enyxynematryx

จี้เส้นหรือเล่นกับอาเพศ

leave a comment »

จี้เส้น หรือ เล่นกับอาเพศ (Comedy or miserabilism?)

ทาร์มักให้เวลาแก่หลาย ๆ ฉากของ Satan’s อย่างมากมายเกินความจำเป็นแก่การเล่าเรื่อง แต่ในความพิรี้พิไรยืดยาดสุดคาดหยั่ง แท้ที่จริงกลับอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือสภาพอันเป็นธรรมชาติของการเฝ้าสังเกตการณ์ กล่าวถึงความเพ้อฝอย ก็ต้องนึกถึงฉากเต้นรำในผับซึ่งดำเนินไปอย่างกับตัวละครเมายาบ้า ตากล้องเมายาอี และอีกฉากที่เป็นสุดยอดแห่งความอ้อยอิ่งร่ำไร คือการจับตาทุกหยาดหยดอิริยาบถของหมอประจำหมู่บ้าน นับตั้งแต่ที่หมอหย่อนก้นลงนั่งเขียนข้อความขยุกขยิก แล้วหยิบเหล้าขึ้นมาจิบ ภาพหนังวนเวียนอยู่กับกิจกรรมสัพเพเหระของหมอที่โต๊ะทำงานอีกพักใหญ่ ก่อนที่หมอจะลุกขึ้นและเดินไปเข้าส้วม

ความไหลลื่นต่อเนื่องของภาพจากการกระทำหนึ่งไปสู่อีกการกระทำ เอื้อให้คนดูได้จำกัดความสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาด้วยตัวเอง ทาร์เคยตั้งข้อสังเกตหนังร่วมสมัยว่า ส่วนมากแล้วมีลักษณะลิดรอนเวลาและลดทอนพื้นที่ของตัวละคร จนคนดูหมดโอกาสและหนทางจะทำความเข้าใจสาเหตุแห่งพฤติกรรมตัวละคร “คนน่าจะมีสิทธิ์ได้รู้ถึงความเป็นไปเบื้องลึกใต้พื้นผิวเปลือกนอกของเหตุการณ์”

ต่อข้อกังขาที่ว่า เขาเสพติดการใช้ภาพต่อเนื่องสุดแสนเงื่องหงอยกับหนังจนถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้วหรืออย่างไร ทาร์ปกป้องตนเองว่าหนังของเขาก็เหมือนกับวรรณกรรมชวนหัวของเชคอฟ หนังของเขามุ่งกวาดเก็บ ควานหาความเป็นจริงและชีวิตผู้คน และด้วยเหตุที่ชีวิตบ่อยครั้งก็เป็นเรื่องตลก หนังจึงย่อมเลี่ยงเรื่องโปกฮาไปไม่ได้ บางหนถึงกับพรวดเข้าจู่โจมต่อมฮาเอาดื้อ ๆ ด้วยซ้ำไป

สำหรับ Satan’s ทาร์ยิงมุขผ่านบุคลิกและความสัมพันธ์ระหว่างอิริมิออซ(Irimias) กับแพทินอ(Petrina) เป็นหลัก ถึงจะตะลอนไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองกลับออกมาในแง่ที่ แพทรินอรังแต่จะคอยขัดคออิริมิออชยามที่เขายกเมฆตำนานลี้ลับหรือบทกวีอันเลอเลิศมาร่ายต่อหน้าผู้ศรัทธา การทำหน้าที่ท้วงติงความถูกต้องของแพทรินอจึงมักเป็นเหตุให้อิรอมิออชมีอันได้หน้าแหกต่อหน้าธารกำนัลอยู่เสมอ นอกจากนี้ หนังยังกล่าวถึงอิริมิออชกับความล้มเหลวที่จะปิดป้องความบ้องตื้นด้วยมาดทรงภูมิ บ่อยครั้งทั้งที่สู้อุส่าห์วางท่าคงแก่เรียนเต็มคราบแต่เขาก็เผลอหลุดคำพูดบื้อ ๆ ออกมาจนได้ ดูไปอิริมิออชก็คล้ายกับนักการเมืองจอมกร่าง อวดรู้และบ้าน้ำลาย

มาดร้าย ๆ แบบหมาหยอกไก่ของอิริมิออชและแพทรินอ มีให้เห็นในหนังตั้งแต่ต้น ๆ เรื่อง กับภาพทั้งสองยืนนิ่งขึงฟังตำรวจถกกันถึงคุณงามความดีแห่งหน้าที่การงานของตน หรือ ต่อมาในการกล่าวรายงานผลการส่งคนงานออกไปทำงาน ความสำคัญของอิริมิออชและแพทรินอโดยเทียบกับโครงสร้างหนัง ทั้งสองไม่เพียงเป็นตัวแทนของอำนาจและพลังเท่านั้นหากยังสาธิตวิธีใช้อำนาจและพลังให้ดูเป็นขวัญตาอีกด้วย หนังอำสองอริยบุคคลจอมปลอมน่าด้วยฉากที่น่าจะเรียกเสียงแค่นหัวเราะได้ไม่เบากับเหตุการณ์คณะพรรคอิริมิออชไปเตร่กันอยู่แถวจัตุรัสหมู่บ้าน จู่ ๆ ก็มีฝูงม้าแตกตื่นเบียดเสียดถูลู่ถูกังกันมาตามถนนดุจเดียวกับฉากคาราวานผู้อพยพในงานของมิโคลช แยนโช อิริมิออชเห็นดังนั้น ก็เปรยขึ้นว่า “ชะรอยม้าพวกนี้คงหนีออกมาจากโรงฆ่าสัตว์อีกตามเคย” ท่านอิริมิออชนี่ช่างเป็นเอกในทางมั่วนิ่มได้ขนาดนั้น

การสร้างบุคลิกประจำตัวละครให้มีความแข็งแกร่งโดดเด่นเป็นเรื่องที่ทาร์ยังคงให้ความสำคัญเช่นเคย เขาแย้มถึงเบี้องหลังการปลุกปั้นตัวตนของตัวละครว่าต้องทำการบ้านโดยอาศัยเพื่อนฝูงที่มีอัตลักษณ์บางอย่างฝังอยู่เป็นสันดานจริง ๆ เพื่อจะโอนถ่ายจุดเด่นเหล่านั้นขึ้นสู่จออย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและเป็นธรรมชาติที่สุด

เบื้องหลังการทำงานเช่นนี้เข้าทางจะเป็นการน้อมนำวิธีสร้างงานตามขนบสัจนิยมใหม่แห่งอิตาเลียน (Italian Neo-realism)มาปัดฝุ่นอยู่เหมือนกัน ทั้งนี้เพราะหนังสกุลสัจนิยมใหม่อิตาเลี่ยนเกิดจากการถ่ายทอดเรื่องราวอย่างเถรตรง เน้นความสมจริงเบื้องหน้า ไม่เคร่งครัดกับเกณฑ์ด้านองค์ประกอบศิลป์ และบทเจรจาระหว่างตัวละครมักเป็นการด้นสด การนำเสนอภาพตัวละครจากเนื้อแท้ของคนที่มีชีวิตโลดแล่นอยู่จริงตามที่ทาร์เล่ามา จึงเป็นการสร้างความคุ้นเคยสนิทสนมกับคนดู เหมือนหนึ่งได้ตัวละครมาเป็นคู่หู ผลสืบเนื่องก็คือ คนดูแต่ละคนจะเสพซึมซับงานผ่านแว่นส่วนตัวของพวกเขาเอง

ในการให้สัมภาษณ์หลายครั้งทาร์พาดพิงถึงความเสื่อมถอยของวงการหนังร่วมสมัยอันเป็นผลจากถูกครอบงำโดยแนวคิดในการทำหนังที่ปิดกั้นและตีกรอบคนดูโดยไม่รู้ตัว ทาร์เรียกร้องให้หนังเปิดประตู ต้อนรับคนดูเข้าไปสัมผัสโลกของหนังให้มากกว่าที่ทำ ๆ กันอยู่ แม้ว่านับตั้งแต่ผลงานเรื่องแรกเป็นต้นมาทาร์จะทำหนังด้วยอุดมการณ์อันแน่วแน่ตามข้อเรียกร้องข้างต้น แต่ด้วยเหตุจากพลังจารีตและกฎเหล็กบางข้อที่ไม่อาจคัดง้างได้ รวมถึงอิทธิพลจากลัทธิวิจารณ์อันคร่ำครึที่คอยปิดกั้นมุมมองหนังใหม่ ๆ ซึ่งจะมารองรับและกระตุ้นวงการหนังให้งอกงาม ที่ร้ายที่สุดคือมีความเป็นจริงบางประการในสังคมยังคงเป็นของสงวนและแสลงสำหรับการจะหยิบมาทำหนัง ทั้งหมดล้วนเป็นอุปสรรคผลักดันให้ทาร์ต้องเบี่ยงเบนเป้าหมาย ขยายขอบเขต กว้างออกไปเรื่อย ๆ แต่ด้วยพันธกิจเบื้องต้นต่อหนัง ความเป็นจริงทั้งหลายแหล่ที่เคยและยังคงถูกกางกั้นไว้ให้พ้น ๆ จากหนังก็ยังจะต้องรับมือกับความพยายามของทาร์ในการเพ่งพินิจและกวาดเก็บความจริงเหล่านั้นมาไว้ในรูปหนัง ต่อไป

อวสานของโลก จะต้องโฉลกตามลางร้าย…หรือเปล่า(The end of the world as we know it?)

ทาร์กลายเป็นขวัญใจโรงหนังศิลป์ขึ้นมาในชั่วข้ามคืนที่ Werckmeister harmóniák(Werckmiester Harmonies)ออกฉาย บทหนังดัดแปลงมาจาก นวนิยายชื่อ Az ellenállás melankóliája (ชื่อภาษาอังกฤษ คือ The Melancholy of Resistance ) ซึ่งเป็นภาคหลักของงานเขียนครอสนอโฮร์คายชุด Werckmiester Harmonies แก่นของทั้งงานเขียนและงานหนังล้อขนานไปกับ Satan’s Tango ทั้งนี้โดยอาศัยหัวเมืองบ้านนอกเป็นฉากหลัง

หัวเมืองแห่งนี้มีชะตากรรมคล้ายหมู่บ้านกสิกรรมใน Satan’s ตรงที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก คราวนี้ไม่ใช่ด้วยเหตุจากฝนพันปีหากเป็นเพราะทุ่งน้ำแข็งและเทือกหิมะคอยล้อมกรอบหัวเมืองไว้จากการติดต่อโลกภายนอก ข่าวลือยังคงมีบทบาทโดดเด่นยิ่งในการคุกคามขวัญกำลังใจชาวบ้านชาวเมือง โจษขานกันว่าเมืองนี้กำลังจะตกเป็นเป้าหมายการปล้นสดมภ์ครั้งใหญ่ และจะถูกถล่ม จนอาจถึงกาลพินาศย่อยยับก็คราวนี้เอง แต่ที่ตัดหน้าเข้าเมืองมาก่อนความน่าสะพรึงกลัวทั้งหลาย กลับเป็นคณะละครสัตว์ซึ่งจะมาเปิดการแสดงโดยมีปลาวาฬขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเป็นจุดขาย นอกจาก โคตรวาฬ แล้วละครสัตว์ยังมีพ่วงมาด้วย องค์ชาย(the prince)บุคคลลึกลับ ผู้อยู่ไม่สุข ฤทธิ์มาก และไม่มีใครเอาอยู่ องค์ชายมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจในการล่อลวง ชักจูงบรรดาผู้เลื่อมใสให้คล้อยตามคำบัญชาและกระทำการต่าง ๆ นานาได้ชนิดชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ที่แย่ก็คือคำชี้ชวนองค์ชายมักนำไปสู่เหตุรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มีนิสัยแปลกแยก เก็บเนื้อเก็บตัว องค์ชายจะเห็นเป็นเหยื่ออันโอชะสำหรับยืมมือคนผู้นั้นไปจุดชนวนความหายนะ

ปฏิกิริยาของชุมชนต่อข่าวลืออันไม่เป็นมงคลและการมาเยือนของคณะละครสัตว์ เริ่มต้นที่แอสแตร์(Eszter) แอสแตร์เป็นตัวตลกในสายตาชาวเมือง เนื่องจากเขาเป็นโรคจิตเภทชนิดปฏิเสธโลกภายนอก ภรรยาของแอสแตร์มีท่าทางไม่ชอบมาพากล เธอเป็นนักฉวยโอกาวตัวยง พร้อมจะปลุกปั่นชักใยคนรอบข้างนับตั้งแต่ตัวสามี ไปจนถึงหัวหน้าหน่วยตำรวจ ให้สนองตอบความปรารถนาของเธอ ตัวละครที่มีน้ำหนักความสำคัญต่อหนังมากเป็นพิเศษคือ วอลุชกอ(Valuska) เนื่องด้วยบุคลิกศาสดาปัญญาอ่อนของเขาคอยทำหน้าที่เสาหลักให้แก่หนังได้เป็นอย่างดี ในเรื่องวอลุชกอจะเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการประยุกต์พฤติกรรมของเหล่าขาเมาประจำบาร์มาสร้างแบบจำลองอธิบายกลไกระบบสุริยจักรวาล แต่เห็นเขาเป็นคนหลุดโลกที่เที่ยวออกไปเดินท่อม ๆ ในเมืองยามวิกาลอย่างนั้น วอลุชกอกลับเป็นคนแรกที่ไหวตัวถึงชะตากรรมในภายภาคหน้าของเมือง ก่อนใครเพื่อน

แบบแผนการใช้ภาพใน Werckmiester จัดอยู่ในขั้นเพี้ยนไร้เทียมทานตามมาตรฐานสากล ทว่าในความห่ามเพี้ยนกลับเป็นหนังดัดแปลงจากงานเขียนครอสนอโฮร์คายซึ่งเก็บเกี่ยวและถ่ายทอดสารจากหน้ากระดาษสู่แผ่นฟิล์มได้ครบถ้วนถึงใจผู้ประพันธ์มากที่สุด เมื่อเทียบกับ Kárhozat หรือจะเป็น Satan’s ก็ตามที ไม่เพียงเท่านั้น หนังมีฉากเด็ดภาพแปลกมากำนัลคนดูดังเคย เช่น ภาพตัวเมืองในรูปลักษณ์ชวนขนพองสยองเกล้าเพราะแสงที่สาดส่ายเข้าใส่ตัวเมืองจากไฟหน้าของรถแทรกเตอร์ตอนปรี่เข้าไถดะคอกวาฬยักษ์ และภาพวอลุชกอขณะออกไปเดินเพ่นพ่านตามถนนตอนดึก ๆ นอกจากนี้ก็เป็นภาพจากฉากเหล่ากรรมกรพร้อมใจกันตบเท้าเดินขบวนประท้วงด้วยความแค้นสุมแน่นอกและพร้อมจะบดขยี้ทุกอย่างที่ขวางทาง เช่นเคย เป็นฉากเดินขบวนประท้วงที่ยาวเหยียดและเยิ่นเย้อ

และอีกฉากซึ่งมองข้ามไม่ได้ ถึงจะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีบรรยายอยู่ในหนังสือ แต่ฉากโรงพยาบาลประจำเมืองถูกถล่มจนวินาศสันตะโรเป็นฉากที่ได้บรรยากาศและให้ความรู้สึกหนักหน่วงตราตรึงมากฉากหนึ่งของ Werckmiester ฉบับหนัง กับภาพพวกหัวรุนแรงบุกเข้าล้างบาง กุ้มรุมทำร้ายทั้งคนป่วยและคนปกติชนิดเหวี่ยงแหอย่างทารุณและป่าเถื่อน(คล้ายหนังจะจำลองมาจากสภาพไร้มนุษยธรรมที่เกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสงคราม) เหตุการณ์ในโรงพยาบาลจบลงตรงการประจันหน้าระหว่างแกนนำกลุ่มหัวรุนแรง กับชายชราที่ยืนเปลือยร่างซีดเผือดเหี่ยวย่นอยู่ในอ่างอาบน้ำ

จากหลายแง่มุมมอง ต้องถือว่าทาร์ถ่ายทอด เนื้อความในหนังสือของ Werckmiester Harmonies สู่ความเป็นหนังได้อย่างซื่อตรงในแทบทุกอณู การใช้ภาพต่อเนื่อง การสร้างสำนึกรู้แก่คนดูต่อระนาบเวลาสมมติ รวมไปถึงภาพของโลกในหนัง แม้แต่เสียงประกอบ ล้วนเอื้ออำนวยให้ตัวหนังสือของครอสนอโฮร์คายออกมาโลดแล่นบนจอได้อย่างไม่มีข้อผิดเพี้ยนตกหล่น ความสมบูรณ์แบบดังกล่าวเป็นผลจากการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทาร์กับ อากแนส ฮรอนิตสกี(Ágnes Hranitzky)มือลำดับภาพคู่บุญ รวมถึงครอสนอโฮร์คายเจ้าของบทประพันธ์ดั้งเดิมเอง จนอาจกล่าวได้ว่าความสำเร็จและล้มเหลวทั้งหลายทั้งปวงของหนังเรื่องนี้ล้วนแผ่ปกตกแก่สามประสานอย่างเสมอหน้ากัน

ในฐานะผู้กำกับทาร์แจกแจงเบื้องหลังการทำงานว่าฮรอนิตสกีมีส่วนอย่างสำคัญในสิทธิที่จะร่วมชี้ขาดชะตากรรมของหนัง ทุกรายละเอียดที่ปรากฏอยู่ใน Werckmiester ล้วนต้องผ่านความเห็นชอบของนักลำดับภาพรายนี้ในขั้นสุดท้าย ส่วนครอสนอโฮร์คายก็หน้าดำคร่ำเคร่งอยู่กับการพลิกคว่ำพลิกหงายงานเขียนของตัวเองเพื่อเจียรนัยหาความคิดสดใหม่ใส่เพิ่มเข้าไปในหนัง

วิสัยทัศน์ สังคม และวิสัยทัศน์ต่อสังคม(Vision, society and a vision of society)

จากพื้นที่แคบ ๆ ภายในห้องเช่าเล็ก ๆ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ใช้เป็นเวทีตีแผ่และขบคิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน พื้นที่ความสนใจของทาร์ขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา และตัวละครหลักก็ไม่ได้ผูกติดว่าจะต้องเป็นมนุษย์เสมอไป หากแผ่ลามไปถึงการเปลือยอำนาจให้เห็นธรรมชาติเนื้อในกันจะจะ รวมไปถึงการสางกลไกความสัมพันธ์ในชุมชนออกมาเขียนเป็นแผนผัง ทาร์ยังสำรวจลึกลงไปภายใต้ความเป็นผนึกแกร่งของปึกแผ่นเปลือกผิวความจริง ทาร์บอกปัดความคิดที่ว่าหนังของเขาเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ ต้องนั่งญาณเสพจึงจะเข้าถึงได้ “หนังทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการเก็บบันทึกข้อเท็จจริง และสิ่งที่เป็นรูปธรรม” แม้เจ้าตัวจะออกโรงสยบเสียงวิจารณ์ทำนองดังกล่าวแล้วก็ตาม คนดูก็ยังไม่วายเลาะเลียบหาช่องล้วงควานเข้าไปจับสิ่งที่อยู่ในงานของทาร์เอามาตีความกันไปสารพัด ในกรณี Werckmiester Harmonies องค์ประกอบยอดนิยมที่ถูกจับไปชำแหละหาความหมายแฝงคงหนีไม่พ้น อภิมหาวาฬ องค์ชายและถ้อยคำในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลทวนซ้ำ ๆ ซาก ๆ ในหนัง

เรื่องของเรื่องก็คือ ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร องค์ประกอบ หรือ สร้อยเหตุการณ์ของหนังก็ดี ย่อมมีนิยายและนิยามแฝงเร้นอยู่เป็นของธรรมดา แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีอิทธิพลต่อหนังมากไปกว่าการเป็นกาวแม่เหล็กคอยยื้อยุดคนดูให้เพลิดเพลินไปกับกระบวนการเล่า ดังนั้นในการดูจึงไม่ควรปล่อยให้สิ่งเหล่านี้มาล้ำข่มองค์ความคิดหลักของหนัง แกนหลักของ Werckmiester Harmonies คือ การขุดรากถอนโคนต้นตอ รวมถึงวิวัฒนาการของการใช้ความรุนแรงขึ้นมาตีแผ่และพินิจพิเคราะห์กันอย่างถ้วนถี่ ทั้งนี้เพื่อเตือนสติผู้คนให้ตระหนักถึงความรุนแรงในฐานะภยันตรายที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาอาละวาด บดขยี้ทำลายล้างผักชีความสงบสุขซึ่งโรยหน้าสังคมให้แหลกกระจุยได้ทุกขณะจิต

ภารกิจของทาร์ใน Werckmiester Harmonies ไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงแค่นำเสนอแผนที่สู่ความวิบัติ เขายังเสนอทางออกไว้อีกด้วย ถึงแม้จะดูเป็นการจับแพะชนแกะและง่ายดายราวตื่นจากฝันร้าย แต่จะไม่ให้เป็นเช่นนั้นก็คงไม่ได้ ในเมื่อผู้ค้นพบมาตรการประนีประนอม คือ แคร์แรคนไข้จิตป่วน ตัวตลกของชาวบ้าน ไม่แต่เท่านี้ ไม่ว่าเมืองทั้งเมืองจะตกอยู่ในภาวะจลาจลและมีเรื่องให้ชาวเมืองต้องขวัญผวาไม่หยุดหย่อนเพียงใด แต่ด้วยเหตุจากหนังมีกล้องคอยเหม่อมองหาภาพ เสียง และเศษเสี้ยวเหตุการณ์ของชีวิตในแต่ละวันที่กินใจและให้ความรู้สึกละมุนละเมียดมาฝากคนดูอยู่เป็นระยะ ก็เป็นปัจจัยถ่วงดุลให้เห็นว่าเมืองนี้ยังมีเรื่องรื่นรมย์อยู่เหมือนกัน

อีกปัจจัยที่มองข้ามไปไม่ได้(เพราะขนาดอันมหึมา) คือ จินตนาการสุดบรรเจิดของทาร์ เกี่ยวกับวาฬในหนัง (แม้พัฒนาการเชิงสถานะของวาฬยักษ์จะเข้าอีหรอบขึ้นต้นเป็นกอไผ่แต่สุดท้ายกลายเป็นบ้องกัญชา จากเบื้องต้นมันคือสิ่งมีชีวิตที่ทุกสายตาเฝ้ามองด้วยความพรึงเพริดแกมชื่นชม แต่ในท้ายที่สุดมันกลับเป็นองค์ประกอบในการละเล่นมหรสพสุดวิปลาส กล่าวโดยสรุป ความงามโดยภาพรวมของหนังอันสะท้อนถึงเจตจำนงของผู้สร้างที่หวังจรรโลงสังคมนั่นเองคือคุณค่าสำคัญที่สุดของ Werckmiester Harmonies

พะยี่ห้อเป็นหนังจากคู่ประสานทาร์/ครอสนอโฮร์คายแล้ว ร้อยทั้งร้อยเป็นต้องเขย่าคลอนห้วงความคิดคนดูเล่น ด้วยมายาคติว่าด้วยวันสิ้นโลก และความบัดซบหม่นตรมในชีวิตปุถุชนคนกรำบาป ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังทาร์/ครอสนอโฮร์คายไม่มีที่จะไม่ต้องอาศัยการตีความหลายซับหลายซ้อนในการดู แต่หากมองในอีกด้าน การที่ทั้งสองสร้างแรงกดดันมหาศาลแก่ใครก็ตามที่พยายามตีความหนังของพวกเขาด้วยตระหง่านแห่งกำแพงเหล็กสูงเสียดขอบฟ้าของการเล่าจนยากจะปีนป่ายทะลวง

แท้ที่จริงทาร์มีเจตนาดัดนิสัยส่อรู้และบีบบังคับให้คนดูต้องเสพรับงานในฐานที่เป็นการได้มาประจักษ์แจ้งต่อความจริงแทนที่จะมัวเฝ้าดักถอดรหัสตะลุยหาลายแทงปัญญาในหนังของเขา ด้วยเหตุดังนี้จึงเป็นการเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงหากจะนำวิธีดูหนังจากฝีมือของอังเดร ทาร์คอฟสกี(Andrei Tarkovsky) หรือ อเล็กซานเดอร์ โซกูรอฟ(Aleksandr Sokurov)มาใช้กับหนังของทาร์ ทั้งนี้เพราะทาร์เล็งผลเลิศให้คนดูได้เห็น ได้สัมผัสโลก ทั้งในเชิงความสัมพันธ์ทางสังคมที่เป็นอยู่จริง และในความคำนึง ในหนังของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากข้อเท็จจริงที่ว่าจุดมุ่งหมายเหล่านี้หลอมรวมผนึกเข้าด้วยกันจนเป็นความคิดหลักอันมีเอกภาพและเอกลักษณ์ แต่สามารถแตกแขนงออกเป็นงานหลากหลายชิ้นที่มีความสืบเนื่อง โยงใย และล้อสะท้อนถึงกันได้แทบทั้งหมด จึงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าวิธีคิดในการทำหนังของทาร์นับเป็นการปฏิวัติกระบวนการสร้างสรรค์คุณภาพหนัง

จบ

แปลจาก
Hames, Peter. 2001. ‘The melancholy of resistance: The films of Béla Tarr’. http://www.kinoeye.org/01/01/hames01.html#wer

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: