enyxynematryx

หนึ่งวันนั้นกับบทบันทึกชั่วชีวิตทาร์คอฟสกี

leave a comment »

ถึงวัยจะล่วงเลยกว่า 80 ปี ในวันที่ทำ One Day in the Life of Andrei Arsenovich(Une journ?e d’Andrei Arsenevich) แต่กล่าวถึงคริส เมเกอร์(Chris Marker)คราใด ก็ยังต้องพ่วงท้ายสรรพคุณการเป็น”สุดยอดผู้กำกับสารคดีเชิงทดลองที่ยังมีชีวิตอยู่” ไว้ด้วยเสมอ One Day in the Life of Andrei Arsenevich ผลงานค.ศ.2000 ของเมเกอร์เป็นหนังความยาว 55 นาที บันทึกไว้ในรูปวิดีโอเพื่อออกอากาศร่วมกับสารคดีเรื่องอื่น ๆ ในรายการ Cinema in Our Time ทางทางโทรทัศน์ช่องหนึ่งของฝรั่งเศส One Day มีคุณสมบัติความเป็นหนังอยู่แทบครบถ้วนกระบวนความ ขาดไปก็แต่เพียงไม่ได้ถ่ายทำและบันทึกภาพด้วยฟิล์มเท่านั้น เนื้อหนังเป็นเหตุการณ์วันสุดท้ายของชีวิตของอังเดร ทาร์คอฟสกี(Andrei Tarkovsky)อภิมหาผู้กำกับคนสุดท้ายจากดินแดนหลังม่านเหล็ก สลับกับฉากในความทรงจำจากหนังของทาร์คอฟสกีเอง ซึ่งคงส่งผลให้ One Day เป็นที่ติดตรึงและตราใจสาวกทาร์คอฟสกีไปนานเท่านาน

เมเกอร์ถ่ายทำ One Day ระหว่างค.ศ.1985 – 86 อันเป็นช่วงเวลาที่แม้สัญญาณมรณะจะกังวานขึ้นทุกขณะแต่ทาร์คอฟสกีก็ยังคงเดินหน้ากำกับหนังเรื่องสุดท้ายในชีวิต คือ The Sacrifice อยู่ต่อไป เช่นเดียวกับผู้กำกับชั้นครูอย่าง ฌ็อง ลุก โกดารด์ และมาร์ติน สกอร์เซซิส เมเกอร์มีมุฑิตาจิตและคารวะจิตต่อเพื่อนร่วมอาชีพอยู่เปี่ยมล้นใจ ดังนั้น ไม่เพียงแต่ภาพการทำงานในฐานะผู้กำกับของทาร์คอฟสกีจะได้รับการถ่ายทอดโดยล้อขนานไปกับภาพจากหนังเรื่องแรกเรื่อยมาจนหนังเรื่องสุดท้าย เมเกอร์ยังแย้มขยายภาพความเป็นผู้ชายธรรมดาของทาร์คอฟสกีผ่านเรื่องราวสัมพันธ์ภายในครอบครัวทาร์คอฟสกี

การถักทอสองด้านในชีวิตของตำนานอย่างลงตัว One Day จึงเป็นความทรงจำยิ่งใหญ่ สร้างโดยผู้ยิ่งใหญ่ ถ่ายทอดโดยผู้ยิ่งใหญ่ และยังเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของช่วงเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงว่ามีคุณค่าน่าจดจำเพียงใดหากเกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากก้นบึ้งแห่งความปรารถนาของผู้กำกับอาภัพคนหนึ่งในอันที่จะเชิดชูเกียรติผู้กำกับอาภัพซึ่งกำลังจะล่วงลับไปก่อน คำว่ายิ่งใหญ่ยังเล็กไปถนัดใจในการนิยามมวลรวมความเป็น One Day เพราะลำพังบารมีทาร์คอฟสกีเพียงสถานเดียวก็มีพลังเหนี่ยวนำอย่างยากจะต้านทานอยู่แล้วสำหรับคอหนังที่จะต้องยลและดื่มด่ำกับ One Day ยิ่งเมื่อผนวกกับความคงแก่เรียนในวิชาหนังของเมเกอร์ การไม่ได้ดู One Day จึงแทบนับเป็นอนันตริยกรรมอันดับที่ 10 สำหรับสาวกทาร์คอฟสกี

One Day เป็นหนังที่ถ่ายทอดตัวตน การงานและสภาพชีวิตของบุคคลจริง ๆ ณ รอยต่อระหว่างการมีชีวิตอยู่กับการเป็นประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับ The Last Bolshevik งานในค.ศ.1993 ซึ่งในครั้งกระนั้น มาร์กเกอร์เล่าถึงผู้กำกับสัญชาติรัสเชี่ยนอีกคน คือ อเล็กซานเดอร์ เมดเวดกิน(Aleksandr Medvedkin) จุดเด่นของหนังแนวชีวประวัติจากการกำกับของเมเกอร์อยู่ตรงรูปแบบการนำเสนอที่สามารถกลบเกลื่อนความพิธีพิถันในการเรียบเรียงข้อมูลหลาย ๆ ด้านของตัวละครเจ้าของเรื่องราวมาอยู่ภายใต้ชะตากรรมแห่งชีวิต ซึ่งส่งผลแก่ความรู้สึกของคนดูอย่างลึกล้ำ

โครงสร้างของ One Day เกิดจากการสอดผสานเนื้อหา 3 ส่วน ส่วนแรก คือ การทำงานของทาร์คอฟสกี โดยภาพที่ออกมาจะเป็นในลักษณะเบื้องหลังการถ่ายทำฉากเด่น ๆ ของ The Sacrifice เนื้อหาส่วนที่สองกล่าวถึงทาร์คอฟสกีกับการเป็นสามีและพ่อผู้กำลังเฝ้ารอการกลับมาของลูกชาย เมื่อพ่อลูกทาร์คอฟสกีได้กลับมาอยู่พร้อมหน้า กิจกรรมที่ทั้งสองทำร่วมกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตทาร์คอฟสกีผู้พ่อ คือ การดู The Sacrifice ฉบับต้นร่างด้วยกันในโรงพยาบาล เนื้อหาส่วนที่สาม เป็นกลุ่มภาพจากฉากสำคัญ ๆ อันเป็นเสมือนลายบนฝ่ามือทาร์คอฟสกีจากหนังที่แล้วมาทั้ง 7 เรื่อง เมเกอร์นำฉากเหล่านี้แทรกเข้ามาใน One Day เป็นระยะอย่างมีจังหวะจะโคน

takov-002ปัจจุบันกาลของ One Day คือเหตุการณ์ในโรงพยาบาลที่กรุงปารีส แม้เหมือนจะตระหนักถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจ แต่ความฮึกเหิมจากส่วนลึกที่ล้นเอ่อตามใบหน้าและอากัปกิริยา กลับขัดกันอย่างรุนแรงกับสารรูปภายนอก ใบหน้าทาร์คอฟสกีเหี่ยวย่นเกินคนวัยเดียวกัน แต่ก็เป็นใบหน้าที่ผองคนใกล้ชิดคุ้นเคยมาแต่ไหนแต่ไร เหตุจากเขาคนนี้ตีสีหน้ากลบเกลื่อนไม่เป็นและใบหน้านี้ก็คอยรองรับอารมณ์ทั้งหลายที่พรั่งพรูออกมาจากก้นบึ้งจิตใจเจ้าของอยู่ชั่วนาตาปีจนเต็มไปด้วยรอยสลักที่แม้แต่กาลเวลาก็ยังรุมกระหน่ำได้ไม่ยับยู่เท่า ครั้นพอหนังตัดข้ามพื้นที่และเวลาไปยังเบื้องหลังการถ่ายทำ The Sacrifice ก็จะเห็นคนที่นอนแบ็บอยู่บนเตียงเมื่อสักครู่เดินกร่างยิ้มกว้างไปทั่วกองถ่าย ไม่มีใครในกองถ่ายเฉลียวใจต่อความป่วยไข้ที่ทาร์คอฟสกีเผชิญอยู่

ไม่เพียงแต่ต้องสะกดกลั้นอาการของโรคภัยจากสายตาใครต่อใคร ในการทำงานทาร์คอฟสกียังต้องกลั้นใจเฮือกใหญ่กับความผิดพลาดครั้งมหันต์ในการถ่ายทำฉากสำคัญของ The Sacrifice ขณะที่การเดินกล้องเก็บภาพกำลังเดินไปได้สวย ฟิล์มภายใต้การควบคุมของสเวน นีควิสต์(Sven Nykvist)ตากล้องมือเทวดาแห่งยุคกลับสะดุดเอาดื้อ ๆ การบันทึกภาพรอบแรกซึ่งน่าจะเป็นรอบที่ดีที่สุดและอันที่จริงจะต้องเป็นรอบสุดท้าย กลับไม่ได้ถูกบันทึกภาพไว้ ที่ว่ารอบการบันทึกที่ไม่มีภาพนี้ต้องเป็นเทคสุดท้ายก็เนื่องจากองค์ประกอบสำคัญของฉากเหตุการณ์พระเพลิงเผาผลาญบ้านหลังหนึ่ง ก็คือ ตัวบ้านนั้นได้ถูกเผาผลาญเหลือแต่โครงซากไปแล้ว ถ้าจะให้ฉากเหตุการณ์นี้สมบูรณ์ตามจินตภาพ หมายความถึงทีมงานต้องเนรมิตบ้านแบบเดิมหลังใหม่ขึ้นมาเพื่อฌาปนกิจกันอีกรอบ เมเกอร์บรรยาย(ให้เสียงโดย อเล็กซานดรา สต๊วร์ต(Alexandra Stewart))ความป่นปี้ที่นำความปวดเศียรเวียนเกล้ามาสู่ทุกคนในกองถ่าย The Sacrifice เพียงสังเขป เพราะในความเป็นไปที่แท้จริง ทาร์คอฟสกีสามารถย่อยสลายปัญหามหึมาลงเป็นเพียงเรื่องเส้นผมบังภูเขาแต่ไม่สุกเอาเผากินด้วยปฏิภาน เขาเกณฑ์วัตถุดิบเท่าที่มีมาผ่านกระบวนการพลิกแพลง(ซึ่งกลายมาเป็นคุณสมบัติอัจฉริยะที่ผู้กำกับหนังทุนต่ำควรจดจำเป็นเยี่ยงอย่าง) เพื่อให้ได้มาซึ่ง รอบการบันทึก(take)ที่สอง ที่แม้จะไม่ใช่ภาพในฝัน แต่ก็เป็นภาพที่กลมกลืนกับหนังและยังกลายเป็นกรณีศึกษาเล็ก ๆ ของกลวิธีเล่าเรื่องในแบบทาร์คอฟสกี

sacrifice-002

เมเกอร์จบ”รอบ”ในส่วนเบื้องหลัง The Sacrifice ด้วยภาพอาการป่วยที่แพลมออกมาให้เห็นโดยขย้อนภาพเก่ามาเล่าซ้ำรอบที่สอง และแช่ภาพเพื่อส่อนัย”ถึงฆาต”ของทาร์คอฟสกี

การนำฝีภาพแห่งความทรงจำจากหนังเรื่องต่าง ๆ ของทาร์คอฟสกีมาร้อยเรียงเข้ากับเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลถือเป็นความละเมียดละไมขั้นสุดยอดและนำความน่าฉงนมาสู่ One Day เพราะชวนให้ทึกทักไปได้ว่าที่ทาร์คอฟสกีถ่ายทำช็อตเหล่านั้นเก็บไว้ในหนังเรื่องแล้วเรื่องเล่าของเขาก็เพื่อเมเกอร์จะได้คัดภาพหัวกะทิเหล่านั้นมาเล่าประกบใหม่ขึ้นเป็นกาพย์เห่ศพทาร์คอฟสกีเองในภายภาคนี้ ฝีภาพเด็ด ๆ จากหนังทาร์คอฟสกีที่ลงรอยกับชีวิตเจ้าตัวก็มีอาทิเช่น ฉากลั่นระฆังจาก Andrei Rublev อันมีตัวหลักในฉาก เป็น เด็กหนุ่มผู้ซึ่งต้องรับหน้าที่ตีระฆัง หนุ่มน้อยตกอยู่ในห้วงความกลัดกลุ้มเพราะไม่แน่ใจกับท่าทาง หรือ มาด ในการตีระฆังของเขาว่าจะ ทำให้ระฆังส่งเสียงออกมาได้หรือเปล่า เมเกอร์เปรียบเปรยฝีภาพนี้เข้ากับ ความลังเลใจของทาร์คอฟสกีที่ผุดขึ้นมาระหว่างกำกับฉากสุดท้ายของ The Sacrifice และสร้างความค้างคาใจทาร์คอฟสกีเองกับปัญหาจะรู้ได้อย่างไรว่าแท้จริงแล้วเสียงระฆังควรจะเปล่งแบบไหนถึงจะนับเป็นเสียงที่ถูกต้อง ยังมีฝีภาพงามละเมียดจาก หนัง Mirror ซึ่งเป็นภาพ ที่ผู้หญิงกำลังเฝ้ารออะไรบางอย่าง ภาพนี้ถูกนำมาเชื่อมทาบเข้ากับภาพของคุณนายทาร์คอฟสกีกับการเฝ้าบุตรชายที่กำลังกำลังเดินทางมาปารีสเพื่อได้มาอยู่พร้อมกันพ่อแม่ลูกครั้งแรกนับจากที่พลักพรากกันไปหลายปี เพราะถูกรัฐบาลโซเวียตยื้อตัวไว้

การทำสารคดีบอกเล่าถึงชีวิตส่วนตัวของ”คนไม่สำคัญแต่สักวันโลกต้องหวนไห้” เป็นงานที่ถูกโฉลกกับเมเกอร์และเขาก็เลือกที่จะพัฒนาความเชี่ยวชาญของตนเองไปในทางนี้ เขาอาจโดนก่นประณามจากการทำงานใน The Last Bolshivik ฐานที่ นำความตายของใครคนหนึ่งมาโยนใส่ตาชั่งอุดมการณ์ จนตัวงานโน้มเอียงไปในทางชวนเชื่อเกินงาม

แต่ภาพและเนื้อหาภายใต้รูปแบบที่ผ่านกระบวนการไตร่ตรองอย่างละเอียดละออดังปรากฏใน One Day ให้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป เมเกอร์ ทำให้ความตายของทาร์คอฟสกีอยู่เหนือถ้อยรำพัน เมื่อการสิ้นสุดลงของชีวิตหนึ่งซึ่งบรรจุไว้ด้วยความทรงจำมากหลายได้รับการกลั่นกรอง จับพลิกคว่ำพลิกหงาย ตั้งคำถามและถ่ายทอดอย่างงดงาม เสมือนหนึ่งผู้ตายได้บรรลุสู่สภาพบริบูรณ์เป็นนิรันดร์

takov-001นอกจากการกล่าวถึงความตายของใครสักคนแล้ว ลักษณะร่วมอีกประการของ The Last Bolshevik กับ One Day ก็คือ งานทั้งสองของเมเกอร์ให้ความรู้สึกเหมือนวิญญาณของผู้จากไปยังคงวนเวียนอยู่ไม่ไกล แต่ก็เป็นการมาดีมิใช่มาร้าย ในThe Last Bolshevik จะมีเมดเวดกิน ตัวเอกของหนังมาปรากฏตัววาบหนึ่งเต็มสองเบ้าตาคนดู เพื่อเป็นการสรรเสริญผู้วายชนม์เป็นครั้งสุดท้าย ใน One Day ก็เช่นกัน เมเกอร์แทรกอนุสติแก่หนังผ่านถ้อยความรู้สึกจากบอริส ปาสเตอร์แน็ค(Boris Pasternak)ถึงทาร์คอฟสกี ดังว่า ชั่วชีวิตนี้ถึงเธอจะได้กำกับหนังเพียง 7 เรื่อง แต่จงอย่าวิตก หนังเจ็ดเรื่องล้วนเป็นสุดยอดผลงาน อนุสติดังกล่าวกลายเป็นสัจพยากรณ์ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ เมื่อหนังตกอยู่ในความเงียบงัน ตอนทาร์คอฟสกีนิ่งขรึมไปหลังจากได้ดูฉากสุดท้ายของ The Sacrifice คำทายทักของปาสเตอร์แน็คดังกล่าวก้องกังวานขึ้นมาในห้วงคำนึงคนดูอีกคำรบเพื่อล้อส่งกับคำถามที่ว่า “หรือทาร์คอฟสกีกำลังใคร่ครวญถึงคำพูดของปาสเตอร์แน็ค”

ขณะที่หนังจับภาพอยู่ที่ใบหน้าทาร์คอฟสกี ณ เสี้ยวนาทีท้าย ๆ ของชีวิต ภาพใบหน้าของทาร์คอฟสกีจากระยะประชิดเรียบเฉยเสียจนยากจะคาดเค้นหาเบาะแสของคำตอบ เมื่อปราศจากการยิ้มหัว เมื่อปราศจากความรู้สึกใด ๆ ที่เคยแผ่ซ่านอยู่บนใบหน้า จึงนับเป็นขณะจิตที่ทาร์คอฟสกีเองคงเต็มตื้นจนยากจะทิ้งน้ำหนักอารมณ์ไปในทางใดทางหนึ่ง เช่นเดียวกับคนดู

แปลจาก
Luscombe, James. 2000. ‘Tarkovsky’s Ghosts’.http://www.insound.com/zinestand/feature.cfm?aid=7129

ข้อมูลประกอบ
Hoberman, J.. 2001. ‘Time on Our Hands’. http://www.villagevoice.com/issues/0124/hoberman.php

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: