enyxynematryx

หมากกระดานเดิมพันชีวิต

leave a comment »

สองปรมาจารย์ภาพยนตร์ยลประวัติศาสตร์ตามช่อง[4]

หมากกระดานเดิมพันชีวิต(The chessboard of violence)
(Popiół i diament, 1958; Csillagosok, katonák,1967)

[1] โครงสร้างและลีลาอันผิดแผก (Explicit difference of structure and style)

แนวคิดการร่ายและเล่า Kanał และ Szegénylegények อาจคล้ายคลึงกันในหลายจุด แต่ผลงานลำดับถัดมาของผู้กำกับทั้งสองกลับผิดแผกกันชนิดคนละเรื่องจริง ๆ ขณะที่วาดาปรับตัวเข้าหาขนบนิยมการเล่า โดยนำวรรณกรรมกระแสหลักของเจอร์ซี แอนเดรสยูสกี(Jerzy Andrzejewski)มาเป็นวัตถุดิบ และมุ่งสำรวจประสบการณ์และพัฒนาการของตัวละครตัวใดตัวหนึ่งเป็นการเฉพาะ อีกด้านหนึ่งแยนโชกลับยิ่งสนุกมือกับการลองของใหม่ อันเป็นผลการคิดค้นและผสมผสานลูกเล่นอุตริ ๆ ของตนขึ้นมา เขามึนตึงกับคนดูขาจรแทนที่จะเชื้อเชิญให้ลิ้มลองรสชาติงานของเขา หนังสองเรื่องนี้ยังถือเป็นตัวแทนงานจากยุคสั่งสมบารมีและเตรียมผงาดขึ้นเป็นยักษ์ใหญ่ทางศิลปะตลอดกาลของผู้กำกับทั้งสอง หนังสองเรื่องนี้ไม่เพียงต่างกันขั้วในแง่สุนทรียจริต ส่วนพ่วงของหนังก็พอกัน การสำรวจแบบแผนและการขัดเกลาแก่นคิดจึงอาศัยเกณฑ์การวิเคราะห์พื้น ๆ เช่นเดียวกับคู่ประกบ Kanał และ Szegénylegények

Popiół i diament เดินเรื่องผ่านความเป็นไปในชีวิตของมาซิก เคลมิกกี(Maciek Chelmicki) สอดแทรกด้วยผู้คนที่ผ่านเข้ามาในเส้นทางชีวิตตัวละครเอกผู้นี้ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิหนึ่ง วาดายังคงใช้กรอบเวลาการเล่าเช่นเดียวกับใน Kanał หนังทั้งสองเรื่องเปิดฉากตอนเที่ยงวัน และไปจบลงตอนรุ่งสางของวันถัดมา นอกจากนี้ลักษณะการเล่าก็เป็นการเกาะติดภารกิจปวารณาตนเป็นไม้ซีกงัดกับไม้ซุงประวัติศาสตร์ตลอดชั่วหนึ่งวันหนึ่งคืนของตัวเอก ยุโรปใน Popiół i diament เพิ่งผ่านพ้นสงครามอย่างที่เห็นใน Kanał มาหยก ๆ กล่าวให้จำเพาะเจาะจงคือ ยุโรปวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ.1945 ดังได้ยินกันตอนต้นเรื่องจากเสียงตามสายในฉาก ณ จัตุรัสเมืองที่แจ้งข่าวการประกาศวางอาวุธของฝ่ายเยอรมัน(แทนการใส่เสียงบรรยายเข้าไปตรง ๆ เหมือนใน Kanał)

ภาพในหนังเป็นภาพแทนสายตาของมาซิก มีภาพจากจุดยืนของมาซิกอยู่หลายฝีภาพด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้วกล้องจะตามมาซิกต้อย ๆ จะยกเว้นอยู่บ้างก็ในกรณีเล่าปมรอง ๆ พ่วงเข้ามาในหนังเพื่อเพิ่มอรรถรส เช่น โศกนาฏกรรมทีเล่นทีจริงในวงจรรุ่งโรจน์และตกอับของนกสองหัวชื่อครูนอฟสกี และพันธกิจของซูกาในในฐานะพ่อ เขาเที่ยวควานหาตัวลูกชายที่ไม่เคยพบหน้า และมีเบาะแสเพียงว่าลูกชายหันไปเข้ากับฝ่ายโปแลนด์หัวเก่าเช่นเดียวกับมาซิก

นอกจากนี้ก็เป็นการเจาะภาพชีวิตตัวละครอื่น ๆ ประกอบไปด้วยอันเดรส คู่หูของมาซิก และพนักงานของโรงแรมชื่อคริสติน่า คู่รักของมาซิก พัฒนาการหัวหกก้นขวิดและการสวมบทอันลื่นไหลไม่เพียงแต่งแต้มสีสันเพิ่มความจัดจ้านแก่หนัง ตัวละครยิบย่อยเหล่านี้ยังเป็นตัวแทนผู้คนจากชนชั้นต่าง ๆ ของสังคมชุมชนบ้านนอก ขณะที่ตัวละครหลัก ๆ ของ Kanał มีความเสมอภาคกัน มาในครั้งนี้โครงสร้างตัวละครกลับมีลำดับชั้นแข็งแกร่งและมีการแบ่งงานกันทำชัดเจน ทั้งที่จะว่าไป ในความหลากหลายทางบุคลิกภาพในตัวสมาชิกในทั้งสองฝักฝ่ายน่าจะญาติดีกันได้ไม่ยาก แถมออกจะดูถูกชะตากันเกินวิสัยของคู่อริด้วยซ้ำ อย่างที่ย้ำไว้ก่อนหน้าแล้ว จินตภาพต่อตัวละครและโครงสร้างการเล่าของแยนโชใน Szegénylegények นั้นผิดแผกออกไปลิบลับ คนดูไม่มีช่องทางเข้าถึงจิตใจและความฝันอันจุดสูงสุดของตัวละคร อย่างไรก็ดีเหล่าตัวละครที่หูหนาตาเร่อเข้ามาในเส้นทางการเล่าเรื่องถึงแม้ช้าเร็วก็ต้องตาย ก็นับว่ายังเป็นผู้คนเป็นคนอยู่บ้างจากชื่อและศักยภาพการจำชื่อของผู้ชม รวมไปถึงปฏิกิริยายามถึงคราวตาย ตลอดจนหน้าที่ตามโครงสร้างการเล่า(“ตัวการ” “แพะ”)

แต่พอมาถึง Csillagosok, katonák เส้นแบ่งบุคลิกภาพเหล่าตัวละครกลับมีแต่จมหายไปกับกระแสการเล่าอันระทึกใจและซ่อนเงื่อน แม้ว่าเบื้องหน้าคนดูจะเป็นเพียงเหลี่ยมคูการช่วงชิงชัยภูมิบนกระดานหมากรุกของพวกเบี้ยและแม้ว่าจะตรงไปตรงมาและมีการแจ้งกติกาการประลองไว้ชัดเช่นเดียวกับการวาดภาพเป้าหมายและบุคลิกของตัวละคร แต่การดูเพียงรอบเดียวย่อมไม่มีทางหยั่งตื้นลึกหนาบางตัวละครได้เป็นแน่

แนวการดำเนินเรื่องอันซับซ้อน ปราศจากเบาะแสชี้แนะคนดูในการจัดระเบียบความผูกพันและร่วมหัวจมท้ายกับตัวละคร ส่งผลให้ต้องดู Csillagosok, katonák อย่างน้อย 2 รอบ ถึงจะแยกแยะตัวละครและเข้าใจถึงพฤติกรรมหมกมุ่นกับการจองล้างจองผลาญของพวกเขา ในท่ามกลางตัวชูโรงขัดตาทัพมากหน้าหลายตา ก็ยังมีตัวละครที่รู้จักกันเพียงว่า “คนฮังกาเรียน”(รับบทโดย อันเดรส โมซาค(András Kozák))คอยรับหน้าเสื่อเป็นตัวเดินเรื่องตั้งแต่ต้นจนหนังจบ เสียแต่เพียงมีภูมิทัศน์ของฉากหลังคอยกลืนกลบอากัปกิริยาจากภาพระยะกลางและใกล้ของตัวละครตัวนี้ไว้ นอกจากนี้ตัวละครส่วนใหญ่ก็มีภาพลักษณ์ดาษ ๆ คล้ายกันไปหมด หากไม่สวมเสื้อสีขาวก็มักเปลือยท่อนบน ทั้งนี้แทบจะไม่มีภาพระยะใกล้เพื่อเร้าหลอมความรู้สึก ด้วยเหตุดังนี้จึงไม่มีทางแยกแยะได้ว่าใครเป็นใครกันบ้าง

กรอบเวลาในงานของแยนโชยิ่งชวนงงงวยยิ่งขึ้นไปอีก ในการเล่า Szegénylegények เขายังทิ้งเงื่อนงำบอกใบ้การเคลื่อนคล้อยของเวลาไว้บ้าง เช่น มีการระบุถึงภารกิจลาดตระเวนตอนกลางคืน และ การมีหญิงสาวนำอาหารมาเยี่ยมผู้ต้องสองครั้งสองครานับเป็นเบาะแสของความต่างกรรมต่างวาระ และเป็นยึดปฏิทินสมมติคอยบ่งชี้การเคลื่อนคล้อยของเวลาได้เป็นอย่างดี คือ วิธีการเหือด-เรียกคืนภาพเพื่อเชื่อมเหตุการณ์จากสองคืนอันไกลห่าง โดยกลืนเก็บห้วงเวลาทอดคั่นนั้นไว้ในช่องไฟของฝีภาพ 25 และ 26 การเดินเรื่อง Csillagosok, katonák ไม่ขึ้นกับกฎการเล่าปกติเพราะไม่มีภาพส่งผ่านกลางวันสู่กลางคืน และไม่มีองค์ประกอบใดในเรื่องทำหน้าที่เป็นนาฬิกาจับเวลาของท้องเรื่อง แต่กลับอาศัยการดึงเหตุการณ์จากต่างพื้นที่(spatial)มารับส่งเรื่องราวแทน ดังจะเห็นได้จากฉากการโจมตีอากาศสู่พื้น(ช่วงฝีภาพ 51 ถึง 63)นั้น มองได้ว่าเป็นการเล่าทวนอันเป็นเรื่องธรรมดาของหนังสงครามมัธยัสถ์ฉากวินาศสันตะโรเร้าใจ เพราะรายละเอียดเหล่านี้เป็นเพียงลูกคู่ในการเข้ารหัสนามธรรมผลวิเคราะห์สัญชาติญาณมนุษย์ยามลงแดงไปกับยุคทมิฬ

แม้แบบแผนและลวดลายการเล่า Popiół i diament กับ Csillagosok, katonák จะมีพัฒนาการในทางตรงกันข้าม แต่ต่างก็ตะล่อมกล่อมเลี้ยงภารกิจและท่าทีของหนังให้ตอบสนองต่อระบอบจินตภาพ วาดาตั้งหน้าตั้งตาลดความยาวเฉลี่ยฝีภาพแต่หันไปเพิ่มจำนวนฝีภาพรวมและเน้นการผูกกลบทตัดสลับฝีภาพยอกฝีภาพบ่ง(shot / reverse shot sequences) ดังจะเห็นได้จากฉากมาซิกคุยข้ามเคาน์เตอร์กับคริสตินาในมุมกินดื่มของโรงแรม จากลักษณะเสมอจริงและกวีนิยมจัดจ้านอันเป็นกุญแจหลักการเล่าฉากบนดิน และฉากใต้ดินของ Kanał พอถึงหนังเรื่องถัดมากลบทภาพการเล่าก็มุ่งผ่าทางตันออกกึ่งกลาง Popiół i diament ใช้แบบแผนการเล่าเสมอจริงเป็นหลัก กับฉากภายในโรงแรมและห้องหับต่าง ๆ ของโรงแรม(ไล่ตั้งแต่ห้องน้ำชายไปจนถึงห้องจัดเลี้ยง)อันเป็นเวทีหลักในการเล่าของหนัง การจัดแสงและคัดสรรอุปกรณ์ประกอบและตกแต่งเพื่อเร้าอารมณ์หลายต่อหลายฉากของหนังเข้าขั้นเป็นฉากแห่งความทรงจำ และกลายเป็นกรณีศึกษาด้านการจัดองค์ประกอบเพื่อติดเขี้ยวเล็บอุปลักษณ์ หรือไม่ก็สัญลักษณ์ทางศาสนา อันเป็นเอตทัคคะของวาดาใน(ผลงานชั้นหลัง ๆ )หลายปีต่อมา

หนังเปิดฉากด้วยภาพกางเขนเหนือโบสถ์ริมเส้นทางชนบท เพื่อปูทางสู่จุดมุ่งหมายภายภาคหน้า กล้องคล้อยตัวลงมารับภาพมาซิกในระยะใกล้มาก และไล่ไปจับอันเดรส เขาเอนกเขนกอยู่กับพื้นหญ้าห่างจากตัวโบสถ์พอประมาณ ปากก็เรื่อยเจื้อยถึงชายผู้ตกเป็นเป้าสังหาร หนังเล่าเรื่องผ่านองค์ประกอบในกรอบภาพชัดลึก(deep-focus composition) มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งพยายามเปิดประตูโบสถ์ให้เห็นอยู่ไกลสุด เด็กหญิงเดินเข้ามาไหว้วานสองหนุ่ม เหตุการณ์ภายใต้แสงอาทิตย์แจ้งจางปางของชนบทโปแลนด์ ณ ตรงนั้นคืบหน้าไปช้า ๆ แทบไม่มีสิ่งใดไหวติง ดูเหมือนฝันร้ายจากสงครามได้ผ่านพ้นไปแล้วเนิ่นนาน

ทันใดนั้น มีเสียงชายอีกคนตะโกนขึ้นว่ารถมาแล้ว ฝีภาพความยาวสองนาทีเต็มถัดจากนั้นมีแต่เลือดและกระสุนท่วมจอจากปฏิบัติการล่าสังหารผู้ชายสองคนในรถทหารพะยี่ห้อโซเวียต ในบรรดาฝีภาพสืบเนื่องหลังจากนั้นมีอยู่สองฝีภาพที่จัดองค์ประกอบได้จับใจยิ่ง คือ ฝีภาพที่ 9 กับภาพศีรษะอาบเลือดของคนขับไปค้ำแนวเส้นเฉียงของขาไม้กางเขนซึ่งมีรูปพระคริสต์ตรึงอยู่เหนือขึ้นไปบนกำแพงโบสถ์เบื้องบน จากนั้นใบหน้าอำมหิต ๆ ของอันเดรสมือสังหารก็โผล่เข้ามาแทรกกลาง องค์ประกอบหลักจากทั้งสามระนาบเรียงซ้อนไล่ระดับความลึกภายในกรอบภาพของเลนส์มุมกว้าง อีกหนึ่งฝีภาพกระชากความรู้สึกอารมณ์คือฉากมาซิกไล่กวดคนเจ็บจากรถไปยังประตูโบสถ์ เขากระหน่ำยิ่งใส่แผ่นหลังอีกฝ่าย 2 ตับ กระสุนแผดเผาเสื้อคลุมของเหยื่อลุกเป็นไฟ และส่งมันถลำผ่านประตูเข้าไปในตัวโบสถ์ ก่อนฟุบร่างอยู่แทบรูปเคารพเหล่านักบุญรายล้อมด้วยเปลวเทียน

การขับเคี่ยวระหว่างขั้วตรงข้าม เช่น ศรัทธา กับ เหตุผล ความไร้เดียงสาและตราบาป การตายและการเกิด ผ่านลูกเล่นด้านภาพอันทรงพลังและคมคาย ในฉากเปิดเรื่องของ Popiół i diament นี้ถือเป็นพิมพ์เขียวยึดกุมกระบวนเล่าด้วยภาพทั้งหมดในหนัง หนึ่งในฝีภาพอันกินความลึกซึ้งและย้อนแย้งอยู่ในตัว ก็คือ ฝีภาพความยาวหนึ่งนาทียี่สิบวินาทีตอนมาซิกกับคริสตินามาโบสถ์ ทั้งสองเดินไปพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันไป ในฉากจะเห็นร่างคนทั้งสองค่อย ๆ รุกพื้นที่ของกรอบภาพเข้ามาจากเบื้องไกล โดยมีรูปพระเยซูในท่าหกคะเมนบดบังพื้นที่ส่วนหน้าของกรอบภาพ(จัดองค์ประกอบเพื่อยิงภาพกินระวางชัดลึก(deep-focus composition)) และจัดแสงเล่นจังหวะพื้นที่สว่างกับอับแสง(chiaroscuro)) สักพักจะเห็นร่างเด็กผู้ชายไว ๆ จากฟากซ้ายไปทางขวาของฉาก และไปหยุดอยู่หน้าโลงศพสองโลง โลงทั้งสองยังไม่ปิดฝา เผยให้เห็นร่างคนงานเคราะห์ร้ายที่เพิ่งสังเวยกระสุนลูกหลงของมาซิกหยก ๆ เมื่อวันก่อนนอนอยู่ข้างใน

อีกฉากที่มองข้ามไปไม่ได้เป็นอันขาด คือ มรณกรรมของซูกาใต้เวิ้งฟ้าสุกสกาวพราวระยิบด้วยดอกไม้ไฟ ศาลาว่าการเมืองได้รับการตบแต่งประดับประดับอย่างวิจิตรบรรจงเพื่อจัดงานสมโภชแด่วีรชน ส่วนหลังมีการแสดงระบำพื้นเมือง หน้าโรงแรมมีม้าขาวลึกลับโผล่มายืนอยู่หน้าโรงแรม ซูกาและมาซิกตายตกไปตามกันภายในสองคาบการเล่าก็จริงแต่ตกอยู่ในสภาพผิดกันราวฟ้าดิน เลือดมาซิกทะลักไหลรอดออกมาจากที่ซุ่ม และทุรนทุรายอยู่ในกองขยะอีกหลายอึดใจ และหนังก็ถือโอกาสปิดฉากลงตรงนั้น หนังถ่ายทอดเหตุการณ์นี้โดยคนดูแทบไม่รู้สึกว่ามีการเคลื่อนกล้อง และมุ่งจับภาพความเป็นไปมากกว่ารักษาทรงการเล่า อย่างไรก็ดีก็ยังมีฝีภาพยาว ๆ จากการเคลื่อนกล้องย่องเก็บภาพให้เห็นใน Popiół i diament อยู่มากเอาการ(แม้จะไม่มีฝีภาพใดยาวถึง 2 นาที)

Csillagosok, katonák เปิดเรื่องด้วยภาพการรบฉาบฉวยยกเล็ก ๆ อัตราเร่ง แบบแผน และอารมณ์ ของฉากนี้ถือเป็นแม่พิมพ์ด้านภาพของส่วนที่เหลือของหนัง การรบดังกล่าวเกิดขึ้นริมฝั่งแม่น้ำ ในฉากมีตัวละครสองตัว คนหนึ่งอยู่ส่วนหน้า อีกคนอยู่ส่วนหลังของมิติภาพ ทหารส่วนหน้าวิ่งพล่านสร้างระยะใกล้สลับไกลกับหน้ากล้องเป็นพัลวัน บางช่วงถึงขนาดหลุดหายไปจากกรอบภาพ(อันที่จริงเป็นฝีภาพลำดับ 4 ของหนัง แต่เนื่องด้วย 3 ฝีภาพแรกเป็นช่วงจั่วหัวและนำเข้าเรื่อง) จากนั้นกล้องก็ย่างสามขุมเคียงขนาบทหารสองรายนี้ไป การจัดองค์ประกอบรองรับการถ่ายมุมชัดลึก ตรึงความสนใจของคนดูไว้กับตัวละครตำแหน่งใกล้อยู่นานนับนาที ทหารคู่นี้เคลื่อนตัวเข้าประชิดชายน้ำเตรียมข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ ทหารคนไกลพาร่างขึ้นฝั่งตรงข้ามเรียบร้อย ส่วนคนที่อยู่ใกล้กับกล้องเกิดลังเล ชักเท้าหนีจากตลิ่งถอยกลับทางเก่าและผลุบหายเข้าไปในพงไม้

หนังปล่อยให้ตัวละครหลุดกล้องไปและเปลี่ยนแกนสมมติของการเรียงองค์ประกอบหลักจาก ซ้าย-ขวา มาเป็น ตื้น-ลึก โดยมีทุ่งหญ้าทอดตัวอยู่ส่วนกลาง ทันใดนั้นเองทหารคนที่ล่วงหน้าไปก่อนก็จ้ำอ้าวกลับมาทางเก่า อึดใจถัดมาเหล่าทหารม้าก็ปรากฏกายไล่หลัง จี้เข้าหาริมตลิ่งฟากโน้น ทหารม้าอีกนายเข้าฉากมาจากหลังกล้องบนตลิ่งฝั่งนี้ ทหารผู้หนีเสือปะจระเข้ต้องผงะกลับลงน้ำอีกรอบ ทหารผู้ล่าบนหลังม้าขู่กรรโชกและซักไซ้พอเป็นพิธีก่อนลั่นกระสุนใส่ร่างทหารผู้เข้าตาจนด่าวดิ้นคาลำน้ำ และรีบตะบึ่งม้าจากไปโดยไม่นึกระแวงว่ามีทหารอีกคนอยู่ในพุ่มไม้ ทหารผู้รอดตายฉิวเฉียดโผล่ออกมาจากพุ่มไม้และวิ่งย้อนกับไปยังฐานที่มั่นที่เขาเพิ่งสละมา ตลอดห้วงเหตุการณ์ดังกล่าวกล้องคืบจากซ้ายไปขวาไปพร้อมกับปรับตำแหน่งให้กลมกลืนพิกัดของเหล่าตัวละครได้แนบเนียนยิ่ง

ฝีภาพความยาวสามนาทีสิบวินาทีที่เพิ่งกล่าวอัดแน่นด้วยแม่ไม้ด้านภาพของแยนโชอันจะผลิดอกออกผลให้เห็นอีกมากในส่วนต่อ ๆ มาของหนัง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังไปแล้ว (อีกนัยหนึ่ง คือ นับจากฉากการโจมตีทางอากาศเป็นต้นไป) ทั้งนี้ สูตรปรุงภาพของแยนโชที่ถอดเป็นสมการจากฝีภาพยาวก็คือ: เดินกล้องย่องเก็บภาพเหนือภูมิทัศน์โค้งลาดเป็นเส้นตรงกินระยะราว ๆ 10 เมตรของฉาก มีบ้างที่จะเบี่ยงกล้องตีวงม้วนกลับเป็นการตบท้าย แต่ไม้ตายมักหนีไม่พ้นการตวัดหน้ากล้องเก็บภาพหรือไม่ก็ยกกล้องขึ้นสูงเก็บภาพไปเรื่อย ๆ แทรกกับการหันหน้ากล้องเข้าด้านข้างตัวละครและเคลื่อนตัวทางข้างเคียงไปกับตัวละคร

สุดยอดเคล็ดวิชาภาพอีกขนานของแยนโชอยู่ที่การวางกล้องเพื่อปูทำเลก่อนเหตุการณ์สุกงอม แยนโชมักวางองค์ประกอบอันหนึ่งไว้เป็นหมุดปักปันระยะลึกของภาพ โดยจะมีตำแหน่งอยู่ลึกเข้าไปในมิติภาพ(ลึกที่สุดเท่าที่จะลึกได้) เพื่อโอบกอบภูมิทัศน์และรายละเอียดแวดล้อมเข้ามาไว้ในระวางภาพ ถือเป็นการตักตวงประโยชน์จาก การลำดับภาพด้วยกรอบภาพเดียว ฝีภาพที่ 44 ถือเป็นตัวอย่างอันเยี่ยมยอดของแม่ไม้นี้ ฝีภาพความยาว 4 นาที 20 วินาที นี้ยังครองตำแหน่งจ้าวความยาวในหนังเรื่องนี้อีกด้วย แยนโชตั้งกล้องแนบหลังกำแพงข้างโรงพยาบาลและเคลื่อนกล้องเฉพาะสถานการณ์บีบบังคับ กล้องเริ่มเก็บภาพด้วยมุมชัดลึกระยะกลางจากด้านซ้ายสุดของแนวเคลื่อนกล้องและค่อย ๆ เลื่อนตัวมาทางขวา(โดยมีพงไม้และหมู่ตึกต่าง ๆ โผล่มาขวางปิดพื้นที่ชั้นในของกรอบภาพเป็นบางจังหวะ) จนกระทั่งการเรียงตัวขององค์ประกอบในกรอบภาพเข้าสู่ดุลยภาพซ้ายขวา โดยมีสันกำแพงข้างโรงพยาบาลเป็นเส้นแกนสมมติ กล้องเคลื่อนตัวต่อไปทางขวาจนสุดระยะ การเรียงตัวขององค์ประกอบในภาพถึงค่อยกลับเข้าสู่มุมชัดลึกมาก และกวาดเก็บหน้ากว้างของฉากเข้ามาในกรอบภาพได้เรียบวุธ(เผยให้เห็นทุ่งหญ้าและลำน้ำทอดตัวอยู่หน้าโรงพยาบาล)

กล้องเคลื่อนตัวไปทางขวาอีก 1 – 2 เมตร เพื่อตามตะปบเหตุการณ์ และหยุดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นเคลื่อนตัวต่อในทิศทางเดิม ก่อนจะย้อนรอยเดิมและเคลื่อนตัวไหลกลับไปจนถึงด้านซ้ายสุด การจราจรของกล้องดังกล่าวฉายภาพความแปรเปลี่ยนทั้งในแง่คุณสมบัติและพิกัดของตัวองค์ประกอบ แม่ไม้อื่น ๆ ของแยนโชก็จะเป็นการถ่ายทอดภาพตัวละครแตกฮือ(โดยมากมักเคลื่อนตัวเป็นวงกลม) การลักไก่เติมตัวละครเข้าฉากจากหลังกล้อง การเร่งเร้าสถานการณ์ด้วยสารสนเทศนอกกรอบภาพ และการใช้สูตรการเล่าแหกขนบ ดังจะไม่ค่อยเห็นแยนโชแทรกฝีภาพเจาะปฏิกิริยาตอบสนองของตัวละคร คนดูจึงไม่รู้ตื้นลึกหนาบางว่าตัวละครรู้เท่าทันสถานการณ์เพียงใด อย่างไรก็ตามพึงสังวรด้วยว่า หนังทั้งสองเรื่องของแยนโชที่ยกมากล่าวถึงเป็นผลงานชิ้นแรก ๆ จากยุคแสวงหาเอกลักษณ์ด้านภาพ ก่อนที่ตบะหนังของเขาจะแก่กล้าสุดขีดในผลงานชั้นหลังอันประกอบด้วย Sirokkó (Winter Wind, ค.ศ.1969), Még kér a nép (Red Psalm, ค.ศ.1971) และ Szerelmem, Eletra (Elektreia, ค.ศ.1974)

[2] นัยซ่อนเร้นอันเป็นหนึ่ง (Implicit unity of meaning)

ถึงจะเป็นงานบอกเล่าประวัติศาสตร์เหมือนกัน แต่ก็แทบหาความเกี่ยวโยงระหว่าง Popiół i diament กับ Csillagosok, katonák ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่โครงสร้างและลีลา รวมตลอดจนเชิงชั้นการเล่าหากมองเผิน ๆ มิใยต้องกล่าวถึงภูมิศาสตร์การเมืองอันเป็นท้องเรื่องและสาระสำคัญของหนังทั้งสองเนื่อง ถ้าเช่นนั้นยังจะมีคุณค่าและมโนคติอันใดร้อยรัดหนังทั้งสองหนังทั้งสองเรื่องไว้ด้วยกัน

ในความผิดแผกมากหลาย ภายในโครงสร้างของหนังทั้งคู่ยังอุตส่าห์เก็บงำเศษเสี้ยวอันพอจะยึดเป็นเบาะแสสร้างบทสรุปเพื่อโยงหนังทั้งสองเรื่องถึงกันได้ กล่าวคือ การแบ่งเขาแบ่งเราเป็นฝักฝ่ายขบวนการคู่ปรปักษ์ในหนังทั้งสองเรื่อง(ซึ่งขยายความผ่านกลบทการเล่าและลูกเล่นด้านภาพ)เอาเข้าจริง เป็นเหมือนกระจกส่องสะท้อนกันและกันมากกว่าจะแจกแจงถึงรายละเอียดว่าสองฝักฝ่ายเป็นปฏิปักษ์กันตรงจุดใดบ้าง อุปลักษณ์ดั่งการเดินหมากรุก จากพิชัยยุทธของสงครามที่เปรียบเหมือนพิธีกรรมรุกรับห้ำหั่นฉับพลันตามเหตุการณ์เฉพาะหน้าและลดทอนลงมาเป็นการเดินหมากตามสูตรแก้ลำกันทำนองไก่เห็นตีนงูงูเห็นนมไก่ การอุปลักษณ์ดังกล่าวยังมีประโยชน์ยิ่งในการหยั่งแรงจูงใจและจุดมุ่งหมายสุงสุดของตัวละครในหนังทั้งสองเรื่อง ภาวะปฏิปักษ์ปรากฏเด่นชัดในชื่อหนังของวาดา(นำมาจากถ้อยความในงานเขียนของกามิล นอร์ริด กวีไซปรัส) และชื่อพากย์อังกฤษของงานแยนโช(ชื่อในพากย์ภาษาฮังกาเรียนแปลตามตัวอักษรได้ว่า หมวกเกลื่อนดาว)

การถอดรหัสหาปลายทางแห่งอุปมาของเถ้ากับเพชร(ashes & diamonds) อันเป็นชื่อหนังของวาดาเรื่องนี้ เป็นเรื่องยาก เนื่องจากคำนามทั้งสองต่างประหวัดความหมายได้หลายแง่ และยังส่งผลให้สารของหนังทั้งคลุมเครือและกำกวม ขณะที่งานคู่ปรปักษ์ของแยนโชนั้นเป็นหนังสีและไม่มีเจตนาเข้าข้างฝ่ายใดในเวทีการเมืองและหน้าประวัติศาสตร์ วาดากลับพาซื่อโยนหินถามทาง การฟันธงคำตอบจึงมีแต่ต้องเลี่ยงบาลีไม่ในทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ “แล้วเราอยู่ฝ่ายไหน” คริสตินาปรารภ หลังจากอ่านบทกวีบนผนังไหม้ ๆ ของโบสถ์ “เธอเป็นเพชรอยู่แล้ว” มาซิกตอบตามประสานักรักปากหวานแต่ก็ชวนให้ฉุกคิดถึงสถานการณ์ของหนังด้วยเหมือนกัน พลพรรคของขบวนการอย่างมาซิกและอันเดรส คือ เพชร เพราะพวกเขาคือหน่อเนื้อชาวโปล ชนรุ่นที่เกิดช่วงต้นคริสตทศวรรษ 1920 (ตามที่หนังเกริ่นนำไว้) วันเวลาในวัยฉกรรจ์ของคนรุ่นนี้อุทิศแก่การต่อสู้เพื่อกอบกู้โปแลนด์ในความทรงจำของพวกตน แต่พวกเขาก็เป็นเพียงเถ้าธุลีเพราะ ณ วาระนั้นโปแลนด์หามีไม่ไปแล้ว เท่ากับว่าพวกเขากำลังสังเวยชีวิตทำนุบำรุงต้นไม้ความฝันพันธุ์ลม ๆ แล้ง ๆ ดังจะเห็นเป็นรูปธรรมได้จากช่วงท้ายคาบการเล่า เมื่อไม่เหลือทางเลือกเขาจึงเข้าป่าเพื่อรับช่วงภารกิจต่อจากผู้บัญชาการที่ตายไปในการรบ

ฉากสอบเค้นซูกาน้อยซึ่งถูกล้อมกรอบพร้อมพลพรรคฝ่ายต่อต้านในราวป่า(เป็นการดุลสมการสุดเฉียบคมของหนัง)อันเป็นจุดเขม็งเกลียวสูงสุดของการขมวดปมความขัดแย้ง ณ ก้นบึ้งจิตใจตัวละครหลัก ๆ ใน Popiół i diament สหายคอมมิวนิสต์ซักถามถึงบทบาทของซูกาน้อยระหว่างมีการลุกฮือในวอร์ซอว เจ้าตัวตอบช้า ๆ ว่า “ส่องพวกเยอรมัน” “แต่พักหลังพวกคุณหันมาล่อคนโปลด้วยกันแล้วสิ”ฝ่ายสหายได้ทีขี่แพะไล่ เด็กหนุ่มเว้นช่วงก่อนถอนหงอกกลับ “แล้วท่านละขอรับ ยิงอะไร ยิงนกกระจอกรึ” สัจธรรมอันทรงพลังระเบิดตัวออกมาในฉากนี้เอง เอาเข้าจริงเหยื่อกระสุนของทั้งสองฝ่ายก็ล้วนแล้วแต่ชาวโปลด้วยกัน ยิงกันไปยิงกันมา มายาคติความเป็นแดงเป็นขาวแท้ที่จริงคือวัตถุดิบป้อนกระบวนการผลิตซ้ำความรุนแรง ผลักดันทั้งสองฝ่ายถลำลึกในวงจรการจองเวรอันไม่มีที่สิ้นสุด และดักดานอยู่ในห้วงประวัติศาสตร์เพ้อพก ไม่ผิดกับเบี้ยอับโชคบนกระดานหมากรุกแห่งชะตากรรม

จบ

แปลจาก
Rucinski, Krzysztof.“Two men against history: A comparative analysis films by Miklós Jancsó and Andrzej Wajda”. http://www.kinoeye.org/03/03/rucinski03.php

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: