enyxynematryx

ศึกชิงทำเนียบหนังและผู้กำกับยอดเยี่ยมในรอบ 2 ทศวรรษส่งท้ายศตวรรษที่ 20

leave a comment »

chngk-xpss-002

ระหว่างส่งแฟกซ์และอีเมล์สอบถามถึง 10 หนังยอดเยี่ยมตลอดกาลในดวงใจเหล่านักวิจารณ์และผู้สันทัดกรณี เพื่อประมวลข้อมูลสร้างเป็นทำเนียบหนังยอดเยี่ยมตลอดกาลประจำปี ค.ศ.2002 นั้น กองบรรณาธิการ Sight & Sound แอบหวังอยู่ในใจลึก ๆ ว่าจะได้เห็นความแปลกใหม่ในโผ เนื่องจากตระหนักดีถึงความซบเซาและขาดพลังของหนังรุ่นใหม่ตามข้อกังวลของผู้เข้าร่วมการเสวนาในหัวข้อ “ความตายของภาพยนตร์”(death of cinema) เมื่อ ค.ศ.1996 แต่แล้วหน้าตาของทำเนียบหนังยอดเยี่ยมตลอดกาลประจำ ค.ศ.2002 ก็ออกมาโดยหาได้มีความผิดแผกไปจากการจัดทำเนียบเมื่อสิบปีก่อนมากอย่างที่ตั้งความหวังไว้ไม่

กระนั้นด้วยตระหนักถึงพันธกิจในการฉายภาพพัฒนาการของหนังสมัยใหม่และโดยหวังจะเห็นหนังรุ่นหลังได้มีโอกาสวัดฝีมือกันเองแทนที่จะถูกข่มโดยหนังอมตะในการจัดอันดับความยอดเยี่ยม ด้วยเหตุที่ไม่ว่าจะมีการจัดอันดับหนังยอดเยี่ยมตลอดกาลกันกี่ครั้งกี่หน การช่วงชิงตำแหน่งจ่าฝูงของทำเนียบก็แทบจะเป็นการผูกขาดระหว่าง Citizen Kane งานค.ศ.1941 ของออร์สัน เวลส์(Orson Welles) กับ Vertigo งานค.ศ.1958 ของอัลเฟรด ฮิทช์ค็อก(Alfred Hitchcock) เสมอมา ในการจัดอันดับครั้งล่าสุดหนังสองเรื่องนี้ก็ตามมาขับเคี่ยวกันเป็นครั้งที่ 5 เข้าไปแล้ว หนังหน้าอ่อนที่สุดที่พอจะทานทนแรงเสียดสีจากหนังรุ่นเก่าและประคองตัวอยู่ในทำเนียบหนังยอดเยี่ยมตลอดกาลได้บ้าง คือ The Godfather Part II งาน ค.ศ.1974 ของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโพลา(Francis Ford Coppola)(ซึ่งมักจะถูกพิจารณารวม ๆ ไปกับ The Godfather ภาคแรก)โดยในการจัดอันดับหนังยอดเยี่ยมตลอดกาล 10 ปีครั้ง หนล่าสุด หนังเรื่องนี้ได้คะแนนมาเป็นอันดับสาม

lavv-001

a scene from L'avventura

ออกจะเป็นเรื่องน่าปวดร้าวใจอยู่เหมือนกันสำหรับหนังรุ่นใหม่ที่ต้องกระกระสนเลือดตาแทบกระเด็นกว่าจะเบียดแทรกตัวเองเข้าเป็นหนึ่งในทำเนียบ เมื่อเทียบกับอดีตที่นักวิจารณ์เคยยกย่องในความเยี่ยมยอดของ L’avventura ทั้งที่มีอายุการออกฉายเพียงสองปี หนังของมิเกลันเจโล แอนโทนิโอนี(Michelangelo Antonioni)เรื่องนี้กลับได้รับคะแนนรวมเข้ามาเป็นอันดับสองในทำเนียบหนังยอดเยี่ยมตลอดกาลประจำรอบศตวรรษที่หนังออกฉาย หรือวงการหนังรุ่นใหม่หมดภูมิเสียแล้วที่จะผลิตงานขั้นสุดยอดในสายตานักวิจารณ์อย่าง L’avventura ออกมาอีก? แต่ช้าก่อน การณ์ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นนั้น ในการเลือก10 หนังยอดเยี่ยมตลอดกาลยังมีผู้ลงคะแนนหลายรายเลือกหนังรุ่นใหม่อย่างน้อยหนึ่งเรื่องแปะมากับโพยส่วนตัวด้วย แต่เนื่องจากหนังรุ่นใหม่เหล่านี้แต่ละเรื่องได้รับคะแนนไม่เป็นกอบเป็นกำ จึงยังไม่อาจไต่อันดับเข้ามาในโผ 10 อันดับแรก

หนึ่งในสาเหตุที่คะแนนของหนังรุ่นใหม่ค่อนข้างกระจัดกระจาย คือ ความเฟื่องฟูของวิดีโอตั้งแต่คริสตทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา เนื่องจาก นับแต่นักวิจารณ์และคนดูรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สองเรื่อยมาถึงยุคลูกดกและยุคที่ย้อนขึ้นไปนานกว่านั้น การดูหนังถือเป็นมหรสพพิเศษที่ขึ้นกับโอกาส พลาดแล้วพลาดเลย เสพได้ครั้งเดียวและต้องดูรวดเดียวจนจบ หนังแต่ละเรื่องต้องทยอยออกฉายเพื่อรอคนดู จะไม่มีการฉายชนกัน ขณะที่หนังในรูปวิดีโอสามารถวางตลาดหลาย ๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน ส่วนคนดูจะซื้อหรือจะ เปิดดูเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนครั้ง และการพลาดหรือไม่พลาดโอกาสในการบริโภค แม้จะแลกมาด้วยความสะดวกสบาย และทางเลือกที่หลากหลาย ทว่าการมีสื่อวิดีโอก็ไปลดความกระตือรือล้นและสมาธิของคนดูในการรับชมซึ่งถือเป็นการทำลายคุณค่าของการเสพงานในแบบที่ต้องอาศัยทั้งการตั้งหน้าตั้งตาคอยและทุ่มความสนใจอย่างต่อเนื่อง อันส่งผลไปยังความประทับใจต่อหนังด้วย 25 ปีหลังมานี้รายได้ของวงการหนังจึงหดตัวอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนวิดีโอจะได้รับความนิยมแพร่หลาย

ไม่ว่าจะมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลเพียงใด แต่ด้วยความผิดหวังระคนความพลุ่งพล่านใจเมื่อโฉมหน้าโผออกมา”ไม่สวย”อย่างที่สังหรณ์ใจอยู่ก่อนแล้ว กอปรกับไม่อาจรอจนถึงศตวรรษหน้าเพื่อลุ้นให้หนังที่ผลิตออกมาในชั่วรุ่นเราไต่อันดับขึ้นมาแย่งพื้นที่ในทำเนียบหนังยอดเยี่ยมตลอดกาลกับหนังรุ่นลายคราม ดังนั้น ทางกองบรรณาธิการ S&S จึงจัดทำ “โผเล็ก” ขึ้นมาอีกหนึ่งทำเนียบ โดยมุ่งเอาสนุกเข้าว่า ทั้งนี้คุณสมบัติของหนังที่ผู้ลงคะแนนสามารถเลือกได้จะต้องเป็นหนังที่สร้างตั้งแต่ค.ศ.1976 ลงมาเท่านั้น และเพื่อความคล่องตัวและรวดเร็วในการรวบรวมคะแนนและข้อคิดเห็นจึงจำกัดประชากรในการสำรวจอยู่แต่เฉพาะนักวิจารณ์และคนดูผู้มีถิ่นฐานอยู่ในเกาะอังกฤษ

ผลการประมวลข้อมูลจากแบบสอบถามทั้งสิ้น 50 ชุดที่ตอบกลับมายังกองบรรณาธิการ ได้ออกมาเป็นทำเนียบหนังยอดเยี่ยมยุคใหม่ 11 เรื่อง (ที่เป็น 11 แทนที่จะเป็น 10 เพราะ Once Upon a Time in America งานค.ศ.1983 ของผู้กำกับเซอร์จิโอ ลีโอเน(Sergio Leone) กับ A One and a Two งานค.ศ.2000 ของผู้กำกับ เอ็ดเวิร์ด หยาง(Edward Yang)ได้คะแนนกินกันไม่ลง ต้องคั่วอันดับสิบร่วมกัน) ทั้งหมดทั้งหลายนี้ไม่ใช่เพื่อนำไปอ้างอิงต่อ หรือ ใช้เป็นบรรทัดฐานแต่ประการใด จุดประสงค์หลักของการจัดทำ”โผเล็ก” ขึ้นมาก็เพียงเพื่อสนองตัณหาของกองบรรณาธิการที่จะได้เห็นหน้าตาหนังยอดเยี่ยมเมื่อตัดเอา”รุ่นใหญ่”ออกไปจากเวที่การประชัน(เหนือสิ่งอื่นใด พึงสังวรณ์ว่าห้ามนำ”โผเล็ก”นี้ ไปเทียบเคียงกับ”ทำเนียบยอดเยี่ยมตลอดกาล” ซึ่งจัดทำ 10 ปีต่อครั้งไม่ว่าในกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น)

apoc-001แว่บแรกที่เห็นผลการลงคะแนน ดูเหมือนว่ากองบรรณาธิการจะต้องอกหักซ้ำสอง เนื่องจากหนังสองเรื่องที่มาแรงแซงทางโค้งขึ้นเป็นจ่าฝูง คือ Apocalypse Now และ Raging Bull โดยผู้กำกับ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโพลา และ มาร์ติน สกอร์เซซีส จากค.ศ.1979 และ 1980 ตามลำดับนั้น แม้จะเข้าเกณฑ์การมีอายุไม่เกิน 25 ก็ตาม แต่ก็ไม่อาจนับเป็นหนังรุ่นใหม่ได้เต็มภาคภูมิ ข้อเท็จจริงอีกประการที่ได้จากผลการลงมติคร่าว ๆ ฟ้องว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของโผตกเป็นของหนังอเมริกันหรือหนังที่ใช้ภาษาอังกฤษ จาก 11 เรื่อง เป็นอเมริกันหรือ/ใช้ภาษาอังกฤษถึง 7 เรื่องเข้าไปแล้ว ทั้งนี้คงเป็นผลมาจากภยาคติในหมู่ผู้ลงคะแนนซึ่งล้วนเป็นคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ในอีกด้านหนึ่งโฉมหน้าของโผยังคล้ายจะสะท้อนถึงชัยชนะของงานพาณิชยศิลป์สกุลอเมริกันเหนืองานที่เน้นสุนทรียะ

แต่อย่างไรก็ดีก็ใช่ว่าหนังนอกกระแสจะก้มหน้ายอมรับความพ่ายแพ้ง่าย ๆ Apocalypse Now มีคุณสมบัติคู่ควรกับตำแหน่งหนังอันดับหนึ่งใน”ทำเนียบรุ่นเล็ก”อย่างไร้ข้อกังขาเมื่อดูจากการนำเสนอเรื่องราวจากสนามรบด้วยวิธีการเล่าที่แปลกใหม่ ซับซ้อน และเลี้ยงตัวอยู่ตรงกลางระหว่างความอลังการกับความล้ำลึกได้อย่างมีดุลยภาพ แม้บางคนตั้งข้อสังเกตว่าตัวหนังฉบับดั้งเดิมอาจได้แรงหนุนช่วยจากฉบับ Redux ซึ่งเพิ่งออกฉายไปไม่นาน เข้าทำนองสองเวอร์ชั่นช่วยกันโกยคะแนนให้งานชิ้นนี้ของคอปโพลาผงาดขึ้นครองบัลลังหนังยอดเยี่ยมในรอบ 25 ปี (ในความเป็นจริงมีนักวิจารณ์เพียง 1 ราย ที่เลือก ฉบับ redux ไว้ในโผ10 หนังยอดเยี่ยมรายบุคคล) ในส่วน Raging Bull ก็ยิ่งปลอดข้อสงสัย เพราะนี่คือหนังที่ดีที่สุดของสกอร์เซซีส(Martin Scorsese)ในสายตาของนักวิจารณ์ ดังจะเห็นได้จากการเบียดเอาชนะ Goodfellas หนังอีกเรื่องจากค.ศ.1990 ของตัวเขาเองที่มีคะแนนมาเป็นอันดับ 4 ในโผเล็ก ถึงจะเป็นหนังในแนวเดียวกับ Apocalypse Now แต่งานของสกอร์เซซีสกลับมีความรัดกุมและพิถีพิถันกว่ามาก ดูได้จากการจงใจถ่ายภาพออกมาเป็นขาวดำ รวมถึงพลังจากนักแสดงผู้ทุ่มกายถวายชีวิตแก่หนังอย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร(Robert De Niro)ในบท เจค ลามอตตา เมื่อสกอร์เซซีสมีหนังถึงสองเรื่องติดหนึ่งในสิบเอ็ด แถมงานอย่าง Casino และ The King of Comedy ก็ทำคะแนนได้ไม่เบา ส่งผลให้เมื่อรวมคะแนนจากหนังเพื่อหาตัวผู้กำกับที่มีผลงานเข้าตากรรมการมากที่สุดในรอบ 25 ปีหลังมานี้ ตำแหน่งสุดยอดฝีมือจึงตกแก่สกอร์เซซีสอย่างเป็นเอกฉันท์ เช่นเดียวกับ ที่ออร์สัน เวลส์ ครองตำแหน่งนี้ในโผยอดเยี่ยมตลอดกาลที่จัดทำ 10 ปีหน

rag-bull-001

ควรกล่าวด้วยว่า แก่นเรื่องของทั้ง Do the Right Thing หนังเลือดเดือดจากค.ศ.1989 ของสไปค์ ลี(Spike Lee) ในอันดับ 6 และ Once Upon A time in America ก็ไม่ต่างกับหนังจ่าฝูงและรองจ่าฝูงที่กล่าวไปแล้ว แม้หนังของลีโอเนจะมาในรูปแบบย้อนยุคก็ตาม เฉกเช่นเดียวกับหนังมาเฟียยาเสพติดอย่าง Goodfellas ของสกอร์เซซีสในอันดับ 4 อันดับ 5 เป็น Blue Velvet งานปค.ศ.1986 ฝีมือเดวิด ลินช์ ถึงหนังเรื่องนี้จะเพี้ยนพิลึกเพียงใด ก็ยังจัดอยู่ในข่ายความเป็นอเมริกัน ผิดแต่เพียงมาในรูปฝันร้ายโดยมีแถบชานเมืองเป็นฉากหลัง ในอีกแง่หนึ่งทั้ง Do the Right Thing และ Blue Velvet ถือเป็นตัวแทนหนังสายพันธุ์อินดี้ที่มาออกลูกออกหลานกันขนานใหญ่ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เรื่อยมาจนตลอดทศวรรษ 1990

Blade Runner มีคะแนนมาในอันดับ 7  งานตลาดจ๋าของริดลีย์ สก็อตต์(Ridley Scott)เรื่องนี้ถือเป็นความภูมิใจในการส่งเข้าประกวดโดยยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนประเภทมุ่งค้ากำไรที่มีอิทธิพลสูงยิ่งในการพลิกโฉมหน้าวงการหนังในทศวรรษ 1980 ถึง 1990  หนังจากค.ศ.1982 ของสก็อตต์ถือเป็นงานไซ-ไฟมุ่งจับคนดูกลุ่มใหญ่เพียงเรื่องเดียวที่แหวกเข้ามาเป็นน้ำจิ้มท่ามกลางวงล้อมของหนังชีวิตหนักหน่วง เพราะหนังไซ-ไฟที่มีคะแนนใกล้เคียง Blade มากที่สุดมีอันดับทะรูดทะราดลงไปอยู่ถึงที่ 50 ซึ่งก็คือ Strange Days ของผู้กำกับหญิง เคท บิเกโล

scene from The Double Life of Véronique

scene from The Double Life of Véronique

จากรายละเอียดที่กล่าวจึงไม่อาจพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าผู้ลงคะแนนเสียงมีใจลำเอียงไปทางงานกระแสหลักจากสหรัฐ ความข้อนี้ได้รับการย้ำเน้นโดยผลรวมคะแนนหนังทุกเรื่องของผู้กำกับคนเดียวกัน เพื่อนำมาสร้างทำเนียบสุดยอดผู้กำกับในรอบ 25 ปี อีกต่อหนึ่ง ดังที่กล่าวไปแล้วว่า สกอร์เซซีสนอนมาในตำแหน่งผู้กำกับหมายเลขหนึ่ง แต่โผผู้กำกับก็เริ่มนำความประหลาดใจมาสู่ผู้พบเห็นจากชื่อผู้กำกับที่ได้คะแนนรวมมาเป็นอันดับสอง คือ คริสทอฟ คีสลอฟสกี(Krzysztof Kieślowski) ผู้กำกับชาวโปล จริงอยู่ไม่มีหนังของเขาสักเรื่องเรื่องติดอันดับอยู่ในโผหนังยอดเยี่ยม ทว่าที่จริงยิ่งกว่าก็คือ บรรดางานของเขาอันประกอบด้วย Dekalog, Three Colours Blue, A Shortfilm about Killing, Three Colours Red และ The Double Life of Veronique ต่างยื้อแย่งคะแนนกันเอง ดังนั้น จึงพากันหลุดโผหนึ่งในสิบเอ็ดหนังยอดเยี่ยมไปทั้งกระบิ คะแนนจากนักวิจารณ์และคนดูที่กระจายกันไปลงให้ผลงานชิ้นต่าง ๆ ของผู้กำกับโปลรายนี้ เมื่อนำมาบวกเข้าด้วยกันจึงเป็นเหมือนคลื่นใต้น้ำดันตัวคีสลอฟสกีเจ้าของงานทะลึ่งขึ้นมายืนแป้นในอันดับสองแบบม้ามืด

ผู้กำกับที่ได้คะแนนตามหลังคีสลอฟสกีมาติด ๆ คือ หว่อง การ์ ไว(Wong Kar-wai) จากการเป็นเจ้าของผลงานหนังที่เรียกความมีชิวิตชีวากลับคืนสู่วงการหนังเอเชียตะวันออกไกลอีกคำรบในช่วงทศวรรษ 1980 ต่อเนื่องมาถึงทศวรรษ 1990 (ความสำเร็จของทั้ง Chungking Express งานในค.ศ.1994 และ In The Mood for Love ดูได้จากหนังทั้งสองเรื่องเก็บคะแนนไล่บี้กันอย่างเมามัน ชัยชนะในแบบฉิวเฉียดเต็มทีของ Chungking เป็นผลมาจากการวางอันดับของหนังสองเรื่องสลับที่สลับทางกันในโผรายบุคคลเพียงโผเดียว)

wwcu-0021อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเอเชียและชาติอิหร่านเป็นการติดกลุ่มผู้กำกับยอดเยี่ยมของ อับบาส เคียรอสตามี(Abbas Kiarostami)เจ้าของผลงานหนังหลายเรื่องที่มีสรรพคุณความเด่นดังพอฟัดพอเหวี่ยงกันจนเกิดอาการรักพี่เสียดายน้องในหมู่ฐานเสียง เป็นผลให้ทั้ง Through the Olive Trees, The Wind Will Carry Us, 10 และ Taste of Cherry แม้จะจมอยู่ต่ำกว่าอันดับ 10 กันถ้วนหน้า แต่ทั้งหมดก็เป็นฐานอันแข็งแกร่งให้เคียรอสตามียืนหยัดอยู่ที่อันดับ 4 ได้อย่างผ่าเผย ผู้กำกับเจ้าของผลงานที่ได้รับคะแนนรวมทุกเรื่องสูงเป็นอันดับ 5 คือ ไมเคิล มานน์ คะแนนของเขาส่วนใหญ่ได้มาจากความชื่นชมที่ผู้ลงคะแนนมีต่อหนังอลังการงานปล้นอย่าง Heat และ หนังจิตวิทยาซ่อนเงื่อนอย่าง Manhunter (รู้แล้วเหยียบเอาไว้ มีผู้ลงคะแนนอยู่หนึ่งรายยกพื้นที่ในโผให้แก่งานของมานน์คนเดียวไปถึง 3 อันดับ)

watts-mulhld-dr-001

Blue Velvet และ Mulholland Drive เป็นสองขุมกำลังหลักคอยช่วยกันกอบโกยคะแนนให้เดวิด ลินช์(David Lynch) ได้ครองอันดับ 5 (นอกจากหนังสองเรื่องที่กล่าว หนังอีกสองเรื่องของลินช์ที่มีผู้ลงคะแนนให้เรื่องละหนึ่งคน คือ The Straight Story และ Eraserhead) เฉกเช่นเดียวกับเปโดร อัลโมโดวาร์(Pedro Almodóvar)ที่มี All about My Mother กับ Talk to Her คอยเรียกคะแนนความร้อนแรงให้ (..My Mother นั้นพลาดการขึ้นเป็นอันดับสิบร่วมไปชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด) เป็นที่น่าสังเกตว่าคือ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโพลา ในอันดับ 8 สไปค์ ลี ในอันดับ 9 และ อิงมาร์ เบิร์กแมน(Ingmar Bergman)ในอันดับ 10 เป็นผู้กำกับ 3 รายในบรรดาผู้กำกับอรหันต์ยุคปัจจุบันทั้ง 10 ที่อาศัยเพียงใบบุญคะแนนจากหนังที่ติดอันดับในสิบ(เอ็ด)หนังยอดเยี่ยมในรอบ 25 ปี เป็นตัวฉุดดึงเจ้าตัวขึ้นมาอยู่ในโผผู้กำกับยอดเยี่ยมร่วมกับคนอื่น ๆ

คราวนี้หันมาดูผู้กำกับและหนังที่หลุดไปจาก”โพยเล็ก”นี้ ดูบ้าง ด้วยเหตุผลกลใดเขาและหนังของเขาจึงไม่ปรากฏอยู่ในโพยผู้กำกับและโผหนังจากการสำรวจและจัดอันดับครั้งนี้ ใครเป็นแฟนโรเบิร์ต อัลต์แมน ใครเลื่อมใสวิม เวนเดอร์สย่อมอดหงุดหงิดใจไม่ได้ว่าสองคนนี้และงานของพวกเขาตกสำรวจไปได้อย่างไรทั้งที่มีผลงานดีเด่นมาตลอดหนึ่งทศวรรษหลัง เรื่องของเรื่องก็คือ เชื่อขนมกินได้เลยว่านอกจากสองรายที่กล่าวมาแล้ว ยังอาจรวมไปจน เอริก โรแมร์(Éric Rohmer) และ ฌอง ลุก โกดารด์(Jean-Luc Godard) เอกบุรุษเจ้าของลีลาการเล่าเรื่องอย่างเหนือชั้น และผลงานอันลือลั่นของพวกเขา คงมีบทบาทจัดจ้านกว่านี้ หากฐานประชากรผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงในการสำรวจครั้งนี้ไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะคอหนังและผู้สันทัดกรณีบนเกาะอังกฤษ ดีไม่ดีคะแนนจากภาคพื้นยุโรปอาจเป็นพลังเงียบที่จ้องจะเทใจให้งานของวูดดี อัลเลน(Woody Allen)ด้วยซ้ำไป เควนติน ทารันติโน(Quentin Tarantino)และหนังของเขาก็ประสบชะตากรรมในโพยไม่ต่างกับผู้กำกับกลุ่มหลังนี้ ผิดแต่เพียงเหตุแห่งความตกต่ำนั้นไม่ได้มาจากความกว้างหรือแคบของฐานคะแนนเสียง หากมาจากเงื่อนเวลา เพราะถ้าการสำรวจนี้ดำเนินการสัก 5 ปีก่อนหน้า รับรองได้ว่าทารันติโนและงานของเขาต้องเป็นเต็งจ๋ามาทั้งในโพยผู้กำกับและโพยหนัง แต่อนิจจา เมื่อการสำรวจดันมาจัดขึ้นในค.ศ.2002 ผลจึงปรากฏว่า Pulp Fiction และ Reservoir Dogs ได้คะแนนน้อยอย่างน่าใจหาย มีผู้เลือก Pulp ติดมาในโผรายบุคล เพียง 5 ราย ขณะที่เรื่องหลังเรียกคะแนนจากผู้ลงคะแนนได้เพียงแค่ 2 ราย

rsvoir-001

ถึงแม้หนังขวัญใจมหาชนจากยุคปัจจุบันหลายเรื่องจะหลุดไปจากโผ แต่หน้าตาของโผตามที่เห็นก็พอจะใช้เป็นตัวแทนสะท้อนรสนิยมต่อหนังรุ่นใหม่ของเหล่าผู้คร่ำหวอดได้ หนังอเมริกันได้หน้าไปเต็ม ๆ จากความนิยมของคนดูต่อหนังจากฮอลลิวูดอย่างต่อเนื่อง โดยมีหนังอมตะอย่าง Apocalypse Now   Goodfellas และ Blade Runner เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจนักดูหนังแทบทุกราย แต่ท่ามกลางหนังกระแสหลักกลับยังมีหนังศิลป์เต็มตัวจากเมืองผู้ดีเองอย่าง Distant Voices, Still Lives งานค.ศ.1988 ของผู้กำกับเทอเรนซ์ เดวิส(Terence Davies) ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ในโผด้วยเช่นกัน

Distance Voices, Still Lives
Distance Voices, Still Lives

ฉันใดก็ฉันนั้น การปรากฏตัวของ Chungking Express และ A One and A Two ในโผ เป็นเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจกองบรรณาธิการ S&S เพราะที่ต้องอยู่ไม่สุข เที่ยวเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดอันดับหนังและผู้กำกับกันอยู่งก ๆ นั้น ก็เพราะอยากจะเห็นพัฒนาการของหนังรุ่นใหม่เหล่านี้

แม้ว่าภาพรวมของทำเนียบจะไม่ทิ้งน้ำหนักเอนมาเข้าทางปืนสมมติฐานของกองบรรณาธิการตามที่หมายมั่นปั้นมือจะให้หน้าตาของโผช่วยสนับสนุนความคิดที่ว่า 1990 เป็นคริสตทศวรรษที่วงการหนังมีความมั่งคั่งทางปัญญาและการสร้างสรรค์สูงสุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา เนื่องด้วยติดขัดอยู่ตรงที่ว่า หากใครหวังจะได้สัมผัสและซาบซึ้งกับความรุ่มรวยดังกล่าวได้ นอกจากภูมิความรู้แล้ว ยังต้องเป็นผู้มีภูมิความรักต่อหนังจากซีกโลกอื่นมากพอตัว ไม่ว่าจะเป็น หนังจากญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน อิหร่าน เดนมาร์ก รัสเซีย ฝรั่งเศส อาร์เจนติน่า เม็กซิโก บราซิล กรีซ รวมถึง สเปน ด้วย เพื่อที่จะเข้าถึงแหล่งผลิตงานต้นแบบสำคัญ ๆ ของโลก ซึ่งก็ยากจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ นอกจากคน ๆ นั้นจะสามารถตะลอนไปตามเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก หรือ บุญพาวาสนาส่งได้เกิดเป็นชาวลอนดอน หรือมีกำลังทรัพย์มากพอจะนำเข้าดีวีดีหนังต่างชาติต่างภาษาจากประเทศที่กล่าวไปได้ครบถ้วน

itmfl-001
โผสุดยอด 11 หนังในรอบ 25 ปีหลังนี้คงรอดพ้นจากการทำสงครามน้ำลายโดยคอหนังรุ่นอาวุโสผู้ผูกสมัครรักใคร่อยู่กับงานของออร์สัน เวลส์ ยาสึจิโร โอสุ(Yasujirō Ozu) อิงมาร์ เบิร์กแมน และฌ็อง เรอนัวร์(Jean Renoir) ได้ยาก เพราะสำหรับคนเหล่านี้หนังหลากหลายสายพันธุ์อันเป็นผลจากการไปมาหาสู่ทางวัฒนธรรมมากขึ้นตามกระแสโลกในระยะหลัง ถึงยังไงก็ยังห่างชั้นเกินกว่าจะมาเทียบชั้นความเลิศล้ำกับงานจากบรมครูที่กล่าวมา คุโณปการต่อวงการภาพยนตร์โลกของผู้กำกับเหล่านี้ไม่เป็นที่โต้แย้ง จากความเฉียบคมทั้งด้านศาสตร์และศิลป์ในการบุกเบิกแนวทางใหม่ ๆ แต่หากจะเหมาว่าคุณค่าของหนังจากทศวรรษ 1990 ไม่มีวันเผยอหน้าขึ้นมาเทียบเคียงผลงานของผู้กำกับชั้นครูเหล่านี้ในทุกขุมกำลัง ไม่ว่าจะวัดจากคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์และการเป็นกระจกสะท้อนภาพสังคม ก็เห็นจะเป็นการด่วนสรุปเกินไป

การโยนความผิดให้สื่อวิดีโอรับไปแต่ฝ่ายเดียว ในข้อหาเป็นหลุมดำดูดกลืนห้วงทศวรรษ 1980 ไปจากวงการหนัง จนส่งผลให้ขาดความสืบเนื่องระหว่างยุครุ่งโรจน์ของหนังในช่วงก่อนทศวรรษนั้นกับยุคปัจจุบัน เอาเข้าจริงก็ออกจะเป็นการไม่ยุติธรรม เหตุผลพื้น ๆ ก็คืองานในยุค 1980 โดยคุณสมบัติของหนังเองนั้นหาดีแทบไม่ได้ จึงเป็นเรื่องง่ายที่ใครต่อใครจะพากันหวนกลับไปยกย่องปอปั้นผลงานที่ออกมาก่อนหน้านั้นเพื่อชดเชยความผิดหวังต่องานร่วมสมัย ลองใครได้มาทำการสำรวจอย่างที่ S&S ทำบ้าง ย่อมมีดวงตาเห็นธรรมในบัดดลว่า เหตุใดปริมาณคะแนนที่เหล่าหนังในทศวรรษ1980 อันเป็นเสมือนตัวแทนงานจาก”ยุคมืด”ของวงการภาพยนตร์ ได้รับในการจัดทำโผหนังยอดเยี่ยมตลอดกาลถึงกระจอกงอกง่อยสิ้นดี

uk-critic-tab

แปลจาก Modern times

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: