enyxynematryx

โรมาเนียมาช้าแต่มาแล้ว 1: บูรพาผงาด

leave a comment »

บูรพาผงาด

ในรายงานผลการสำรวจหัวข้อ New Cinema in Eastern Europe ที่อลิสแตร์ ไวท์(Alistair Whyte) เสนอต่อ Studio Vista เมื่อค.ศ.1971 มีการบรรยายถึงวงการภาพยนตร์ของโรมาเนียไว้เพียง 2 ประโยค หนึ่งในสองนั้นระบุว่า หนังการ์ตูนสัญชาติโรมาเนียพอดูได้ แต่หนังใหญ่หาดียาก คำว่า“หาดียาก”หากพูดแบบมะนาวไม่มีน้ำตามประสานักวิจารณ์ผู้คร่ำหวอด ก็คือ ดีตามเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ไม่มีบุญตาจริง ๆ ไม่มีทางได้ดู แต่จะไปโทษไวท์ก็คงไม่ได้เพราะหากไม่นับการมีผลงานของลูเชียน ปินทิลี(Lucian Pintilie – อีกประโยคหนึ่งในรายงาน ไวท์จัดสัมปทานไว้อธิบายการออกเสียงเรียกชื่อผู้กำกับรายนี้)เข้าร่วมฉายในเทศกาลเมืองคานส์แล้ว ภาพยนตร์ของโรมาเนียในช่วงคริสตทศวรรษ 1960 ถึง 1980 ก็มีชะตากรรมเช่นเดียวกับความเป็นไปของประเทศ นั่นคือ ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

การณ์ไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว ผู้กำกับดาวเด่นในยุโรปยุคนี้ล้วนมาจากคาบสมุทรบอลข่าน ไม่ว่าจะเป็นบอสเนีย บัลกาเรีย แม้กระทั่งอัลบาเนีย (ไม่เชื่อลองย้อนสำรวจงานของอาร์ตัน มินาโรลลี – – Artan Minarolli – – ผู้กำกับ The Moodless Night ผลงานสุดฮือฮาใน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดามประจำค.ศ.2004) แต่ในกรณีของโรมาเนียนั้น กว่าคลื่นลูกใหม่ระลอกแรกจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างก็ต้องรอให้อนุชนรุ่น 20 ต้น ๆ เมื่อครั้งการอภิวัฒน์ธันวาคม 1989 เติบโตและผ่านโลกมาเป็นผู้กำกับในวัย 40

โรมาเนียยังต้องเผชิญกับความผันผวนและสภาพเศรษฐกิจตกต่ำต่อมาอีกหลายปีให้หลัง อันเป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญทุกรกริยาโดยมีสมาชิกภาพของชุมชนทุนนิยมโลกเป็นมรรคผล แต่จะว่าไปหนังรุ่นปัจจุบันของโรมาเนียหรือจะกล่าวให้ตรงเป้าคือหนังที่ผลิตเพื่อสนองตอบแมวมองและกรรมการจัดงานตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติและสายส่งป้อนโรงอาร์ตเฮาส์นั้นยังปกคลุมด้วยเงาของเหตุการณ์ ค.ศ.1989 (รวมถึงคืนมหาวิปโยค – – ตลอดจนปฏิกิริยาลูกโซ่นำมาซึ่งเหตุการณ์ 22 ธันวาคม อันเป็นการปิดฉากระบบเผด็จการ 24 ปีภายใต้นิโกไล เชาเชสกู) ผู้ชมชาวโรมาเนียเองมีรสนิยมหลากหลาย เอาแน่ไม่ได้ จากข้อมูลเท่าที่สืบย้อนหลังได้ หนังขวัญใจมหาชนเรื่องหลังสุดของโรมาเนีย คือ Love Sick งานค.ศ.2006 ของผู้กำกับทิวดอร์ จิเออร์จิอู(Tudor Giurgiu) นั้นเป็นงานตลกฟูมฟายสั่ว ๆ เล่าเรื่องความรักระหว่างเด็กนักเรียนหญิงคู่หนึ่ง แต่หากพิจารณาจากรายได้ วงการหนังโรมาเนียยุคหลังการปฏิวัติ 1989 ยังเป็นรองยุคก่อนหน้านั้นอยู่หลายขุม

อุตสาหกรรมหนังโรมาเนียยุคเชาเชสกูอยู่ภายใต้การบริหารเบ็ดเสร็จของรัฐเช่นเดียวกับในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกอื่น ๆ รายได้จากยอดขายตั๋วราว 95 ล้านใบต่อปีในตลาดที่มีกำลังซื้อราว 20 ล้านคนนับว่าเฟื่องฟูพอตัว และต้องถือว่าสวยหรูเมื่อเมื่อเทียบกับสถิติการตีตั๋วเข้าชมเพียง 2.7 ล้านใบในค.ศ.2006 อันเป็นช่วงซบเซาสุดขีด 4m3w2d-10หนังในยุคโน้นเน้นเอาใจผู้ชมในประเทศ นาน ๆ ครั้งถึงจะโผล่หน้าไปประชันตามเทศกาลประกวดระดับนานาชาติ ต่อให้เป็นเวทีเฉพาะของเหล่ารัฐบริวารโซเวียต อาทิ เทศกาลภาพยนตร์มอสโก หรือคาร์โลวี วารี(Karlovy Vary)ก็ตาม แต่หนังเหล่านั้นก็หาได้สะท้อนหรือข้องเกี่ยวกับชีวิตผู้ชม “เป็นการหลับหูหลับตาถ่ายทอดภาพชีวิตผู้คน” คริสเตียน มุนจิอู(Cristian Mungiu) ผู้กำกับ 4 Months, 3 Weeks and 2 Days ให้ทัศนะ “ภาพบนจอไม่ได้ใกล้เคียงกับทัศนะของชาวบ้านตามวงสนทนา” ผู้กำกับผู้ตอกย้ำความเกรียงไกรของหนังโรมาเนียด้วยรางวัลปาล์มทองคำประจำ ค.ศ.2007 บรรยายสรรพคุณเสริม

ถึงจะไร้เงามารผจญเชาเชสกู แต่เกียรติภูมิบนเวทีนานาชาติของหนังโรมาเนียช่วงคริสตทศวรรษ 1990 กลับต้องฝากไว้บนบ่าผู้กำกับปินทิลีเพียงลำพังจากหนังสองเรื่องของเขาคือ The Oak และ Terminus paradis งานในค.ศ.1992 และ 1998 ตามลำดับ ทั้งที่ปินทิลีเองต้องแบ่งภาคทำงานทั้งเบื้องหลังละครเวทีควบคู่กับหลังกล้องถ่ายหนังและยังต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างปารีสกับบูคาเรสต์ ปินทิลีผู้นี้ถือเป็นสะพานทอดเชื่อมภารกิจผู้กำกับรุ่นก่อนสู่รุ่นหลัง เนื่องจาก คริสติ ปูย(Cristi Puiu)ผู้ซึ่งในกาลต่อมาจะดังเป็นพลุแตกจาก The Death of Mr.Lazarescu นั้นเคยทำงานร่วมกับปินทิลี ใน Niki and Flo หนังสะท้อนความร้าวฉานระหว่างอดีตนายทหารกับลูกเขยหัวก้าวหน้ามาแล้วใน ค.ศ. 2003 แม้ว่าภายหลังทั้งสองจากแตกคอกันและปูยขอถอนชื่อตนเองออกจากการเป็นคณะทำงานหนังเรื่องนั้น ปูยดึงบทมาขัดเกลาและถ่ายทำออกมาเป็นหนังสั้นความยาว 13 นาที โดยให้ชื่อว่า Cigarette and Coffe ก่อนส่งเข้าฉายประกวดและคว้ารางวัลหมีทองคำมาจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งเบอร์ลิน

มนุษย-ภาพยนตร-นิยม(Cinematic humanism)

lazares-8คลื่นลูกใหม่ของวงการหนังโรมาเนียประกาศศักดาได้อย่างเต็มภาคภูมิ เมื่อ The Death of Mr.Lazarescu ได้รับเกียรติฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในอีกสองปีหลังจากนั้น บทบันทึกเหตุการณ์ในคืนเคราะห์หามยามร้ายของชายชราผู้อาภัพบริการสาธารณสุขในหนังเรื่องนี้นำธงโรมาเนียไปโบกสะบัดบนเวทีภาพยนตร์โลกอย่างสง่างาม แม้ชื่อเสียงเรียงนามของหนังจะเข้าขั้นเป็นกาลกิณีตามตำราการตลาด ผลงานของปูยเรื่องนี้ถือเป็นต้นแบบของหนังในช่วง 2 – 3 ปีต่อมา ไม่ว่าจะเป็นการดูดซับรายละเอียดไว้แน่นเอียดในระวางฝีภาพยาว และการตรึงกล้องคอยท่า สุดแล้วแต่เหตุการณ์ใดจะผ่านเข้า-ออกหน้ากล้อง ธรรมชาติของการแสดงและบทพูดง่าย ๆ จากใจ ไม่ว่าจะเป็นท่าทีของชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รถพยาบาล หรือหมอ ต่างชวนให้เข้าใจผิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นงานสารคดีทั้งที่เป็นเรื่องสมมติ หนังพึ่งพาแม่ไม้กลบทภาษาหนังเพียงแต่น้อย มิใช่ด้วยเป็นการปวารณาตนตามลัทธิด็อกมา(เดชะบุญ หนังไม่ได้ประทับตราสำนักด็อกมา – Dogme) แต่ผลงานหนังแนวมนุษยนิยมปลอดมารยาเรื่องนี้ เป็นอานิสงส์จากความอุตสาหะในการเคี่ยวบท การคัดเลือกตัวแสดง และการแสดง

12:00 East of Bucharest งานค.ศ.2004 ของคอร์เนลิอู โปรอมโบอู(Corneliu Poromboiu)รับช่วงภารกิจตีแผ่แดกดันต่อมาโดยจับเหตุการณ์ช่วงโรมาเนียล่มสลายมาร่อนหาตะกอนความทรงตำผ่านตะแกรงภววิทยา ลีลาของโปรอมโบอูไม่ถึงกับแหวกแนวสุดโต่งแต่กินขาดในด้านความครื้นเครง โดยเฉพาะในฉากปัญญาชนเมาน้ำลาย(อาจเป็นเหล้าก็ได้)สาวไส้บทบาทของตนเองในขบวนการปฏิบัติ ผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ อันถือเป็นเรื่องปกติในแถบบอลข่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรมาเนีย

paper1

The Paper Will Be Blue

The Paper Will Be Blue งานค.ศ.2006 ของราดู มุนเทียน(Radu Muntean)ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่ใช้ช่วงเหตุการณ์ชุมนุมขับไล่ประธานาธิบดีเชาเชสกูเป็นฉากหลัง หนังเล่าเหตุการณ์ย้อนรอยชะตากรรมของตัวเอก ไล่ตั้งแต่ถูกเรียกเข้ารายงานตัวกับกองทัพในคืนจลาจล จนกระทั่งถึงการปะทะขั้นแตกหักในช่วงเช้ามืดดังเป็นที่รู้กัน ส่วน How I Spent the End of the World งานค.ศ.2006 โดยผู้กำกับคาตาลิน มิตูเลสกู(Catalin Mitulescu) เป็นการย้อนรำลึกถึงยุคปฏิวัติ ผ่านสายตาค่อนข้างปลอดอคติของเด็ก 7 ขวบ และเชือดเฉือนความรู้สึกน้อยกว่า หนังทั้งสองเรื่องตอกย้ำว่าเหตุการณ์ปฏิวัติ 1989 ไม่เพียงเป็นวัตถุดิบยอดนิยมของคนทำหนังรุ่นใหม่ของโรมาเนีย ในฐานที่จุดพลิกผันในชีวิต และบ่อเกิดประสบการณ์รันทด ๆ ของแต่ละบุคคล ขณะเดียวกันก็ถือเป็นสัญญาณของการตั้งลำขับเคลื่อนสู่ทิศทางใหม่

หนังที่สะท้อนภาพสังคมโรมาเนียหลังระบอบเชาเชสกูล่มสลายได้ชัดเจนกว่าใครเพื่อนต้องยกให้ California Dreaming งานสุดอลังการและบ้าบิ่นจากค.ศ.2007 ของผู้กำกับคริสเตียน เนเมสกู(Cristian Nemescu) แม้จะดูขาด ๆ เกิน ๆ ไปบ้าง(อาจเพราะตัวผู้กำกับและผู้กำกับเสียง อังเดร ตันกู(Andre Toncu)ด่วนลาโลกไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ทั้งที่งานตัดต่อหนังยังค้างคาอยู่) แต่ต้องยกประโยชน์ให้กับตั้งใจจริงและอาจหาญในการนำเหตุการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อหรือวิกฤตการณ์มาขยายความ หนังเล่าเหตุการณ์เมื่อครั้งขบวนรถไฟของนาวิกโยธินสหรัฐจำต้องมาค้างเติ่งคารางอยู่ ณ สถานีแห่งหนึ่งในชนบทเพียงเพราะความไร้ประสิทธิภาพของระบบว่าราชการและอาการหายใจเข้าออกเป็นสงครามของนายสถานี หนังเริ่มเรื่องจากทีเล่นทะเล้น บ้องตื้นและน่าสมเพชตามตำรับบอลข่าน บุคลิกตัวละครมีสีสันจัดจ้าน จากนั้นเรื่องราวค่อย ๆ เขม็งเกลียวสู่ทีจริงอันเหี้ยมเกรียม หนังตอกย้ำประเด็นค้างปีค้างชาติไม่เฉพาะที่เกิดกับโรมาเนีย แต่เป็นสภาวะปกติหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และอุทาหรณ์จากการดำเนินนโยบายทำสงครามกับการก่อการร้ายของสหรัฐ แม้จะผิดแผกกันสุดขั้วแต่คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า California Dreaming และ 4 Months, 3 Weeks & 2 Days ของผู้กำกับมุนจิอูคือหัวหอกสองแรงแข็งขันในการบุกเบิกหนทางเกียรติยศแก่คลื่นลูกใหม่วงการหนังโรมาเนีย

California Dreamin' (Endless)

หงิม ๆ หยิบชิ้นปลามัน

ในความสดดิบ สมบุกสมบันและถึงลูกถึงคน ถึง 4 Months, 3 Weeks & 2 Days จะถ่ายทอดเหตุการณ์ผ่านพฤติกรรมและบทบาทของตัวละครด้วยน้ำเสียงสมน้ำหน้า แต่ก็ปันใจช่วยตัวละครให้บรรลุเป้าหมายอยู่ในที ลีลาเช่นนี้ประพิมพ์ประพายกับงานของเคน ล็อค(Ken Loach) ล็อคนิยมเปิดโอกาสให้นักแสดงและตากล้องบรรเลงฝีมือกันเองได้เต็มที่ โดยจะคุมเข้มเฉพาะงานบันทึกเสียงบทพูด “ช่างเสียงไม่ชอบขี้หน้าผม” มุนจิอูกล่าวติดตลก “แต่ผมมองว่าความรู้สึกและความในใจต้องเผยกันเบา ๆ แผ่ว ๆ ผมไม่ถูกโรคกับเสียงเอ็ดตะโรแปดหลอด”

4m3w2d-8

มุนจิอูอาศัยวิธีการผลิตและกระบวนการย่อยเนื้อหาสาระเป็นเบ้าหลอมสุนทรียภาพ “ผมเอาง่ายและตรงไปตรงมาเข้าว่า และจะไม่อ้างสิทธิ์ความเป็นผู้กำกับเข้าไปบิดเบือนธรรมชาติ ที่สำคัญต้องไม่ดัดจริต ผมหั่นฉากน้ำเน่า ๆ ออกจนเกลี้ยงในขั้นลำดับภาพ” ท้ายที่สุดเขาก็สรุปถึงหลักในการทำงาน 2 ข้อ หนึ่งคือ ลงพื้นที่ และหนีบกล้องไปเก็บภาพกันสด ๆ สองคือ การเก็บเกี่ยวรายละเอียด เขาชอบไปคลุกคลีอยู่ในสถานที่จริง และพินิจพิเคราะห์เงื่อนงำ จากนั้นก็ผูกเรื่อง และวางตัวนักแสดงเช่นเดียวกับงานละครเวที จุดชนวนความเคลื่อนไหวแก่เวที แล้วจึงเอากล้องเข้าสู่ภาคสนามและซักซ้อมอีก 2-3 รอบ จนกระทั่งทุกคนเข้าใจและขึ้นใจ ถึงจะเริ่มถ่ายทำจริง

มุนจิอูมองว่ายังไม่มีรูปการผนึกตัวหรือผูกขาดทางความคิดถึงขั้นสถาปนาแบบแผน ค่านิยม หรือคติการสร้างงานในหมู่ผู้กำกับคลื่นลูกใหม่โรมาเนีย แต่ละคนยังมีมุมมองในการตีความหนังเป็นเอกเทศต่อกัน แม้จะพ้องพานกันบ้างในเรื่องการถ่ายภาพ มุขตลก หรือกลวิธีกำกับตัวแสดง ลักษณะร่วมประการสำคัญจริง ๆ น่าจะอยู่ตรง พวกเขาแทบทั้งหมดอยู่ในวัยย่าง 40 อันเป็นช่วงวุฒิภาวะทางอารมณ์สุกงอมได้ที่สำหรับการเปิดกรุความหลังในวัยเยาว์ออกมาเล่าด้วยน้ำเสียงปกติ

ความเสียหายอันเกิดจากการชะงักงันหรือขาดช่วงวิวัฒนาการอาจประมาณการได้จากสภาพดักดานสมบูรณ์แบบในงานจากผู้กำกับรุ่นเก่าเก็บ ไม่นานมานี้มีการขุดกรุงานของผู้กำกับราดู กาเบร(Radu Gabrea)มาฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งทรานซิลวาเนียอันมีเมือง Cluj Napoca เป็นเจ้าภาพ หนังกรณีตัวอย่างเรื่องนี้แรกทีเดียวผลิตขึ้นเพื่อออกอากาศทางโทรทัศน์ก่อนที่กาเบรจะหันมาจับงานหนังฉายโรงในค.ศ.1969 กาเบรผู้นี้ปักหลักทำงานอยู่ในเยอรมันอันมีทุนอุ่นหนาฝาคั่งรอเขาอยู่เสมอ Beheaded Rooster กล่าวถึงชะตากรรมของชาวบ้านในถิ่นไซเบนบูรก์เกอร์ซัคเซน(Siebenburger Sachsen) ชุมชนภาษาถิ่นเยอรมันทางตอนเหนือของอนุทวีปทรานซิลวาเนีย ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเหตุที่ชุมชนชาวโรมาเนียลิ้นเยอรมันในเรื่องฝักใฝ่ฮิตเลอร์อย่างถวายหัว ภายหลังโรมาเนียแปรพักตร์ในค.ศ.1944 ชุมชนแห่งนี้จึงตกเป็นเป้าทิ้งระเบิดถล่มจากทางการ ครั้นคอมมิวนิสต์เป็นฝ่ายเรืองอำนาจ ชาวบ้านย่านนี้ก็ไม่วายถูกเกณฑ์เข้าค่ายใช้แรงงานของโซเวียต ด้วยเนื้อเรื่องเข้มข้นออกปานนั้น และแม้จะไม่ถือสากับความกเฬวรากในการให้ชื่อภาษาอังกฤษ หนังของกาเบรก็คงไม่ถึงกับขี้เหร่ หากไม่บังเอิญว่าในเทศกาลเดียวกัน มีงานบอกเล่าโศกนาฏกรรมแห่งไซเบนบูรเกอร์ชัคเซนอีกเรื่องร่วมฉายคือ Beyond the Forest สารคดีฝีมือเจอรัลด์ อิกอร์ ออเซนแบร์เกอร์(Gerald Igor Hauzenberger) การณ์กลับกลายเป็นว่า แม้จะเป็นงานอิงประวัติศาสตร์อันรันทดของไซเบนบูรเกอร์เหมือนกัน แต่งานของออเซนแบร์เกอร์กลับกล้ากรีดหนองกรองความจริงด้วยการถ่ายทอดห้วงประสบการณ์จากอดีตผ่านสายตาชาวไซเบนบูรเกอร์ผู้รอดชีวิตรายสุดท้าย ส่งผลให้งานของกาเบรดูรุงรังด้วยตัวละครในเครื่องเครื่องสีสันบาดตา เรื่องราวการทรยศหักหลัง จองเวรล้างแค้น ตัวโกงปัญญาอ่อน และการชิงรักหักสวาทไปถนัดตา

The End of the World

The End of the World

แต่อีกฟากของด้านสว่าง ย่อมมีข้อเท็จจริงรอโอกาสเผยตัว นั่นคือ อาการเคว้งคว้างมะงุมมะงาหราหลังสิ้นแอกชี้นำของเชาเชสกู ดังที่มิตูเลสกูเหน็บแนมไว้พอเป็นกระสายใน The End of the World คุณค่าความหมายแต่เก่าก่อนของชาติโรมาเนียนั้นพินาศไปในชั่วสัปดาห์เดียวของเดือนธันวาคมค.ศ.1989 คนทำหนังรุ่นหลังของโรมาเนียตกอยู่ในสภาพสิ้นไร้ไม้ตอกทางวัฒนธรรม โรมาเนียไม่มีหน่ออ่อนของขบวนการทำหนังใต้ดินหรือแนวปฏิกิริยารอโอกาสชูช่อไสวยามฟ้าหลังฝนเฉกเช่นในเช็ค โปแลนด์ หรือฮังการี การไม่มีปูชนียผู้กำกับแห่งยุคคริสทศวรรษ 1960 เป็นต้นแบบให้เหมือนวงการภาพยนตร์โปแลนด์ และเช็ค สถานภาพของวงการหนังโรมาเนียจึงหนีไม่พ้น “ยังมองไม่เห็นอนาคต(“Romania Year Zero”)” อันเป็นนิยามติดปากของบรรดาเกจิหนังยุโรปตะวันออกฐานคนดูอยู่ไหนกัน
ยุคใหม่ของวงการหนังโรมาเนียเพิ่งเปิดฉาก เช่นเดียวกับชาติรัฐโรมาเนียที่เพิ่งได้สมาชิกภาพสหภาพยุโรป(เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ.2007) ทุกวันนี้ สัญญาณการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นร้านขายโทรศัพท์มือถือ กิจการขายรถยนต์ และร้านวางจำหน่ายสินค้าเครื่องอุปโภคในชีวิตประจำวันซึ่งนำเข้าจากฟากยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา เริ่มแพร่ระบาดซอกซอนเข้าไปถึงหัวเมืองต่างจังหวัดการหาทุนสร้างหนังในโรมาเนียยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางนัก เหมือนที่ผู้กำกับมิตูเลสกูหยิกเล็บเจ็บเนื้อตัวเองไว้ว่า “เราเก่ง เราพร้อม แต่เราไม่มีเงิน” ช่วงต้นปี ค.ศ.2000 ทางการได้จัดตั้ง ศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ(National Centre of Cinematography; CNC)ขึ้นเพื่อให้การสนับสนุนกิจกรรมภาพยนตร์ งบประมาณดำเนินงานปีละ 8 ล้านยูโรของศูนย์ไม่ได้มาจากรัฐบาลโดยตรงแต่จะเป็นการจัดสรรจากกองรายได้ภาษีสรรพสามิต และมีความเป็นไปได้สูงที่ในระยะอันใกล้นี้อาจมีออกสลากมาขายเพื่อระดมทุนเพิ่มแก่ศูนย์ การให้ทุนสนับสนุนแก่หนังแต่ละเรื่องจะเป็นในลักษณะสมทบจ่าย ทั้งนี้ศูนย์ ฯ จะอนุมัติเงินสมทบให้มากสุดไม่เกินกึ่งหนึ่งของงบประมาณดำเนินสร้างหนังแต่ละเรื่อง ทั้งนี้ขึ้นกับผลการพิจารณา
ข้อดีของระบบนี้อยู่ตรงการรับฟังความคิดเห็นของคนทำหนังท้องถิ่น และมีการทบทวนบทบาทขององค์กรเป็นระยะ ยูเจ็น เซอร์บาเนสกู(Eugen Serbanescu)ผู้อำนวยการศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติสารภาพว่าศูนย์ ฯ เคยตายน้ำตื้นเพราะระเบียบอันหยุมหยิมที่วางไว้เองมาแล้ว เป็นต้นว่า การปฏิเสธคำขอรับทุนสนับสนุนโครงการสร้างหนังเรื่องต่อจาก Mr.Lazarescu ของผู้กำกับปูย ด้วยเหตุที่เขามีบทหนังความยาวเพียง 3 หน้าส่งมาให้พิจารณา แต่เซอร์บาเนสกูก็ออกตัวว่าระยะหลังได้มีการแก้ไขระเบียบและทางศูนย์ก็ยินดีรับพิจารณาหากปูยเสนอเรื่องเข้ามาอีกครั้ง นอกจากนี้แล้ว ยังมีระเบียบที่ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตามมายกใหญ่ ก็คือ การกำหนดให้ผู้ประสงค์จะเสนอโครงการจะต้องไม่เปิดเผยชื่อจริงเพื่อมิให้เกียรติภูมิในระดับนานาชาติของผู้เสนอโครงการสร้างแรงกดดันต่อกรรมการ ก็ “ตอนปูยได้รับรางวัล เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทุนสร้างหนังของเขามาจากการอนุมัติของเรา ก็ใช่ว่าระเบียบจะเลวร้ายไปเสียทั้งหมด เพียงแต่ก็ต้องค่อย ๆ ขยับขยายปรับปรุงกันไป เราเองก็อยากให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมามากขึ้น”แต่การอัตคัดทุนสร้างยังไม่สร้างปัญหาหนักอกเท่าสร้างเสร็จแล้วหาโรงฉายไม่ได้ คลูจ์(Cluj) อันเป็นหัวเมืองเอกทางการอุดมศึกษา และมีประชากรร่วม ๆ 260,000 คนนั้น มีโรงหนังดำเนินกิจการอยู่เพียง 1 โรง อีก 2 แห่งมีแต่โรงไม่มีหนังมาลง ด้วยความหนาแน่นของประชากรขนาดเดียวกัน หากเป็นหัวเมืองในสหราชอาณาจักรอาจมีโรงหนังมากถึง 20 โรง ในวาระที่เมืองซิบิอู(Sibiu)ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลภาพยนตร์ทรานซิลวาเนียประจำ ค.ศ.2007 ซ้ำเป็นปีที่สองติดต่อกัน ผู้บริหารของเมืองถึงกับต้องจัดสร้างโรงภาพยนตร์เฉพาะกิจเพิ่มเติมเพื่อรองรับการดำเนินกิจกรรม เนื่องจากเมืองที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของยุโรปประจำค.ศ.2007 แห่งนี้นั้น มีโรงฉายภาพยนตร์อยู่เพียง 1 โรง และโรมาเนียทั้งประเทศก็มีโรงหนังอยู่เพียง 65 แห่ง
a scene from California Dreamins(Endless)

a scene from California Dreamin'(Endless)

แม้จะมีกลุ่มทุนข้ามชาติ เช่นจากอิสราเอลที่ไปปักหลักอยู่ในวอร์ซอวมาระยะหนึ่ง เป็นต้น ขนเงินไปลงทุนสร้างอัครสถานบันเทิงครบวงจรในบูคาเรสต์ แต่ก็นับเป็นว่าเสี่ยงต่อการม้วนเสื่อกลับบ้านก่อนเวลาอันควรและเสียหน้าไม่น้อย เนื่องจากเม็ดเงินเฉลี่ยต่อคนต่อปีที่พลเมืองชาวโรมาเนียจ่ายเป็นค่าตั๋วหนังในค.ศ.2007 นั้น ตกอยู่ราว 4 เซ็นต์ แม้จะกระเตื้องขึ้นมากจาก 1 เซ็นต์ในค.ศ.1996 กระนั้นก็ยังนับเป็นหนึ่งในสถิติการใช้จ่ายเงินเพื่อการดูหนังที่ต่ำมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การณ์หากยังคงเป็นไปเช่นนี้ย่อมไม่อาจคาดการณ์เป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากว่า ต่อให้มีหนังไปสร้างชื่อในระดับนานาชาติไว้กระฉ่อนเพียงใด หากขาดแรงหนุนเนื่องจากตลาดภายในประเทศเสียแล้ว ความรุ่งโรจน์ของวงการหนังโรมาเนียก็คงเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง

แปลจาก
Roddick, Nick. 2007. “Eastern Promise“. www.bfi.org.uk/sightandsound/feature/49399

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: