enyxynematryx

ที่สิ้นสุดนั้นไม่มี

leave a comment »

bone-spinningนอกเหนือจากจะมีหลายส่วนคล้ายคลึงกับงานของเบลสัน(Jordan Belson)และสแตน แบร็คเคจ(Stan Brakhage) ผลงานภาพยนตร์ของสแตนลีย์ คูบริก(Stanley Kubrick)ยังมีจุดร่วมกับหนังทดลองจากผู้กำกับหลายรายไม่ว่าจะเป็นซัลเวดอร์ ดาลี(Salvador Dali) หลุยส์ บุนเยล(Luis Bunuel) มายา เดอเรน(Maya Deren) และ เคนเน็ธ แองเกอร์(Kenneth Anger) นักทำหนังทดลองเหล่านี้หมกมุ่นอยู่กับการบุกเบิกโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบแหวกแนว รวมถึงทดสอบท้าทายเรื่องพื้นที่และเวลาของภาพยนตร์ การหลอมสร้างตัวละคร และมุมมองของตัวละคร รวมตลอดจนการทำความเข้าใจกับมโนคติต่อหนังในหลากหลายฐานะ นับตั้งแต่การเป็นภาพตัวแทน ความฝัน การเดินทางของจิตไร้สำนึก การผ่านพิธีกรรม การทรงเจ้าเข้าภวังค์ ไปจนถึงการให้ความหมายอันคลุมเครือ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายในการนำหนังฝ่าด่านความเป็นสื่อตามกรอบความคิดดั้งเดิม นวัตกรทางภาพยนตร์เหล่านี้จึงพากันลองมือกับศักยภาพความเป็นหนังเพื่อพิสูจน์ถึงคุณสมบัติที่หนังมีแตกต่างไปจากสื่อแขนงอื่น ภาษาหนังของคูบริกใน 2001:  A Space Odyssey ผิดแผกจากสารบบเดิม เช่นเดียวกับของดาลีและบุนเยลใน Un Chien Andalou ใน ค.ศ.1928 เช่นเดียวกับเดอเรนและแฮมมิดในการกำกับ Meshes of the Afternoon งานค.ศ.1943 และรวมถึง แองเกอร์กับ Lucifer Rising งานในค.ศ.1973 งานเหล่านี้เป็นผลจากความพยายามของผู้กำกับในการเสาะหาและวางระบบภาษาการเล่าใหม่ขึ้นใช้ทดแทนระบบภาษาหนังกระแสหลัก

เดอเรนเปิดฉาก Meshes of the Afternoon ด้วยภาพเรียวแขนลีบยาวผิดปกติ โผล่เข้ามาจากขอบบนของกรอบภาพ เพื่อวางดอกไม้ลงบนพื้นถนน ก่อนลำแขนจะหายวับไปกับตา ฉากเปิดเรื่องดังกล่าวไม่เพียงเป็นการโหมความน่าพิศวง ไร้เหตุผล ฝันเฟื่อง และขาดสติจนถึงขั้นวิปลาสของหนัง หากยังเป็นการออกตัวถึงความขาดวิ่นของอวกาศในหนัง ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมทำนองจู่ ๆ ก็มา จู่ ๆ ก็ไปของมือในฉากดังกล่าว เพราะไม่ว่ามือนั้นจะเลียบ ๆ เคียง ๆ อยู่ไม่ไกลกรอบภาพส่วนที่อยู่พ้นสายตาคนดู หรือ อาจยืนมาใกล้จากฟากฟ้าสุลาลัย

ถึงหนังจะไม่ได้เฉลยที่มาที่ไปแต่แขนดังกล่าวก็ไม่น่าจะเป็นแขนของคนปกติ มิใยต้องกล่าวด้วยว่าการที่จู่ ๆ มีลำแขนทอดตัวลงมาจากเบื้องบนก็เป็นปรากฏการณ์ที่ขัดธรรมชาติอยู่ จึงกล่าวได้ว่าภาวะไร้เหตุผลแผ่เข้าครอบงำหนังนับตั้งแต่ตารางนิ้วแรก ๆ ที่เริ่มแนะนำพื้นที่-ฉากหลังของหนังและจะเป็นเช่นนั้นไปแต่มาในหลายลูกเล่นจนกว่าหนังจะจบ ความไม่เป็นเหตุไม่เป็นผลแผ่ซึมเข้าครอบงำหนังอย่างเป็นกิจจะลักษณะตอนกล่าวถึงเหตุการณ์ภายในบ้าน กล้องยิงภาพออกจากตัวบ้านเพื่อจับความเป็นไปบนถนน และท่อนแขนก็ร่วงมาจากฟ้าเบื้องบน ยังไม่ทันที่คนดูจะระบุพิกัดเหตุการณ์บนมิติพื้นที่ได้ลงตัวก็โดนสอยต่ออย่างทันควันด้วยภาพเหตุการณ์ในตัวบ้าน การเทียมภาพเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวทางหนึ่งไปบั่นทอนสมาธิของคนดูในการจัดระเบียบเหตุการณ์ทอดทาบเข้ากับพื้นที่ได้ อีกทางหนึ่งก็ล่อลวงคนดูไหลลื่นไปกับภาพหนังราวกับว่าล่องหนจากบ้านหลังหนึ่งไปโผล่ในบ้านอีกหลังหนึ่งได้ในพริบตาโดยที่บรรดาสิ่งปลูกสร้างทางสถาปัตยกรรมอย่างกำแพง หรือ ฝ้าเพดาน ไม่อาจกั้นขวาง อย่าว่าในที่รโหฐาน แม้แต่ในพื้นที่เปิดโล่งก็เกิดภาวะดังกล่าวได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยุมเวลา(temporal)และอวกาศ/พื้นที่(spatial)ที่ขาดวิ่นเข้ามาอยู่ร่วมกัน โดยมีภาพ 4 ภาพซึ่งไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันแม้แต่น้อยทั้งในแง่เวลาและพื้นที่จะทำหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนอิริยาบถของกาลเวลา นับเป็นการสาธิตให้เห็นการเคลื่อนตัวของเวลาด้วยมาดการเล่าสุดพริ้ว รื่นไหล และน่าทึ่ง และมีความลงตัวในเชิงอภิปรัชญา ในฉากนี้คนดูจะเห็นขาและเท้าของหญิงสาว สับฝีก้าวไปตามผืนทราย ชายน้ำ พื้นหญ้า ทางเท้า พรมปูห้อง ก่อนเข้าฉาก 4 ฝีภาพนี้ จะมีภาพหนึ่งในสองสาวคู่แฝด เดินมายังแฝดอีกคนซึ่งหลับอยู่ในเก้าอี้ พอหญิงสาวเงื้อมีดหนังก็ตัดไปเป็นภาพเท้าของเธอในระยะใกล้ ขณะจ้ำอ้าวไปตามพื้น จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงหนึ่งฉากกับ 4 ฝีภาพกระชั้นชิดชวนพิศวง ให้หลังจากฉากมหัศจรรย์ดังกล่าวจะเป็นจากการจับภาพหญิงสาวเฉพาะส่วนศีรษะ ในจังหวะปักมีดลงบนร่างคู่แฝดของเธอ ฝีไม้ลายมือในการผูกฝีภาพชุดดังกล่าวเข้าด้วยกันต้องยกให้เป็นกรณีตัวอย่างของการเก็บภาพและยุทธศาสตร์การลำดับภาพเพื่อรังควานคนดูมิให้สร้างความเป็นปึกแผ่นของเวลาและอวกาศได้สำเร็จ พร้อมกันนั้นก็ผูกปมทางอภิปรัชญาด้วยการร้อยเชื่อมเหตุการณ์จากต่างพื้นที่ต่างวาระเข้าด้วยการหน้าตาเฉย

non-function2

การวางตำแหน่งกล้องและลำดับภาพของเดอเรนภายใต้ยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความสับสนแก่คนดูใน Meshes of the Afternoon มาในอีหรอบเดียวกับที่ ดาลีและบุนเยลวาดลวดลายไว้ใน Un Chien Andalou พื้นที่และเวลาใน Un Chien Andalou แหลกเหลวไม่มีชิ้นดีเช่นเดียวกับใน Meshes of the Afternoon จะผิดกันก็แต่กรรมวิธีที่ดาลีและบุนเยลใช้ในการดึงเหตุการณ์ต่างภพต่างภูมิมาอยู่ร่วมระนาบเดียวกันเดียวกันนั้นมี มีสัดส่วนความเป็นหนังอยู่สูงกว่าเดอเรนและเน้นการลำดับภาพเป็นหลัก คูบริกลองวิชาย่อยสลายความเป็นปึกแผ่นของเวลาและอวกาศในห้วงคำนึงคนดูกับ 2001 หนักมือไม่แพ้กับที่เดอเรน ดาลีและบุนเยลลองกับหนังของพวกเขาและเธอ ก่อนอื่น คูบริกต้องเสาะหามิติใหม่ของรูปแบบการใช้ภาษาในการเล่าหนังที่ใช้ ๆ กันอยู่

ความฉงนของคนดูต่อธรรมชาติของพื้นที่ในฉากเผชิญแรงเหวี่ยงของ 2001 เป็นผลของการระดมกลเม็ดในการจับภาพ การเคลื่อนกล้อง และกลไกการเชิดฉากมาใช้เต็มอัตราศึก ในฉากนี้คนดูจะเห็น แฟรงค์ พูล(Frank Poole รับบทโดย แกรี ล็อควูด – Gary Lockwood)วิ่งเรียกเหงื่ออยู่ในเครื่องเหวี่ยง ซึ่งมีลู่ทอดตัวเป็นเส้นรอบวงกลม พื้นของลู่วิ่งเว้าโค้งเป็นรูปกงล้อ ถัดลงไปเบื้องล่างเป็นพื้นรูปวงกลมวาดรัศมีขนาดเท่ากันกับส่วนโค้งด้านล่างของขอบผนังด้านในวงล้อ เพดานของเครื่องเหวี่ยงมีรัศมีเท่ากับที่ครอบดุมรูปวงกลมปิดแกนหมุนของวงล้อ ตามผนังด้านข้างขอบโค้ง ๆ รับกับลู่วิ่งซึ่งทอดตัวตามแนววงกลมและบรรจบกับแกนยื่นจากตัวห้อง แฟรงค์วิ่งเพื่อจับทางและอ่านแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างแรงโน้มถ่วงและอวกาศ ดังนั้น จึงมีภาพการวิ่งในหลากหลายทิศทาง ไม่ว่าจะวิ่งตามแนวราบ แนวดิ่ง หรือวิ่งในท่าหกคะเมน ตลอดเวลากล้องจะตามเก็บภาพพฤติกรรมการวิ่งอย่างไม่คลาดสายตา ในทุกอิริยาบถและถ่ายทอดเหตุการณ์รวดเดียว บทบาทดังกล่าวของกล้องถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความลื่นไหลแก่ฉากเสมือนหนึ่ง เหตุการณ์นั้นดำเนินไปอย่างต่อเนื่องกัน ทั้งที่ บางจังหวะตัวละครวิ่งล่วงไปในระนาบที่ไม่มีทางเป็นจริงไปได้ ฉากคนกับเครื่องเหวี่ยงของ 2001 จึงเป็นภาพลวงที่เกิดจากการเชื่อมโยงเหตุการณ์ความไม่สืบเนื่องกลุ่มหนึ่งเข้าด้วยกันโดยไม่นำพาต่อข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ เช่นเดียวกับที่เดอเรน และ ดาลีกับบุนเยลใช้เล่าเรื่องใน Meshes of the Afternoon และ Un Chien Andalou อย่างไรก็ดีในขณะที่เดอเรนกับดาลีกับบุนเยลกอบเก็บอวกาศ/พื้นที่ที่ขาดวิ่นเป็นลิ่มริ้วเข้าด้วยกันเพื่อสังเคราะห์ความไร้เอกภาพในเชิงอภิปรัชญา วิวัฒนาการแบบไม่เป็นเส้นตรง และบูรณภาพอันปราศจากตรรกะรองรับ และอธิบายไม่ได้ แต่ในกรณีคูบริกกับฉากเครื่องเหวี่ยง การเล่าเหตุการณ์มีความ หนักแน่น เป็นกิจจะลักษณะ ไม่เปิดโอกาสให้คนดูไขว้เขว คูบริกใช้คุณลักษณ์ดังกล่าวเป็นตัวยับยั้งปฏิกิริยาต่อต้านจากคนดูที่คุ้นกับการอ่านหนังตามตรรกะการวาดสัณฐานของพื้นที่

centrifuge1ฉากวิ่งเรียกเหงื่อในเครื่องเหวี่ยงมีเพื่อโยงเหตุการณ์เข้ากับภาวะไร้แรงโน้มถ่วงและการเดินทางสำรวจอวกาศอันเป็นมโนคติของของ 2001 พร้อมกันนั้นก็จุดประกายความสับสนในใจคนดูเพราะภาพที่ตาเห็นนั้นค้านกับมโนทัศน์ ขณะที่การสร้างความสับสนแก่สภาพอันแท้จริงของพื้นที่ใน Meshes of the Afternoon และ Un Chien Andalou คือมีความเกี่ยวโยงกับมโนคติเกี่ยวกับความฝันและภาวะไร้สำนึก ข้อแตกต่างอย่างสำคัญระหว่าง Meshes of the Afternoon และ Un Chien Andalou อยู่ตรงที่ Meshes ไม่ยึดติดกับหลักใด ๆ มากนัก และมีลักษณะเป็นงานส่วนตัวเพื่อบอกเล่าการจาริกภายในของคน ๆ หนึ่ง ส่วน Un Chien เป็นการสาระแนปรุงสร้างสภาวะไร้เหตุผล และ ประสบการณ์ของจิตไร้สำนึก ถึงจะอบอวลด้วยบรรยากาศฝันบ้าเหมือนกัน กระนั้นบรรยากาศฝัน ๆ ก็กลับเป็นเพียงข้ออ้างบังหน้าเพราะ Un Chien หาได้คลี่คลายตัวเองไปตามตรรกะของความฝัน หรือ ปลุกเร้าบรรยากาศชวนฝันแต่อย่างใด เจตนาแท้จริงในการกำกับ Un Chien ของบุนเยล-ดาลี คือ การขึ้นรูปหนังซึ่งมีโครงสร้างที่สวนกับขนบของเหตุผลนิยม, วิธีคิดแบบเส้นตรง และตรรกะว่าด้วยสาเหตุและผลลัพธ์ โดยสิ้นเชิง จึงกล่าวได้ว่า Un Chien เป็นผลผลิตของการริอ่านขึ้นโครงคร่าวการเล่าซึ่งปราศจากเหตุผล และไม่สอดคล้องกับสามัญสำนึก ถึงจะเป็นการหยิบยืมกลไกซึ่งพบได้ในห้วงฝัน แต่ Un Chien ก็หาใช่เป็นการฉายภาพความฝัน ดังคำกล่าวของซิตนีย์ที่ว่า”เป็นธรรมดาของการสรรหาวิธีร้อยโยงภาพตามหลักการของงานตระกูลเซอร์เรียล ศิลปินอย่างดาลีและบุนเยลคงไม่มัวพะวงว่าเหตุการณ์ในภายภาคหน้ามีความสอดรับกันในเชิงตรรกะกับเหตุการณ์ที่แล้วมาหรือไม่” ความไม่ชอบมาพากลที่ดำเนินไปอย่างราบรื่นในฉากวิ่งออกกำลังกายในเครื่องเหวี่ยง ก็มีลักษณะลวงโลกและลวงตาเหมือนภาพจากห้วงฝันเช่นกัน แต่ฉากนี้ของคูบริกหาได้มีไว้เพื่อส่อเฉียดนัยไปในฟากการเล่าความฝัน อีกทั้งก็ไม่ได้เป็นการตีแผ่ประสบการณ์จากส่วนลึกหรือไร้สำนึกของมนุษย์ จุดร่วมระหว่างฉากวิ่งในเครื่องเหวี่ยงของ 2001 กับ Meshes และ Un Chien อยู่ตรงการเนรมิตพื้นที่-อวกาศด้วยวัตถุดิบการเล่าที่มาจากชั้นเชิงและศิลปะความเป็นหนังแท้ ๆ ล้วน ๆ ร่วมกับลูกไม้การตัดต่อ

 

หากจะกล่าวถึงฉากใน 2001 ที่เข้าใกล้ความเป็นภาพจากห้วงฝันยิ่งกว่าฉากเหตุการณ์ในเครื่องเหวี่ยง ต้องยกให้ฉากที่กล่าวถึงห้องปลีกวิเวก-สันโดษ เมื่อดูจากยุทธศาสตร์การตัดต่อและการเก็บภาพซึ่งไม่เพียงแต่มาในแบบแผนและแนวคิดเดียวกับ Meshes และ Un Chien หากล้วนแล้วแต่ยังเป็นการท้าทายขนบการสร้างมิติเวลาและพื้นที่ในการเล่าเรื่องของสมัย การนำตรรกะแบบความฝันมาเป็นกลไกร่วมกับการโยกย้าย ถ่ายวางเหตุการณ์ผ่านไปตามพื้นที่และเวลาอื่น ๆ ที่คูบริกใช้ในการวางโครงสร้างของฉากห้องสันโดษล้วนตรงตามตำราการใช้กลไกทั้งสอง ดุจเดียวกับที่เดอเรนและแฮมมิดใช้กับ Meshes และดาลีกับบุนเยลใน Un Chien ยังไม่นับการเร้าความรู้สึกไหวพริ้วเลื่อนไหลแก่ภพภูมิซึ่งกาล(time)และอวกาศ(space)หลอมละลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ประหนึ่งคลื่นทรายพรั่งพรู จึงดูประหนึ่งกาล-อวกาศที่ตัวละครคล้อยผ่านจะเลือนลับไปเหมือนไม่เคยมีอยู่ การมาถึงของแต่ละฝีภาพในฉากซึ่งเป็นไปตามตรรกะการเกิดนิรมิตในห้วงฝันนี้ คือ กาลเวลาที่จับต้นชนปลายไม่ได้ และอวกาศอันขาดวิ่น นับเป็นความยอกย้อนอันชวนตื่นตาและอยู่เหนือการคาดเดา ดังที่ฟอลเซตโต(Mario Falsetto)นิยามสรรพคุณของฉากนี้ไว้ว่า เป็นการชักเย่อระหว่างภาพจากการจับจ้อง กับ เหตุการณ์นอกจอ และการตัดต่อแบบรวบรัดตัดความ

bowman-painting1

ฉากนี้ส่งผลให้คนดูจำต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการกลั่นกรองและแยกแยะภาพที่เห็นจากมุมมองของโบว์แมน ออกจาก ภาพจากมุมมองของคนดูเอง แต่ก็จนปัญญา เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ภาพเหตุการณ์ก็ดูจะขาดความหนักแน่น ไม่น่าเชื่อถือ และคลุมเครือไปเสียหมด ยกตัวอย่างเช่น ตอนต้นของฉาก หนังมีภาพห้องสันโดษในระยะไกลสามภาพด้วยกัน ทั้งสามภาพนอกจากตัวห้องสีขาวโพลนแล้ว คนดูยังจะเห็นทางที่เชื่อมอยู่กับห้อง ๆ นี้ ตอนแรกดูเหมือนว่าทั้งสามฝีภาพเป็นภาพจากมุมมองของโบว์แมน แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นภาพจากจุดยืนที่ต่างกัน และภาพที่เห็นว่าเหมือน ๆ กัน ที่จริงก็เป็นภาพคนละส่วนของห้อง แต่ฟอลเซตโต้ผ่าทางตันปัญหาเส้นผมบังภูเขานี้ด้วยข้อสรุปที่ว่าทั้งสามภาพล้วนไม่มีทางจะเป็นภาพตัวแทนการเห็นของโบว์แมนได้เป็นอันขาด เพราะยากจะตอบคำถามได้ว่า โบว์แมนมองมาจากทิศไหน และใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของมุมมองของภาพที่ปรากฏในหนัง ใช่หรือไม่ที่อาจเป็นภาพจากจุดยืนของคนดูเสียทั้งหมดโดยที่โบว์แมนไม่มีเอี่ยว หรือว่าเป็นภาพจากความสาระแนของกล้องเอง หรือเป็นภาพจากนอกรั้วเหตุการณ์ที่หนังตั้งใจนำเสนอ ทั้งก็อาจเป็นได้ว่ามาจากมุมมองของตัวละครลึกลับ ตราบจนหมดฉาก คนดูก็ยังมืดแปดด้านว่าทั้งหมดที่เห็นเป็นมุมมองของใคร

bowman-framed1การที่คนดูผูกสมัครรักใคร่ที่จะขอยืนอยู่ในจุดเดียวกับโบว์แมนในระหว่างการเล่าดำเนินไป ก็เพื่อสร้างความอุ่นใจและหาพยานร่วมรับรู้ภาพซึ่งดูเหมือนถูกจับตามองมาจากทั่วทุกสารทิศ กระทั่งถึงตอนที่โบว์แมนเบนหน้ามองไปเบื้องนอกกรอบภาพ และหนังก็ตัดมาเป็นภาพโบว์แมนจากระยะกลางในอิริยาบถเหลียวกลับมามองคนดู พอเจอเงื่อนงำที่คาบเกี่ยวกันอย่างนั้นคนดูจึงอนุมานได้ว่าเป็นการใช้ฝีภาพสืบเนื่องเพื่อกล่าวถึงสองโบว์แมนในต่างกรรมต่างวาระ โดยมีจุดเชื่อมต่อคือปัจจุบันอันมีได้เพียงหนึ่ง กาล-อวกาศหนึ่งกับอีกกาล-อวกาศ ตามตะปบ ขบซ้อนกันเช่นนั้นเรื่อยไปจนกระทั่งเกือบสุดฉาก ดังเราจะเห็นผู้เฒ่าโบว์แมนในสภาพร่วงโรยไปตามกาลเวลามองและชี้ไปยังหินสีดำทะมึนแท่งมหึมาซึ่งโผล่ขึ้นมาตรงปลายเตียงของเขาในฉับพลัน เสร็จจากขบวนภาพนี้จะเป็นภาพจากมุมย้อนทิศทาง เผยให้เห็นโบว์แมนในคราบทารกเกิดใหม่งอก่องอขิงอยู่ในจักรวาลรูปมดลูกซึ่งลอยซ้อนอยู่เหนือผ้าห่ม ปัจจัยหลักที่นำความสำเร็จมาสู่คูบริกในการปลูกถ่ายและจรรโลงความกลิ้งกลอกแก่กาล-อวกาศ อยู่ที่การถ่ายภาพ และการลำดับภาพอันชาญฉลาดและมีลักษณะพลิกผันและเลื่อนลอยทุกอณูดุจเดียวกับใน Meshes และ Un Chien จะต่างกันก็แต่คูบริกจำกัดขอบเขตความเลื่อนลอยไม่ให้ครอบคลุมไปถึงช่วงท้าย ๆ ของหนังก่อนจะปิดฉาก 2001 ตามแบบแผนปกติ

infinite06

ในบทวิเคราะห์การตัดต่อฉากนี้ฟอลเซ็ตโตตั้งข้อสังเกตไว้อย่างแหลมคมว่า ความรู้ความคิดที่ว่ากาล-อวกาศมีความสืบเนื่องไม่ขาดตอน ถูกบั่นทอนไม่เหลือดี พร้อม ๆ กับสามัญสำนึกของคนดูที่ว่าเวลาและอวกาศมีพัฒนาการเป็นเส้นตรงก็ถูกบ่อยทำลายจนย่อยยับ เขากล่าวถึงการตัดต่อแบบนอกรีตนอกรอยของฉากดังกล่าวต่ออีกด้วยว่ากฏหรือจารีตการทำความเข้าใจแบบแผนการสื่อความหมายด้วยภาพแทนสายตาที่คนดูคุ้นเคย(เช่น หลักการลำดับภาพโดยทั่วไป นับจากตัวละครจับจ้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ ภาพลำดับถัดมาย่อมหมายถึงสิ่งที่ตัวละครเห็น)ไม่อาจนำมาใช้เพื่อไขความกระจ่างแก่ฉากนี้ได้ การที่คูบริกละเลงลูกเล่นเพื่อลองมือกับฉากนี้อย่างสุดเหวี่ยงส่งผลให้ฉากนี้มีดองกับกับ Meshes และ Un Chien ในฐานะงานทดลองได้อย่างไม่ประดักประเดิด

monol-0012

นอกจากการเล่นกลความเป็นหนังกับเวลาและสถานที่แล้ว คุณลักษณ์สำคัญ 2 ประการของหนังซึ่งล้วนโยงใยอยู่กับจากแก่นว่าด้วยประสบการณ์เหนือการสัมผัสถึงของมนุษย์สามัญก็ยังมาฉายแววชัดในฉากห้องสันโดษนี้ หนึ่งในคุณลักษณ์ประการที่หนึ่ง คือ การนำเสนอมโนคติในเรื่องการมีอยู่ของทิพยภพ ส่วนคุณลักษณ์อีกประการ คือ หนังได้เสนอมโนคติเกี่ยวกับมรรควิธีสู่ภพที่ว่า แท่งหินมหึมาใน 2001 คือ ตัวกุญแจไขปริศนาธรรมที่จะนำมนุษย์อวกาศไปถึงดาวพฤหัส และรวมไปถึงดินแดนไกลโพ้นสุดประมาณ จนอาจไปเลยถึงประตูภพ(Star-Gate) และล่วงเข้าสู่โลกุตรอวกาศของห้องสันโดษ ก่อนที่โบว์แมนจะอวตารไปเป็นดาวรูปเด็กในบั้นปลาย ทิพยภพใน Meshes ก็คือ ตัวบ้าน นั่นเอง ส่วนใน Lucifer Rising ของเคนเน็ธ แองเกอร์ จะมีบริเวณฮวงจุ้ยเหมาะในห้อง ๆ หนึ่งไว้สำหรับประกอบพิธีกรรมเพื่อข้ามพ้นสภาวะปกติ Eyes Wide Shut ก็มีการทำพิธีกรรมในลักษณะเดียวกัน แต่จะใช้โถงของคฤหาสน์ Somerton เป็นมณฑลพิธี ควรกล่าวด้วยว่าวงกลม เข้าไปมีบทบาทเป็นหนึ่งในรูปสัญลักษณ์แทนความหมายบางอย่างทั้งใน Lucifer Rising และ Eyes Wide Shut นอกจากนี้หนังทั้งสี่เรื่องยังวนเวียนอยู่กับวิธีการใช้กุญแจเพื่อเปิดประตูสมมติภพหนึ่งสู่สมมติภพอื่น กุญแจเชิงสัญลักษณ์ในกรณีของ Meshes คือการลุยังหนทางสู่ห้วงกาล-อวกาศอันอยู่เหนือโลกียวิสัย ส่วนใน Lucifer Rising รูปวงกลม และการทำพิธีภายในมณฑลพิธีรูปวงกลมถือเป็นมรรควิธียกระดับจิตสำนึกขึ้นสู่สถานะที่สูงขึ้น เช่นเดียวกันกับใน Eyes Wide Shut ผู้ประสงค์จะเข้าร่วมพิธีต้องขานรหัส “fidelio” เป็นใบเบิกทางเข้าร่วมพิธีกรรมพิเรนท์ในห้องชั้นในของคฤหาสน์ Somerton ท้ายที่สุดวงกลมก็ยังมีให้เห็นดาษดื่นในหนังเพื่อการหลุดพ้นของจอร์แดน เบลสัน(Jordan Belson) ความประพิมพ์ประพายทั้งหมดทั้งหลายที่กล่าวบ่งบอกถึงเส้นสนกลในที่หนังเหล่านี้มีต่อกันทั้งในแง่เนื้อหาและรูปแบบ เมื่อกล่าวถึงหนังเหล่านี้ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถกกันในเรื่องทัศนภาพใน Lucifer Rising ของเคนเน็ธ แองเกอร์ให้ละเอียดลงไป

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า วงกลมมีความสำคัญต่อหนังเหล่านี้อยู่มาก ไม่ว่าจะในฐานะรูปตัวแทนของมโนคติว่าด้วยทิพยญาณ การเป็นฐานรวมพลังเพื่อเอาชนะแรงฉุดแห่งพื้นที่และเวลา และมโนคติว่าด้วยการผนวกระหว่างสสารระดับมหภาคและจุลภาคของจักรวาล แองเกอร์ระดมเขี้ยวเล็บความเป็นหนังมาใช้เพื่อถ่ายทอดความหมายดังที่กล่าวไปไว้อย่างถึงน้ำถึงเนื้อในงานของเขา วงกลมถือเป็นคอหอยลูกกระเดือกกับ Lucifer Rising เช่นเดียวกับในงานของเบลสันและงานอีก 2 เรื่องของคูบริก คือ 2001 กับ Eyes Wide Shut วงกลมที่มีบทบาทสำคัญใน Lucifer Rising และควรกล่าวถึงมีอยู่สองรูปลักษณ์ รูปลักษณ์แรก เป็นวงกลมอันเกิดจากขอบเขตของมณฑลพิธีในเรื่อง รูปลักษณ์ที่สอง เป็นวงกลมจากทรวดทรงของยาน UFO ซึ่งโผล่มาให้เห็นในตอนท้ายเรื่อง การลงสีพื้นเป็นวงกลมขนาดใหญ่บนพื้นห้องพร้อมกับจุดเทียนไว้รายรอบบ่งบอกถึงอาณาเขตความศักดิ์สิทธิ์และถือเป็นการประกาศถึงขอบเขตของมณฑลพิธีกรรมเพื่อหลุดพ้นจากเวลาและสถานที่ปกติ และเพื่อยกระดับจิตสำนึกของมนุษย์ ในที่นี้วงกลมจึงเป็นรูปอาคมหนุนเนื่องสำนึกของผู้ทำพิธีเข้าสู่สภาวะใหม่ ในฉากนี้ชายหนุ่มนามลูซิเฟอร์เยื้องกรายมาในชุดสีขาวดูออกจะรุ่มร่าม เขาก้าวข้ามเส้นรอบวงเข้าสู่มณฑลพิธีจากนั้นเดินวนเลียบขอบในของวงกลมรอบแล้วรอบเล่า ยิ่งนานไป อัตราเร็วในการเดินเวียนบรรจบแต่ละรอบก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จนดูประหนึ่งว่าเขาผสานทั้งร่างกาย และจิตใจเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับรูปวงกลมขณะเดินจงกรม พร้อมกันกับการถ่ายทอดความเป็นไปของชายหนุ่มภายในเส้นรอบวง หนังแทรกสลับด้วยภาพเกลียวกระแสน้ำเคลื่อนตัวถาโถมหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งชายหนุ่มจ้ำฝีก้าวเร็วขึ้นเพียงใด กระแสน้ำในวังวนก็ยิ่งควงสว่านเร็วขึ้นไม่แพ้กัน พฤติกรรมของกระแสน้ำก่อให้เกิดสภาพการหมุนเข้าหาศูนย์กลางอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ภาพกระแสน้ำหมุนติ้วในหนังของแองเกอร์คล้ายคลึงกับภาพแสดงการหมุนของวัตถุในงานของเบลสัน การตัดสลับภาพกระแสน้ำสลับกับภาพวงกลมบอกเป็นนัยถึงสัมพันธภาพระหว่างการบำเพ็ญภาวนาเพื่อยกระดับจิตสำนึกสองแบบ แบบแรกคือการเพ่งสำรวจธรรมชาติอันละเอียดอ่อน ส่วนอีกแบบคือการฝึกปรือสมาธิให้กล้าแข็งผ่านพิธีกรรม การเดินวนตามแนวเส้นรอบวงจึงเป็นการบวงสรวงหรือตั้งจิตอธิษฐานถึงจานบิน UFO ซึ่งจะนำพาจิตสำนึกของนักแสวงหาไปสู่ระดับที่สูงกว่า เพราะหลังจากหนังกล่าวถึงรูปวงกรมและการพิธีเดินจงกรมเร็วปานกงจักรเพื่อผนวกตัวเป็นส่วนหนึ่งของวงกลม ในที่สุดก็มีจานบินลำสุกสกาวมาปรากฏตัวเหนือแหล่งอารยธรรมอียิปต์ บทบาทของจานบินใน Lucifer Rising จึงมาในอีหรอบเดียวกับแท่งหินใน 2001

จานบินทรงกลมยังโยงไปถึงกับความเชื่อโบราณที่ว่ามนุษย์ต่างดาวมีส่วนในความรุดหน้าของอารยธรรมและจิตสำนึกของมนุษยโลกตลอดชั่วหลายพันปีแห่งวิวัฒนาการ มโนคติดังกล่าวเมื่อมาอยู่ใน 2001 จะไหลรวมอยู่ในแท่งหินในฐานะหลักฐานยืนยันการมีอยู่ของเผ่าพันธุ์อันทรงภูมิปัญญาจากพิภพอื่น มนุษย์ต่างดาวในหนังทั้งสองเรื่องจึงมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่มนุษย์โลกจะได้ลิ้มประสบการณ์เหนือโลกียสัมผัส ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงเป็นแนวคิดหลักในการนำเสนอของหนังทั้งสองเรื่อง จะต่างกันก็เพียง 2001 ดูจะเชิดชูสิ่งทรงภูมิปัญญานอกโลกว่ามีคุณูปการต่อพัฒนาการทางสำนึกของมนุษย์มากกว่า Lucifer Rising อย่างเทียบกันไม่ติด

ews-0662นอกจากภาพการประกอบพิธีเพื่อความหลุดพ้นดังที่กล่าวไปแล้ว Lucifer Rising ยังฉายภาพการบากบั่นและเงื่อนไขหรือสูตรสำเร็จในการไปให้ถึงความหลุดพ้นผ่านลูกเล่นการปรุงสร้างมิติกาล-อวกาศเพื่อสร้างหลักแหล่งและพิกัดแก่โลกุตรภพ ลูกล่อลูกชนเพื่อกล่อมเกลาสายตาคนดูของแองเกอร์มีทั้งการเลือนภาพ การคลี่ภาพ ร่วมกับกลเม็ดการตัดต่อแบบตัดสลับภาพกลับไปกลับมาเพื่อประโยชน์ในการกอบเก็บเศษเสี้ยวเหตุการณ์จากต่างวาระและสถานที่เข้าไว้ด้วยกัน มีการทบเวลาและทดสถานที่ในฉากเหล่าผู้แสวงบุญเดินทางทั้งตอนกลางวันและกลางคืนสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อร่วมพิธีกรรม เนื่องจากการกล่าวถึงสถานที่หนึ่ง ๆ จากต่างห้วงเวลากันย่อมสื่อถึงการเคลื่อนตัวของเหตุการณ์ พฤติกรรมการสัญจรในลักษณะกลับมากลับไปของเหล่าตัวละครยังบ่งบอกถึงการแยกชั้นของระนาบการดำรงชีวิต(different planes of existence)ในหมู่พวกเขา หนังนำภาพจากสองเหตุการณ์เบียดก่ายไสส่งกันเพื่อแสดงความเหลื่อมล้ำ ลดหลั่น ของเวลาและภูมิศาสตร์ ดังจะเห็นได้จากหนังส่งภาพกลุ่มคนเดินถือคบเพลิงเจิดจ้าผ่านซากปรักของหินผา ไล่ตะปบภาพเหตุการณ์ช่วงกลางวันตอนชายหนุ่มไต่บันไดลาดชันซึ่งจะเปิดสู่ที่ราบโล่งบนยอดภูอันเป็นมณฑลพิธี แม้ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จากต่างกรรมต่างวาระทั้งสองอาจโยงเชื่อมถึงกันได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ก็ยากจะแยกแยะให้เป็นที่กระจ่างชัดลงไป ทางหนึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่าทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในสถานที่เดียวกัน แต่ต่างช่วงเวลากัน คือ กลางวันกับกลางคืน อย่างไรก็ตามด้วยอุทาหรณ์จากยุทธศาสตร์การตัดต่อเพื่อบ่งบอกถึงการแยกชั้นของระนาบการดำรงชีวิตในหมู่ตัวละคร(different planes of existence)ก็อาจเป็นไปได้อีกเช่นกันว่า ทั้งสองเหตุการณ์ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกันไม่ว่าในแง่ใด

Lucifer Rising ยังให้จำลองภาพจากแก่นความคิดเกี่ยวกับกลไกความสัมพันธ์ระหว่างปรีชาญาณและทิพยจักษุกับการบูชาและการทำพิธี พิธีกรรมเป็นช่องทางสื่อสารระหว่างจิตวิญญาณของมนุษย์กับตัวตนหรือขุมพลังที่อยู่สูงเกินกว่าประสาทสัมผัสปกติของมนุษย์จะเข้าถึง หนังเรื่องนี้ของแองเกอร์มุ่งกล่าวถึงการธุดงค์ภายในสำนึกของมนุษย์เองโดยมีพิธีกรรมเป็นชานชาลาลำเลียงจิตมนุษย์หลุดวงโคจรไปเจอเข้ากับ UFO ในแง่นี้ UFO จึงเป็นสัญลักษณ์ของการมีอยู่ของเอกภาพอันไพศาล คุณสมบัติของ UFO โดยทั่วไปจะเป็นวัตถุเคลื่อนที่ในฟากฟ้า สัณฐานแบน และกลม เหมือนจาน มักเรียกกันว่าจานบิน แต่ UFO ใน Lucifer Rising มีคุณสมบัติเพิ่มเข้ามาคือ เรืองแสง และมีสีสันแจ่มจรัส มีรายงานการพบจานบินครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดยุคประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เช่นเดียวกัน รูปวงกลมอันเป็นเส้นขอบนอกของจานบิน ยังเป็นสัญลักษณ์รองรับความหมายทั้งในระดับพื้นฐานและลี้ลับที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรชีวิตของมนุษย์

มนุษย์ใน Lucifer Rising เป็นนักเดินทางตัวยง ภาพการสัญจรหลายต่อหลายเที่ยวที่เห็นมีทั้งในแบบย้อนกลับเข้าค้นคว้าภายในตัวตนของมนุษย์เองและดั้นด้นไปในเวิ้งอวกาศ และที่มีให้เห็นไม่ขาดสายเห็นจะเป็นภาพมนุษย์พลีกายผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติทั้งภาคพื้นดินและบนฟากฟ้า อันเป็นมรรควิธีเข้าถึงอณูแห่งสัจธรรม นอกจากนั้นก็จะเป็นภาพโฉมหน้าและอิริยาบถต่าง ๆ ของโลกและเอกภพ เช่น ภาพเปลวไฟลุกโชน หมอกควันเผ่นพริ้ว ลาวาเดือดปุด ภูมิทัศน์ ก้อนหิน ต้นไม้ สายฝน สายฟ้า พายุ แม่น้ำ มหาสมุทร พระอาทิตย์ และพระจันทร์ มักมีภาพองคาพายพของโลกเหล่านี้แทรกมากลางสับหว่างภาพการประกอบพิธีบวงสรวง เช่น การบวงสรวงฟ้าดินด้วยเครื่องเซ่นสังเวย หรือ แหงนหน้าขึ้นสู่เบื้องบน แบบแผนการลำดับภาพดังกล่าวเป็นการทบความหมาย เพื่อสื่อถึงความสอดคล้องระหว่างการจาริกภายนอกกับภายใน ภาพของธรรมชาติอันน่าหลงใหล ดื่มด่ำ ชวนฝัน รวมถึงภาพนามธรรม ทั้งยังเป็นการพรรณนาถึงรสชาติเมื่อจิตได้ลิ้มรสสภาวะ ตัวอย่างการผูกความหมายด้วยภาพทำนองนี้ ดูได้จากฉากหญิงสาวนอนแผ่อยู่บนหิน ในเพิงเล็ก ๆ พอหญิงสาวนางนี้ช้อนตาขึ้นสู่เวิ้งฟ้า หนังตัดไปเป็นภาพพระจันทร์คืนเพ็ญขับแสงสู้กลางหมู่เมฆครึ้ม แล้วก็ตัดเป็นภาพดวงจันทร์ในระยะเผาขน ต่อด้วยภาพมวลสารบนท้องฟ้าหมุนวน

เส้นสายและการวางองค์ประกอบฝีภาพหลังสุดนี้คล้ายคลึงกับภาพในงานเบลสันและฉากปากประตูดวงดาวใน 2001 ภาพชนิดนี้มิได้สื่อถึงครรลองของธรรมชาติ แต่หมายถึงการหลอมรวมกลไกรับสัมผัสระดับลึกเข้ากับสภาวะเบื้องนอก จากมุมมองของญาณทิพย์ ฉากสุริยุปราคาไม่เต็มดวงเป็นอีกฉากที่เข้าข่ายเป็นการสร้างความหมายด้วยการสอดสลับภาพความเป็นไปเบื้องนอกกับภาพจากญาณสัมผัส ในฉากนี้จะเป็นการประกบคู่คลุกวงในระหว่างภาพสุริยคราสกับภาพก้อนหัวใจมนุษย์จากการล้วงลึกโดยกล้อง และขมวดสู่ภาพของไหลสีแดงชวนกระสับกระส่าย

ภาพอีกประเภทที่มีให้เห็นบ่อย ๆ ในหนังเรื่องนี้คือ การปะทุ เดือดปุด หรือ แตกตัว ขององค์ประกอบในธรรมชาติ ซึ่งน่าจะแทนความหมายถึงขุมพลังอันทรงอานุภาพที่ห้อมล้อมมนุษย์และกระจายอยู่ทั่วจักรวาล ควรกล่าวอีกว่าปลาบแสงทั้งในรูปเป็นดวงและเป็นลำในหนังยังชวนผู้พบเห็นเคลิบเคลิ้มและพาลจะถอดจิตออกจากร่างได้ง่าย ๆ ลูกเล่นหลอนจิตเช่นนี้มีให้เห็นในการปิดฉากเหตุการณ์ที่ลูซิเฟอร์ประกอบพิธีเดินจงกลมภายในพื้นที่วงกลมศักดิ์สิทธิ์ แองเกอร์ถ่ายภาพดวงไฟและลำแสงในฉากนี้ออกมาดูเหมือนจะเป็นผลการแปรสัญญาณประสาทการมองเห็นของสมองขณะหลับตา ภาพหลอนพราวเช่นนี้เป็นลูกหากินของเบลสัน, แบร็คเคจ ฉากปากประตูดวงดาวใน 2001 ของคูบริกก็มีภาพลักษณะดังกล่าวเช่นกัน ในกรณีของฉากเดินจงกรมดุดันเป็นพายุ ภาพหลอนดังกล่าวเป็นตัวแสดงผลการแยกธาตุภาวะหลุดพ้นและความฟุ้งฝันอันบังเกิดแก่จิตด้วยญาณทิพย์ ข้อเด่นประการสุดท้าย อยู่ที่บทบาทของไพ่ทาโร่ต์ การมีส่วนร่วมของไพ่ทาโร่ต์ได้เพิ่มเหลี่ยมด้านความหมายของพิธีกรรม จากเดิม พิธีกรรมเป็นการผจญภัยในห้วงจิตเฉย ๆ เมื่อไพ่ทาโร่ต์โผล่เข้ามาผสมโรง การการผจญภัยในห้วงจิตจึงกลายเป็นกิจกรรมที่มีจุดหมายขึ้นมาทันที และเป้าหมายที่ว่าก็คือ การเข้าถึงเขตหวงห้ามในห้วงวิญญาณมนุษย์ โดยมีตัวไพ่เป็นสะพานทอดทะลวงเข้าสู่ขุมความคิดความคำนึงในส่วนลึกของจิตเจ้าของไพ่ เพราะโฉมหน้าของไพ่ย่อมเข้ารหัสเจตนารมย์เบื้องลึกต่อตนเองและต่อจักรวาลของคนเลือกเอาไว้ การทำนายไพ่จึงถือเป็นการบุกเขตหวงห้ามในจิตมนุษย์

ด้วยความที่ หนังวนเวียนอยู่กับเรื่องของพิธีกรรมและญาณสังหรณ์ จึงไม่ผิดนักหากจะยกฐานะ Lucifer Rising ขึ้นเป็นสะพานเชื่อมโยงมโนทัศน์ 2001 เข้ากับ Eyes Wide Shut ไม่เพียงความสอดคล้องในเชิงเนื้อหากับผลงานของผู้กำกับแนวทดลอง ดังที่จาระไนไปแล้ว คุณสมบัติอันเป็นการลองของใหม่ด้านอื่นในหนัง 2 เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น วิธีการถ่ายทำ สุนทรียลักษณ์ และการทำงานตามมโนทัศน์เพื่อไปให้ถึงขีดสุดของสื่อภาพยนตร์ ทั้งหมดนี้แองเกอร์ตกผลึกฝีมือไว้ใน Lucifer Rising อยู่แล้ว

ews-11Eyes Wide Shut เป็นเรื่องของชายผู้ออกเดินทางย้อนสำรวจตัวตนข้างในของเขาด้วยญาณสังหรณ์ และรสแห่งประสบการณ์ที่บังเกิดแก่ส่วนลึกของเขา พื้นที่และเวลาในหนังขาดเป็นห้วง ๆ และเล่นกับภาวะ-การธำรงตนทั้งในระดับอภิจักรวาล(macrocosmic)และอนุจักรวาล(microcosmic) EWS มีภาพพิธีกรรมด้วยเช่นกัน โดยมีบทบาทเป็นเครื่องสะท้อนความรุ่มรวยของกระบวนการเสริมสร้างความเป็นมนุษย์เพื่อแลกกับการยอมรับ พิธีกรรมใน EWS ยังเป็นการผูกความหมายของประสบการณ์จากชีวิตและการมีตัวตน ในการเล่าเรื่องคูบริกส่งผ่านและขยับขยายมโนคติของหนังออกมาตามกรรมวิธีเฉพาะที่สำแดงความเป็นหนังอย่างแท้จริงเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น การกำกับภาพ หรือ ยุทธศาสตร์การตัดต่อ บิล ฮาร์เฟอร์ด(Bill Harford)ตัวเอกใน EWS แทนที่จะดองเป็นญาติกับตัวละครในงานของคูบริกเองอย่างเดฟ โบว์แมนใน 2001 ได้ ก็เปล่า แต่ผ่าไปมีหลายอย่างที่ชวนให้นึกถึงตัวเอกฝ่ายหญิงใน Meshes of the Afternoon หนังของเดอเรน กระนั้น การเดินทางฮาร์เฟอร์ดหนักจะไปในทางเป็นการต่อสู้ในทางอภิปรัชญามากกว่า และต้องฝ่าด่านการหลอกล่อซึ่งแยบยลยิ่งกว่าภาพฉูดฉาดบีบหัวใจที่หนังรับอาสาลากไส้เจ้าตัวออกมาประจานต่อหน้าคนดู เสียอีก คูบริกได้ความคิดในการเล่า EWS มาจากนิยายเรื่อง Traumnovelle (หรือ Dream Story)งานเขียนในค.ศ.1926 ของ อาร์เธอร์ ชนิตซ์เลอร์(Arthur Schnitzler) ตัวนิยายเป็นการพิสูจน์ให้เห็นความแตกต่างในตัวคนจากมิติต่าง ๆ น้ำหนักความจริงที่ผิดแผกออกไปในแต่ละลำดับชั้นของแหล่งเก็บประจุ ไล่ตั้งแต่ในห้วงฝัน ห้วงไร้สำนึก ขึ้นมาถึงการเรียงตัวของประสบการณ์ ณ ก้นบึ้งของห้วงการรับรู้ หนังถ่ายทอดสาระของตัวนิยายออกมาได้แทบทุกกระเบียด พร้อมด้วยบรรยากาศอึมครึมกึ่งฝันกึ่งฟุ้งซ่าน คูบริกจะใช้แต่ยุทธวิธีของหนังล้วน ๆ เมื่อถึงบทต้องสื่อถึงการแย้งยันลักลั่นระหว่างลำดับชั้นของความจริง กับ ระดับของความรู้สึก เนื้อเรื่องของหนังเป็นบันทึกการติดสอยห้อยตามนายแพทย์ บิล ฮาร์เฟอร์ด(รับบทโดยทอม ครูส – Tom Cruise)ระหว่างออกผจญภัยทางจิตวิเคราะห์อันมีจุดเริ่มต้นจากความหึงหวงและวิตกจริตว่าคู่สมรสจะนอกใจ ฮาร์เฟอร์ดยึดลางสังหรณ์เป็นที่พึ่งมากกว่าจะใช้เหตุผลเป็นที่ตั้ง เมื่อไม่อาจฝ่าข้ามทุ่งกับระเบิดความอ่อนแอในจิตใจตนเองเพื่อไปสู่ภาวะปล่อยวาง ฮาร์เฟอร์ดจึงตกอยู่ในห้วงความสับสนและดิ้นรนอย่างไร้เป้าหมาย มืดแปดด้านอยู่ในเอกภพความคิดของตนเอง

ews-0951ภาพเหตุการณ์ในคฤหาสน์ซอมเมอร์ตันถือเป็นหลักฐานความเกี่ยวดองที่ชัดแจ้งที่สุดระหว่าง EWS กับ Lucifer Rising ไล่ตั้งแต่ประการแรก ตัวละครเอกในหนังทั้งสองเรื่องต่างนี้เข้าร่วมพิธีกรรมซึ่งเริ่มกระทำกันภายในวงกลม ประการต่อมาพิธีกรรมในหนังทั้งสองจะคราคร่ำด้วยคนในชุดเสื้อคลุมเจ้าของพฤติกรรมปราศจากที่มาที่ไป ภาพความวิปลาศใน EWS จะปรากฏรูปแบบ ทรง รูปร่าง รวมถึง แบบแผนการเคลื่อนตัว ที่เข้าข่ายเป็นวงกลม ทั้งวงเดี่ยวและเป็นวงซ้อนกันอยู่หลาย ๆ ชั้นให้เห็นมากมาย วงกลมที่เป็นพื้นที่ประธานมณฑลพิธีในฉาก จะอาบด้วยแสงจางปางเป็นกินพื้นที่เป็นแนววงกลมบนพรมสีแดงผืนมโหฬาร วงกลมบนผืนพรมนี้เกิดจากการปักปันเขตแนวด้วยนางหน้ากากในชุดผ้าคลุมสีดำ ท่ามกลางวงล้อมนางหน้ากากชุดดำ จะมี”ห่มแดง”(เรด โคลก – Red Cloak – รับบทโดยลีออน วิทาลี – Leon Vitali) ในชุดผ้าคลุมสีแดงรับหน้าที่ประธานในพีธี เขากุมโซ่ห้อยกระถางกำยาน ออกเดินนำเหล่าสมาชิกไปรอบ ๆ เรี่ยแนวรั้วมนุษย์ในชุดผ้าคลุมดำ พฤติกรรมของห่มแดงในฉากนี้ของ EWS มาในรอยเดียวกับที่ลูซิเฟอร์เดินจงกรมอย่างบ้าคลั่งใน Lucifer Rising ไม่มีผิด ระหว่างนั้นควันจากพวงกระถางกำยานจะพวยสยายและหมุนคว้างไปในอากาศ ตามจังหวะการเหวี่ยงของห่มแดง แนวรั้วมนุษย์รูปวงกลมยังห้อมล้อมไว้ด้วยกลุ่มคนในชุดผ้าคลุมสวมหน้ากาก ถัดออกมาจากคนกลุ่มนี้ ถึงจะเป็นพวกสวมชุดคลุมตัวยืนคุมเชิงเหตุการณ์เบื้องล่างอยู่ตามระเบียงชั้นบน พิธีดำเนินการมาได้ระยะหนึ่ง เหล่านางหน้ากากชุดดำพากันเปลื้องผ้าคลุม เผยเรือนร่างเปลือยเปล่า ยกเว้นใบหน้าที่ยังคงสวมหน้ากากอยู่ และออกท่าออกทางไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งห่มแดงส่งสัญญาณให้เธอแต่ละคนทยอยออกจากวงกลมไป แต่ก่อนจะออกจากพื้นที่ประธาน พวกเธอพร้อมใจกันคุกเข่า และหันข้างไปกอดจูบคนที่อยู่ข้าง ๆ ไล่เรียงกันไป โดยการสวมกอดแต่ละครั้งจะสมานรอยปรุแนวเส้นรอบวงกลม

การเก็บภาพในฉากพิธีกรรมจะใช้กล้องมือถือแฝงเข้าไปในฉาก และเคลื่อนตัวเวียนเป็นวงกลมไปทั่ว ๆ ห้อง โดยมีพฤติกรรมของตัวละครนำทางไป ดังจะเห็นได้ในช่วงกลาง ๆ ของเหตุการณ์ ตอนที่ฮาร์เฟอร์ดเดินเข้าห้องนี้ออกห้องนั่นอยู่ภายในคฤหาสน์ กล้องก็ตามเข้าไปติด ๆ แม้จะต้องฝ่าฝูงชนคนในชุดผ้าคลุมหัวจรดเท้าซึ่งออกันอยู่เป็นกระจุกทรงกลม คนดูจะรู้สึกประหนึ่งตกไปอยู่ในดงชีเปลือย สวมหน้ากาก ท่าทางเหมือนจะเข้ามากินเลือดกินเนื้อเช่นเดียวกับฮาร์เฟอร์ด ในช่วงท้ายฉากมีเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นภายในพื้นที่วงกลมวงเดียวกับใช้เริ่มพิธี เป็นรายการวัดใจฮาร์เฟอร์ด ลำพังผลจากเหตุการณ์ฝูงผ้าคลุมตีวงบีบพื้นที่ฮาร์เฟอร์ด แคบเข้าไปเรื่อยๆ ก็สร้างความเครียดได้พอตัวอยู่แล้ว ยิ่งได้การตีวงเก็บภาพของกล้องเข้าช่วย ความตึงเครียดก็ยิ่งทวีตัวขึ้นไปอีก การเคลื่อนตัวของกล้องดังกล่าวยังคล้ายเป็นการสะกดจิต และ สร้างความวิงเวียนแก่คนดูอย่างมาก

ews-51ภาพวงกลมซ้อนวงกลมซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบในฉากที่มีให้เห็นไม่ขาดสายเป็นการสื่อถึงความซ้ำซาก อันที่จริงหนังยังมีลูกคู่คอยสำทับถึงความซ้ำซากของจักรวาลในคฤหาสน์อีกสองชั้น ชั้นแรก คือ ภาพการชุมนุมของผู้นิยมซ่อนตัวในผ้าคลุมยาวหัวจรดเท้า และซ่อนใบหน้าใต้หน้ากาก ไม่ว่าจะมองทางไหนในคฤหาสน์ก็เหมือนจะมีแต่ภาพสำเนาคนพวกนี้ไปทั่ว ไม่มีทางจำแนกว่าใครเป็นใคร ส่วนอีกชั้น คือ ความประพิมพ์ประพายกันไปเสียทุกส่วนสัดแห่งสรีระเปลือยเปล่าของเหล่านางหน้ากาก การทำงานของกล้องซึ่งเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับรูปแบบและอัตราเร็วในการเคลื่อนที่ของพวกแก้ผ้าเอาหน้าให้หน้ากากครอบ ยังลดทอนความแตกต่างในหมู่สาวกในคฤหาสน์ลงได้เป็นอันมาก พร้อมกันนั้นก็คายขย้อนมโนคติว่าด้วยการผลิตซ้ำได้เต็มปากเต็มคำมากขึ้นด้วย กล่าวคือ ในการถ่ายทอดความเป็นไปภายในคฤหาสน์กล้องจะเคลื่อนตัวเนิบ ๆ แต่แน่วแน่ ส่วนเหล่าผู้เหมือนจะถูกถอดวิญญาณออกจากร่างไปแล้วก็เดินดุ่มไปช้า ๆ แทบไม่พูดจากัน เช่นเดียวกับที่เรือนร่างเย้ายวนใจของเหล่าสาวกหญิงเคลื่อนตัวไป จากสรีระและการเคลื่อนไหว ดูเผิน ๆ สาวกไร้สติคล้ายจะเป็นฉบับสำเนาของกันและกัน เช่นเดียวกับในหมู่สาวกชีเปลือย ews-41การที่สาวกเหล่านี้พร้อมใจกันกรูพล่านไปทั่วคฤหาสน์ โดยไม่ต้องสื่อสารกันด้วยคำพูด ชวนให้ฉุกคิดไปได้ว่าพวกเขาและเธอมีตัวตนและโลดแล่นอยู่ในภวังค์ การมีหน้ากากอยู่ในเหตุการณ์ยิ่งตอกย้ำคติว่าด้วยการเข้าภวังค์และการสร้างสำเนา ถึงหน้ากากแต่ละอันจะแตกต่างกันออกไปแต่ลวดลายและรูปทรงหน้ากากทุกอันต่างเก็บงำและปกปิดความรู้สึกของผู้สวมได้เป็นเยี่ยมเหมือน ๆ กัน ภาพฝูงมนุษย์หน้ากากไร้วิญญาณจึงเป็นความน่าสะพรึงกลัวของผู้พบเห็น

ตรรกะทอฝัน อันเป็นกลไกชี้นำบิล ฮาร์เฟอร์ดไปสู่ประสบการณ์ทั้งหลายแหล่ในหนัง ในแง่จิตวิทยาแล้วอยู่ภายใต้มโนคติว่าด้วยความซ้ำซากเวียนวน และฉากพิธีกรรมพิสดารภายในคฤหาสน์ซอมเมอร์ตันก็เป็นห้วงเวลาสุกงอมของตรรกะทอฝัน ในการฝันยังต้องมีมโนทัศน์ว่าด้วยฝาแฝดหรือคู่เหมือน คอยเป็นลูกคู่ขาประจำ และมโนคติเกี่ยวกับแฝดคนละฝาจำนวนนับไม่ถ้วนก็มักเก็บงำความหมายเชิงสัญลักษณ์ได้เข้มข้นเป็นพิเศษ ในกรณีนี้ การที่ผู้มาเยือนในชุดผ้าคลุมยาวหัวจรดเท้า พร้อมหน้ากากพลัดเข้ามาในดงมนุษย์หน้ากาก คลุมผ้าตลอดตัว จนดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร บัดนั้น ไม่วาจะมองไปทางใด บิล ฮาร์เฟอร์ดจะเห็นสารรูปของตนคราคร่ำไปหมด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฝาแฝดนับร้อยหรืออาจจะถึงเรือนพันของตน สำนึกต่อตัวตนของบิล ฮาร์เฟอร์ดจึงถึงคราวกร่อนกระจาย การสูญสลายตัวตนไปในท่ามกลางมหาสมุทรแห่งอวตารอันไร้ที่สิ้นสุดของตนเองถือเป็นมโนคติที่ชวนขวัญหนีดีฝ่ออย่างยิ่ง และยังตีความได้ด้วยว่าเป็นการถ่ายทอดให้เห็นสภาพความแตกร้าวในจิตใจของบิล ฮาร์เฟอร์ด ยิ่งถลำลึกเข้าไปในตัวเอง จิตใจของบิล ฮาร์เฟอร์ด ก็ยิ่งกระวนกระวายews-3หนักขึ้น ๆ ยิ่งกว่านั้น ทรวดทรง ท่วงท่าของเหล่าสาวกหญิงเปลือยที่ดูเหมือนจะโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกันกับอลิซ(นิโคล คิดแมน)ภรรยาของบิล ฮาร์เฟอร์ด ยังชวนให้คิดไปได้อีกด้วยว่านางหน้ากากร่างเปลือยเหล่านั้นโลดแล่นอยู่ในจิตขั้นไร้สำนึกของบิล ฮาร์เฟอร์ดเองเนื่องจากความหมกมุ่นในเรื่องการรื้อฟื้นและกอบกู้เยื่อใยที่มีต่อภรรยา ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า มโนคติเรื่องการเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกจากจะสื่อผ่านการฝันเฟื่องออกป่าออกทะเล แล้วยังเป็นการฉายภาพความว้าวุ่น อ่อนไหวในจิตใจบิล ฮาร์เฟอร์ดในระหว่างบุกป่าฝ่าดงเข้าไปในตัวตนของเขาเอง

มโนคติเรื่องการเกิดซ้ำโยงใยไปถึงหลายทฤษฎี ทั้งทฤษฎีเศษส่วนเรขาคณิต ทฤษฎีเอกจิตไร้สำนึกของคาร์ล ยุง รวมไปถึงปรัชญาโยคะ ในทางเรขาคณิตของเศษส่วน แบบแผนของความซับซ้อนอันเป็นอนันต์เกิดจากการนำผลลัพธ์จากการถอดค่าสูตรเดียวกันไปขึ้นรูปบนแกนระนาบซ้ำแล้วซ้ำอีก ทฤษฎีเอกจิตสำนึกของยุงก็ตั้งอยู่บนมโนคติที่ว่าในโครงสร้างทางกายภายและจิตวิทยาของความเป็นมนุษย์จะต้องมีลักษณะร่วม หรือสัญลักษณ์อันเป็นมรดก และต้นแบบบางอย่างอยู่ในตัว ดังนั้น การผลิตซ้ำ และแบ่งปันลักษณะร่วม หรือสัญลักษณ์อันเป็นมรดก และต้นแบบดังกล่าวจึงมีอยู่ไม่ขาดสาย ส่วนปรัชญาโยคะตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ผู้ปฏิบัติกรรมฐานย่อมหยั่งรู้ถึงการกระจายตัวและแผ่ซ่านของธาตุแห่งตนเองในสรรพชีวิตและภูมิจักรวาล หากตั้งอยู่ในการหยั่งรู้เสมอตั้งเสมอปลายโลกุตรภูมิย่อมอยู่ไม่ไกลเกินคว้า อย่าว่าแต่การเข้าถึงรสแท้แห่งเอกภาพของจักรวาล

แนวคิดของการทำพิธีและอุบัติการณ์ซ้ำมาซ้ำไปตามที่ปรากฏเป็นภาพความสัปดนภายในคฤหาสน์ซอมเมอร์ตันของ EWS มีความสืบเนื่องโดยตรงกับความเป็นไปใน Meshes of the Afternoon, Un Chien Andalou, Lucifer Rising และ 2001 อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่ามโนคติในเรื่องมณฑลพิธี หรือโลกุตรภูมิและเงื่อนไขปัจจัยที่จะนำไปสู่ภูมิภาวะดังกล่าว คือ องค์ประกอบร่วมระหว่าง EWS กับหนังเหล่านี้ แต่นอกจากนี้แล้ว เรื่องของการเป็นแฝด ก็ยังเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบร่วม ร่องรอยมโนคติว่าด้วยความเป็นแฝดใน Meshes of the Afternoon นี้มาในคราบตัวตนอันหลากหลายที่ประกอบขึ้นเป็นบุคลิกภาพตัวละครเอก ยิ่งเธอถลำตัวสู่ห้วงความฟั่นเฟือน ตัวตนอันหลากหลายเหล่านี้ก็ยิ่งพากันทรุดถล่มลงไปบดขยี้ความเป็นปึกแผ่นและความสืบเนื่องของเอกภาพและวิวัฒนาการพัฒนาตัวละครจนแหลกเป็นเสี่ยง ๆ ใน 2001 มโนคติว่าด้วยความเป็นแฝดมีให้เห็นจากสภาพร่างกายโบว์แมนที่แตกต่างกันออกไปตามในช่วงวัยต่าง ๆ บวกกับภาพความเสื่อมโทรมews-0243จากการเทียบให้เห็นสภาพที่ดูผิดหูผิดตาไปขององค์ประกอบภายในกรอบพื้นที่และเวลาเดียวกัน ในกรณี EWS ความเสมอภาพในหมู่คนสวมหน้ากากและซ่อนกายใต้ผ้าคลุมยาวหัวจรดเท้า กับ เหล่าชีเปลือย ทำหน้าที่เป็นสร้อยสัญลักษณ์บ่งบอกถึงภราดรภาพที่กลุ่มคนทั้งสองมีกับบิล ฮาร์เฟอร์ด และ อลิซ ฮาร์เฟอร์ด ตามลำดับ อาจกล่าวได้ว่า เมื่อ บ. ฮาร์เฟอร์ด ก้าวเข้าคฤหาสน์ไป เขาได้เข้าสู่ภพภูมิซึ่งแกว่งไถลขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ในระดับชั้นต่าง ๆ ของจิต และ ผลุบโผล่อยู่ในความเป็นจริงชุดนั้นบ้าง ชุดนี้บ้าง แต่ทั้งนี้ก็เป็นที่ที่เขาได้เห็นสายแร่ความเป็นเขาในร่างอื่น ๆ ดังนั้น ไม่ว่าเขาจะหันไปทางไหน ก็ย่อมพบตัวเองเต็มไปหมด เป็นที่น่าสังเกตว่า ฮาร์เฟอร์ดต้องเผชิญกับพฤติกรรมของฝาแฝดในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลองเชิง ขู่เข็ญ และผลักไสเขาออกจากคฤหาสน์ ตบท้ายด้วยการห้ามมิให้เขาย่างกรายเข้าไปที่นั่นอีก ราวกับว่าจิตใจของเขามีเจตนาในตัวเอง ถึงขนาดถีบส่งเขาพลัดจากรถด่วนแห่งความคิดคำนึง ที่เขาสู้อุตส่าห์ยื้อแย่งตั๋วมาได้ หลังได้ฟังคำสารภาพอันชวนฉุนขาดจากปากภรรยาถึงความปรารถนาลึก ๆ ของเธอในเรื่องคบชู้

จุดร่วมอีกประการที่ดอง EWS เข้ากับหนัง 4 – 5 เรื่องที่เอ่ยอ้างถึงไว้ได้ ก็คือ การใช้ภาษาและคุณสมบัติความเป็นหนังเพื่อเล่นกับเวลาและสถานที่ การเล่นกับเวลาและสถานที่ของ EWS แม้จะจับต้องได้ยากกว่า และไม่ตื่นตาเท่าหนังที่อ้างถึง แต่น่าสนใจและสะท้อนความช่างคิดของผู้สร้างได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ภาพการออกตะลอนไปทั่วนิวยอร์ค ซิตีของบ. ฮาร์เฟอร์ด ในหนังดูไปเหมือนเป็นการท่องไปในจิตใจของเขาเอง โดยยืมบรรยากาศของห้วงฝันมาเป็นฉากหลัง และต่อเติมไปตามตรรกะของฝัน หากภาพที่เห็นเป็นความฝัน อาการเพ้อเจ้อของบิล ฮาร์เฟอร์ด อาจเริ่มจากหลังไปงานเลี้ยงฉลองคริสตมาส ฉากสองคนผัวเมียพากันไปร่วมงานเลี้ยงดังกล่าวมีอยู่ในตอนต้น ๆ ของหนัง แต่ บ. ฮาร์เฟอร์ด มาเริ่มย้อนกลับเข้าสำรวจในห้วงตัวตนจริง ๆ จัง ๆ หลังภรรยาเผยไต๋ความล้มเหลวในการคบชู้

ews-029อลิซเปิดอกถึงเรื่องราวของเธอซึ่งเกิดขึ้นในค่ำคืนหนึ่ง ขณะเธอกับบิลคุยถึงความอึมครึมในงานเลี้ยงฉลองเมื่อเย็นวานที่บ้านคหบดีชื่อวิกเตอร์ ซิกเลอร์(รับบทโดย ซิดนีย์ พอลแล็ค – Sydney Pollack) ในงานเย็นนั้น บิล กับ อลิซ ต่างคนต่างออกหว่านเสน่ห์ของตนไปทั่วงาน แถมมีแขกเหรื่อที่เป็นเพศตรงข้ามเข้ามาทอดสะพานให้ทั้งคู่ อีกต่างหาก การพูดคุยในครั้งนั้นขยายวงไปถึงเรื่องความรู้สึกที่แต่ละฝ่ายมีต่อพฤติกรรมให้ท่าไปทั่วของอีกฝ่าย และความปรารถนาเร้นลับต่อชายหรือหญิงคนอื่น ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคู่ผัวตัวเมีย อลิซไม่ชอบใจทัศนะของบิลที่ว่าเธอจะต้องไม่หลอกลวงเขา ทั้งยังเชื่ออีกว่า ไม่อาจใช้กฎเกณฑ์เดียวกันในการมองหญิงกับชายที่ไปมีเพศสัมพันธ์ หรือ ปล่อยตัวปล่อยใจกับคนที่ไม่ใช่คู่ชีวิต บิลอ้างว่าผู้ชายเข้าหาผู้หญิงก็เพราะหวังมีเพศสัมพันธ์ด้วยเป็นสำคัญ แต่เขาก็ยืนยันว่าหลักการนี้ใช้กับเขาไม่ได้เพราะเขามีความรักต่อภรรยาเป็นยันต์คุ้ม อลิซไม่เชื่อน้ำคำของบิล และชักจะทนไม่ไหวกับคติประจำใจบิลซึ่งไม่เพียงมองข้ามคุณค่าความเพริดพริ้งและเย้ายวนใจของเธอ ซ้ำยังดูแคลนแรงปรารถนาของเธอเสียอีก ว่าแล้วอลิซจึงหาทางสั่งสอนให้บิลสำนึกถึงผลจากความยโสและหลงตัวเอง เธอยอมรับถึงวิมานในอากาศที่ล่มลงกลางคันในช่วงที่เธอกับเขาใช้เวลาช่วงหยุดพักผ่อนร่วมกับลูกสาว คือ เฮเลนา(รับบทโดยเมดิสัน เอกินตัน – Madison Eginton) เมื่อฤดูร้อนที่แล้ว อลิซสารภาพหมดเปลือกว่าเธอกับหนุ่มทหารเรือเล่นหูเล่นตากันขนาดไหน ซาบซ่านใจเพียงใด เธอรับว่าหากโอกาสเป็นใจเธอคงได้ดอกทองก็คราวนั้น และไม่แคล้วหนึ่งค่ำคืนกับทหารน้ำหนุ่มย่อมเป็นการเดิมพันด้วยความมั่นคงในชีวิตสมรส ลูก และอนาคตทั้งหมดของเธอ ด้วยบิลได้ฟังถึงกับอึ้ง อลิซเล่าเสร็จก็พอดีมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

ews-0261

ให้หลังจากบิลวางหูโทรศัพท์หนังตัดไปยังภาพบิลจากระยะกลางทันที เขามานั่งอยู่ในเบาะหลังของรถแท็กซี่เสียแล้ว และเป็นแท็กซี่คันนี้ที่พาเขาตระเวนราตรีนั้นของนิวยอร์คซิตี เบาะหลังของแท็กซีคันนั้นอบอวลด้วยอณูความคำนึงของ บ. ฮาร์เฟอร์ดถึงกรณีเมียจวนเจียนจะนอกใจ แล้วหนังก็แทรกภาพอลิซในอิริยาบถร่วมรักอยู่กับนายทหารหนุ่มเข้ามา หนังเก็บเหตุการณ์ด้วยภาพช้าและย้อมเป็นสีขาวดำ dream-vision2ไม่คมชัดนัก ตลอดการเดินทางของ บ. ฮาร์เฟอร์ด จะมีการฉายให้เห็นจินตภาพแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามรอยต่อสำคัญ ๆ ยิ่ง บ. ฮาร์เฟอร์ดฟุ้งซ่านมากขึ้นเพียงใด และพาตัวเองดิ่งจมในห้วงหึงหวงลึกลงเพียงใด ภาพดังกล่าวจะยิ่งเป็นจริงเป็นจังและบาดตาบาดใจมากขึ้นเป็นเงา ไม่ว่าภาพจากห้วงความเลื่อนลอยที่ปรากฏบนจอจะมีนัยยะกี่ซับกี่ซ้อน แต่หนึ่งในนัยยะเหล่านั้นย่อมได้แก่คุณค่าจากการนำลูกเล่นหรือภาษาภาพยนตร์มาสื่อให้เห็นหัวอกตัวละคร ในแง่นี้ คือ การจำลองสภาพความทรงจำในอดีตตอนบิลขึ้นรูปจินตภาพความกระสันของอลิซโดยอาศัยรายละเอียดจากปากเจ้าตัวเอง แต่เนื่องจากภาพจากจินตภาพดังกล่าวมีโครงสร้างใหญ่ของความฝันห่อหุ้มอยู่ชั้นหนึ่งแล้ว ด้วยเหตุดังนี้ จึงเป็นไปได้ว่าผลผลิตจากจินตภาพนี้คือภาพจากหน้าตัดหนึ่งจากมิติอันหลากหลายในจินตนากาศของ บ. ฮาร์เฟอร์ด หรือไม่ ผลผลิตจากจินตภาพก็อาจเป็นภาพจากประสบการณ์เก่าเก็บกลั่นจากแนวคิดที่เขามีต่อชีวิตสมรส ความซื่อสัตย์ ความหึงหวง เพศสัมพันธ์ และ กิเลส อันเป็นการตกผลึกความคิดขณะเขาอยู่บนเส้นทางผจญภัยทางจิต

การแจกแจงภาพจากส่วนลึกที่คูบริกละเลงไว้ใน EWS ด้วยกรอบมโนคติว่าด้วยการหวนคืนมาของความทรงจำในอดีต หรือ มโนคติว่าด้วยการฝันให้เบ็ดเสร็จเป็นเรื่องสุดวิสัย ส่วนการประโคมคุณลักษณ์ทั้งมวลของภาพจาก”ตาใน”ก็เป็นการฉลุแฉกชั้นเพื่อรองรับความซับซ้อนของมิติแห่งจิตและลำดับขั้นความจริง การจำแนกความจริงกับความฟั่นเฟือนที่โคจรมาจวกกันอย่างจังใน EWS ได้ผลทั้งแบบเคลือบแฝงและชัดแจ้ง ไม่มีทางจับได้คาตาว่าภาพไหนมาจากตานอก(open-eye)ภาพไหนมาจากตาใน(closed-eye) หากให้บังเอิญว่าทั้งหมดในหนังไม่มีภาพจาก”ตาใน”มาเจือปน ก็ไม่แน่ว่าทุกภาพล้วนเป็นการถ่ายทอดจากมุมมองของบิลในสภาพมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นภาพจากการเปิดตารับ หรือไม่ก็เป็นเรื่อง”ฝันไปทั้งเพ” ไม่ว่าจะอย่างไร การอมพะนำความจริงและความฝันไว้ด้วยกัน และคลุกเคล้าภาพทั้งสองส่วนเป็นเนื้อเดียวนั้น ยิ่งเป็นการเติมเต็มและเกื้อหนุนกันและกันในระหว่างสภาวะทั้งสอง กำแพงกักกันพลังคู่ปรับคู่ต่าง ๆ ที่มนุษย์นิยมแบ่งหมวดไว้ อาทิเช่น ความจริง กับ ความเพ้อฝัน มีสติ กับ ฟั่นเฟือน ตื่น กับฝัน ภาพจากตานอก กับ ภาพจากตาใน มีอันทลายลงราบเป็นหน้ากลอง เพราะความเลื่อนไหลไปมาภายในมิติต่าง ๆ ของจิตและความจริงลำดับขั้นต่างๆ ได้อย่างอิสระของตัวหนัง ความคลุมเครือจึงถือเป็นหนึ่งในความสุดยอดของ EWS หนังพาคนดูซอนซอนไปทั่วพื้นที่ฉนวนเชื่อมจิตใจ ร่างกาย และวิญญาณ อันเป็นแหล่งซ่องสุมชุมทางของจิตจากมิติต่าง ๆ และความจริงลำดับขั้นต่าง ๆ และยังเป็นเวิ้งที่ไร้กาลเวลาและปราศจากตำแหน่งแห่งหน

แม้การขาดห้วงและแตกระแหงของเวลาและตำแหน่ง(หรือพื้นที่)ใน EWS จะแตกต่างจากหนังเรื่องอื่น ๆ ที่กล่าวถึงไปก่อนนี้ แต่ก็ต้องยกประโยชน์ในจำเลยเนื่องจากมุมมองต่อเวลาและตำแหน่งใน EWS เป็นคนละเรื่องกับข้อสังเกตต่อความสืบเนื่องของธรรมชาติตามสายตาอารยธรรมตะวันตก แต่เนื่องจาก กาล-อวกาศ(เวลา-ตำแหน่ง หรือ พื้นที่)ใน EWS มีลักษณะคล้ายของไหล และไหลอย่างปราศจากทิศทาง รวมถึง การฝันออกป่าออกทะเลไปได้เรื่อยเปื่อย ด้วยคุณสมบัติเลอะเทอะออกจะเป็นการเพ้อพกเหล่านี้ บวกกับการใช้ภาษาการเล่าเฉพาะทางของหนังแบบแหวกแนวเพื่อสนองตอบความ(ไม่)เป็นเหตุ(ไม่)เป็นผลของการฝัน ดังนั้น จึงควรจัด EWS อยู่ร่วมสาแหรกเดียวกับกับ Un Chien Andalou, Meshes of the Afternoon และ 2001 ได้ นิวยอร์คซิตีใน EWS มีบุคลิกและรายละเอียดซึ่งดูแล้วไม่มีทางเป็นนิวยอร์คไปได้ เท่ากับว่าที่แห่งนั้นเป็นนิวยอร์คซึ่งตั้งมั่นขึ้นมาได้โดยมีอุปลักษณ์และความเพ้อเจ้อเป็นสถาปนิก การใช้นิวยอร์คเป็นท้องเรื่องถือเป็นลูกไม้หนึ่งในการสร้างบรรยากาศหลอนลวงและบิดเบือนข้อเท็จจริงผ่านความไม่ลงรอยกันของเวลากับสถานที่ ด้วยความอุปการะจากขนบการจัดฉากและกำหนดพิกัดทางกายภาพแบบนวนิยาย จึงเกิดเป็นเมืองในฝันที่มองผ่านผลึกแก้วซึ่งมีอิทธิฤทธิ์เบี่ยงเบนและยุบหลอมขุมพลังคู่ปรับ เช่น เวลาและพื้นที่ โลกภายใน และโลกภายนอก ความเป็นจริงและสิ่งที่คิดไปเอง เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เท่านั้นไม่พอแท่งผลึกแก้วยังดูดกลืนอณูลักษณะประจำชาติ และวัฒนธรรมจากหลากหลายอู่อารยธรรม และฉาบอัดกลิ่นอายโฉมหน้านิวยอร์คจากทศวรรษต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน แถมด้วยจริตแบบเวียนนา

ews-0851บรรยากาศชวนฝัน และความหลักลอยของพื้นที่กับเวลา เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับโครงสร้างการเล่าแบบอิงฝัน นับแต่ตอนต้นเรื่องในระหว่างที่สองผัวเมียฮาร์เฟอร์ดอยู่ในงานฉลองคริสตมาส ทันทีที่ภาพฝันและความฟั่นเฟือนเริ่มปนเปเข้ากับภาพจริงและสติสัมปชัญญะ เท่ากับสัญญาณเริ่มต้นการขยับขยายแก่นและสร้อยของหนัง EWS ได้เริ่มขึ้น ณ บัดนั้น จนกระทั่งหนังจบลง ยิ่งหนังคืบหน้าไปคนดูยิ่งต้องทบทวนคุณค่าดั้งเดิมของคันกั้นจิตระดับต่าง ๆ และข้อเท็จจริงที่มีความแน่แท้ลดหลั่นกันไป กลยุทธขุดรากถอนโคนเวลาและพื้นที่มิให้โยงยึดกับพิกัดในโลกรายรอบตัว บ. ฮาร์เฟอร์ดตีรวนคนดูจนเสียศูนย์ ทุกครั้งที่เหตุการณ์ใหม่แล่นเข้าปะทะคนดู มักจะมาพร้อมกับเกร็ด หรือ หลักฐานชิ้นใหม่ ที่ค้านหรือไม่ลงรอยกับแบบจำลองที่คนดูวางไว้คร่าว ๆ เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาก่อนหน้านั้น คนดูจึงจำต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วอีกรอบและรื้อเรียงลำดับของเหตุการณ์ในระนาบการเล่าเสียใหม่ หนังยังท้าให้คนดูคิดตามไปด้วยว่าสิ่งใดจริง สิ่งใดลวง และ ในขณะเล่าถึงสิ่งที่ตนประสบนั้นบิลมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีหรือตกอยู่ในภวังค์ การเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับคนดูเช่นนี้มีตัวอย่างนับไม่ถ้วน แต่จะยกเฉพาะที่สำคัญ ๆ มากล่าว

 

ews-71

ตัวอย่างแรก คือ การร้อยโยงตัวละครและเหตุการณ์ตามท้องเรื่องใน EWS จะมีชุดความบังเอิญต่างกรรมต่างวาระเป็นกาวเชื่อม การเล่าจะเป็นในท่วงทำนองจับแพะชนแกะเหมือนฝันไปได้เป็นคุ้งเป็นแคว โดยมีอุปลักษณ์และความเพ้อเจ้อคอยเหนี่ยวนำความปะเหมาะเคราะห์ดีและเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งหลายเข้ามารับช่วงการเล่าต่อไปเป็นทอด ๆ การลดทอนความขลุกขลัก ณ รอยต่อของชุดเหตุการณ์เพ้อพกด้วยอุปลักษณ์และภาพหลอนชวนให้เกิดข้อสงสัยว่า แล้วเรื่องราวจะคลี่คลายและลงเอยตามหลักเหตุผล และครรลองตรรกะ หรือ จะลอยคอไปในกระแสสัญลักษณ์อันเป็นภาพตัวแทนเผชิญโลกภายในตนเองของบิล ฮาร์เฟอร์ดกันแน่

eyeswideshut3img_assist_custom2ประการที่สองในการออกเผชิญโลก บิล ฮาร์ดต้องพานพบกับอุปสรรคในการบรรลุความสุขทางเพศนานานัปการ นับตั้งแต่เครื่องรับโทรศัพท์แผดเสียงสัญญาณเรียกเข้าพร้อมบทสุดท้ายของคำสารภาพถึงจินตนากรรมเรื่องเพศและความปรารถนาจากปากอลิซ และจากนั้นมา ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นใจเพียงใด บิลก็มีอันต้องชวดรายการระบายความปรารถนาส่วนลึกทุกครั้งไปจนกระทั่งหนังจบ ในการคลี่คลายภาพความฝัน การป้อนข้อมูลสู่ห้วงประสบการณ์คนดู และช่วยจำความฝัน แนวคิดว่าด้วยการตัดตอนมิให้สมปรารถนาดังกล่าวถือเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ของตรรกะแบบฝันเพ้อ ยกตัวอย่างเช่น การผลัดฉากจากฝันหนึ่งไปยังอีกฝันหนึ่งมักรวดเร็วเกินปกติ และทิ้งเรื่องเดิมค้างเติ่งเสียดื้อ ๆ แทนที่จะฝันจนจบเป็นเรื่อง ๆ ไป บ่อยครั้งเจ้าของความฝันก็มักตื่นขึ้นกลางคัน อาการค้างเติ่งเป็นส่วนหนึ่งของความกระท่อนกระแท่นอันเป็นลักษณะเฉพาะตามธรรมชาติของความฝัน และตรรกะในการฝัน การคลี่คลายเรื่องราวใน EWS ก็ยึดมุ่งสร้างความงุ่นง่าน คับข้อง ด้วยหลักการเดียวกัน จากลีลาการเล่าไม่เป็นโล้เป็นพาย

อาจสรุปได้ว่า ฉากพิธีกรรมพิสดารในคฤหาสน์ซอมเมอร์ตันคือ ภาพตัวแทนอาการเตลิดเปิดเปิงชนิดแทบไม่เป็นผู้เป็นคนเพราะสูญเสียที่มั่นในโลกความเป็นจริงของจิตใจบิล ฮาร์เฟอร์ด เขาดิ่งลึกลงสู่ก้นบึ้งจิตใจของตนเองจนเกือบหมดโอกาสมองเห็นแสงเดือนแสงตะวันอีกแล้ว ภาพพิธีกรรมในคฤหาสน์ซอมเมอร์ยังเป็นฉากที่มีโครงสร้างการเล่าหนักแน่นและเข้าทางตรรกะการฝันที่สุด ด้วยเหตุที่ตัวคฤหาสน์คล้ายเป็นสมมติภพ เนื่องจากไร้ตำหนิจะอ้างอิงเข้ากับภูมิศาสตร์ภายนอก เช่นเดียวกับตัวบ้านใน Meshes of the Afternoon และห้องปลีกตัวใน 2001 ดังนั้น เมื่อพลัดเข้ามาในภพภูมิหลักลอยประเภทนี้ ทั้งคนดูทั้งตัวละครต่างพากันมะงุมมะงาหรา ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้วันเวลา ดุจดังบิล ฮาร์เฟอร์ด และโบว์แมนใน 2001 ประสบกันมาแล้ว ขณะที่ในหนังเรื่องอื่น ๆ การผจญภัยทางจิตในลับแลภูมิอาจนำตัวละครไปสู่ภาวะเสื่อมภาวะหลุดพ้นก็ได้ ดังในกรณีของ Meshes of the Afternoon และ 2001 ตามลำดับ วิบากกรรมในดงกับระเบิดทางจิตวิทยาของบิลในลับแลภูมิกลับนำเขาไปสู่พื้นกันชนระหว่างพลังสองขั้ว และมีเหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านเข้ามาคุกคามเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เหมือนตกเข้าไปในเครื่องโม่ถลาไปทางนั้นทีทางนี้ที ก่อนหนังจะปิดฉากลงดื้อ ๆ ทิ้งไว้เพียงความเคลือบแคลง ไร้บทสรุป

ews-0251

จากการวิเคราะห์ผลงานสองเรื่อง คือ 2001: A Space Odyssey และ Eye Wide Shut ช่วยแยกธาตุหนังของคูบริกถึงชั้นกายทิพย์ และยังช่วยชี้ข้อแตกต่างระหว่างงานกำกับสองยุคของคูบริกอีกด้วย ที่สำคัญการทำงานของคูบริกเข้าทางขนบหนังทดลองหลายประการด้วยกัน ความแตกต่างสุดขั้วระหว่าง 2001 กับ EWS ยิ่งนับเป็นข้อดีในการใช้เป็นเกณฑ์แบ่งแยกยุคสมัยการทำงานของผู้กำกับ หนังสองเรื่องนี้ช่วยสะท้อนถึงความฝักใฝ่ลึก ๆ ของคูบริกในการเสาะหาหนทางเผยมิติความเป็นมนุษย์ทั้งทางกายภาพ จิตวิทยา และปรัชญาผ่านสื่อภาพยนตร์ ความสนใจของคูบริกในด้านการพลิกแพลงเทคนิค คิดค้นสุนทรียลักษณ์ รวมตลอดจนการทำงานภายใต้ศรัทธาที่ว่าหนังเป็นกระจกวิเศษส่องสะท้อนความหมายของการเป็นมนุษย์ คุณสมบัติการทำงานเหล่านี้เป็น สะพานเชื่อมคูบริกเข้ากับนักทำหนังทดลอง อย่างดาลี กับ บุนเยล, เดอเรน กับ แฮมมิด, เบลสัน, แบร็คเคจ และ แองเกอร์

หนังหลายต่อหลายเรื่องดังปรากฏนามในที่นี้ล้วนอยู่ในแบบแผน และแก่นเดียวกัน นั่นคือ ก้าวพ้นจากการเป็นสื่อหนังไปสู่กระบวนการเจียรนัยเหลี่ยมระนาบชีวิตคนและเอกภพ ยิ่งได้พินิจพิเคราะห์สะเก็ดกังวานความคิดตามรายทางในตัวงาน และสุนทรียศาสตร์ของผู้กำกับในการทำหนังเหล่านี้ให้ถ่องแท้ จะพบเส้นสนกลในของการมีบรรดารูปแบบตั้งต้น การใช้สัญลักษณ์ รูปแบบ รูปทรง และแบบแผน ร่วมกันในงานเหล่านี้ สายสัมพันธ์ลับ ๆ ดังกล่าวนี้เองร้อยรัดงานที่กล่าวถึงทั้งหมดไว้ด้วยกัน ฐานปฏิบัติงานลับร่วมในการคิดและบรรเลงหนังเหล่านี้ยังรวมไปถึง ทัศนะต่อจักรวาล และ ภาพอันเกี่ยวข้องกับพิธีบวงสรวง กลบทการเล่าเหตุการณ์ด้วยภาพตะกุกตะกัก รวมไปถึงความชมชอบในการใช้รูปแบบภาพอันเป็นผลการแปรสัญญาณจากการหลับตาที่สแตน แบร็คเคจเรียกว่า ภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น (hypnagogic vision)ภาพเคลื่อนไหวของการคิด ภาพจากห้วงฝัน และ ภาพย้อนจากความทรงจำ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ภาพ”ตาใน”อย่างที่เบลสันบรรเลงไว้ในงานของเขาเพื่อถ่ายทอดถึงการเข้าสู่สมาธิและสภาวะข้ามพ้นตัวตน และภาพหลอนสารพัดแบบ ก็ควรจัดอยู่ในสารบบของภาพที่เห็นยามหลับตาด้วยเช่นกัน สรรพคุณในทางสร้างความตื่นตะลึงและมึนงงของภาพเหล่านี้ เป็นเพียงใบเบิกทางเข้าสู่ความซับซ้อนสุดประมาณ และการเปิดลิ้นชักอนุกรมสัมพัทธภาพ และเส้นสนกลในอันลึกล้ำของกลไกชีวิตและจักรวาล

การหมุนเวียนเกิดดับของบรรดาต้นแบบ สัญลักษณ์ รูปแบบ รูปทรง และแบบแผน ภายในหมู่หนังพิสดารพันลึกเหล่านี้และในงานของผู้กำกับที่เอ่ยนามมา ย่อมสนับสนุนทฤษฎีจิตไร้สำนึกร่วมของยุงอันมีขอบเขตอธิบายคลอบคลุมถึงขั้นการดำรงอยู่ของชีวิตอื่น และปรากฏการณ์ทั้งหลายแหล่ไม่ว่าจะเกิดในระนาบใดของเอกภพ มโนคติที่ว่าชีวิตทั้งปวงไม่ว่าจะอยู่ภพภูมิใดและตัวเอกภพมีความเกี่ยวดองในระดับมูลฐาน ของทฤษฎีนี้เกื้อหนุนความเชื่อของปรัชญาโยคะที่ว่า ปรากฏการณ์ทั้งปวงในจักรวาลล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงถึงกัน การปฏิบัติกรรมฐานเป็นหนทางนำมนุษย์ก้าวพ้นตัวตนและหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับเอกภพ

เหตุใดหนังทดลองทั้งหลายจึงชูประเด็นเหล่านี้มาเล่นโดยมิได้นัดหมาย มีความเป็นไปได้สูงที่ว่า ในเมื่อเป้าหมายของหนังทดลองคือมุ่งตีแผ่สายสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับคำถามข้อยักษ์ว่าด้วยชีวิตและเอกภพ จึงจำเป็นอยู่เองที่ต้องงัดเคล็ดวิชาภาพลักษณะดังกล่าวออกมาใช้รองรับปัญญาญานซึ่งฝังอยู่ลึกเข้าไปในจิตใจและร่างกายเราทั้งหลาย นักทำหนังทดลองเท่าที่เอ่ยอ้างมาถือเป็นส่วนน้อยของวงการ อาจกล่าวได้ว่าชื่อเหล่านี้เพียงแต่พลัดหลงเข้ามาในเส้นทางการสืบสาวถึงความฝักใฝ่ลึก ๆ ต่อการทำงานแนวทดลองของคูบริก หากมีการขุดคุ้ยผลงานคูบริกเพื่อหาเงื่อนงำข้อนี้ให้จริงจังกว่านี้ย่อมได้ภาพน่าสนใจ ๆ ของคูบริกในฐานะนักทำหนังทดลองมากตามไปด้วย นอกจากนี้ยังจะเป็นการเผยโฉมสนามพลังบางที่ไม่คาดคิดกันมาก่อนว่าจะส่งอิทธิพลถึงคูบริกได้ งานของคูบริกช่วยต่อลมหายใจอันหยิ่งผยองของบรรพบุรุษผู้กำกับหนังทดลอง ครั้นล่วงสู่ยุคที่ศิลปะด้านภาพมีศักยภาพเหลือล้นในการเปิดมุมมองอันหลากหลายต่อตนเองที่มนุษย์ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน งานของคูบริกก็มีบทบาทส่งผ่านงานแนวนี้ข้ามเส้นแบ่งสหัสวรรษได้อย่างองอาจ นับเป็นโอกาสอันดีที่จะเริ่มต้นทำความเข้าใจว่า ในไฉนสแตนลี่ย์ คูบริค กลับถูกโฉลกกับโลกยุคไร้ฉันทามติเช่นทุกวันนี้เสียยิ่งกว่าทุกยุคที่แล้วมา

dawn01

แปลจาก
Hendriks, Leah. 2002.”Beyond the Infinite: Part Two”. http://www.horschamp.qc.ca/new_offscreen/kubrick2.html

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: