enyxynematryx

ปากถ้ำเพลโต

leave a comment »

คริสทอฟ คีสลอฟสกี(Krzysztof Kieślowski)ผลิตหนังสิบบรรพภายใต้ชื่อ The Decalogue ออกฉายในค.ศ.1988 อันถือเป็นการจุติใหม่ในเส้นทางอาชีพผู้กำกับหนังของเขา คีสลอฟสกีวางตัวผู้กำกับภาพไว้ 10 รายเพื่อแบ่งหนังไปกำกับภาพคนละเรื่อง แต่ท้ายที่สุดก็ลดผู้กำกับภาพลงเหลือเพียง 9 คน โดยให้ปิเตอร์ ซาบอซินสกี(Piotr Sobociński)รับหน้าเสื่อกำกับภาพของทั้ง Decalogue III และ IX ความอหังการดังกล่าวส่งผลดีมหาศาลในภายหลัง เพราะผู้กำกับภาพเหล่านั้นต่างได้โคจรกลับมาร่วมงานกับผู้กำกับใหญ่อีกในต่างกรรมต่างวาระให้หลัง The Decalogue

คีสลอฟสกีเคยให้สัมภาษณ์ดานุเซีย สต็อค(Danusia Stok)ถึงปุจฉา-วิสัชนาท่ามกลางบรรยากาศหนาวจับขั้วหัวใจและสายฝนพรำ ๆ ระหว่างเขากับคริสทอฟ พีเซวิส(Krzysztof Piesiewicz) โดยบรรยายถึงคำปรารภของพีเซวิสที่ว่า “น่าจะมีคนนำบัญญัติสิบประการมาทำหนังนะ คุณน่าจะไหว” แรกทีเดียวคีสลอฟสกีไมได้ใส่ใจ ครั้งพอหลังได้ออกไปตระเวนรอบ ๆ ตัวเมืองวอร์ซอว ความรู้สึกทั้งหลายก็ประเดประดังถั่งท้นขึ้นในหัวอก และฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า นั่นเขากำลังกวาดสายตาไปยังผู้คนที่มีชีวิตโดยปราศจากเหตุผลมารองรับ คีสลอฟสกีได้คิดและชักจะเห็นพ้องกับคำพูดของพีเซวิทซ์

นอกเหนือจากความมุ่งหมายทางเทววิทยา บัญญัติทั้งหลายเป็นการขีดเส้นแบ่งปริมณฑลสากลของกุศลกรรมบถ 10 อย่าง มนุษย์มีตรรกะร้อยแปดเพื่อใช้เป็นเกณฑ์วัดพฤติกรรมตนเอง และคีสลอฟสกีก็ลงมือขุดรากถอนโคนความซับซ้อนและหยุมหยิมในแต่ละปริมณฑล

ถึงจะไม่มีการประกาศสัจมรรคทางเทววิทยาใด ๆ ผ่านหนัง แต่คงไม่เป็นการก้าวล่วงหากจะกล่าวว่าคีสลอฟสกีใช้หนังเป็นเครื่องคารวะขนบคริสเตียนสายยิว แม้ว่าจะยอมรับเพียงว่าบัญญัติเหล่านั้นยังคงบงการเราทั้งหลาย

แต่การนับถือก็ไม่ได้หมายถึงงมงาย คีสลอฟสกีเหมือนจะบอกเป็นนัยอยู่หลายครั้งว่าความพันเกี่ยวเลี้ยวลดของชีวิตของยุคปัจจุบันเป็นมารผจญการครองตนตามบทบัญญัติ แม้แต่จะทำความเข้าใจบทบัญญัติก็ยังยาก หนังแต่ละเรื่องจึงเป็นเหมือนเรื่องเล่าจากในถ้ำของพลาโต ตัวละครจำต้องหวนกลับไปส่องหาอุดมคติ แม้เพียงด้วยการชำเลืองด้วยหางตา อย่างไรก็ตาม ห้วงเวลาส่วนใหญ่ของตัวละครหมดไปกับการประจันหน้ากับเงาของสัจธรรม การหลอกลวง และเสียงโอดครวญรอบ ๆ ตัว

ศาสตร์การนับ(Numerology)

ในบรรดาองค์ความรู้ทางคีสลอฟสกีคดีศึกษาเท่าที่ผลิตกันออกมาจนถึงปัจจุบันมีผลงานการวิพากษ์ถึงจำนวนและเชื่อมโยงตัวหนังแต่ละเรื่องเข้ากับบัญญัติสิบประการตามพระคัมภีร์อยู่ในสัดส่วนสูงเอาการ งานศึกษาย้อนรอยเหล่านี้ยึดบัญญัติตามขนบศึกษาของฝ่ายโปรเทสแตนท์เป็นหลัก ขณะที่คีสลอฟสกีใช้ระบบการนับของโรมันคาทอลิกเป็นหลักในการคิดงาน

งานศึกษาบางชิ้นระบุไว้ว่าเรื่องราวของหนังแต่ละเรื่องในชุดกับบัญญัติแต่ละข้อในพระคัมภีร์ไม่ได้สัมพันธ์กันในแบบเข้าคู่ แต่อยู่ในลักษณะ”ยกชุด” กล่าวคือในหนังเรื่องหนึ่ง ๆ จะมีการพาดพิงถึงบัญญัติหลาย ๆ

คีสลอฟสกีเล็งเห็นแล้วว่าข้อบัญญัติทั้งหลายมีความสืบเนื่องคาบเกี่ยวกันอยู่ เขาจึงตั้งชื่อหนังมิให้ส่อและกินความไปถึงบัญญัติเพื่อเป็นการตัดตอนความพยายามจับหนังแต่ละเรื่องเข้าคู่กับบัญญัติแต่ละข้อ

บัญญัติทั้งสิบตามพระคัมภีร์ถือเป็นสัจธรรม โดยมีบทสรุปเบื้องต้นว่ามีเพียงพระเป็นเจ้าอันควรค่าบูชาถือเป็นการตัดไม้ข่มนามบัญญัติข้อที่เหลืออันเป็นการบูชาสิ่งอื่น(เช่น บูชาตนเอง เป็นต้น) ในบัญญัติอีกข้อก็มีใจความระบุว่า ความทะยานอยากเกินตัวเป็นเหตุแห่งทุกข์ บัญญัติข้อนี้เป็นเหมือนรากแก้ว ก่อนแตกแขนงเป็นรากฝอยในรูปบัญญัติอื่น ๆ เพื่อจำแนกทุกข์และเหตุแห่งทุกข์อื่น ๆ ด้วยเหตุดังนั้น การล่วงละเมิดบัญญัติข้อใดข้อหนึ่งจึงย่อมผิดต่อบัญญัติที่เหลืออีกหนึ่งหรือสองข้อแถมพกมาโดยอัตโนมัติ มิพักต้องกล่าวอีกด้วยว่าแก่นความคิดของหนังแต่ละเรื่องหลอมเป็นเนื้อเดียวกันได้กับแนวคิดพื้นฐานที่ร้อยโยงข้อบัญญัติทั้งหมดไว้ด้วยกัน

ปฐมบรรพแห่งบัญญัติของคีสลอฟสกีหม่นทึมสุดขั้วในชื่ออาถรรพณ์ของตำนาน ตัวเอกชื่อพอลเชื่อฝังหัวว่าตำนานไม่มีทางสมบูรณ์ไปได้หากปราศจากเหตุการณ์พระคริสต์ฟื้นคืนชีพเพื่อล้างอาถรรพณ์ ดังนั้น คีสลอฟสกีจึงปิดฉากบรรพด้วยสุขนาฏกรรมและความเกลียวกลมเพื่อสรุปเรื่องเล่าแสนอบอุ่นของภราดรภาพอันประเสริฐระหว่างพี่ชายน้องชาย(เจอร์ซีย์และอาร์เชอร์ เป็นการย้อนรอย ยาคอบกับอีซา)

dCA-I-009ปักปันพรมแดนคิด (Thematic mapping)

ในบทหนังฉบับแผนแม่บท คีสลอฟสกีและพีเซวิสหลอมสร้างตัวละครขาประจำตัวหนึ่งฝากฝังไว้ในฉากหนึ่งของหนังทุกเรื่อง คล้ายเดือยสลักเชื่อมบทหนังแต่ละเรื่องเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน(ขาประจำตัวนี้ผงาดเป็นตัวชูโรงในบรรพ 7 และไม่ปรากฏร่องรอยเมื่อถึงบรรพ 10) เนื่องด้วยตัวละครประเภท”พระภูมิ เจ้าที่ โทรเทพ” ขนานต่าง ๆ ของคีสลอฟสกี มีพันธกิจรับช่วงมรดกทางประวัติศาสตร์อันเป็นผลผลิตตามแรงอธิษฐานของตัวละครเอกจากหนังของวิม เวนเดอร์ส(Wim Wenders) ดังนั้น แอนเน็ตต์ อันสดอร์ฟ(Annette Insdorf )จึงขนานนามตัวละครประเภทนี้ว่า “เทวดา” แต่หากมองตามหลักเทววิทยา ตัวละครเหล่านี้น่าจะมีสถานะสูงเทียบเท่า โทรเทพ(Theophanes) ดังเป็นที่ปรากฏว่าในหนังเรื่อง Andrei Rublev ผู้กำกับทาร์คอฟสกี(Tarkovsky)ก็ประดิษฐ์ตัวละครชื่อนี้ไว้โดยกำหนดให้มีอิทธิฤทธิ์เคลื่อนย้ายตนเองไปได้ทุกแห่งหนเหมือนผี และมีญาณทิพย์สูงกว่าชีวิตทั่วไป ในเชิงสัญลักษณ์ โทรเทพหมายถึงชาติปางหนึ่งของพระเจ้า ในการแต่งคัมภีร์ไบเบิ้ลก็มีการประยุกต์แนวคิดนี้ไปขึ้นรูปบุคลาธิษฐานไว้เป็นที่สถิตของปริศนาธรรมผ่านชาดกต่าง ๆ ตัวละครจำพวกนี้ยังมีดีซ่อนอยู่ในตัว เช่น อภินิหารบางอย่าง(บางรายมีตาทิพย์) ทั้งนี้ทั้งนั้นมิได้เป็นการให้น้ำหนักความสำคัญแก่ตัวละครประเภทนี้เกินสมควรหรือสุมนัยยะทั้งมวลไว้บนบ่าตัวละครพวกนี้ เพียงแต่เพื่อใช้เป็นทางลัดสู่จุดอ้างอิงไปถึงแก่นความคิดแฝงของหนังแต่ละเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น กฤษดานุภาพในตัวคนเดินถนนผู้คุ้นหน้าแต่ไม่รู้จักมักจี่

a scene from Dekalog VI

a scene from Dekalog VI

ความงมงาย(บรรพ 6) บุคลิกช่างระแวง การล่วงรู้หรือเล็งเห็น ความลังเลอิดออด หรือ ภาวะรับรู้(บรรพ 4 และ 5) บ้างถือว่าตัวละครประเภทนี้คือ ภาคหนึ่งของพระเจ้าที่จักษุประสาทมนุษย์รับได้ มโนคติเช่นนี้พบได้พระคัมภีร์เก่าบทที่ 2 16:3 “พระเนตรพระองค์สถิตอยู่ และกวาดไปทั่วพิภพ คอยตรวจตราและปลุกปลอบผู้อุทิศใจแก่พระองค์” โทรเทพอาจไม่ได้เป็นเพียงปางประชุมระหว่างผู้สร้าง-ผู้ถูกสร้าง หากยังเป็นเทวโองการย้ำเตือนว่าสรรพสิ่งล้วนไม่พ้นสายพระเนตรพระเจ้า อันที่จริง มีการพาดพิงถึง สายพระเนตร หลายต่อหลายครั้งด้วยกันในทั้ง 10 บรรพหนังของ Decalogue(เช่น มาในรูปโค้งหลังคาคุ้มเหนือลานจอดรถในบรรพ 3 และภาพทิวทัศน์ชนบทจากกวาดหน้ากล้องมุมกว้างตอนเกิดเหตุฆาตกรรมในบรรพ 5 การมีอยู่ของโทรเทพนับเป็นเงื่อนไขรองรับบรรดามุมมองแทนดวงตาสวรรค์และยังสอดรับกับโลกุตรภาพจากตาใน

ด้วยบุคลิกอันยากจะคาดเดาดุจเดียวกับโมชูกินในงานทดลองชื่อก้องของคูเลชอฟ ดังนั้นคงไม่ผิดหากจะลองเชื่อดูสักตั้งว่าจะเข้าอีหรอบเดียวกันหรือไม่ เหตุที่ขนานนามตัวละครประเภทนี้ว่าโทรเทพ เนื่องด้วยไม่อาจเรียกตัวละครจำพวกนี้ว่าพระเจ้าได้เต็มปาก แต่เป็นเพียงสารรูปไว้ดูต่างหน้าพระเจ้า และเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาเพื่อยืนยันถึงการมีอยู่ของพระเจ้าและคอยทำหน้าที่ต่างพระเนตร แฝงตัวอยู่ตามชุมชนแล้งน้ำใจ ไร้สมานฉันท์ และกระตุ้นเตือนมิให้เราหลงลืมสัตยาธิษฐานต่อบัญญัติข้อต่าง ๆ

ถึงแม้ว่าในบทหนังของคีสลอฟสกีจะเรียกขานตัวละครพวกนี้ตามสะดวกปากว่า เจ้าหนุ่ม แต่คีสลอฟสกีก็เสี้ยมสอนให้นักแสดง(อาเทอร์ บาร์ซิส)ผู้สวมบทนี้วางตนประหนึ่งพระเจ้า คริสโตเฟอร์ คาร์บอฟสกี เคยเล่าถึงเกร็ดเบื้องลึกว่า คีสลอฟสกีบอกบาร์ซีสให้วางท่าประหนึ่งร่างกายลอยสูงจากพื้นโลกอยู่ 5 ซม. คีสลอฟสกีเองก็เคยพูดถึงนักแสดงผู้นี้ลับหลังว่า “เขาไม่สบอารมณ์กับการแสดงท่วงท่าเช่นนั้น” คุณสมบัติตัวละครตัวนี้ตามที่บทหนังบรรยายไว้ คือ “เหมือนกับผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างกองไฟในหนังบรรพแรก และก็เหมือนกับผู้ชายตรงระเบียงโรงพยาบาลในหนังบรรพ 2 และก็เหมือนกันกับผู้ชายที่จะโผล่มาในหนังครั้งแล้วครั้งเล่า เขาจึงผูกปีเป็นพยานไปชั่วกัปชั่วกัลป์

พื้นที่เอนกประสงค์ของอพาร์ตเมนท์เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมบาดแผลจากสงครามซึ่งต้องใช้ใจเข้าสัมผัส การมองชุมชนว่าเป็นภาวะจำยอมของการพึ่งพาวิสาสะเอื้อประโยชน์แก่คีสลอฟสกีในการควานหาเยื่อใยระหว่างมนุษย์ โดยมีบ้านและครอบครัวเป็นแก่นคิดยืนพื้นในหนังทุกบรรพ ในบรรพ 1 มีเด็กตายตกไป บรรพ 2 กลับให้กำเนิดเด็ก แต่ครอบครัวต้องเผชิญมรสุมและขาดเสถียรภาพ

a scene from Dekalog IV

a scene from Dekalog IV

ส่วนบรรพที่ 4 เป็นการถามหานิยามแท้จริงของครอบครัว บรรพ 5 พรรณนาถึงความทรมานใจเพราะการสูญเสียสมาชิกในครอบครัว ส่วนบรรพ 6 ชี้ถึงผลของความล้มเหลวในการก่อร่างสร้างครอบครัว บรรพ 7 เล่าถึงการทำสงครามแย่งชิงเด็กกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว บรรพ 8 มีเด็กหญิงผู้โหยหาไออุ่นจากพ่อแม่ บรรพ 9 ถ่ายทอดสายสัมพันธ์ละเมียดละมัยระหว่างคู่ผัวตัวเมีย และบรรพ 10 เล่าถึงความเปราะบางและจำเป็นยิ่งยวดระหว่างบ้านอันเป็นแหล่งฟูมฟักมนุษย์

Decalogue II

Dlog2-003

เรื่องย่อ: โดโรตา(รับบทโดยคริสตินา แฟนดา – Krystyna Fanda) กลัดกลุ้มอยู่กับปัญหากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ หนังค่อย ๆ คลี่ปมปัญหาของเธอออกมาทีละขยัก โดโรตาบุกไปดักพบและรบเร้าให้หมอแก่ ๆ (รับบทโดยอเล็กซานเดอร์ บาร์ดินี – Aleksander Bardini)ชี้ขาดอาการของอันเดรส(รับบทโดย โอลการ์ด ลูคาส – Olgierd Lukasze)สามีของเธอว่า มีโอกาสรอดจากโรคมะเร็งมากน้อยเพียงใด แต่หมอเจ้าของไข้อันเดรสยืนกระต่ายสามขาปฏิเสธคำขอดังกล่าว โดโรตาทิ้งไพ่กดดันหมอเพิ่มด้วยการคายความลับว่าเธอเพิ่งตั้งท้องกับผู้ชายอีกคนและอันเดรสยังไม่รู้เรื่องนี้ ทารกในท้องจะอยู่หรือไปขึ้นอยู่กับผลการวินิจฉัยอาการอันเดรสจากปากหมอ หากอันเดรสยังมีโอกาสหายเธอจะทำแท้ง แต่หากอันเดรสหมดหวังเธอจะเก็บเด็กไว้ หมอใจไม่ถึงพอจะตั้งตนเป็นพระพรหม ตัวหมอเองยังฝังใจอยู่กับการสูญเสียครอบครัวระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ลึก ๆ แล้ว หมอเห็นว่าโอกาสที่อันเดรสจะรอดตายมีน้อยมากเพราะอาการทรุดหนักเกินเยียวยา โดโรตาบอกเลิกกับชู้รัก แต่ยังคงเทียวไล้เทียวขื่อตามทวงคำวินิจฉัยจากหมอจนกระทั่งฝ่ายหลังเหลืออดและประกาศเปรี้ยงว่าอันเดรสคงรอดยาก เดชะบุญอันเดรสกลับแคล้วคลาดหนำซ้ำยังหน้าระรื่นมาบอกหมอว่าตนกับโดโรตากำลังจะได้ลูก หมอสิ้นข้อสงสัยต่ออุบัติการณ์ผ่าทางตันจากข่าวดีดังกล่าวและทึ่งกับอานุภาพของการมีลูก

Decalogue มีมรณานุสติเป็นเจ้าเรือนและ Decalogue II ก็เปิดฉากอย่างเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย การผูกเงื่อนตายทางอารมณ์กันตั้งแต่นาทีแรก ๆ ด้วยบทพูดเพียงไม่กี่คำนับเป็นจุดเด่น ของ Decalogue II เสริมด้วยการเท้าความและขึ้นลำกล้องแค่พอหอมปากหอมคอ

ชั้นเชิงการเล่าของคีสลอฟสกีไม่เข้าขั้นปราบเซียน แต่ฝีมือเข้ารหัสนามธรรมเพื่อสันดาปสุนทรียรสในการสำรวจกระบวนการบ่มฟักตัวตนของตัวละครสู่บั้นปลายที่ยังลูกผีลูกคน คีสลอฟสกีอุบไต๋เพื่อข่มขวัญคนดูด้วยแม่ไม้เดียวกับฮิทช์คอก ส่วนการบีบคั้นอารมณ์จะเข้าทางสกอร์เซซี แต่ทั้งหมดทั้งหลาย ทีเด็ดของคีสลอฟสกีอยู่ตรงการปลุกเสกฝูงแมลงปริศนาธรรมเข้าตอมไต่ใจดำและขยายองศาการคิดแก่คนดูไปจนถึงระดับวิถีของโลกและเอกภพ และการสลักเสลาความหมายหลายเหลื่อมระนาบจากกระแส หลากผ่านของภาพ และธรรมชาติของอภิภาวะก็คงไม่ใช่แค่สันดาปปฏิกิริยาพื้น ๆ (เช่น การแขวะตัวหนังเสียเอง)แต่ถึงขั้นร่ำ ๆ จะเห็นหน้าเห็นหลังภาวะหลุดพ้นเลยทีเดียว งานชิ้นนี้ทะลุเข้าใกล้เนื้อแท้แห่งคีสลอฟสกีมากที่สุด สภาพภาวะหลุดพ้นในหนังเรื่องนี้ชัดแจ้งเกินหน้างานทุกชิ้นในสารบบของเขา


ลาง หลอก ล้ำ (Fatigue and hope)

ฉากจุติใหม่ ในวันขมุกขมัว(หนังใช้แสงขมุกขมัวเช่นนี้ไปจนจบเรื่อง) นักการกวาดเก็บขุยขนตามพื้นเรื่อยมาจนถึงซากสัตว์(มีให้เห็นในอีกหลายบรรพ นอกจากบรรพสองนี้) หนังกล่าวถึงความตายเป็นเชิงบอกใบ้ว่าถึงอย่างไรในยามบ้านเมืองข้นแค้น ซากนั้นย่อมไปยาไส้ต่อชีวิตชาวโปลไม่คนใดก็คนหนึ่งเป็นแน่ หนังเอ้อระเหยไปกับการแจกแจงสภาพความเสื่อมโทรมในโปแลนด์ภายหลังขบวนการสหภาพแรงงานเสรีล่มสลาย หมอฟังรายการจากสถานีวิทยุ Free Europe พลาง ประคบประหงมตะบองเพชรเฉา ๆ และให้อาหารนกด้วยใจอันหดหู่

dCA-II-001รอบกายหมอรายล้อด้วยอนุสรณ์ความไม่เอาถ่านของทางการ ไหนน้ำร้อนจะหยุดไหล (สีทาผนังตึกโรงพยาบาลลอกล่อน หลังคาก็รั่ว) แต่หมอก็ไม่อนาทรร้อนใจหรือตีอกชกหัว เขาจัดแจงต้มน้ำอาบตามมีตามเกิด เยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวดุจเดียวกับหมอในเรื่อง Hospital หมอมีแววอ่อนล้าและแล้วนิมิตรประหลาดก็อุบัติขึ้นในห้องน้ำ ขณะจวนเจียนหมดสติ หนังไม่ได้แจกแจงที่มาของอุบัติการณ์อัศจรรย์ แต่พออนุมานได้ว่า อาจเกิดจากการบำเพ็ญทุกรกริยามาจนเกินกำลัง คีสลอฟสกีถ่ายภาพมือจากระยะใกล้เพื่อเก็บความหมายเหนือประสาทสัมผัส รัศมีอภิปรัชญาเรืองรองออกมาจากความรู้สึกเคว้งคว้าง เลื่อนลอยของฝีภาพ ภาพนาฬิกาข้อมือเรือนเขื่องในกรอบเพิ่มความหนักแน่นในการสื่อความ หมอคือตัวแทนความชราภาพและข้นแค้นของโปแลนด์ และทุกข์ทรมาน จมปลักสิ้นไร้เรี่ยวแรง(การนำเสนอในลักษณะนี้ชวนให้นึกถึงบาร์ดินี่กับบทแลบราดอร์ในหนัง No End ครั้งนั้นตัวเขาในคราบชายแก่ก็ตกอยู่ในวงล้อมของนาฬิกามาแล้ว แม้บัดนั้นคนดูยังไม่รู้ว่ามีภารกิจใหญ่หลวงรอท่าหมออยู่ในภายภาคหน้า แต่การจั่วหัวถึงความทุกข์ที่หมอแบกไว้เป็นทุนเดิมก็เหมือนเป็นการโยนหินถามทางจากคนดูว่าลำพังเท่าที่เห็นนั้นหนักหนาพอหรือยัง

หมอไม่มีแก่ใจจะต่อความยาวสาวความยืดกับแม่บ้านบาร์บาราเท่าไหร่ แต่อณูสารัตถะทางจิตวิญญาณสบช่องเล็ดรอดออกมาจากกรุเศษเสี้ยวความทรงจำผ่านการสนทนาระหว่างคนทั้งสองนั่นเอง ระหว่างทวนความหลังถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งตนบ้านแตกสาแหรก หมอก็พาลนึกถึงเหตุการณ์สุดแสนประทับใจครั้งหนึ่งขึ้นมาได้ คือ ฟันของคนเป็นปู่ประจวบเหมาะมาหักเอาตอนฟันของหลานขึ้น หนังของคีสลอฟสกีมีแง่มุมอันเหลือเชื่อและน่าเชื่อในเวลาเดียวกันก็จากเกร็ด(ซึ่งหาชมได้ยากจากหนังฮอลลิวูดส่วนใหญ่)เหล่านี้ คีสลอฟสกีขับเน้นและถ่ายเทความเชื่อลึก ๆ ในใจของตัวละครสู่คนดูผ่านความทรงจำลางเลือนต่อเรื่องราวรันทดและการพลัดพราก(โดยวนเวียนมาให้เห็นทั้ง Blind Chance และ Decalogue II นี้)


เปิดตัวโดโรตา (Introducing Dorota)

โดโรตาหันหลังให้กล้องในการปรากฏตัวครั้งแรกในหนัง แม้แต่คนทำความสะอาดยังดูจะมีสง่าราศีมากกว่าตัวชูโรงตัวจริงอย่างเธอ บุหรี่โดโรตาร่วงลงพื้น บุหรี่ให้ผลแม่นตรงในการตรวจวัดความกลัดกลุ้มในใจผู้เป็นเจ้าของ คีสลอฟสกีจับภาพเท้าขณะบดบี้บุหรี่ บุหรี่ยังเป็นแหล่งเก็บกักความในใจ ดังจะเห็นได้ให้หลังจากนั้นกับฉากโดโรตาเล่นพิเรนทร์เขี่ยเถ้าบุหรี่ลงบนฝ่ามือตัวเอง ก่อนจะยัดมวนบุหรี่ใส่กล่องไม้ขีดไฟ(คีสลอฟสกีถ่ายทอดวินาทีกล่องไม้ขีดลุกเป็นไฟด้วยภาพช้าจากระยะใกล้มาก) ฉากดังกล่าวนับเป็นฉากพี่ฉากน้องกับฉากเจาะมือใน Blind Chance

หนังทรมานและบีบคั้นประสาทด้วยความเงียบ และสภาพอึมครึม หมอเปิดประตูออกมาประจันหน้ากับโดโรตาตรงปากประตู แต่พอประจันหน้ากับหมอตรงปากประตูโดโรตากลับยิ่งขวัญผวาหนักข้อยิ่งกว่า การพูดคุยกระท่อนกระแท่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสองคนนี้ไม่ค่อยได้พูดจากันสักเท่าไหร่ แต่หมอจำได้ว่าสองปีก่อนเธอคนนี้เคยไล่ตะเพิดหมาของเขา คีสลอฟสกีเคยจับตัวละครไม้เบื่อไม้เมามาร่วมหัวจมท้ายกันมาแล้วในหนังสองเรื่องก่อนหน้านี้ ครั้งนี้ถึงจะยังคงพลิกด้านน่าชังของมนุษย์มาส่องสำรวจ แต่ก็ยังอุตส่าห์ทิ้งร่อยรอยความพยายามเยียวยาและหาทางออกร่วมกัน แม้ไม่เคยคิดจะญาติดีกันมาก่อน แต่พอจะมองออกว่าหมอให้ความกรุณาต่อโดโรตามากตามประสาคนหัวอกเดียวกัน โดโรตายอมฝากชีวิตกับหมอราวกับเขาเป็นพระเจ้าเพราะเธอหมดที่พึ่ง พระเจ้าตามคาถาคีสลอฟสกีมักอยู่ในรูปการเปรียบเปรย พระเจ้าของเขาก็คือปุถุชนคนเดินดินไม่ได้มีอำนาจดลบันดาลสรรพสิ่งได้ดังใจหมาย ดังจะเห็นได้จากครั้งไอรีนาคะยั้นคะยอให้ปาเวลน้อมรับรักจากพระเจ้า(ผ่านอ้อมกอดของเธอ) โดโรตาเองก็เล็งผลเลิศว่าหมอจะรับสมอ้างเป็นพระเจ้าในชีวิตเธอ แต่หมอไม่มีแก่ใจกับธุระส่วนบุคคล ไม่ว่าจะในเรื่องความทรงจำถึงการสูญเสียผู้เป็นที่รัก หรือชีวิตของเขาเอง หรือแม้แต่ชีวิตของคนไข้(เขาออกตัวว่าเขาไม่เคยจำชื่อคนไข้ของเขาได้สักราย)


นามธรรมอำพราง (Abstract defiance)

บรรดาเมล็ดพันธุ์นามธรรมที่หว่านกล้าไว้ในช่วงต้นพางอกงามสะพรั่งในช่วงเหตุการณ์กำเนิดใหม่(โดยมีลวดลายว่าด้วยการหลุดพ้นเป็นตัวชูโรง) ขุมกำลังนามธรรมในคาถาคีสลอฟสกีแปรขบวนเดินทัพเต็มอัตราศึก ไล่ตั้งแต่การถ่ายทอดความเคลื่อนไหวนัยสำคัญจากระยะใกล้ด้วยภาพช้าไปจนถึงภาพอ้อยอิ่ง การเล่าทะลุกลางปล้อง

โดโรตาเป็นคนมือบอน เธอสร้างความพินาศแก่สิ่งของใกล้มืออยู่ร่ำไป จดหมาย(จากคนรัก?)ยับยู่คามือเธอ เธอบดขยี้บุหรี่ ป่ายแก้วร่วงหล่นจากโต๊ะเสียดื้อ ๆ (คีสลอฟสกีย้ำความรู้สึกต่อสถานการณ์กับคนดูด้วยการจับภาพจากระยะใกล้เผยความวินาศในทุก ๆ จังหวะช้า ๆ) ท่วงลีลาเหล่านี้ล้วนแฝงด้วยนามธรรมกู่ย้ำถึงการนับถอยหลังสู่ห้วงวิบัติของชีวิต และภาวะการสูญเสียที่มั่นทางอภิปรัชญาแก่พลังใฝ่ต่ำ ขณะที่แม่บ้านบาร์บาร่าเฝ้าฟูมฟักตะบองเพชรใกล้ตายของหมอ แต่โดโรตากลับชำเราต้นไม้ใบหญ้าเป็นว่าเล่น การเปรียบเทียบสองพฤติกรรมสุดขั้วดังกล่าวถือเป็นทางปืนการเล่าอันเฉียบฉมังและลุ่มลึกของคีสลอฟสกี คนดูจะเห็นโดโรตาเดินทึ้งใบไม้ออกจากกิ่งใบแล้วใบเล่าเรื่อยเปื่อยมาตามทาง ก่อนจะขย้ำกิ่งโกร๋น ๆ งอก่องอขิงและจ้ำท้าจากไปหน้าตาเฉย พาตัวเองหลุดจากกรอบภาพไป และแทนที่จะจบคาบเหตุการณ์ คีสลอฟสกีกลับดึงกล้องไปจับปฏิบัติการดื้อแพ่งกับความตายของกิ่งไม้ด้วยการเหยียดลำกิ่งกลับเข้ารูปทรงปกติช้า ๆ การมองภาพดังกล่าวด้วยแว่นปกติและมุ่งขูดหาสัญลักษณ์อาจกลายเป็นเส้นผมบังภูเขาแห่งพลังแท้จริงของภาพ จริงอยู่ภาพดังกล่าวบรรจุนัยยะของความตาย อุปสรรคเอาไว้และพฤติกรรมของกิ่งไม้เดนตายก็ถือเป็นสัญศาสตร์แทนอนิจลักษณะของมรณกรรม(อันเป็นการบอกใบ้ว่าอันเดรสก็ดวงแข็งไม่แพ้กัน) แต่ด้วยความสุขุมของคีสลอฟสกีบวกกับการจับภาพในระยะใกล้ของกล้องกลับปลุกเสกภาพเหตุการณ์ขณะกิ่งไม้ดิ้นเถือกเอาชีวิตรอดจนกลายเป็นห้วงคำนึงแห่งรสสัมผัสของคนดูขึ้นมาได้ ภาพดังกล่าวจึงไม่ได้เล่าเฉพาะความดื้อด้าน(ในแง่สัญศาสตร์)แต่อาจเลยไปถึงวิญญาณขบถในระดับกมลสันดานอันยากจะสร้างความกระจ่าง การเล่าด้วยภาพลักษณะนี้ยังย่นระยะห่างระหว่างสัญลักษณ์และประสบการณ์ และแผ้วถางเส้นทางชีวิต โดยมีกล้องคอยกรองเก็บนามธรรมสมมติรูปตามเส้นทางดังกล่าว

เชือดแกะให้ลิง”จับ(กบ)”ดูแพะชนนอกกะลา (Sacrificial lambs)

ขณะที่ผู้กำกับฮอลลิวูดส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับบทสนทนาอันคมคาย และการหล่อหลอมบุคลิกตัวละคร คีสลอฟสกีกลับปล่อยองค์ประกอบดังกล่าวไปตายเอาดาบหน้าสุดแต่จังหวะและลูกย้ำลูกหยอดของหนังจะเมตตา กล่าวอีกนัยหนึ่ง คีสลอฟสกีมักเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ยามหนังเฉไฉไปหาเศษหาเลยเรื่องราว ดังนั้นยิ่งหนังขับเคลื่อนไปก็ยิ่งมีเหตุบังเอิญขี้หมูราขี้หมาแห้งพ่วงขบวนเข้ามาเรื่อย ๆ ลูกหากินอีกขนานของคีสลอฟสกีคือ การลำดับภาพเหลื่อมหน้าดัดหลัง(jump-cut)โดยเฉพาะการผูกฝีภาพกิจกรรมของตัวละครเดียวกันจากสองระนาบเวลาเข้าด้วยกัน จริงอยู่ก็อาจมีคนเถียงคอเป็นเอ็นว่า กลบทดังกล่าวน่าจะจัดอยู่ในแม่บทเดียวกับการเข้ารหัสนามธรรมเพื่อกล่าวถึงจักรวาลลักษณ์ของเวลาและสถานที่ แต่ในขณะเดียวกันก็สื่อถึงเจตนาตีรวนต่อขนบการตัดต่อเพื่อรักษาระเบียบสัมพันธภาพอันตายตัวระหว่าง กาล-อวกาศของคีสลอฟสกี คุณลักษณ์ของกาลและอวกาศตามคาถาของคีสลอฟสกีเลื่อนไหลในตัวเองสูงกว่าของผู้กำกับหลายรายและมีราศีทางอภิปรัชญาและจักรวาลลักษณ์ชัดแจ้ง

ยิ่งคีสลอฟสกีลดการพึ่งพาฝีภาพเกริ่นชงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งลดความเวิ้งว้างของอวกาศเรื่องเล่าในสายตาคนดูลง คีสลอฟสกีจู่โจมคนดูด้วยลูกไม้การเล่าแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยหลายต่อหลายครั้งและได้ผลชะงัด ยกตัวอย่างในตอนโดโรตาถ่อสังขารอันหนังอึ้งด้วยความสิ้นหวังมาเยี่ยมอันเดรสหนแรก จู่ ๆ ก็มีเสียงปริศนาคล้ายพระสุรเสียงจากเบื้องบนมาคะยั้นคะยอให้เธอวางถาดลูกเบอร์รีเยี่ยมไข้ลง (เขาคงกินวันหลัง) ไม่ทันขาดคำ ก็เฉลยว่าเจ้าของเสียงดังกล่าวคือ คนไข้เตียงข้าง ๆ ถัดจากนั้นยังมีเหตุการณ์กระชากขวัญตามมาอีกในตอนโดโรตาใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเพราะเห็นเตียงล้อเลื่อนเข็นร่างคลุมโปงออกมาจากห้องพักฟื้นของสามีเธอ ก่อนจะพบว่าอันเดรสยังอยู่ดี แต่คนที่จากไปคือคนไข้เตียงข้าง ๆ สุดยอดแห่งไม้ตายเล่นกลกับพื้นที่ต้องยกให้ฉากในแผนกสูตินรี ลูกล่อลูกชนดังกล่าวเป็นเหมือนบ่างคอยปลุกปั่น(เช่น การเปิดฉากด้วยภาพใบหน้าโดโรตาจากระยะใกล้) และยังมีสภาวะแวดล้อมคอยรู้เห็นเป็นใจกับความรู้สึกข้างใน(ในกรณีให้บังเอิญว่าโดโรตาไปชั่งใจเรื่องทำแท้งอยู่ในสำนักงานของหมอ) กลยุทธดังกล่าวยังขยายทัศนวิสัยต่อกาลอวกาศอันใกล้เคียงกับความเป็นไปของจักรวาลมากขึ้น ตลอดจนทางออกอันสอดคล้องกับหลักสัจธรรมแก่คนดู โลกของคีสลอฟสกีขยายตัวทุกเมื่อเชื่อวัน และกาลเวลาก็พริ้วไหลเกินศักยภาพของมาตรวัดโมงยามใด ๆ ลัดให้ตรงเป้าคีสลอฟสกีรังวัดกาล-อวกาศมนุษยภาพเพื่อสนองปณิธานนักสำรวจทางอภิปรัชญามิใช่เพื่อสานต่อขนบนิยม


ทางแพร่งอภิปรัชญา (Two messengers, two readings)

กลยุทธการใช้นามธรรมควบคู่กับบริบททางอภิปรัชญา มีคำถามและปุจฉาหนุนเนื่องมาเป็นระลอกหลังโดโรตาสารภาพความในกับหมอ เธออดสงสัยไม่ได้ว่าหมอจะเข้าใจหรือไม่ว่าบางครั้งคนเราก็อาจมีใจเสน่หากับคน 2 คนได้ในเวลาเดียวกัน ปุจฉาข้อนี้ในภายภาคหน้าจะลากแก่นความคิดว่าด้วยอวตารคู่ขนานเข้ามามีบทบาทในหนังเรื่องต่อ ๆ มาของคีสลอฟสกีอีกด้วย โดโรตาขุดคุ้ยเรื่องราวน่าอดสูของเธอมาเล่าให้หมอฟัง แต่หมอก็มาในมาดเดียวกับคริสทอฟ ตัวละครผู้ทรงภูมิใน Decalogue I ด้วยการชักแม่น้ำทั้งห้าถึงความเป็นไปได้ในเชิงสถิติและหลักฐานจากกรณีศึกษาต่าง ๆ นานา และออกตัวว่าทั้งหมดเขาคาดคะเนจากผลการประมวลประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะคนวงนอก รวมตลอดจนว่าไปตามเนื้อผ้ากรณีศึกษาทางการแพทย์เท่าที่เคยมีมา นับเป็นการปลุกผีลักษณะปฏิภาคพจน์ในบัญญัติสิบประการอันเป็นรากเหง้าของหนังกลับมาหลอกหลอนคนดูอีกครั้ง ทั้งที่เจ้าตัวมุ่งปรารภถึงบัญญัติประการที่สิบ(ผลิตผลของความโอหังลำพองใจกับสมบัติอันไม่พึงได้)อันคอยชักใยอยู่เบื้องหลังอกุศลกรรมบทข้อก่อน ๆ แต่ข้อสังเกตของโดโรตาที่ว่า”เราไม่ควรสำคัญตนผิดว่าจะสมปรารถนาไปเสียทุกเรื่อง”กลับพาดพิงถึงอกุศลกรรมบทหลายข้อโดยปริยาย บทรำพึงดังกล่าวเป็นการขึ้นลำกระสุนปุจฉาแทงใจดำที่ว่า “คุณเชื่อในพระเจ้าไหม” หมอตอบกลับมาว่า “‘พระเจ้าประจำตัวเขา’มีฤทธานุภาพมากพอจะชี้หนทางแก่เขายามเผชิญหน้ากับพลังใฝ่ต่ำ” แต่เขาก็จนปัญญาจะอาจเอื้อมไปฝักใฝ่กับพระเจ้าเบื้องบน” ไหนเลยหมอจะมีใจนับญาติกับ”ท่าน”ลงคอ ในเมื่อโศกนาฏกรรมจากหายนะของครอบครัวแต่หนหลังยังคงกรีดเฉือนดวงวิญญาณของเขาอยู่ไม่เว้นวาย โดโรตาคงต้องหันไปพึ่งพระเจ้าที่มีฤทธานุภาพสูงกว่านี้เสียแล้ว

ยิ่งใกล้เวลานัด โดโรตายิ่งพลุ่งพล่านอกแทบแตก คำพูดของเธอเหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของเขา ชายที่มีเค้าจะเป็นคู่รักของเธอเอาเข้าจริงก็เอาแต่ซักไซ้ไล่เลียงเธอเป็นวรรคเป็นเวรเหมือนสายลับในปฏิบัติการล้วงตับข้ามชาติ คนดูชาวโปลย่อมรู้ดีแก่dCA-I-008ใจดีกับการล้อเลียนพฤติกรรมลับ ๆ ล่อ ๆ ดังกล่าว ปฏิกิริยาของโดโรตาเองก็ลับลมคนนัยใช่ย่อย กาแฟของเธอไม่ได้รับการเหลียวแลจนเย็นชืด เฉกเช่นที่ใน Decalogue I คริสทอฟก็ทิ้งนมไว้จนบูด อาการไม่ยี่หระต่อกุศลกรรมอันจำแลงมาในรูปเครื่องดื่มเพื่อการชำระบาปคู่สนทนาทั้งสองคู่นับเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงความจำเป็นในการถนอมและฟื้นฟูโลกและการมุ่งประกอบคุณงามความดี

ระหว่างที่สถานการณ์ของโดโรตาเลวร้ายเข้าขั้นวิกฤติ โทรเทพในคราบพนักงานของโรงพยาบาลก็เผยตัว โทรเทพเมียงมองด้วยความใคร่รู้ขณะหมอกำลังส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจสอบ”ความเป็นไป”ของอาการป่วยของอันเดรส ความหมายของฉากนี้คลุมเครืออย่างยิ่ง อาจจะโดยความจงใจของคีสลอฟสกีเอง โคตส์และอินสดอร์ฟ(Coates & Insdorf)ตั้งข้อสังเกตถึงลีลาการเล่นคำสำหรับบ่งชี้อาการของอันเดรส(ในขั้นบทหนังใช้คำว่า progress ส่วนในตัวหนังเหมือนจะใช้คำว่า progression)อันอาจส่อนัยไปในทางที่ว่าอันเดรสดีขึ้นเป็นลำดับ หากเป็นดังนี้ การฟันธงว่าอันเดรสมีแต่ตายสถานเดียวของหมอจึงเป็นการโกหกเพื่อยื้อชีวิตเด็กไว้  โมนิกา โมแรร์(Monika Maurer)เห็นด้วยกับข้อสังเกตที่ว่าจานเพาะเชื้อนั้นบรรจุสารสนเทศของการฟื้นตัวไว้ แต่การตีความเช่นนั้นก็ยังหาข้อยุติได้ยาก เพราะก็อาจมีทางเป็นไปได้อีกเหมือนกันว่าที่ดีขึ้น ๆ อาจเป็นการวินิจฉัยสถานการณ์ของฝ่ายมะเร็งนั้น เนื่องด้วยคำ ๆ นี้หลุดออกมาจากมาระหว่างที่หมอกำลังส่องดูตัวอย่างเชื้อวัณโรคซึ่งเพาะไว้หลายสัปดาห์แล้ว หนำซ้ำยังไม่มีสัญญาณใดเป็นพิเศษ(ไม่ว่าจากหมอหรือผู้ช่วยอันส่อถึงความใจชื้น) การที่ผู้ช่วยอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ กับการแสดงความคิดเห็น(“แต่คุณย้ำกับเราเองว่า…”)ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าหมอใหญ่คงไม่เข้าอีหรอบว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

แค่เหตุการณ์หยุมหยิมหน่วยเดียวก็ต่อขบคิดกันไปได้ขนาดนี้ และหากข้อสมมติฐานหลังสุดเป็นจริงก็เท่ากับว่าหมอต้องกล้ำกลืนความทุกข์และห่วงหน้าพะวงหลังกับการชี้ขาดและตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากอัตวิสัยและเมตตาธรรม บทบาทหลัก ๆ ของหนังจึงได้แก่การวาดภาพความกลัดกลุ้มของหมอ อาการเงื้อง่าราคาแพงก่อนจะตกลงปลงใจเลือกหนภายใต้แรงกดดัน หลังจากตัดสินใจเป็นมั่นเป็นเหมาะปาฏิหาริย์ก็บังเกิด หากยังยึดการตีความแพร่งแรก ปาฏิหาริย์ก็ย่อมมีฐานภาพเป็นปาฏิหาริย์(การมาของโทรเทพนับเป็นดัชนีบ่งชี้) หรืออีกทีปาฏิหาริย์อาจ”ล้ำยุค”กว่าเคย ด้วยการยืมมืออำนาจวิทยาศาสตร์ และชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน พฤติกรรม

a scene from Dekalog VIII

a scene from Dekalog VIII

ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวยังอาจสร้างมลทินแก่จริยธรรมของหมออีกด้วย ภาวะรักพี่เสียดายน้องเช่นนี้ยังรอท่าอยู่ใน Decalogue VIII อีกด้วย กล่าวคือ ในฉากโซเฟียสารภาพความอัปยศของเธอในชั้นเรียน เธอกล่าวว่า สวัสดิภาพของเด็กสำคัญเหนือสิ่งใด บางทีนั่นอาจคือเป้าหมาย และการเล่าอันกำกวมของคีสลอฟสกีจึงมีบทบาททั้งในด้านลอกคราบออกจากเนื้อแท้ของศรัทธา หรือไม่ก็จั่วเหตุการณ์เติมหน้าไพ่ภาพรวม ปกคลุมด้วยบรรยากาศขมุกขมัวทางจริยธรรม วิกฤติการณ์ และการทารุณกรรมทางจิตวิญญาณ


(คำ)นามนั้นสำคัญไฉน (What’s in a name?)
แม้คีสลอฟสกีจะไม่ได้หมายมั่นปั้นมือจะสร้างหนังเพื่อรณรงค์ต่อต้านการทำแท้งและไม่ยินดีกับการลากหนังเข้าไปข้องแวะกับการเมืองในเรื่องดังกล่าว แต่ถึงอย่างไรจุดใหญ่ใจความของหนังก็คือสภาวะ ณ ปากทางแพร่งความเป็นและความตายอยู่ดี โดยมีการทำแท้งเป็นรูปธรรมของหนึ่งในแพร่งนั้น(หรืออย่างน้อยก็คือการตัดตอนครรลองการมีหน่อเนื้อเชื้อไข) หนังให้น้ำหนักแก่การเล่าภูมิหลังและความเป็นไปของโดโรตาและหมอเสมอหน้ากัน หมอพลัดพรากจากคู่ทุกข์คู่ยากและลูก ๆ ข้างโดโรตาก็เจียนจะสูญเสียทั้งสองอย่างนี้ไปอยู่รอมร่อ เช่นกัน ประโยคสุดท้ายในบทสนทนาของหนัง(คุณรู้ไหมว่าการมีลูกมีคุณค่าความหมายยังไง)ถือเป็นการเทหน้าตักเข้าสู่ในวงกินรวบระหว่างความเป็นและความตายโดยมีชีวิตของชนรุ่นทายาทเป็นเดิมพัน กล่าวสำหรับคีสลอฟสกีชื่อ คุณลักษณ์ ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย การแอบอ้างพาดพิงถึงพระเจ้าถือเป็นรากฐานของหลักการเคารพผู้อื่นในบัญญัติสิบประการ ไม่ว่าเด็กจะถูกฟูมฟักขึ้นมาในชื่อใดก็แล้วแต่ เพราะหากอนุมานไขว้ข้ามกับทางออกเชิงตรรกะของบรรพ 3 ที่ว่า ต่อให้สถานภาพอันคลุมเครือของผู้เป็นพ่อจะสร้างความคับข้องทุรนทุรายมากเพียงใด จนแล้วจนรอดความรักภายในครอบครัวก็มีพลังชำระล้างความกินแหนงแคลงใจได้เสมอ การกลับมาของอันเดรสและการตั้งครรภ์ของโดโรตาในบรรพ 5 ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างการเลือกทางเดินชีวิต(แม้จะต้องฝืนใจ)กับวิบากกรรมจากความตายอันสยดสยองในหนังบรรพนั้น

ครั้นถึงวาระที่โดโรตาตกลงใจแล้วว่าจะทำแท้ง บุหรี่ของเธอมอดไหม้คายควันโขมงอยู่ในจานเขี่ย เธอขอยุติความสัมพันธ์กับชู้รัก และไม่ยี่หระกับคำว่า”ผมรักคุณ”ของอีกฝ่าย คีสลอฟสกีทิ้งทวนคาบการเล่าด้วยภาพโดโรตากำโทรศัพท์ด้วยมืออันสั่นระริก ก่อนวางหู

ฉากถัดมาเป็นการบอกใบ้ว่าแสงแห่งความหวังเริ่มฉายส่องเข้ามาในท้องเรื่องอีกครั้ง ขนาดตะบองเพชรอาการเป็นตายเท่ากันของหมอยังสู้อุตส่าห์แตกหน่อใหม่ แก้วกาแฟกรุ่นไออุ่น คนร่วมชายคาหันหน้าเข้าหากัน หมอเล่าบทอวสานอันน่าเวทนาของครอบครัวเขาแก่บาร์บารา ข้อเท็จจริงที่ว่าหมอยังคงฝังใจอยู่กับความสูญเสียในครั้งกระนั้นนับเป็นความหดหู่เพียงประการเดียวในฉากนี้ หมอจัดแจงหันกรอบบรรจุภาพถ่ายครอบครัวกลับออกสู่สายตาธารกำนัลอีกครั้ง(ในฉากก่อนหน้านี้เขาจับกรอบภาพหันหน้าเข้าข้างฝา)


น้ำในกะโหลก (Watch the watchers)

ย้อนกลับไปยังฉากชวนขนลุกในคราวหนังหลอกคนดูว่าร่างคลุมโปงบนรถเข็นหน้าห้องอาจเป็นอันเดรสและเฉลยทันควันด้วยภาพเจ้าตัวนั่งทอดอาลัยอยู่ภายในห้อง โดโรตาตาลีตาเหลือกเข้ามาในห้องฟักพื้นและเจออันเดรสนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ นับเป็นครั้งแรกที่เธอคุยกับอันเดรสต่อหน้าต่อตาคนดู สอดรับกับเหตุการณ์ที่หมอตบะแตกในฉากก่อนหน้า ในฉากโดโรตาคุยกับอันเดรส จะมีภาพโทรเทพมองมายังทั้งคู่ แวบแรกเป็นภาพหลุดศูนย์เล็งลาง ๆ แวบที่สองจะเป็นภาพระยะใกล้กะจะตา ปฏิกิริยาอันแยบคายของเขาสอดผสานกับคำพูด “ฉันรักเธอมากนะ”จากโดโรตาถึงอันเดรส และตอนที่เธอสัมผัสใบหน้าเขา(เธอไม่เคยปฏิบัติกับเขาเช่นนี้มาก่อน) จึงกล่าวได้ว่าอากัปกิริยาดังกล่าวเกิดขึ้นเบื้องหน้าสายพระเนตรพระเจ้า ท่ามกลางภาวะทุกข์ทรมานป่วยไข้ปางตาย ภาพเชิงนามธรรมของหยาดน้ำพรมพร่างไปทั่วทั้งห้องคนไข้จึงเป็นเหมือนน้ำทิพย์ชุบชโลม ปลุกปลอบขวัญ หยดน้ำคายประจุความหมายแฝงในรูปการเดียวกับกับภาพเลือดค่อย ๆ หยาดรินในหนังภาค 4 อันเดรสกัดฟันสู้แต่ไม่วายคงต้องแพ้พ่าย โดโรตาเองก็ใจคอไม่ดี ดังเธอจะสารภาพกับหมอในฉากต่อมา พอถึงคราวต้องดับเครื่องชนกับกระบวนการทำแท้งหมอจำต้องตกที่นั่งเป็นจำเลยด้วยการฟันธงว่า”เขาไม่รอดแน่”ใต้คำสาบานตามคำของของโดโรตาและสำทับอ่อย ๆ ว่า “เขาหมดโอกาสแล้ว” ก่อนจะชิงรบเร้าให้โดโรตาเลิกล้มความตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นเพราะความห่วงใยในตัวเด็กคนนี้ หรือไม่อยากให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยคืนหฤโหดสมัยสงครามครั้งก่อน ตอนระเบิดลงและพรากเด็กคนก่อนหายไปในหลุมกลางตัวบ้าน

การอุบไต๋สถานะคนดนตรีของโดโรตาไว้กว่า 50 นาที นับเป็นบทพิสูจน์ความใจแข็งและยังสะท้อนถึงเจตนาของคีสลอฟสกีในการยกระดับสารัตถะสากลไว้เหนือส่วนย่อย หลักจากทุกอย่างคลี่คลายโดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ หมอตบท้ายบทสนทนาสั่งลาระหว่างเขากับโดโรตาว่า เขาอยากจะเห็นโดโรตาบรรเลงดนตรีเป็นขวัญตาสักครั้ง โดโรตาคิดว่าหมอแค่พูดไปตามมารยาทเธอจึงไม่ได้นำพากับคำพูด แต่ในความเป็นจริงหมอใคร่ครวญมาอย่างดี แต่ไหนแต่ไรมามักถือกันว่าดนตรีเป็นภาษาและความรู้สึกสากล และสำแดงอานุภาพและอิทธิพลทะลุทะลวงพรมแดนทางสังคม วัฒนธรรม และปัจเจกให้เห็นมานักต่อนัก เช่นเดียวกับช่วยทลายกำแพงและฉุดหมอออกจากห้วงวิกฤติเพื่อพานพบความปวดร้าวชนิดใหม่ตามประสาปุถุชน หมอเองไม่แคล้วพลอยฟ้าพลอยฝน นอกจากนี้ยังถือเป็นการชงจังหวะหนังเข้าสู่หนึ่งในสุดยอดลูกติดพันของคีสลอฟสกี


ทิ้งทวน(Consequence)

Zbigniew Preisner

Zbigniew Preisner

การบรรยายฉากสืบเนื่องที่เกริ่นไว้ก็ยากจะบรรลุผลโดยไม่เสียอรรถรส ดุจเดียวกับการจัดหมวดเพื่อบัญญัติคุณลักษณะทางสุนทรียภาพนั้นไม่อาจเลี่ยงพ้นการสร้างความระคายเคืองแก่ตัวบทกวีและเนื้อร้อง เพราะขาดพลังแจกแจงเชิงวิเคราะห์ คาบการเล่าดังกล่าวอาจถือเป็นหนึ่งในไม้ตายในทางญาณวิทยาของคีสลอฟสกี หากอนุมานว่าคุณลักษณ์แห่งความหมายของดนตรีนั้นสูงส่งเกินกว่าจะบรรจุเข้าในสารบบทางสัญศาสตร์ใด ๆ (เนื่องเพราะมักจะมีตัวแบบทางภาษาศาสตร์เสียเป็นส่วนใหญ่) การปลดปล่อยอณูนามธรรมเข้าสู่สนามพลังทางอภิปรัชญาในคาบการเล่าดังกล่าวจึงนับเป็นปรากฏการณ์แห่งการสันดาปภาพและเสียงเป็นพลังชุบฟื้นจิตวิญญาณขนานเอกโดยแท้ ดุริยศิลป์ผงาดขึ้นเป็นหัวเรือใหญ่ของฉากทั้งในเชิงท่วงลีลา(ภาพโดโรตาบรรเลงไวโอลิน)และสำเนียงเพลงพื้นหลังอันทรงพลัง(ดุริยศิลป์ทุกชิ้นเป็นฝีมือการประพันธ์และควบคุมการบรรเลงอันเยี่ยมยอดของซบิกนิว ไพรสเนอร์(Zbigniew Preisner)ล้วน ๆ ) พลังจินตภาพและดุริยศิลป์ผสานตัวรังสรรค์สภาวะเสมอจริงอันตื่นตะลึงชวนพิศวง

ฉากนี้ขึ้นต้นด้วยภาพโดโรตายืนมองออกไปนอกหน้าต่างอพาร์ทเมนท์ ยังมีร่องรอยกระสับกระส่ายให้เห็นอยู่บ้างแต่ไม่ถึงกับลนลานเหมือนเมื่อครั้งชะเง้อแง้ผ่านหน้าต่างห้องโถงตอนต้นเรื่อง ไม่มีการสูบบุหรี่ ดูเผิน ๆ เหมือนเธอกำลังสวดอ้อนวอน สายตาจ้องเขม็งสู่เบื้องบน เนื้อตัวไม่ไหวติงราวกับรูปปั้นเหมือนเธอหลุดเข้าสู่ท่วงทำนองอันเชื่องช้าของเอกภพ กล้องค่อย ๆ พุ่งหน้าลงเหมือนจะดิ่งละล่องไม่รู้จักจบสิ้น จนกระทั่งภาพส่วนหน้าของตัวตึกเลื่อนเข้ามาในกรอบภาพ พื้นผิวอันแปลกตาเย็นชาประดับลวดลายประพิมพ์ประพายกับรูปทรงกางเขนของระเบียบที่กล่องจงใจเล่นมุมจับไว้ในฉากแรกของ Decalogue I หนึ่งชั้นผ่านไป สองชั้นก็แล้ว กระทั่งล่วงผ่านไปสามชั้นคนดูจึงได้เห็นหน้าหมอจ้องสวนกลับมา หนังย้อมภาพส่วนนี้เป็นสีแดงและผลุบเข้าสู่มิติทางเทววิทยาโดยคลำทางผ่านจารึกบรรยายถึงพระผู้เป็นเจ้าในพระคัมภีร์เก่า Apostle’s Creed กับการเผชิญทุกข์เพราะปอนเทียส ปิเลต(Pontius Pilate) ก่อนจะถูกตรึงกางเขน สิ้นชีพ และถูกฝัง แล้วไปจุติยังปรโลก และคาบเกี่ยวกับพระวจนะบทถัดไปว่าด้วย การฟื้นคืนชีพในอีก 3 วันให้หลัง แล้วเสด็จสู่สวรรค์อันสถิตอยู่ ณ พระหัตถ์ขวาของพระบิดาผู้ทรงมหิทธานุภาพ และทรงชำระความในวันพิพากษาแก่ทั้งผู้วายชนม์และยังมีลมหายใจ

กล้องฉากไปทางขวาและเข้าสู่ทางลัดของเอกภพ มาโผล่อีกครั้งในโรงพยาบาลด้วยภาพอันเดรสนอนแน่นิ่ง สำเนียงดนตรีเปลี่ยนไปแบบไม่มีปีมีขลุ่ย(พ้องพานกับภาพถ่ายรังสีความร้อนจากพระคริสต์ทรงเบิกพระเนตรใน Blind Chance) กล้องย่องกริบอีกคำรบราววิญญาณเร่ร่อนไปจับภาพแก้วบนโต๊ะในระยะใกล้ ผลเบอรี ของเยี่ยมไข้จากโดโรตา กองอยู่ตามคำคะยั้นคะยอของเพื่อนคนไข้เตียงข้าง ๆ โดยมีฐานแก้วน้ำบังอยู่ รัศมีสีแดงของเบอรีสาดกระจายอยู่ในน้ำ ผึ้งตัวหนึ่งบินหัวซุกหัวซุนแข่งกับระดับของเหลวในแก้วที่กำลังเอ่อสูงจวนเจียนจะท่วมกลืนตัวมัน คนดูต้องลุ้นตัวโก่งว่าผึ้งจะแคล้วคลาดจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานหรือไม่
deca-backgroud-0011
คีสลอฟสกีไม่วอกแวกแม้แต่น้อยในการถ่ายทอดภาพการต่อสู้อันมหัศจรรย์ของชีวิตและไม่ปล่อยให้มีเสี้ยวเหตุการณ์ใดคลาดจากสายตาคนดู อันเดรสเองก็เฝ้ามองผึ้งตัวนั้นตะกายตะกายขึ้นมาเหนือผิวน้ำเชื่อมและไต่ขึ้นมาจนถึงปากแก้ว หนังตัดไปเป็นภาพโดโรตาวาดลวดลายอยู่ในวงมโหรี จู่ ๆ สีหน้าเธอก็เปลี่ยนไปเหมือนสังหรณ์ใจขึ้นมาถึงอุบัติการณ์ ณ จุดใดจุดหนึ่งของเอกภพ รอยยิ้มเรื่อระบายขึ้นมาขณะผินหน้ามองไปยังสถานที่อีกแห่ง


ทายาทและทางแยก(Child and choice)

หนังหลายเรื่องยืมมือการฟื้นคืนชีพทำนองเดียวกันเป็นลูกเล่นยืนพื้นหนุนหลังชุดความคิดย่อยว่าด้วยการหลุดพ้นเช่นเดียวกัน ถึงแม้แก่นความคิดหลัก ลีลาการถ่ายทอดภาวะหลุดพ้น แต่บทสรุปของอภินิหารเหล่านั้นล้วนหนีไม่พ้นต้องลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับคุณธรรมในเทพนิยายกล่อมเด็ก ทว่าคีสลอฟสกีเหนือชั้นเกินกว่าจะเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือเช่นนั้น หนังของเขาคือปฏิบัติการวัดรอยเท้ามายาคติว่าด้วย “คืนแรมทางจิตวิญญาณ” (“the dark night of the soul”)โดยสอดแทรกสร้อยแนวคิดว่าด้วยความเมตตาอันมีการฟื้นคืนชีพเป็นอานิสงส์ไว้เป็นระยะ นอกจากนี้ ยังปรากฏสายแร่ความคิดว่าด้วยการล้างบาปในหนังดังที่ปีเตอร์ เฟรเซอร์(Peter Fraser)ได้สำรวจและจัดทำรายงานผลด้วยความพิถีพิถันไว้ในหนังสือ Images of Passion

บรรดาแก่นความคิดในคาถาคีสลอฟสกีกลับมารำลึกความหลังและหักลบกลบหนี้กันในงานชิ้นนี้ราวเป็นการสังสรรค์งานคืนสู่เหย้า ยกตัวอย่างเช่นภาพภูเขาบนผนังห้องเช้าของโดโรตากับอันเดรสก็เป็นการต่อความยาวสาวความยืดกับแก่นความคิดว่าด้วยการปะทะสังสันทน์ระหว่างการลงหลักปักฐานกับการแสวงหาที่เคยยึด The Scar และผลงานก่อนๆ หน้าเป็นสังเวียน ผิดแต่เพียงครั้งนี้เป็นการเล่นของสูงถึงระดับการขับเคี่ยวระหว่างโลกียธรรมกับโลกุตรธรรม สมกับวัยวุฒิที่แก่กล้าขึ้นตามกาล ในหนังเรื่อง No End อันเทคทุรนทุรายอยู่ตรงทางแพร่งความเป็นความตาย มีเพียง 2 ทางเลือก คือ อยู่ในโลกนี้หรือ(ยอม)ไปสู่โลกหน้า(เสียแต่โดยดี) มาในหนังเรื่องนี้ อันเดรสสารภาพกับหมอว่าเขาสังหรณ์ใจว่ามีใครพูดกรอกหูเขาอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน เพียงแต่เขาไม่หูเบาเหมือนอันเทค

คนดูไม่มีโอกาสยลโฉมตัวเด็ก (แต่ทีผัว”ลับ”ของโดโรตา กลับเสียลับแก่คนดู) ทั้งที่เป็นเดิมพันใหญ่หลวงของหนัง เพราะคีสลอฟสกีเทหน้าตักความหมายทั้งหลายทั้งปวงไว้ในตัวเด็ก จนมีความถ่วงจำเพาะทางความหมายหนักแน่นเกินกว่าเด็กทารกธรรมดา ๆ หรือตัวแทนทางคตินิยมอันใดอันหนึ่ง และส่งผลให้การทำแท้งแทบกลายเป็นการทำลายล้างผู้มีบุญญาธิการ “งามแท้” สูตินรีแพทย์ออกปาก และในกาลต่อมาโดโรตาก็พูดผ่านสายโทรศัพท์ไปยังชู้รักว่า “อนาคตของคุณทั้งหมดขึ้นกับค่าโทรครั้งนี้เลยนะ” นับเป็นการทายทักที่บรรจุความหมายไว้มากกว่าเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ไม่แต่เท่านั้น ในสถานการณ์อันพ้องพานกับ Catch-22 กล่าวสำหรับโดโรตา การทำแท้งอาจเป็นเครื่องบนบานให้สามีฟื้น ไม่ว่าจะดูเป็นความงมงายวิปริตสักเพียงใด เธอก็ยินดียื่นหมูยื่นแมว แต่หลังจากความคิดนี้พับไปเพราะหมอขวางลำ เธอคงจะตระหนักถึงพลังดิ้นรนของชีวิต แม้ว่าเธอถลำตัวสู่พรมแดนความงมงายแต่เธอก็ถอนตัวทัน ไม่มีการทำแท้ง เธออาจพอมองเห็นลู่ทางเลี้ยงลูกไปตามอัตภาพได้ หลังจากอันเดรสพ้นขีดอันตราย ทุกคน(โดโรตา, ลูก และอันเดรส) รวมถึงการมดเท็จ ก็พลอยแล้วรอดปลอดภัย แต่ความจริงก็ยังลูกผีลูกคน การฉายภาพพลังขับเคลื่อนทางญาณวิทยาผ่านตัวชื่อของคีสลอฟสกีอาจอนุมานได้ว่า เด็กในฐานะชีวิตหนึ่งที่มีสิทธิ์ออกมาลืมตาดูโลกคู่ควรแก่ให้ความรักมากกว่าในฐานะหน่อเนื้อเชื้อไข ดังเป็นที่ปรากฏในบทเจรจาทิ้งท้ายอันแสนกินใจ:

อันเดรส: หมอรู้ความหมายของการมีลูกไหม
หมอ: รู้สิ

บทสนทนาอันหนักหน่วงด้วยเชิงชั้นความหมายหลายทบ และดูดซับกัมมันตภาพความพลิกผันทางอารมณ์ทั้งมวลมาไว้ในถ้อยความได้ครบครันดังกล่าวนับเป็นบทพิสูจน์อัจฉริยภาพของผู้เขียนบท ข้อความดังกล่าวเป็นเสมือนคลังสะสมความหมายตรงและแฝงหลากหลายแง่งมุมเกี่ยวกับภาวะการเป็นเด็ก เด็กผู้ไม่มีวันได้ลืมตาดูโลก ยังตามมาให้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ในผลงานชั้นหลัง ๆ ของคีสลอฟสกีอีกด้วย ดังจะเห็นกันกะจะตาในช่วงสุดขีดทางอารมณ์ของ Blue ท้ายที่สุดแล้ว ว่ากันตามเนื้อผ้าแห่งบัญญัติสิบประการ คนดูย่อมมีดวงตาเห็นธรรมว่า ยังไง ๆ บุญย่อมพาวาสนาย่อมส่งตัวเด็กผู้เป็นเจ้าของชะตาชีวิตให้ได้ชื่อนั้นอยู่วันยังค่ำ

แปลจาก
Kickasola, Joseph G. ”The Decalogue: On the Threshold of Plato’s Cave”. http://metaphilm.com/index.php/detail/the_decalogue/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: