enyxynematryx

เก่งมาจากไหนคีสลอฟสกียังแพ้ภัยอุทกภัยในดวงตา

leave a comment »

real-tear-002สลาโว ซิเส็ก(Slavoj Zizek)นักวิจัยผู้นำสำนักคิดเล็กพริกขี้หนูแห่งเมืองลุบลานา(Ljubljana) สร้างบารมีทางวิชาการจากความช่ำชองในด้านการประยุกต์ทฤษฎีจิตวิเคราะห์แนวลากัง อิทธิพลของเขาแผ่เข้าครอบงำวงการวิจารณ์ภาพยนตร์หลังจากตีพิมพ์ Everything You Always Wanted to Know about Lacan: But were afraid to Ask Hitchkock อันเป็นผลการศึกษาหนังของอัลเฟรด ฮิทช์ค็อกและทฤษฎีของลากังโดยนำมาจับคู่วิเคราะห์ถ่ายเททั้งทางตรงและผวนย้อน

ระเบียบวิธีวิจัยของซิเส็กจะเป็นการชำแหละเงื่อนปมซับซ้อนทางจิตวิเคราะห์และกระบวนการทางปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังกรอบภาพของเหตุการณ์จากในหนัง The Frighten of Real Tears นับเป็นงานเขียนแนวเสนอผลการศึกษาแบบเจาะลึกผลงานผู้กำกับเจ้าใดเจ้าหนึ่งอย่างเป็นล่ำเป็นสันลำดับที่สองถัดจากงานอันโด่งดังเล่มนั้น และคริสทอฟ คีสลอฟสกี(Krzysztof Kieslowski)ก็ได้รับเกียรติเป็นผู้กำกับรายแรกหลังจากฮิทช์ค็อกที่ซิเส็กทุ่มเทพลังศึกษาอย่างถี่ถ้วนละเอียดละออ

kieslowski-003

ในบทที่สองของหนังสือเป็นรายงานข้อสังเกตต่อวิวัฒนาการของการสมานฝีเย็บ ฝีเย็บหนัง(suture)ในสายตาของซิเส็กคือภาพตัวแทนการศัลยกรรมตกแต่งจินตภาพออกมาในรูปสัญลักษณ์ ปฏิบัติการอันขัดแย้งในตัวเองดังกล่าวมีขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนริ้วรอยและผลักดันภาพความฝันให้เป็นที่ปรากฏ ดังเมื่อปรากฏออกมาเป็นหนังก็คือ การปรุงแต่งสภาพเสมอธรรมชาติภายในกรอบภาพ จะด้วยการอุปถัมภ์จากพลังวิเศษของเทคโนโลยีก็ดี หรือการจู่โจมหัวใจคนดูด้วยอุบายและฝีมือของผู้กำกับในการนฤมิตภาพไม่ว่าจะเป็นภาพของความจริงหรือความลวงก็ตามทีก็แล้วแต่ อย่างไรก็ดี กระบวนการดังกล่าวก็มาโดนระเบิดพลีชีพไม่เหลือชิ้นดีโดยกลุ่มบุคคลอันประกอบด้วย อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก, คริสทอฟ คีสลอฟสกีและคณะผู้ก่อการร้ายในการเล่าอีกจำนวนหนึ่งเข้าเต็ม ๆ ด้วยเหตุที่ผู้กำกับเหล่านี้ต่างหันมาฆ่าตัดตอนกระบวนการเล่าหนังของตัวเองด้วยการหมกเม็ดแทรกภาพต่าง ๆ นานาเข้ามาคอยบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของเหตุการณ์ในหนังเล่นเสียอย่างนั้น ในกรณีคิสลอฟสกี เขามีความจริงอันน่าเบื่อทำหน้าที่เป็น”ประตูแห่งการยอมรับ” คอยกางกั้นเหตุอัศจรรย์ใจไว้คนละฝั่ง และการเปิดบานประตูโดยไม่ต้องมีพิธีรีตองทางเมโลดรามาให้มากความหากเพียงอาศัยจังหวะแสนธรรมดาของชีวิต ก่อให้เกิดการประจันหน้ากันของสองชุดความจริงที่แตกต่างกันสุนทรียศาสตร์ของคีสลอฟสกี

การหาความหมายทางอภิปรัชญาของหนัง และผลของการร่ายคาถาสร้างความสะเทือนอารมณ์ในลีลากวีของผู้กำกับยังนับเป็นมิติใหม่ในการทำความเข้าใจหนังของคีสลอฟสกี นอกจากนี้ การนำ Decalogue     Vie de la Veronique และ Blue White Red มาแยกธาตุหาระดับของการคายรายละเอียด แม้จะเป็นไปอย่างรวบรัด แต่ถือเป็นการให้ภาพเรื่องราวในหนังคีสลอฟสกีจากเหลี่ยมด้านที่คนดูไม่เคยตระหนักมาก่อน ในการเสนอผลการรังวัดความเป็นไปได้ทั้งหมดของการเรียงหน้าไพ่เหตุการณ์ในงานคีสลอฟสกีหลายต่อหลายเรื่อง ซิเส็กมัดคีสลอฟสกีด้วยคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าตัวเองเพื่อสนับสนุนความคิดที่ว่าเขามักเว้นที่ว่างมหาศาลแก่หนังไว้รอการคาดเดาและตีความ เพราะเอาเข้าจริงแม้แต่เจ้าตัวเองยังไม่กล้าระบุตัวตนอันแท้จริงของผู้พิพากษา หนึ่งในตัวละครของ Red ให้แจ่มแจ้งลงไปด้วยซ้ำ

 

แพ้ทางอุทกภัยในดวงตา

blue-0051

บทที่ 4 ของหนังสือเป็นการแจกแจงและอภิปรายถึงเจตจำนงการทำงานที่คีสลอฟสกีกับผู้กำกับพลเมืองอดีตรัฐสังคมนิยมรายอื่น ๆ มีอยู่ร่วมกัน อันได้แก่ การพยายามเผยถึงช่องว่างระหว่างความเป็นจริงอันจืดชืดในชีวิตผู้คนกับภาพวาดอนาคตอันสวยหรูจากโฆษณาชวนเชื่อของระบอบ กล่าวสำหรับคีสลอฟสกี เขาเริ่มทำงานการกำกับจากสารคดีด้วยเล็งเห็นถึงพลังในการถ่ายทอดเรื่องราวของคนและสังคมได้อย่างถึงรากถึงโคน แต่แล้วเพราะความหวั่นไหวจากการตั้งข้อปรารภกับตัวเองถึงสิทธิของผู้กำกับในการก้าวล่วงเข้าไปล้วงลึกความรันทดจากพื้นที่ปิดลับของเหตุการณ์มาไขในที่แจ้ง ความไม่ชัดเจนในบรรทัดฐานอาจส่งผลให้การนำเสนองานในรูปสารคดีอาจกลายเป็นการลุแก่อำนาจความเป็นสื่อจนกลายเป็นการทำอนาจารบุคคลเจ้าของเรื่องหรือประจานตัวเรื่องไป เพื่อตรวจสอบความชอบธรรมแห่งสิทธิของผู้กำกับคีสลอฟสกีได้ตั้งสมมติฐานที่อาจเรียกว่า”ภูมิแพ้อุทกภัยในดวงตา”ขึ้นมา เขาเริ่มอุทิศผลงานเพื่อการทดสอบสมมติฐานดังกล่าวนับแต่ให้หลังสารคดี Young Love งานปี ค.ศ. 1974 เป็นต้นมา

bluegrace0013

ซิเส็กยกสาเหตุการเบนหางเสือการทำงานดังกล่าวขึ้นมาเป็นกรณีตัวอย่างของสำนึกต่อความเป็นสารคดี เนื่องจากสารคดีไม่อาจรองรับระบอบเหตุการณ์ที่มีลักษณะฝันเฟื่องและมักเกิดในที่รโหฐานด้วยข้อห้ามตามธรรมชาติ เหตุดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาว่าเป็นการทำอนาจารหรือละลาบละล้วงเกินเหตุ ผู้กำกับก็จำต้องหันไปพึ่งความเป็นหนังผูกเรื่องมาเป็นทั้งภาชนะและยันต์กันผี ซิเส็กจับทางได้ว่าคีสลอฟสกีมักขี่ม้าเลียบค่าย และคัดสำเนาอารมณ์ส่วนลึกและชีวิตส่วนตัวของตัวละครก่อนแปลงสารออกมาเป็นนาฎกรรมเชิงอภิปรัชญาและการอุปมาอุปมัยในขั้นการเล่าสู่คนดู มากกว่าจะบุกเข้าประชิดและเก็บความเป็นไปของตัวละครจากระยะเผาขนเหมือนกับทางหนังของผู้กำกับกลุ่ม Dogme

blue-0061

คีสลอฟสกีไม่ได้ผลิตงานด้วยจิตวิญญาณของผู้ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อกับสารคดีถึงขั้นแตกหัก งานของเขาจึงยังมีเสนห่ในมาดสารคดี ในสายตาของซิเส็กศิลปะของภาพยนตร์ก้าวขึ้นสู่จุดสุดยอดได้จากประสิทธิภาพในการสลายภูมิคุ้มกันของคนดูเพื่อเกิดการซึมซับความจริงและดื่มด่ำอรรถรสของเหตุการณ์เบื้องหน้าแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามีการชักใยอยู่เบี้องหลัง ภาพยนตร์หาใช่การผลิตซ้ำความจริงตามใบสั่งของการผูกเรื่องเพื่อเล่าและมอมเมาคนดูให้เชื่อเป็นตุเป็นตะว่าเรื่องที่เล่าคือเรื่องจริง ซิเส็กประเมินสาเหตุที่คีสลอฟสกีล้างมือจากงานกำกับหนังก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมาไม่นาน ว่าเป็นเพราะความวิตกจริต หากเป็นความจริงที่ว่า ก่อนหน้านั้น คีสลอฟสกีทรมานใจกับข้อสงสัยที่ว่าการทำสารคดีอาจไปล่วงเกินก้าวก่ายความจริงเสมอมา ท้ายที่สุดแห่งชีวิตคีสลอฟสกีก็ได้สำนึกต่อยอดไปอีกว่าหนังเรื่องอันเกิดจากการผูกแต่ง(fiction)ก็ไปรุกล้ำและทำร้ายความฝันอันเป็นใบเลี้ยงคอยฟูมฟักจินตนาการเร้นลับซึ่งอยู่คู่กับธาตุแท้ความเป็นปุถุชนอยู่ดี

blue-002

เอกภพของความจริงอื่น ๆ

ในบทที่ 5 – 9 เป็นการอภิปรายเพื่อสนับสนุนแนวคิดของซิเส็กที่ว่างานของคีสลอฟสกี คือ เอกภาพของความจริงอื่น ๆ เริ่มต้นที่ประการแรก หนังของคีสลอฟสกีมักปราศจากการให้บทสรุปของเหตุการณ์ที่นำเสนอควบขนานกันมาโดยตลอด ประการต่อมาความเปลี่ยนแปลงในชีวิตตัวละครมักบานปลายมาจากเหตุน้ำผึ้งหยดเดียว ยกตัวอย่าง ในเรื่อง Chance หลังจากคลาดกับรถไฟเที่ยวที่ตั้งใจจะขึ้น ชีวิตของตัวละครมีอันต้องพลิกผันไปจากที่เคยเป็นมาครั้งแล้วครั้งเล่าจนแทบจำบ้านเลขที่ตัวเองไม่ได้ ซิเส็กเชื่อว่างานส่วนใหญ่ในปัจจุบัน(รวมถึงงานสกุลสั่นสะเทือนอารมณ์รุ่นเก่าบางเรื่อง)เกิดจากแนวทางเดียวกันกับงานของคีสลอฟสกี ว่าไปแล้วโลกในงานแทบทุกชิ้นของคีสลอฟสกีมักมีสภาพไม่สมประกอบอยู่แล้ว

คุณสมบัติอีกประการในงานคีสลอฟสกีที่ซิเส็กยกขึ้นมากล่าวคือ การควบอัดแก่นความคิดมากกว่าหนึ่งแก่นไว้ในเหตุการณ์และบุคลิกตัวละคร ซิเส็กขนานนามวิธีคิดดังกล่าวว่าเป็น “กังวานแห่งการเล่า” ซึ่งมีให้สัมผัสทั้งใน Decalogue และงานชั้นหลัง ๆ (ที่เห็นได้ชัด คือ การบอกคนดูในตอนท้ายของ Red ว่า มีเพียงคู่ตัวละครเอกจากงานไตรภาคที่พร้อมใจกันมาลงเรือลำเดียวกันในภาคนี้เท่านั้นรอดชีวิตจากอุบัติเหตุเรือเฟอรีล่ม)

 

จริยธรรมและทางแพร่งชีวิต

real-tear-001จุดเด่นในงานคีสลอฟสกีอีกอย่างก็คือ มีตั้งคำถามทางจริยธรรม และบางครั้งตัวละครผู้ตกอยู่ในเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานถูกบังคับให้ต้องเลือกระหว่างการเอาชีวิตรอดกับการรักษาหน้าที่และความรับผิดชอบ โครงสร้างการเล่าของ Vie de la Veronique ถูกสั่นคลอนด้วยสถานการณ์เช่นที่กล่าวอยู่เป็นระยะ ซิเส็กยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ความเป็นไปในชีวิตคีสลอฟสกีเองก็ดูจะไม่ต่างกับตัวละครของเขาต้องเจอในหนัง เพราะเขาเองก็ผ่านช่วงเวลากดดันที่ต้องตัดใจเลือกว่าจะเอาหนังหรือจะเอาชีวิตมาแล้วการตายด้วยโรคหัวใจวายหลังจากอำลาชีวิตผู้กำกับได้ไม่นานฟ้องว่าเขาเก็บกักความเครียดไว้ในตัวมากเพียงใด จาก”การทำหน้าที่”กำกับหนังมานานแสนนาน ผลลัพธ์จากอิทธิพลของหนังต่อชีวิตดังกล่าวย่อมย้อนกลับไปนิยามความสัมพันธ์ระหว่างหนังกับคีสลอฟสกีได้ว่า เขามีชีวิตในแบบคืบก็หนังศอกก็หนัง

blue-003บทสุดท้ายของหนังสือเป็นการนำแนวคิดของลากัง เฮเกล รวมถึงบัญญัติสิบประการมาเป็นกรอบวิเคราะห์งานไตรภาค Blue White Red ในส่วนของ Blue ซิเส็กตั้งเป้าการวิเคราะห์พลาดไปหลายขุมเพราะไปให้ความสำคัญกับวงไพบูลย์ยุโรป(Concerto for Europe) ซึ่งเป็นสาระไม่สำคัญของหนัง หรืออาจจะเรียกว่าเป็นแค่ ลูกคู่ หรือ สร้อยหนัง ก็ได้ และเป็นเหตุให้ซิเส็กไม่ประทับใจ Blue เอาเสียเลย “ไม่ได้ความ”และ “การโยงตัวเข้ากับระบบเอกายูโรเปียนานุวัตรผ่านเพลงไม่ได้ช่วยสร้างความลุ่มลึกแก่หนัง” ซิเส็กว๊ากเพ้ยเข้าให้และยังกรีดต่อด้วยว่าภาพตามอุดมคติของหนังอย่างเก่งก็คงมีไว้ปลอบประโลมขุนนางนักวิชาการประจำสำนักงานสหภาพยุโรปยามกลับเข้าบ้านหลังจากหลังขดหลังแข็งกับการเจรจาความการค้าอันวุ่นวายมาทั้งวัน อย่างไรก็ดี ซิเส็กอ่านขาดว่า White คือการเดินตามแก่นความคิดว่าด้วยการเล่าสภาพการเมืองผ่านเซ็กซ์ และการเมืองเรื่องของเซ็กซ์ การวางโครงเรื่องท่ามกลางบริบทสภาวะปากกัดตีบถีบของชาวโปแลนด์ยุคหลังการปกครองระบอบสังคมนิยมยังเรียกคะแนนความชื่นชมจากซิเส็กได้เป็นอันมาก ไม่แต่เท่านั้นการอุปมากรรมสิทธิในสินทรัพย์ไขว้กับสิทธิในการประกอบกามกิจจัดเป็น”ลวดลายขั้นอัจฉริยะ”ในสายตาซิเส็กในหน้าสุดท้ายของหนังสือ ซิเส็กวกกลับไปกล่าวถึง Decalogue และ Red อีกคำรบ(รวมไปถึงงานของเดวิด ลินช์ด้วย) ก่อนจะประมวลแก่นคิดว่าด้วยธาตุแท้ของหยดน้ำตาและะภาพสยบขั้วหัวใจจากกลุ่มงานของคีสลอฟสกีเป็นยกสุดท้าย 

 blue-001

เก็บความจาก

Monroe, Alexei.”The Fright of Real Theory”.http://www.kinoeye.org/printer.php?path=01/04/monroe04.php

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: