enyxynematryx

บัญญัติหกประการเพื่อปลอบขวัญสาวกมารสำนัก Antichrist

with one comment

ด้วยเกียรติของการวิจารณ์(A CRITICAL VOW OF CHASTITY)

บทความนี้ไม่ได้มุ่งยกย่องหรือเหยียบย่ำ

Antichrist ไม่ได้ทุเรศตาหรือหาดีไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ไม่อาจนับเป็นสุดยอดผลงาน หนังเรื่องนี้เป็นผลงานช่วงปลีกวิเวกของศิลปินผู้กำลังพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก แต่ไม่ถึงกับธาตุไฟแตกเหมือนที่เจ้าตัวพล่ามเป็นบ้าเป็นหลังในครั้งแถลงข่าวที่เมืองคานส์ ทว่าบรรดาเหยี่ยวข่าวสายภาพยนตร์ก็ไม่น่าขวัญอ่อนกับงานชิ้นนี้เสียขนาดนั้น แต่จะว่าไปนับแต่ฟอนทริเยร์(Lars  von Trier)เข้าวงการก็พอจะเห็นหน้าเห็นหลังแล้วว่าเขาไม่แคล้วต้องประสบกับวิกฤติเข้าให้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ในค.ศ.1991 ฟอนทริเยร์ในวัย 35 หอบงานว่าด้วยการล้างเผ่าพันธุ์ที่ชื่อ Europa ไปฉายที่เมืองคานส์(หนังเรื่องนี้ออกฉายในสหรัฐด้วยชื่อ Zentropa) ตัวหนังชุมนุมไว้ด้วยสุดยอดฝีมือระดับนานาชาติสารพัดสาขาของวงการ ฟอนทริเยร์ฝังเขี้ยวเล็บและวาดลวดลายด้านภาพระดับโลกไว้ในงานยิ่งกว่าครั้งใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการออกแบบงานสร้างและการเร้าปฏิกิริยาจากการรับชม ฟอนทริเยร์อิ่มเอิบด้วยราศีคอปโปลาแห่งยุโรปจับ

ขณะที่ Dogville นำเสนอความเป็นไปในสหรัฐอเมริกาแห่งคริสตทศวรรษ 1930 ได้คมคายเหนือเมฆยิ่ง แต่เหตุอาชญากรรมอิงประวัติศาสตร์ในภาพกว้างของมนุษย์ใน Europa อันมีสภาพยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นท้องเรื่อง กลับมีแต่ความคลุมเครือ อลังการ และไม่สมจริง ฟอนทริเยร์ฉุนขาดที่พลาดรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ถึงกับปรามาสโรมัน โปลันสกีผู้เป็นประธานคณะกรรมการตัดสินว่า “เตี้ยเอ้ย”

งานพหุภาคชิ้นล่าสุดนั้นกลับกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดที่บังเกิดแก่ฟอนทริเยร์

กิตติศัพท์ของฟอนทริเยร์ขจรขจายเป็นไฟลามทุ่ง จากการกำกับหนังชุดออกอากาศทางโทรทัศน์เรื่อง The Kingdom งานลูกผสมระหว่างแนวสยองขวัญ น้ำเน่าและการแพทย์ประโลมโลกย์ เขากำจัดส่วนเจริญหูเจริญตาตามขนบหนังศิลป์ออกจนเหี้ยน แต่หันไปเข้าคลุกวงในของบทบาทการแสดง การใช้กล้องไร้ขาตั้ง และลวดลายการลำดับภาพอันดุดัน บ้าบิ่น ฟอนทริเยร์ได้ดิบได้ดีจากลีลาถึงลูกถึงคน ไม่มีกรอบตายตัว คติการทำงานดังกล่าวกลายมาเป็น Dogme 95

เบื้องลึกเบื้องหลัง: แ้ม้ตัวผู้เขียนจะไม่เคยได้จับเข่าพูดคุยกับเขา แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตผู้เขียนเคยรับงานเขียนบทให้ฟอนทริเยร์

ครั้งนั้นฟอนทริเยร์วุ่นอยู่กับการเตรียมงานถ่ายทำ Breaking the Waves ผู้อำนวยการผลิตมาว่าจ้างผู้เขียนให้รื้อบทหนังของฟอนทริเยร์ บทดังกล่าวเป็นวีรกรรมสุดพิลึกของเรื่องของบารอนอุงเงิน ฟอน สแตร์นแบิร์ก ขุนนางเชื้อสายเยอรมัน-รัสเชียนที่มีตัวตนอยู่จริงในหน้าประวัติศาสตร์ เขาถวายงานรับใช้พระเจ้าซาร์ ในค.ศ.1921 เขาอาสาเป็นโต้โผขบวนการต่อต้านบอลเชวิกในภูมิภาคไซบีเรีย และเถลิงอำนาจการปกครองเหนือดินแดนบางส่วนของมองโกเลีย ที่สำคัญ เขาคิดการใหญ่ถึงขั้นจะเกณฑ์ไพร่พลนักรบชาวพุทธในเอเชียภายใต้การบังคับบัญชาของเขากรีฑาทัพเข้ายึดยุโรป ฮิมเลอร์เทิดทูนคนผู้นี้เป็นปูชนียจารย์ บทดั้งเดิมฝีมือฟรีดริก โกเร็นชไตน์(Fridrikh Gorenshtein)(ผู้เขียนบท Solaris ให้อังเดร ทาร์คอฟสกี)นั้นหากไม่เพราะสำนวนแปลไม่ได้ความก็นับเป็นผลงานออกป่าออกทะเลชิ้นสำคัญ

ผมเสนอให้เริ่มต้นจากการอธิบายรายละเอียดของโครงสร้า้งฉากต่อฉาก ตามที่วางแผน หาทางออกแก่ร่างเดิมตามสูตรของผู้เขียน พอรื้อเสร็จสรรพก็รีบเสนอบทสำนวนล่าสุด ฟอน ทริเยร์แทบจะฉีกโครงการเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและหันไปขอดัดแปลง The Possessed งานเขียนของดอสโตเยฟสกีมาใช้แทน ผู้อำนวยการผลิตรับหน้าเสื่อประกาศท่าทีของฟอน ทริเยร์มาแจ้งว่า เขามองว่าผลงานของผู้เขียนดีมาก เขาไม่สะดวกจะพบ พูดคุย หรือข้องแวะกับผู้เขียนไม่ว่าทางใดทางหนึ่งกับผู้เขียนเป็นการถาวร

บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ค่าจ้างงามและจ่ายทันใจ

[1]
อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ
(THOU SHALT NEVER TRUST THE TELLER)

ถูก ผมอยู่ในศิลในธรรม แต่ผมไม่อยากให้หนังของผมอยู่กับร่องกับรอย และผมก็ไม่อยากให้คุณมองผมเป็นพ่อพระ ผมอยากให้คุณนึกถึงผมในด้านอำมหิต ดื้อด้าน และความเป็นปุถุชน – – ลาร์ส ฟอน ทริเยร์

ศิลปินผู้ปราดเปรื่องระดับบรมครูบางรายปวารณาตนแก่การสร้างงานเพื่อสะท้อนและตอกย้ำถึงคุณงามความดีและคติธรรมสุดแล้วแต่จะถูกขัดเกลามา มากกว่าจะเห็นแก่ศิลปะ  คนเหล่านี้ประกาศตนขึงขังว่าตนคือปูชนียบุคคลหัวจรดเท้า ถึงพร้อมด้วยศิลธรรมและภาวะวิญญูชนอันควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง หาใช่วางท่าเป็นศิลปิน ชื่นชมสุนทรียะไปวัน ๆ แต่ก็แน่ละพวกเขาหมกมุ่นกับบุคลิกภาพปรุงสร้างดังกล่าวเสียจนน่าจะไปยึดอาชีพศาสดา  มีคนประเภทนี้เกลื่อนกลาดในสหรัฐ ไม่ว่าจะมาในคราบศิษย์ก้นกุฏิของอีเมอร์สัน(Emerson) หรือจะเป็นธอโร(Henry David Thoreau) วิทแมน(Walter Whitman) มิลเลอร์(Arthur Miller) ตลอดจนเคอรูแอก(Jack Kerouac) แต่ที่มีสาวกมากเป็นลำดับต้น ๆ ต้องยกให้ดอสโตเยฟสกี(Fyodor  Dostoyevsky)และโตลสตอย(Leo Tolstoy) อย่างไรก็ดี อย่างน้อยคนเหล่านี้ก็มีข้อได้เปรียบในแง่ภูมิหลังทางวัฒนธรรม และเคยมียุคสมัยของการดิ้นรนหาหนทางสร้างความปรองดองระหว่างสำนักคิดทางเทววิทยากับลัทธิการเมือง

แต่รักจะผลิตงานตามอำเภอใจ ก็ต้องทำใจอยู่เหมือนกันในทุกวันนี้ ดังเช่นที่นอร์แมน  เมลเลอร์(Norman Mailer)ค้นพบสัจธรรมในช่วงปีท้าย ๆ ของชีวิตว่า คุณไม่มีศาสนาเพื่อขอชำระบาปก็เลยหันไปพึ่งใบบุญโทรทัศน์และสื่อสารมวลชนแทน และการสาปสูญไปของการจรรโลง สืบสาน หรือเซ็งลี้อุดมการณ์การเมืองอันพอฝากผีฝากไข้ได้ คุณก็เลิกวิงวอนให้ผู้คนหันมาตื่นตากับการมีวิวัฒนาการพิสดารของธาตุเจ้าเรือนของคุณ และความเอาแน่ไม่ได้กลายเป็นเรื่องไว้อำเล่น

ฟอนทริเยร์เองก็จมปลักอยู่ในลับแลวิปลาสนี้เช่นกัน เขาไม่อาจดับไฟแห่งความเชื่อ ความกังขา ความดื้อด้าน  การเติบใหญ่มากับวัตรปฏิบัติเคร่งครัดผิดมนุษย์มนาในสังคมบุบผาชน ความกลัว  ความโลเลของแม่บังเกิดเกล้า(เธอสารภาพบนเตียงอันเป็นที่ตายว่าสามีของเธอไม่ใช่พ่อบังเกิดเกล้าของฟอนทริเยร์) เขาชักแม่น้ำทั้งห้าในทำนองเดียวกันนี้ที่คานส์ราวกับว่า Antichrist จะไม่อาจยืนบนลำแข้งตัวหนังเองได้  ฟอนทริเยร์กลายเป็นประดิษฐกรรมตามคตินาโบคอฟ(Nabokovian invention) เสกสรรค์ปั้นแต่งภาพตนเองเหมือนคนลวงโลกใฝ่สูง หลังจากฝ่าฟันคลื่นลมทางศิลปะฟอนทริเยร์ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาคือของแท้

ในบรรดาผู้กำกับยุโรปรุ่นอายุต่ำกว่า 60 ปี ฟอนทริเยร์ถือว่าสร้างผลงานระดับสุดยอดและเกือบสุดยอดไว้มากกว่าใคร จะเป็นรองก็แค่อัลโมโดบาร์(Pedro Almodóvar) คราวนี้เขาสำเนาความจอมปลอมได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ความตกต่ำของฟอนทริเยร์มาพร้อมกับวิกฤติรอบด้านของวงการหนังศิลป์ โดยมีสัญญาณชัดแจ้งคือ มรณกรรมของแอนโทนิโอนี(Michelangelo Antonioni)และที่ชิดเชื้อเข้ามาหน่อยก็คือเบิร์กแมน(Ingmar Bergman)ผู้มีพื้นเพเป็นสแกนดิเนเวียน  การจากไปของเบิร์กแมนยากจะหักห้ามไม่ให้คิดว่าโลกหนังศิลป์อาจไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว

ในความเถรตรงทรงพลัง Antichrist เหมือนจะเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบวิกฤติทางสถานะศิลปินของฟอนทริเยร์  ทั้งยังมีความวิตกอันใหม่ในด้านด้วยเศรษฐกิจและวัฒนธรรม คนทำหนังตกอยู่ใต้แอกพลังพาณิชยนิยมของหนังแนวฮอลลิวูด ความรุนแรงในหนังอุจาดและสยองขวัญมักต้องมุดหัวอยู่ในโรงฉายเฉพาะกลุ่มและในหนังอย่าง Un chien andalou  Mesh of the Afternoon  Salo  Hiroshima mon amour  Persona  และ Prenom Carmen  กิจการหนังศิลป์ทรงอานุภาพในการถ่ายทอดพฤติกรรมสุดโต่งของมนุษย์อย่างเป็นกิจลักษณะและำเป็นกลาง  มีทั้งการพึ่งพาอาศัยและฝ่าด่านศักยภาพของสกุลงานอันหมิ่นเหม่ตามแนวชายขอบทั้งหลายไปพร้อมกัน

แต่เพราะโลกเผชิญภาวะถดถอยทั่วถึงกันหมด บรรดาผู้มีจิตใจคับแคบต่องานโป๊เปลือยและสยองขวัญมีอิทธิพลและพลังดลบันดาลเหนือผู้กำกับหนังศิลป์จนน่าอิจฉาและน่าหวาดระแวง  Antichrist เจือแต้มด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจอันเป็นผลจากมรณกรรมของหนึ่งในบิดาบังเกิดเหล้าในทางศิลปะ ฟอนทริเยร์ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งด้วยการยำใหญ่ทางภาษา จินตภาพและกฏการเล่าทั้งหลายทั้งปวงของงานอนาจารและความถ่อยเถื่อนในงานตระกูลฆาตกรบูชายัญ รวมตลอดจนเปิดโอกาสให้งานตระกูลที่กล่าวโลดแล่นไปในโครงสร้างงานประโลมโลกย์ตราบใดที่ไม่ออกป่าออกทะเล

เขาประกอบวีรกรรม ราวกับลูกชาย”แสนดี”ขี้ขึ้นหัว และพยายามทุกวิถีทางเพื่อจรรโลงไว้ซึ่งความหวังในการกอบกู้กิจการของครอบครัวที่ผู้เป็นพ่อปลุกปั้นมาด้วยความภาคภูมิและศรัทธา

[2]

อย่าเอานิยายกับวาทะขึงขังจากผู้สื่อข่าวผู้นอนไม่เต็มตื่นและเมาค้างในเมืองคานส์
(THOU SHALT NOT TAKE WHAT HUNGOVER,  SLEEP-DEPRIVED JOURNALISTS AT CANNES SAY ABOUT ANY MOVIES COMPLETELY SERIOUSLY)

หากการเจื้อยแจ้วของฟอนทริเยร์ในการตั้งวงสัมภาษณ์กับสำนักข่าวน่าสมเพชแล้วไซร้ น้ำำคำในท่าทีตอบสนองต่อ Antichrist ของเหยี่ยวข่าวก็คงเข้าขั้นเพ้อเจ้อ อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นผลงานที่ก่อให้เกิดการตีความผิดพลาดในวงกว้างมากที่สุดชิ้นหนึ่ง ดังจำต้องซ้อมความเข้าใจเสียใหม่ในบางประเด็นต่อไปนี้

หามิได้ หนังหาได้หากินกับความถ่อยเถื่อน  กว่าจะมีความรุนแรงระลอกแรกโผล่มาในหนังก็ต้องรอจนล่วงเข้า 20 นาทีสุดท้ายของหนัง มิใยต้องกล่าวด้วยว่าเป็นภาพความรุนแรงอันแสนกะปริดกะปรอยและไม่ค่อยจะถึงลูกถึงคนเอาเสียเลย

หามิได้ ฟอนทริเยร์ไม่ได้ล้อเลียนหรือสุกเอาเผากิน ในแง่การใช้โครงสร้า้งการลำดับภาพโยงสลับภาพเหตุการณ์ร่างเด็กล้มฟาดพื้นกับเสื้อผ้าถูกดูดเข้าเครื่องปั่นแห้ง อันนับเป็นคาบการเล่าที่ทั้งติดตาและชวนขำเหมือนคาบเหตุการณ์เด็กหญิงผจญแมลงป่องใน The Wild Bunch ของเพ็คกินพาห์Sam  Peckinpah)ไม่มีผิด  หากนึกสนุกขึ้นมาฟอนทริเยร์ก็พร้อมด้วยประการทั้งปวงที่จะอำ(The Boss of It All,  The Five Obstructions,  และบางส่วนของ Dogville) แต่ในครั้งนี้เขาไม่ได้หวังผลเช่นนั้น(ก็น่าคิดอยู่ หนังอาจเข้าท่ากว่านี้หากครื้นเครงขึ้นอีกสักนิด)

ไม่ Antichrist ไม่ได้น่าเบื่อไร้ที่ติ  สีสันสดเข้มสมจริง สมราคาแอนโทนี  ดอด  แมนเทิล(Anthony  Dod  Mantle) ผู้กำกับภาพคู่บารมีฟอนทริเยร์ นับแต่ตั้งแต่ Dogville  การแสดงก็ยอดเยี่ยม แม้ว่าตัวละครจะมีพัฒนาการเหนือความคาดหมายจนขาดความสมจริง และมีปฏิกิริยาโต้ตอบน่าผิดหวัง  แก็งสบูร์ก(Charlotte  Ginsburg)และดาโฟ(William Dafoe)ตีบทแตกกระจายสุดฤทธิ์สุดเดช และตรึงคนดูอยู่หมัด  เลือดศิลปินในตัวฟอนทริเยร์มีส่วนสำคัญยิ่งในการขจัดปัจจัยขัดขวางหนังมิให้น่าเบื่อเหมือนงานของเดวิด  ลินช์(David Lynch)ผู้ซึ่งฟอนทริเยร์พยายามเจริญรอย  ฟอนทริเยร์และคณะกล้าได้กล้าเสียโดยระดมแม่ไม้แก้ง่วงสารพัดอันเกิดจากอัจฉริยะในการใช้ภาพ เสียง และ กำกับท่าทาง  พรสวรรค์ข้อนี้ คอยฉุดรั้งมิให้ฟอนทริเยร์ว่อกแว่กไปกับภยันตรายอันอาจเกิดขึ้นขณะเมามันกับแนวคิดบ้าบิ่น Dancer in the Dark ก็มาในรอยนี้  การชมงานชิ้นนั้นจึงเหมือนกับถูกสะกดให้ดูรถพุ่งชนกันแล้วชนกันอีก  กับ Antichrist นั้นเหมือนจะถอดใจกับแนวทางดังกล่าว แต่ก็เปล่า

[3]

สำมะหาอันใดกับความบริสุทธิ์ผุดผ่อง
(THOU SHALT NEVER COME COMPLETELY CLEAN)

“ในแง่เอกานุภาพ นัยของโลกบรรพกาลที่ผู้ประพันธ์เนรมิต มักจะหมายถึงมรณกรรมของผู้บริสุทธิ์ บรรพชนมนุษยชาติก้มหน้ารับความกลัวในการสังวาสกับพลังชั่วร้าย” วอลเทอร์ เบนยามิน(Walter Benjamin) ใน “Goethe’s Elective Affinities”

ฉากยอดเยี่ยมอันดับสองของ Antichrist เกิดจากการขยุมสอดคาบเหตุการณ์คู่แต่งงานกำลังร่วมเพศกันเข้ากับภาพทารกพลาดตกจากหน้าต่างถึงแก่ชีวิต  ก็เป็นดังที่นักวิจารณาตั้งข้อสังเกตุไว้ว่า้เป็นการเปรียบเปรยถึงการที่มนุษย์ถลำตัวให้อำนาจใฝ่ต่ำเข้าครอบงำ

นับเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่หนังใช้สภาพแวดล้อมอันเป็นตัวแทนโลกปัจจุบันเป็นฉากหลัง จังหวะของผ้าผ่อนในเครื่องปั่นแห้ง เข้าขาเป็นเยี่ยมกับท่วงลีลากำซ่านเริงสวาทของเรือนร่างสองผัวเมียขณะตะกรุ้มตะกรามประกอบกามกิจระหว่างซักผ้า

หนึ่งในปัจจัยแห่งความเยี่ยมยอดก็คือทุกองค์ประกอบไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง ทารก เครื่องซักผ้า เครื่องปั่นแห้ง หยาดหยดน้ำ ล้วนคลุกเคล้าสังวาสกันถึงไหนถึงกันในแง่ลวดลาย ไม่มีการแตกแถวไม่ตั้งตนเป็นตัวอ้างอิงความหมายตามขนบการเล่าแบบเ้หตุและผลแต่เก่าก่อน  ฟอนทริเยร์เนรมิตภาพฝันออกมาบริบูรณ์ได้ภายในหนึ่งกระบวนเพลงการเล่านับเป็นการใช้กระสุนนัดเดียวเด็ดปีกนกทั้งฝูงไม่มีผิด

คาบการเล่านี้ถึงพร้อมด้วยรสชาติสลด ขำขัน ปลุกราคะ ดุดัน สยองขวัญ สภาพความเป็นจริงถูกแปรรูปเป็นมายาคติ คู่ผัวเมียและเด็กเปี่ยมล้นด้วยความเป็นปุถุชน

[4]
ไม่พึงทรมานผู้ชายเพื่อริบองคชาต
(THOU SHALT NOT SUFFER A MAN TO HAVE A PENIS)

ตัวละครเอกเพศชายในหนังของผมล้วนแล้วแต่โง่งมโข่ง ขณะที่้ผู้หญิงจะดูเ็ป็นผู้เป็นคนและใกล้เคียงความเป็นจริืงมากกว่า  ผมประดิษฐ์ประดอยบุคลิกผู้หญิงในหนังทุกเรื่องของผมไว้อย่างนั้น

อาจถือเป็นเรื่องด้านกลับของญาณทัศนะ ฟอนทริเยร์ไม่เคยต้องมีเรื่องหนักใจกับผู้หญิง แต่กลับต้องกุมขมับเพราะพวกผู้ชาย

ตัวละครเพศชายในหนังของเขาหากไม่เข้าตำราพ่อพวงมาลัยหรือขี้หงอ(ฌ็อง มาร์ก บาร์(Jean-Marc Barr) ใน Europa รวมตลอดจนพลเมืองส่วนใหญ่ใน Dogville) ก็โฉด อำมหิต(บรรดาผู้ก่ออาชญากามใน Breaking the Waves และหัวขโมยและโจรปล้นสวาทอย่างเดวิด มอร์ส(David Morse)ใน Dancer in the Dark และพฤติกรรมของสเตลเลน สการ์สการ์ด(Stellan Skarsgard) ใน Dogville) หรือไม่ก็ดูยังไงก็ไม่มีน้ำยา ไร้ราศีชายชาติอาชาไนยในสภาพเดียวกับสการ์สการ์ดใน Breaking the Waves

บุคลิกภาพของพอล เบตตานี(Paul Bettany)ใน Dogville ถือเป็นการสร้างมิติใหม่ของฟอนทริเยร์ เขาก้าวพ้นทิฐิของตนสู่ปริมณฑลแห่งสุดยอดฝีมือ และผลผลิตจากการหมักบ่มความอ่อนโยนเข้ากับความเหี้ยม ความเป็นปุถุชนแต่หลงตน ความเฉลียวฉลาดและมองการณ์ไกลคือ บุคลิกของพอล เบตตานี การชั่งตวงส่วนผสมอย่างถี่ถ้วนดังกล่าวฟ้องเป็นนัยว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีตัวละครเพศชายได้รับการฟูมพักเยี่ยงนี้

ความพินาศของพันธมิตรนับเป็นเรื่องน่าเวทนาและเป็นอุทาหรณ์ Dogville จึงเป็นงานเปี่ยมเอกลักษณ์ ถึงพร้อมทั้งความลึกซึ้งและเป็นสากล

ภาพลักษณ์ของตัวละครเพศชายใน Dogville เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสมจริงตามค่านิยมสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเชื่อมโยงเข้ากับเนื้อนาบุญและน้ำใจอันประเสริฐ จิตวิญญาณอันทรงพลังของลูกผู้หญิง

หลายฉากหลายตอนของ Antichrist เจริญรอยตามแนวทางจิตวิทยานาฏกรรมชีวิตสมรสของเบิร์กแมน(Bergman-esque marital psychodrama) โดยมีการขับเคี่ยวระหว่างเพศหญิงอันเป็นที่รวมขุมพลังฝ่ายอารมณ์ และสังหรณ์  กับเพศชายผู้ยึดถือหลักเหตุและผลตามแบบมนุษย-โลกียวิสัยนิยม  บางคาบเหตุการณ์ในเรื่องนั้นถึงขั้นราวกับจะโขกออกจากแม่พิมพ์ Through a Glass Darkly(ดาโฟแทบจะเป็นแฝดต่างวัยของแม็กซ์ ฟอน ซีดอฟ(Max von Sydow))ทั้งในด้านการขับเคลื่อนอิริยาบถและการใช้เสียงส่งผลให้สัมพัทธภาพระหว่างสองนักแสดงชายเหนียวแน่นเป็นพิเศษ แถมยังเคยสวมบทเป็น พระคริสต์มาแล้วด้วยกันทั้งคู่ ติดอยู่แค่ตรงที่ต้องไม่นำบุคลิกภาพงมโข่ง หัวช้า เปิดเผย อารมณ์ดี สุภาพ ของดาโฟมาพิจารณาร่วม(บทหมอ-สามีของฟอน ซีดอฟในงานของเบิร์กแมนไม่เป็นเอามากขนาดนั้น) ด้านแก็งสบูร์กก็ฝีปากคมคาย(หมอวินิจฉัยว่าฉันซึมเศร้าโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ หรือฉันกลัวในสิ่งที่ไม่มีตัวตน) ฟอนทริเยร์เล็งผลเลิศว่าคนดูจะยอมรับวิบากกรรมของดาโฟโดยดุษณี เพราะตามโครงสร้างหนังสยองขวัญแล้ว คนที่ลบหลู่พลังเหนือธรรมชาติเช่นเขามักมีอันไม่ได้ตายดี ปัญหาก็คือ คนจำพวกนี้มักไม่มีโอกาสลอยหน้าลอยตาอยู่ในหนังได้นานเท่าดาโฟจนพอจะเที่ยวให้ได้ปากพล่อยเข้าหูคนดูได้ล่วงรู้ถึงการมาของสิ่งที่คนพวกนี้จาบจ้วงล่วงเกิน

[5]
อย่าตกหลุมพราง
(THOU SHALT NOT BE FOOLED)

ฟอนทริเยร์เป็นศาสนิกชนหรือไม่เมื่อวัดจากหนังของเขา ใช่หรือไม่ว่านี่อาจเป็นเหตุผลให้เขาอุทิศ Antichrist ให้แก่ทาร์คอฟสกีผู้เคร่งศรัทธาและเคยประกอบวีรกรรมอันเป็นที่โจษขานในฐานะศาสนิกชน   เปล่าเลย ฟอนทริเยร์กระเดียดจะเป็นพวกสัจนิยมมหัศจรรย์ เพียงแต่ขอหยิบยืมบรรดาภาพตัวแทนและเครื่องทรงของศาสนามาบดขยี้ขนบของสุนทรียะสัจนิยม

สุนัขจิ้งจอก กวางและกาอันเป็นเครื่องทวนความทรงจำถึงตำนานสามขอทานใน Antichrist มีที่มาที่ไปตามกุศโลบายนี้

มารผจญเหล่านี้มีความเสมอจริง ปฏิกิริยาเป็นธรรมชาติ มีที่มาที่ไป ต้องตรงสอดคล้องกับการนำเสนอบนจออันเปี่ยมอัจฉริยภาพของฟอนทริเยร์ ฟอนทริเยร์ไม่อยู่กับร่องกับรอยชั่ววูบก็เมื่อสิ่งเหนือธรรมชาติปรากฏโฉมและประกาศสัจธรรม(ฉากจบของ Breaking the Waves บทเพลงใน Dancer in the Dark หรือสตรีเจ้าของใบหน้าอันเป็นปริศนาผู้อ้างตนเป็นธรรมชาติในตอนจบของ Antichrist)

ฟอนทริเยร์มีจุดยืนร่วมกับทาร์คอฟสกีตรงที่ต่างก็สาปส่งความชั่วช้าและทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากตามประสามือถือสากปาถือศีลเกินเยียวยาของโครงสร้างอำนาจพลังโลกียนิยม ไม่ว่าจะมาในรูปการถล่มชุมชนใจไม้ไส้ระกำที่กระทำกับเอมิลี วัตสันใน Breaking the Waves บยอร์กใน Dancer in the Dark คิดแมนใน Dogville หรือนักมนุษยนิยมเสรีนิยมหน้าไหว้หลังหลอกอย่างเบตตานีใน Dogville และดาโฟใน Antichrist

[6]
อย่าจับปลาสองมือ
(THOU SHALT NOT ALWAYS BE ABLE TO HAVE IT BOTH WAYS)
“ผมไม่ได้แบ่งแยกชายหญิงในหมู๋ตัวละครของผม ก็แค่ทึกทักกันเอาเองว่าข้อใดเข้าข่ายความเป็นหญิง อันที่จริงองค์ประกอบเหล่านั้นก็มาจากตัวผม แต่ผมก็ไม่ใช่ผู้หญิงถูกไหม”

อันนี้ต้องชี้แจงให้กระจ่าง ผมไม่ใช่ผู้หญิง ให้มันรู้ดีรู้ชั่วกันไปข้างหนึ่ง ก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมอาจจะเป็นก็ได้ ผมเป็นผู้หญิงอเมริกัน หรือ ผมเป็นผู้หญิงอยู่ร้อยละ 65″ – – ลาร์ส ฟอนทริเยร์

เจตนารมย์ในการปลูกถ่ายนาฏกรรมงานศิลปะภาพยนตร์แนวจิตวิทยาลงในเนื้องานสยองขวัญเป็นทั้งน้ำทิพย์และยาพิษแก่ Antichrist การเคี่ยวไม่ได้ที่ดังกล่าว ส่งเป็นเป็นความคลุมเครือแก่บทบาทของแก็งสบูร์ก กล่าวคือ จะเป็นผู้ทรมานกับโรคทางจิตเวชก็ไม่ใช่ หรือร่างทรงของมารก็ไม่เชิง

การเฉลยว่าเธอเคยทำร้ายเด็กในช่วงฤดูร้อนก่อนที่เด็กจะเสียชีวิต ถือเป็นการทำลายคุณค่าทางจิตวิเคราะห์ของบทแก็งสบูร์กไปจนหมด

มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรตามหลักวิชาระบุว่าเธอฝังใจและตกอยู่ใต้อำนาจของการไปพักฟื้นในป่า คนดูก็อาจพอจะยกประโยชน์ให้จำเลยได้ว่าคงมาในอีหรอบเดียวกับ The Shining กล่าวคือ จะพบความจริงในท้ายที่สุดว่าผีนั้นมีอยู่จริง เธอคืออวตารภาคดุร้ายของธรรมชาติ ความเป็นเพศแม่ขนานแท้ แต่เราจะยึดเกณฑ์ใดมาสรุปว่าผู้หญิง-ธรรมชาติคือมารร้าย ในทางศาสนจักร สตรีเพศและมารมีอยู่ทุกหนแห่ง ป่า ก้อนหิน แม่น้ำ ฝูงนางนวล กระนั้นหรือ หรือเพ่นพ่านอยู่เฉพาะถิ่นชนบทแถบซีแอตเติลเท่านั้น ชะรอยฟอนทริเยร์จะเมามันกับการเชิดชูความเป็นชายชาติอาชาไนยมากกว่าทุกครั้งและเลยเถิดจนกู่ไม่กลับ

พอคนดูชักจะทำใจได้กับพฤติกรรมของแก็งสบูร์กในคราบปิศาจจอมอาฆาตออกปฏิบัติการจองเวรตามขนบหนังสยองขวัญ แต่พอเธอกระหน่ำห้องเครื่องของดาโฟด้วยท่อนไม้และคำรามว่า แกจะทิ้งฉัน ก็ไม่เหลือเค้าอุโฆษแห่งพลังทำลายล้างฝ่ายธรรมะของเจ้าแม่ทางเทววิทยาสูตินรีปางดุร้ายหากเหมือนจะเป็นอาการคลุ้มคลั่งของแอนนี ฮอลเสียมากกว่า นอกจากนี้การขันเกลียวความสยองขวัญด้วยฉากล่ามขาดาโฟไว้กับลูกตุ้มก็ดูขัดแข้งขัดขามากกว่าลื่นไหลเพราะชวนให้นึกถึงภาพความรุนแรงที่ผู้ชายลงมือต่อสตรีผู้ถูกสงสัยว่าเป็นแม่มด ดังที่แจกแจงสรรพคุณในบทของแก็งสบูร์ก   พฤติกรรมของหญิงบ้าอาละวาดไหนเลยมาในรอยเดียวกับการทรมานเพศแม่

ดูเหมือนฟอนทริเยร์จะแยกแยะไม่ออกระหว่างพลังลี้ลับของลูกผู้หญิงผู้เป็นเบี้ยล่างกับประวัติศาสตร์การผูกปีทรมานทรกรรมสตรีเพศ ความรุนแรงทั้งสองชนิดโคจรมาทับเส้นทางกัน จากการเป็นสัญลักษณ์ของชายชาติอาชาไนยผู้กดขี่ ดาโฟผ่า้เหล่าไปสู่การเป็นผู้ถูกตอนอันเป็นพิมพ์นิยมของผู้หญิงรุ่นบรรพชน จุดนี้เองนับเป็นการทำลายขนบหนังสยองขวัญ แถมเขายังสวมวิญญาณสาวรุ่นรายล่าสุดผู้ปฏิเสธความตายจากคมมีดของฆาตกรต่อเนื่องอย่างเจสันในหนังสยองขวัญภาคต่อเป็นผลสำเร็จ  ส่วนผู้หญิงมีเลือดมีเนื้อตัวจริงอย่างแก็งสบูร์กก็แค่มาเพิ่มความสมเหตุสมผลแก่การมีเพศสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณและชวนให้เข้าใจว่าปฏิบัติการจองเวรเพศชายเป็นวาระส่วนตัว

การให้เหตุผลแบบน้ำขุ่น ๆ หรือกล่าวให้แคบเข้าก็คือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ของหนังไม่อาจผูกโยงเข้ากับระดับภาวะเหนือธรรมชาติได้สนิท หากไม่นับความเจนจัดเป็นกรณี ๆ ไป ต้องถือว่าฟอนทริเยร์ล้มเหลวในการขมวดรวมและการบรรลุวิถีแห่งการเล่า หรือดีขึ้นมาหน่อยก็คือทำผลงานทั้งสองด้านออกมาไม่น่าสนใจพอ

โชคยังเข้าข้างอยู่บ้างเมื่อหนังเดินทางผ่านเข้่าช่วงสองในสามของเรื่อง คาบเหตุการณ์ปรับดุลยภาพก็โผล่เข้ามาจัดระเบียบธาตุพื้นฐานของหนังให้กลับเข้าที่เข้าทาง

เสียงระงมคร่ำครวญจากข้าง ๆ กระท่อมที่เคยมีบทบาทเมื่อฤดูร้อนที่แล้ว ตามรังควานแก็งสบูร์กไม่หยุดหย่อน เธอและคนดูพากันคิดว่าเป็นเสียงโหยหวนเพราะความทรมานของหน่อเนื้อ แต่เอาเข้าจริงเด็กนั่นกำลังเล่นซน ยิ้มร่า เธอเปรยว่าเธอจำได้ว่าเสียงนั่นราวกับเสียงของคนใกล้ตาย คาบเหตุการณ์นี้เปิดช่องให้แก็งสบูร์กสำแดงสัญชาติญาณในการประเมินเหตุการณ์ การทะยานล่องในจังหวะอันลงตัวกับพิกัดในแกนระนาบความคิดว่าด้วยการเสียสละและความเป็นแม่พระ เหตุการณ์ซึ่งอุบัติซ้ำผ่านแฉกการกระจายตัวของความอาดูรไม่เพียงทายทักโศกนาฏกรรมของเด็ก หากยังให้ข้อมูลความสูญเสียทั้งหมดอีกด้วย การจากไปของคนที่เรารักย่อมนำมาซึ่งความโศกเศร้าเหลือแสนจากการสูญเสียผู้เป็นที่รักอาจเป็นพอจะเป็นหนังตัวอย่างของความอาลัยต่อการจากไปของสรรพสิ่ง แต่ก็คงไม่อาจสะท้อนได้ครบถ้วน

แก่นความคิดของเรื่องทั้งเปี่ยมด้วยความเสมอจริงและยำใหญ่สารพัดพอจะถือได้ว่าเป็นงานชั้นดี ก็ได้แต่หวังว่าเมื่อมองย้อนกลับมาในภายภาค 2-3 ปีหน้า สถานะของ Antichrist จะเด่นชัดในฐานะภาพร่างของงานชิ้นเอกอุอันเป็นการเรียกศรัทธาล้นหลามคืนสู่ผู้กำกับนามลาร์ส วอนทริเยร์อีกครั้ง ณ เบื้องหน้าโน้น

จบ

แปลจาก

Gross, Larry. 2009. ‘THE SIX COMMANDMENTS OF THE CHURCH OF THE ANTICHRIST’. http://www.filmlinc.com/fcm/so09/antichrist.htm


One Response

Subscribe to comments with RSS.

  1. I seldom leave remarks, but i did some searching and wound up here บัญญัติหกประการเพื่อปลอบขวัญสาวกมารสำนัก Antichrist
    | enyxynematryx. And I actually do have a few questions for you if you don’t mind.

    Is it just me or does it look like a few of the remarks
    look like they are written by brain dead individuals?
    :-P And, if you are posting at other sites, I’d like to keep
    up with anything new you have to post. Could you make a list of the complete urls of all your social pages like your twitter feed, Facebook page
    or linkedin profile?

    seo

    July 27, 2014 at 5:34 am


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: