enyxynematryx

ไตรภาคเขย่าฝัน-ขวัญเฟื่องของชามาลัน (Visual Style in M. Night Shyamalan’s “Fantastic” Trilogy) 2

leave a comment »

ชามาลันนิยมใช้การเล่าเรื่องด้วยฝีภาพยาว(long take)เพื่อวางรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลัก ดังคำให้สัมภาษณ์ของเขาในดีวีดีที่ว่า “ข้อดีของการเล่าผ่านฝีภาพยาว คือ เป็นการทอดเวลาแก่คนดูในการหลอมรวมตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโลกของหนัง นอกจากนี้ ยังเป็นการถักทอเยื่อใยความสัมพันธ์ฉันท์มนุษย์ต่อมนุษย์ มิใช่แค่มนุษย์กับตัวละครในเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ระหว่างคนดูกับตัวละครหลัก อันถือเป็นเป้าหมายของหนัง”

กลยุทธดังกล่าวเมื่อขยายสู่ภาคปฏิบัติใน The Sixth Sense จะเห็นเป็นการผูกฝีภาพยาวเพื่อบ่มความหมายระหว่าง ดช.โคลอยู่ร่วมฉากกับผู้เป็นแม่ และ มัลคอล์มกับภรรยา ภาพฝีภาพยาวอันแรกเป็นส่วนหนึ่งของฉากชีวิตในครัวของสองแม่ลูก เหตุการณ์ในช่วงนาทีที่ 16 นาที 58 วินาที ถึง 19 นาที 38 วินาที ของ The Sixth Sense นี้นับเป็นการร่วมฉากกันครั้งแรกระหว่างแม่ลูก และยังเป็นการพาคนดูเข้าถึงก้นครัวบ้านเซียร์เป็นครั้งแรกอีกด้วย ชามาลันใช้กล้องมือถือในการตามติดแม่น้องโคลขณะสาละวนอยู่กับงานซักรีดกับงานครัวและต้องเดินกลับไปกลับมาระหว่าง 2 ห้องนี้สองรอบ รอบแรกยังไม่มีอะไรผิดสังเกต พอปิดฝาตู้ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยเสร็จลินน์ก็เดินออกไปจากครัวหายเข้าไปในห้องซักรีด รอบที่สอบ ลินน์ออกจากห้องซักรีดกลับเข้ามาห้องครัวอีกครั้ง คราวนี้ฝาตู้และลิ้นชักเพยิบพยาบอยู่ในสภาพอิเหละเขละขละ ผิดกับเมื่อชั่วอึดใจที่แล้วราวอยู่คนละมิติ เธอแหกปากลั่นบ้านด้วยความขวัญหนีดีฝ่อ ความต่อเนื่องในการถ่ายทอดเหตุการณ์ โดยเปิดหน้ากล้องค้างไว้เพื่อเก็บภาพรวดเดียวและใส่มาในหนังทั้งกระบิ ขณะที่อัตราเร็วของเหตุการณ์(การสะสางงานแม่บ้านของลินน์)ในหนังก็เทียบเท่ากับการเดินของเข็มนาฬิกาจริง ๆ บนโลก ก่อนตบท้ายด้วยเหตุประหลาด สร้างความตระหนกแก่คนดูถ้วนหน้ากัน ฉากดังกล่าวยังเป็นการบอกใบ้คนดูว่า เรื่องเหนือธรรมชาติ เพิ่งจะโหมโรง (ถึงแม้ในความเป็นจริง ณ ห้วงเวลาดังกล่าว ฝาตู้และลิ้นชักอาจถูกทึ้งกระชากโดยคน(ดช.โคล)มือบอน หาใช่เพราะผีมือบอน ก็เป็นได้)

The Sixth Sense เปิดเรื่องด้วยภาพวินเซ็นต์ เกรย์คนไข้เก่าของมัลคอล์ม บุกเขาบ้านโครว และจ่อปืนขู่สามี-ภรรยาเจ้าของบ้าน กระสุนจากปากประบอกปืนในมือเกรย์พุ่งเข้าสู่ร่างมัลคอล์ม เกิดแรงปะทะจนเขาหงายหลังลงไปนอนราบกับพื้นเตียง หนังตัดไปเป็นภาพจากกล้องมุมสูง-ยิงดาดตรงลงมาจับเหตุการณ์(ไม่แต่เฉพาะ The Sixth Sense ภาพ”มองลงมายังเบื้องล่าง”มีอยู่ในหนังอีกสองเรื่องด้วยเช่นกัน) แอนนาถลันเข้าไปดูบาดแผลของสามี แล้วหนังก็ชิงเลือนภาพเป็นดำ คนดูจึงมิอาจทราบได้ว่ามัลคอล์มเป็นตายร้ายดีฉันใด หลังจากทิ้งคนดูอยู่กับความมืดทะมึนนานพอดูหนังจึงคลี่ภาพไปยังฤดูใบไม้ร่วงถัดมา พอเห็นว่าเป็นฤดูใบไม้ร่วงที่ยังมีมัลคอล์มอยู่คนดูย่อมด่วนสรุปไปว่ามัลคอล์มคงรอดชีวิตจากกระสุนของเกรย์มาได้ ภาพปฎิสัมพันธ์ครั้งแรกระหว่างมัลคอล์มกับภรรยาภายหลังเหตุการณ์เกรย์บุกบ้านมีให้เห็นในพิกัดที่ 26 นาที 18 วินาที จนถึง ที่ 28 นาที18 วินาที ของหนัง อันเป็น ฉากมื้อค่ำฉลองการเวียนมาบรรจบครบรอบอีกปีของวันคล้ายวันวิวาห์ แบบแผนการเก็บภาพเหตุการณ์ในฉากมื้อค่ำด้วยการรวบเหตุการณ์ทั้งหมดมาไว้ในหนังโดยเปิดหน้ากล้องครั้งเดียวนี้ถือเป็นแม่บทด้านภาพของชามาลันในงานอีก 2 เรื่องถัดมาด้วย(โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Unbreakable) ฉากนี้เริ่มต้นด้วยภาพระยะไกลยิงภาพผ่านมาจากด้านหลังของแอนนา คนดูเห็นเธอนั่งฉลองอยู่เพียงลำพังในภัตตาคารสุดหรู ครั้นกล้องเคลื่อนตัวล้ำไปข้างหน้ามัลคอล์มซึ่งนั่งอยู่ฟากตรงข้ามกับจึงโผล่เข้ามาในกรอบภาพ มัลคอล์มเปิดฉากสนทนาด้วยการขอโทษที่มาสาย จากนั้นก็เล่าถึงงาน และคนไข้รายใหม่คือ ดช.โคล กล้องเลื่อนตัวเองไปทางขวาผ่านร่างแอนนาไปราวกับเธอเป็นสุญญากาศ และไปหยุดที่ภาพใบหน้ามัลคอล์มในระยะใกล้ การเลื่อนตัวเองของกล้องเพื่อจับภาพของมัลคอล์มจากทางด้านหลังในจังหวะนี้เป็นการส่งสัญญาณจากทางกายภาพของภาพและโวหารของภาพว่ามัลคอล์มไม่ได้อยู่ในสายตาแอนนา เพราะเขาไม่ได้นั่งอยู่ตรงหน้าเธอ ในอีกฝีภาพจะเป็นภาพได้จากการเหวี่ยงกล้องกวาดเป็นมุม 90 องศารอบตัวโต๊ะเพื่อเก็บภาพในจังหวะที่บริกรนำใบแจ้งหนี้ค่าของดื่มกินและบริการมาวางแทบพื้นโต๊ะ และแอนนาก็ฉวยมันไปก่อนที่มัลคอล์มจะทันขยับตัวไปคว้า กล้องจับอยู่ที่ใบหน้าด้านตรงของแอนนา อันเป็นทิศทางตรงกันข้ามกับภาพแอนนาในตอนเข้าฉาก จากนั้นกล้องตีจากแอนนาโดยถอยเป็นแนวตรง ทะลวงผ่านตัวมัลคอล์มและไปหยุดอยู่ที่(ระยะจริงซึ่งจะเป็น)ด้านหลังของเขา พอมัลคอล์มเอ่ยปากขอให้แอนนายกโทษแก่เขา เธอ “สวน” กลับมาว่า “สุขสันต์วันแต่ง” และลุกออกจากโต๊ะไป

ฉากมื้อค่ำในคืนครบรอบวันคล้ายวันแต่งงานทรงความสำคัญในฐานะศิลาฤกษ์ที่หนังวางลงไปในโครงสร้างการเล่าซึ่งออกแบบมาเพื่อเป็นเวทีเป็นกลางในการแย่งชิงความเชื่อจากคนดูระหว่างภาพจากสองห้วงคำนึงหมาย เหตุการณ์นี้ยังเป็นครั้งเดียวที่ปรากฎบทสนทนาจากแอนนากับมัลคอล์มขณะอยู่ร่วมฉากกัน แอนนายังเป็นตัวละครตัวเดียวนอกเหนือจากดช.โคล ที่มัลคอล์มปริปากพูดด้วย(แม้จะเป็นการสื่อสารทางเดียวที่สวนกันโดยบังเอิญ) สัมพันธภาพระหว่าง ดช.โคล กับมัลคอล์มถือเป็นหมากเด็ดของการเดินเกมสร้างความน่าเชื่อแก่สิ่งที่หนังเล่า เพราะเมื่อคนดูสิ้นข้อสงสัยต่อการคบหาระหว่าง ดช.โคล กับ มัลคอล์ม สัมพันธภาพระหว่าง ดช.โคล กับ ลินน์ผู้เป็นแม่ และ มัลคอล์มกับแอนนา ก็พลอยดูเป็นจริงเป็นจังไปด้วย ด้วยเหตุที่สัมพันธภาพสองคู่หลังทรงความสำคัญถึงเพียงนั้น จึงมีแต่ ฝีภาพขนาดยาวเท่านั้นที่ชามาลันมอบความไว้วางใจในการถ่วงน้ำหนักแก่ภาพการใช้ชีวิตร่วมฉากกันเป็นครั้งแรกของทั้งสองคู่ความสัมพันธ์

ให้หลังฉากมื้อค่ำวันครบรอบวันคล้ายวันแต่งงาน ชามาลันก็ใช้ฝีภาพยาวเพื่อเล่าถึงความสัมพันธ์ในฟากมัลคอล์มกับ ดช.โคล ตั้งแต่คราวแรกพบของทั้งคู่ต่อทันควัน เริ่มจากภาพระยะไกลขณะคนทั้งคู่เดินเคียงกันมา โดยยิงกล้องมาจากอีกฟากของถนน พอทั้งคู่ผ่านแนวแผงกั้นถนน กล้องเคลื่อนเข้าใกล้คนทั้งคู่ช้า ๆ ก่อนตวัดหน้ากล้องกวาดเป็นมุม 90 องศาไปฟากซ้ายมือของตัวกล้องเพื่อประจันตัวละคร แล้วตีกรรเชียงถอยตามจังหวะฝีก้าวขณะทั้งคู่เดินไปคุยไปพลาง อีกจังหวะของการเล่าด้วยฝีภาพยาวชนิดคนดูต้องลุ้นจนไม่อาจกระพริบตามีให้ดูใน Unbreakable ด้วยความยาว 8 นาทีเต็มอิ่มกับภาพเดวิด ดันน์ปฏิบัติการกู้ชีวิตสมาชิกและเจ้าของบ้านที่ตกเป็นตัวประกันของวายร้าย อาจกล่าวได้ว่า ราศียอดมนุษย์ในตัวเดวิด ดันน์มาเจิดจรัสสุดขีดก็ในฉากฝนกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตาฉากนี้นี่เอง ด้วยองค์ประกอบเกื้อหนุนหลายประการในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวสายฝนเอง การวางกรอบภาพแบบการ์ตูน ชุดที่เดวิดสวมใส่ก็เปลี่ยนโฉมไปมากเมื่อเทียบกับการแต่งกายก่อนหน้านั้น ไปจนถึงอัตราเร็วของการเล่าเพื่อกรุยทางลัดแห่งสถานภาพส่งเดวิด ดันน์ สู่การเป็น ยอดมนุษย์ เต็มตัว ก่อนที่ดันน์จะแผลงฤทธิ์เล่นงานคนร้าย เขาตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำก่อน คนร้ายอัดเขาร่วงหล่นลงไปในสระว่ายน้ำด้านหลังของบ้านที่เกิดเหตุ การกระเสือกกระสนขึ้นสู่ผิวน้ำของดันน์ก่อนจะขาดอากาศหายใจตายเป็นการเข้าสัญลักษณ์ของเวียนว่ายเพื่อเกิดใหม่ และเปิดใจรับความคงกระพันในตนเองอย่างสนิทใจ ดันน์ที่ผุดขึ้นมาจากสระจึงไม่ใช่ดันน์คนเดิม แต่เป็นมหัศจรรย์ชายนายดันน์ผู้พร้อมจะ”ขจัดคนพาล อภิบาลคนดี” ฉากปวารณาตัวเป็นผู้พิทักษ์ในจังหวะต่อมาซึ่งกินเวลา 1 นาที 42 วินาที เป็นหนึ่งลัดฝีภาพแห่งความทรงจำ เริ่มจากกล้องไล่จับภาพจากชั้นล่างของตัวบ้าน ก่อนลอยตัวขึ้นช้า ๆ เข้าสู่ห้องนอน ไปเก็บภาพจากตำแหน่งเหนือศีรษะดันน์ตอนเขาคลุกวงในอยู่กับคนร้ายจน ฝ่ายทรชนสิ้นฤทธิ์(ชีวิต)คามือในที่สุด ก่อนเดวิดจะตรงไปแก้มัดตัวประกัน

ชามาลันเล่าเรื่องฝีภาพยาวเพื่อวางรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลัก และย้ำจุดเปลี่ยนสำคัญบนเส้นทางพัฒนาการของตัวละครใน The Sixth Sense และ Unbreakable แต่พอใน Signs เขากลับใช้เพื่อแนะนำมนุษย์ต่างดาวแก่คนดูโดยใส่เข้ามาในหนังตั้งแต่ห้านาทีแรกกับฉากการปรากฏตัวของสัญลักษณ์จากซากธัญญพืชในไร่ข้าวโพดหลังบ้านแกรม เฮสส์ หนังเปิดเรื่องตอนใกล้รุ่ง แกรม และน้องชายคือเมอริลวิ่งตะลุยทุ่งข้าวโพดเพื่อควานหาต้นตอของเสียงประหลาดซึ่งปลุกพวกเขาตื่น ก่อนจะพบว่าเด็ก ๆ ซึ่งเป็นลูกและหลานชายหญิงของทั้งคู่ก็ออกมาตามหาที่มาของเสียงนั้นอยู่ก่อนแล้ว ชามาลันลงมือผูก “ปมย่อย”ว่าด้วยการทดสอบความเชื่อต่อคำสอนทางศาสนา ตั้งแต่ฉากแรกผ่านบทสนทนาโต้ตอบระหว่างมอร์แกนกับแกรม โดยฝ่ายลูกชายเปรยขึ้นมากับผู้เป็นพ่อว่า “ผมว่าพระเจ้าทำ” แกรมตอบกลับไปว่า “ทำอะไรหรือมอร์แกน” แล้วมอร์แกนก็บุ้ยให้แกรมหันไปดูปรากฏการณ์ประหลาดซึ่งยังอยู่นอกคลองจักษุคนดู ให้เห็นกับตาตัวเอง กล้องจับภาพประติมากรรมซากธัญญพืชจากตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ก่อนจะโยนตัวขึ้นสู่อากาศพร้อมยิงภาพมุมกว้างกลับลงมายังทุ่งข้าวโพด ณ คนดูถึงได้ตื่นตากับประติมากรรมซากธัญญพืช 4 ส่วน ณ เบื้องล่าง คาบการเล่านี้สิ้นสุดลง ณ พิกัดที่ 5 นาที 32 วินาทีของหนังนับจากเปิดเรื่อง

นอกจากใช้เพื่อการเน้นสัมพันธ์ภาพระหว่างตัวละครหลักแล้ว ชามาลันยังใช้ฝีภาพยาวเพื่อเปิดทางให้ตัวละครได้ใช้เวลาถักทอเยื่อใยความรู้สึกพิเศษต่อกัน จึงอาจเรียกภาพลักษณะนี้ว่าเป็น ฝีภาพยาวเพื่อโมงยามแห่งการคลุกคลีตีโมง(intimacy long takes) หนึ่งในฝีภาพยาวอันแสดงออกถึงสายใยความผูกพันระหว่างตัวละครใน The Sixth Sense ได้อย่างทรงพลังมีอยู่ในนาทีที่ 59.25 วินาทียาวไปจนถึงนาทีที่ 63.14 วินาทีของหนัง จากฉากที่ ดช.โคลกับลินน์ผู้เป็นแม่อยู่ร่วมฉากกันในห้องครัวเป็นคำรบที่ 2 ฉากนี้เริ่มขึ้นจากลินน์ไล่เบี้ยลูกชายให้รับสารภาพแต่โดยดีว่าแอบย้ายสมบัติคุณยายอันเป็นของรักของหวงของเธอออกไปจากห้องนอนของเธอ เหตุการณ์นี้สร้างความอัดอั้นตันใจแก่คนดูอย่างยิ่งเนื่องจากด้านหนึ่งก็เห็นใจลินน์ แต่อีกด้านคนดูก็รู้อยู่แก่ใจว่าดช.โคลเห็นอะไรบ้าง ชามาลันใช้ฝีภาพยาวของการถ่ายเจาะตัวละครสองตัวออกมาเป็นขนาดคับพอดีจอในจังหวะเผชิญหน้า อีกหนึ่งลูกเล่นการเล่าเฉพาะตัวของเขา เป็นแกนในการผูกฉากนี้ กล้องลดระดับตัวเองลงทีละกระเบียดจนแนวกรอบภาพอยู่ต่ำกว่าขอบโต๊ะ ลินน์นั่งอยู่ฟากซ้ายมือของโต๊ะ ส่วนสุดขอบโต๊ะฟากทางขวามีดช.โคลนั่งอยู่ กล้องสืบเข้าหาตัวโต๊ะช้า ๆ จนได้ระยะเป็นภาพระยะกลาง(medium shot) จากนั้นกล้องจึงฉากตัวไปทางข้าง โดยยังผินหน้ากล้องไปยังทิศทางเดิม ส่งผลให้ดช.โคล ค่อยหลุดออกนอกกรอบภาพไป และ ลินน์เข้ามายึดกรอบภาพทั้งหมดแทน แล้วกล้องฉากตัวไปทางขวา คราวนี้ทิ้งลินน์ไว้นอกกรอบและย้อนกลับมาจับภาพ ดช.โคลบ้าง

ตัวละครของชามาลันมักปล่อยวาทะทรงความหมายในทุกเหตุการณ์ที่มีครัวเป็นฉากหลัง ฉากนี้ก็เช่นกัน อาจกล่าวได้ว่าถ้อยวจีของลินน์ที่ว่า “ถ้าเราพูดกับคนอื่นไม่ได้ ก็ไม่ต้องฝืน” คือหัวกระทิของความเป็นไปทั้งปวงที่ The Sixth Sense พูดถึง แล้วแม่น้องโคลก็ซักลูกชายอีกรอบว่าตกลงแล้วเป็นฝีมือเขาใช่หรือไม่ที่เป็นต้นเหตุแห่งการอันตรธานไปของของรักของหวงของเธอ คนดูได้รู้ซึ้งถึงความคับแค้นที่สุมแน่นอยู่ในอกน้อย ๆ ของ ดช.โคลขณะตกอยู่หว่างเขาควายและต้องชั่งใจอย่างหนักว่าจะโกหกแม่เพื่อให้เรื่องจบ ๆ ไป หรือ จะพูดความจริงเรื่องผี แต่ในอีกด้านหนึ่ง ลินน์ก็ใช่ว่าจะเป็นแม่ใจยักษ์ผิดแต่เพียงเธอไม่ได้เห็นอย่างที่ลูกชายเห็น เธอจึงมีสิทธิ์ปักใจไปในทางของเธอ การไต่สวนดังกล่าวไม่ถือว่าเกินกว่าเหตุ ฉากกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้สร้างความกดดันและเพิ่มความหนักหน่วงแก่หนังได้ไม่น้อย ฝีมือการแสดงของโจเอล ฮาร์ลี่ย์ ออสเม็นต์ในฉากนี้โดยเฉพาะจังหวะที่เขาแผ่ความรู้สึกปวดร้าวออกมาพร้อมเปล่งคำว่า”เปล่า”เพื่อปฏิเสธข้อกล่าวของผู้เป็นแม่ ถือว่าอยู่ในขั้นสุดยอด ตลอดฉากนี้กล้องมีการเคลื่อนตัวช้า ๆ ไปทางด้านข้าง ซ้ายที ขวาที กลับไปซ้าย ย้ายไปขวา และ มาทางซ้ายอีกครั้ง และจบลงด้วยการจ่อเข้าหาลินน์ในวินาทีข่มใจสุดขีดพร้อมกับออกปากไล่ลูกชายออกไปให้พ้นโต๊ะ

ไล่หลังฉากไต่ศาลในห้องครัว ณ พิกัด 63 นาทีกับ 39 วินาทีของหนัง ชามาลันตามตีติดพันเหตุการณ์ ยิ่งรักยิ่งร้าว เพื่อตอกย้ำสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกผ่านโมงยามแห่งการวัดใจคนกันเองต่ออีกยกกับฝีภาพยาว 46 วินาที หลังจากแยกกับแม่ ดช.โคล กลับเข้าห้องนอนตัวเองและโดนผีเด็กผู้ชายหลอกเอาจนแทบไข้จับ ดช.โคลรุดไปหาอ้อมกอดของแม่เพื่อเรียกปลุกปลอยเรียกขวัญ ฉากนี้เกิดขึ้นในห้องซักรีดลินน์หมอบอยู่ขณะดช.เข้าฉากมา ชามาลันตั้งกล้องนิ่ง ๆ จับภาพจากมุมต่ำ ภายในกรอบภาพมีร่างลินน์ทางฟากซ้ายอยู่ลึกเข้าไปในกรอบ ส่วน ดช.โคลยืนอยู่เบื้องประตู โดยเบี่ยงมาทางฟากขวาและอยู่ลึกเข้าไปในกรอบภาพ คนดูจะเห็นว่าลินน์กำลังร้องไห้ โคลตรงเข้าไปหาแม่แล้วอ้อน”ถ้าแม่ไม่ได้โกรธมากนัก คืนนี้ผมนอนกับแม่จะได้ไหม” ลินน์ตอบลูกชายด้วยความเอ็นดูว่า”ดูหน้าแม่สิ โกรธลูกซะที่ไหน” สองแม่ลูกสวมกอดกัน ลินน์จึงรับรู้ได้ถึงแรงสั่นเทาจากเนื้อตัวของลูก หนังปิดฉากด้วยอิริยาบทดังกล่าวของสองตัวละคร พร้อมกับคำวอนของผู้เป็นแม่ให้ลูกระบายเรื่องไม่สบายใจออกมาเล่าสู่กันฟัง

ถึง ดช.โคลจะมีครู่ยามของคนกันเองกับทั้งลินน์ผู้เป็นแม่ และ กับมัลคอล์ม แต่ข้อมูลการใช้ฝีภาพยาวเพื่อฉายภาพความสัมพันธ์ระหว่าง ดช.โคลกับผู้ใหญ่ทั้งสองกลับต่างกันมาก เมื่อดูจากจำนวนครั้งของการใช้ฝีภาพยาว ๆ เพื่อเล่าถึงบทชีวิตระหว่างตัวละคร 2 คู่ และเวลารวมที่หนังอุทิศให้แก่การฉายภาพความสัมพันธ์ทั้งสองคู่ รวมไปถึงเวลาเฉลี่ยของทุกฝีภาพที่ ดช.โคลอยู่ร่วมกับผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่งในหนึ่งในสองคนนี้ กล่าวคือ The Sixth Sense มีภาพดช.โคล อยู่ร่วมฉากกับมัลคอล์มทั้งสิ้น 277 ฝีภาพ รวมเวลาทั้งสิ้น 33 นาที 25 วินาที เมื่อเฉลี่ยออกมาจะได้ว่าดช.โคล กับมัลคอล์มจะใช้เวลาอยู่ด้วยกัน 7 วินาที กับอีก 20 ส่วน 100 ของวินาที ต่อการพบปะกัน 1 ครั้ง ส่วนลินน์ได้ปรากฏตัวร่วมกรอบภาพกับดช.โคล เพียง 55 ครั้ง ด้วยเวลารวม 15 นาที 3 วินาที เท่ากับว่าทั้งคู่ใช้เวลานานถึง 16 วินาที กับอีก 4 ส่วนใน 100 ส่วนของวินาที ในแต่ละครั้งที่อยู่ร่วมฉากกัน ตัวเลขเวลาเฉลี่ยต่อหนึ่งฝีภาพที่ต่างกันกว่าเท่าตัวย่อมสะท้อนว่าชามาลันทุ่มน้ำหนักการแจกแจงความรู้สึกและความกลมเกลียวระหว่างคู่แม่ลูกมากกว่าในคู่ของเด็กชายกับนักจิตบำบัดประจำตัว

ใน Unbreakable มีการใช้ฝีภาพยาวเพื่อบันทึกครู่ยามแห่งความชิดเชื้อในภัตตาคารเช่นเดียวกันกับฉากมื้อค่ำในคืนคล้ายวันครบรอบวันแต่งงานของ The Sixth Sense จะต่างกันก็เพียง ฝ่ายสามีใน Unbreakable มาในสภาพคนเป็น ๆ และมีการโต้ตอบกันจริง ๆ ระหว่างสามี-ภรรยา ฉากทั้งสองต่างก็เป็นตัวชูโรงของหนังทั้งสองเรื่องโดยได้เวลาไป 2 นาทีใน The Sixth Sense และ 2 นาที 53 วินาทีใน Unbreakable ในฉากที่ตัวละคร 2 ตัวร่วมฉากและพูดจากัน กล้องของชามาลันมักเก็บภาพตัวละครออกมาในสัดส่วนพอดีกรอบภาพ ความเคยชินดังกล่าวมาปรากฏในฉากฝีภาพยาว ๆ ที่มีบทพูดด้วยเช่นกัน การใช้ภาพชัดพอดีจอช่วยลดจำนวนครั้งที่ต้องตัดต่อภาพสลับไปสลับมาขณะตัวละครสองตัวสนทนาโต้ตอบกัน ดังปรากฏในฝีภาพยาวของฉากโรงพยาบาลหลังฉากอุบัติเหตุทางรถไฟใน Unbreakable ในกรณีของฝีภาพยาวในแบบ”หากโลกนี้มีเราเพียงสองคน” ที่ภัตตาคารใน Unbreakable เริ่มต้นจากภาพคู่สามี-ภรรยาในระยะไกลมาก(extreme long shot) และนิ่งมาก กล้องจับภาพตัวละครจากทางด้านข้างและแช่อยู่อย่างนั้นหลายอึดใจ ก่อนร่นระยะเข้ามาหาตัวละคร ความอ่อนละมุน และอบอุ่นจากการใช้สีและให้แสงแก่ภาพ รวมถึงเสียงกระซิบกระซาบแผ่ว ๆ ระหว่างตัวละครไม่เพียงเป็นการย้อนรอยการใช้ฝีภาพยาวเพื่อทอดครู่ยามแห่งความชิดเชื้อ ในแบบ The Sixth Sense หากยังส่งผลให้ฉากนี้เป็นฉากที่มีความเป็นส่วนตัวติดอันดับต้น ๆ และกลายเป็นฝีภาพที่ยาวมากเป็นอันดับสองของ Unbreakable

ชามาลันใช้ฝีภาพยาวกับ Signs ในจังหวะที่ตัวละครเผยความรู้สึกลึก ๆ ต่อกันหรือมีเหตุสะเทือนใจ หลายต่อหลายครั้ง หนึ่งในจำนวนนั้นคือฉากแกรมกับเมอริลล์นั่งดูโทรทัศน์โดยมีเด็ก ๆ หลับคั่นอยู่ระหว่างคนทั้งสอง ฉากนี้เป็นฉากที่มีการโต้คำสนทนายาวที่สุดในหนัง เพราะเป็นการเปลื้องธาตุแท้ของแกรมกับเมอริลล์ผ่านการวิวาทะในกรณีมนุษย์ต่างดาวบุก แม้ฉากนี้จะมีการตัดภาพแกรมสลับกับเมอริลล์ตามแบบแผนทั่วไปของฉากการปะทะคารม แต่มี 2 ช่วงของการสนทนาที่หนังการยื้อภาพไว้นานถึง 1 นาที 25 วินาที และ 1 นาที 28 วินาที ครั้งแรกเป็นภาพตอนนี้ที่แกรมแบ่งคนออกเป็น 2 จำพวก คือ พวกที่มองว่าปรากฏการณ์ คือ สัญญาณ หรือ หลักฐานยืนยันว่ามีใครสักคน ณ ที่ซึ่งสูงขึ้นไปเบื้องบนกำลังมองลงมายังพวกเขา ส่วนอีกพวกมองว่าปรากฏการณ์ เป็นเรื่องของความบังเอิญล้วน ๆ ในฝีภาพยาวลำดับถัดมา เป็นการทวนความหลังของเมอริลเพื่ออธิบายว่าเหตุใดเขาจึงเป็นหนึ่งในคนจำพวกที่เห็นว่าปรากฏการณ์ประหลาด คือ ความมหัศจรรย์ ฉากนี้เป็นการให้ข้อมูลพื้นฐาน 2 ประการเพื่อนำทางไปสู่การสร้างบทสรุปของหนัง คือ หนึ่ง หนังบอกแก่คนดูว่าอดีตลูกหม้อของพระเจ้าอย่างแกรมกำลังเผชิญวิกฤติศรัทธา ขณะที่น้องชายซึ่งเป็นฆราวาสแท้ ๆ กลับเชื่อในพระเจ้า สอง เงื่อนปมซึ่งโยงทุกส่วนของหนังมาขมวดไว้ด้วยกัน เพื่อรอการคลี่คลายในบั้นปลาย พ่วงอยู่กับข้อสงสัยของแกรมที่ว่า”ช่างจะไม่เป็นเพราะความบังเอิญบ้างเลยเชียวหรือ”

ครู่ยามแห่งความชิดใกล้ในฝีภาพยาว มีให้เห็นอีกจากพิกัดที่ 68 นาที 20 วินาทีของหนัง ด้วยความยาว 44 วินาทีของฉากในขณะเมอริลล์ พร้อมกับหลานสองคน กำลังดูข่าวจากโทรทัศน์ซึ่งถูกย้ายไปไว้ในตู้เสื้อผ้า (ก่อนหน้าฝีภาพนี้ จะมีภาพเมอริลล์เข็นเครื่องรับโทรทัศน์จากห้องนั่งเล่นไปไว้ในคลังเสื้อผ้าเพื่อ ป้องกันภัยที่จะมาถึงตัวเด็ก ๆ) คำปรารภของมอร์แกนกับเมอริลล์ที่ว่า “ถ้าอาเป็นพ่อผมก็คงดี” หลังได้ดูการวิเคราะห์ข่าวมนุษย์ต่างดาวบุกโลกจากโทรทัศน์ในฝีภาพนี้ช่วยขยายภาพความเหินห่างระหว่างมอร์แกนกับพ่อแท้ ๆ ของเขาได้เป็นอย่างดี

Signs ยังมีฝีภาพยาวของครู่ยามแห่งความชิดใกล้ไว้ผ่อนลมหายใจอีก 2 ครั้งในระหว่างที่สมาชิกตระกูลเฮสส์กุลีกุจอแปรสภาพบ้านเป็นป้อมปราการรับมือกับมนุษย์ต่างดาว ทั้งสองฝีภาพเป็นการรำลึกถึงช่วงเวลาพิเศษสุดในครั้งลูก ๆ ลืมตามาดูโลกของคนเป็นพ่อ การเน้นถึงสายใยระหว่างพ่อลูกครั้งนี้กินเวลา 1 นาที 13 วินาที นับจากพิกัดที่ 73 นาที 15 วินาทีของหนัง และอีกครั้งในนาทีที่ 77 12 วินาที ด้วยความยาว 59 วินาที การมีฝีภาพยาว ๆ แทรกเข้ามาในตอนหน้าสิ่วหน้าขวานถึง 2 ช่วงยิ่งบ่งบอกถึงความแล้งศรัทธาขั้นรุนแรงของแกรม เพราะการนึกถึงห้วงเวลาเก่า ๆ ก่อนศึกใหญ่มาเยือนย่อมเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากสัญญาณของการถอดใจ

Signs อาจเดินทางมาถึงจุดสุดยอดในด้านอารมณ์จากฝีภาพตบท้ายของหนังก็จริง แต่โดยวงจรการเล่าของหนังเองแล้ว จุดสุดยอดของ Sign มาถึงตั้งแต่ฉากสมาชิกบ้านเฮสส์เผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวในห้องนั่งเล่นโน่นแล้ว การผจญกับมนุษย์ต่างดาวดังกล่าวนอกจากจะเป็นฉากที่มีฝีภาพยาว(กินเวลา 1 นาที 10 วินาที)ปรากฏใน Signs เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ยังเป็นฉากกระตุกปมว่าด้วยศรัทธาที่ถดถอยอันเป็นแกนหลักทางอารมณ์ของหนังอีกด้วย โฉมหน้ามนุษย์ต่างดาวมีให้เห็นกันจัง ๆ ก็ในฉากนี้เพราะตลอดการเล่นเอาเถิดเจ้าล่อ ผู้บุกรุกกระเตงมอร์แกนไว้กับตัวมันและยังพ่นน้ำพิษเข้าใส่ใบหน้ามอร์แกนขณะเด็กน้อยหมดสติอีกต่างหาก ครั้นถึงฉากส่งท้ายมอร์แกนผู้ยังคอพับคออ่อนได้กลับมาอยู่ในวงแขนของแกรมผู้เป็นพ่อบ้าง ในฉากจะเห็นและได้ยินแกรมหอบหิ้วลูกชายไป พร้อมกับละล่ำละลักกับตัวเองไปว่า”อย่างนี้ไม่ใช่โชคแล้ว เดชะบุญที่ลูกเป็นหืด ปอดก็เลยไม่รับเอาพิษเข้าในร่าง ไม่โดนพิษ ไม่โดนพิษ” ควรกล่าวด้วยว่าอิริยาบถการหอบลูกของแกรมละม้ายกับปางพิทักษ์กุมารอันเป็นท่าบังคับในงานศิลปะแนวเทิดทูนพระคริสต์ และแล้วโบกับเมอริลล์ตามมาสมทบ ภาพเหตุการณ์ตอนนี้เลียนแบบจากลักษณะภาพจากถ่ายด้วยกล้องมือถือ เต็มไปด้วยความสั่นไหว มีการตวัดหน้ากล้องผละจากตัวละครที่กำลังร้องไห้ ไปจับภาพตัวละครอื่น พลันมีเสียงมอร์แกนเรียก”พ่อ”แว่วเข้ามาจากด้านล่างของกรอบภาพ ดวงตาของแกรมก็พบทางสว่าง จากนั้นมอร์แกนถามพ่อต่ออีกว่า “มีใครช่วยผมไว้เหรอ” แกรมตอบลูกว่า”พ่อก็ว่าคงมีใครสักคนช่วยลูกเอาไว้” ปุจฉาที่หนังผูกไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องว่า “หากไม่เป็นเพราะความบังเอิญ แล้วเป็นเพราะอะไร”ได้รับการวิสัฉนาด้วยความเป็นไปเหตุการณ์ในฝีภาพยาวก๊กสุดท้ายของหนังนี่เอง

กลับไปตอนที่ 1

อ่านต่อตอนที่ 3


บรรณานุกรมแปล
Totaro,  Donato.”Visual Style in M. Night Shyamalan’s “Fantastic” Trilogy, Part 1: The Long Take”.http://www.horschamp.qc.ca/new_offscreen/shyamalan_pt1.html
Totaro,  Donato. “Visual Style in M. Night Shyamalan’s “Fantastic” Trilogy, Part 2: Mise en Scène”.http://www.horschamp.qc.ca/new_offscreen/shyamalan_pt2.html
บรรณานุกรมแปล
Totaro,  Donato.”Visual Style in M. Night Shyamalan’s “Fantastic” Trilogy, Part 1: The Long Take”.http://www.horschamp.qc.ca/new_offscreen/shyamalan_pt1.html
Totaro,  Donato. “Visual Style in M. Night Shyamalan’s “Fantastic” Trilogy, Part 2: Mise en Scène”.http://www.horschamp.qc.ca/new_offscreen/shyamalan_pt2.html

Written by enyxynematryx

April 23, 2004 at 4:43 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: