enyxynematryx

ฉันจะบินไปตายไกล ๆ ปลัก ไม่หยุดพักเช็ดเลือดและน้ำตา

 

grav-hnor-011

Dead or Alive 2: The Birds อาจเป็นหนังที่ดีที่สุดของทาคาชิ มิอิเกะ(Takashi Miike) ในสายตาทอม เมส(Tom Mes)ตามที่เขายกย่องไว้ในหนังสือ Agitator: The Cinema of Takashi Miike ก็จริง แต่ส่วนที่ดีที่สุดในงานตีพิมพ์เล่มประเดิมของหนังสือชุดรวมผลการศึกษาผลงานของผู้กำกับทาคาชิ มิอิเกะนี้ กลับอยู่ที่บทวิจารณ์หนังอีกเรื่องของมิอิเกะ คือ Ichi The Killer

ichi-030เมสยกให้ความรุนแรงเป็นตัวชูโรงใน Ichi เช่นเดียวกับนักวิจารณ์ทั่วไป อย่างไรก็ดีเมสไม่ประสบผลดังหวัง ในการหักล้างความเชื่อของคนทั่วไปที่ว่ามิอิเกะไม่ถูกโรคกับผู้หญิง(misogynist) นอกจากนี้ เมสยังขยายการวิเคราะห์ไปสู่ประเด็นที่ว่า หนังเป็นการทดสอบหานัยของสัมพันธภาพระหว่างคนดูกับการบริโภคความรุนแรง โดยการกระหน่ำภาพความรุนแรงขึ้นจอเป็นระลอก ๆ เมสชี้ว่ามิอิเกะนำเสนอความรุนแรงใน Ichi สองลักษณะด้วยกัน ลักษณะแรกเป็นความระห่ำำ สัปดนแบบการ์ตูนเพื่อประชดส่ง ลักษณะที่สองจะเป็นความโหดเหี้ยม สมจริง ชวนให้คนดูหายใจไม่ทั่วท้อง

เมสชี้ว่า ความรุนแรงในแบบแรกจะมีตัวละครผู้ชายเป็นเหยื่อ ส่วนเหยื่อของความรุนแรงลักษณะหลังจะเป็นตัวละครผู้หญิง ความรุนแรงแบบหลังซึ่งมีผู้หญิงเป็นตัวรองรับนี่เองนักวิจารณ์บางรายชี้ว่าเป็นการย้ำถึงอาการทั้งเกลียดทั้งกลัวผู้หญิงของผู้กำกับและบุคลิกของmisogy-cmpleteหนัง เนื่องจากความรุนแรงที่เกิดแก่ผู้ชายนั้นดูเหมือนเป็นการหยอกแรง ๆ ขณะที่ผู้หญิงโดนชนิดเอาให้ถึงตาย แต่เมสมองว่ามิอิเกะใช้ความรุนแรงขั้นเอาเป็นเอาตายต่อผู้หญิงเป็นเครื่องมือวัดใจคนดูในการดูดซับความรุนแรง เนื่องจากเคราะห์ร้ายอันบังเกิดแก่เพศหญิงจะเชือดเฉือนหัวขั้วหัวใจผู้พบเห็นได้มากกว่าผู้ชาย กระบวนทัพวัดใจคนดูของมิอิเกะจะเป็นการโจมตีคนดูด้วยความรุนแรงชนิดหยิกแกมหยอกสลับกับความรุนแรงแบบเถื่อนถ่อย เมสมองว่าผู้หญิงจะสะท้อนภาพความน่าสลดใจของการตกเป็นเหยื่อทมิฬได้ชัดเจนกว่าผู้ชาย แต่แนวคิดของเมสก็ไม่เห็นจะไปหักล้างความเชื่อที่ว่ามิอิเกะไม่ถูกโรคกับผู้หญิงตรงจุดไหน เพราะถึงจะยกประโยชน์แก่มิอิเกะในแง่ที่ว่าเพื่อเห็นแก่ความสะดวกในการกระชากความรู้สึกคนดู เขาอาจถูกบังคับกลาย ๆ ให้ต้องเลือกผู้หญิงมาเป็นเหยื่อถูกยำ แต่การซักค้านของเมสหาได้มีช่วยจำแนกความจำเป็นออกจากความพอใจที่มิอิเกะต้องการจำเพาะเจาะจงให้ผู้หญิงต้องมาผจญกับความรุนแรงอยู่ไม่รู้จักจบจักสิ้น

เมสยังให้ข้อคิดน่าสนใจอีกประการ คือ ภาพเหตุการณ์ที่ดำเนินไปโดยไม่มีโอกาสรับรู้กลับมักแจ่มกระจ่างในความคำนึงของมนุษย์มากกว่าภาพที่เราเห็นจะ ๆ อยู่บนจอ ตัวอย่างเช่น ในฉากเชือดหัวนม อันเกิดจากการสอดแทรกภาพหลาย ๆ ภาพเข้าด้วยกันเพื่อบอกว่ามีการเชือด แต่หาได้มีภาพหนึ่งภาพใดเผยให้เห็นใบมีดสัมผัสกับผิวเนื้อ เช่นเดียวกันกับในฉากข่มขืนต่างกรรมต่างวาระ แต่ที่เหมือนกันคือ ทุกฉากล้วนเล่าด้วยการปะติดปะต่อภาพ แทนที่จะเป็นภาพอันโจ๋งครึ่มของทุกท่วงท่า จนกลายเป็นกิจกรรมที่เพศสภาพถูกบดบังแทบจะโดยสิ้นเชิง ในเมื่อกระบวนการก่อตัวของความรุนแรงดังว่าก่อตัวและดำรงอยู่ในห้วงจินตกรรมของคนดู หนังจึงใช่คู่กรณีกับความรุนแรง แต่คนดูต่างหากที่มีเรื่องให้ต้องสะสางกับความรุนแรง

กลบทเช่นนี้จัดเป็นวิชาพื้นฐานในการเล่าหนังสยองขวัญตามคติที่ว่ายิ่งหนังปิดกั้นภาพสัตว์ประหลาดมิให้เป็นที่รับรู้ของคนดูมากเท่าใด ภาพสัตว์ประหลาดในห้วงจินตนาการของคนดูจะยิ่งโตเอา ๆ และทวีความน่ากลัวมากขึ้นเท่านั้น คำอธิบายเกี่ยวกับการเติบโตของสัตว์ประหลาดในห้วงจินตนาการคือคำตอบแก่คำถามที่ว่าเหตุใดภาพเศษซากอารยธรรมความรุนแรงอันบังเกิดแก่ผู้ชายที่เผยให้เห็นชนิดหมดเปลือก ไม่ว่าจะมาในรูปเศษเนื้อ โลหิต ขดลำไส้ กระจัดกระจายไปทั่ว จึงไม่อาจสร้างความอกสั่นขวัญแขวนแก่ผู้พบเห็น ตัวอย่างของฉากประเภทชัดแจ้งแต่ไม่แทงใจดำมีให้เห็นในฉากอิชิตวัดส้นเท้าติดใบมีดผ่านร่างชายคนหนึ่งตั้งแต่หัวจรดรูทวาร ผ่าร่างแหกออกเป็นสองเสี่ยงเท่ากันพอดิบพอดี ความรุนแรงชนิดสุดเฉียบเนี๊ยบเหลือเชื่อดังกล่าวในความเห็นของเมสมีขึ้นเพื่อเรียกความฮือฮา ก่อนจะกระแทกเบ้าตาคนดูด้วยภาพความรุนแรงที่หนักหน่วงจริงจังกว่า ชั้นเชิงของมิอิเกะทำให้คนดูอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ทำไม ด้วยวิธีนำเสนอแบบหนึ่งเราถึงเห็นความรุนแรงเป็นเรื่องเท่แกมขบขันไปได้ และด้วยการเล่าอีกแบบหนึ่งเราก็เห็นความรุนแรงเป็นเรื่องรวดร้าวทรมานขึ้นมา

dissect-cropว่ากันตามจริงฉาก”ตวัดส้นเท้าผ่าร่าง”นี้ไม่ค่อยเป็นที่สบอารมณ์คนดูสักเท่าไหร่ เพราะขาดความสมจริง ความข้อนี้ชี้ว่าแม้แต่ในการเสพภาพความรุนแรงในเชิงประชดประชัน คนดูก็ไม่วายยังจะต้องไขว่คว้าหามาตรฐานแห่งความสมจริงสักอย่างมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวเพื่อเข้าอรรถรสของความอุบาวท์ ความแปลกปลอมมากเกินควรของฉากกลับจะกลายเป็นตัวถ่วงมากกว่าเป็นตัวฉุดการเล่า ไม่ว่าจะถ่ายทอดออกมาในแนวสมจริงหรือการ์ตูน ควรกล่าวอีกด้วยว่าไม่เสมอไปที่ Ichi จะอยู่ภายใต้กฎการใช้ความรุนแรงที่ว่าความรุนแรงแบบเด็กเล่นขายข้าวแกงอยู่คู่กับตัวละครผู้ชาย และความรุนแรงแบบอำมหิตจะเกิดขึ้นกับตัวละครหญิง มีออกบ่อยไปที่ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายเผชิญหน้ากับความสยองแบบหยิกแกมหยอก ทัศนะต่อความจงเกลียดจงชังผู้หญิงในงานมิอิเกะจึงพลอยเลอะเลือนตามไปด้วย มิอิเกะเองคงไม่ได้ตั้งใจจะเล่นกายกรรมในการสื่อความหมายใด ๆ ตามที่นักวิจารณ์ได้พะยี่ห้อแก่เขาไว้ เนื้อเรื่องของหนังโดยภาพรวมดูออกจะเละเทะเมื่อเทียบกับการเสนอภาพความรุนแรงอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ความข้อนี้ชวนให้อดสงสัยขึ้นมาอีกอยู่ดีว่า ใช่หรือไม่ที่การกล่าวถึงสิ่งใดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย่อมหมายถึงความศรัทธาต่อสิ่งนั้นของผู้กล่าว เฉพาะประเด็นนี้ตั้งวงเถียงกันเจ็ดวันเจ็ดคืนก็ไม่จบ แนวคิดว่าด้วยการปรุงแต่งในห้วงคำนึงคนดูอาจชวนให้เคลิบเคลิ้มฝันหวานในเชิงทฤษฎี แต่ในความเป็นจริงเหล่าผู้กำกับในทุกวันนี้ไม่น่าจะใช้กลเดิม ๆ ในนามแนวคิดว่าด้วยการสังเคราะห์ภาพซึ่ง(เซรเก)ไอเซนสไตน(Eisenstein)ค้นพบเมื่อ 8 ทศวรรษก่อนมาล่อหลอกคนดูอีกต่อไป ไม่ว่าคนดูจะได้เห็นภาพมีดเฉือนหัวนมกับตาหรือไม่นั้นไม่เห็นจะมีข้อแตกต่างตรงไหน เพราะที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือมิอิเกะหมายมั่นปั้นมือจะให้คนดูเชื่อว่ามีการเชือดหัวนมเกิดขึ้น หาใช่สร้างความเคลือบแคลงแก่คนดูว่ามีการเชือดหัวนมจริงหรือไม่ เพื่ออุดช่องโหว่มิให้คนดูพาลคิดเป็นอย่างหลังและเพื่อบรรลุเจตนารมย์อย่างแรกหนังก็ไม่มีทางอื่นนอกจากต้องอัดประจุความรุนแรงเข้าสู่ห้วงการรับรู้ของคนดู

กล่าวให้ถึงที่สุด ออกจะเป็นการสุกเอาเผากินเกินไปหน่อย กับการเที่ยวขึ้นป้ายหนังว่าเป็นงานเละตุ้มเป๊ะหรือมุ่งเล่นงานเพศหญิงก็ดี หรือตีค่าความรุนแรงในหนังว่าเป็นการประชดส่งแกมสนองตัณหาคนดูผู้โหยหาความระห่ำก็ดี เพราะถึงอย่างไร Man Bites Dog งานค.ศ.1992 ของสามผู้กำกับ Remy Belvaux, Andre Bonzel และ Benoit Poelvoored ก็ยังคงนำโด่งอยู่ในขบวนการหนังทดสอบแนวต้านของความสามารถในการเสพรับความรุนแรงของคนดู ยังไม่นับมาดการเล่าสุดโก้และการงัดของดีในความเป็นหนังมาอวดเป็นว่าเล่น คุณสมบัติเหล่านี้ส่งผลให้ Man Bites Dog ยังทิ้งห่าง Ichi อยู่หลายช่วงตัว แต่งานของมิอิเกะก็ใช่ว่าจะขี้เหร่เพราะเอาเข้าจริง ความรุนแรงในงานของมิอิเกะนั้นไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรงภายในภาพเท่านั้น การโยนภาพภาพปฏิสัมพันธ์อันกำกวมในหมู่ตัวละครผู้มีอันต้องคลุกคลีอยู่กับความรุนแรงใส่คนดูโดยหนังก็ถือเป็นปฏิบัติการเพื่อความรุนแรงอีกชนิดหนึ่ง นอกเหนือภาพพฤติกรรมความรุนแรงขนานแท้ที่คอยหยั่งวัดขีดจำกัดของคนดูในการทานรับความรุนแรง หรือ ขีดความสามารถของหนังสักเรื่องในการถ่ายทอดความรุนแรงขั้นวิปลาส เมื่ออยู่สภาวะปลดเปลื้องตัวเองสุดแรงเกิด

อาจกล่าวได้ว่าความรุนแรงใน Ichi รวมถึงหนังเรื่องอื่น ๆ ของมิอิเกะ เป็นเสมือนพสุธารองรับการหยั่งรากของความคิดอันลึกซึ้งกว่านั้นอันได้แก่ความทอดโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ในการนำเสนอความผูกโยงแห่งมิติเวลามิอิเกะจะถ่ายทอดผ่านพฤติกรรมเมื่อต้องปฏิสัมพันธ์กันของเหล่าตัวละคร ท้ายที่สุด งานของมิอิเกะมักเล่นกับความตาย การเกิดใหม่ การฆ่าตัวตาย และการผลัดรุ่น

ความรุนแรงย่อมแฝงไว้ด้วยความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง Ran อันอกิระ คุโรซาวานำมาตั้งเป็นชื่อหนังเรื่องเยี่ยมของเขานั้น คนทั่วไปมักเข้าใจกันไปว่า หมายถึง สงคราม, กลียุค ไม่ก็ การก่อขบถ จะเห็นได้ว่าความหมายทั้งหมดล้วนกอดเกี่ยวอยู่กับความรุนแรง แต่มีอยู่สองจากนัยประหวัดทั้งหลายที่เป็นเชื้อพลังขับดันสงคราม ได้แก่ กลียุค และ การก่อขบถ ผู้รู้ภาษาญี่ปุ่นบางรายอธิบายว่า ran อาจหมายถึง หลักอนิจจัง หรือ สภาวะใหม่ของระบบหลังผ่านการนำเข้าปัจจัยภายนอกบางอย่าง เหมือนการขยายตัวของวงคลื่นไปตามผิวน้ำอันนิ่งเรียบ หลังจากการตกกระทบของก้อนหิน ในหนังเรื่องนี้ของคุโรซาว่า กล่าวถึงอาณาจักรแห่งหนึ่งซึ่งมีเสถียรภาพมาร่วม 50 ทศวรรษ มีอันต้องสั่นคลอน เพราะปัจจัยนำเข้าอันได้แก่กระบวนการการถ่ายโอนอำนาจจากจักรพรรดิวัย 50 ปีสู่รัชทายาท การช่วงชิงบัลลังก์เป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน แต่ความรุนแรงไม่จำเป็นต้องมีการขยายผล เพราะไม่แน่ว่า ran อาจส่งผลดีก็เป็นได้ การประยุกต์แนวทางทำความเข้าใจความหมายของ “ran” อาจใช้ได้ผลในการอธิบายงานของมิอิเกะด้วยเช่นกัน ในเบื้องต้นพึงมองทะลุไปถึงเบื้องหลังของความรุนแรงทั้งปวงเพื่อตรวจจับสัญญาณความเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมการแสดงออกของเหล่าตัวละคร

อรรถรสการวิเคราะห์ตามแนวคิด”ran”จะยิ่งแหลมจัดไปคนละทาง หากเติมหัวเชื้อแนวคิดอีก 2 แนวทางเข้ามา ทั้งนี้ขึ้นกับว่าลิ้นผู้วิเคราะห์จะคุ้นปรัชญาสายใด หัวเชื้อแนวคิดเฉดรสแรกหมักกลั่นไว้โดยมิคาเอล บักติน(Mikhail Bakhtin) รู้จักกันในนาม “วาทกรรมในนิยาย”(“Discourse in the Novel”) และที่บรรจุอยู่ในงานเขียนอย่าง Problems of Dostoevsky’s Poetics หลักในการพิจารณางานเขียนของบักตินจะดูว่าผู้เขียนมีกรรมวิธีแยบคายเพียงใด ในการเพลาน้ำเสียงตนเองมิให้กลบทับน้ำเสียงอื่น ๆ และคลอเคล้าไปกับเสียงที่อยู่ร่วมฉาก/สภาพแวดล้อมของเรื่องแต่งได้อย่างกลมกลืนและสมน้ำสมเนื้อกัน บทสนทนาระหว่างสุ้มเสียงเหล่านั้นคือขุมทรัพย์ในความเป็นเรื่องแต่ง โดยมีปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบปลีกย่อยทั้งหลายเป็นลายแทง เรื่องเล่าจะยิ่งเร้าใจ ชวนติดตาม หากได้เค้าโครงเรื่องที่แข็งแกร่งพอจะแบกรับบทสนทนาที่ไม่มีฝ่ายใดเสียงอ่อนเสียงแข็งไปกว่ากันโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำคำพวกที่เลี้อยลัดไปพันเกี่ยวกับถ้อยกระทงความอื่นได้ไม่รู้จักจบจักสิ้น เพราะพฤติกรรมของน้ำคำประเภทหลังนี้จะthousan1คอยกระเพื่อมคลื่นความเปลี่ยนผันแก่เรื่องเล่าอยู่ไม่เว้นวาย ผิดกับเรื่องแต่งอีกประเภทซึ่งผู้เขียนจะยึดธงนำในการเล่าไว้ในมือเพียงเสียงเดียว ความเป็นไปในโลกของเรื่องเล่าประเภทนี้จะสิ้นสุดหรือสืบเนื่องก็สุดแต่เสียงสวรรค์ของผู้แต่ง โลกเนรมิตในเรื่องแต่งประเภทหลังนี้ปราศจากพลังผลักดันหรือเบี่ยงเบนทิศทางของความสัมพันธ์ใด ๆ ที่อยู่ภายใน

การทำความเข้าใจแบบแผนการสร้างปฏิสัมพันธ์ผ่านเงื่อนงำของเจตนารมย์ถือเป็นหัวใจของแนวคิด(concept)ว่าด้วยภาวะไร้พรมแดนของอุเบกขาธรรม(de-territorializing the refrain)ของเดอเลิช(ฌีลส์ – Gilles Deleuze) และกัตตารี(เฟลิกซ์ – Félix Guattari) ดังบรรจุอยู่ในงานเขียนชื่อ A Thousand Plateaus ในการพรรณนาถึงโฉมหน้าจักรวาลผ่านการสร้างปฏิสัมพันธ์ เจ้าทฤษฎีทั้งสองมองว่าผู้ให้กำเนิดจักรวาลย่อมมีวัตถุประสงค์แน่ชัดมาตั้งแต่ต้นและคอยลุ้นอยู่หลังฉากความเป็นไปของสรรพสิ่ง ด้วยเหตุที่ผู้ให้กำเนิดมีพันธกิจต้องคอยเป็นพ่อสื่อแม่ชักเหนี่ยวนำหน่วยมูลฐานเพื่อก่อผลในทางใดทางหนึ่ง จักรวาลจึงเป็นแอ่งมหึมาอ้าปากรับทุกสิ่งที่ไหลเข้ามาทับถมสุมรวมกัน และย่อมมีสิ่งใหม่ ๆ ถือกำเนิด ณ ชุมทางยักษ์แห่งนี้ จากมุมมองดังกล่าวจะเห็น”ความไร้ที่สิ้นสุด”ในอีกลักษณะหนึ่งซึ่งมาในรูปของการมีปฏิสัมพันธ์อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น เมื่อนำคมคิดทั้งสองมาปักธงในสภาพการณ์แวดล้อมแบบ”ran” และยกอุปกรณ์ต่อพ่วงทางปัญญาทั้งชุดมาประยุกต์ใช้กับหนังของมิอิเกะจะพบความน่าตื่นใจของกระบวนการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากตัวละครทั้งหลายผลัดกันผ่านแดนเข้า-ออกอาณาจักรที่ตัวละครตัวอื่นเป็นใหญ่อยู่ และการข้ามถิ่นมักนำไปสู่เหตุรุนแรง แต่หากสังเกตให้ดี มักมีของดีที่มิอิเกะซ่อนไว้เบื้องหลังความโหดระห่ำเหล่านั้น

การจับกลุ่มของนักเลงฟ้องถึงอาการหวงถิ่น(pathologically territorial)อยู่ในที มิอิเกะมักพาเรื่องราวพาดผ่านสมรภูมิของการแบ่งเป็นฝักฝ่ายเหมือนสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างอั้งยี่จีนกับยากูซ่าญี่ปุ่น หรือ การชิงความเป็นใหญ่ระหว่างก๊กต่าง ๆ ในอาณาจักรยากูซ่า ศึกระหว่างซุ้ม/มุ้ง/ก๊กเป็นแบบจำลองลัดเข้าสู่แบบแผนการล้มกระดานการปักปันเขตแดน(the idea of de-territorialization) ตามเกณฑ์นี้ความรุนแรงใน Ichi จึงออกจะเลยเถิดไปบ้างเมื่อเทียบกับสาระที่มิอิเกะมุ่งนำเสนอ ทอม เมสได้ให้นิยามจุดเน้นแกนหลักเด่น ๆ ในความเป็นหนังมิอิเกะไว้ตอนต้นเล่มของ Agitator ดังนี้: นอกจากความรุนแรงแล้วตัวละครในหนังมิอิเกะมักเป็นพวกนอกคอก ไร้หัวนอนปลายเท้า ยังชีพตามลำพัง ไร้ญาติขาดมิตร นอกจากนี้หนังยังมีกลิ่นอายความอาลัยอาวรณ์อดีต มีการฉายสภาพของหน่วยครัวเรือน และการเสาะแสวงหาความรื่นรมย์แก่ชีวิต ในการทำความเข้าใจกับงานมิอิเกะจำต้องเริ่มต้นแกะรอยจากปมเด่น ๆ เหล่านี้ ที่สำคัญทุกปมล้วนมีนัยโยงอยู่กับความเปลี่ยนแปลง

scenes from Dead or Alive: I

scenes from Dead or Alive: I

กล่าวให้แคบเข้า ตัวละครของมิอิเกะจ้องแต่จะหาช่องพาตัวเองกลับไปในอดีตแม้ต้องก้าวข้ามเส้นมรณะ และจุติในท่ามกลางภพภูมิใหม่ พฤติกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดความขัดแย้งในตัวเอง เนื่องจาก กลายเป็นว่าในการฟักตัวเองขึ้นมาใหม่อีกรอบ ตัวละครซึ่งอยู่ในวัยผู้ใหญ่แล้วเหล่านั้นจำต้องย้อนกลับไปสู่วันเวลาแห่งวัยเยาว์เพื่อทวงสิ่งที่ขาดหายไปในห้วงเวลาแต่เก่าก่อนกลับคืนมา ยิ่งชีวิตเดินทางมาจนถึงจุดที่อดีตถูกทิ้งห่างไว้ไกลเพียงใดย่อมเท่ากับว่าคนผู้นั้นยิ่งตรากตรำกับความเปลี่ยนแปลงมามากเป็นเงาตามตัว การถวิลหาวันเก่า ๆ จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้สำนึกว่าในชีวิตเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากเพียงใด ตัวละครของมิอิเกะมักเป็นคนไร้ญาติขาดมิตร จะเป็นเพราะต้องระหกระเหินจากถิ่นฐานบ้านเกิดไปอยู่ต่างถิ่นก็ดี หรือ เกิดอาการไม่ถูกโฉลกกับถิ่นพำนักขึ้นมาเอง ก็ดี ต่างก็ส่งผลให้ตัวละครเหล่านั้นต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปเรื่อย ๆ กลายเป็นนักตะเกียกตะกายเส้นแบ่งอาณาเขตอยู่ตลอดศก ในจำนวนนี้มีไม่น้อยสำนึกได้ว่า แก่นแท้ของการมุ่งแสวงหาความเปลี่ยนแปลง คือ การมอบจุดจบแก่ชีวิตตนเอง จะด้วยยืมมือคนอื่น หรือลงมือเองก็ตามที ไม่ว่าจะมองไปทางไหนจึงมีแต่พวกชอบรนหาที่ตายเดินพล่านอยู่ในงานของมิอิเกะ สภาพการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความบ้าระห่ำของตัวละครในการเอาตัวเข้าไปแลกกับความตาย การแส่เข้าไปมีเอี่ยวในกรณีพิพาทจนกระทั่งมีอันต้องด่าวดิ้นตายตกไปตามกัน ถือเป็นกระบวนท่าพลิกแพลงชีวิตขั้นสุดยอดซึ่งไม่เพียงจะบังเกิดกับเจ้าตัวแต่ยังสร้างความซาบซ่านแม้แต่กับผู้พบเห็น

ในการทำความเข้าใจกับวงจรความสัมพันธ์อันอลหม่านของเหล่าตัวละครใน Ichi จำต้องเริ่มคลำทางจากยึดแรงจูงใจของตัวละครหลัก 3 ตัวซึ่งต่างก็ถูกตัดหางปล่อยวัดด้วยกันทั้งหมด รวมถึงต่างคนต่างอยู่บนเส้นทางดั้นด้นค้นหามรณกรรมบทให้แก่ตนเอง และพันตูอยู่กับอดีตเพื่อขึ้นทางด่วนไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ตัวละครหลักทั้ง 3 ประกอบด้วย คาคิฮาระ(Kakihara)(รับบทโดย ทาดาโนบุ อะซาโนะ – – Tadanobu Asano) คาเนโกะ(Kaneko)(รับบทโดยซาบุ(Sabu) ผู้กำกับชื่อดังชาวญี่ปุ่นเจ้าของผลงานอย่าง Drive) และจิจิอิ(Jijii)(รับบทโดยพระเอกดาวโรจน์จาก Tetsuo the Ironman คือ ชินroof-battle-002ยะ สุกาโมโต(Shinya Tsukamoto)) ตัวตนของอิชิคงไม่ต่างกับภาพตัวแทนของตัวละครทั้งสามในเวทีประลองกำลังกับอดีต เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกของแต่ละคน แม้ว่าหลังจากกระเสือกกระสนกันสุดแรงเกิด พวกเขาก็ไม่อาจพ้นเงาวงการนักเลงไปได้ 

ทอม เมสยกให้การดวลครั้งสุดท้ายระหว่าง อิชิ คาคิฮาระ และคาเนโกะ เป็นฉากขมวดรวมบทสรุปของความฝันเฟื่องทั้งมวลของหนัง หลังจากรอมานานว่าเมื่อไหร่ฟ้าจะประทานคู่ต่อสู้ที่พอฟัดพอเหวี่ยงมาเติมรสชาติความทรมานให้กับตน คาคิฮาระผู้ตั้งมั่นอยู่ในความเป็นมาโซคิส(masochist) คงได้สมหวังเสียที เมื่อพบว่าบัดนั้นตนเองกำลังดื่มด่ำอยู่กับการประลองยุทธด้วยมือสังหารอิชิ แต่ทั้งสองยังไม่ทันได้เห็นดีกันเพราะคาเนโกะสมุนมือปืนของคาคิฮาระพร้อมด้วยบุตรชายโผล่เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ความหวังอันสูงสุดของคาคิฮาระจึงถูกขัดจังหวะด้วยการบู๊กันระหว่างอิชิกับคาเนโกะ อิชิเด็ดชีพคาเนโกะได้ก็จริงแต่คาเนโกะก็ฝากรอยกระสุนไว้ที่ขาทั้งสองข้างของอิชิจนสะอึกไปพักใหญ่ส่งผลให้ความปรารถนาที่จะได้ฟาดฟันกับอิชิให้รู้ดำรู้แดงของคาคิฮาระยังค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น และแล้วอิชิก็ทานพิษบาดแผลไม่ไหวจนต้องทรุดลงไปกองกับพื้น บุตรชายคาเนโกะซึ่ง
kic-roof1เพิ่งเสียพ่อไปต่อหน้าต่อตาได้ทีจึงตรงเข้าไปกระทืบอิชิซ้ำ หลังจากหมดหวังจะลิ้มรสความตายอันเร้าใจจากอิชิ คาคิฮาระจึงเพ้อไปว่าอิชิยังหนังเหนียวพอที่จะยืนหยัดขึ้นมาบรรเลงยุทธกับเขาต่อ ก่อนที่เขาจะเพลี่ยงพล้ำให้แก่ท่าไม้ตาย เดือยใบมีดเฉาะหน้าผาก ของอิชิ และเสียหลักหงายหลังร่วงละลิ่วจากดาดฟ้าตึกสู่เบื้องล่าง 

ควรกล่าวด้วยว่าเมสไม่ได้เอ่ยถึงอุบายการทำประชาสัมพันธ์ของหนังเรื่องแม้แต่น้อย จากข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ชมส่วนใหญ่มักนึกถึงใบหน้าท่าทางของคาคิฮาระเมื่อเอ่ยถึง Ichi แทนที่จะนึกถึงตัวจริงของอิชิ หนักข้อกว่านั้น ตลอดครึ่งเรื่องแรก คนดูอดคิดไม่ได้ว่าคาคิฮาระคืออิชิเพราะหนังล่อคนดูไปในทางนั้น ภาพคาคิฮาระจะลอยเด่นขึ้นมาในหัวคนดูทุกครั้งเมื่อได้ยินตัวละครในหนังโจษขานกันถึงกิตติศัพท์ความเหี้ยมโหดของนักฆ่าลึกลับ ทั้งนี้เพราะคนดูคุ้นตากับอุปนิสัยบ้าเลือดของคาคิฮาระ จริงอยู่หลายคนอาจเคยอ่าน Ichi ในฉบับการ์ตูนยอดมนุษย์มาก่อน แต่บางคนก็ข้ามขั้นมารู้จักกับ Ichi ในฉบับภาพยนตร์เลย หลายคนยังรู้ไปถึงว่า Ichi หมายถึง 1 ดังนั้นจึงย่อมเดาได้ตั้งแต่แรกเห็นว่ามือสังหารอิชิ คือ บุรุษในชุดมีหมายเลข 1 สีเหลืองประกาศศักดาอยู่กลางหลัง แต่อย่างไรก็ดีผู้ชมจำนวนไม่น้อยเหมาเอาว่าบุรุษบนใบปิดหนังอย่างคาคิฮาระ คือนักฆ่าเจ้าของนามที่ถูกยืมมาเป็นชื่อของหนัง มารู้ว่าไม่ใช่ก็ต่อเมื่อดูหนังผ่านไปสักระยะหนึ่ง ดูเหมือนว่าความตั้งใจของมิอิเกะในการหยั่งใจคนดู ก่อให้เกิดปฏิกิริยาชั้นต้นแตกต่างกันออกไปในหมู่คนดูขึ้นกับพื้นเพความรู้เกี่ยวกับตัวเรื่องของแต่ละคน

กลยุทธการตลาดดังกล่าวเป็นการคุมเชิงระหว่างคนดูกับผู้กำกับโดยมีความสามารถในการเข้าถึงและอ่านเกมการตีความตัววัตถุดิบชั้นต้นของหนังเป็นเดิมพัน คนที่ไม่เคยอ่าน Ichi ในภาคการ์ตูนมาก่อนย่อมว้าวุ่นใจกับความเอาแน่ไม่ได้ของเหตุการณ์ในภายภาคหน้าของหนังซึ่งก็เข้าทางปืนของหนัง เพราะเป็นการดัดแปลงมาจากเรื่องราวที่ไม่น่าจะดัดแปลงมาเป็นหนังได้ หนัง ไม่ใช่การ์ตูน หนังจึงต้องมีพฤติกรรมผิดแผกออกไป ผลตอบรับจากคนดูต่อผลการทำงานภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวมีโอกาสเป็นเสียงชื่นชมยินดีมากพอ ๆ กับเสียงสาปส่ง ขึ้นกับว่าคนดูรายนั้น ๆ เป็นเซียนการ์ตูนหรือคอหนัง หลังชมหนังจนจบ จึงถึงบางอ้อว่าเหตุใดหนังจึงยกความสับสนในตัวตนอันแท้จริงของอิชิมาเล่นตั้งแต่เริ่มแรก เนื่องจากส่วนที่เหลือของหนังจะเลียบเลาะอยู่กับความเป็นไปได้ที่ว่าอิชิอาจไม่มีตัวตนอยู่จริง หากเป็นแค่เพียงมือวางอันดับหนึ่งในจินตกรรมเชิง sadomasochistic ของคาคิฮาระ เป็นเป้าล้างแค้นในความฝันเฟื่องของจิจิอิ และเป็นอนุสาวรีย์ประจานความไม่กล้าสู้หน้าผู้เป็นบุตรชายของคาเนโกะ

ความเป็นไปใน Ichi ไม่ต่างกับงานชิ้นอื่นของมิอิเกะ เพราะเป็นการถ่ายทอดมโนคติว่าด้วยการเทียวไล้เทียวขื่อกับประสบการณ์อันแสนดื่มด่ำในวัยเยาว์ และหาทางชุบตัวเป็นเด็กอีกรอบด้วยการดั้นด้นกลับสู่อดีตอันคุ้นเคย มีอยู่ฉากหนึ่ง หนังเล่าถึงตอนที่คาเนโกะตะเพิดเจ้าของร้านเหล้าเจ้าอารมณ์ก่อนมันจะลงไม้ลงมือกับอิชิ ระหว่างรอจังหวะเข้าช่วยอิชิ คาเนโกะย้อนรำถึงเรื่องของตนเมื่อครั้งตกที่นั่งลำบากเช่นเดียวกับอิชิ ครั้งนั้นมีนักเลงน้ำใจงามมาช่วยเขาไว้ จากวันนั้นถึงวันนี้ที่คาเนโกะเป็นถึงพ่อคนแล้ว เขาย่อมทนไม่ได้กับภยันตรายที่จะอาจมากร้ำกรายบุตรชายแม้จะเกิดขึ้นกับคนอื่น อิชิในสภาพอ่อนแอไร้เดียงสาหมดปัญญาจะสู้รบปรบมือกับคนที่มาข่มเหงจึงย่อมมีตัวตนของคาเนโกะ และการเป็นตัวแทนลูกชายของคาเนโกะสิงสถิตย์อยู่

หากไม่มีการพบปะกันครั้งแรกระหว่างอิชิกับคาเนโกะ การตายจากกันโดยที่ฝ่ายแรกลงมือปลิดชีพฝ่ายหลังต่อหน้าลูกชายในบั้นปลายของหนังคงไม่เปี่ยมความหมายอย่างที่เป็น ความเป็นไปทั้งมวลนำไปสู่ข้อสรุปเฉพาะในส่วนของคาเนโกะที่ว่า เขาคงหมดทางรับมือกับอดีตอันน่าอดสูของตน หนำซ้ำต้องมาโดนคนอกตัญญูหยามน้ำหน้า แต่ลูกชายเขาก็สนองพระคุณทันควัน เด็กน้อยตามเข้าไปกระทืบอิชิซ้ำหลังจากเพลี่ยงพล้ำจนลงไปวัดพื้น อิชิเองก็ตื้นตันที่ได้เห็นความบ้าเลือดของคนตัวกะเปี๊ยก เนื่องจากในตอนอายุเท่าบุตรชายคาเนโกะ อิชิก็มีโอกาสจะได้พะบู๊อย่างนี้เหมือนกัน แต่เขาขี้ขลาดเกินกว่าจะลงมือจึงกลายเป็นรอยด่างพร้อยในชีวิตที่รอใครสักคนมาลบด้วยเท้าดังกล่าว

ichi-037

ความเป็นไปทั้งมวลยังนำไปสู่ข้อสรุปเฉพาะในส่วนของอิชิได้ว่า ความสมเพชตนเองจากการถูกข่มเหงเมื่ออยู่ในคราบจิจิอิถูกบ่มเพาะไว้เพื่อเคี่ยวกรำความเป็นมือสังหาร จะว่าไปแล้ว อิชิอาจเป็นผลิตผลจากห้วงจิตสำนึกของใครต่อใครได้ทั่วไปหมด ในส่วนตัวของเขาเอง อิชิมีไว้กวาดล้างบรรดาอดีตอัปลักษณ์ทั้งหลายของจิจิอิ แต่หากมองจากมุมของคาคิฮาระ อิชิคือคู่ต่อกรที่สมบูรณ์แบบในเกมสร้างความหรรษาจากความทารุณ อิชิยังอาจเป็นหนามมาบ่งหนองในอกคาเนโกะซึ่งกำลังกลัดหนองได้ที่เพราะความล้มเหลวในชีวิตครอบครัวและหน้าที่การงานในกรมตำรวจ

ด้วยเหตุดังที่กล่าวมา ความรุนแรงในฉากลุยไถดังกล่าว แท้จริงแล้วจึงเป็นการรวมตัวกันเพื่อต่างคนต่างหาช่องปล่อยอณูอดีตของตนเข้าไปฟอกในวังวนของการพันตู โดยมีอิชิเป็นตุ๊กตาเสียกบาล ความเป็นบุคลาธิษฐานจากความเพ้อพกไปเองของตัวละครอื่น ๆ ของอิชิมีรูปรอยชัดเจนในฉากสืบเนื่องกับฉากนองเลือด หลังจากอิชิโดนแข้งและฝ่าเท้าลูกชายคาเนโกะไปหลายดอก เมื่อเห็นว่าความปรารถนาที่ตนจะได้หลั่งเลือดและรับความทรมานคงเป็นหมันคาคิฮาระจึงตัดช่องน้อยด้วยการสอดเหล็กแหลมยาวเข้ารูหูตนเอง เสียงประกอบในเหตุการณ์จากภาพขยายภายในรูหูยึดตามที่ปรากฏแก่โสตประสาทที่ค่อย ๆ บิดเบี้ยวของคาคิฮาระ ดังที่ในที่สุดภาพก็ตกอยู่ในความshow-down-doneเงียบ จากนั้นหนังก็ตัดมาเป็นเหตุการณ์เบื้องนอกรูหู เป็นภาพอิชิหิ้วแขนข้างหนึ่งของลูกชายคาเนโกะ ส่วนคาคิฮาระยังโงนเงนจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่อยู่ สองคนได้เผชิญหน้ากันจนได้ แต่คาคิฮาระก็สิ้นท่าแก่อิชิเพียงแค่ฝ่ายหลังวาดวงขาด้วยท่าไม้ตาย ใบมีดจากส้นเท้าก็เฉาะเข้าหน้าผากคู่ต่อสู้ คาคิฮาระยักแย่ยักยันหันรีหันขวางอยู่ 1 รอบ ก่อน ใช้รั้วดาดฟ้าตึกเป็นสะพานส่งร่างตัวเองหงายผึ่งร่วงลงสู่เบื้องล่าง ก่อนร่างจะฟาดกับพื้นเขาร้องโหยหวนว่า “ยอดชะมัด”ที่พื้น จิจิอิโผเข้าไปยังซากอันยับเยินของคาคิฮาระ เขาค่อย ๆ ปาดปอยผมสีบลอนด์ออกจากหน้าผากคาคิฮาร่า กลับไม่มีรอยแผลจากคมใบมีดบนหน้าผากนั้น จิจิอิแหงนมองขึ้นยังทิศทางซึ่งคาคิฮาระเพิ่งดิ่งลงมา หนังตัดไปเป็นภาพลูกชายคาเนโกะสะอื้นฮัก ให้อดคิดไม่ได้ว่าคนที่หนังกำลังกล่าวถึงอาจเป็นอิชิ เพราะเป็นการจับภาพจากช่วงอกขึ้นไป หรือไม่ก็อาจเป็นคนอื่น เป็นใครก็ได้

การลำดับภาพดังกล่าวจุดประกายความสับสนต่อการสื่อความหมายของเหตุการณ์ไม่น้อย เพราะภาพดังกล่าวเป็นได้ทั้งเหตุการณ์ย้อนหลังหรืออาจเป็นเหตุการณ์บนหลังคาตึกซึ่งเดินคู่ไปกับเหตุการณ์เบื้องล่าง หากเป็นกรณีหลังย่อมอนุมานได้ว่าอิชิไม่ได้เป็นคนส่งร่างคาคิฮาระดิ่งพสุธาลงไปข้างล่าง และบุตรชายของคาเนโกะยังไม่ตาย นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ด้วยว่าเด็กชายคนนี้คือเด็กชายคนที่ทั้งเตะทั้งกระทืบพ่อตัวเองชนิดเอาให้ตายคาเท้า ช่วงท้าย ๆ ของหนังจะเห็นร่างจิจิอิถูกแขวนคอห้อยต่องแต่งอยู่บนคบไม้ เบื้องล่างมีเด็กนักเรียนชักแถวเดินผ่านไป หนังทิ้งทวนด้วยฝีภาพจากด้านหลังของเด็กหนุ่มรุ่นกระทงคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นอิชิเมื่อสังเกตจากการแต่งองค์ทรงเครื่องในมาดยอดมนุษย์ ครั้นเด็กหนุ่มหันหน้ามาหากล้อง กลับหาเป็นอิชิไม่ จึงให้สงสัยต่อไปได้อีกไม่รู้จักจบสิ้นว่า อาจเป็นได้ที่คาคิฮาระร่วงจากดาดฟ้าตึกด้วยฝีมือตนเอง ส่วนคาเนโกะก็จบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายต่อหน้าต่อตาลูกชาย ส่วนจิจิอิก็ผูกคอตายกับต้นไม้เองกับมืออย่างที่เห็นไป แต่หนังกลับยกความตายทั้งหมดให้เป็นผลจากฝีมือสังหารอันแสนพิศดารของอิชิแทนที่จะถ่ายทอดเหตุการณ์ออกมาตามเนื้อผ้าที่คาดไว้

มุมมองของเมสที่ว่ายิ่งมีการขมิบยั้งภาพความรุนแรงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นการชี้ชวนให้คนดูทุ่มจินตนาการเพื่อลงขันสร้างเหตุการณ์ร่วมกับหนังมากขึ้นเท่านั้น ช่วยสร้างความกระจ่างแก่เส้นสนกลนัยของฉากบู๊หมู่ได้เป็นอย่างมาก แต่จะว่าไปฉากบู๊หมู่ตอนท้ายของ Ichi ตีความไปได้ต่าง ๆ นานา ไล่ตั้งแต่การสืบสาวจับทางสายสัมพันธ์ที่แล้วมาระหว่างตัวละครทั้งหมดให้เป็นที่ประจ่าง ถัดมาก็จะเป็นการทำความเข้าใจกับปัญหาคั่งค้างจากอดีตและกรรมวิธีที่พวกเขาของแต่ละคนใช้เยียวยาความกลัดกลุ้ม คาคิฮาระแก้หน้าอาการลงแดงเพราะอยากฆ่าตัวตายด้วยการแส่หาเรื่องเจ็บตัวไปพลางทารุณคนอื่นไปพลาง โดยหวังว่าบุพเพสันนิวาสแห่งความระทึกและแสนทรมานจะมาถึงเขาในสักวัน ความเหี้ยมเกรียมผิดมนุษย์มนาส่งผลคณะนักเลงเฉดหัวเขาทิ้ง คาคิฮาระเดินจากมาอย่างไม่สะทกสะท้านเพราะยังมีสมุนอีกโขยงใหญ่พร้อมจะขึ้นสวรรค์ตกนรกไปกับเขา พอมีคำร่ำลือถึงฤทธิ์เดชของอิชิมาเข้าหูคาคิฮาระ เขาก็ตั้งหน้าตั้งตารอวันได้ห้ำหั่นกับอิชิด้วยความกระเฮี้ยนกระหือรือ เพราะเชื่อว่าฟ้าได้ประทานคู่อาฆาตที่สมน้ำสมเนื้อลงมาแก่เขาแล้ว

หลังจากถูกไล่ออกจากกรมตำรวจเพราะทำปืนหาย คาเนโกะเข้าเป็นสมาชิกคณะนักเลง ติดสอยห้อยตามคาคิฮาระเรื่อยมา การถูกขับออกจากการเป้นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ กอปรกับความล้มเหลวในชีวิตครอบครัวเป็นรอยแผลจากอดีตที่ยังคงบาดลึกในใจคาเนโกะ ภาวะบ้านแตกสาแหรกขาดยังส่งผลล้ำลึกแก่ลูกชายเขาด้วยเช่นกัน คาเนโกะไม่กล้าสู้หน้าลูกชายตนเองมาตลอดเพราะอดสูกับเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงในชีวิต ความตายในการบู๊ครั้งสุดท้ายจึงเป็นบทสรุปของชีวิตอันน่าสมเพช ในด้านของจิจิอิ เขามีแค้นฝังลึกอยู่กับบรรดาสมาชิกคณะนักเลงอันโจซึ่งคาคิฮาระและคาเนโกะสังกัดอยู่ และชำระแค้นได้สำเร็จด้วยความอนุเคราะห์จากอิชิ การได้มาร่วมหัวจมท้ายกันอาจก่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจกันและกันระหว่างจิจิอิกับอิชิและปลงกับชีวิตก่อนพาฆ่าตัวตายกันไปในท้ายที่สุด

เพื่อสร้างความกระจ่างแก่สมมติฐานดังกล่าว ต้องนำมรณกรรมทั้งสามไปย้อมด้วยบริบทของภาพเหตุการณ์ก่อนถึงฉากวัดใจครั้งสุดท้าย ฉากดังกล่าวจะเห็นลูกชายคาเนโกะเลี้ยงเนื้อนกichi-0421ตัวหนึ่งอยู่บนดาดฟ้า นกบินมาโฉบเอาชิ้นเนื้อจากมือลูกชายคาเนโกะ นอกจากนี้ในฝีภาพติ่งท้าย ๆ ของหนังจะมีนกบินร่อนวนรอบร่างจิจิอิซึ่งแขวนต่องแต่งอยู่กับกิ่งไม้ นกบินโฉบผ่านร่างเด็กหนุ่มผู้คลับคล้ายคลับคลาจะเป็นอิชิ ซึ่งอาจจะเป็นลูกชายของคาเนโกะตอนโตเป็นหนุ่มก็ได้ นกในหนังของมิอิเกะถือเป็นสัญลักษณ์แทนการจุติ ในกรณีของ Ichi นกยังรับหน้าเป็นสื่อเชื่อมบริบทเพื่อรองรับมุมมองของเด็กต่อมรณกรรมของผู้ใหญ่ 3 คน นอกจากนี้ ร่องรอยความสัมพันธ์ระหว่างนกกับการละทิ้งถิ่นฐานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็นับว่าเด่นชัดพอตัวในงานของมิอิเกะ นักวิเคราะห์บางรายมองว่าหากเข้าใจความลุ่มหลงที่มิอิเกะมีต่อนกได้ก็ย่อมเข้าถึงบทบาทคุณค่าที่แท้จริงของนกใน Ichi The Killer

ช่วงแอนิเมชั่นของหนังเรื่อง Happiness of the Katakuris ถือเป็นตัวอย่างในการใช้นกเป็นตัวแทนของวัฏจักรการถือจุติตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดี Happiness of the Katakuris เป็นการดัดแปลงงานที่มีอยู่เดิมมานำเสนอใหม่ เช่นเดียวกับ Ichi และ Graveyard of Honour สาระของหนังเองมุ่งเล่าถึงกระบวนการเกิดใหม่และและเดินทางตัดผ่านภพเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ช่วงแอนิเมชั่นของ Katakuris เริ่มต้นด้วยมีการค้นพบสัตว์ปีกชนิดหนึ่ง รูปร่างหน้าตาประหลาด อยู่ในถ้วยซุป นกอุบาวท์ฉกลิ้นไก่เจ้าของถ้วยซุปไปเพราะมีรูปพรรณคล้ายหัวใจดวงเล็ก ๆ มันบินหนีไปพร้อมกับหอบหิ้วลิ้นไก่เพื่อไปหาที่กินเหมาะ ๆ แต่ไม่ทันไรตัวมันเองก็ถูกนกใหญ่เขมือบเองเสียก่อน ต่อมานกใหญ่ก็ตกเป็นเหยื่อตัวประหลาดอีกชนิดหนึ่ง ฉากเหตุการณ์กลายมาเป็นภาพบนหน้ากระดาษ ลมพัดมาหอบแผ่นกระดาษปลิวคว้าง ก่อนขยุมตัวเองเป็นก้อน ๆ จนกลายเป็นไข่ฟองหนึ่ง เพื่อหายเข้าไปในปากของงู นกบินมาจิกงูไปป้อนเข้าปากลูกของมัน ของเหลวในไข่ถูกดูดออกมา ฟองไข่ร่วงกลับลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง เปลือกไข่แตกออกและมีสัตว์ปีกหน้าตาประหลาดขนาดจิ๋วตัวใหม่ลืมตาออกมาดูโลกอีกรอบ และนกใหญ่อีกชนิดก็ยังตามมากินมันอีกรอบด้วยเช่นกัน นกตัวใหญ่โผบินไปเรื่อย ได้จังหวะก็ขี้ลงบนหัวผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นยั๊วะจัด เขวี้ยงไม้ใส่นกเจ้ากรรมร่วงหายไปจากท้องฟ้าในบัดดล การร่ายรำของการเกิดและตายดำเนินอยู่เช่นนั้นเรื่อยไป

ichi-0432การใช้ประโยชน์จากนกในฉากเปิดเรื่องของ Katakuris น่าจะถือเป็นแม่แบบการใช้นกเพื่อสื่อความหมายในงานชิ้นอื่น ๆ ของมิอิเกะก็ว่าได้ ทุกคราวที่มีเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเกิดขึ้นในหนังของมิกิเอะ เป็นต้องได้เห็นนกมาบินฉวัดเฉวียนอยู่ในฉากไม่เคยขาด ด้วยเหตุที่นกคือองค์อินทรีย์สัญลักษณ์ที่ลัดข้ามระนาบเวลาได้ ดังนั้น บุคคลที่นกใน Ichi บินผ่านหลังถัดจากจิจิอิ จึงเป็นลูกชายคาเนโกะตอนโต ไม่แต่เท่านั้นนกตัวนั้นยังรวบกุมเหตุอัตวิบาตกรรมสองครั้งเข้าไว้ด้วยกันในตัวมัน นกแบกความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะค้นหาความเปลี่ยนแปลงของสองชีวิต และพาเหินข้ามขีดคั่นทั้งหลายเพื่อมุ่งหน้าสู่อิสรภาพเยี่ยงนก นกจึงเป็นสัญลักษณ์ของการทุบหม้อข้าวและออกเดินทางไปตายเอาดาบหน้า(de-territorializing flight) อันเป็นการแสดงความเด็ดเดี่ยวขั้นสุดยอด

ถึงการฆ่าตัวตายอาจถูกมองว่าเป็นเพราะความหมดอาลัยตายอยากในชีวิตและมีแรงจูงใจให้กระทำผิดแผกกันไปในแต่ละบุคคล แต่กระนั้นก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการฆ่าตัวตายต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ เป็นอย่างมาก ความตายในหนังของมิอิเกะถือเป็นส่วนย่อยของวัฏจักรใหญ่แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ความตายเป็นเหมือนกระสวยพาคน ๆ หนึ่ง”กลับบ้านเก่า” เพื่อดั้นด้นไปสู่”ที่ชอบ ๆ”กันอีกครั้ง มนุษย์ไม่เคยไปบ้านได้มากกว่า 1 ครั้ง การคืนเรือน(จะเป็นที่ ๆ เกิด หรือ ที่ ๆ อยู่มาก่อนเกิดก็สุดแท้แต่ใครจะว่าจะเรียกกันไป) จึงเป็นการกลับไปลากคราบกรองไคลความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่คน ๆ หนึ่งผ่านพบมาภายหลังจากที่แห่งนั้นมา จึงมองได้ว่าการออกจากบ้านเป็นเรื่องของการไปเพื่อแสวงหาสิ่งดี ๆ จากการเปลี่ยนแปลง พึงตระหนักด้วยว่า มีเพียงการออกจากบ้านหลังแรกเท่านั้นที่ถือเป็นการจากบ้านเกิด เนื่องจากบ้านหลังอื่น ๆ ไม่ใช่บ้านเกิด การออกจากบ้านครั้งถัด ๆ มาหลังจากบ้านหลังแรกจึงไม่ถือเป็นการพลัดถิ่นแต่อย่างใด ในตัวละครของมิอิเกะจึงเป็นร่างทรงรองรับการไหลวนของกระบวนความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เราเห็นอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติ โดยมีนกขอติดมากับรถด่วนขบวนสุดท้ายของหนังด้วยเสมอ

 

grav-hnor-010

อย่างที่เมสตั้งข้อสังเกตไว้ ตัวละครแทบทั้งหมดในงานมิอิเกะเป็นคนไร้หัวนอนปลายเท้า ระหกระเหิน และโหยหาบ้าน ยิ่งถ้าได้หลังที่เหมือนกับบ้านเคยอยู่อู่เคยนอนก็ยิ่งดีใหญ่ บางที่พวกเขาก็จำต้องยึดโลกที่ตัวเองคลุกคลีอยู่เสมือนหนึ่งเป็นบ้านหลังเก่า ทั้งที่มีความเป็นเมืองใหญ่เบียดบังมโนสำนึกอยู่ ดังจะเห็นได้ว่าถึงแม้คณะนักเลงในหนังมิอิเกะจะซ่องสุมรวมตัวกันในปริมณฑลที่ผ่านการหักร้างถางพงปักปันเขตมาแล้วก็จริง แต่พวกเขายังคงไม่หยุดแก่งแย่งพื้นที่ตรงนั้นตรงนี้กัน เพื่อจับจองและได้ชื่อว่าตนเป็น”เจ้าถิ่น” 

a scene from Graveyard of Honour

a scene from Graveyard of Honour

การแก่งแย่งของพวกเขาจึงถือได้ว่าเป็นการขยายอาณาจักรแห่งประสบการณ์ จำต้องกล่าวอีกด้วยว่ามิอิเกะมักย้ำเน้นความคิดว่าด้วยการไปตายเอาดาบหน้าและการทวงสภาพแวดล้อมเดิมคืนมาผ่านเหตุทะเลาะวิวาทด้วยการใส่นกหรือรูปสัญญะจากธรรมชาติรังสรรค์เข้ามาในฉาก 

ชาติตระกูลหนังของมิอิเกะไม่สำคัญเท่ากับความยืดหยุ่นในการรองรับการถ่ายโอนสภาพแวดล้อมครั้งเก่าที่ยังเรืองรองอยู่ในความทรงจำและเป็นที่โหยหาของคนดู งานไตรภาค Dead or Alive คือ ตัวอย่างอันน่าตื่นตาตื่นใจของปณิธานแห่งการถ่ายทอดเรื่องราวของมนุษย์กับการการข้ามเส้นแบ่ง ไม่ว่าจะเป็นในปริมณฑลเรื่องส่วนตัว หน้าที่การงาน รวมไปถึงปริมณฑลทางภูมิศาสตร์ หลายฝ่ายมองว่าไม่น่าจะนับหนังทั้งสามเรื่องเป็นงานไตรภาค ตัวละครและเรื่องราวในหนังทั้งสามเรื่องล้วนไม่ค่อยจะสืบเนื่องกัน หากไม่นับการใช้สองตัวละครหลัก คือ ริกิ ทาเคยู(Riki Takeuchi) กับ โช อาอิคาวะ(Show Aikawa) ร่วมกัน ในทางตรงกันข้ามหากเราเลิกไม่ยึดติดกับภาพความเป็นภาคต่อของหนังทั้งสามเรื่อง และซึมซับรายละเอียดของหนังแต่ละเรื่องเสมือนหนึ่งไม่มีความข้องแวะกันแม้แต่น้อย กลับจะพบว่าหนังทั้งสามเรื่องมีความเกี่ยวพันกันลึกซึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ ในเบื้องต้น อย่างน้อยหนังทั้งสามเรื่องก็มีนักแสดงหลัก ๆ หน้าเดิม เล่นกันอยู่แค่ 2 คน ถึงคนทั้งสองจะโผล่มาในชื่อและบทบาทที่ไม่ซ้ำเก่า แต่ชะตากรรมของพวกเขาจากภาคหนึ่งสู่ภาคต่อ ๆ มากลับสอดคล้องกันตามแรงเหวี่ยงของพัฒนาการ นอกจากนี้หนังยังมีนัยของการล่วงล้ำ และสลับบุคลิก จนถึงขนาดหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวของตัวละครหลักคู่นี้อีกด้วย หนำซ้ำการที่ผลลัพธ์ของการหลอมรวมดังกล่าวมีรูปพรรณคล้ายนกเสียอีกก็ยิ่งชวนให้คิดไปได้ถึงไหนต่อไหน

ในภาคแรก โช อาอิกาวะ เป็นตำรวจ ส่วนริกิ ทาเคยูชิ เป็นนักเลง ฝ่ายแรกคอยตามล้างตามล่าฝ่ายหลังอย่างไม่ลดราวาศอก ภาคสอง ทั้งคู่เป็นมือสังหารและโคจรมาทับเส้นทางกันเพราะถูกว่าจ้างให้ไปเก็บเป้าหมายคนเดียวกัน ในวันและเวลาเดียวกัน หลังเหตุบังเอิญโชสะกดรอยตามริกิทุกฝีก้าว ไม่เว้นแม้แต่ลงเรือตามไปถึงเกาะอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของทั้งคู่ ในที่สุดทั้งคู่ก็พบความจริงที่ว่าพวกเขาเป็นเพื่อนกันสมัยยังเด็ก ว่าแล้วจึงสนุกสนานกับกิจกรรมในสนามเด็กเล่นเพื่อทบทวนความหลังกัน เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในอวกาศที่เวลาเป็นอัมพาต นัยว่าด้วยการค้างเติ่งของเวลามีร่องรอยให้สืบย้อนขึ้นไปได้ถึงภาคหนึ่ง จากการที่ภาคแรกปิดฉากด้วยภาพสัญญาณวันโลกาวินาศปะทุไปทั่วโลก ภาคสองรับช่วงการบรรยายสภาพฉากหลังต่อด้วยการบอกเป็นนัยว่า เหตุการณ์ในภาคนี้เกิดขึ้นในครู่ยามที่โลกกลายเป็นเทหวัตถุเยือกแข็งก้อนหนึ่งในอวกาศไปแล้ว ดังจะเห็นได้ว่าตลอดเรื่องจะมีอุกกาบาตอยู่ลูกหนึ่งพุ่งตัวอยู่กับที่ในอวกาศเมื่อมองด้วยตาเปล่าจากโลก

 

doa-0101

โมงยามที่หยุดนิ่งเหมาะแก่การทวนความทรงจำอันงดงาม โช กับริกิ ใช้โอกาสดังกล่าวกลับไปเยือนแหล่งกำเนิดของพวกเขา เป็นการกลับบ้านเดิมเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจรับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การรื้อถอนชีวิตปัจจุบันจากบริบทเดิมและจุ่มลงในบริบทเยาว์วัยหาใช่เป็นการถอยกลับไปตั้งหลัก แต่เป็นการฟอกตัวย้อมใจเพื่อบุกไปข้างหน้าเสียมากกว่า คนทั้งสองตกลงใจหวนกลับมาสวมมาดนักเลงออกอาละวาดอีกครั้ง แต่คราวนี้พวกเขาบริจาคน้ำพักน้ำแรงได้ทั้งหมดให้แก่เด็ก ๆ ผู้หิวโหยในทวีปแอฟริกา ผลจากการช่วยจรรโลงโลกพวกเขาจึงกลายเป็นคนมีปีก เหมือนเทวดาwinged-dnแต่ความประพิมพ์ประพายกับเทวดา กลับไม่น่าสนใจเท่าสารรูปที่เหมือนนก ก็อย่างที่กล่าวไปแล้วว่านกมีความสำคัญในฐานะเฟืองตัวหลักในกระบวนการปฏิสัมพันธ์กับอดีตของมนุษย์มากขนาดไหนในงานของมิอิเกะ ในรายของโชและริกิพวกเขากลายร่างเป็นนกหลังจากกลับเนื้อกลับตัว ตอนท้ายของหนัง ทั้งสองยังดำเนินชีวิตต่อไปได้ระยะหนึ่งหลังถูกกระหน่ำยิงชนิดไม่น่าจะรอดมาได้ แม้เลือดจะอาบร่างพวกเขายังเดินกร่างไปตามถนน ไม่ส่ออาการบาดเจ็บให้เห็นแม้แต่น้อย ห้วงเวลาดังกล่าว ถือเป็นการตื่นจากความตาย พวกเขาเกิดใหม่หลังจากผ่านพิธีกรรมจบชีวิตเก่า และยังเป็นการทลายทำนบกระแสเวลาให้หลั่งไหลอีกครั้งหลังจากถูกกักเก็บมาตลอดเรื่อง

ตอนทั้งคู่เดินทางกลับบ้านเกิดอีกหน คนทั้งสองมาในสภาพวิญญาณเร่ร่อนพร้อมการถือกำเนิดของชีวิตใหม่ในหมู่บ้าน Dead or Alive 2: The Birds ถือเป็นกรณีตัวอย่างอันดีเพื่อศึกษาแนวทางของมิอิเกะในการใช้นกเป็นสัญลักษณ์แทนการเกิดใหม่ในวงจรการแตกดับ นอกจากนี้ยังมีความสำคัญในแง่การเป็นแบบอย่างการพินิจพิเคราะห์กรรมวิธีเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงของแต่ละชีวิตโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมอันเป็นเงื่อนไขหรือมีอิทธิพลต่อการดำรงตนในโลกของคนเหล่านั้น

ใน Dead or Alive ภาคสาม ซึ่งมีชื่อว่า Dead or Alive: Final โลกกลับสู่สภาพโกลาหลดั่งเคย และยังสะบักสะบอมไม่เสร็จจากการมาเยือนของหายนะใหญ่ ด้วยอุปการคุณของเทคโนโลยีการสำเนาชีวิต โชและริกิจึงยังมีชีวิตอยู่ใน 300 ปีข้างหน้าได้ เมื่อริกิกลับมาเป็นฝ่ายไล่ล่าโชบ้างในเบื้องนี้ จึงเท่ากับว่าคนทั้งสองก้าวล่วงและแลกชีวิตกันใช้กับอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์แบบ อาจกล่าวได้ว่าการเหวี่ยงตัวของปฏิสัมพันธ์ระหว่างโชกับริกิ คือ หนึ่งในปัจจัยบ่งชี้ความเป็น”ภาคต่อ”กันในระหว่างหนัง Dead or Alive ทั้งสามเรื่อง ที่สำคัญยิ่ง ว่าไปแล้วในการดูหนังมิอิเกะหลายเรื่อง คนดูอาจจำต้องเถือ”หน้าหนัง”(เช่น ภาพความรุนแรง)ออกไปบ้าง หาไม่แล้วก็อาจเข้าไม่ถึงเนื้อแท้ของหนัง เนื้อแท้ดังกล่าวมักเป็นผลผลิตจากปฏิสัมพันธภาพระหว่างตัวละครท่ามกลางความวุ่นวายในกระบวนการตบแต่งเงื่อนไขแห่งการธำรงตนเพื่อสร้างความลงตัวแก่ชีวิต

อิทธิพลของสภาพแวดล้อมตัวละครมีความโดดเด่นอย่างมากใน Dead or Alive ภาคสุดท้าย อีกทั้งบทสรุปของหนังความเป็นอัตสำเหนียก(self-conscious) อยู่มาก หนังเปิดเรื่องด้วยภาพเครื่องฉายหนังยิงลำแสงออกมา เป็นฉากการฉายหนังเก่าเก็บเรื่องหนึ่ง บนจอจะเป็นภาพมนุษย์กำลังต่อสู่กับสัตว์ร้ายตามธรรมชาติ โดยมีเสียงบรรยายถึงอนาคตที่เอาแน่ไม่ได้ ความแน่แท้เพียงหนึ่งเดียว คือ การมีชีวิตอยู่ ณ ปัจจุบัน ทุกครั้งที่มีเสียงบรรยายพาดพิงถึงคำว่า ชีวิต บนจอจะเป็นภาพสัตว์เลื้อยคลานประหลาดมีอันถูกสังหารทุกครั้งไป ลูกเล่นดังกล่าวมีโยงใยลากไปถึงฉากการพันตูครั้งสุดท้ายระหว่างโชกับริกิในตอนจบของหนัง เพราะกลายเป็นว่าผลจากการต่อสู้ คนสองคนถูกหลอมมาเกิดในร่างใหม่ และต้องมีชีวิตร่วมกันในสภาพหุ่นยนต์นก ซึ่งมีหัวเป็นรูปปลักขิกอันเขื่อง

“เราเกิดมาจากการทำลายล้าง” คนทั้งสองให้บทสรุปกับตัวเองเช่นนั้น ที่จริงก่อนปิดเรื่องด้วยฉากเกิดอีกทีมีจู๋เป็นหัว มีการทวนความหลังด้วยการตัดต่อเหตุการณ์จากสองภาคแรกเสียบแทรกชนิดตาลายเป็นพิธีนับเป็นการปูทางเพื่อชงผลลัพธ์ของการประมือครั้งล่าสุด เข้าเป็นอีกหนึ่งในสาแหรกปฏิสัมพันธ์ระหว่างโชกับริกิ นอกจากนี้ยังมีเค้าการเป็นหินลองทองเพื่อหยั่งหาระดับความยืดหยุ่นของตัวหนังเองดูเล่น ๆ เนื่องจากหนังเปิดฉากด้วยการออกตัวว่าเป็นหนังไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง

เมืองในอนาคตที่โชกับริกิจับพลัดจับผลูไปอยู่นั้น มีอัตราการเกิดเป็นศูนย์ เพราะไม่มีเด็กเกิดใหม่แม้สักคน เนื่องจากขาใหญ่ประจำเมืองขอไว้ ความข้อนี้เป็นการยกความสำคัญของแก่นว่าด้วยการเกิดใหม่ผ่านการพิสูจน์สมมติฐานที่ว่ารักแท้เป็นจริงได้เฉพาะในหมู่คนเพศเดียวกัน แรงจูงใจของนโยบายตัดตอนวงจรการเกิดมาจากความเชื่อที่ว่าการมีประชากรมากเกินพอดีจะเป็นชนวนของสงครามซึ่งสร้างความบอบช้ำแก่โลกจนตกอยู่ในสภาพอย่างที่เห็น มิอิเกะกำลังชี้ว่าการตายมีบทบาทในวงจรชีวิตตามธรรมชาติไม่น้อยหน้าการเกิด เช่นเดียวกับ สงครามก็มีผลต่อการขับเคลื่อนวงจรมากพอ ๆ กับสันติภาพ ควรกล่าวด้วยว่าวงจรชีวิตตามธรรมชาติเป็นสภาวะที่ตัวละครในงานของมิอิเกะปรารถนาจะเข้าถึงยิ่งนัก การที่โชกับริกิประกอบร่างเป็นหนึ่งเดียวกันจึงเป็นการเผชิญหน้ากับนโยบายสกัดกั้นครรลองธรรมชาติของนายใหญ่

ความสัมพันธ์ระหว่างโชกับริกิในหนังทั้งสามเรื่องทั้งผกผันทั้งสมบุกสมบัน พวกเขาร่วมหัวจมท้ายกันได้ แต่พวกเขาก็แตกหักกันได้เช่นกัน บางทีก็สลับบทบาทกัน วนไปวนมาอยู่อย่างนั้น ต่างคนต่างจ้องจะเข้าไปยึดพื้นที่ของอีกฝ่าย ทั้งหมดดำเนินไปภายใต้อาณาจักรคนดีเหยียบฟ้าตามกฏของการคุมถิ่น สุดท้ายพวกเขาจับมือกันโค่นประมุขของเมืองผู้ไม่พิศมัยเด็ก ๆ ลงและฟื้นฟูค่านิยมรักต่างเพศ แม้ว่าการกระทำของเขาอาจทำลายกลไกป้องกันการเกิดสงครามในอนาคต แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าวงจรแห่งชีวิตกลับมาขับเคลื่อนอีกครั้งได้เพราะฝีมือของพวกเขา การคลายปมดังกล่าวหาใช่เป็นการสาบส่งแนวคิดรักร่วมเพศ หากแต่เป็นการฉลองชัยชนะของชายสองคนผู้มีชีวิตผูกพันกันแนบแน่นเป็นพิเศษ ที่มีเหนือระบอบผูกขาดเพศกิจ

Dead or Alive 2: The Birds จบลงตรงภาพทารกเกิดใหม่ พร้อมกับขึ้นตัวอักษรบนจอเป็นประโยคคำถามว่า “ไปสู่หนใด” คำตอบของคำถามนี้มีอยู่ในภาคสามกับภาพของโลกในสภาพจวนจะพินาศแหล่ไม่พินาศ เพราะมีประชากรมากเกินไป เป็นโลกที่ปราศจากทายาท แต่การจุติอาจมาในรูปการแปลงสภาพก็ได้ เพราะเป้าประสงค์ของการมีอยู่ของเอกภพ คือ การสร้างสรรค์ และการสร้างสรรค์เป็นดอกผลของการละทิ้งถิ่นฐานเดิม ไตรภาค Dead or Alive เป็นการร่วมเดินทางไปกับชายสองคนบนหนทางสู่บ้านเก่า ก่อนลงมือปฏิวัติตนเอง พวกเขาเกิดแล้วเกิดอีกในทำเลแตกต่างกันออกไปในหนังแต่ละภาค การเกิดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นการย้ำเตือนคติที่ว่ายิ่งใครเห็นสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก ยิ่งเท่ากับว่าคนผู้นั้นมีความดักดานมากตามไปด้วย ตามสายตาของมิอิเกะพฤติกรรมกระหายเลือดของเหล่านักเลงในไตรภาค Dead or Alive เป็นแค่กระบวนการดัดแต่งตนเองให้สอดคล้องลงรอยกับเงื่อนไขกำกับชีวิตมาตราต่าง ๆ อันเป็นวิถีของธรรมชาติ

a scene from The Bird People in China

a scene from The Bird People in China

ผลงานอีกเรื่องของมิอิเกะที่มีความน่าสนใจพอฟัดพอเหวี่ยงกับ Dead or Alive 2: The Birds คือ The Bird People in China หนังเรื่องนี้เล่าถึงยากูซ่าคนหนึ่งในปฏิบัติการล่าตัวนักธุรกิจลูกหนี้ของกลุ่มมาเฟีย การทวงหนี้ครั้งนี้ติดพันยืดเยื้อติดพันเข้าไปถึงหุบเขาอันห่างไกลแห่งหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากฝ่ายนักธุรกิจมีพุ่งเป้าจะไปค้นหาหยกที่หุบเขาแห่งนั้น สิ่งที่นักธุรกิจและยากูซ่าเจอในหุบเขา คือ โรงเรียนสอนบิน เด็ก ๆ ในหมู่บ้านนี้ต้องบินเพื่อสืบสานประเพณีเก่าแก่นับพัน ๆ ปีของหมู่บ้านโดยมีภาพวาดมนุษยวิหคในถ้ำเป็นหลักฐานยืนยัน

bird-p-0031

ทั่วหมู่บ้านดาษดื่นไปด้วยรูปตัวแทนแนวคิคเกี่ยวกับความเกี่ยวโยงระหว่างการเหินบินกับการผลัดภพผ่านความตาย ซากเครื่องบินสมัยสงครามโลกครั้งนี้ที่สองลำหนึ่งตกอยู่ในทะเลสาบใกล้หมู่บ้านในสภาพโหม่งโลก โผล่มาเพียงกระโดงหางและปีกหลัง เหมือนมีใครเอาไม้กางเขนขนาดมหึมาไปปักไว้ ยังนับเป็นเครื่องเตือนใจชาวบ้านถึงความสำคัญของการตายและการเหินในฐานะวิถีของการหลุดพ้น การแปลงพิธีกรรมเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงมาไว้ในรูปของสันทนาการหรือการละเล่น จนกลายเป็นประเพณีและพากันยึดถือสืบต่อกันมาชนิดไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมแม้กาลเวลาจะล่วงมานานเพียงใด เป็นผลของกุศโลบายการส่งเสริมให้เด็ก ๆ กล้าเผชิญโลกเบื้องหน้า และทะยานข้ามเส้นแบ่งระหว่างแผ่นฟ้ากับผืนดินโดยยึดเส้นขอบฟ้าเป็นเครื่องนำทาง

bird-p-002

ความหวนไห้ต่ออดีตอันงดงามเป็นอีกความน่าประทับใจของหนังมี โดยมีเพลงเป็นสื่อ เพลงเอกของหนังถูกนำมาสู่หมู่บ้านโดยนักบินลำมรณะ และตกทอดมายังเด็กคนหนึ่ง แต่การเดินทางของเพลงหาได้เป็นเรื่องของการรับช่วงมรดกทางภูมิปัญญา เพลงจากน้ำเสียงของเด็กผู้หญิงถูกนักธุรกิจบันทึกไว้ เขาเปิดเพลงฟังครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อแกะเนื้อเพลง เดิมทีคำร้องในเพลงเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อเด็กพื้นเมืองเข้ามารับช่วงการขับร้องจึงเริ่มมีศัพท์พื้นเมืองเข้าไปปะปนในเพลง นักธุรกิจพยายามสืบสาวหาคำร้องดั้งเดิมเพราะเชื่อว่าเนื้อเพลงย่อมบรรจุไว้ด้วยภาพเหตุการณ์ในอดีตของหมู่บ้าน พฤติกรรมการนำอดีตมาเป็นลายแทงเพื่อทำความเข้าใจกับปัจจุบัน และหยั่งคะเนอนาคต ต้องถือว่านักธุรกิจมีภูมิแน่นพอจะจับผิดความเปลี่ยนแปลงที่อยู่รายรอบตัวเอง เขาถึงยอมลงแรงขุดค้นอดีตเพื่อถลุงหาตะกอนประวัติศาสตร์ที่ตกผลึกอยู่ในซากเวลาช่วงใดช่วงหนึ่ง

landตัวยากูซ่าเองก็มีวาระส่วนตัวฝังเร้นอยู่ในการปฏิบัติตามคำสั่งทวงหนี้ เขาตัดสินใจแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้าน และค้นพบว่าตนมีบ้านเกิดอยู่ในวงล้อมของศัตรู การข้ามถิ่นนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอีกคราว อาจกล่าวได้ว่า บ้านหลังเดียวที่เป็นทั้งบ้านเกิดและเรือนตายของมนุษย์ก็คือ ความเปลี่ยนแปลง มนุษย์มีแต่จำต้องน้อมรับความเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงอยู่ค้ำฟ้าเพื่อฉายแสงของกฎไตรลักษณ์ไปยังสรรพสิ่ง ความสงบเที่ยงแท้อันเป็นเสาหลักของหมู่บ้านมนุษย์วิหคเอาเข้าจริงกลับเป็นกลไกการสะสมผลผลิตของการสัญลักษณ์ความเปลี่ยนแปลงเสียด้วยซ้ำ จากคติที่ว่า ความดักดานจะหมดไปหากมนุษย์บินอย่างนกได้ และยิ่งมีชั่วโมงบินสูงเท่าไหร่ ยิ่งเข้าถึงแก่นแท้ของสังสารวัฏได้มากเพียงนั้น

ภาพผู้ชายตั้งท่าจะออกบินใน The Bird People of China มีสาแหรกการก่อตัวของสถานการณ์ร่วมกับ Graveyard of Honor ฉบับสร้างใหม่ มิอิเกะใช้ภาพภาพจรดตัวเตรียมเหาะซึ่งมีรูปพรรณสันฐานดุจเดียวกันกับใน The Bird People of China มาเป็นภาพเปิดเรื่อง Graveyard ก็คงเพื่อนำงานใหม่เข้าฝากตัวกับสารบบงานของตัวเองประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งเป็นการออกตัวว่า Graveyard เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ การยืมภาพ”จะเหินแล้วนะ”จากงานชิ้นเก่ามาเป็นสาแหรกตั้งต้นงานชิ้นใหม่มีข้อน่าสังเกตบางประการ กล่าวคือ ในขณะที่ The Bird People of China ปิดฉากอย่างสวยงามและเปี่ยมความหมายในเชิงกวีกับภาพฝูงมนุษย์วิหครุ่นเยาว์พากันร่อนอยู่เหนือยอดเขา แต่ทิศทางการบินของตัวละครเอกใน Graveyard กลับเป็นการดิ่งลงปะทะพื้นปฐพี ก่อนจมหายไปในกองเลือดขนาดยักษ์ เมสมองว่าการที่ตัวละครหลั่งเลือดออกมาได้มหาศาลจนนองปฐพีขนาดนั้น เป็นผลมาจากการคั่งตัวสะสมของเลือดชั่วนับจากความเป็นผู้เป็นคนในตัวตัวละครเอกเริ่มอักเสบกระทั่งสุกงอม ในท้ายที่สุดของหนัง

คงด้วยอาณุภาพของแว่นขยายตามแนวคิดที่ว่ามีหน่อพุทธางกูรแห่งพระคริสต์อยู่ทั่วทุกตัวคนดลบันดาลให้เมสวิเคราะห์ไปในทางนั้น ถึงแม้จะดูเพี้ยน ๆ ไปบ้าง การพลีชีวิตตนของพระคริสต์ด้วยหวังความอยู่รอดของมนุษยชาติเป็นเนื้อนาบุญอาจถือเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของการตายอย่างสร้างสรรค์ในสายตาคนบางคน แต่ไม่ว่าผลในด้านอื่นจะเป็นฉันใด แต่ผลในภาคปฏิบัติก็คือ พระคริสต์ย่อมได้เกิดใหม่ ไม่แน่ว่าเป้าประสงค์ของคนที่ปลิดชีพตนเอง ก็เป็นเช่นนี้ คือ เพื่อไปเกิดใหม่ในสุขคติภพ ภาพตัวละครกุมสติไม่อยู่ในชั่วอึดใจที่ปลงใจเลือกความตายเป็นทางออกใน Graveyard ส่อถึงความสิ้นหวัง การไปตายเอาดาบหน้ามักเลี่ยงการใช้ความรุนแรงไม่ได้ มิเช่นนั้นมนุษย์ก็ย่อมพ่ายแพ้แก่อำนาจแรงโน้มถ่วงของโลกอยู่ร่ำไป การเปลี่ยนแปลงใช่เป็นเรื่องง่าย เพราะมนุษย์ไม่ได้มีทรัพยากรและปัญญาอยู่ในมือครบครัน ถึงขั้นเนรมิตความเปลี่ยนแปลงเอาได้ตามอำเภอใจ และก็ไม่ง่ายอีกเช่นกันกับการจะสถาปนาความสัมพันธ์เครือข่ายใหม่เพื่อสร้างอาณาจักรใหม่ ๆ กับคนหน้าใหม่ ๆ ในดินแดนใหม่เพื่อการลงหลักปักฐานชีวิตใหม่

มิอิเกะยิงคำถามตรง ๆ ผ่าน Dead or Alive 2 เพื่อชวนให้มนุษย์หันกลับมาฉุกคิดและตระหนักถึงเงื่อนไขแวดล้อมเพื่อตั้งสติและกำหนดทิศทางการล่องของชีวิต อันเป็นแนวคิดหลักในงานชิ้นอื่น ๆ ของด้วยเช่นกัน และเป็นแนวคิดที่เหมาะกับการใช้นกเป็นรูปตัวแทนในการนำเสนอเป็นที่สุด

แปลจาก
Jordan, Randolph. 2003. “Suicide is for the Birds: Takashi Miike’s Tales of De-territorializing Flight at Fantasia 2003 and Beyond” .http://www.horschamp.qc.ca/new_offscreen/fantasia2003_pt2.html

 ichi-002

เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999979.html

 

%d bloggers like this: