enyxynematryx

กลภาพใน-นอกกรอบ ตอบโจทย์สัมพันธภาพและชีวิต

leave a comment »

yiyi-057

เฉกเช่นหนังมหากาพย์ครอบครัวโดยทั่วไปก่อนที่จะขยายความถึงลำดับพัฒนาการและอารมณ์ของครอบครัว ผ่านเหตุการณ์ร้อนหนาวตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคมในช่วงเวลาต่อเนื่องยาวนาน เอ็ดเวิร์ด หยาง(Edward Yang)เปิดฉาก Yi Yi ด้วยการแต่งงาน การเริ่มต้นเล่าจากงานสมรสของสมาชิกสำคัญในตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งทำให้หลายฝ่ายอดไม่ได้ที่จะนำ Yi Yi ไปเปรียบเทียบกับ The Godfather ซึ่งเริ่มต้นตำนานด้วยภาพเหตุการณ์เดียวกัน

yiyi-050แต่ความละม้ายดังกล่าวมาจากเจตนาที่ต่างกันลิบลับ The Godfather เป็นหนังที่สร้างในคริสตทศวรรษ 1970 เพื่อย้อนรอยตำนานของตระกูลที่ทรงอิทธิพลแห่งยุค 1930 มาเล่าขาน ขณะที่ทิศทางการคลี่คลายเรื่องราวใน The Godfather ไหลเลี้ยวไปตามคติซึ่งตั้งตัวเป็นปฏิกิริยาต่อผลงานประเภทที่แอบอิงอยู่กับค่านิยมและรสนิยมทางศิลปะตามแนวคลาสสิค แต่โครงสร้าง ลักษณะการคลี่คลายใน Yi Yi ทำหน้าที่ย้อนทวนกลับไปสะท้อนขนบการสร้างงานที่เก่าแก่ยิ่งกว่า กล่าวคือ เป็นการล้อขนานไปกับงานแนวสมจริง อันเป็นสกุลแนวคิดที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อขบวนการสร้างสรรค์งานวรรณกรรมในคริสตศตวรรษที่ 19 ดังที่จอร์จ ลูแค็ก(Georg Lukács)เคยใช้แว่นวิจารณ์แนวมาร์กซิสต์ชำแหละงานเขียนของ บัลซาค(Balzac)และเลียฟ ตอลสตอย(Leo Tolstoy) ลึกถึงระดับโครงสร้างและค้นพบบทบาททางเศรษฐกิจระดับจุลภาคที่ก่อตัวเป็นมุ้งเล็ก ๆ อยู่ในสังคม มาก่อนแล้ว ในสายตาอันแหลมคมของลูแค็ก จริตทุนนิยมเติบโตเพราะได้น้ำเลี้ยงจากพลังคับแค้นของสมาชิกคนเล็กคนน้อยที่พยายามดิ้นรนจะปลิดตัวเองออกมาจากลำต้นตระกูลซึ่งครอบงำอยู่เดิม โดยความเอื้อเฟื้อจากงานวรรณกรรม ลูแค็กชี้ให้เห็นอีกด้วยว่าในระหว่างที่สมาชิกพยายามเสือกไสตัวเองให้หลุดจากขั้วอำนาจของหน่วยใหญ่ ความรู้สึกแปลกแยกต่อหน่วยใหญ่ย่อมถูกบ่มเพาะขึ้นในใจสมาชิกผู้นั้นโดยธรรมชาติ

yiyi-0052เพื่อให้สอดรับกับการเกิดปฏิกิริยาดังกล่าว โครงสร้างพิมพ์นิยมของวรรณกรรมเพื่อชีวิตจึงมักกำหนดให้ตัวละครที่มีเจตนารมย์และชะตากรรมผิดแปลกจากชาวบ้านหรือญาติมิตรมามีชีวิตอยู่ท่ามกลางฉากหลังที่กำลังปรับตัวหรือไหวตัว เมื่อคนแปลก มาอยู่ใน สภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยน ย่อมกลายเป็นการเพิ่มแรงบวกให้แก่กระบวนการโต้ตอบระหว่างตัวละครกับโครงสร้างยิ่งขึ้น กล่าวสำหรับ Yi Yi เอ็ดเวิร์ด หยางออกแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับตัวละคร ในทำนองเดียวกัน เพียงแต่เขาพิถีพิถันและถ่ายทอดอย่างมีชั้นเชิงมากไปกว่าแค่เพียงเผยให้เห็นการปะทะโดยตรงระหว่างระหว่างโครงสร้างกับปัจเจกผ่านการคลี่คลายเรื่องราวเพียงโสตเดียว แบบแผนการใช้กล้องเพื่อจับภาพเหตุการณ์และบุคคล โดยมอบบทบาทสำคัญแก่กรอบภาพ ในการทำหน้าที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานบ่งนัยยะของเหตุการณ์และความรู้สึกของตัวละคร ถูกหยางนำมาผนวกซ้อนไว้อีกชั้น ด้วยบทบาทที่มีน้ำหนักและมีระบบการสอดใส่ความหมายแก่กรอบภาพไม่เพียงจะผุดพรายนัยยะสำคัญ หากยังทำให้หยางบอกเล่าความเป็นไปของตระกูลใหญ่ได้อย่างคมเข้ม การค้นหารวบรวมระบบการให้ความหมายในแต่ละกรอบภาพเพื่อระบุความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์/บุคคล กับ กรอบภาพ ทำให้ได้มาซึ่ง ความระหว่างกรอบ(ภาพ) ที่ทำหน้าที่เสริมแรงองค์ประกอบอื่น ๆ ให้หนังมีความบริบูรณ์ยิ่งขึ้น

yiyi-003

เมื่อบ่อเกิดเรื่องราวคือ ครอบครัว Yi Yi ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องเลาะเลียบไปตามเหตุการณ์หรือกิจกรรมสำคัญ ๆ ของครอบครัว นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของสภาพครอบครัว คือ การแต่งงาน เรื่อยไปถึงการให้กำเนิดทายาท หรือผลิตซ้ำสมาชิกของครอบครัว และบรรจบหนึ่งรอบกงล้อประวัติศาสตร์ครอบครัวด้วยพิธีศพของคนที่สังกัดสายสกุลเดียวกัน ครอบครัวที่เป็นเวทีดำเนินเรื่องใน Yi Yi ได้แก่บ้านตระกูลเจี้ยน ครอบครัวชนชั้นกลางซึ่งตั้งมั่นและเติบใหญ่ในอาณาบริเวณที่เรียกว่า เขตเมือง ในกระบวนการเติบโตท่ามกลางสภาพสิ่งแวดล้อมดังกล่าวบ้านตระกูลเจี้ยนก็เช่นเดียวกับครอบครัวอื่น ๆ ที่ต้องรับมือกับความมุ่งหมายและผลสืบเนื่องอันหลากหลายที่เกิดจากสมาชิกแต่ละคน รวมถึงแรงเสียดสีกล่อมเกลาจากสภาพแวดล้อม

yiyi-060

เมื่อเพ่งสำรวจลึกลงไปในแต่ละองค์ประกอบซึ่งได้แก่สมาชิกที่ประกอบขึ้นเป็นครอบครัว จะพบว่าท่าทีของตัวละครต่อสภาวะแวดล้อมที่ตนเองเป็นสมาชิกและมีสถานภาพอยู่ไม่ว่าจะในทางเศรษฐกิจ สังคม รวมไปถึงประเด็นความขัดแย้งที่หยางกำหนดให้แก่หนัง จะอยู่ในลักษณะหรือมีแนวโน้มเป็นไปในทางเดียวกับที่พบเห็นในวรรณกรรมสัจนิยมช่วงคริสตศตวรรษที่ 18 ราวกับโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ยังไม่นับถึงการให้ภาพสังคมที่กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากสาระสำคัญของหนังคือการเพ่งสำรวจแต่ละชีวิตที่กำลังขับเคลื่อนตัวเองไปบนระนาบเวลา เพื่อแลกกับการได้มาซึ่งคำตอบของโจทย์ชีวิต หยางใช้เวลาในการเล่าเรื่องร่วมสามชั่วโมง เวลาส่วนหนึ่งหมดไปกับการให้ภาพด้านต่าง ๆ ของตัวละครสิบกว่าชีวิต Yi Yi จึงเป็นเหมือนภาพวาดชาดกขนาดยักษ์ที่แบ่งซอยออกเป็นบานกรอบเล็ก ๆ บันทึกรายละเอียดความเป็นไปของตัวละครแต่ละตัว เพื่อที่ให้ได้ภาพชีวิตและท่วงทำนองชีวิตที่สมบูรณ์ในตัวเองของตัวละครเหล่านั้น ที่สำคัญวิธีคิดในการหยอดแทรกความหมายแก่กรอบภาพและร้อยโยงสู่ภาพใหญ่ของเรื่องราวใน Yi Yi บ่งบอกถึงพรสวรรค์และความช่ำชองในการเล่าของหยางอย่างลุ่มลึก การแกะรอยลวดลายชั้นเชิงด้านภาพของหยางจึงอาจนับเป็นรางวัลทางความรู้สึกแก่ผู้ที่ใส่ใจ

yiyi-001แบบแผนหลักด้านภาพของหยางใน Yi Yi คือ การผสานสลับระหว่าง ภาพของตัวละครภายในกรอบภาพ ซึ่งผ่านการจัดวางแบ่งสรรองค์ประกอบระหว่างตัวละครกับพื้นที่ว่างเปล่าเพื่อผลในทางสร้างความอึดอัดและเขม็งเกลียว กับภาพของตัวละครในท่ามกลางพื้นที่เปิด กล่าวคือ จากภาพตัวละครในระยะประชิดกล้องจะขยับขยายมุมและระยะของภาพ เพื่อเผยกวาดเก็บภาพของปริมณฑลทั้งทางกายภาพ จิตใจและห้วงขณะของอารมณ์ที่ห้อมล้อมตัวละครอยู่ โดยปริมณฑลดังกล่าวจะทำหน้าที่ฉนวนแผ่ทอดคั่นระหว่างตัวละครกับคนดู

หยางเปิดเรื่องด้วยภาพเหล่าสมาชิกบ้านตระกูลเจี้ยนมาชุมนุมกันในงานวิวาห์ของหนึ่งในสมาชิกแซ่ แขกเหรื่อทุกคนอยู่ในอิริยาบถเสียไม่ได้ และภาวนาให้งานผ่านพ้นไปยิ่งเร็วได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี ฉากนี้กินเวลาตั้งแต่ชั่วขณะจิตก่อนที่จะมีการถ่ายภาพหมู่ และต่อเนื่องเรื่อยไปกระทั่งการถ่ายรูปแล้วเสร็จ Yi Yi จะเริ่มต้นและคายเรื่องราวผ่านกระบวนภาพทำนองนี้เสมอนับแต่ต้นเรื่องไปจนตอนจบ เพื่อจับตาอากัปกิริยาของตัวละครที่แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างขณะที่พวกเขาและเธออยู่กับตัวเอง กับการแสดงออกเมื่อเขาและเธอรู้ตัวว่ามีสายตาของคนอื่นจับจ้องเก็บบันทึกความเป็นไปของตนอยู่

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงอากับกิริยาของตัวละครทุกครั้งจะนำมาซึ่งความแปรเปลี่ยนแก่ระเบียบการยึดครองพื้นที่ของแต่ละองค์ประกอบที่อยู่ในกรอบภาพการที่จะฉายภาพส่วนต่างระหว่างระยะห่างและระดับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครทั้งหลายกับคนดู ก่อนหน้าและภายหลังการเข้ามามีบทบาทของเงื่อนไขบางอย่าง(โดยที่ในฉากแรกของหนังคือ กล้อง และการถ่ายภาพหมู่) หยางต้องเทน้ำหนักการกำกับภาพส่วนใหญ่ให้แก่การกรอบภาพ รูปการสำนึกต่อภาวะการเป็นครอบครัวเดียวกันถึงจะถูกแช่ตรึงหรือเก็บบันทึกในลักษณะภาพนิ่งซึ่งมีภาพสมาชิกบรรจุอยู่ในนั้นพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ด้วยเหตุที่กว่าจะได้ภาพดังกล่าวมา หยางถือโอกาสกวาดเก็บโลกส่วนตัวของแต่ละคนที่มาเคียงไหล่เบียดเสียดในกรอบภาพไว้มากพอดู ดังนั้น พลันที่ทั้งหมดพร้อมใจกัน “วางท่า” เพื่อเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกจึงเหมือนกับว่า ตัวละครทั้งหมดพร้อมใจกัน “พัก”โลกส่วนตัวรวมถึงโลกภายนอกที่แต่ละคนข้องเกี่ยวอยู่ เอาไปไว้ข้าง ๆ กรอบเป็นการชั่วคราว เป็นชั่วคราวที่สั้นมาก หรืออาจเป็นเพียงชั่วพริบตาด้วยซ้ำที่โลกภายนอกจะอิดออดและยอมถูกผลักไปพักไว้เบื้องนอก เพราะเหล่าสมาชิกแต่ละคนต่างอีหลักอีเหลื่อที่จะต้องมารวมญาติกันซึ่งหยางแจงไว้ก่อนหน้านั่งเองที่เป็นปัจจัยคอยกระแทกกระทั้นจ้องทะลวงเข้ามาทำให้กรอบภาพแห่งรูปสำนึกความเป็นครอบครัวปริร้าวและแตกแยก

yiyi-007

หยางยังสำทับถึงสภาพที่ตัวละครถูกกำหนดบงการโดยโลกภายนอก หรือ กฎเชิงสังคมผ่านสัญลักษณ์อื่น ๆ ที่แทรกเข้ามาในกรอบภาพ ดังในฉากจุมพิตแรกของคู่บ่าวสาว คือ ถิง ถิง(เคลลี ลี) กับ เจ้าอ้วน(จาง ยู่ ปัง) องค์ประกอบหลักในภาพกรอบนี้ นอกจากตัวละครทั้งสองแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่สำคัญระดับที่จะเป็นประธานภาพได้ เพราะหยางจัดวางให้อยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของกรอบภาพพอดี สิ่งนี้ก็คือ สัญญาณไฟจราจรจากระยะไกลออกไปซึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวและเหลืองตามลำดับในระหว่างที่การจุมพิตดำเนินไป ควรกล่าวด้วยว่า หยางมักยืดขยายพื้นที่และเวลาของเหตุการณ์ใหญ่ด้วยเหตุการณ์ย่อยที่คอยย้ำถึงพันธกิจต่อโลกภายนอก ครอบครัว หรือความต้องการส่วนตัวซึ่งถูกนำมาแทรกไว้ประปราย พฤติกรรมดังนี้ของหนังมาจากเจตนาของหยางที่จะยื้อยุดมิให้โลกของบ้านตระกูลเจี้ยนสมานตัวกันได้สนิทหรือมีเอกภาพ

ตราบจนงานเลี้ยงของพิธีวิวาห์เลิกรา สถานที่จัดงานร้างไร้แขกเหรื่อแล้ว คนดูจะเห็นสภาพความเปลี่ยนแปลง จากที่อาตี้(เฉิน ชิเฉิง)ยืนกระดกแก้วเหล้าและส่งเสียงเอ็ดตะโรอยู่บนเก้าอี้รายล้อมด้วยเพื่อนฝูงที่เฮฮากันสุดเหวี่ยง หยางค่อย ๆ ถอยกล้องห่างออกมาจากตัวละครกลุ่มนี้ เผยให้เห็นความว่างเปล่าที่ห้อมล้อมพวกเขาอยู่ จากแต่เดิมที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรอบภาพถูกยึดครองด้วยภาพตัวละครขณะกำลังหฤหรรษ์บัดนี้ ขนาดของภาพที่หนุ่ม ๆ กำลังดื่มกินอย่างหัวราน้ำค่อย ๆ หดเล็กลง และด้านขวาของกรอบภาพมีเพียงความว่างเปล่าพร้อมกันกับที่กระบวนการเก็บกวาดทำความสะอาดพื้นที่ฉลองเริ่มกรายกร้ำเข้ามา ณ เบื้องซ้ายของกรอบภาพ

yiyi-059

นัยยะที่ได้จากผลของการจัดวางและขับเคลื่อนองค์ประกอบภายในกรอบภาพจากฉากนี้คือ ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครกับบริบทของโลกที่แปรเปลี่ยนไป ตัวละครเหล่านี้ไม่คำนึงถึงการปรับตัวเองเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงรอบข้างแม้แต่น้อย เพราะไม่ได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เฉกเช่นลักษณะการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างขนานใหญ่ของไต้หวัน อันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ทว่าเพียงชั่วประเดี๋ยวฟองสบู่ก็พร้อมเพรียงกันแตกปะทุไปทั่วทุกหย่อมหญ้า เหมือนหนึ่งงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่คนที่อยู่ในงานเลี้ยงอย่างอาตี้เและคณะพรรคอาจไม่เฉลียวใจถึงการสิ้นสุดวาระแห่งความหลงระเริงที่เกิดขึ้น การเพาะความหมายใหม่จากกรอบภาพอันเป็นผลการปะทะกันระหว่างสภาพก่อนหน้าและภายหลังของเหตุการณ์อันเป็นจุดหักเหของแต่ละตอน เป็นไม้ตายที่หยางจับจุดได้แม่นยำและนำมาใช้ในการเล่าเรื่องด้วยภาพได้คมคายและราบรื่น

หยางยังใช้การฉายภาพทวนซ้ำเพื่อตอกย้ำการปะทะกันระหว่างสองสภาพ ยกตัวอย่างเช่น ในตอนที่เสาหลักของบ้านตระกูลเจี้ยน คือ เอ็น เจ (รับบทโดย หวู เนียน เจิ้น) มีปากเสียงกับภรรยาว่าด้วยเรื่องอนาคตของครอบครัว ในภาพจะเห็น เอ็น เจ ยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความมืด ตัดกับแสงสีจากเมืองใหญ่เบื้องนอกที่สะท้อนเข้ามาภายในห้อง ภายหลังพายุอารมณ์ผ่านพ้นไป เอ็น เจ กระตุกสายโยง มู่ลี่คลี่ตัวลง และทำให้ภาพสะท้อนแสงสีของเมืองที่เคยทะลวงเข้ามาทาบยึดพื้นที่ของห้องถอยวูบหายไปและจดจ่อตัวเองอยู่แค่ด้านนอกของมู่ลี่ นับเป็นการสิ้นสุดของความทับซ้อนก้าวก่ายระหว่างอาณาบริเวณส่วนตัว กับ พื้นที่สาธารณะเมื่อมู่ลี่กางกั้นอิทธิพลของเมืองใหญ่ออกจากที่รโหฐาน จากภาพระหว่างการวิวาทะซึ่งได้มาเพียงบทสรุปที่ไร้ข้อยุติ แม้คนดูจะไม่ได้รับรู้ถึงรายละเอียดเชิงถ้อยวาจาที่สองฝ่ายยกขึ้นมาโต้แย้งกัน แต่เราก็พอจะรู้ถึงประเด็นหรือแรงผลักดันที่ทำให้คู่สามีภรรยาต้องเลือดขึ้นหน้าเข้าใส่กัน จากการที่มีภาพของเมืองใหญ่มาพาดทับคนทั้งสองอยู่

yiyi-0581

โดยเหตุที่ Yi Yi มุ่งฉายภาพของคนในสังคมที่ตกอยู่ในภาวะด้อยสมรรถภาพในการสร้างความขั้นละเอียดอ่อนต่อกัน ดังนั้นโดยตลอดตัวหนังจึงแทบจะไม่มีฉากหรือตอนใดที่แสดงการปฏิสัมพันธ์ของตัวละครอันเกิดจากการลำดับภาพในลักษณะตัดภาพสลับไปมาระหว่างภาพตัวละครสองฝ่าย ทั้งนี้ เพราะหนังต้องการลดน้ำหนักความสัมพันธ์ในระดับส่วนตัวระหว่างตัวละครลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ แต่หยางหันไปให้ความสำคัญและสร้างแบบแผนการแทรกความหมายผ่านการสลับภาพจากระยะประชิดกับระยะไกล หรือมุมกว้างแทน เมื่อใดที่ต้องการถ่ายทอดสภาวะความกดดันและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในใจตัวละคร หยางจะใช้ภาพระยะใกล้ ส่วนภาพระยะไกลจะถูกนำมาใช้เมื่อต้องการเน้นและบอกใบถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดแก่สภาพแวดล้อมที่ตัวละครอยู่ รูปแบบการตัดสลับภาพใกล้ไกลเช่นนี้มีให้เห็นในฉากที่ หยาง หยาง นั่งชมสารคดีท่ามกลางจำนวนลูกค้าอันโหรงเหรงในโรงหนัง ทันทีที่หยาง หยาง บ่ายหน้าจากจอหนังไปยังประตูโรงหนังที่เผยอออกพร้อมกับร่างเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเบี่ยงตัวเข้ามาภายใน ภาพก็เปลี่ยนระยะ จากที่ประชิดใบหน้าหยาง หยาง อยู่ก็กวาดออกเป็นมุมกว้างเพื่อเก็บภาพโรงหนังและเด็กผู้หญิงที่เข้ามาในโรง

ข้อน่าสังเกตอีกประการ คือ หยางมักถ่ายภาพของสถานที่ใดสถานที่หนึ่งจากมุมกล้องเดิม การกล่าวถึงสถานที่ในมุมมองเดิม ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้คนดูเก็บเกี่ยวรายละเอียดที่แฝงตัวหรือแนบอิงอยู่กับสถานที่ซึ่ง อาจหลงหูหลงตาไปเมื่อได้เห็นสถานที่นั้น ๆ ในครั้งแรก ๆ เพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ รวมถึงอาจรู้สึก ผิดสังเกตหากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ผิดที่ผิดทางจากที่เคยเป็นอยู่ หรือ เปิดเผยตัวเองออกมาเพราะสิ่งอื่นที่เคยบดบังหรือช่วยพรางอยู่ ถูกเคลื่อนย้ายออกไป แบบแผนการทำงานของกล้องจึงต้องอาศัยความพิถีพิถันในการจัดวางบรรดาอุปกรณ์ประกอบฉากเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับการวางตำแหน่งและเคลื่อนกล้องเพื่อให้ได้กรอบ มุม และระยะภาพเหมือนเดิมทุกกระเบียดนิ้ว ฉากภายในบ้านตระกูลเจี้ยนยืนยันถึงข้อสังเกตข้างต้นอย่างหนักแน่น หยางมักจะยิงภาพจากในห้องนอนใหญ่ ผ่านกรอบประตู ออกมาสู่โถงทางเดินทุกครั้ง เป็นผลให้คนดูสามารถจดจำและคุ้นชินรายละเอียดที่ประดับประดาเรียงรายอยู่ในกรอบภาพของบริเวณคาบเกี่ยวระหว่างห้องนอนใหญ่กับโถงทางเดินตามมุมนิยมนี้เพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อย หนึ่งรายละเอียดที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของความคิดขบถ ต่อต้านขนบและความเป็นครอบครัว คือ โปสเตอร์ภาพบ็อบ ดีแลน และ เดอะบีตเทิล ซึ่งกว่าคนดูจะเห็นโปสเตอร์ทั้งสองแผ่นอย่างถนัดตาก็ปาเข้าไปครั้งหลัง ๆ แล้วที่ภาพมุมนี้ถูกนำเสนอ ทั้งที่โปสเตอร์ทั้งสองแผ่นปิดอยู่กับบานประตูห้องที่ตั้งประจันหน้าอยู่กับปากประตูห้องนอนใหญ่มาแต่ไหนแต่ไรแท้ ๆ ในความซ้ำซากกลับมีสิ่งใหม่ค่อย ๆ เผยตัวเองออกมา เพราะความละเอียดลออในการเล่นแง่ผ่านภาพของหยาง

yiyi-0101

ตัวตนของตัวละครแทบทั้งหมดใน Yi Yi นอกจากหมกมุ่นอยู่กับตัวเองแล้ว เขาและเธอยังตกอยู่ภายใต้แรงขับแห่งความปรารถนาที่จะมีเวลาและพื้นที่ สำหรับตรึกตรองถึงบทบาทและความเป็นไปของชีวิตตน ในเมื่อทุกคนต่างต้องการเวลานอกเพื่อทบทวนและปล่อยให้ความกังวลต่อชะตากรรมและวิถีชีวิตได้มีโอกาสโรยตัวตกตะกอนกระทั่งตาสว่าง จนมองเห็นจุดยืนและความหมายของชีวิต ด้วยเหตุดังนี้ พื้นที่ส่วนหนึ่งของกรอบภาพจึงถูกสงวนไว้เป็นเขตปลอดกิจกรรมและอคติทั้งหลาย อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเสมอก่อนจะถูกล่วงล้ำและครอบครองโดยกิจวัตรและพฤติกรรมตามวิถีปกติ คล้ายกับเป็นการภาวะสุญญากาศให้ตัวละครได้ปลดเปลื้องพันธะทั้งหลาย ทุก ๆ กรอบภาพจึงเกิดจากการรังวัดปักปันพื้นที่ระหว่างเวทีแห่งการดำรงชีวิต กับปริมณฑลเพื่อการจงกรม ไม่ว่ากรอบภาพนั้น ๆ จะกล่าวถึงปฏิกิริยาของตัวละครต่อโลก หรือ ครุ่นคิดถึงตนเอง

การตัดภาพสลับไปมาระหว่างสองเหตุการณ์ที่สมาชิกครอบครัวไปผจญชีวิตอยู่ต่างเวทีและวาระกัน มีให้เห็นอยู่เสมอ เมื่อตัวละคร ซึ่งโดยจารีตถือเป็นญาติโกโหติกา แต่กลับปรากฏตัวอยู่ต่างทั้งสถานที่และสถานะโดยสิ้นเชิง ย่อมส่อถึงภาวะกึ่งบ้านแตกสาแหรกขาดที่ครอบครัวตระกูลเจี้ยนกำลังเผชิญ กระทั่งอาจกล่าวได้ว่า หากไม่ได้ Yi Yi กับการตัดต่อในลักษณะควบสลับสถานการณ์และพฤติกรรมของเหล่าสมาชิกในครอบครัวมาบอกเล่าเก้าสิบ ก็คงปราศจากสิ่งที่มาโยงใยรัดร้อย ทั้งเสาหลักและลูกบ้านตระกูลนี้ไว้ด้วยกัน

yiyi-0171ควรกล่าวด้วยว่า การตัดต่อในลักษณะดังกล่าว สอดรับเป็นอย่างดีกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวขนาดใหญ่และกำลังแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อย ๆ พร้อมกับที่ความผูกพันก็ค่อย ๆ คลอนคลาย โดยที่สมาชิกแต่ละคนล้วนมีล้วนมีพันธกิจส่วนตนที่แนบแน่นกับโลกภายนอกและความปรารถนาจากส่วนลึก เมื่อภาพของสมาชิกหนึ่งถูกทดแทน สลับผลัดเปลี่ยนกันการครอบครองเรื่องราวบนจอหนัง(ในกรอบภาพ) โดยสมาชิกคนอื่น ย่อมสะท้อนถึงปฏิสัมพันธ์ในแบบแผนที่สมาชิกแต่ละคนไม่สามารถเจียดหรือแบ่งปันพื้นที่และเวลาของตัวเพื่อใส่ใจและรับรู้ความเป็นไปของสมาชิกร่วมสกุลคนอื่น ๆ ดุจเดียวกับความเป็นไปในกรอบภาพ เพราะขณะบอกกล่าวเล่าแจ้งเรื่องของสมาชิกคนใดคนหนึ่งหนังย่อมมิอาจสละพื้นที่และเวลาเพื่อเล่าภาพความเป็นไปของสมาชิกคนอื่นพร้อมกันไปได้ ด้วยเหตุที่ต่างคนต่างอยู่คนละสถานที่และสถานการณ์ ทางเดียวที่เรื่องราวของสมาชิกคนอื่น ๆ จะช่วงชิงพื้นที่ของกรอบภาพมาได้ คือ การเบียดขับ เรื่องราวของของตัวละครที่ครอบครองกรอบภาพอยู่เดิมให้พ้นไปเสียจากกรอบภาพ จากที่กล่าวมานับว่าหยางใช้ศิลปะการกรอบภาพและการตัดต่อเพื่อบรรยายขนาดอันใหญ่โตของครอบครัวเจี้ยน และแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกได้แยบคายยิ่ง

จากงานแต่งงานของสมาชิกในครอบครัวอันเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของวงวัฏจักรย่อยในวัฎจักรใหญ่และพื้นที่ส่วนหนึ่งของอาณาจักรตระกูลเจี้ยนได้ถูกซอยแบ่งเพื่อรองรับการสถาปนาปริมณฑลย่อยแห่งใหม่ภายใต้ร่มธงแห่งสกุล เหตุการณ์ก็ดำเนินมาถึงอีกหลักหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ครอบครัว นั่นคือ การถือกำเนิดสมาชิกรายล่าสุด ในฉากงานเลี้ยงรับขวัญสมาชิกรุ่นที่สามซึ่งเป็นผลผลิตจากครอบครัวอาตี้ เราจะได้เห็นฝีภาพแสนธรรมดาที่ให้ภาพเปลี่ยนผันจากสภาพการณ์และอารมณ์หนึ่งสู่อีกสภาพได้อย่างวูบไหว ลงลึกในความรู้สึก

หยางเริ่มต้นฉากด้วยภาพระยะกลางของบรรยากาศงานเลี้ยงอันครึกครื้นอึงคะนึงจากแขกเหรื่อเพื่อนฝูงอาตี้ กล้องรักษาระยะภาพดังเดิมขณะกวาดเก็บอากับกิริยาคนในงานจากฝั่งซ้ายบ่ายไปขวา ทันทีที่ เอ็น เจ ประมุขของครอบครัวเดินทางมาถึงงานเลี้ยง หยางเบนกล้องพร้อมปรับภาพความเอิกเกริกจากระยะกลาง หันไปจับจ้องการปรากฏตัวอย่างเงียบ ๆ ของแขกคนสำคัญในระยะใกล้ กล้องตามจับการเคลื่อนไหวของอาตี้ที่สืบเท้าเข้าไปต้อนรับผู้นำตระกูลถึงปากประตูงานเลี้ยง จนกระทั่งคนทั้งสองเข้ามาอยู่ร่วมกรอบภาพเดียวกัน และต่างทอดสายตาดูความอลหม่านของงานเลี้ยง ภายในการฉากเดียวหยางลดระดับอารมณ์จากบรรยากาศโขมงโฉงเฉงในงานสังสันทน์ไปสู่สภาพนิ่งสงบ มีการแบ่งตัวละครในตอนนี้ออกเป็นสองกลุ่ม โดยดึงอาตี้ออกมาจากวงเพื่อน การเคลื่อนที่ของตัวละครตัวนี้ดึงกล้องติดตามเขาไปด้วย ส่งผลให้ภายในฉากเกิดช่องว่างที่ขยายตัวกินพื้นที่ของกรอบภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ สัดส่วนของความวุ่นวายลดน้อยลง จนเกิดอาณาบริเวณพิเศษสำหรับพักทำใจ และตรึกตรองถึงบทบาทและจุดมุ่งหมายของตัวละครดังที่กล่าวไปก่อนหน้านี้

yiyi-012

ความปรารถนาที่จะมีเวลาพักหายใจหายคอเพื่อตรึกตรองถึงจุดหมายที่แท้จริงของชีวิต อันเป็นปมในใจตัวละครและแก่นของตัวหนัง ถูกประกาศผ่านน้ำคำ เอ็น เจ ในฉากเขาและอดีตคนรักเดินทางไปโตเกียว เพื่อรื้อฟื้นความหลังครั้งทั้งสองยังหนุ่มยังสาว อย่างไรก็ตามถ้อยคำของเอ็นเจไม่ว่าจะกล่าวเพื่อหมายจะกินความเพียงเหตุการณ์ในชีวิตช่วงหนึ่งช่วงใดโดยเฉพาะหรือไม่ก็ตาม ความเป็นจริงเบื้องหน้าก็คือชีวิตของเขาและคนในครอบครัวล้วนยังต้องใช้ความพยายามอย่างหนักต่อไปในการที่จะบรรลุความปรารถนาดังกล่าว การสอดแทรกสภาพชะงักงันเข้ามาท่ามกลางการขับเคลื่อนของชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า รวมไปถึงฉากที่เอ็นเจรำพึงถึงความต้องการเวลาตริตรองเรื่องราวในชีวิต ซึ่งเป็นส่งสารที่โผงผางมากที่สุดครั้งหนึ่งของ Yi Yi ทั้งหมดเป็นเหมือนเทียบเชิญอย่างเป็นทางการถึงคนดู เพื่อเข้าร่วมสังเกตการณ์และสมานตัวเข้ากับทั้งครรลองและปมปัญหา รวมถึงบางก้าวย่างแห่งการวิปัสสนาชีวิตของตัวละครทั้งหลาย

yiyi-006หากที่กล่าวมายังไม่อาจสะท้อนถึงความปรารถนาจะได้มาซึ่งพื้นที่และเวลาพิเศษซึ่งทุกอย่างหยุดนิ่งและปลอดจากอิทธิพลใด ๆ ทั้งภายในและภายนอกซึ่งอาจเป็นสิ่งสุดเอื้อม ของเหล่าคนแซ่เจี้ยน ได้อย่างชัดเจนเพียงพอ ด้วยเหตุเผื่อเหนียว Yi Yi จึงมีตัวละครอีกตัวหนึ่งที่หยางวางหมากให้ทำหน้าที่เป็นกลไกสะท้อนความปรารถนาล้ำลึกของคนในบ้านตระกูลเจี้ยนเป็นการเฉพาะ หยาง หยาง เด็กวัยแปดขวบ คือ ตัวละครที่ว่านี้ หยาง หยาง มีบุคลิกของศิลปินอยู่ในตัว เมื่อดูจากกิจกรรมที่เด็กคนนี้โปรดปราน หน้าที่สำคัญของหยาง หยางภายในโครงสร้างตัวละคร Yi Yi คือ เป็นผู้สรุปรวบภาวการณ์ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านประสบอยู่ และกลั่นออกมาเป็นประเด็นคำถาม และก็เป็นเด็กน้อยคนนี้อีกเช่นกันที่เป็นร่างทรงของหยางในฐานะผู้อาสาเสนอทางออก เพื่อบรรเทาความอิหลักอิเหลื่อในชีวิตปู่ย่าน้าอาลง

หนึ่งในภารกิจสำคัญของหยาง หยาง ทั้งในฐานะคนแซ่เจี้ยนและในฐานะตัวละครในโครงสร้างของ Yi Yi คือ การเป็นพ่องานเที่ยวกวาดต้อนตะล่อมกล่อมบรรดาสมาชิกในครอบครัวให้มารวมญาติในสถานที่และเวลาเดียวกันอีกครั้งหลังจากแยกย้ายกันไป และแทบไม่มีโอกาสกระชับเกลียวความสัมพันธ์มานานเต็มที ในการนี้หยาง หยางจำต้องยืมมือเวทีที่มีพลังเหนือจิตใจเหล่าสมาชิก และเวทีซึ่งมีอิทธิพลกำกับคนในบ้านได้อยู่หมัดก็คือ งานศพคุณย่า

 

เหตุการณ์สำคัญนี้ตั้งเค้าจากช่วงท้าย ๆ แห่งชีวิตคุณย่าในโรงพยาบาล ความชราภาพและโรคภัยกุ้มรุมผู้อาวุโสฝ่ายหญิงของบ้านจนอยู่ในภาวะตรีทูต หมดทางเยียวยาด้วยวิธีทางแพทย์แล้ว แม้แต่หมอก็ยอมรับเช่นนั้น เพียงสิ่งเดียวที่อาจช่วยประคับประคองและพลิกฟื้นสภาพของคุณย่าได้ คือ กำลังใจจากลูกyiyi-0400หลาน โดยให้ลูกหลานแต่ละคนหมุนเวียนกันมาบอกเล่าเรื่องราวหรือความในใจส่วนตนที่คุณย่าไม่ล่วงรู้มาก่อน ให้คุณย่าฟัง สมาชิกทุกคนเห็นดีเห็นงามและทำตามคำขอนั้น จะมีก็แต่หยาง หยางที่เป็นยกเว้น แต่ก็ใช่ว่าเด็กวัยแปดขวบไม่มี”ความในใจ” จะกล่าวกับคุณย่า เหตุผลที่เขาไม่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกเบื้องสู่คุณย่าในห้วงเวลาท้าย ๆ ที่ยังมีโอกาสเหลือ น้อยนิด ได้รับการเปิด ในเวลาต่อมาหลังจากคุณย่าสิ้นบุญไปแล้ว เหตุผลดังกล่าวมาในรูปคำกล่าวไว้อาลัยที่หยาง หยางมอบให้แก่คุณย่าของเขา และเป็นคำกล่าวที่ช่วยถอนข้อสงสัยต่อพฤติกรรมแปลกแยกของหยาง หยางออกจากใจคนดูอย่างถึงรากถึงโคน

ฉากพิธีศพคุณย่าเริ่มจากภาพลูก ๆ หลาน ๆ บ้านเจี้ยนในอากับกิริยาดุจเดียวกับที่เห็นในฉากรวมญาติครั้งแรกตอนเปิดเรื่อง ด้วยสีหน้าท่าทางทุกคนล้วนบ่งบอกถึงความอึดอัด ต่อมาหยางยิงภาพผ่านกรอบหน้าต่างเข้ามาเก็บบรรยากาศความอาลัยหดหู่ อีกครั้งที่การลำดับและกรอบภาพของหยางก่อให้เกิดการเผชิญหน้า รอบนี้เป็นการปะทะกันระหว่างภาพตัวแทนของโลกใหม่ กับ สิ่งเก่า โดยรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของสถานประกอบพิธีที่สร้างตามแนวประเพณีนิยมซึ่งไม่ค่อยจะมีให้เห็นก่อนหน้านี้ งัดข้อกันอยู่ภายในกรอบภาพ ส่วนหน้าของภาพเป็นของสถาปัตยกรรมเก่า ส่วนบ้านจัดสรรซึ่งสร้างตามแบบร่วมและล้ำสมัยอันเป็นภาพเจนตาของหนัง เรียงรายอยู่ในเขตเมืองซึ่งอยู่ไกลออกไป

ภายในโถงพิธีจะเห็นหยาง หยางยืนรอเข้าเคารพศพผู้ตายอยู่ในแถวเป็นลำดับท้าย ๆ ต่อหลังสมาชิกครอบครัวที่มีอาวุโสกว่า ระหว่างที่ทุกคนทยอยเข้าไปแสดงการคารวะผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย วัยเพียงแปดขวบทำให้หยาง หยางสูงเพียงเอวของญาติรุ่นผู้ใหญ่อยู่ลำดับต้น ๆ ของแถว หนังจับให้เห็นดวงหน้าและนัยตาคู่น้อยของเด็กน้อยถูกบดบังระเกะระกะด้วยดอกไม้ในชื่อที่ซุกอยู่ในซอกแขนของญาติรุ่นผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่ลำดับก่อนหน้า แถวหดสั้นเขาเรื่อย ๆ กระทั่งถึงตาของหยาง หยางที่จะเข้าเคารพศพคุณย่า เมื่อจรดเท้าเข้าไปยืนเบื้องหน้าร่างไร้วิญญาณของคุณย่าเรียบร้อย หยาง หยางบรรจงเปิดสมุดบันทึก และเริ่มอ่านคำไว้อาลัยที่เขาเขียนถึงคุณย่า เนื้อความในสุนทรพจน์ ไขข้อข้องใจของทุกฝ่ายกับการที่สมาชิกรุ่นเยาว์รายนี้ไม่ถือปฏิบัติตามสิ่งที่ญาติผู้ใหญ่พร้อมใจกันทำเพื่อyiyi-015คุณย่าก่อนสิ้นใจ กล่าวสำหรับหยาง หยาง เขาคิดว่าคุณย่านั้นมีญาณทอดคลุมกว้างไกลเกินกว่าเรื่องราวใด ๆ ของเขาจะอยู่รอดพ้นจากความรับรู้ของย่า และในเมื่อชั่วชีวิตของเขาล้วนมีแต่เรื่องที่ย่ารู้อยู่แก่ใจ ดังนั้น เขาจึงไม่มีสิ่งใดที่จะสารภาพกับคุณย่าอีกแล้ว และรวมถึงกับพี่ป้าน้าอาแซ่เจี้ยนด้วย การที่เขาปราศจากเครื่องมือทางวาจาที่จะสื่อสารและหยิบยื่น สาร ที่ยังไม่เป็นที่ตระหนักของคนอื่น ๆ ในครอบครัว หยาง หยางจึงหันไปหาเครื่องมือและช่องทางอื่น นั่นคือ การใช้กล้องถ่ายรูปเพื่อเก็บและตรึงภาพชีวิตของใครต่อใครในครอบครัวไว้ในสภาวะนิ่ง อันอาจเป็นสภาวะที่พี่ป้าน้าอาทั้งหลายปรารถนาให้บังเกิดขึ้นจริงแก่ชีวิตพวกเขาแต่ไม่เคยสำเหนียกถึงหรือได้ดื่มด่ำสัมผัส

ช่วงกลางของการกล่าวสุนทรพจน์ไว้อาลัย ขณะที่เสียงจากสมาชิกตัวน้อยเจื้อยกังวาน แจกแจงสภาพปัญหาของครอบครัว หยาง(ผู้กำกับ) ย้ำสำทับด้วยภาพพ่อแม่และพี่สาวหยาง หยางที่ยืนอยู่สำรวมอยู่ในแถวหลัง ๆ ของบรรดาผู้ร่วมพิธี และกำลังอยู่ในภวังค์ตั้งใจฟัง เหตุการณ์วันงานศพย่านับเป็นอีกครั้งที่หยางถือโอกาสชี้ให้เห็นสภาพการขยายตัวจนเกิดขีดที่สำนึกแห่งความเป็นคนร่วมสายเลือดจะยังคงเข้มข้นเหนียวแน่นอยู่ในใจปวงญาติวงศ์ สภาพดังกล่าวเมื่อเกิดขึ้นก็ย่อมส่งผลกระทบต่อสมาชิกทุกรุ่นไม่เว้นแม้แต่เด็กแปดขวบ สมาชิกรุ่นอาวุโสซึ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางการก่อตัวของภาวะบ้านจวนแตกสาแหรกเจียนขาดยิ่งกว่าอย่าง หมิน หมิน ภรรยาของ เอ็น เจ ย่อมได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าจนเธอต้องขอปลีกตัวไปใช้ชีวิตในโบสถ์ สมาชิกที่เหลือต่างก็ปิดตัวเองและจมปลักอยู่กับข้อผูกมัดและความอยากได้ใคร่ดีส่วนตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหัวใจ หน้าตาทางสังคม กระทั่งปัญหาทางเศรษฐกิจ สุดแต่ใครจะอยู่ในช่วงวัยที่ให้น้ำหนักความสำคัญกับประเด็นใด ไม่มีเสียหรอกกับการหยุดและลองนึกถึงสภาพอันน่าสังเวชของตนขณะแถกเถือไขว่คว้า มิใยต้องกล่าวถึงเรื่องที่จะมีใจให้ความห่วงใยแก่ญาติพี่น้อง คนร่วมวงศ์ตระกูล เห็นทีจะยาก

yiyi-0161

แล้วในที่สุดจากฉากงานศพคุณย่านี่เอง หมู่มวลคนแซ่เจี้ยนจึงได้ปรากฏตัวอยู่ร่วมกรอบภาพเดียวกันอย่างพร้อมเพรียงให้เห็นเต็มตาเป็นครั้งแรกใน Yi Yi ทั้งนี้ หากไม่มีสุนทรพจน์ของหยาง หยางมาแทงใจดำก็ไม่แน่ว่าการสามัคคีถ่ายรูปจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ อย่างไรก็ดี การอยู่ร่วมฉากโดยพร้อมหน้ากันและในเวลาเดียวกัน ของคนแซ่เจี้ยนถือเป็นบทสรุปอันเกิดเกิดจาก การคลี่คลายเรื่อง และ การถ่ายทอดภาพ เดินทางมาบรรจบกันอย่างพอดิบพอดี อย่างที่กล่าวแล้ว โดยตลอดตัวหนังก่อนหน้านั้น หยางมักให้เหล่าตัวละครปรากฏตัวในกรอบภาพเพียงลำพัง อย่างเป็นเอกเทศ จนแทบตัวละครแทบไม่มีโอกาสมีปฏิสัมพันธ์ภายในกรอบภาพเดียวกัน เว้นแต่จะได้รับอานิสงส์จากการลำดับภาพ ผู้กำกับหยางยังปลูกฝังบุคลิกศิลปินไว้ในตัวละครเด็กหยาง หยาง โดยทยอยแทรกเรื่อยมานับแต่ต้นเรื่อง หยาง หยางมอบภาพท้ายทอยอาตี้ที่เขาถ่ายแก่เจ้าตัวและบอกนายแบบผู้เป็นลุงให้เก็บภาพนั้นไว้ เพราะเป็นภาพจากมุมที่อาตี้ไม่มีวันจะได้เห็นด้วยตาเขาเอง”ผมจึงต้องช่วยลุง(ให้มองเห็น(กะโหลก)ตัวเอง)”

yiyi-0091

โดยนัยนี้ทัศนคติของหนังต่อศิลปินจึงเป็นไปในทางเชิดชู ฐานที่เป็นผู้มีพรสวรรค์ในการมองภาพต่างจากคนอื่น รวมถึงสามารถส่องเล็งข้อด้อย หรือจุดอับในชีวิตคนอื่น ๆ ที่เจ้าตัวเองมองไม่เห็น เพื่อสะท้อนให้คนเหล่านั้นได้รับรู้และตระหนักถึงตัวเองอย่างรอบด้าน ในทุกซอกหลืบ และโดยยึดตามคุณค่าความเป็นศิลปินจากมาตรฐานชุดเดียวกันมาวัดย่อมถือได้ว่าเอ็ดเวิร์ด หยางเองในฐานะผู้กำกับ Yi Yi เขาก็ได้บรรลุซึ่งการทำหน้าที่อันพึงประสงค์ของศิลปินแล้วดุจเดียวกับหยาง หยาง กล่าวคือ หยาง(ผู้กำกับ)ได้ถ่ายทอดจุดอ่อน จุดบอด อันเป็นผลพวงจากอาณาจักรครอบครัวที่ขยายขนาดใหญ่ขึ้นทุกที ท่ามกลางสังคมที่พร้อมจะยื่นมือเข้ามาก้าวก่ายแบ่งแยกความเป็นครอบครัวอยู่ทุกเมื่อ ทั้งนี้โดยหยางระดมเคล็ดวิชาและกลยุทธด้านภาพมาใช้อย่างเจนจบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการจัดวาง เคลื่อนไหว และ เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ที่มีต่อพื้นที่ภาพ ขององค์ประกอบในกรอบภาพ เพื่อสื่อความหมาย

yiyi-0181ไม่ใช่เรื่องง่ายในการเกลี้ยกล่อมให้คนยอมรับจุดบกพร่อง หรือ ด้านมืดบอดที่เจ้าตัวคิดว่าไม่มี เหตุจากไม่เคยมองเห็น แต่หยางไม่เพียงประสบผลสำเร็จในการเปิดเผยด้านอับของชีวิต กล้องของเขายังตะล่อมปลอบขวัญทั้งตัวละครและคนดูด้วยพื้นที่พิเศษไว้สร้างหวอดภวังค์สำหรับการตรึกตรองและทำใจให้นิ่ง ก็ด้วยหวังจะให้ทุกฝ่ายเพ่งพิจารณาจุดบอด ของชีวิตได้อย่างถ่องแท้

น่าเสียดายยิ่ง Yi Yi ผลงานอันประณีตเยี่ยมยอดอันมีเกียรติคุณรองรับจากทั้งฝั่งยุโรป คือ รางวัลปาล์มทองคำประจำ ค.ศ.2000 จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ และฝั่งอังกฤษ คือ การขึ้นทำเนียบหนึ่งใน 10 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในช่วงทศวรรษ 1979-2004 จากการจัดทำมติโดยนิตยสาร Sight & Sound นี้ มีอันต้องกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายในชีวิตของผู้กำกับ เพราะหยางเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2550

แปลจาก

Austerlitz, Saul. 2001. “Life Inside and Outside of the Frame” Cinemascope 7 (Spring 2001), pp. 24-27.

Advertisements

Written by enyxynematryx

April 22, 2003 at 1:57 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: