enyxynematryx

การอ้างอิงประวัติศาสตร์แบบวัวพันหลัก

leave a comment »

สองปรมาจารย์ภาพยนตร์ยลประวัติศาสตร์ตามช่อง[2]

การอ้างอิงประวัติศาสตร์แบบวัวพันหลัก(The centrifugal axis of historical reference)

ระดับความเข้าใจต่อบริบททางสังคมวิทยา-การเมือง(socio-political context)ของผู้ชมและการกรองเก็บสาระสำคัญถือเป็นหนึ่งในปัญหาพื้นฐานในการรับชมภาพยนตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศเล็ก ๆ หรือไม่เป็นที่รู้จัก พอมีการอ้างถึงชาติหรือประเทศ คนส่วนหนึ่งจะด่วนเหมาว่าต้องเป็นเรื่องตามพงศาวดารหรือไม่ก็พลิกผันเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และการปกป้องมาตุภูมิ การตั้งป้อมเช่นนี้ไม่อยู่ในขอบเขตการประยุกต์เข้ากับงานที่จะยกมากล่าวถึง เพราะทั้งฮังการีและโปแลนด์ไม่ถือว่าเป็นชาติมหาอำนาจ หรือทรงอิทธิพล อีกทั้งเหตุการณ์ในต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ที่เป็นฉากหลังในงานของแยนโชและวาดาก็ล้วนแล้วแต่ยากจะจับต้นชนปลาย เหมือนจับพลัดจับผลูอุบัติขึ้น ณ ชายขอบของมรสุมทางการเมืองที่โหมกระหน่ำยุโรปอยู่

จากลักษณะร่วมประการหนึ่งของหนังทั้ง 4 เรื่อง ที่จะกล่าวถึงข้างหน้า อันได้แก่ การกล่าวถึงปมขัดแย้งชนิดไฟสุมขอนในดินแดนไกลปืนเที่ยงโดยมีความขัดแย้งระดับโลกห่อหุ้มอยู่เพียงหลวม ๆ ดังนั้น การบ่มเพาะสำนึกต่อสภาวะไร้ที่พึ่ง ไร้การเหลียวแลและอยู่นอกสารบบยุทธศาสตร์ของพื้นที่ชายขอบ โดยอาศัยการเคลื่อนครอบกรอบอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ถึงสองชั้น(จากระนาบเวทีโลกสู่ระนาบภายในประเทศ และจากระดับประเทศสู่เหตุขัดแย้งในท้องถิ่น)จึงเป็นเรื่องน่าสำรวจศึกษายิ่ง การสังเคราะห์รูปการเล่าขึ้นจากลักษณะเสมอจริง และสัญลักษณ์นามธรรม(synthesis of extreme realism and symbolic abstraction)ของหนังประสบก็ความสำเร็จน่าชื่นชม แต่ก่อนจะเจาะลึกสู่เส้นทางลำเลียงทวนสัญญาณผังความคิด(system of thematical distancing)ในหนังทั้งสี่เรื่อง สมควรทำความเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ของหนังทั้งสี่เรื่องเสียก่อน

ชื่อเสียงบนย่างก้าวแรก ๆ ในเส้นทางผู้กำกับมืออาชีพของอันเดรส วาดา(Andrzej Wajda)มาจากบุคลิกงานอันหมกมุ่นอยู่กับการถ่ายทอดและสรรหามุมมองการเล่าถึงประสบการณ์ในสงครามของโปแลนด์ หนัง 6 เรื่องแรกของเขาระหว่างค.ศ.1955 – 1962 เป็นการเล่าเรื่องโดยมีสงครามโลกครั้งที่สองเป็นฉากหลังเสีย 5 เข้าไปแล้ว ทั้งหมดเป็นการขยายภาพเหตุการณ์ช่วงสำคัญ ๆ นับจากกรณีพิพาทกันยายน(September Campaign) ค.ศ.1939 จนถึงการปลดปล่อยยุโรป(VE-Day)ในวันที่ 8 พฤษภาคม 1945

ผลงาน 3 เรื่องแรกของวาดาอันได้แก่ Pokolenie (Generation) งานจากค.ศ.1955 Kanał และ Popiół i diament ล้วนเล่าถึงเหตุการณ์จากอดีตสด ๆ ร้อน ๆ เพื่อย้อนสำรวจผลกระทบต่อปัจเจก ผลงานลำดับต่อ ๆ มาอย่าง Lotna งานค.ศ.1959 และ Samson งานค.ศ.1961 (โดยมี Niewinni czarodieje หรือ Innocent Sorcorers มาคั่นกลางในค.ศ. 1960)จัดว่าไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามหนังเหล่านี้ล้วนได้รับการยกย่องให้เป็นเสาหลักปักนำเส้นทางพัฒนาการของภาพยนตร์สกุลโปแลนด์ และผงาดขึ้นเป็นจ้าวตำรับอยู่ต่อมาอีกหลายทศวรรษเช่นเดียวกับตัววาดาเอง ในฐานะมือวางอันดับหนึ่งแห่งทำเนียบผู้กำกับรุ่นล่าสุดของโปแลนด์ยุคนั้น

เรื่องราวใน Kanał งานจากค.ศ.1956 ยึดโยงอยู่กับสงครามโลกครั้งที่สอง ผ่านเหตุการณ์ช่วงปลายฤดูร้อนของค.ศ.1944 ขณะกองทัพโซเวียตยันทัพเยอรมันถอยร่นกลับสู่ดินแดนโปแลนด์ และยังปลดปล่อยภาคตะวันออกของโปแลนด์นับจากชายแดนด้านนั้นลึกเข้ามาถึงฝั่งขวาของแม่น้ำวิสตูลาและจัดตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขึ้นที่เมืองลับลิน(Lublin) ส่วนแนวรบด้านตะวันตก ฝ่ายสัมพันธมิตรมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกและรุกรบเป็นการใหญ่เพื่อปลดปล่อยฝรั่งเศสและตอนเหนือของอิตาลี ในยุทธภูมิแปซิฟิกฝ่ายอเมริกันก็กำลังเป็นต่อกองทัพญี่ปุ่น

ทว่า ไม่มีการพาดพิงถึงสถานการณ์ระดับโลกดังกล่าวแต่ประการใดในหนัง จะมีก็แต่กรณีลุกฮือไร้เดียงสาและเป็นเพียงคลื่นกระทบฝั่งของชาววอร์ซอว หนำซ้ำยังอาจถือเป็นอุทาหรณ์ของการใช้ความเด็ดเดี่ยวโดยไม่ดูตาม้าตาเรือจนนำไปสู่การสูญเสียเลือดเนื้อโดยใช่เหตุ อันที่จริงวีรกรรมชาวโปลดังกล่าวถือเป็นเรื่องต้องห้ามจนกระทั่งก่อนมรณกรรมของสตาลินในค.ศ.1953 การถอดถ่ายผังความคิดจากระดับระหว่างประเทศสู่ระดับภายในประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น ในชั้นแรกอาศัยการร่นขอบเขต หรือสุ่มจับความเป็นไปของผู้มีเอี่ยวกับปมขัดแย้งในสงครามมาเล่าขยายผลเป็นการออกตัวกับผู้ชมชาวโปแลนด์และอำนวยความสะดวกแก่คนต่างชาติในการปรับพื้นความรู้สึกเข้ากับพื้นเพเรื่องราว การถอดสวมขยักถัดมาอันมีปลายทางอยู่บริเวณชายขอบของเหตุการณ์มีความน่าสนใจอยู่ตรงการเลือกสรรมุมมองแก่การเล่าอันแยบคายเป็นเหยื่อล่อผู้ชมทั้งที่เป็นชาวโปลและชาวตะวันตกทั่วไป

แทนที่จะเท้าความถึงวีรกรรมการต่อสู้ตลอดทั้ง 63 วันตามขนบมหากาพย์และง่ายแก่การคาดเดา(และการสร้างความรู้สึกร่วมตลอดจนการเสี้ยมสอนคนดู)วาดากลับเก็บงำเรื่องราวและตีแผ่เฉพาะบทอวสานของการลุกฮือ เขาจับเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 56 โดยเกาะติดภารกิจของนักรบโปลในการฝ่าวงล้อมกำลังทหารและรถถังเยอรมัน เพื่อไปสมทบกับนักรบโปลกลุ่มใหญ่กว่าซึ่งปักหลักต่อสู้อยู่อีกฟากของกรุงวอร์ซอว แม้จะมีความหวังเพียงริบหรี่แต่การมุดลงท่อระบายน้ำก็เป็นหนทางเดียวในการตลบล่างฝ่ายเยอรมัน กว่าครึ่งหนึ่งของหนังจึงเป็นภาพความทุลักทุเลของการดำดินซอกซอนไปตามข่ายอุโมงค์ระบายน้ำ(Kanał ในภาษาโปลิชหมายถึง ท่อ หรือ คลองและยังประหวัดนัยถึงสภาวะจนตรอก หรือ ตกทุกข์ได้ยาก) กลุ่มนักรบมะงุมมะงาหราอยู่ในพื้นที่จำกัดเหมือนตกอยู่ในห้วงฝันร้าย ไร้ทางออก ไม่มีโอกาสแก้ตัว และไม่มีแวววีรบุรุษฉายออกมาสนองความวาดหวังของคนดู

ชั้นเชิงการเล่าแบบมุ่งรักษาสมดุลและศูนย์ถ่วงแก่กระบวนการถอดสวมและเล่าเปรียบผังความคิด(lateral narrative displacement)ใน Kanał ในฐานะหนังเรื่องแรกที่หาญกล้าแตะต้องประเด็นซึ่งเพิ่งหลุดจากบัญชีดำระบบตรวจสอบของสตาลินมาหยก ๆ นั้น จัดอยู่ในขั้นสุดยอด และแม้ว่าภาพเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวของหนังจะเป็นกระบอกเสียงการวิพากษ์อันดุดัน แต่หนังก็ไม่ได้ชี้ถูกชี้ผิด กระนั้นกว่าที่บรรดานักวิจารณ์ชาวโปลเองได้สติและหันมาทบทวนถึงเนื้อแท้แห่งฐานภาพของหนัง ก็ต่อเมื่อ Kanał ไปคว้ารางวัลปาล์มเงินประจำค.ศ.1957 ของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ผสมโรงด้วยอิทธิพลจากเหล่านักวิจารณ์ตะวันตกที่เล็งเห็นคุณค่าอันเป็นข้อตระหนักร่วมของมนุษยชาติและการยืนหยัดของมนุษย์อันเป็นองค์ประกอบแห่งสาระของหนัง

กับงานเรื่องถัดมาในค.ศ.1958 อันเป็นผลงานลำดับสามในบรรดาผลงานมากมายของวาดาที่จะผลิดอกออกผลตามมาภายหลัง คือ Popiół i diament นั้น วาดายังคงใช้สงครามโลกครั้งที่สองเป็นฉากหลังอีกเช่นเคย โดยคราวนี้เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1945 ครั้งนั้นสงครามในยุโรปเพิ่งยุติลงหมาด ๆ กองทัพโซเวียตเคลื่อนพลเข้ายึดกรุงเบอร์ลิน ส่วนฮิตเลอร์ก็ชิงตัดช่องน้อยแต่พอตัวไปแล้ว เรื่องราวในหนังไม่ได้ยึดโยงกับอิสรภาพของยุโรปเพียงแต่ยึดห้วงยามแห่งประวัติศาสตร์ครั้งนั้นเป็นกรอบอ้างอิงกว้าง ๆ ท้องเรื่องของหนังอยู่ห่างจากแนวหน้าร่วมหกร้อยไมล์ เมืองเล็ก ๆ ไกลปืนเที่ยงแห่งนี้ของภาคตะวันออกของโปแลนด์ไม่เพียงไม่ยินดียินร้ายกับชัยชนะอันชวนปิติจากศูนย์กลางความเปลี่ยนผัน พวกเขาเป็นไทจากเยอรมันก่อนแถบถิ่นอื่นเป็นปี จึงถือโอกาสเยียวยาทั้งทางกายภาพและจิตใจเพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่ล่วงหน้าไประยะหนึ่งแล้ว เช่นเดียวกับการตั้งลำทางการเมืองและรับมือกับความจริงระลอกใหม่ ตลอดจนแบ่งรับแบ่งสู้กับการหวนกลับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐโปแลนด์ในวันหนึ่งข้างหน้า

การส่งผ่านและเดินสายชนวนขัดแย้งจากชายขอบเวทีหลักของการต่อสู้ยังแยบยลเช่นเดียวกับเมื่อครั้ง Kanał โดยในคราวนี้รวบขมวดไว้ในตัวละครเพียงตัวเดียว นอกจากนี้แทนที่วาดาจะลอยตามน้ำด้วยการขับขานบทเพลงฟ้าสีทองผ่องอำไพชาวประชาพร้อมใจกู้ชาติ เขากลับหันมาลากไส้ความยุ่งขิงของกระบวนการกู้ชาติโดยมีตัวละครคนหนุ่มหัวรุนแรงชื่อมาซิก(Maciek)เป็นตัวเดินเรื่อง มาซิกเคยสังกัดหน่วยปฏิบัติการใต้ดินของกองกำลังรักชาติซึ่งขึ้นตรงต่อและถูกรัฐบาลพลัดถิ่นของโปแลนด์ในลอนดอนสั่งยุบหน่วยไปแล้ว มาซิกยังไม่อาจหักใจยอมวางอาวุธและกลับสู่ชีวิตพลเรือน จากเคยเป็นหัวหอกผู้ร่วมขบวนการก่อหวอดในกรุงวอร์ซอว(Warsaw Uprising)และอยู่ในปฏิบัติการดำดินซอกซอนไปตามข่ายท่อระบายน้ำขณะไฟสงครามท่วมกรุง และแล้วเขาก็ตัดสินใจเข้าป่าไปเป็นสมาชิกกองกำลังรักชาติอันเป็นคู่ปรับรัฐบาลหุ่นเชิดอายุไม่ถึงปีของโซเวียต

ภารกิจสุดท้ายของมาซิกคือการลอบสังหารชูกา(Szczuka) คอมมิวนิสต์หัวเก่าผู้กุมบังเหียนการเร่งรัดออกกฎหมายและจัดตั้งรัฐบาลท้องถิ่นชุดใหม่ หนังติดสอยห้อยตามมาซิกและคู่หูในการปฏิบัติภารกิจและทำกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดทั้งวันทั้งคืน เริ่มต้นจากการคว้าน้ำเหลวกับปฏิบัติการเด็ดชีพเป้าหมายแต่กลับมีคนงานสองรายโดนลูกหลงเสียชีวิตแทนในการลงมือหนแรกอันเป็นการจุดชนวนความรู้สึกของหนัง หลังจากเสียกระบวนไปพักหนึ่งสองมือสังหารก็รวบรวมความกล้าไปแก้มือหวังกำจัดชูกาให้จงได้

ค่ำหนึ่ง มาซิกเจอหญิงสาวในโรงแรม เขาร่วมรักกับเธอและส่อเค้าจะหลงรักเธอจนร่ำ ๆ ว่าจะเบนเข็มชีวิต อันที่จริง ถึงตอนนั้นสัมพันธภาพระหว่างมาซิกกับชูกาแนบแน่นถึงขั้นนับเพื่อนกันได้แล้วด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายเขาก็สังหารเพื่อนค้างแรมข้างห้องรายนี้ในเวลาเดียวกันกับการประกาศยุติสงคราม โดยมีภาพพลุเฉลิมฉลองวาระดังกล่าวสว่างไสวทั่วท้องฟ้าเบื้องนอกเป็นฉากหลัง ภาพร่างไร้ลมหายใจของเหยื่อจากการเข่นฆ่าสด ๆ ร้อน ๆ โผเข้าซบอ้อมแขนปลุกความว้าวุ่นสับสนแก่มาซิกจนเชื่อมต่อตนเองเข้ากับความรักที่เพิ่งผลิบานในใจไม่ติดและตกลงปลงใจจะกรวดน้ำคว่ำขันกับขบวนการต่อต้านคอมมิวนิสต์ หากเพียงเขาจะไม่เสียทีให้คมกระสุนของเหล่าทหารแม่นปืนจมูกไวและเอาชีวิตบัดซบมาทิ้งเปล่า ๆ ปลี้ ๆ คาบ่อขยะเสียก่อน

วาดาร่างภาพพงศาวดารอันยอกย้อนในประเด็นว่าด้วยอัตลักษณ์ของชาติ(national identity)และความขัดแย้งทางอุดมการณ์(ideological conflict)ผ่านแว่นวิภาษวิธีชีวิตและความเป็นไป(dialectically opposing)ของชายสองคน ฝ่ายหนึ่งเป็นคนรุ่นเก่าผู้เชื่อมั่นระเบียบใหม่ อีกฝ่ายเป็นคนหนุ่มที่ยังยึดมั่นกับค่านิยมดั้งเดิม โดยมีบรรยากาศของชัยชนะในสงครามตามเนื้อผ้าประวัติศาสตร์เป็นกรอบเวลาอ้างอิง(historical reference)ในฐานะฉากจบของหนังและอุปลักษณ์เสี้ยวจังหวะชี้เป็นชี้ตายขึ้นเป็นภาพตามครรลองการเล่า

ขณะที่กิจกรรมทางการเมืองช่วงสงครามโลกครั้งที่สองในงานส่วนใหญ่ของวาดามีประโยชน์ในแง่คอยเป็นกรอบอ้างอิงและปูพื้นความเข้าใจต่อบริบท(basic contextualisation)แก่คนดูผู้ไม่รู้ความ แต่ในงานของมิโคลส แยนโชกลับไม่มีจุดหรือกรอบอ้างอิงชัดเจนเทียบเท่า แม้จะตระหนักถึงความจำเป็นของการปรับฐานความเข้าใจก่อนนำคนดูเข้าสู่กระบวนการรับรู้ความขัดแย้งแต่หนหลังในภูมิศาสตร์การเมืองอันไม่คุ้นเคยอย่างดินแดนไกลปืนเที่ยง(less spectacular geo-political conflicts)ของยุโรป กระนั้นแยนโช(หรืออย่างน้อยก็บริษัทตัวแทนจำหน่าย หรือ บริษัทอำนวยการผลิต)ก็วาดฉากหลังเชิงประวัติศาสตร์ในหนังสองเรื่องที่จะยกมากล่าว แต่เพียงย่นย่อเหมือนขอไปที ผิดกับปฏิบัติการวาดภาพร่างการถอดสวมและส่งผ่านโครงสร้างดังปรากฏในหนังโปแลนด์ที่กล่าวไปแล้ว

Szegénylegények(The Round-up) งานใน ค.ศ.1965 ฟักตัวจากภาวะเฟื่องฟูของมวลชนแห่งค.ศ.1848(the Springtime of People) ครั้งนั้นพลเมืองทั่วยุโรปไล่ตั้งแต่รัสเซียไปจนฝรั่งเศสพากันตื่นตัวกับแนวร่วมพลเมืองนานาชาติเพื่อการปฏิวัติ อันเป็นผลจากขาขึ้นของกระแสชาตินิยม(nationalist) มากกว่าสำนึกทางชนชั้น(class-conscious) ชาติเล็กชาติน้อยต่างฝันหวานจะปลดแอกจากมหาอำนาจจักรวรรดินิยมจำนวนหยิบมือ และลิ้มรสเสรีภาพ(แม้จะอายุสั้น) มิใยต้องกล่าวด้วยว่า ขบวนการมวลชนผลิบานนั้นมาในรูปการก่อกบฏของเหล่าชาวไร่ชาวนาครั้งแล้วครั้งเล่า ผสมโรงด้วยฝีมือเหล่าชนชั้นกรรมาชีพในทั่วทุกหัวระแหงของโลก และสภาพการณ์ดังกล่าวเป็นใจให้ชนชั้นใหม่คือ แรงงานผู้ถูกขูดรีดในเมือง(exploited urban labourers)ถือกำเนิดขึ้น คารล์ มาร์กซ์(Karl Marx) และฟรีดิช อิงเกลส์(Friedrich Engels) ก็ตีพิมพ์ Communist Manifesto ผลงานรวบรวมแนวคิดสะท้านโลกของพวกเขาในปีนั้นด้วยเช่นกัน ใช่แต่นำเหตุการณ์ในห้วงเวลาดังกล่าวมาเล่าทวน ผลงานในลำดับต่อ ๆ มาของแยนโชที่มีเกษตรกรและขบวนการปฏิวัติเป็นตัวชูโรงก็ล้วนแฝงไว้ด้วยอุดมการณ์อันเป็นผลิตผลของกลียุคใน ค.ศ.1848 ไม่ก็การซ้ำรอยประวัติศาสตร์ในห้วงเวลาดังกล่าว

จากสภาพการเมืองโลกในห้วงเวลาดังกล่าวย่อมอนุมานถึงสถานการณ์ภายในประเทศได้ว่า แม้จะไม่มีวี่แววของชัยชนะ ฮังการีย่อมตกกระไดพลอยโจนไปกับกระแสปฏิวัติด้วยการแข็งข้อเอากับราชวงศ์แฮบสเบิร์กแห่งออสเตรีย คณะบุคคลภายใต้การนำของลายอส คอสซูธ(Lajos Kossuth)ปัญญาชนสายเสรีนิยมสายลูกกรุงก่อการปฏิวัติประกาศเอกราชแก่ฮังการี และนำพาชาติเข้าสู่ยุคใหม่ พร้อมกับวางแผนปฏิรูปประเทศแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน โดยมีข้อพิพาทเรื่องดินแดนเป็นระเบิดเวลา การเร่งรัดเปลี่ยนแปลงส่งผลให้การปฏิวัติไปไม่รอด เหล่าเจ้าของที่ดินต้องการคงสถานะตามระบบศักดินาไว้และพากันต่อต้านฝ่ายสาธารณรัฐโดยมีจักรวรรดิออสเตรียให้ท้าย ออสเตรียนั้นมองว่าฮังการีเป็นดินแดนในอาณัติและหาเหตุจะก่อสงครามครั้งใหม่เป็นการสั่งสอนอยู่เป็นทุนเดิม อภิมหาอำนาจอย่างรัสเซียก็เทหน้าตักเข้าถือหางออสเตรียเพื่อหวังส่วนแบ่ง

ฮังการีพ่ายแพ้ราบคาบในชั่วไม่ถึงปี คอสซูทจำต้องไปลี้ภัยที่อังกฤษ ตลอดสองทศวรรษหลังจากนั้นหมดไปกับการฟื้นฟูระบอบเก่า การกวาดล้างเสี้ยนหนาม และเสริมสร้างความสงบเรียบร้อย ทหารฮังกาเรียนหลังจากตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็แตกกระสานซ่านเซ็นเป็นก๊กหมู่เล็ก ๆ แทรกซึมไปอยู่ร่วมกับชาวไร่ชาวนา และหันมาใช้ยุทธวิธีตีหัวเข้าบ้าน ดักปล้นสะดมฝ่ายกองทัพรัฐบาลออสเตรียตามเส้นทางคมนาคมหลัก หวังตัดกำลังอีกฝ่าย ล่วงถึง ค.ศ.1867 ราชวงศ์แฮบสเบิร์กรวมศูนย์ฮังการี และยกฐานะจักรวรรดิขึ้นเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง จักรพรรดิฟรานซ์ โยเซฟที่ 1(Franz Joseph I)สถาปนาตนเองขึ้นปกครองดินแดนทั้งสองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ทั้งที่มีสายแร่ตำนานอันน่าตื่นตาตื่นใจและวีรกรรมความรักชาติในหน้าประวัติศาสตร์รอให้ถลุง(และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะมีการขุดกรุมาเล่าขานหลายต่อหลายตำรับหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่มหากาพย์เหล่านั้นไม่ต้องใจแยนโชเอาเสียเลย เขาเบนเป้าหมายการเล่าเรื่องไปยังความขัดแย้งบริเวณชายขอบ ผู้ชมฮังกาเรียนไม่แคล้วคงเจ็บช้ำและไม่กล้าสู้หน้าใครดุจเดียวกับที่ผู้ชมชาวโปลพบว่าวีรชนวัยฉกรรจ์ของพวกเขาต้องมุดไปกู้ชาติในท่อระบายน้ำ บรรยากาศปลื้มปิติจากเสรีภาพชั่วครู่ชั่วยามไม่มีอยู่ในหัวของแยนโช แต่กลับเพ่งความสนใจอยู่กับผลพวงจากลางหายนะที่ก่อเค้ารอท่าระบอบสาธารณรัฐ โดยยึดคริสตศตวรรษ 1860 เป็นฉากหลัง และขีดวงเล่าถึงเฉพาะความเคลื่อนไหวภายในค่ายกักกันเท่านั้น เริ่มจากกองทัพฮังการีรวมหัวกับทางการออสเตรียต้อนผู้ต้องข้อกล่าวหากบฏหลายร้อยคนเข้าค่ายกักกันเพื่อควานหาตัวพวกกบฏทั้งที่ไม่มีเบาะแสรูปพรรณสัณฐาน การคลี่คลายเส้นสนกลถึงจะเชื่องช้า ทว่าชวนใจหายใจคว่ำกับชั้นเชิงการชิงไหวชิงพริบแบบมาคิเวลเลียน(Machiavellian)ในทุกฝีก้าวของเหล่าตัวละคร ฝ่ายผู้คุมบีบเค้นต้อนหน้าต้อนหลังทุกวิถีทาง กระทั่งฝ่ายเชลยเสียกระบวนและหันมาแฉ ทรยศ ผูกพยาบาท จนในที่สุดกบฏจำต้องยอมเผยโฉมและยืดอกรับชะตากรรม

Szegénylegények(The Round-up, ค.ศ.1965) ผลงานลำดับที่ 4 ของแยนโชนี้ถือเป็นการแจ้งเกิดในแวดวงภาพยนตร์นานาชาติ ตัวหนังประสบความสำเร็จทั้งภายใน-นอกประเทศ แต่กระแสตอบรับก็แตกออกเป็นสองสาย คนดูชาวฮังกาเรียนส่วนใหญ่มองว่าด้านหนึ่งเป็นการนำเหตุการณ์จากประวัติศาสตร์มาเล่าไปตามเนื้อผ้า อีกด้านหนึ่งหนังก็ตั้งแง่กับการกวาดล้างฝ่ายก่อหวอดในค.ศ.1956 ขณะที่นักวิจารณ์ตะวันตกซึ่งไม่มีประวัติศาสตร์ร่วมและมุ่งสำรวจสาระเชิงนามธรรมของหนังมองข้ามปมทางประวัติศาสตร์ในความทรงจำของคนดูในประเทศ และชั่งน้ำหนักจากเนื้อหาปรัชญามนุษยภาวะภายใต้กลไกของอำนาจ และการกดขี่ในหนังมากกว่าความชัดเจนในการแจกแจงบทบาทของแต่ละฝ่ายตามพงศาวดารการสร้างชาติฮังการี

ผลงานเรื่องต่อมาของแยนโช คือ Csillagosok, katonák (The Red and the White) งานค.ศ.1967 ถือว่ามีหน้าตาเข้าข่ายการถอดสวมโครงสร้างการเล่า(จากระดับเวทีโลก – ระดับประเทศ – เวทีขัดแย้งท้องถิ่น – – global-local-incidental axis) ทว่าเนื้อเรื่องก็ไม่ได้เคร่งครัดตามเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์เท่ากับหนังทั้งสามเรื่องที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ข้อแตกต่างประการสำคัญอยู่ตรงการใช้ทุ่งหญ้าสเต็ปทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน(the steppes of southeastern Ukraine)เป็นบ่อเกิดและท้องเรื่อง แทนที่จะใช้ดินแดนในฮังการี ด้วยเหตุนี้ เส้นแบ่งปริมณฑลเพื่ออ้างอิงถึงพิกัดทางภูมิรัฐศาสตร์จึงหลักลอยและเอาแน่ไม่ได้ ถึงจะเป็นผลงานร่วมลงขันอำนวยการผลิตระหว่างทุนโซเวียตกับทุนฮังกาเรียนโดยชูพลพรรคขบวนการปฏิวัตินานาชาติ(international revolutionary brigade)เป็นตัวเอก กระนั้นก็หาได้สูญเสียกระบวนความเป็นหนังไปแต่ประการใด

หนังยึดเหตุการณ์ช่วงท้าย ๆ ของสงครามกลางเมืองโซเวียตอันตกอยู่ในราว ค.ศ.1918 – 21 เป็นผังอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ระนาบใหญ่ระดับโลกของหนัง ครั้งนั้น ฝ่ายขาว(‘the White’ สมญานามนี้ตั้งตามสีเครื่องหมายและเครื่องแบบ)คู่ปรับของรัฐบาลรัสเซีย ร่วมมือกับกองกำลังอังกฤษและฝรั่งเศสเข้าดับไฟปฏิวัติซึ่งปะทุมาตั้งแต่ค.ศ.1917 และรัสเซียต้องระส่ำระสายอยู่นานหลายปี ฝ่ายแดง(คอมมิวนิสต์)มีขบวนการปฏิวัตินานาชาติอันประกอบด้วยกองกำลังเยอรมัน ออสเตรีย และฮังการีคอยให้ท้าย และเล็งผลเลิศว่าการสถาปนารัฐตามระบอบโซเวียตจะแผ่อานิสงส์เป็นความมั่นคงแก่รัฐบาลมาร์กซิสต์ของพวกตนและเรียกความยำเกรงจากนานาชาติ

ในส่วนของกรอบอ้างอิงระดับในประเทศ จะถือเอาจากสภาพความเป็นไปของฮังการีใน ค.ศ.1919 ยุคนั้นขวัญกำลังใจคนในชาติกล้าแข็งขึ้นเป็นลำดับ และฮังการีเริ่มปีกกล้าขาแข็งภายใต้ระบอบสาธารณรัฐแห่งความเสมอภาคสุดโต่ง(utopian egalitarian republic)โดยการนำของเบลา คุน(Béla Kun) หนังเดินเรื่องผ่านเหตุการณ์ในต่างแดนอันเป็นพื้นที่ก้ำกึ่งไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าขึ้นกับมอลดาเวีย โรมาเนีย ฮังการี หรือยูเครน กันแน่ กอรปกับ ถึงจะระบุพิกัดเวลาว่าเป็นค.ศ.1919 ทว่า ด้วยเหตุจากระบอบสาธารณรัฐอันมีโซเวียตเป็นแม่แบบนั้นตั้งมั่นอยู่ไม่ทันข้ามปีก็ถูกกลุ่มขวาใหม่โดยการนำของผู้พันมิคลอส ออที(Miklós Horthy)โค่นล้ม ดังนั้นจึงยากจะประเมินสถานภาพฝ่ายทหารฮังการีต่อการปฏิวัติ พวกเขาอาจเพิ่งกำชัยชนะมาได้สด ๆ ร้อน ๆ ได้พอ ๆ กับเสียท่ามาหยก ๆ ในกรณีหลังนับว่าสอดคล้องกับปฏิบัติการเอาชีวิตเข้าแลก ความเลื่อนไหลหลักลอยของพื้นที่และเวลาดังกล่าวเป็นเสมือนเมฆหมอกขุมใหญ่คลี่คลุมตัวหนัง

ปลายสายความขัดแย้งระดับท้องที่เหตุการณ์นั้น มาในรูปการจองล้างจองผลาญไม่รู้จักจบสิ้น ไม่เห็นหน้าเห็นหลังและไร้ต้นสายปลายเหตุ เวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ภายในเขตทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งในภูมิภาคยุโรปตะวันออก หนังไม่มีพระเอกเป็นตัวเป็นตน ใช้ลีลาการเล่าตามแบบแผนปกติ และรัดรึงใจไร้ที่เปรียบ Csillagosok, katonák ได้รับการกล่าวขานถึงในฐานะเพชรน้ำเอกแพรวพราวด้วยเลื่อมเหลี่ยมนามธรรมจากก้อนความจริงและสะท้อนบทสรุปอันเป็นสากลจากเหตุการณ์ขี้หมูราขี้หมาแห้งด้วยฝีมือเจียรนัยของแยนโช
เนื่องจากหนังทั้ง 4 เรื่องอัดแน่นด้วยรายละเอียดทั้งในเชิงรูปแบบและแก่นความคิด ดังจะได้เห็นต่อไปข้างหน้า ในการประมวลจุดอ้างอิงและฉากหลังทางประวัติศาสตร์จึงอาจมีการหลงหูหลงตาไปทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ตารางต่อไปนี้เป็นการสรุปและประมวลองค์ประกอบของหนังแต่ละเรื่องเพื่ออำนวยความสะดวกในการพิจารณา โดยแจกแจงตามลำดับการเกิดเหตุการณ์ตามท้องเรื่องในหนังแต่ละเรื่อง และกล่าวถึงหนังของแยนโชและตามด้วยหนังของวาดา

table-0011


ส่วนที่สร้างความหนักใจอีกประการก็เนื่องด้วยผลงานอันเป็นสุดยอดแห่งหนังแนวประวัติศาสตร์ของแยนโชและวาดาทั้ง 4 เรื่องนี้ล้วนมีบ่อเกิดอยู่บริเวณชายขอบเวทีความขัดแย้ง และขีดวงการเล่าไว้เพียงผลกระทบหรือแรงกระเพื่อมที่แผ่มาถึงหน่วยชุมชนท้องถิ่น(ของหน่วยประเทศ ฮังการีและโปแลนด์ ตามลำดับ) ไม่แต่เท่านั้น การฉายภาพความเป็นไปภายในท้องถิ่นก็หาได้มีการแบ่งข้างแยกขั้วชัดเจนตามเนื้อผ้าความขัดแย้งในหน้าประวัติศาสตร์ แต่กลับเป็นการเลียบเคียงไปตามขอบปริมณฑลของการแตกหัก เสื่อมสูญ และผลพวง

ภาวะกระจายตัวของจุดอ้างอิงทางประวัติศาสตร์(decentralization of the historical reference)ภายในโครงสร้างการเล่าเหนี่ยวนำให้สำนึกคนดูหูหนาตาเร่อ และเปิดช่องให้ศิลปินอาศัยลำหักลำโค่นสอดแทรกทัศนะของตนสู่คนดูแนบไปกับแก่นความคิดว่าด้วยชาติอันชวนตะลึงพรึงเพริด อย่างไรก็ดี ในความผิดแผกของแบบแผนและแนวคิดเฉพาะตัวในการผูกร้อยเรื่องราวอันซับซ้อน ยังมีความแตกต่างกันในระหว่างหนังแต่ละเรื่องของแยนโชและวาดาเองอีกต่างหาก นอกจากนี้ การที่มีหลายปัจจัยร่วมกำหนดคุณภาพ หนังแต่ละเรื่องจึงมีดีไปคนละด้านแม้ว่าจะมาจากศิลปินมือฉมังรายเดียวกัน ในหัวข้อย่อยต่อไปจะเป็นการจับคู่วิเคราะห์เปรียบเทียบผลงานของแยนโชและวาดาเรื่องต่อเรื่อง ทั้งนี้ เกณฑ์การประกบก็ขอเพียงหนังเรื่องนั้นของผู้กำกับคนหนึ่งมีแนวคิดหลักพอกล้อมแกล้มไปด้วยกันได้กับงานอีกเรื่องของผู้กำกับอีกคน และพอจะขยายผลการอภิปรายครอบคลุมผลงานโดยรวมของผู้กำกับแต่ละรายเป็นอันใช้ได้

มีต่อ

แปลจาก
Rucinski, Krzysztof.“Two men against history: A comparative analysis films by Miklós Jancsó and Andrzej Wajda”.http://www.kinoeye.org/03/03/rucinski03.php

Written by enyxynematryx

July 11, 2008 at 1:07 am

Posted in Director, European film

Tagged with , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: