enyxynematryx

ไตรภาคเขย่าฝัน-ขวัญเฟื่องของชามาลัน (Visual Style in M. Night Shyamalan’s “Fantastic” Trilogy) 1

leave a comment »

มีผู้กำกับน้อยรายจะเป็นที่ยอมรับทั้งฟากพาณิชยศิลป์และอุตมศิลป์หลังออกผลงานเพียง 3 ชิ้น แต่เอ็ม ไนท์ ชามาลัน(M. Night Shyamalan)เชยชมกับเกียรติภูมิดังกล่าวมาแล้ว เชิงหนังของผู้กำกับซึ่งถือกำเนิดในชมพูทวีปรายนี้เป็นที่ร่ำลือจากความสำเร็จของ The Sixth Sense , Unbreakable และ Signs งานใน ค.ศ. 1999, 2000 และ 2002 ตามลำดับ

ชามาลันเป็นหนึ่งในผู้กำกับเนื้อหอมของวงการหนังอเมริกัน เขาผงาดขึ้นเป็นมือวางอันดับต้น ๆ ทั้งในด้านการเขียนบทหนังและการกำกับ และร่วมอำนวยการสร้าง(ในกรณีของ Signs)จากความช่ำชองในการขึ้นรูปเรื่องราว พร้อมกับสลักเสลาเชิงแฉกความหมายและปมย่อย ๆ ของหนังไว้ตามปมเรื่องและบุคลิกตัวละครได้อย่างกลมกลืนกับแบบแผนและรูปลักษณ์ของหนัง(ยกเว้นกรณีของ Signs ที่มีการส่งผ่านปมย่อยและสาระสำคัญของหนังมาทางบทพูดค่อนข้างมาก) ในการวาดลวดลายการเล่า ชามาลันจะระดมเขี้ยวเล็บความเป็นหนังไล่ตั้งแต่ปมขัดแย้งแย้งหลัก ความหมาย ปมขัดแย้งย่อย รวมไปถึง ดนตรี เสียง สี การแสดงและภาษาภาพ มาใช้ครบเครื่อง

กรรมวิธีและวิธีคิดในการขึ้นรูปงานของชยามาลัยจัดว่าเหนือชั้นแต่ก็ไม่ถึงกับหลุดกรอบมาตรฐานการเล่าสากล หนังชามาลันยังไม่ถึงกับแตกหักหรือขุดรากถอนโคนขนบการเล่าดั้งเดิม คาถาเนรมิตโลกตามจินตกรรมผ่านบรรดาตัวละคร และเหตุการณ์ของชามาลันขึ้นชื่อว่าชะงัดนัก คนดูหัวปักหัวปำไปกับฝีมือการร่ายเรื่องราวทำนอง”ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”จากเขา การหยิบยกประเด็นทางศิลธรรมและปรัชญามาใส่ในหนังก็นับว่ากล้าหาญเกินตัวอยู่แล้ว แต่ชามาลันยังมีดีอยู่ตรงลูกเย่อยื้อ ความสด และกลิ่นรสใหม่ ๆ ที่เขาปรุงขึ้นเพื่อเพิ่มความแปลกใหม่ในการดัดหลังคนดูภายใต้กลบทการเล่าแบบดั้งเดิมอีกด้วย ตัวอย่างเช่น พฤติกรรมของกล้องในการเก็บภาพจากทิศตรงกันข้าม(shot counter-shot)เพื่อเชื่อมเรื่องเข้าด้วยกัน(ดังจะกล่าวถึงข้างหน้า) ชามาลันให้ความสำคัญกับการสร้างความน่าเชื่อถือแก่น้ำเสียงการเล่าเป็นอย่างมาก โดยเน้นที่ความเรียบง่าย เนิบ ๆ แต่ก็ไม่ใช่จะเอาแต่เดินตามสูตรการเล่าหรือมุ่งสร้างความสะเทือนใจตามแบบดรามา ชามาลันอาจตีสนิทกับคนดูเพื่อเชื่อมต่อตัวหนังเข้ากับระบบความเข้าใจของคนดูไว้ก่อนก็จริง แต่บทจะสำแดงอิทธิฤทธิ์ความเป็นหนังและลวดลายเฉพาะตนขึ้นมา เขาก็พร้อมจะเก็บเจตจำนงในการเล่าเข้าลิ้นชักเป็นการชั่วคราวและหันมาละเลงเพลงยุทธหนังให้หายอยากกันไปข้าง(ยกตัวอย่างเช่น การใช้สีแดงเป็นรูปสัญญะแทนความหมายของความหวาดหวั่นและอันตรายใน The Sixth Sense)

ถึงเจ้าตัวจะแบ่งรับแบ่งสู้ว่างานของเขาเป็นการสำรวจจิตวิญญาณมนุษย์(เช่น ประเด็นวิกฤติความขัดแย้ง ณ ก้นบึ้งความเป็นมนุษย์, ความศรัทธา, พลังความเป็นมนุษย์ โชค และพรหมลิขิต เป็นต้น)ใช่หรือไม่ แต่หากไม่นับ The Unbreakable หนังอีกสองเรื่องของชามาลันหนักอึ้งด้วยมุมมองเชิงศาสนาวิทยาและสัญลักษณ์ทางอภิปรัชญา โดยเฉพาะในกรณีของ Signs ซึ่งมุมมองเหล่านี้ไม่ได้เป็นปมไม้ประดับอีกต่อไป หากถูกชูขึ้นเป็นหน้าเป็นตาของหนังเลยทีเดียว แม้ข้อมูลดังกล่าวไม่น่าจะผิดเพี้ยนจากความจริงว่าด้วยงานของชามาลัน แต่เพื่อไม่ให้เป็นการตีกรอบมากจนเกินไป จึงควรขนานนามหนังทั้งสามเรื่องของชามาลันว่า fantastic trilogy คำว่า fantastic ในที่นี้ เป็นคนละความหมายกับ fantastic ของซเวตาน โทโดรอฟ(Tzvetan Todorov) แต่หมายถึงการที่หนังนำเสนอภาพเหตุการณ์ซึ่งเป็นไปได้ภายใต้กฏการเล่าของหนัง แม้เหตุการณ์นั้นจะผิดธรรมชาติหรือไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มารองรับ เช่น การที่ตัวละคร(ดช.โคล เซียร์)มองเห็นและมีปฏิสัมพันธ์กับผีได้ตามที่เจ้าตัวสารภาพไว้แผ่ว ๆ แต่กลายเป็นประโยคเด็ดของ The Sixth Sense ว่า I see dead people ส่วนในThe Unbreakable แม้ตัวละครเอกคือ เดวิด ดันน์ จะดูเป็นผู้ชายธรรมดา ๆ แต่เขาก็ค่อย ๆ ค้นพบและเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากความคงกระพันของตนและยอมรับฐานภาพการเป็นมหัศจรรย์ชนนอกหน้าหนังสือการ์ตูนในที่สุด ส่วน Signs กล่าวถึงความโกลาหลในชุมชนเกษตรกรรมไกลปืนเที่ยงอันเงียบสงบแห่งหนึ่งอันเป็นผลจากหางเลขของวันโลกาวินาศ เมื่อโลกถูกมนุษย์ต่างดาวบุก ผลจากการยืนหยัดขึ้นสู้กับภัยจากนอกโลกสร้างความเข้าใจต่อความหมายและคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้

หนังชามาลันดูพิศดารกว่าหนังกระแสหลักจากฮอลลิวูดเพราะเขาลากเลื้อยหนังด้วยกลบทการเล่าตามแบบสัจนิยมเจ้าสำอางค์(expressive realism) การขับเคลื่อนหนังโดยทั่วไปกระทำได้หลายทางไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นหรือหยอดข้อมูลผ่านบทพูด หรือจำนวนตัวละครหลัก ความลึกตื้นหนาบางในบุคลิกภาพตัวละครหรือสารหลัก รวมไปถึงความวูบวาบหรือท่วงทำนองการเคลื่อนกล้อง และที่ขาดไม่ได้คือ ฝีมือการตัดต่อ/ลำดับภาพ หนังของชามาลันขึ้นชื่อในด้านความอืดอึดเมื่อเทียบกับงานของผู้กำกับร่วมยุคโดยส่วนใหญ่ โดยมีค่าเฉลี่ยความยาวหนึ่งฝีภาพเป็นเครื่องรับรอง ต้นเหตุของความอืดก็คือ ค่ายกลฝีภาพยาว(long take)ในหนังของเขา ความหมายโดยสังเขปของฝีภาพ(shot) อาจหมายถึงชุดกรอบอันต่อเนื่องหนึ่งนับตั้งแต่เริ่มจับความเป็นไปในฉากหลังจากการตัดต่อครั้งล่าสุด เรื่อยไปจนกระทั่งมีการตัดภาพครั้งต่อมา ดังนั้นฝีภาพยาว ก็หมายถึง ระยะห่างระหว่างการตัดต่อสองครั้งนั้นกินเวลานานจนผิดสังเกต ผู้กำกับมักเก็บภาพฝีภาพยาว ๆ ไว้ใช้ในการเน้นความสำคัญ ๆ ของเหตุการณ์ในหนัง(เช่น ตอนเปิดเรื่องไม่ก็ตอนจบ)มากกว่าจะใช้เพื่อเล่าถึงเหตุการณ์ธรรมดา การยิงภาพกินเวลานาน ๆ ด้วยกล้องมือถือหรือยิงจากกล้องติดเครน หรือ พาหนะอื่น ๆ เป็นช่องทางหนึ่งในการเพิ่มความพลังภาพ ท้ายสุด ภาพต่อเนื่องอันเกิดจากการเปิดหน้ากล้องเพื่อเก็บภาพรวดเดียวอาจยังมีไว้ประกาศถึงความอลังการของฉากได้ด้วยเช่นกัน

หลักการใช้ฝีภาพยาวดังที่กล่าวใช้กับหนังชามาลันไม่ได้ เพราะหนังทั้งสามเรื่องของเขาแน่นขนัดไปด้วยกระบิฝีภาพยาว ๆ จากเหตุการณ์ตามท้องเรื่อง ส่งผลให้ค่าเวลาเฉลี่ยในหนึ่งฝีภาพ(average shot lengths: asl)ในหนังของชามาลันทั้งสามเรื่องเข้าข่ายเป็นฝีภาพยาว(long take)โดยปริยาย เมื่อนำค่าเฉลี่ยเวลาในหนึ่งฝีภาพจากหนังของชามาลันไปเทียบกับหนังกระแสหลักจากฮอลลิวูดรุ่นปัจจุบัน ก็ยิ่งเห็นความแตกต่างมากขึ้น ข้อมูลจาก Intensified Continuity: Visual Style in Contemporary American Film งานเขียนของเดวิด บอร์ดเวล(David Bordwell)ชี้ว่าเวลาเฉลี่ยของหนึ่งฝีภาพการเล่าในหนังอเมริกันมีการปรับตัวขนานใหญ่นับแต่คริสตทศวรรษ 1970 ในระหว่างคริสตทศวรรษ 1930 กับ 1960 เวลาเฉลี่ยของการเล่าชั่วหนึ่งพริบภาพ แกว่งไปมาอยู่ระหว่าง 8 ถึง 11 วินาที แทบไม่มีหนังคุณภาพดีในห้วงเวลานั้นให้เวลาแก่หนึ่งฝีภาพน้อยกว่า 6 วินาที เวลาเฉลี่ยต่อหนึ่งช่วงฝีภาพหดลงมาเหลือเพียง 5 – 7 วินาทีในช่วงคริสตทศวรรษ 1980 ทั้งนี้ในความเป็นจริงมีหนังจำนวนมากหั่นเวลาในการเล่าหนึ่งฝีภาพลงเหลือเพียง 3 – 4 วินาที

จากปลายทศวรรษ 1990 จนถึงต้นศตวรรษใหม่เวลาเฉลี่ยของฝีภาพลดเหลือ 3 – 4 วินาที หนังเอามันและหนังโกยเงินถล่มทลายหลายเรื่องย่นความยาวฝีภาพจนเหลือ 2 – 4 วินาที ตามการสำรวจของบอร์ดเวล หนังฮอลลิวูดที่เป็นจ้าวแห่งการตัดต่อสายฟ้าแล่บ คือ Dark City ด้วยเวลาเฉลี่ยต่อฝีภาพเพียง 1.8 วินาที บอร์ดเวลยังระบุไว้ถึงจำนวนครั้งของการตัดต่อที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในหนังที่มีการแตกการเล่าออกมาเป็นกรอบภาพในจำนวนมากเป็นลำดับต้น ๆ ในตลาด จากเคยอยู่ที่ 1,500 ครั้ง(หรือฝีภาพ)ในทศวรรษ 1980 มาเป็น 2,000 – 3,000 ครั้งในทศวรรษถัดมา ก่อนที่หนังอย่าง Armageddon และ Any Given Sunday จะมาส่งท้ายศตวรรษด้วยตัวเลขการตัดต่อ 4,000 ครั้ง

ส่วนเวลาเฉลี่ยต่อฝีภาพกับจำนวนฝีภาพที่นำมาตัดต่อเข้าด้วยกันในหนังของชามาลันจากการคำนวณคร่าว ๆ จะเป็นดังนี้ The Sixth Sense มี 686 ฝีภาพ แต่ละฝีภาพกินเวลา 8.7 วินาทีโดยเฉลี่ย The Unbreakable ใช้ภาพทั้งสิ้น 322 ฝีภาพ โดยมีเวลาเฉลี่ยต่อช็อตเท่ากับ 18.7 วินาที ส่วน Signs ใช้ภาพทั้งสิ้น 574 ฝีภาพ เฉลี่ยแล้วแต่ละฝีภาพกินเวลา 10.3 วินาที เมื่อนำตัวเลขจากหนังทั้งสามเรื่องมากองรวมกันจะพบว่า ชามาลันให้เวลาเฉลี่ย 11.3 วินาทีต่อหนึ่งฝีภาพ และใช้ภาพไปทั้งสิ้น 1,582 ฝีภาพ ซึ่งน้อยกว่าที่ผู้กำกับฮอลลิวูดร่วมสมัยหลายรายใช้ไปในการเล่าหนังเพียงเรื่องเดียว

The Sixth Sense เป็นงานแนวชมรมขนหัวลุกเพื่อถ่ายทอดทัศนะต่อจักรวาลของผู้คนในโลกสมัยใหม่ผ่านความพิกลพิการของสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความไร้สมรรถภาพในการถ่ายทอดความรู้สึกในส่วนลึก การสื่อสารระดับบุคคล รวมไปถึงการตั้งป้อมเข้าใส่กัน

แกนของหนังผูกขึ้นจาก 3 คู่สัมพันธภาพภายใน 4 ตัวละครหลัก คู่ที่หนึ่ง คือ เด็กผู้ชายชื่อโคล เซียร์(Cole Sear – รับบทโดยโจเอล ฮาร์ลี่ย์ ออสเมนต์)กับแม่ของเขา คือ นางลิน เซียร์(Lynn Sear – รับบทโดย โทนี่ คอลเล็ตต์) เซียร์ผู้ลูกเป็นเด็กเก็บตัว ซ่อนความรู้สึกเก่ง ส่วนนางเซียร์เป็นแม่หม้ายต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง ความสัมพันธ์คู่ที่ 2 เป็นโคล เซียร์กับนักบำบัดจิตเด็กผู้เป็นเจ้าของไข้ ชื่อ มัลคอล์ม โครว (Malcolm Crowe – รับบทโดยบรู๊ซ วิลลิส) ความสัมพันธ์คู่ที่ 3 เป็นมัลคอล์ม โครว์กับภรรยาผู้วางตัวเหินห่างคือแอนนา โครว Anna Crowe รับบทโดยโอลิเวีย วิลเลี่ยมส์)

โครงสร้างทางภววิทยาการเล่าของหนังเป็นแบบระนาบคู่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นการฉายชุดภาพจากจุดยืนที่ต่างกัน 2 จุด จุดยืนแรกเป็นระนาบการรับรู้ว่า นายโครวถูกคนร้ายที่บุกขึ้นบ้านยิงเอา แต่เขารอดชีวิตจากคมกระสุนมาได้ และกลับมาทำงานบำบัดจิตให้เด็กชายโคลต่อได้ พร้อมกันนั้นนายโครวซึ่งแรงระแวงว่าภรรยาอาจคบชู้อยู่ ก็หาทางไขความรู้สึกลึก ๆ ของเธอ และในอีกจุดยืนหนึ่งจะเป็นระนาบการรับรู้ที่ว่า นายโครวขาดใจตายด้วยคมกระสุนคนร้ายไปแล้ว และเป็นส่วนหนึ่งของหนังในสภาพวิญญาณเร่ร่อน และเฝ้าสังเกตการณ์ความเป็นไปของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในหนังโดยปราศจากตัวตน ตามหลักจึงไม่มีใครเห็นเขาได้ นอกจากพวกที่เป็น”คนเห็นผี”อย่างเช่นเด็กโคล เมื่อมีแต่เขาที่เห็นมัลคอล์ม ดังนั้น หนึ่งในรูปลักษณ์ความสัมพันธ์จากมุมมองที่สอง ก็คือ การเป็นพึ่งทางใจแก่กันและกันระหว่างคนชื่อโคลกับผีชื่อมัลคอล์ม ชามาลันสลักเสลาความเป็นไปได้บนระนาบภววิทยาทั้งสองด้วยความละเมียดและชงสู่จุดพลิกผัน ก่อนความเป็นไปได้จากมุมมองหลังจะกวาดล้างความเป็นไปได้จากมุมมองแรกออกไปเอกภพแห่งความจริงในที่สุด

Unbreakable เป็นเทพนิทานอันมีโลกยุคปัจจุบันเป็นฉากหลัง หนังเล่าถึงการไล่คว้าความหมายของชีวิตของคนในสังคมยุคใหม่ ยุคที่วิทยาศาสตร์เข้ามาชี้นำมนุษย์แทนศาสนา บรรยากาศของของการจาริก-ผจญภัยอบอวลออกมาจากเกลียวความสัมพันธ์ระหว่างเด็กชายโจเซฟ ดันน์(รับบทโดย สเปนเซอร์ ทรีท คลาร์ก)กับพ่อของเขา คือ เดวิด ดันน์(บรู๊ซ วิลลิส) ก่อนที่เด็กชายจะบรรลุสัจธรรมว่าพ่อของตนเป็นยอดมนุษย์ตัวจริง อีกด้านหนึ่งหนังเล่าถึงชีวิตคู่จวนอยู่เจียนไปของเดวิด ดัน กับ ออเดรย์ ดันน์(รับบทโดยโรบิน ไรท์ เพนน์) การคลี่คลายของ Unbreakable เป็นไปเพื่อการค้นพบตัวตนของตัวละครเช่นเดียวกับ The Sixth Sense ตัวหลักในการหมุนแกนการคลี่คลายนี้ได้แก่ เอไลจาห์ ไพรซ(รับบทโดย ซามูเอล แอล แจ็คสัน) ไพรซหมกหมุ่นอยู่กับค้นหาคำอธิบายถึงการมีอยู่ของตน เขาตั้งตุ๊กตายอดคนคงกระพันอันเป็นชีวิตที่มีคุณสมบติตรงกันข้ามกับเขาโดยสิ้นเชิงขึ้นมาและออกตามหาใครคนนั้น ดังคติพจน์ของเขาที่ว่า เมื่อโลกส่งสุดยอดทรชนมาเกิดได้ ใยโลกจะไม่ส่งอภิวีรบุรุษมาเกิดด้วย ดังนั้น การพานพบวีรบุรุษเจ้าของเรือนร่างแกร่งปานเหล็กกล้าก็ย่อมเป็นการค้นพบตัวเองของไพรซ(เมื่อไหร่ที่เรารู้ว่าคุณเป็นใคร เมื่อนั้นผมก็รู้จักตัวผมเอง) ความตั้งใจดังกล่าวของไพรซถูกเปิดโปงในกาลต่อมาและการณ์กลับกลายเป็นว่าเขาอยู่เบื้องหลังเหตุวินาศกรรมและอุบัติเหตุสยองซึ่งคร่าชีวิตผู้คนคราวละมาก ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีหลังมานี้ เพื่อควานหาตัวบุรุษเหล็ก

Signs เป็นงานแนวศาสนปุจฉาแต่แปลงกายมาอยู่ใต้อาภรณ์ของหนังวิทยาศาสตร์เขย่าขวัญ หนังเปิดเรื่องด้วยอุบัติการณ์เหนือธรรมชาติชวนพิศวงที่เกิดขึ้นเป็นระลอก ๆ เริ่มต้นจากประติมากรรมซากต้นธัญญพืชรูปทรงประหลาด ๆ ในย่านบัคส์ เคาท์ตี อันเป็นชุมชนเกษตรกรรมแห่งหนึ่งในเพ็นซิลเวเนีย ก่อนจะลุกลามกลายเป็นเรื่องมนุษยต่างดาวบุกโลก เจตนาแท้จริงที่ผู้กำกับ/ผู้เขียนบท/และผู้อำนวยการสร้างชามาลันซ่อนไว้เบื้องหลังภาพสิ่งมีชีวิตที่มาจากพิภพอื่นรุกรานโลก อาจเพื่อวาดแผนที่บ่งชี้ที่มาที่ไปของความเสื่อมถอยในศรัทธาต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์เอง และเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้มนุษย์หาหนทางกอบกู้ศรัทธา หลังจากภรรยาเสียชีวิตในอุบัติเหตุบนท้องถนน แกรม เฮสส์(รับบทโดยเมล กิ๊บสัน)ก็สลัดเครื่องทรงสมณเพศทิ้งเพราะเสื่อมศรัทธาในอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ เขากลับมาศรัทธาต่อพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระผู้เป็นเจ้าอีกครั้งหลังจากบุตรชายรอดตายจากน้ำมือมนุษย์ต่างดาวได้อย่างปาฏิหาริย์(อาการหืดหอบของมอร์แกนถือเป็นปมเขื่องของการผูกและคลายโจทย์ทางอภิปรัชญาข้อนี้) ถึงผู้กำกับชามาลันจะออกตัวว่าศาสนาเป็นเพียงประเด็นรองของหนัง แต่ในความเป็นจริงหนังปูพื้นฐานเรื่องนี้ไว้หนักแน่นอย่างยิ่ง โดยผ่านมาทางบทเจรจาของบาทหลวงผู้สิ้นศรัทธาในความดีงามอย่างน้อย 2 ครั้ง ส่งผลให้การกลับเข้าสู่เครื่องทรงทูตแห่งพระผู้เป็นเจ้าอีกวาระไม่ได้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายหากเป็นพรหมลิขิตตามแรงโน้มถ่วงภายในโครงสร้างการเล่า

นอกจากแบบแผนการใช้ภาพแล้ว ปมขัดแย้งและพื้นฐานของแก่นเรื่องในงานทั้งสามชิ้นของชามาลันยังมีจุดร่วมกันหลายประการ เป็นต้นว่า ตัวละครหลักของชามาลันมักมองไม่เห็นหรือไม่ยอมรับในสิ่งที่เรียกว่า ลางบอกเหตุหรือญาณสังหรณ์ ในรายของ เดวิด ดันน์(Unbreakable) แรกทีเดียวเขาไม่เชื่อว่าตนเป็นเจ้าของพลังวิเศษเหมือนยอดมนุษย์ ส่วนมัลคอล์ม โครว(The Sixth Sense) ก็ไม่เฉลียวใจแม้แต่น้อยว่าตัวเองตายไปแล้ว และตกที่นั่งเป็นผีเร่ร่อน เช่นเดียวกับที่เด็กชายโคลก็ปรับตัวเข้ากับ “สัมผัสมรณะ”ไม่ได้ และต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับการต้องพบเห็นและติดต่อกับคนที่ตายไปแล้วอยู่เป็นนานสองนานกว่าจะค้นพบประโยชน์จากความสามารถพิเศษ ด้านบาทหลวงเฮสส์(Signs)นั้นก็จวนเจียนจะกรวดน้ำคว่ำขันกับมหิธานุภาพอันสถิตอยู่เหนือโลกอยู่รอมร่อ โชคยังดีรูปสัญญา(Sign) ที่เขาได้รับ โน้มนำเขากลับสู่หนทางแห่งศรัทธาได้ในที่สุด หนังทั้งสามเรื่องยังมีภาพของความผูกพันกลมเกลียวระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคู่ของโคล กับมัลคอล์ม และโคลกับ ลินน์ใน The Sixth Sense เดวิด กับ โจเซฟ และ เอไลจาห์กับผู้เป็นแม่(รับบทโดย ชาร์เลน วู้ดเวิร์ด-Charlayne Woodward) ใน Unbreakable ข้ามมาในฟาก Signs ก็จะเป็นความสัมพันธ์ฉันท์พ่อ-ลูก คือ บาทหลวงแกรม เฮสส์กับลูก ๆ อันได้แก่ โบ(เล่นโดย อบิเกล เบรสลิน – Abigail Breslin) และมอร์แกน (โรรี คัลกิน – Rory Culkin) ผนวกด้วยความสัมพันธ์ฉันท์น้าหลานระหว่างเฮสส์ผู้น้อง คือ เมอริล(รับบทโดย ฮัวคิน ฟินิกซ์ – Joaquin Phoenix) กับหลานสาวและหลานชาย นอกจากนี้ สภาพความระแหงระแหงในชีวิตคู่สามี-ภรรยาก็เป็นอีกหนึ่งความพ้องของหนังทั้งหมด หากไม่นับการด่วนจากไปอย่างไม่มีวันกลับเพราะอุบัติเหตุสยองของคุณนายเฮสส์ในกรณี Signs ท้ายที่สุดของหนังชามาลันคือตัวละครหลักต่างพานพบกับแสงสว่างส่องเห็นความจริง มัลคอล์มแห่ง The Sixth Sense ค่อย ๆ ตระหนักว่าตนเองตายไปแล้ว เดวิด ดันน์แห่ง Unbreakable ค้นพบพลังเหนือมนุษย์ในตัวอย่างไปทีละเล็กทีละน้อย และท้ายสุด”ภารกิจลับ”ในการแผ่พระมหากรุณาธิคุณของพระผู้เป็นเจ้าก็เป็นที่ประจักษ์แก่ใจแกรม เฮสส์

อ่านต่อตอนที่ 2

บรรณานุกรมแปล

Totaro,  Donato.”Visual Style in M. Night Shyamalan’s “Fantastic” Trilogy, Part 1: The Long Take”.http://www.horschamp.qc.ca/new_offscreen/shyamalan_pt1.html


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: