่พวกเขาและเธอไม่อาจมาซ้อมเข้าฉากกันในสเปน เด็ปป์เป็นคนที่ตามตัวยากมาก พาราไดซ์ นั้นยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเธอไม่เพียงไม่เคยย่างกรายมาที่กองถ่าย แม้แต่แค่จรดปากกาลงนามในสัญญารับเล่นหนังเธอก็ยังไม่อาจจัดการให้ลุล่วงไปเสียที ด้านสภาพอากาศก็ไม่เป็นใจเอาเสียเลย ฝนไม่เคยตั้งเค้า แต่ครั้นโปรยสายได้ก็กระหน่ำอย่างไม่ลูกหูลืมตา ส่งผลให้สีสันบรรยากาศในภูมิทัศน์ที่เล็งไว้เป็นฉากหลังผิดจากเดิมโดยสิ้นเชิง ซ้ำร้ายน้ำยังหลากเข้าท่วมบรรดาอุปกรณ์การถ่ายทำเสียหายไปเป็นอันมาก

depp-gill-001ผู้อำนวยการสร้างชาวฝรั่งเศสกับผู้กำกับจิลเลียมเริ่มมองหน้ากันไม่ติด จิลเลียมคิดจนหัวแทบแตกในการผลักดันการถ่ายทำให้รุดหน้าตามกำหนดการ ไม่เช่นนั้นหนังอาจไปไม่รอด อีกด้านหนึ่งโรเชต์ฟอรด์ซึ่งอยู่ในกฎ กติกา มารยาทด้วยดีมาตลอด กลับถูกโรคปริศนาเล่นงาน ถึงกับต้องเข้ารับการบำบัดในปารีสอย่างเร่งด่วน และไม่มีวี่แววจะหวนคืนสู่สเปนได้ในเร็ววัน เคราะห์หามยามร้ายยังไม่สิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น โดยเหตุที่ในสัญญาค้ำประกันเงินลงทุนระบุไว้ว่าหนังจะต้องมีจิลเลียม เด็ปป์และ โรเชต์ฟอร์ดร่วมงานกันอย่างพร้อมหน้า หากคนใดคนหนึ่งถอนตัวไป การให้กู้เงินลงทุนถือเป็นอันยกเลิก ถึงตอนนั้นโครงการถูกรุมเร้าด้วยปัญหาจากรอบด้านจนโงหัวไม่ขึ้น ก่อนจะถูกยึดเป็นทรัพย์สินของบริษัทประกันไปในที่สุด

ฟุลตันชี้ว่าสารคดีก็เช่นเดียวกับหนัง เนื้อเรื่องต้องดี และตัวละครมีความสมจริง และ Lost in La Mancha ก็มีคุณสมบัติทั้งสองประการถึงพร้อมอยู่ในตัวเอง เพราะจิลเลียมขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับประเภทสู้ยิบตาติดอันดับต้น ๆ ในยุทธจักรนักทำหนัง ดังจะเห็นได้จากการสวมหัวใจสิงห์นำพาคณะทำงานตีฝ่ามรสุมในการถ่ายทำ The Man Who Killed เพราะไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด คนในกองถ่ายจะยังได้ยินเสียงปลุกเร้าของจิลเลียมแผดก้องออกมาจากปากโทรโข่งอยู่ไม่หยุดหย่อน “..ขอให้เราระลึกไว้เสมอว่า Quixote ผ่านร้อนผ่านหนาวท่ามกลางข้อขัดแย้งต่าง ๆ มายาวนานเพียงใด …10 ปี กับ เงินทุนอันจำกัดจำเขี่ย” ฟุลตันทิ้งทวนด้วยว่า แม้จนป่านนี้แล้วจิลเลียมก็ยังไม่ล้มเลิกความพยายามรวบรวมเงินไปซื้อกรรมสิทธิ์ในการสร้าง The Man Who Killed คืนมาจากบริษัทประกัน

“หรือเป็นเพราะอาถรรพณ์ของดอน กีโฆเต” ครั้งหนี่งจิลเลียมรำพึงออกมาในกองถ่าย อาจเป็นได้ เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปในค.ศ.1955 ออร์สัน เวลส์ก็เคยพยายามทำหนังดัดแปลงจากงานเขียนของเซอร์บานเตส ผู้ประพันธ์ Don Quixote มาแล้ว ครั้งนั้นแม้ว่าเวลส์จะสู้หัวชนฝาจนผลักดันโครงการคืบหน้าไปได้มากกว่า แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องมีอันเป็นไปไม่ต่างกับโครงการในค.ศ.2000 ของจิลเลียมกับ Lost In La Mancha มิใยต้องกล่าวด้วยว่ายิ่งมีความคืบหน้าเท่าไหร่ก็ยิ่งสร้างความคับแค้นใจมากขึ้นเป็นเงาตามตัวเมื่อถึงคราวต้องจบเห่ ความเจ็บช้ำที่จิลเลียมได้รับจึงไม่อาจเทียบได้กับที่เวลส์เคยได้รับมาก่อน เวลส์ไม่มีโอกาสแม้แต่อยู่ปกป้องโครงการของตนด้วยซ้ำตอนที่สตูดิโอมีคำสั่งยุติการถ่ายทำ เพราะเขาต้องไปตรากตรำขึ้นเขาลงห้วยอยู่ในบราซิลเพื่อถ่ายทำหนังตามโครงการสร้างความสมานฉันท์กับเพื่อนบ้าน อันมีรัฐบาลสหรัฐโดยการสนับสนุนของสตูดิโออาร์ เค โอ เป็นโต้โผส่งเขาไปพร้อมคณะเจริญสัมพันธไมตรี

welles-001

เบื้องลึกความล้มเหลวในโครงการสร้างหนังของเวลส์เรื่องที่ว่ามานั้น มีการประมวลออกมาเป็นหนังสารคดีชื่อเดียวกันกับหนังคือ It’s All True สารคดีเริ่มต้นด้วยภาพเวลส์นั่งพูดกับกล้องด้วยลีลาที่ยากจะมีใครลอกเลียนดังเคย เวลส์กล่าวถึง คำสาปของหมอผี จากนั้นเขาก็อารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นเป็นลำดับ ความอัดอั้นอันเนื่องมาจากอุปสรรคในการทำงานถูกระบายออกมาเช่นเรื่องที่เขาไม่มีเงินจ่ายให้ตากล้องเดินทางไปบันทึกภาพการประกอบพิธีบวงสรวงตามแบบพื้นเมืองซึ่งจะมีขึ้นในสลัมแห่งหนึ่ง เพราะทาง อาร์ เคโอ ยืนกรานในการไม่อุดหนุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแก่เขา

Bonito อันเป็นตอนหนึ่งของ It’s All True ฉบับเวลส์ ถ่ายทำกันในเม็กซิโก (เวลส์ได้นอร์แมน ฟอสเตอร์มาเป็นผู้กำกับร่วม) เวลส์หมายจะให้ Bonito ออกมาในลักษณะประพิมพ์ประพายกับ Que Viva Mexico ของเซรเก ไอเส็นสไตน์ ภาพหนังตามที่วาดไว้ในใจแต่เดิมจะเป็นภาพเด็กผู้ชายกำลังยืนมองการทำพิธีเจิมทำขวัญสัตว์ในหมู่บ้านยากจนแห่งหนึ่ง แต่เอาเข้าจริงเวลส์กลับมัวผลาญฟิล์มไปกับการเก็บภาพงานคาร์นิวัลราวกับต้องยาสั่ง จนในที่สุดก็ต้องพลิกแพลงกระบวนหนังไปสู่การเป็นงานกึ่งสารคดีว่าด้วยมนต์เสน่ห์เพลงแซมบ้า โดยสอดแทรกสภาพชีวิตของนาฏเหล่าศิลปินผิวดำผู้ยากไร้เข้าไปด้วย

หัวหน้าคณะเจริญสันถวไมตรีเดินทางกลับสหรัฐอย่างหัวเสียเมื่อถูกเร่งรัดจากทางสหรัฐ ปล่อยให้หนังของเวลส์ทานรับชะตากรรมไปตามมีตามเกิดในขั้นเข้ารับการตรวจพิจารณาจากรัฐบาลท้องถิ่น ผลลัทธ์คือหนังของเวลส์ไม่ผ่านความเห็นชอบจากผู้นำเผด็จการของบราซิลในขณะนั้น ด้วยเหตุผลไม่เป็นผลดีแก่ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของบราซิล แต่เวลส์ก็ดื้อด้านขออยู่บราซิลต่อเพื่อเข็นงานให้ออกมาดังใจหมาย ทั้งที่ยังมีหนังอีกเรื่องของเขา คือ Magnificient Ambersons นอนรอเขาอยู่ในห้องตัดต่อที่สหรัฐ ว่าแล้วเวลส์ก็สำแดงอัจฉริยภาพแบบพิเรนท์ๆ ด้วยการตัดต่อ Magnificient ผ่านสายโทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศ ต่อมาความคิดพิสดารอันใหม่ก็ผุดขึ้นมาในหัวเวลส์ เขารื้อตัวหนังเสียใหม่ คราวนี้จะทำเป็นหนัง”สร้างจากเหตุการณ์จริง” โดยมีชายชาวประมง 4 คนเป็นตัวเดินเรื่อง คนทั้ง 4 ล่องแพจากทิศอีสานเป็นระยะทางกว่า 1,600 ไมล์ มายังนครริโอ เพื่อmberson-001ประท้วงมาตรการกดขี่ของระบบศักดินาในบ้านเกิด นอกจากนี้แล้วเวลส์ยังได้ผูกเรื่องราวความรักแทรกเป็นยาดำไว้ในหนังด้วย คิดได้ดังนั้นเขาก็ลงมือด้นสดโดยไม่แยแสว่าอุปกรณ์และเครื่องมือจะมีประสิทธิภาพและความพร้อมในการรองรับจินตนาการหรือไม่ ขาดเหลือสิ่งใดเขาก็อาศัยหยิบยืมจากในท้องถิ่นเอา ในการเก็บภาพมุมต่ำวิถีเงยเวลส์ขุดหลุมลงไปในทรายและจับตากล้องลงไปยิงภาพจากระดับปริ่มพื้นดินขึ้นมา

เวลส์ตั้งชื่อหนังในส่วนการเดินทางของชายชาวประมงว่า Four Men on a Raft การถ่ายทำราบรื่นมาเกือบจะตลอดรอดฝั่ง ถ้าแพไม่ถูกทางการบราซิลกักกันไว้ ทั้งที่จวนจะเข้าเทียบท่าเรือนครริโออยู่แล้ว และเหมือนผีซ้ำด้ามพลอย หัวหน้ากลุ่มชาวประมงก็มาจมน้ำตายเสียอีก จะเป็นด้วยอาถรรพณ์หรือโชคแค่ไม่เข้าข้างเวลส์ก็ยากจะชี้ชัด แต่ฆ้อนที่มาตอกตะปูปิดฝาโลงโครงการของเวลส์จริง ๆ ก็คือ การปล่อยข่าวลือจากทางรัฐบาลเผด็จการบราซิลว่าหนึ่งในชาวประมงในหนังของเวลส์เป็นพวกนิยมคอมมิวนิสต์ พอข่าวแพร่สะพัดมาถึงสหรัฐ เท่านั้นเองทางสตูดิโออาร์เคโอก็ตัดหางปล่อยวัดเวลส์ทันที เวลส์ซมซานกลับสหรัฐและใช้เวลาหลังจากนั้นอีกสี่ปีหมดไปกับการขวนขวายหาทุนรอนมาซื้อหนังของตัวเองคืน แต่ไร้ผล จวบจน 4 ทศวรรษล่วงผ่าน It’s All True ถึงได้จุติในรูปหนังสารคดี

นอกจากมองกลับไปในอดีตสู่เส้นทางระหกระเหินเวียนว่ายตายเกิดของฟิล์มต้นฉบับแล้ว It’s All True ฉบับสารคดียังกล่าวถึงการค้นพบใจดวงที่หายไปของเวลส์เอาไว้ด้วยเช่นกัน ฟิล์มต้นฉบับ It’s All True ของเวลส์ไม่ได้พลัดที่น่าคาที่อยู่ไปไหนไกลหากแต่กบดานอยู่ในสตูดิโอพาราเม้าท์ภายหลังจากสตูดิโอแห่งนี้เข้ามาซื้อกิจการของอาร์เคโอ

ย้อนไปใน ค.ศ.1982 เมื่อมีการประกาศเกียรติคุณแก่เวลส์จากสถาบันด้านภาพยนตร์แห่งหนึ่งของฝรั่งเศส ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเวลส์จึงขุดคุ้ยหางานแต่เก่าก่อนของเวลส์เพื่อให้ผู้กำกับครอนกระเตงไปออกงานที่ปารีส เป็นการร่วมแสดงคารวะจิตในวาระดังกล่าว คนงานก็ลุยสตูดิโอหางานของเวลส์ตามคำบัญชาไปเรื่อย ๆ จนมาถึงเวิ้งหนึ่ง ขึ้นป้ายไว้ว่า “Wells” ภายในเวิ้งกองสุมไว้ด้วยม้วนฟิลม์กว่า 300 ม้วน ทั้งหมดสลักข้างม้วนไว้ด้วยคำว่า “It’s All True” หรือไม่ก็ “Bonito” ผู้บริหารของพาราเม้าท์ก็ดีใจหาย เมื่อทราบข่าวกรุฟิล์มเวลส์แตกก็รีบติดต่อริชาร์ด วิลสัน ผู้อำนวยการสร้าง It’s All True ตัวจริงในครั้งกระโน้น ให้มาหารือในเรื่องฟื้นฟูบูรณะฟิล์มต้นฉบับ “ต้องใช้เวลาเตรียมการนานพอดูกว่าจะทำเรื่องอุทิศฟิล์มไปอยู่ในการคุ้มครองของ AFI แล้วเสร็จ จากนั้นทาง AFI ก็จะส่งฟิล์มผ่านไปยังยูซีแอลเอ อีกต่อ เพื่อรับช่วงการบูรณะในภาคปฏิบัติการทางเทคนิค ทั้งนี้ทางพาราเม้าท์จะยังทรงไว้ซึ่งสิทธิ์ทุกประการเหนือฟิล์มต้นฉบับ It’s All True” ผู้กำกับครอนเล่าเป็นฉาก ๆ

“ระหว่างที่ทุกอย่างยังไม่ลงตัวก็ต้องหาลู่ทางประคบประหงมฟิล์มขาวดำต้นฉบับไปพลางก่อน ไม่ว่าจะเป็นในส่วน Bonito ที่ยังถ่ายทำไม่จบหรือ หนังกึ่งสารคดีเกี่ยวกับงานคาร์นิวัล รวมไปถึง Four Men on a Raft” ครอนและสมัครพรรคพวกจึงออกวิ่งเต้นเรี่ยไรเงินมาเป็นกองทุนสำหรับบูรณะงานของเวลส์ในส่วนที่กล่าวมา แม้จะไม่ได้รับการเหลียวแลจากแหล่งเงินในสหรัฐแต่ก็ยังดีที่มีแหล่งเงินจากยุโรปยื่นมือเข้ามาโอบอุ้ม เงินทุนที่ได้มากนอกจากจะใช้ไปเพื่อการบำรุงรักษาฟิล์มแล้ว ยังเจียดส่วนหนึ่งมาสร้างหนังสารคดี โดยจะชำระประวัติศาสตร์ในส่วนตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ Four Men on a Raft ผนวกเอาไว้ในสารคดีด้วย

ด้วยเหตุดังนี้ แกรี เกรฟเวอร์ตากล้องซึ่งร่วมขบวนกับเวลส์ไปทำงานในบราซิลเมื่อครั้งกระโน้นจึงถูกดึงตัวกลับมาสานงานต่อ เกรฟเวอร์ต้องตามไปเก็บภาพการสัมภาษณ์ทั้งนักแสดงในกลุ่มล่องแพ และ หญิงสาวผู้มีบทบาทเป็นปมความรักที่เวลส์เขียนแทรกเสริมไว้ในหนัง Four Men ที่ยังมีชีวิตอยู่ It’s All True ในรูปสารคดีมาแล้วเสร็จเอาใน ค.ศ.1993 หลังจากเวลส์อำลาโลกไปแล้ว 8 ปี

jimjar-0011ในสารคดี Tigrero ความทรงจำอันพัวพันอยู่กับคำสาปและอาถรรพณ์แห่งลุ่มน้ำแอมะซอนแต่ครั้ง ค.ศ.1955 พรั่งพรูจากช่องแคบระหว่างแท่งซิการ์กับริมฝีปากแซม ฟุลเลอร์ ขณะสนทนาอยู่กับจิม จาร์มุช กล่าวในส่วนของจาร์มุช เขาร่วมมาในขบวนล่องแอมะซอนตามคำเชื้อเชิญของผู้กำกับคอริสมากิ ก่อนจะตกกระไดพลอยโจนมารับหน้าเสื่อเป็นคนสัมภาษณ์ฟุลเลอร์ในที่สุด คนทั้งสามอยู่ในเส้นทางย้อนอดีตเพื่อค้นหาหมู่บ้านอินเดียนซึ่งฟุลเลอร์เคยหมายตาจะใช้เป็นฉากในหนังชื่อ Tigrero ” ไม่ใช่อาถรรพณ์หรือคำส่งคำสาป อะไรหรอก เป็นคำสั่งต่างหาก คำสั่งของซานุก” ฟุลเลอร์เปิดใจถึงต้นเหตุแห่งการทำหมันโครงการ Tigrero

zanuck-fullerคราวโน้น แดริล ซานุก(Daryl  Zanuck)ซึ่งในกาลต่อมาได้ขึ้นเป็นใหญ่ในสตูดิโอฟ็อกซ์ ส่งฟุลเลอร์ไปยังแอมะซอนเพื่อสำรวจทำเลถ่ายทำหนัง พร้อมทั้งเก็บภาพพื้นที่บางส่วนมาประกอบการพิจารณา ตามโครงการหนังจะมีนักแสดงอาทิ จอห์น เวนย์ มาสวมบทนักบุญในคราบนายพรานใจอารี ไทโรน พาวเวอร์ในบทนักโทษแห่งเรือนจำนครริโอ และ เอวา การ์ดเนอร์จะเล่นเป็นภรรยาของพาวเวอร์ ตามท้องเรื่อง การ์ดเนอร์จะฆ่าผู้คุมเพื่อช่วยสามีสู่อิสรภาพ และมาจ้างเวนย์นำทางหนีตัดผ่านดินแดนที่เรียกว่า มาตากรอสโซ ซึ่งมีเพียงชาวเผ่าอินเดียนเท่านั้นที่รู้ตื้นลึกหนาบางของเส้นทางวิบากสายนี้ ตอนท้ายของหนังจะเป็นเหตุการณ์บนเกาะกลางเวิ้งน้ำแอมะซอน เมื่อฝ่ายสามีพาวเวอร์คิดกำจัดจุดอ่อน คือ ตัวการ์ดเนอร์ เพราะเห็นว่าเธอรังแต่จะเป็นภาระ การขอไปตายเอาดาบหน้าตามลำพังดูจะมีโอกาสรอดมากกว่า แต่แล้วเมื่อผลแห่งความขัดแย้งปะทุขึ้น พรานใจบุญกลับยังมีน้ำใจช่วยชีวิตสามีใจเสาะไว้ก่อนที่จะช่วยหญิงสาวเสียอีก “ที่สุดของบทพิสูจน์ความรัก” ฟุลเลอร์ตบเข่าฉาดใหญ่ด้วยใจกระหยิ่มตอนโพล่งคำนี้ออกมาเป็นการตบท้ายเรื่องย่อของหนัง

เหตุผลที่ซานุกสั่งล้มเลิกโครงการ Tigrero ก็เข้าอีหรอบเดียวกับจิลเลียมคือถูกบีบคอจากบริษัทประกัน ฟุลเลอร์ซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่ค.ศ. 1997 เล่าถึงจุดผกผันของโครงการไว้ในหนังว่า “พวกนั้นต้องการเบี้ยประกันสูงถึง 18 ล้านเหรียญ แลกกับความปลอดภัยของดารา 3 คนนั่น ซานุกเห็นตัวเลขเข้าก็บอกเลิกศาลา” อย่างไรก็ดี ภาพที่สู้อุส่าห์สะพายปืน แบกกล้องบุกป่าฝ่าดงไปเก็บมาก็หาได้สูญเปล่า เพราะฟุลเลอร์นำมาตัดต่อใส่เข้าไปในหนังเรื่องถัดๆ มาของเขา เช่น ภาพชนพื้นเมืองกำลังร่ายรำอยู่ในชุดกระโปรงหญ้าก็กลายมาเป็นภาพในห้วงเพ้อหลอนของตัวเอกใน Shock Corridor

sfuller-0012ตามคำบอกเล่าของคอริสมากิ เขาจากฟินแลนด์บ้านเกิดมายังบราซิลหลายปีก่อนหน้าความคิดสร้างสารคดีเรื่องนี้จะผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่ทันตั้งตัว เหตุจากในระหว่างรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน ครั้งหนึ่ง ณ กรุงปารีส จู่ๆ ฟุลเลอร์ได้เปรยขึ้นว่า เขามีเศษฟิล์มอยู่หยิบมือหนึ่ง เป็นภาพการร่ายรำของชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งแต่งตัวด้วยกระโปรงหญ้า แต่นึกไม่ออกว่าไปได้ภาพนี้มาจากแห่งหนตำบลใดของลุ่มน้ำแอมะซอน

ผมบอกกับแซมและภรรยาของเขาว่าภาพที่ว่ามาน่าจะเป็นหนังดีๆ ได้สักเรื่อง สองสามีภรรยาฟุลเลอร์ก็เห็นพ้องด้วย หนึ่งสัปดาห์ต่อมาผมก็ได้รับเศษฟิล์มดังกล่าว ผมเอาไปฉายดูกับเพื่อนชาวบราซิลเลี่ยนซึ่งเป็นคร่ำหวอดเรื่องอินเดียน พอเขาดูปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าชนพื้นเมืองในภาพเป็นเผ่าใดและมีถิ่นฐานอยู่แถบไหน ผมกับเขาจึงเดินทางไปยังแหล่งอินเดียนเผ่าคาราฆาและถือโอกาสจัดแจงเตรียมการถ่ายทำ ก่อนจะกลับมาอีกรอบพร้อมด้วยฟุลเลอร์และจาร์มุชเพื่อถ่ายทำจริง ณ หมู่บ้านซึ่งบัดนี้ความศิวิไลซ์ได้รุกคืบเข้ามาพลิกโฉมวิถีชีวิตชาวเผ่าจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมจากครั้งที่ฟุลเลอร์มาเยือนในหนก่อน

“ผมถ่ายทำโดยเน้นความสดดิบ เพราะต้องแข่งกับเวลา เพื่อมิให้หลายปัจจัยที่กำลังประจวบเหมาะและเป็นใจผ่านเลยไปเสียก่อน” คอริสมากิกล่าวเสริม ต่อข้อคำถามที่ว่า เขาต้องการนำเสนอสาระอันใดแก่คนดู คำตอบของคอริสมากิก็คือ การรับรู้ถึงชะตากรรมอันพ้องพานของชนเผ่าพื้นเมือง กับชุมชนหนังอิสระ ในฐานะที่ต่างก็ตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ด้วยกันทั้งคู่

เก็บความจาก
http://www.indiewire.com/movies/movies_030131mancha.html

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: