enyxynematryx

สองชาติบนเส้นขนานประวัติศาสตร์

สองปรมาจารย์ภาพยนตร์ยลประวัติศาสตร์ตามช่อง[1]

สองชาติบนเส้นขนานประวัติศาสตร์

ฮังการีและโปแลนด์เคยทั้งร่วมหัวจมท้ายและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันมาในหน้าประวัติศาสตร์ แล้วปรมาจารย์ภาพยนตร์ทั้งสองชาติมองอดีตอันสมบุกสมบันเหล่านั้นผ่านงานภาพยนตร์ด้วยรูปแบบและโลกทัศน์เช่นไร

janc-waj-001

Andrzej Wajda (far left) and Miklós Jancsó (far right)

ประวัติศาสตร์บนเส้นขนาน(A parallel history of two nations)

“โปล ฮังกาเรียน บ้านพี่เมืองน้อง/มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน” ภาษิตเก่าแก่ตกทอดปากต่อปากอยู่ในภาษาของสองชาติ แม้จะน้อยถ้อยด้อยคำแต่อัดแน่นด้วยอารมณ์และประสบการณ์จากประวัติศาสตร์ที่เปรียบดั่งสายใยเชื่อมโยงชาติใจกลางยุโรปทั้งสองนี้ไว้ด้วยกันตราบนานเท่านาน ยากจะหารัฐชาติคู่ใดล้มลุกคลุกคลานผ่านร้อนผ่านหนาวร่วมกันมาในประวัติศาสตร์ดังเช่นฮังการีและโปแลนด์

ความพ้องพานและผิดแผกที่ฮังการีและโปแลนด์พานพบบนทางขนานของประวัติศาสตร์นับเป็นผ้าใบผืนเยี่ยมแก่การรองรับผลงานจากศิลปินเอกของสองชาติ มิโคลส แยนโช(Miklós Jancsó) และ อันเดรส วาดา(Andrzej Wajda) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำผลงานภาพยนตร์จากฝ่ายละ 2 เรื่องมาเปรียบประกบกันเป็นคู่ ๆ อันได้แก่ Szegénylegények (The Round-up, ค.ศ.1965) และ Csillagosok, katonák(The Red and the White, ค.ศ.1967) ของแยนโช กับ Kanał (งาน ค.ศ.1956) และ Popiół i diament (Ashes and Diamonds, งานค.ศ.1958) ของวาดา แต่ก่อนจะเข้าเรื่องหนังควรเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไว้เป็นแนวทาง

ฮังการีและโปแลนด์ตั้งมั่นเป็นอาณาจักรปกครองตนเองในเวลาไล่เลี่ยกันในศตวรรษที่ 10 โดยสวามิภักดิ์ต่อคริสตจักรเพื่อสร้างความชอบธรรมและการยอมรับจากชาติอื่น ๆ ครั้นปลายยุคกลางอาณาจักรทั้งสองตกที่นั่งเป็นรัฐกันชนระหว่างอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์กับชนเผ่านอกรีตด้านใต้และทางตะวันออก ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญการโจมตีจากทัพมองโกล แถมยังมีพวกเติร์กคอยรุกราน

ในยุคเรอเนอซองส์ ฮังการีผนึกกำลังกับโปแลนด์เป็นพันธมิตรทางการเมืองอันทรงพลานุภาพ ราชวงศ์ยากีโลเนียน(Jagiellonian dynasty)ขยายเขตอิทธิพลพันธมิตรแกนคู่จรดทะเลบอลติกทางทิศเหนือ และจรดทะเลดำทางทิศใต้

ผงาดขึ้นเป็นอาณาจักรใหญ่ที่สุดในยุโรปอยู่ร่วมสองร้อยปี พลเมืองอันมีทั้งเชื้อชาติสลาฟ ฮังกาเรียน โรมาเนียน มอลดาเวียน เยอรมัน และ ชนเผ่ามุสลิม ต่างร่มเย็นเป็นสุขภายใต้เสถียรภาพทางการเมือง และเศรษฐกิจอันแข็งแกร่ง รวมถึงขันติธรรมในการนับถือศาสนา หลังสิ้นราชวงศ์มีการเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบราชาธิบดีและประวัติศาสตร์มีอันกลับตาลปัตร เพราะตำแหน่งกษัตราธิราชองค์สุดท้ายกลับตกเป็นของ เจ้าชายสเตฟาน(อิสวาน) โบทารี(Stefan (István) Batory) หน่อเนื้อของราชวงศ์ฮังการี

ล่วงเข้าคริสตศตวรรษที่ 17 กลียุคและความพินาศก็มาเยือน ยุโรปตอนกลางอ่อนแอลงเป็นลำดับ ไหนจะมีศึกติดพันอยู่กับรัสเชีย ชาวนายูเครนก็ลุกฮือไม่รู้จักหยุดหย่อน การแผ่อิทธิพลสู่ตะวันตกของพวกเตอรกีก็มีผลลามมาจนถึงแถบนี้ ช่วง ค.ศ.1659 – 65 ชนเผ่าสวีดิชก็รณรงค์เพื่อปลดแอกตนเอง โปแลนด์ตกที่นั่งหัวเดียวกระเทียมลีบ แต่ฮังการีตกระกำลำบากสาหัสกว่าหลายเท่า ไล่ตั้งแต่ตกเป็นเมืองขึ้นของพวกอ็อตโตมันเติร์ก ตามด้วยความย่อยยับจากน้ำมือออสเตรียและต้องอยู่ใต้แอกราชวงศ์แฮบสเบิร์กตั้งแต่นั้นมา ฮังการีและโปแลนด์สิ้นชื่อไปจากแผนที่ภูมิศาสตร์การเมืองของยุโรปพร้อมกับคริสตศตวรรษที่ 18 ฮังการีมีฐานะเหลือเพียงเป็นจังหวัดเล็ก ๆ กระหนาบด้วยชนเผ่าต่าง ๆ ภายใต้ร่มธงจักรวรรดิออสเตรีย ส่วนโปแลนด์ถูกเฉือนเป็นสามเสี้ยว แยกไปอยู่ใต้อำนาจของรัสเซีย ปรัสเซีย และ ออสเตรีย ฐานภาพทั้งสองชาติตกต่ำแทบเลือนหายจากหน้าประวัติศาสตร์ตลอดยุคมืด ถึงคริสตศตวรรษที่ 19 สงครามนโปเลียนมาปลุกความหวังให้เรืองรองก็จริง แต่ก็นำความย่อยยับมากกว่าหลายเท่ามาด้วย แถมยังทิ้งปัญหาค้างคาหมักหมมต่อไป การลุกฮือกู้ชาติหลายต่อหลายครั้งจบลงด้วยการปราบปรามอย่างเหี้ยมโหด มีเพียงอิสรภาพชั่วครู่ชั่วยามอันเป็นผลจากความผันผวนของสถานการณ์ทางการเมืองเป็นน้ำทิพย์ชุบชูจิตใจ แม้มีการอภิวัฒน์ “มวลชนแห่งฤดูใบไม้ผลิ”มาจุดประกายความหวังแต่ก็จบลงด้วยความหดหู่ แต่สถานการณ์ก็สร้างวีรบุรุษผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจทั้งชาวโปลและฮังกาเรียนขึ้นมาหนึ่งราย คือ นายพลโยเซฟ เบม(Józef Bem) ผู้นำกองกำลังกู้ชาติชาวโปลซึ่งหลบหนีการปราบปรามจากฝ่ายนิยมซาร์แห่งรัสเซียออกจากวอร์ซอวภายหลังการก่อหวอดใน ค.ศ.1831 ในกาลต่อมานายพลเบมผู้นี้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงโค่นล้มลายอส คอสซูท(Lajos Kossuth)ลงจากบัลลังก์อำนาจเหนือบูดาเปสต์

ชั่วศตวรรษเศษหลังมานี้ ทั้งสองชาติกลับเข้าสู่เส้นทางขนานของประวัติศาสตร์ในสภาพต่างกันสุดขั้ว หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลงโปแลนด์และฮังการีต่างได้รับเอกราชอันเป็นผลจากสนธิสัญญาแวร์ซาย และกระโจนเข้าห้ำหั่นกันในสงครามปักปันเขตแดน ความเฟื่องฟูของลัทธิชาตินิยมช่วงทศวรรษ 1920 กดดันสองชาติให้ใช้กำลังทหารเข้าแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขตแดน และpoznan-uprzสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพัง โปแลนด์และฮังการีกะปลกกะเปลี้ยอีกครั้ง  ค.ศ.1948 สตาลินก็กวาดทั้งสองชาติมาอยู่ใต้อาณัติโซเวียตสำเร็จ และเลือดก็นองปฐพีโปแลนด์และฮังการีอีกครั้งจากเหตุการณ์กวาดล้างผู้ลุกฮือในพอสนัน(Poznań) และบูดาเปสต์(Budapest) ใน ค.ศ.1956 หลังจากนั้นสองชาติจึงเข้าสู่ภาวะปกติและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติรุดหน้าได้ตามอัตภาพ สองชาติหลุดบ่วงคอมมิวนิสต์ ใน ค.ศ.1989 และหลังจากนั้นก็ยื่นความจำนงสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในปีเดียวกัน

แต่ทั้งสองชาติก็แตกต่างกันสุดขั้วในหลายแง่มุม ประการแรก ฮังการีเป็นชาติแรกที่สถาปนาระบอบคอมมิวนิสต์แบบรัสเซียโดยปราศจากการชี้นำจากรัฐแม่แบบ กระนั้นระบอบสาธารณรัฐจากดำริและการนำของเบลา คุน(Béla Kun)ก็ดำรงอยู่ได้ไม่ถึงปีนับจาก ค.ศ. 1919 อย่างไรก็ดี ความผันผวนดังกล่าวก็เป็นบ่อเกิดของตำนานการพลีตนในหลายมิติของความศรัทธา คอมมิวนิสต์เลือดฮังกาเรียนรุ่นกระทงหลายพันคนเข้าร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกบอลเชวิกในสงครามกลางเมืองรัสเซียระหว่างค.ศ.1918-1921

โปแลนด์กลับวางตัวอยู่ขั้วข้ามในสมรภูมิ หลังจากโงหัวไม่ขึ้นอยู่ใต้การยึดครองของรัสเซียนานกว่า 150 ปี ความรู้สึกต่อต้านโซเวียตแผ่ซ่านไปทั่วทุกหัวระแหงในสังคมโปแลนด์ ครั้นไก่อ่อนคอมมิวนิสต์รัสเซียเผชิญมรสุมใน ค.ศ.1921 โปแลนด์ก็ไม่รั้งรอจะก่อหวอดเพื่อปลดแอก ก่อนจบลงด้วยการประนีประนอมแบบหน้าชื่นอกตรมของทั้งสองฝ่าย หลังจากต่างฝ่ายต่างสูญเสียเลือดเนื้อเป็นค่าโง่กันไปพอสมควร ข้อแตกต่างประการที่สอง คือ ประสบการณ์ที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่สอง ปฏิบัติการบุกยึดโปแลนด์ในชั่วข้ามคืนโดยเยอรมัน ถือเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งให้ลุกลามทั่วภาคพื้นยุโรป มีการเข่นฆ่านักโทษwarsaw-uprising-001ชาวยิวที่ก่อการแข็งข้อในวอร์ซอวขนานใหญ่ในค.ศ.1943 จนเผ่าพงศ์ยิวแทบสูญสิ้นไปจากโปแลนด์(ชาวยิวต้องเผชิญกับนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากนาซีในกาลต่อมาอยู่ดี) ชาววอร์ซอวจำนวนมหาศาลถูกกวาดต้อนสู่ค่ายมรณะ ทั้งเมืองราบเป็นหน้ากลองสังเวยความระห่ำของกำลังรบเยอรมัน อีกด้านหนึ่งใน ค.ศ.1944 เยอรมันก็กรีธาทัพบุกฮังการีหลังจากเหลืออดกับท่าทีไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดจากฝ่ายหลัง แต่หลังการเข้าปลดแอกและอารักขาต่อมาอีกระยะโดยโซเวียต ฮังการียุคหลังสงครามก็ลืมตาอ้าปากและปรับสภาพเข้ากับระเบียบภูมิศาสตร์การเมืองใหม่โดยปราศจากภาพอันน่าสะพรึงกลัวของสงครามตกค้างอยู่ในห้วงคำนึง

ห้าปีระหว่างการทนทุกข์กับสงครามโลกครั้งที่สองถือเป็นโศกนาฏกรรมแห่งชาติของชนชาวโปล มีเพียงวีรกรรมบนความพ่ายแพ้จากการจับอาวุธลุกขึ้นสู้คอยปลอบประโลม และตกผลึกเป็นตำนานเล่าขานถึงผ่านวรรณกรรม ศิลปกรรม และภาพยนตร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ฮังกาเรียนหาเป็นเช่นนั้นไม่ พวกเขาไม่มีตำนานอันเป็นผลผลิตจากครั้งกระนั้นให้สืบสานและปลงตกกับความทรงจำอันคลุมเครือและอิหลักอิเหลื่อ

มีต่อ

แปลจาก

Rucinski, Krzysztof.“Two men against history: A comparative analysis films by Miklós Jancsó and Andrzej Wajda”.http://www.kinoeye.org/03/03/rucinski03.php

%d bloggers like this: