enyxynematryx

นอกคอก

leave a comment »

แปลจาก
Hames, Peter. 2001. ‘The melancholy of resistance: The films of Béla Tarr’. http://www.kinoeye.org/01/01/hames01.html#wer

เบลา ทาร์ อหังการผู้อาภัพแห่งฮังการี

ชื่อเสียงของเบลา ทาร์(Béla Tarr)ขจายลัดข้ามพรมแดนฮังการีถิ่นฐานบ้านเกิด จากการตระเวนนำผลงานออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติตามเมืองต่าง ๆ ผลงานสุดโต่งสามเรื่องของเขาอันได้แก่ Kárhozat (หรือ Damnation ในชื่อภาษาอังกฤษ, งานจาก ค.ศ.1989) Sátántangó (Satan’s Tango, งานค.ศ. 1994) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Werckmeister harmóniák(Werckmiester Harmonies) คือหัวหอกสำคัญในการกรุยทางเรียกศรัทธาต่อวงการภาพยนตร์ฮังการีกลับคืนมาจนผงาดขึ้นทัดเทียมชาติยุโรปอื่น ๆ ได้อีกครั้ง หลังจากมีผลงานในช่วงคริสตทศวรรษ 1960 ของมิโคลช แยนโชเคยรับหน้าที่นี้อยู่ก่อน

ปัจจัยซึ่งเกื้อหนุนงานทาร์ให้เป็นที่จับตามองเหนือกว่าของเพเทอร์ กอธาร์(Péter Gothár), ยาโนส รอสซา(János Rósza), เยอร์ย แฟแฮ(György Fehér)รวมถึงอัจฉริยะผู้กำกับฮังกาเรียนคนอื่น ๆ ก็เพราะ รูปแบบอันท้าทายขนบร่วมสมัยชนิดหัวชนฝา ตัวอย่างเช่น Satan’s Tango หนึ่งในวีรกรรมของทาร์ หนังเรื่องนี้กินเวลากว่า 7 ชั่วโมง ยังไม่นับการคลี่คลายเรื่องราวโดยไม่ใยดีกับการเรียบเรียงเหตุการณ์ตามลำดับเวลา การถ่ายทำและพิมพ์ภาพหนังออกมาเป็นขาวดำ รวมถึงแนวคิดในการเขียนบทก็เป็นผลจากการแค่นขอดเอาแต่เฉพาะความรู้สึกด้านดี ๆ ต่อเหตุการณ์เลวร้ายมาเล่าและเมื่อผ่านออกมาเป็นตัวบทหนังก็ยังความกะพร่องกะแพร่งอยู่มากและขาดบทเฉลยที่สามารถย้อนคลุมอธิบายทุกเรื่องราวในหนังได้อย่างหมดจดราบคาบ มิติต่าง ๆ ของ Satan’s ดังกล่าวคงบ่งชี้ถึงความขวางโลกของทาร์ ได้ชัดเจนพอดู

บรรดาผู้บริหารจากฮอลลิวูดคงไม่แคล้วต้องสะบัดก้นหนีไปตั้งแต่เก้าอี้ยังไม่ทันอุ่น เช่นเดียวกัน นักวิชาการจากสมาคมภาพยนตร์แห่งอังกฤษก็คงจะหน้าปั้นยากหากได้มาดูหนังที่มีแต่ฝูงวัวเป็นตัวชูโรงตลอดสิบนาทีแรก การณ์เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมหมดหวังที่หนังเรื่องนี้ของทาร์จะได้เข้าฉายตามโรงปกติหรือออกอากาศทางโทรทัศน์ ทาร์ไม่เพียงแต่จะผลักไสผลงานตัวเองไปยืนอยู่คนละขั้วกับงานกระแสหลัก ต่อให้แม้แต่มิราแม็กซ์ค่ายหนังที่มักอ้าแขนรับหนังภาษาต่างประเทศซึ่งมีรางวัลพ่วงท้ายก็คงถอดใจในการลงแรงปลุกปั้นหนังของเขา กระนั้นหนังของทาร์ก็ยังเบียดแทรกหาทางโผล่หัวออกมาเสนอหน้าพบปะคอหนังจำนวนหนึ่งอยู่เป็นระยะ จากอุปสรรคทั้งหลายที่กล่าวมา การที่หนังของทาร์ยังคงยืนหยัดอยู่ในภาพยนตร์พิภพจึงเหมือนเป็นการตบหน้าลัทธิบริโภคนิยมและพ่อค้าหนังตาคมฉาดใหญ่ หอภาพยนตร์แห่งชาติ ณ กรุงลอนดอนเคยขุดกรุผลงานของทาร์มาจัดฉายแทบครบชุดเป็นครั้งแรกในคราวเทศกาลเชิดชูเกียรติคุณผู้กำกับจากภาคพื้นยุโรปกลางซึ่งบากบั่นทำงานมาหลายปีดีดักแต่เพิ่งจะมีการยกย่อง ปฏิกิริยาจากผู้เข้าร่วมเทศกาลชี้ให้เห็นว่าชื่อเสียงเรียงนามของทาร์แทบไม่เป็นที่กระดิกหูคอหนังเมืองผู้ดีมาก่อนเลย แม้กระนั้นทาร์ยังสู้อุส่าห์ร่วมอยู่ในวงเสวนาที่ตั้งขึ้นเพื่อโลกแห่งลอนดอนจะได้ทำความรู้จักกับเขามากขึ้น หลังการฉาย Kárhozat(Damnation) อันเป็นหนังเรื่องส่งท้ายในตารางฉายของเดือนแห่งเกียรติยศที่หอภาพยนตร์ลอนดอนจัดขึ้นดังกล่าว

กระชากหน้ากาก(Masks off)

ทาร์เริ่มทำหนังตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา พอถึงค.ศ.1977 เขาก็ออกผลงานหนังเรื่องแรกในชีวิต คือ Családi tűzfészek(Family Nest) หนังกรุ่นด้วยกลิ่นอายและถูกจัดเป็นหนึ่งทายาทของสกุลงานเรื่องเล่าเชิงสารคดีซึ่งมี Jutalomutazás (Holidays in Britain)งานจากค.ศ.1974 ของผู้กำกับอิชท์วาน ดาร์ดอย(István Dárday)เป็นต้นแบบ และสืบเนื่องเรื่อยมาจนต้นทศวรรษ1980 ในกาลต่อมาหลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำหนังจากการรับหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับของหนัง Harcmodo (Stratagem, งานค.ศ.1980) ให้แก่ ดอร์ดอย และ ซาลาร์ ค.ศ.1981 และ 82 ทาร์มีผลงานออกมาอีกสองเรื่องคือ Szabadgyalog (The Outsider) และ Panelkapcsolat (Prefab People) ความสำเร็จจากที่ได้รับโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเรื่องหลังซึ่งน่าจะถือเป็นการงานแจ้งเกิดในวงการหนังแล้ว งานทั้งสองชิ้นยังเป็นเครื่องยืนยันว่าทาร์ยังคงรักษาแนวทางการทำงานที่เขาฝักใฝ่เรื่อยมา นั่นคือ การเล่าหนังในเชิงสารคดี

หลักเบื้องต้นของหนังในสกุลงานเรื่องเล่าเชิงสารคดีประกอบด้วย การพยายามไม่นำนักแสดงอาชีพมาสวมบทในหนัง นอกจากนี้แม้ในการวางแผนถ่ายทำและเตรียมบทก่อนเปิดกล้องจะได้มีการวางกรอบของภาพในแต่ละฉาก-ตอนไว้ล่วงหน้า แต่ในการถ่ายทำจริงบทเจรจามักได้มาจากการปล่อยให้ผู้แสดง”ด้นสด” เสมอ เอกลักษณ์อีกประการของหนังแนวนี้มาจากการใช้กล้องเทินบ่า โดยเหตุที่จุดมุ่งหมายหลักของหนังคือการตีแผ่และวิพากษ์สภาวะอันเป็นผลจากการเมือง ด้วยพลังดิบและกระแทกกระทั้นของภาพจากกล้องเทินบ่าเท่านั้นจึงจะสามารถกระชากหน้ากากการเมืองเพื่อเปิดโปงความฟอนเฟะที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังได้

ใน Családi tűzfészek ทาร์ฉายภาพปัญหาในชีวิตคู่ของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ทั้งสองอาศัยร่วมชายคาเดียวกับพ่อแม่ฝ่ายชายในห้องเช่าที่ปราศจากการแบ่งสัดแบ่งส่วน ทุกสัปดาห์ไม่ฝ่ายหนุ่มก็ฝ่ายสาวจะต้องไปคอยตามเรื่องที่พวกเขายื่นขอที่อยู่ใหม่กับสำนักงานไว้กับทางการเคหะ คำชี้แจงระเบียบการพิจารณาให้ที่พักอาศัยใหม่แก่ผู้ยื่นคำร้องจากเจ้าหน้าที่ ก็คือ ทางการจะพิจารณาคัดเลือกบุคคลคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมให้ได้รับ”บ้านใหม่”เพียงปีละครั้ง โดยอาศัยฐานคะแนนสะสมของผู้ที่ยื่นเรื่องไว้ แต่ผัวเมียหนุ่มสาวก็เผอิญไปได้ข้อมูลวงในว่ามีช่องทางอภิสิทธิ์ที่ผู้ยื่นคำร้องหลายรายใช้เพื่อให้ตนเองจะรับการยกเว้นจากระเบียบปฏิบัติเหล่านั้นและได้ห้องไปครอบครองเพื่ออาศัยอย่างสบายใจเฉิบ นอกจากโครงเรื่องหลักว่าด้วยความพยายามหาบ้านใหม่แล้ว หนังยังมุ่งความสนใจไปที่ความซื่อสัตย์ของภรรยาสาวในระหว่างที่สามีจากบ้านไปเป็นทหารเกณฑ์ แทรกเสริมด้วยเรื่องราวของพ่อสามีที่ถูกโสเภณีเชิดเงินมัดจำค่าตัวล่วงหน้าไป เรื่องเมื่อแดงขึ้นกลับกลายเป็นว่าเพราะเขาชอบไปก้อร่อก้อติกกับโสเภณีเองกระทั่งตกเป็นฝ่ายเสียรู้ผู้หญิง

ภาพส่วนใหญ่ของ Családi tűzfészek เป็นภาพระยะใกล้และระยะกลางเพื่อขยายให้เห็นความอลหม่านยุ่งเหยิงของชีวิตภายในครอบครัว โดยตั้งประเด็นให้ขบคิดนับแต่ฉากเปิดเรื่องจนนำไปสู่บทสรุปด้วยการแจกแจงผลกระทบที่แต่ละตัวละครได้รับ ในบทส่งท้ายทาร์นำกลวิธีแบบสัมภาษณ์ตัวละครถึงขอบเวทีชีวิตมาใช้กับหนังด้วย ดนตรีและเพลงประกอบก็มีบทบาทสำคัญต่อหนังควบคู่ไปกับงานด้านภาพ ดังในการจบของฉากเปิดเรื่องด้วยเสียงเพลงปลุกใจจากเครื่องรับวิทยุ พร้อมกับภาพพื้นโต๊ะที่กำลังได้รับการเก็บกวาดทำความสะอาดจนเรี่ยมเร้(เห็นแล้วชวนให้นึกถึงฉากหนึ่งใน Lásky jedné plavovlásky(A Blonde in Love) ของผู้กำกับ มิโลช ฟอร์มอน(Miloš Forman)) ส่วนความระรื่นหูจากเพลงป๊อบมีมาได้สัมผัสโสตประสาทบ้าง แต่ก็นานครั้ง ๆ ตามสภาพครอบครัวซึ่งไม่ใคร่จะมีเรื่องน่ายินดีผ่านเข้ามาเท่าไหร่นัก ในบั้นปลายเมื่อวิกฤติถาโถมเข้าสู่ครอบครัวทว่าท่วงทำนองดนตรีอันชวนครึ้มอกครึ้มใจของเพลงป๊อบดันผ่าดังแว่วขึ้นมา การปรากฏตัวอย่างผิดที่ผิดเวลาเป็นที่สุดดังกล่าวจึงกลายเป็นการแดกดันสภาพครอบครัวโดยผ่านดนตรีประกอบของหนัง ในประการสุดท้ายการที่หนังนำเสนอความขลุกขลักสะบักสะบอมในชีวิตตัวละครด้วยภาพลุ่ม ๆ ดอน ๆ สั่นไหวตลอดเวลา เป็นการย้ำและบ่งบอกถึงระดับความรุนแรงของผลกระทบที่ตัวละครได้รับจากประสบการณ์ชีวิตไปในที

นอกคอก(Outcasts)

Szabadgyalog(The Outsider) เป็นเรื่องราวของนักเล่นไวโอลินเจ้าของสมยานาม บีโธเฟน ผู้จำต้องเลี้ยงชีพด้วยการเป็นคนเปิดแผ่นเสียงหรือดีเจหลังจากถูกลบชื่ออกจากสถาบันสอนดนตรีแห่งเมืองแดแบรแซน หนังทาร์ยังคงจับประเด็นปัญหาในชีวิตคู่และภาระความรับผิดชอบที่ติดตามมามาแผ่ขยายเช่นเดิม หนังเปิดเรื่องเมื่อฝ่ายหญิงเพิ่งให้กำเนิดลูกนอกสมรส ในจังหวะเดียวกับบีโธเฟนถูกให้ออกจากงานในโรงพยาบาลประสาทซึ่งเขาเป็นลูกจ้างอยู่ การแต่งงานกับเมียคนที่สองชีวิตคู่ของนักไวโอลินก็ยังระหองระแหงเช่นเคยเพราะความขัดสนด้านเงินทองคอยตามหลอกหลอน ถึงสองผัวเมียจะปลอดจากภาระในการไขว่คว้าและหามาไว้ครอบครองซึ่งที่ซุกหัวนอน ทว่าพวกเขาก็ยังมีบุพการีญาติพี่น้องมาร่วมแบ่งปันการใช้สอยพื้นที่ของบ้าน และกลายเป็นปมพันแข้งพันขาชีวิตคู่ให้ต้องสะดุดอยู่ดี “…หรือเธอจะทำตัว “นอกคอก” อย่างนี้ไปตลอดชีวิต ทั้ง ๆ ที่มีพรสวรรค์อยู่กับตัว….” ครั้งหนึ่งภรรยาทะลุกลางปล้องถามบีโธเฟนผู้สามี ในความเป็นจริงอีกด้าน เธอลอบเป็นชู้กับพี่น้องท้องเดียวกับคนที่เธอยกให้เป็นอัจฉริยะ

ปมขัดแย้งในงานชิ้นนี้ของทาร์เครียดเขม็งและมีพัฒนาการผิดแผกกับงานเรื่องก่อน ๆ ครั้งนี้ดูเหมือนทาร์กำลังตั้งคำถามว่าจะมีทางสร้างความมั่นคงแก่ชีวิตและสัมพันธภาพได้จริงละหรือ ถึงจุดนี้ทาร์พาตัวงานข้ามผ่านจากการเป็นสื่อแจกแจงปัญหาสังคมสู่การเป็นงานที่มีความสร้างสรรค์ภายในตัวเอง เขาใส่ใจการจัดวางสร้างความกลมแก่บุคลิกของตัวละครมากขึ้นและพร้อมกันนั้นก็ให้น้ำหนักแก่การถ่ายทอดเรื่องราวโดยใช้ลีลาเฉพาะตนมากขึ้นด้วยเช่นกัน แนวโน้มดังกล่าวพิสูจน์ได้จากฉากผู้ภรรยาบอกปัดบีโธเฟนเรื่องอะไรสักอย่างในโรงระบำดิสโก้ เขาอยู่บนเวทีส่วนภรรยายืนอยู่เบื้องล่างไกลออกไปและสารจากปากของเธอจึงต้องละล่องฝ่าเสียงดนตรีอึกทึกครึกโครมกลับไปกลับมาระหว่างผู้สื่อสาร ด้วยภาษาภาพที่ไม่เหมือนกับชาวบ้านเหตุการณ์ในฉากนี้ได้ทำหน้าที่ผลักไสตัวละครทั้งสองออกจากกันจนเยื่อใยความเป็นสามี-ภรรยาแทบขาดสะบั้นไปตั้งแต่ก่อนจะรู้ความในท่ามกลางคลื่นเสียงกระหน่ำจนแก้วหูแทบระเบิดเป็นเสี่ยงๆ นั้น ความถึงพร้อมในการกำกับทั้งภาพและเสียงอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานด้านรูปแบบได้เริ่มหยั่งรากลงในความเป็นทาร์จากหนังเรื่องนี้และจะแตกดอกออกผลในหนังเรื่องถัดๆ ไปซึ่งจะกล่าวต่อข้างหน้า

ในงานลำดับถัดมา Prefab People หนังมีตัวละครหลักเป็นคู่สามีภรรยาอีกเช่นเดียวกัน ผิดกันที่คราวนี้มีลูกพ่วงมาด้วยอีกสองชีวิต และทั้งหมดใช้ชีวิตอยู่ในห้องเช่าหรู ดูดีมีระดับ พร้อมความสะดวกสบาย อยู่มาวันหนึ่งสามีก็เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าและขอเดินออกไปจากชีวิตสามแม่ลูก ภรรยาวอนขอให้สามีกลับมาครองคู่ดังเดิม ต่อมาหนังให้ภาพของสามีกับการทำงานจดจ่ออยู่เบื้องหน้าแผงควบคุมเครื่องจักรอยู่ชั่วนาตาปีในโรงงาน ส่วนภรรยาก็ง่วนอยู่กับการเก็บกวาดข้าวของ ทำความสะอาดบ้านช่องห้องหับ และ กิจกรรมแบบ”แม่บ้าน” อื่น ๆ

หนังหยอดรายละเอียดต่อไปถึงสภาพชีวิตคู่ของคนทั้งสองด้วยเหตุการณ์ในวันครบรอบวันแต่งงาน บรรยากาศของสถานที่นัดเลี้ยงเพื่อหมายจะได้ทบทวนความหลังอันชื่นมื่น ตระการตาด้วยสระน้ำที่ทอดตัวเคียงอยู่ไม่ไกล แต่ก็ยังไม่เป็นใจมากพอ สามี-ภรรยาฉลองวาระอันทรงความหมายด้วยการมีปากเสียงกันจนได้ในที่สุด เมื่อฝ่ายสามีหยิบยกเรื่องที่เขาเดินทางไปพักผ่อนในต่างประเทศขึ้นมาหารือ ภรรยายืนยันกระต่ายสามขา ไม่ให้สามีไป หัวเด็ดตีนขาดเธอก็ไม่ขออยู่บ้านกับเด็ก ๆ เพียงลำพัง ทั้งสองแยกทางกันโดยปราศจากข้อตกลงใด ๆ แต่แล้วก็กลับมาคืนดี ในการนี้สองสามีภรรยาซื้อเครื่องซักผ้าใหม่เพื่อฉลองให้แก่การใช้ชีวิตคู่ร่วมกันครั้งใหม่

Prefab People เป็นหนังขาวดำเรื่องแรกของทาร์ การน้อมนำกรรมวิธีดั้งเดิมกับการพิมพ์ภาพออกมาเป็นขาวดำกลับมาใช้ยังส่อถึงเจตนาของทาร์ในการจะฝากเนื้อฝากตัวขนบหนังแนวธรรมชาตินิยมอีกด้วย

สัญญาณการขยายตัวของความสนใจในการทดลองและค้นคิดรูปแบบเฉพาะตน มาปรากฏชัดแจ้งจากงานสองชิ้นคือ Macbeth และ Öszi almanach(หรือ Autumn Almanac) ในค.ศ.1980 และ 1985 ตามลำดับ จึงกล่าวได้ว่าคริสตทศวรรษ 1980 เป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญยิ่งช่วงหนึ่งในชีวิตการเป็นผู้กำกับของทาร์

Macbeth เป็นหนังในรูปวิดีโอที่ผลิตเพื่อออกอากาศทางโทรทัศน์โดยมีเยอร์ย แซฮอลมิ(György Cserhalmi) รับบทนำ ส่วน Autumn Almanac เป็นการหยิบยืมลักษณะการเล่าและการแสดงละครเวทีมาใช้กับหนัง ทาร์บีบอัดตัวละครไว้ในพื้นที่แคบ ๆ เพื่อหวังผลในทางสร้างความตึงเครียดระหว่างคนกับพื้นที่ ซึ่งจะยักย้ายไปสู่คนดูในฐานะผู้ร่วมสังเกตการณ์ ความสำคัญของ Macbeth ในฐานะงานอันเป็นก้าวกระโดดด้านรูปแบบครั้งใหญ่ของทาร์อยู่ตรงที่หนังประกอบขึ้นจากภาพต่อเนื่องเพียงสองฝีภาพ หากไม่มีการขึ้นชื่อหนังมาคั่นกลางระหว่างฝีภาพอารัมภบทความยาว 5 นาที กับฝีภาพหลังความยาว 67 นาที ก็จะเท่ากับว่าทาร์สร้างหนังด้วยการตัดภาพเพียงครั้งเดียว(การมีการขึ้นชื่อหนังหนังคั่นกลางทำให้ต้องตัดต่อภาพเพิ่มขึ้น 1 ครั้ง จึงมีการตัดต่อรวม 2 ครั้งด้วยกันโดยตลอดตัวหนัง) แต่ทาร์ไม่ใช่ผู้กำกับรายแรกที่กล้าหาญชาญชัยพอจะทำเช่นนี้ เป็นมิโคลช แยนโช(Miklós Jancsó) ต่างหากที่แผ้วถางทางบ้าเส้นนี้ไว้ด้วยการริเริ่มลำดับภาพแบบเห็นมือตัดต่อเป็นหัวหลักหัวตอมาก่อนแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Még kér a nép(ชื่อภาษาอังกฤษคือ Red Psalm) แต่ถึงอย่างไร ทาร์ย่อมมีความนัยแห่งสารของตัวเองที่จะบอกกล่าวแก่คนดู ดังนั้น เขาจึงไม่ได้ย่ามใจเตลิดไปกับการสร้างความระห่ำทางรูปแบบแต่เพียงโสตเดียว Autumn Almanac ถูกยึดครองโดยความเงียบและภาพระยะใกล้ กล่าวให้ถึงที่สุดหนังประดุจเป็นบทกวีประหลาดที่รจนาจากการเพ่งพินิจความเป็นไป ณ ใจกลางสภาวการณ์และทาบเข้ากับอมตะมหากาพย์กวีนิพนธ์ แม้จะอาศัยจุดยืนในการสำรวจและถ่ายทอดเหตุการณ์เดียวกับเช็คสเปียร์ แต่ Macbeth ฉบับทาร์ ๆ มีการร่นหลายเหตุการณ์เข้ามาอยู่ในมิติเวลาที่กระชับขึ้น เช่นเดียวกับพื้นที่รองรับปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครก็หดแคบลง รวมไปถึงกรรมวิธีการสอดใส่ความหมายแก่กรอบภาพก็อนุโลมตามโครงกรอบประจักษ์ทัศน์ดุจเดียวกับจากการชมละคอนเวที

อ่านต่อ อหังการผู้อาภัพ 2: สุดยอดงานทรมานคนดู

กลับไปอ่าน ทุกขลาภจากลอนดอน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: