enyxynematryx

สุดยอดงานทรมานคนดู

leave a comment »

แปลจาก
Hames, Peter. 2001. ‘The melancholy of resistance: The films of Béla Tarr’. http://www.kinoeye.org/01/01/hames01.html#wer

อยากออกไป(Claustrophobia)

ถัดจาก Macbeth คือ Autumn Almanac ทาร์กลับมายึดห้องเช่าเป็นอู่เรื่องอู่ราวอีกรอบ ผิดแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้เล่าความเป็นไปในรวงรังมนุษย์ในสารรูปสารคดีอีกแล้ว หนังมีโครงสร้างและความสัมพันธ์ภายในซับซ้อนขึ้นเป็นอันมาก โดยมีตัวละครเด่นนับได้ถึง 5 หัว เริ่มต้นจากหญิงชราเจ้าของบ้านแบ่งเช่าและลูกชาย อาการเจ็บป่วยกระเสาะกระเสาะของหญิงชรานำพาให้บ้านแบ่งเช่าต้องต้อนรับสมาชิกใหม่พร้อมกันทีเดียวอีกสองชีวิต หนึ่งคือพยาบาลสาวผู้จะมาทำหน้าที่คอยฉีดยาให้เจ้าของบ้านและอีกหนึ่งคือคนรักของพยาบาล นอกจากนี้ในบ้านยังมีสมาชิกผู้เช่าชายอีกหนึ่งคน เขาคนนี้มีอาชีพเป็นครู

Autumn เป็นปูมบันทึกเหตุการณ์จากการมองโลกในแง่ร้ายโดยแท้ กิจกรรมทางเพศในสายตาของหนังดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ไม่ช่วยผู้คนให้หนีพ้นความหมดอาลัยตายอยากในชีวิตได้มากสักเท่าไหร่นัก ทุกชีวิตภายใต้หลังคาห้องเช่าต่างเผชิญและวนเวียนอยู่ในวงจรความวิบัติ(และบัดสี) เพื่อทดสอบหาการมี–ไม่มีอยู่จริงของสิ่งที่เรียกว่าความรักผ่านเงื่อนปัญหาหลายหลาก ตั้งแต่ความจืดจางในชีวิตคู่ของของพยาบาลสาวกับแฟนหนุ่ม คนเป็นครูก็ประสบปัญหาเศรษฐกิจชักหน้าไม่ถึงหลัง ด้านลูกชายเจ้าของบ้านเช่าก็ยักยอกเงินแม่ตัวเอง ที่สุดแล้วทุกชีวิตล้วนถลำเข้าไปติดอยู่ในข่ายใยปัญหาของคนอื่น แต่ละปัญหาขยายตัวไปเกี่ยวลากทุกคนเข้ามาก่ายเกยกันจนยากสะสาง

ในชั้นแรกผู้ชายทั้งสามคนล้วนเกี่ยวพันกันตามแนวราบในฐานะต่างก็ได้ชื่อเป็น”ผัวร่วม”ของนางพยาบาลสาวอันเป็นผลจากพยาบาลรนหาที่จะออกจากปัญหาในชีวิตคู่ของตนโดยหมุนเวียนไปแลกเปลี่ยนปัญหากับผู้ชายอีกสองคนที่เหลือในบ้านเช่าอย่างถ้วนหน้า หนังเล่าเหตุการณ์พยาบาลเสียตัวให้กับลูกชายเจ้าของบ้านเช่าออกมาเหมือนเธอถูกข่มขืนมากกว่าจะเป็นการร่วมรัก ด้วยเหตุดังนั้น ในภายภาคหน้า เมื่อหญิงชราเจ้าของบ้านคาบความลับเรื่องที่พยาบาลไปมีนอกมีในกับคุณครูมาบอกแก่สามีตัวจริงเสียงจริง จึงไม่ได้สร้างผลสะเทือนต่อเนื่องแม้แต่น้อยไม่ว่าจะกับฝ่ายใด เพราะหนังได้กันคนดูไว้เป็นประจักษ์พยานว่าเธอหลับนอนกับผู้ชายอื่นตั้งแต่ในรายลูกชายเจ้าของบ้านเสียแต่เนิ่นมาแล้ว หนำซ้ำการที่คนดูล่วงรู้อยู่แก่ใจถึงพฤติกรรมเหลวแหลกภายในบ้านเช่ายังไปลดค่าข้อมูลจากจากปากหญิงชราลงเป็นเพียงเสียงพร่ำบ่นจากห้วงความโดดเดี่ยวอ้างว้างของยายแก่คนหนึ่ง ความข้อนี้สอดรับด้วยฉากหญิงชราทบทวนความหลังให้ฟังถึงจารีตการชีวิตของคนรุ่นเธอ “เรื่องที่จะปล่อยตัวปล่อยใจเห็นทีจะไม่ได้ คนรุ่นฉันยึดถือความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นที่ตั้ง” สภาพที่ตัวละครต้องจำทนจมปลักอยู่กับความฟอนเฟะรอบตัวภายในบ้านน่าจะพ้องกับชื่อหนังสือ”ยุคทองไม่รู้ร้อน”ของนักประพันธ์ลือชื่อชาวอิตาเลียน อัลแบร์โต โมราเวีย ถึงหนังของทาร์จะมีกลิ่นอายการเมืองเจืออยู่เพียงบางเบาขณะที่เนื้อในของงานเขียนโมราเวียชื่อนี้เล่าถึงความเป็นไปเมื่อครั้งอิตาลีตกอยู่ภายใต้การปกครองระบอบฟาสซิสต์ และแต่การอนุมานไขว้ชื่อหนังสือเข้ากับสภาพความสัมพันธ์ในบ้านเช่าของหนังก็น่าจะเข้าเค้าอยู่ไม่น้อย

ถ้าในงานยุคแรกเริ่มทาร์ให้ความสำคัญกับเรื่องราวที่สอดรับกับแก่นความคิดหลัก ความฝักใฝ่ลุ่มหลงต่อรูปแบบในการผลิตงานช่วงทศวรรษ 1980 น่าจะเป็นการบรรลุสู่ปริมณฑลเจตจำนงแห่งใหม่ของเขา Autumn เริ่มต้นด้วยถ้อยความที่คัดมาจากงานเขียนพุชกิน ก่อนที่จะกระเสือกกระสนไปตามวัฏจักรแห่งจังหวะร่ายรำของปีศาจ ทาร์เปิดเรื่องด้วยฉากที่สื่อความหมายผ่านภาพจากการจัดสีแสงฉูดฉาดเข้มบาดตา มีตัวละครตัวหนึ่งอยู่ในเฉดสีแดง ส่วนตัวละครอีกตัวก็แวดล้อมด้วยเฉดสีน้ำเงิน โดยมีฉากหลังเป็นสีเขียว ทาร์ใช้ภาพระยะใกล้มากและภาพซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างสุดขั้วในหลายระดับชั้นการเปรียบเทียบมา ปะติดปะต่อกันเข้าเป็นตอน ขณะที่กล้องก็จ้องแต่จะจับตัวละครตรึงไว้ภายในกรอบภาพจนดูราวกับว่าตัวละครติดอยู่ในกรงดิ้นหนีไปไหนไม่รอด

อาการหลงใหลได้ปลื้มกับการค้นหารูปแบบด้านภาพของทาร์ฟ้องตัวเองออกมาในฉากการต่อสู้ปล้ำฟัดระหว่างผู้ชายสองคน ฉากนี้ทาร์ยิงภาพตัวห้องเช่าจากมุมสูง จากนั้นซ้อนด้วยภาพมุมแหงนช้อนสายตาผ่านพื้นกระจกของห้องบนชั้นถัดไป การลำดับภาพเช่นนี้สร้างความรู้สึกขัดแย้งระหว่างกรอบภาพทมึงขึงขังกับการเคลื่อนไหวอย่างเอาเป็นเอาตายของร่างผู้ชายสองคนที่กำลังห้ำหั่นกัน อันเป็นองค์ประกอบภายในภาพ ถ้อยรำพันจากเพลง Que sera sera ที่โหยหวนขึ้นมาในช่วงท้ายของ Autumn คล้ายเป็นการเย้ยหยันตัวเองของหนังต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด

น้ำคำ กับ คมภาพ(Word and image)

ถัดจาก Autumn ผลงานอีกสามเรื่องต่อมาของทาร์ ล้วนเป็นผลผลิตจากการประสานความคิดระหว่างเขากับลาสโล ครอสนอโฮร์คาย(László Krasznahorkai) นักประพันธ์ชั้นแนวหน้าของฮังการี งานเขียนของครอสนอโฮร์คายที่แปลเป็นภาษาเยอรมันสร้างชื่อแก่นักประพันธ์ผู้นี้ให้เป็นที่รู้จักไม่แต่เฉพาะในฮังการี น่าเสียดายที่มีการแปลงานของเขาเป็นภาษาอังกฤษเพียงเรื่องเดียว คือ Az ellenállás melankóliája (The Melancholy of Resistance งานค.ศ.1989)โดยกว่าจะได้ริเริ่มแปลก็เป็นเวลานานมากแล้วหลังจากฉบับภาษาแม่ออกวางตลาด งานเขียนชิ้นดังกล่าวต่อมาถูกดัดแปลงมาเป็น Werckmeister harmóniák หนังเรื่องสำคัญของทาร์ และยังนับเป็นปฐมบทของการผสานความร่วมมือระหว่างผู้กำกับ – นักเขียนคู่นี้ และที่ติดตามมาอีกสองผลงาน คือ Sátántangó ซึ่งดัดแปลงจากงานเขียนครอสนอโฮร์คายในชื่อเดียวกัน ส่วน Kárhozat อาศัยเค้าโครงจากเรื่องสั้นชิ้นหนึ่งของครอสนอโฮร์คาย

หากดูตามเนื้อผ้าเรื่องราว Kárhozat เป็นหนังชิงรักหักสวาทดี ๆ นี่เอง แม้แต่ทาร์เองยังออกตัวว่าปมขัดแย้งของหนังแสนจะธรรมดาเข้าขั้นเชยสนิท

หนังใช้เมืองเหมืองแร่แห่งหนึ่งเป็นฉากหลัง เริ่มต้นจากตัวละครชื่อแคร์แร หนึ่งในสมาชิกชุมชนผู้มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ ทุกเย็นเมื่อเหล่าคนงานเหมืองมาหมกตัวสุมหัวอยู่ในบาร์ไททานิก(Titanik)ก็เป็นสัญญาณว่าชีวิตกำลังจะล่วงผ่านไปอีกวัน แคร์แรได้รับการจ้างวานจากเจ้าของบาร์ให้ไปลักลอบขนของเถื่อนแต่เขาส่งผ่านข้อเสนอดังกล่าวไปยังแซแบสเทียนสามีนักร้องประจำบาร์อีกต่อ แคร์แรไม่เพียงดอดเข้าตีท้ายครัวแซแบสเทียนระหว่างที่เจ้าตัวหายหน้าหายตาไปจากชุมชน เขาคิดจะลงหลักปักฐานอยู่กินกับนักร้องประจำบาร์เมียแซแบสเทียนอย่างออกหน้าออกตาเลยทีเดียว ฤทธิ์รักผลักดันให้แคร์แรคาบข่าวที่แซแบสเทียนข้องแวะกับธุรกิจนอกกฎหมายไปบอกตำรวจ ครั้นแซแบสเทียนโผล่กลับเข้าเมืองมาอีกครั้งศึกชิงนางจึงระเบิดขึ้น แต่คนที่กลายเป็นตาอยู่ของรายการนี้คือ เจ้าของบาร์ เพราะระหว่างที่ตาอินแซแบสเทียน กับตานาแคร์แร ยังตกลงปัญหารักสามเส้ากันไม่ลงตัว ตาอยู่จอมแสบกับนักร้องสาวพากันมุดหัวเข้าไปเริงสวาทกันอยู่ในรถของฝ่ายชาย

วันต่อมาแคร์แรก็ลากไส้ทุกฝ่ายที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังกับความบัดซบครั้งนี้ออกมาแฉอย่างถ้วนหน้า ฉากสุดท้ายของหนังเป็นภาพแคร์แรเดินสโลสเลอยู่กลางสายฝนกระหน่ำจนปะเข้ากับสุนัขตัวหนึ่ง คนกับหมาเมื่อมาทับเส้นทางกัน ฝ่ายหลังก็ตั้งหน้าตั้งตาเห่าเป็นการใหญ่ ฝ่ายแคร์แรไม่สะทกสะท้านเหมือนกัน เขาจรดเข่าและยันแขนลงกับพื้นยืนสี่ขาและเห่าสู้จนหมาต้องเป็นฝ่ายล่าถอย

Kárhozat เป็นงานที่มีรูปแบบเตะตามาก เนื่องจากความพิถีพิถันในการจัดวางองค์ประกอบภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายภาพระยะไกล ภาพต่อเนื่องและภาพจากการเคลื่อนตัวอย่างอิดออดเนิบนาบของกล้อง นอกจากนี้ ทาร์ยังเล่นกับเสียงและเวลาของหนังอย่างสนุกมือ ลักษณะเช่นนี้พาลให้นึกถึงคมคิดการทำหนังของไมเคิลแองเจโล แอนโทนิโอนี เนื่องด้วยปรมาจารย์ชาวอิตาเลียนผู้นี้เคยเขย่าแนวคิดทั่วไปว่าด้วยการทำหนังมาแล้วเมื่อเขาเรียกร้องให้หนังมีเอกสิทธิ์ในการสร้างมิติเวลาเป็นของหนังเอง แนวคิดของแอนโทนิโอนี่ ถูกโฉลกกับทาร์เหมือนกับว่าถูกสร้างไว้รอท่าให้เขาได้มาทำความรู้จักและดำเนินรอยตาม

ในบรรดาผู้กำกับที่ลุ่มหลงกับการทำหนังเชิงทดลองเช่นที่กล่าว ยังรวมถึง มิโคลช แยนโช อังเดร ทาร์คอฟสกี(Andrei Tarkovsky) ธีโอ แองเจโลปูลอส(Theo Angelopoulos) และ อเล็กซานเดอร์ โซกูรอฟ(Aleksandr Sokurov) ด้วยเหตุที่ผลงานของผู้กำกับหลุดโลกเหล่านี้ล้วนอัดแน่นด้วยท่วงทำนองแผลงพิสดารและกลิ่นอายการเล่าแปร่งทะแม่ง จนดูประหนึ่งพวกเขาจ้องโค่นล้มล้มล้างและขุดรากถอนโคนขนบการเล่าตามแบบแผนปกติในทุก ๆ วิถีทาง

ครุ่นชีวิต(Getting closer to life)

Kárhozat ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับกลวิธีเล่าเรื่องตามขนบมาตรฐานตั้งแต่ฉากแรกของหนังเลยทีเดียว ในฉากแรกทาร์วางกล้องยิงภาพจากท้ายทอยของแคร์แรขณะเจ้าตัวผินหน้าออกสู่เบื้องนอกหน้าต่างซึ่งเปิดอยู่ จากนั้นเป็นภาพถังบรรจุถ่านหินสีดำมะเมื่อมเคลื่อนตัวเข้าหาคนดูอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด นอกจากความเงียบแล้วฉากนี้มีเพียงเสียงหึ่ง ๆ ครืดคราด ๆ คล้ายเสียงหม้อแปลงกำลังทำงาน แล้วกล้องก็ค่อย ๆ เดินหน้าตรงเข้าหาศีรษะแคร์แรจากทางด้านหลัง กระทั่งภาพหัวแคร์แรกลืนกินพื้นที่ทั้งหมดของจอจนมืดไป

ภาพต่อมาเป็นอากัปกิริยาของลูกค้าในบาร์ไททานิกซึ่งต่างอยู่ในอิริยาบถผิดแผกกันไป บ้างหลับฟุบ บางคนกำลังมึนได้ที่ อีกคนทำหน้าซังกะตาย ยี่เป็นเพียงบทเริ่มต้นของความห่ามเพี้ยนด้านภาพ Kárhozat ยังมีภาพจากการแช่หน้ากล้องจับภาพแก้วเบียร์ด้วยอาการสงบนิ่งพอกันทั้งกล้องทั้งแก้ว ในระหว่างนั้นทาร์ใส่เสียงลูกบิลเลียดกลิ้งกระทบกันกรุกกริกบนโต๊ะเข้ามาประกอบชั้นหนึ่งและมีเป็นเสียงแอคคอร์เดียนบรรเลงคลออยู่อีกชั้นหนึ่ง

เบื้องนอกฝนเทกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา หมาตัวหนึ่งเดินดุมฝ่าสายฝนผ่านไป พื้นผิวของผนังบาร์และวอลเปเปอร์เป็นอีกสององค์ประกอบที่ทาร์พิศมัยเป็นนักเป็นหนา เขาปล่อยให้กล้องไล่เก็บสภาพผนังกำแพงมาใส่จออย่างสบายอารมณ์ แม้แต่พลาสเตอร์บนใบหน้าลูกค้าในบาร์ก็ยังได้เด่นหราอยู่ในกรอบภาพ มีอยู่ช่วงหนึ่งทาร์อุทิศแผ่นฟิล์มไม่น้อยไปกับการถ่ายทอดรายละเอียดบนหลายตารางนิ้วของวอลเปเปอร์ซึ่งประดับลายด้วยภาพกลุ่มคนในท่าทางประหลาด ๆ โดยมิพักต้องกล่าวต่อถึงสำเนียงวังเวงของแอคคอเดี้ยนที่ขับกล่อมสิงห์บาร์ทั้งหลายอยู่นั้นก็เลื่อนลอยหลอนหลอกราวจะลวงสูบวิญญาณคนฟังออกจากร่างก็ไม่ปาน

จุดที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ ทาร์ถ่ายภาพรถยนต์ใน Kárhozat โดยตั้งหน้ากล้องเข้าประจันกับด้านข้างของตัวถังรถเป็นผลให้ภาพรถยนต์ออกมาดูแบนราบมีเพียงสองมิติ หนังยังมีภาพที่ผ่านการปรุงแต่งองค์ประกอบทั้งหลายภายในกรอบภาพเพื่อสื่อความอีกมากมายคอยทำหน้าที่ลูกคู่ช่วยขย้อนเรื่องราวอยู่โดยตลอด

กับ Kárhozat ทาร์ต้องการให้หนังเป็นมากกว่ากระบวนการคลี่คลายเรื่องราว(ที่เน่าสนิทออกอย่างนั้น) แต่เป็นกระบวนการแทรกซึมเข้าไปเพ่งสำรวจสิ่งที่เรียกว่าชีวิต “เพื่อทำความเข้าใจกับแต่ละวันของชีวิต” ทาร์ออกตัวถึงสาเหตุการปรับเปลี่ยนดังกล่าวว่า ทั้งนี้เพราะแต่เดิมในการทำหนังเรื่องก่อน ๆ เขามักทุ่มเททรัพยากรของหนังไปเพื่อสร้างบุคลิกภาพตัวละครแต่ละรายให้มีความโดดเด่นเป็นหลัก และไม่ค่อยให้น้ำหนักความสำคัญกับกระบวนการทำงานของจิตใจมนุษย์สักเท่าไหร่ ดังนั้นเมื่อถึงคราวที่เขาถ่ายเทน้ำหนักความสำคัญไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เคย แม้แต่ผนังกำแพง สายฝน ไปจนกระทั่งสุนัขจรจัด ก็ยังมิสิทธิ์เป็นเจ้าของนิยายที่พวกมันได้มีบทบาท ราวกับว่าทาร์ได้ปลดโซ่ตรวนความไร้ชีวิตที่พันธนาการตัวประกอบอดทนเหล่านี้ไว้ และปล่อยให้พวกมันได้ออกมาขยับแข้งขา คล้องแขน เต้นระบำด้วยความลิงโลดอย่างถ้วนหน้ากัน

การโคจรและชะตากรรมของตัวละครมนุษย์ท่ามกลางฉากสถานการณ์ สถานที่ เครื่องประกอบฉาก และบรรยากาศ ต่าง ๆ ใน Kárhozat เป็นไปอย่างแยบยล รัดกุม แต่ส่วนที่ไม่แยบยลและแปลกปลอมเป็นที่สุด คือโลกที่ตัวละครถูกหย่อนลงไปใช้ชีวิต ไล่ตั้งแต่ตัวเมือง ทาร์เสกขึ้นจากการนำภาพภูมิทัศน์ อาคารร้านรวง ถนนหนทาง จาก 7 ทำเลจริง มาปะติดปะต่อสร้างบ้านแปงเมืองในหนังขึ้นมา ตัวบ้านแม้จะเนรมิตขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อการถ่ายทำหนังแต่ การก่อสร้างอย่างขอไปทีกลับยิ่งสร้างความประดักประเดิดเสียยิ่งกว่า และองค์ประกอบที่ให้ความรู้สึกเสแสร้งและ(ตั้งใจ)ดัดจริตมากที่สุดในหนังก็คือ สายฝน เพราะต่อให้ทำใจลำเอียงเข้าข้างหนังอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูก็ยังยากจะเชื่อว่าหยาดพิรุณเหล่านี้จะหลั่งมาจากฟากฟ้าสุลาลัย ไม่แคล้วต้นกำเนิดของพร่างละอองน้ำเหล่านี้คงเป็นปลายสายยางต่อจากท่อประปาที่ไหนสักแห่ง

สุดยอดงานทรมานคนดู(A diabolical masterpiece)

Satan’s Tango ผลผลิตลำดับสองจากการร่วมลงขันทางความคิดระหว่างทาร์กับครอสนอโฮร์คาย มีที่มาย้อนกลับไปได้ไกลถึงขั้นที่จริงแล้วทาร์ได้อ่านงานเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่ยังไม่สำเร็จเป็นรูปเล่มด้วยซ้ำ และนั่นก็เป็นวาระแรกที่ทาร์ทำความคุ้นเคยกับงานของครอสนอโฮร์คาย Satan’s Tango ในภาคนิยาย เป็นการตีแผ่ความล้มเหลวและการล่มสลายอย่างทรายถูกน้ำเซาะของระบบนารวมก่อนที่อวสานจะมาถึงอย่างฉับพลัน โดยที่เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วไม่กี่วันในฤดูใบไม้ร่วงหนึ่ง เมื่อแปรรูปเป็นหนัง Satan’s เกิดจากการนำโลกทัศน์และมุมมองหลายหลากของเหล่ากสิกรมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ทาร์ชี้แจงว่ารูปแบบของหนังยึดตามสำนวนและท่วงลีลาหนังสือเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เนื่องจากครอสนอโฮร์คายอนุโลมกลวิธีบรรยายเรื่องจากจังหวะการเต้นแทงโก้(ผู้เต้นจะก้าวไปข้างหน้า 6 ก้าว และก้าวไปข้างหลัง 6 ก้าว สลับกันไป) เหตุดังนั้น ทาร์จึงซอยหนังเป็น 12 ช่วง แต่ละช่วงจะมีจุดคาบเกี่ยวกันไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้ทาร์ยังคุมการเคลื่อนไหวของกล้องให้ลงรอยกับลีลาแทงโก้

หนังเปิดเรื่องด้วยฉากที่ยาวกว่าฉากอารัมภบททั้งปวงกับภาพฝูงวัวพากันย่ำเท้าออกจาหล่มปลักและเคลื่อนขบวนไปเบื้องขวาของจอภาพและเคลื่อนตัวไปเช่นนั้นเรื่อย ๆ ตลอดเวลาของการเคลื่อนขบวน กล้องเคลื่อนขนานตามแนววัวเดิน และตามไปเก็บภาพอย่างมีน้ำอดน้ำทน ถึงจะต้องทะลวงกำแพง มุดหายไปในโรงเรือน ฝ่ากลางฝูงไก่ กล้องก็ยังตามจับภาพวัวไว้อย่างไม่ลดละ ตลอดช่วงการเบิก “ความวัว” เสียงประกอบก้อง อึงอลของหนังข่มขวัญคนดูเป็นอย่างยิ่ง

อารัมภบทบอกข้อมูลแก่คนดูว่า ชนบทแห่งนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเนื่องจากฝนที่เทกระหน่ำเหมือนฟ้ารั่ว ทั่วท้องทุ่งเจิ่งนองด้วยน้ำฝน อาณาบริเวณแทบทั้งหมดของหมู่บ้านถูกกลืนกลายเป็นลานโคลนขนาดมหึมา “ข่าวว่า พวกนั้นกำลังมา” เสียงหมอประจำหมู่บ้านประกาศถึงการเริ่มของหนัง จากโต๊ะทำงานซึ่งตั้งประชิดอยู่กับบานหน้าต่างซึ่งตัวละครใช้ต่างหอสังเกตการณ์ หมอประจำหมู่บ้านจะคอยทำหน้าที่เฝ้ามองความเป็นไปของหมู่บ้านจดบันทึกสิ่งที่เห็นลงในบันทึกประจำวันของเขา ตัวละครตัวนี้เปรียบไปก็เหมือนกันอาลักษณ์ประจำท้องพระโรงแห่งเรื่องราวใน Satan’s Tango ดังในตอนจบหนังกลับมาจับภาพหมอจากมุมเดียวกับฉากเปิดเรื่อง คล้ายจดจ่อรอคอยการบรรยายภูมิกถาของหมู่บ้านบทอื่น ๆ จากเขาอีกครั้ง

สารรูปจักรวาล(Cosmic images)

ช่วงแรกของ Satan’s หนังกล่าวถึงปฏิกิริยาของหมู่บ้านต่อข่าวอิริมิออชพร้อมด้วยแพทรินอสานุศิษย์จากโรมาเนีย เดินทางมาถึงหมู่บ้านชนิดชาวบ้านไม่ทันได้ตั้งตัว เหตุที่การมาของคนคู่นี้นำความวิตกมาสู่ชาวบ้านก็เพราะก่อนนี้มีข่าวแพร่สะพัดไปทั่วทุกบางว่าอิริมิออชตายไปแล้ว ดังนั้น การโผล่มาแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ของอิริมิออชจึงประหนึ่งเป็นการฟื้นคืนชีพของพระมหาไถ่ แต่อิริมิออชในคราบพระมหาไถ่ไม่ได้ปรากฏกายอีกครั้งเพื่อไถ่บาปแก่ผู้ใด หากจะมาปอกลอกทรัพย์สิน เงินทอง และ ชำเราความหวังของคนทั้งหมู่บ้านจนไม่เหลือหลอ แบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างอิริมิออชกับชาวบ้านในหนังอาจตีความไปได้ถึงการเป็นแบบจำลองแสดงความล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การหลงลมคำสัญญาด้วยสำคัญผิดในตัวผู้นำสารเจ้าเล่ห์ก็ไม่ต่างกับการถลำตัวตกเป็นทาสอาคมสวยหรูในคัมภีร์ทุนนิยมอย่างงมงายด้วยเช่นกัน แต่ลวดลายอันเหนือชั้นในการร่ายความของครอสนอโฮร์คาย – ทาร์ น่าจะหมายให้เหตุการณ์ในหนังอุปมาครอบคลุมไปถึงขอบเขตชะตากรรมซึ่งกว้างไกลกว่าเพียงที่บังเกิดภายใต้ระบอบอุดมการณ์ทั้งสอง และ คงไม่มีอาณาจักรใดอีกแล้วที่จะมีขอบเขตไพศาลยิ่งกว่าอิทธิพลของลัทธิความเชื่อและอุดมการณ์ นอกจาก จักรวาล

Satan’s Tango เป็นอีกกรณีตัวอย่างของการกำกับโดยมุ่งสร้างรูปแบบและลีลาการเล่าซึ่งสอดคล้องกลมกลืนและสร้างเสน่ห์แก่เรื่องราวได้เป็นอันมาก ทาร์ลองนำกลวิธีแปลกใหม่มาใช้กับหนังเรื่องนี้อย่างเมามัน เขาสร้างบุคลิกแก่ภาพด้วยการเคลื่อนกล้องอย่างอิดออดเฉื่อยเนือยในหลายฉาก ผสานกับการตัดต่อเสียงจากนอกใจกลางเหตุการณ์ มาใส่ในภาพของเหตุการณ์ และที่ขาดไม่ได้ทาร์ลงคาถาปล่อยผี เวลา ของหนัง ให้ไม่ต้องขึ้นตรงต่อระบบเวลาทางกายภาพอีกต่อไป และแจวหนังล่องไปบนระนาบเวลาของหนังเอง

กระบวนหนังดังกล่าวประพิมพ์ประพายกับการสร้างงานตามลัทธิสุนทรียศาสตร์เชิงโครงสร้างของประติมากร-ผู้กำกับชาวคานาเดียนนาม ไมเคิล สโนว์ (โดยมี Wavelength งานค.ศ.1967 เป็นตัวอย่าง) มีอยู่หนึ่งฉากใน Satan’s Tango หนังถึงกับฝากภารกิจในการเล่าเรื่องไว้กับแมลงซึ่งเท่ากับว่าแมลงตัวนั้นกลายมาเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่ทวีความสำคัญขึ้นมาภายในโครงสร้าง ณ ช่วงเวลานั้น ฉากนี้เป็นภาพจากการซูมเข้าหาแมลงช้า ๆ และการเคลื่อนตัวตามแนวดิ่งของกล้อง ยิ่งได้ดนตรีประกอบที่เข้าขา จึงไม่ต้องการคำบรรยายใด ๆ สำหรับฉากนี้นอกเหนือไปจากมันได้ถ่ายทอดความเบื้องลึกในใจทาร์ออกมาได้ผาดโผนวูบไหวยิ่ง

หนังมีภาพแปลกตามากมาย จากการใช้ภาพระยะไกลกับเรื่องราวของหนังซึ่งปักหลักผูกพันอยู่กับทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตา ร่วมด้วยภาพจากกล้องเทินบ่า เช่น ภาพร่างคนผละจากหน้ากล้องในระยะใกล้ เดินดุ่มมุ่งหน้าออกสู่ลานทุ่งไกลออกไปทุกที ๆ กระทั่งร่างนั้นกลืนหายไปกับท้องทุ่ง นอกจากนี้แล้วก็เป็นภาพส้นเท้าก้าวสับไปตามทาง อันเกิดจากการใช้กล้องจ่อไล่ตามเก็บภาพจากระยะใกล้เป็นเวลานาน ๆ ไม้นี้ทาร์นำมาใช้ในตอนอิริมิออซกับแพทรินอมุ่งหน้าเดินไปไหนสักแห่ง กล้องจะอยู่เรี่ยกับพื้นเพื่อติดตาม(ส้นเท้า)คนทั้งสองไปอย่างกระชั้นชิดทุกฝีก้าว เป็นผลให้นอกจาก”ส้นตีน” ทั้ง 4 ของประกาศกแล้ว กล้องยังกวาดเก็บเม็ดฝน และขยะปฏิกูลซึ่งเรี่ยราดอยู่ตามรายทางที่ทั้งสองก้าวผ่านเข้ามาไว้ในกรอบภาพด้วย

ฉาก”เอาแต่เดิน”ของหนังมีให้เห็น 2 ช่วงด้วยกัน คือ ในตอนที่อิริมิออชและแพทรินอมุ่งหน้าเข้าหมู่บ้าน และอีกตอน คือ ภาพเหล่ากสิกรพากันออกเดินทางไปยังดินแดนแห่งพันธะสัญญา การเดินในทั้งสองฉาก ต้องเรียกว่าเป็น การซมซานซ่านจาริก ถึงจะเข้าเค้า ด้วยเหตุเมื่อพิจารณาจากที่เหตุการณ์ทั้งสองขับเคลื่อนไปพร้อมดนตรีประกอบผลงานของวาทยากรแคแลแมน บรรเลงเวียนเทียนรอบแล้วรอบเล่า ไม่รู้จักจบจักสิ้น อุปมาดุจดังนั่นเป็นการเดินทางที่ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางจะไปสิ้นสุดลง ณ แห่งหนใด

อ่านต่อ อหังการผู้อาภัพ 3:  จี้เส้นหรือเล่นกับอาเพศ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: