enyxynematryx

นับถอยหลังสู่ความคลุ้มคลั่ง Antichrist

leave a comment »

อย่าไปรู้เลยว่าจะมีงานชิ้นใดเจริญรอยตาม หนังยิ่งยงด้วยอุโฆษในตัวเอง เป็นไปไม่ได้ที่จะรังสรรค์งานชิ้นเอกตามความหมายแต่เก่าก่อน ทำได้ก็แต่บรรเลงให้สุดฝีมือ การสร้างสรรค์นำมาซึ่งความหลากหลายและงอกงาม – – ราอูล รูอิส(Raul Ruiz)

ราว ๆ กลางเรื่องของงานแนวมิคสัญญีแห่งนิทานกล่อมนิทรา สัญลักษณ์ขององุ่นเปรี้ยวตามตำราของอีสปกำลังฉีกทึ้งไส้พุงของมันเอง สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นละวางกิจกรรมสุดวิปริตชั่วขณะ หันมามอง”เขา” ตัวเดินเรื่องเพศชายในคราบวิลเลียม ดาโฟ(William Dafoe) และขมุบขมิบคำว่า”ฉิบหายแล้ว”

หากไม่มองมุมอื่น Antichrist คือ ตำนานการหวนคืนสู่สวรรค์และสภาพหลังระเห็ดจากสวนอีเดนและดิ้นรนหาทางกลับสู่ที่ที่จากมา ถึงกระนั้น Antichrist ก็ไม่ได้เดินตามสูตรหนังผีสิงสยองขวัญดั้งเดิม แต่จะถูกต้องกว่าหากจะเรียกว่าเป็นบทพรรณาถึงสถานที่และเวลาก่อนการไถ่บาป ชีวิตก็จมปลักหน้าชื่นอกตรม ตกอยู่ในนรกไม่มีวันสิ้นเคราะห์หมดโศกแบบเดียวกับงานชั้นหลังของรอแบร์ต เบรอะซ็อง เผลอ ๆ มารร้ายก็มีอยู่จริง จุดเด่นของเรื่องเล่าแนวศาสนาเวทนาซึ่งอิงตามพระคัมภีร์เก่า(Old Testament) ภาพปุถุชนตกนรกหมกไหม้ด้วยความทรมานและอ้างว้างเหลือแสนนี้อยู่ตรงความงดงามของภาพหนัง และงานชิ้นนี้น่าจะได้ชื่อว่าภาวะสิ้นคริสต์สิ้นคิดถึงจะถูก หนังจุดธูปอัญเชิญองค์หนังศิลป์ระดับตำนานมาประทับร่างเป็นโขยง ไม่ว่าจะเป็นงานวิเวกวังเวงอย่าง Il deserto Rosso(Red Desert) ของมิเกลันเจโล แอนโทนิโอนี(Michelangelo Antonioni) ทั้งนี้ขอเพียงเปลี่ยนโรคของตัวละครหลักจากอาการทางประสาทมาเป็นอาการทางจิต Antichrist ก็แทบจะเป็นฉบับปรับปรุงใหม่จากงานเมื่อค.ศ.1964 ชิ้นนั้นของแอนโทนิโอนีดีๆ นี่เอง ยังมีการใช้ภาพขาวดำ เอ้อระเหยตามแบบทาร์คอฟสกี(Andrei Tarkovsky)ผู้เป็นจุดหมายปลายทางการน้อมอุทิศผลงานหนังเรื่องนี้ ภาพระยะใกล้หหลุดศูนย์เล็งก็นับเป็นการวัดรอยเท้าเดวิด ลินช์ ทว่างานด้านภาพอันตราตรึงไม่ได้วนเวียนอยู่ในแวดวงหนังศิลป์หรือหนังแต่เพียงโสดเดียว ลูกเล่นจากหนังสยองขวัญรุ่นใหม่ก็มีให้สัมผัสพอเป็นกระสาย ไม่ว่าจะเป็นจาก Saw งานค.ศ.2004 ของเจมส์ แวน(James Wan)และแนวจินตนาการฝันเฟื่องสุดพิสดารอย่าง El laberinto del fauno(Pan’s Labyrinth) งานคศ.2006 โดยผู้กำกับกิลเยอร์โม เดล โทโร(Gillermo del Toro)

นอกจากสัมผัสในหมู่หนังด้วยกัน หนังยังมีสัมผัสนอกกับงานซีดเผือดยะเยือกของดาเมียน เฮิร์ส(Damien Hirst)ซึ่งครูพักลักจำมาจากความหลงใหลในงานหัตถศิล์ปประเภทสร้างแบบจำลองจากอนุสรณ์วัตถุซากสัตว์และการหล่อขึ้นโดยใช้ศพมนุษย์เป็นต้นแบบในศตวรรษ 18 ภาพชวนฝันส่วนใหญ่ชวนให้นึกถึงภาพ Pierre et Gilles ภาพข่าวชวนขนหัวลุก ตลอดจนภาพอันเป็นผลจากกลเม็ดบิดเบือนทรวงทรงเรือนร่างมนุษย์ด้วยคมเลนส์ของนักถ่ายภาพสกุลเหนือจริง ที่ขาดไม่ได้คืองานร่วมสมัยเสมอของฮีโรนีมัส บอช(Hieronymus Bosch) นอกจากนี้ยังมีเบาะแสชวนให้นึกถึง Inferno ของดังเต(Dante) รวมตลอดจนสมมติภาพพากย์วิดีโองานของปีเตอร์ กรีนอะเวย์(Peter Greenaway) และราอูล รูอิส(Raul Ruiz)โผล่มาหลอกหลอนเป็นระยะ

ถ้าเช่นนั้นงานงามหม่นชิ้นนี้ได้ดิบได้ดีเป็นชิ้นเป็นอันสถานใดจากการยำใหญ่ จากการสืบสานเจตนารมย์ของงานบรรพชน และมีประสิทธิผลเพียงใดนอกจากแย้มให้อยากแล้วจากไป หรือลาร์ส ฟอน ทริเยร์(Lars Von Trier)ไม่ได้มีภาษีกว่าเควนติน ทารันติโน(Quentin Tarantino)สักเท่าไร ผิดกันแต่เพียงฝ่ายแรกสำเร็จวิทยายุทธจากโรงหนังศิลป์ขณะที่ฝ่ายหลังเป็นศิษย์ก้นกุฏิของร้านวิดีโอ

นี่อาจเป็นชนวนความแตกแยกในทัศนะต่อหนังเรื่องนี้ในหมู่นักวิจารณ์ มีกลเม็ดการเล่าใดบ้างและองค์ประกอบมูลฐานจากพื้นเพความคิดใดบ้างที่เหวี่ยงแหเอาคนดูอยู่หมัดได้จริง ๆ จัง ๆ หรือทั้งหมดทั้งหลายนี้จะหลงเหลือเพียงในความทรงจำในแง่เป็นเพียงอีกหนึ่งปฏิบัติการปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งแฟรงเกนสไตน์ทางภาพยนตร์(a cinematic Frankenstein) การค้นคว้าอาจเริ่มจากการรื้อสำรวจชั้นตะกอนลูกไม้กลบททั้งที่เป็นรูปธรรมและจินตกรรม จากนั้นจึงประเมินหาประสิทธิภาพจากปฏิกิริยาและท่าทีของคนดู

ว่ากันตามขนบการจัดจำแนกตระกูลภาพยนตร์แล้วการจัดงานชิ้นนี้เข้าแนวสยองขวัญแก้ขัดไปก่อนน่าจะเผชิญข้อโต้แย้งน้อยที่สุดเมื่อดูจากคุณสมบัติรวม ๆ ของหนัง หรือจะตีกรอบให้แคบเข้าก็อาจขยายความเพิ่มว่าเป็น หนังอัตถิภวนิยมสยองขวัญ(existential horror) ทั้งนี้อาจทั้งนี้อาจสาวสาแหรกอ้างอิงขึ้นไปถึงต้นผีอย่างงานอมตะที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในตะแกรงร่อนขนบการจัดจำแนกจนเป็นที่เทิดทูนในสายพันธุ์ นั่นคือ Das Cabinet des Dr. Caligari (The Cabinet of Dr. Caligari งานค.ศ.1920 ของโรเบิร์ต ไวน์(Robert Weine)) และ Kuratta ippeiji(Page of Madness งานค.ศ.1926 ของเทอิโนะสุเขะ คินุกาสะ(Teinosuke Kinugasa)) หรือจะเป็นญาติรุ่นใหม่ที่มีชั้นสาแหรกไม่ห่างกันมากก็ต้องยกให้งานหลาย ๆ ชิ้นของโรมัน โปลันสกี(Roman Polanski) ไล่ตั้งแต่ที่แทบจะโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกันอย่าง Repulsion งานค.ศ.1965 ตลอดจนที่พอจะนับญาติกันห่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น Rosemary’s Baby งานค.ศ.1968 Le locataire(The Tenant)งานค.ศ.1976 และที่ทิ้งช่วงมานานโขให้หลังอย่าง Death and the Maiden ที่มาออกฉายในค.ศ.1994 Possession งานค.ศ.1981 ของอันเดรส ซูลอฟกี(Andrzej Zulawki) ผู้กำกับชาวโปลอีกคนก็เข้าเค้าเป็นญาติสนิทในแง่ของการฉายภาพความล้มเหลวของการกำรบและเยียวยาอาการวิปริตอันเป็นโรคเฉพาะถิ่นชีวิตคู่ผัวตัวเมีย หรืออีกนัยหนึ่งคือภาควิปลาส อเน็จอนาถของการครองคู่ระหว่างอดัมกับอีฟในสวนสวรรค์บรรลัย(dystopian Eden)

นักวิจารณ์บางรายพะยี่ห้องานแนวอิตถีปฏิปักษ์เพ้อฝัน(misogynist fantasy)ว่าเป็นการนำปรัมปราของความวิปริตมาเล่าผ่านฉากเหตุการณ์ในสังคมปัจจุบันซึ่งมักจะมีโครงสร้างสามเหลี่ยมตามขนบคุณพ่อ คุณแม่และหนู(ดังที่ฌีลส์ เดอเลิช(Gilles Deleuze และเฟลิกซ์ กัตตารี(Felix Guattari)เรียกว่าสามเหลี่ยมเอดิปุส(Oedipal Triangle)) ตลอดจนตื้นลึกหนาบางของการแย้มลอกสภาพจิตใจอันมีมายาคติ(หรืออาจจะถูกกว่าหากเรียกว่า อาการ เมื่อพิจารณาจากสารรูปหรือพยาธิสภาพทางกายของตัวละคร)ว่าด้วยมารตำนานต่าง ๆ สำนึกแห่งความกลัวต่อภาวะ ขบถ อาการพยศ หรือวิปลาสของสตรีเพศ และลุกลามไปถึงความหวาดกลัวต่อธรรมชาติในฐานะจักรกลต้นน้ำของความเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่ง

แต่จะเที่ยวปลุกปล้ำปฏิบัติการเล่าเรื่องแต่งองค์ทรงเครื่องออกมาเป็นรูปการณ์แม่ใจยักษ์ นางมารอำมหิตออกแผลงฤทธิ์อาละวาด ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย กล่าวสำหรับฝ่าย”เขา”นับวันก็ยิ่งฟุ้งซ่าน ยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่ขั้นหวาดระแวงกับฝ่าย”เธอ”(ชาร์ล็อตต์ แก็งสบูร์ก – Charlotte Gainsbourg)ในความพยายามควบคุมและบำบัดความบ้า(madness) กระทั่งลุแก่อำนาจ เลยเถิดทั้งในแง่กระบวนทัศน์(paradigm) การวิเคราะห์อาการ(เขาล่วงล้ำเส้นแบ่งระยะปลอดภัยอยู่เนือง ๆ เป็นทุนเดิม) แรกทีเดียวเขาแยกแยะตีเส้นแบ่งสถานภาพของภรรยาเป็นคนไข้ แต่ต่อมากลับผิดผีแหกจรรยาบรรณโดยมีเพศสัมพันธ์กับเธอผู้เป็นวัตถุดิบเป้าหมายในการวิเคราะห์

แต่อาการทางจิตของเธอคงจะไม่สาหัสเพียงนี้หากไม่มีพฤติกรรมตีตนไปก่อนไข้ของฝ่ายชายผสมโรง และโครงสร้างของมุมมองการเล่าเรื่องก็ค่อยๆ หลอมละลาย เฉกเช่นเดียวกับการปรากฏของเหมือนหัวหลักหัวตอของสามขอทานหรืออาจเป็นไปได้ว่าหนังต้องการเปรียบเปรยไปถึงการร่วมเป็นสักขีมรณะของอริพระคริสต์ หรืออาจจะเป็นการพลิกบทบาทของสามปราชญ์ให้มาเป็นสักขีมรณะของอริพระคริสต์ในโลกพระศรีอาริย์กลับหัวกลับหางแห่งนั้น

มโนภาพว่าด้วยอาการวิปลาสดังกล่าวชักพาเราไปสู่แนวเรื่องอีกสาแหรกที่แวะเวียนอยู่กับผู้หญิงและความคุ้มคลั่ง

แม้ว่าทำเนียบของงานสกุลนี้จะมีตัวยืนอย่าง The Snake Fit(งานในค.ศ.1948 ของอนาโตล ลิทวิก – Anatole Litvik) Three Faces of Eve(งานค.ศ.1957 ของนันนัลลี ยอห์นสัน – Nunnally Johnson) และ Sybil(งานค.ศ.1976 โดยดาเนียล เพทรี – Daniel Petrie) ทว่าหนังเหล่านี้ก็ขีดวงอยู่กับแนวทางการเล่าโดยผูกดวงผู้หญิงไว้กับการเป็นโรคทางเพศสภาพจากนั้นก็สาละวนกับการสืบสวนสาเหตุและเยียวยาในรูปของการกักโรคและควบคุม”ความบ้าของผู้หญิง”(madness of women) โดยนำแบบแผนการวินิจฉัยโรคตามหลักจิตวิเคราะห์และการบำบัดกระแสหลักมาใช้ เทววิทยาของเรื่องนี้อยู่ที่การฟื้นฟูและเยียวยาและคนอย่างดอรา(Dora)ผู้กลับกลอกในตำรับของฟรอยด์ก็อย่าได้หวังจะโผล่หน้ามาเป้นตัวชูโรงในงานเหล่านี้

ตัวอ้างอิงที่ชิดเชื้อเข้าไปอีกก็คือ Lilith งานค.ศ.1963 ของโรเบิร์ต  โรเซ็น(Robert  Rosen) กรณีนี้ตัวคนไข้(Lilith)รับบทโดยจีน  ซีเบิร์ก(Jean  Seberg)คือขุมพลังอันมิอาจควบคุมได้ กลไกการกดบังคับและัดัดสันดานตามแบบฟูโกต์(Foucauldian machanisms of discipline and control)ตกไปอยู่ในมือเจ้าหน้าที่ฝึกหัดของสถานบำบัด  ความวิกลจริตของลิลิธเริ่มแผลงฤทธิ์กับคนรอบข้างและคนดูก็ไม่อาจมอบความวางใจกับตัวละครตัวใดได้ แม้กับคนที่ดูว่ามีจิตใจสมประกอบ

ที่น่าตื่นตาไม่แพ้กันก็คือปฏิบัติการทางกายภาพของลิลิธในฐานะตัวตายตัวแทนมายาคติจากหลายอารยธรรมไล่ตั้งแต่ปัจจุบันอันสะท้อนถึงความดื้อและพยศของเพศหญิง ลิลิธจึงเป็นวิญญาณชั่วร้ายกลับชาติมาเกิดเพื่อเสพตัณหาล่าราคะ เป็นสัญลักษณ์ของความร่าน เป็นพาหะของโรคภัยและความตาย เร่าร้อนด้วยพลังล่อลวง อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วฮอลลิวูดมักเอาสีข้างเข้าถูกด้วยการหักคอผู้หญิง”ป่วย”เข้าขั้น”กู่ไม่กลับ”เข้ารับการเยียวยาจนได้อยู่ดี เช่นเดียวกับพวกที่พลอยหางเลขมาก็ยังไม่ถึงกับล้มละลายในแง่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

หนังประโลมโลกย์อาจมีบทจบสวยงาม แต่ในงานสกุลฟิล์มนัวร์ตัวละครหญิงสารพัดพิษ เจ้าคิดเจ้าแค้นและอำมหิตหลายชีวิจกลับอยู่ในคราบคนธรรมดาและมีเอกสิทธิ์เต็มที่ในการออกอาละวาดสร้างความฉิบหายวายป่วง แม้ว่าตัวฆาตกรและสถานการณ์ความวายป่วงในภาพยนตร์จะออกมาในรูปการณ์คล้ายคลึงกันแต่ภาพรวมของความรอบจัดรัดกุมในการรับมือกับสถานการณ์ของตัวละครที่ดูเหมือนจะจิตวิปลาสเหล่านี้กลับตราตรึงใจยิ่ง ไล่ตั้งแต่ Laura(งานค.ศ.1944 โดยอ็อตโต  พรีมิงเจอร์(Otto  Preminger)) มาจน Final Seduction งานค.ศ.1994 ของจอห์น  ดาห์ล(John  Dahl) ทั้งหมดทั้งหลายล้วนเป็นมหกรรมการตบตา การใช้ลูกล่อลูกชน และเหนือสิ่งอื่นใดคือพิษภัยจากการเป็นทาสกิเลสตัณหาทั้งในเพศรสและจิตปฏิพัทธ์  Antichrist เองแม้ถึงพร้อมและปล่อยรังสีร้ายขององค์ประกอบเหล่านี้ออกมาแผดเผาได้ก็จริง แต่ความวิปลาสอันเป็นศูนย์กลางของเรื่องกลับแทบไม่ได้แผลงฤทธิ์ยั่วยวนในทำนองเดียวกับฟิล์มนัวร์

อย่างไรก็ตามยังมีหนังไร้ญาติ ขาดสกุลรุนชาติ จะเป็นหนังผู้หญิงก็ไม่ใช่ฟิล์มนัวร์ก็ไม่เชิง โดยมีท้องเรื่องคือภาพความหายนะอันเป็นผลจากกิเลสและความลุ่มหลงของตัวละครเอก แม้จะไม่ถึงขั้นทะลุเพดานเหมือนในงานของฟอนทริเยร์ ยกตัวอย่างเช่นงานค.ศ.1952 ของพรีมิงเจอร์เรื่อง Angel Face และที่เพี้ยนไม่เบาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่การสวมรอยเข้ากับขนบของงานน้ำเน่าก็คือ Leave Her to Heaven งานค.ศ.1946 ของจอห์น เอ็ม  สตอห์ล(John  M.  Stahl)  อาการคุ้มดีคุ้มร้ายหมิ่นเหม่อยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความงมงายกับความวิตกจริตของตัวนำในงานทั้งสองเป็นหัวรถจักรอันทรงพลังในการฉุดกระชากเรื่องราวและสร้างความทุกข์ทรมานและสิ้นหวังแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ขนบทางสังคมดูท่าว่าจะไม่อาจกำราบพลังวิปริตของตัวละครเหล่านี้ และแม้ว่าหนังเหล่านี้จะหยิบยืมลูกไ้มว่าด้วยหญิงสารพัดพิษและอาชญพฤตกรรมในงานฟิล์มนัวร์มาใช้ แต่โดยเมื่อสำรวจโดยละเอียดจะพบเพียงสายแร่กระพร่องกระแพร่ง

Antichrist โดดเด่นผ่าเหล่าหนังในสกุลต่าง ๆ ที่ร่ายมาด้วยเหตุผลดังกล่าว  Antichrist เป็นข้อยกเว้นแม้ว่าจะมีองค์ประกอบมูลฐานหลากหลายตระกูลหนังอยู่ในตัว หนังข้องแวะกับรูปแบบการเล่าแตกต่างหลากหลายจนอาจเรียกได้ว่าเป็นพ่อพวงมาลัยไม่ยอมลงเอยกับแพร่งใด ๆ  ปีกกล้าแต่ขายังไม่แข็ง ยังล้มลุกคลุกคลานอยู่ในเส้นทางวิวัฒนาการ

งานของผู้กำกับที่ดูจะชิดเชื้อกันเป็นพิเศษในแง่รูปแบบน่าจะเป็นเดวิด  โครเน็นเบิร์ก(David  Cronenberg) ถึงจะมองกันว่าเป็นงานสยองขวัญจับฉ่ายหรือไม่ก็ไร้แบบแผน เนื่องจากมีคุณลักษณะกระจายไปตกในหลากสายพันธุ์ แต่ทั้งหมดทั้งหลายล้วนโยงเข้าแก่นความคิดในรูปคำถามที่ว่ามนุษย์นั้นเป็นฉันใด นับจากหนังยุคแรกกับภาพไม้เบื่อไม้เมาแต่ครั้งโบราณกาลระหว่างจิตใจและร่างกาย สติกับกิเลส ทัศนคติอันคับแคบดังกล่าวถูกซักฟอกและทดสอบขีดจำกัด จุดกลายสภาพ การแตกหัก การผลิตสำเนา(Scanner งานค.ศ.1975) ขีดจำกัดของสำนึกปัจเจกจึงพร่ามัวและทับซ้อน

The Brood งานค.ศ.1979 งานเชือดเฉือนความรู้สึกให้กำเนิดโลกียสภาพอันใหม่จากพื้นผิวของเรือนร่างโดยไม่ต้องพึ่งพาครรภ์มารดาใด ๆ   Videodrome (งานค.ศ.1983) นำเสนอร่างกายชุดใหม่ที่ผนวกเข้ากับอนินทรียสาร นำไปสู่กิจกรรมที่เรียกว่าการปฏิสนธิข้ามมิติ(tele communion)   มนุษย์ใน The Fly (งานค.ศ.1986)ถูกครอบงำที่ละเล็กละน้อยโดยอมนุษย์   ใน eXistenZ(งานค.ศ.1999)การเพาะอนินทรียวัตถุนำไปสู่การผนึกความจริงเข้ากับภาวะเสมือน และนับเป็นอีกครั้งของการปฏิสนธิข้ามมิติ

แนวคิดดังกล่าวยังมีบทบาทนำในงานของเบรอะซ็อง(Robert  Bresson)(Mouchette งานค.ศ.1967 กับการมีชีวิตอยู่โดยไม่สุงสิงสังคม ถนนทอดสู่ความเป็นมนุษย์ก็คือการไม่ยอมเป็นไป(unbecome)  Le journal d’un curé de campagne (Diary of a Country Priest) งานค.ศ.1950 กับการปฏิเสธความสุขทางกายขั้นเด็ดขาดเพื่อเข้าถึงและดื่มด่ำในโลกุตรสุขของปัจเจกนั้นก็มีเค้าของอาการทางจิต  L’argent งานค.ศ.1982 และ Le diable probablement (The Devil, Probably) งานค.ศ.1977 กับปฏิบัติการล่าฝันไร้มโนธรรมอันเป็นผลพวงของมนุษย์ผู้ตกอยู่ในสภาพล้าหลัง เคว้งคว้างไร้ที่ยึดเหนี่ยว นับเป็นอีกหนึ่งความเพ้อพก

ลูกเล่นทางภาพยนตร์ที่อาจหลงหูหลงตาได้โดยง่ายยังนับเป็นอีกสายใยโยงผู้กำกับทั้งสองถึงกัน นั่นคือทั้งสองต่างใช้ภาพระยะใกล้(close up) แม้จะต่างกรรมวิธีกับการขยายความและเพ่งสมาธิไว้กับภาวะเขม็งเกลียวสุดขีด ณ จุดเกิดเหตุต่าง ๆ บนเรือนกาย ใช่หรือไม่ที่ในความต่างกันความเขม็งเกลียวของปมเดียวกัน ต่างเพียงกรรมวิธี แต่ก็สร้างจุดเด่นและมักถูกกล่าวขานถึงอย่างดูแคลนในฐานะ ฝีภาพสังวาสแทรกอันถ่อยดิบ ฝีภาพนำเข้าเรื่องของ Antichrist นี้ทั้งบาดตาและสร้างความร้าวฉาน

จินตนาการฝันเฟื่องบทเริงสวาทในฐานะด่านอัตวิสัย ความจนตรอกของสติสัมปชัญญะในสภาพกู่ไม่กลับ ภาพระยะใกล้ในแบบถากไปเฉี่ยวมายังมีให้เห็นเป็นส่วนหนึ่งในปฏิบัติการเล่าฉากฉาวโฉ่ของอีกสองฉาก หนึ่งในนั้นคือฉากที่บทวิจารณ์กล่าวขานกันว่าเป็นฉากทารุณเปลือย(torture porn) ในแง่ของบรรยากาศไม่แต่เฉพาะความรุนแรงคาตา และการแถกเถือประเวณีอันถึงพริกถึงขิงเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะฉากนี้โผล่มาตรงหัวเลี้ยวหัวต่อ ณ จุดที่เธอทิ้งตัวลงสู่ห้วงความวิปลาศทางจิต

แรงหื่นกระหายในเพศรสที่เธอแผลงฤทธิ์ถือว่าทะลุเกณฑ์มาตรฐานความปรารถนาของผู้หญิง ในสายตาของขนบอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะอย่างเมื่อพิจารณาว่าเพิ่งเห็นเธอในสภาพหมดอาลัยตายอยากอยู่หลัด ๆ แต่พอเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นกดขี่ก็เท่ากับเป็นการหักด่านขีดจำกัดในรูปการยอมรับของสังคมต่อให้เป็นมุมมองของปีกเสรีนิยมก็ตาม การโยนบาปฉากนี้ให้ฟอนทริเยร์ในฐานะผู้กุมบังเหียนการเล่าและบัญชาการแสดง ตลอดจนท่าทีขยาดแขยงสตรีเพศของเขาในสายตาคนทั่วไป นับเป็นความมักง่ายจนน่าเกลียด

อาการจิตวิปลาสเป็นปฏิกิริยาต่อความพยายามของเขา หลังจากเฝ้าล้อมคอก ฟื้นฟู ดัดนิสัย ปราบพยศ วัตถุดิบในการทดลองมิให้ล่วงล้ำสู่พรมแดนที่เธอกำลังจะมีอันเป็นไป

เบาะแสของการตอน(castration)ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย จากการที่เธอหวดช่วงล่างของเขาด้วยแผ่นกระดาน ไม่มีภาพลงมือเจี๋ยน  ไม่มีเลือดกระฉูด แล้วความคิดเรื่องการตอนโผล่มาจากไหน อีกทั้งการที่หลังจากนั้นแล้วไม่มีฉากเปลือยประสาปกติให้เห็นอีกเลย

เธอสำเร็จความใคร่ให้เขา(หากไม่ตะลึงสุดตัวก็คงสิ้นสติสัมปชัญญะอยู่) จนกระทั่งถึงจุดหลั่งซึ่งดูเหมือนว่าจะมีเลือดปนออกมาไม่ก็หลั่งออกมาเป็นเลือดล้วนๆ เป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัยว่ามีความเป็นไปได้เพียงใดที่จะกระทำดังเช่นนั้น ตามติดมาด้วยข้อกังขาในแง่การจัดวางโครงสร้างมุมมองเชย ๆ และยุให้รำตำให้รั่วว่ามีคาบเหตุการณ์หรือดีไม่ดีหนังทั้งเรื่องจะเป็นเพียงภาพเพ้อพกของตัวละครไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่งอันเป็นหน้าไพ่ที่หนังทุกเรื่องพร้อมจะวางเดิมพันถือหางกันเหนียวเอาไว้ก่อน

แม้ลำดับเหตุการณ์จะกินเวลาเสมอจริง แต่ขนบของฉากสำเร็จความใคร่กลับชักใบให้เรือเสีย แม้ไม่ถึงกับออกป่าออกทะเล ไม่มีภาพของฝ่ายชายในฉาก ขณะที่ภาพของฝ่ายหญิงก็ดูเคร่งเครียดเกินงาม  ไม่มีวี่แววว่าจะละพยศแม้แต่น้อย ไม่มีอากัปกิริยาร่วมของคนทั้งสองอันนับเป็นแม่ไม้ของการถ่ายทอดภาพการสำเร็จความใคร่ในสภาพโป๊เปลือย  นอกจากนี้ตนส่วนมากก็ไม่รู้สึกวาบหวิวรัญจวนกับการหลั่งเป็นเลือดเป็นแน่ ฉากนี้จะถึงอกถึงใจคอหนังโป๊ประเภทชายผู้พิสมัยความทรมาน(masochistic males) และหญิงผู้นิยมการทรมานผู้อื่น(sadistic females) ในงานที่ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของหนังแนววาบหวิวทรมานสังวาส ภาระผูกพันระหว่างผู้ร่วมสมสู่ที่เดอเลิชอ้างถึง จาก Coldness and Cruelty อารัมภบทของเขาใน Venus in Furs ของชาสเชอร์-เมสอค(Sacher-Masoch)ต้องมีความยินยอมพร้อมใจของคู่ขาเป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่ในข้อนี้หามีไม่ กิจกรรมนี้เกิดขึ้นในฉากอันมีบรรยากาศจิตเภท ๆ ซึ่งย่อมมีหนังสังวาสบางเรื่องเป็นเช่นนั้น แต่โดยส่วนใหญ่ไม่ยึดการใช้บรรยากาศวิปริตเช่นนั้นเป็นบรรทัดฐาน

ยิ่งกว่านั้นการหลั่งเลือดในสภาพพุ่งออกมากจากภายในร่างกายสู่งโลกภายนอกในทำนองเดียวกับน้ำกามผ่านทางอวัยวะเพศนั้นก็ออกจะเลื่อนลอย ดูแล้วผ่าเหล่า(มิได้หมายความว่าไม่มีภาพอวัยวะเพศโจ๋งครึ่ม แต่ภาพเหล่านั้นคงตรงใจเฉพาะคนส่วนน้อย) ถัดมาก็เป็นการกระชับเกลียวความระทึกอีกระลอก หากการเล่นงานขาเป็นนัยว่าลูกหากินของหนังสยองขวัญแล้วไซร้ เธอก็ชักใบให้เรือเสียไปแล้ว

ไม่ว่าจะอย่างไร หนังได้จุดชนวนประเด็น(เลือดเนื้อ) โลกียกรรม และอนิจลักษณะของสังขารอันเป็นหมุดหมายที่กล่าวขานถึงธงความคิดตุ๊กตาโจทย์ว่าด้วยภาพของการตรึงกางเขนอันมีสรรพคุณหลากหลาย ตลอดจนในชั้นหลังก็มีงานเขียนของฟรานซิส  เบคอน(Francis  Bacon)ย่อยความคิดลงมาเชื่อมกับตัวบุคคลและชีวิตประจำวัน

คนตามทัศนะของยอร์จ บาตาย(George  Bataille)และสำนักสังคมวิทยาบางกลุ่มร่างกาย(และ/หรืออวัยวะต่าง ๆ )ว่าไปแล้วเป็นเสนียดและพยศ ร่างกายยังน่ารังเกียจตามบทอภิปรายของจูเลีย คริสติวา(Julia  Kristeva) และบาตายก็เคยพูดในทำนองเดียวกัน วิกฤติของเรือนกาย ภาวะเครียดของเรือนกาย ชวนให้นึกถึงสูตรคิดของเดอเลิชและกัตตารีที่ว่า การดั้นด้นหาใช่เป็นเรื่องของพื้นที่เสมอไป แต่อาจเป็นเรื่องของความมุ่งมั่น

แต่นี่ก็ไม่ใช่เรือนกายในหนังสยองขวัญซึ่งตามความจำเป็นของการเล่าจะต้องสร้างเงื่อนไขการเผชิญหน้าระหว่างจอมวายร้ายกับใครหน้าไหนก็ได้ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นหนังหน้าไฟให้คนดู ทั้งนี้ตัวละครจะต้องไม่มีเยื่อใยต่อกันมาก่อน(ใช่หรือไม่ว่า รวมไปถึงหนังสยองขวัญอันมีค่ายกักกันนาซีเป็นท้องเรื่องด้วย เมื่อดูจากการลอกคราบปัจเจกภาพ อัตภาพ รวมตลอดจนคติพจน์ว่าด้วยมนุษยภาพ สุดท้ายจักรกลการจองจำก็อาละวาด คู่ของลิลิอานา  กาวานี(Liliana  Cavani)ใน The Night Porter(งานค.ศ.1973)พลิกบทมาเป็นทาสของจักรกลมรณะตามสูตรนี้ได้อย่างไร

หรือการถ้อยทีถ้อยอาศัยพิสมัย-นิยมการทารุณระหว่างคนกันเองถือเป็นการประทับตราตัวตนบนเรือนร่างกันและกันเพื่อกำหนดบทบาทของแต่ละฝ่าย  ที่น่าสยองก็คือคมหอกของบทวิเคราะห์กลับกระเหี้ยนกระหือรือ หักหาญจะบังคับและจองจำวัตถุแห่งการวิเคราะห์ผู้มีอันวิปลาสไป  ก่อนหน้านั้นมีฉากการเคี่ยวกรำความรู้สึกเพื่อปลีกตัวออกจากกระบวนการต้อนหน้าต้อนหลังตามแนวสยองขวัญอันเป็นทิศทางหลักของเรื่อง

อาจมีข้อผิดสังเกตต่อร่างกายในลักษณะขัดแย้งกับร่างในทางเวชสถานะ/สถาปนาสถานะ(medicalised/institutionalised)(ตามความหมายของมิแชล  ฟูโกต์(Michel  Foucault)) ตามที่ได้มีการยกรายการรายการโทรทัศน์ประเภทแสดงขั้นตอนปฏิบัติการทางการแพทย์หรือกระบวนงานของโรงพยาบาลมาเป้นตัวอย่างประกอบ

แม้ว่าจะจำแลงมาในรูปการเล่าเรื่องน้ำเน่าๆ เพื่อตีสนิทกับคนดู แนวปฏิบัติมาตรฐานของสถาบันทางการแพทย์ก็ยังเจ้ากี้เจ้าการโยกย้ายร่างกาย อวัยวะ และอาการป่วยไข้จำพวกต่าง ๆ ออกจากปริมณฑลส่วนบุคคลและชำแหละต่อด้วยขั้นตอนการปฏิบัติ รวมถึงพรากเรือนกายจากสิ่งอื่นตามแนวในการจำแนกวัตถุเป้าหมายของการวินิจฉัย

การเบียดเบียนทรมานทรกรรมเรือนกายในที่นี้มาอยู่ในรูปของการสร้างมติ ไม่ว่าจะเป็นการปักปันหรือลบล้างเส้นแบ่งอันอาจแฝงไว้ด้วยการสงวนสิทธิ์หรือลิดรอนสิทธิ์ ก็ถือว่าเป็นการสร้างเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ ต่อให้ผลลัพธ์จะมาในรูปของอาการหมดทางเยียวยาหรือยกธงขาวหรืออยู่หรือไปกันไปข้างระหว่างปัญหากับคนเจ้าปัญหา(ตาย เสียสติ หมดอาลัยตายอยาก) เ้ข้าข่ายของการทรงเจ้า้เข้าผี แก้คุณไสยดุจเดียวกับที่นำเสนอ(แม้ว่าจะรวบรัดตัดความเพื่อความเร้าใจเกินไปหน่อย ใน A Man Called Horse งานค.ศ.1909 ของเอลเลียต  ซิลเวอร์สไตน์(Elliot  Silverstein)และภาคต่อ คือ A Return of A Man Called Horse เมื่อค.ศ.1976 โดยเออร์วิน  เคิร์ชเนอร์(Irwin  Kershner) ศิลปินอีกหลายรายแวะเวียนเข้าร่วมวงวาดลวดลายการแสดงในทำนองเดียวกัน อาทิเช่น สเตลลาร์ก(Stellarc) ตลอดจนในงานชั้นหลังของโรเบิร์ต  ฟลานาแกน(Robert  Flanagan) อย่าง Sick:  The Life and Death of Bob  Flanagan,  Supermasochist กำกับโดยเคอร์บี  ดิก(Kerby  Dick)เมื่อค.ศ.1997

การตอกและถ่วงขาไว้กับเครื่องบดไม่เพียงล้อกับการตรึงกางเขนหากยังเป็นการฉายภาพความดื้อด้านและเผด็จการในฝ่ายผู้วิเคราะห์ในสายตาของผู้ไม่เต็มใจจะตกเป็นเป้าการวิเคราะห์   The Birds งานในค.ศ.1963 ของอัลเฟรด  ฮิทช์ค็อก(Alfred  Hitchcock) อาจถือเป็นหนึ่งในผลลผติของการเล่นแร่แปรธาตุอาการเจ็บป่วยทางจิต(ในส่วนของตัวละครที่สวมบทโดยทิปปี  เฮเดรน(Tippi  Hedren) ในทำนองเดียวกัน(อันที่จริงในงานภาพนิ่งจัดวางใช้แสดงในนิทรรศการกึงประชาสัมพันธ์ของ Antichrist จะมีภาพฟอนทริเยร์ในอิริยาบถนั่งอยู๋ในเก้าอี้มีพนักตัวใหญ่ มีศพอีกาแผ่ปีกเค้้เก้เ้อยู่แทบเท้า ก็ต้องนับเป็นการโยงเข้าหาภาพของฮิทช์ค็อกในช่วงที่ The Birds กำลังติดตลาด บางทีนั่นอาจเป็นการแฝงตัวเข้าร่วมขบวนของตัวบ่งเชิงอุปลักษณ์รายรอบคนไข้เนรคุณ ในความพยายามหยุดยั้งกิจวัตรการคุกคามจากการวิเคราะห์วาทกรรม

ก่อนอื่น การใช้คำเช่นนี้สุ่มเสี่ยงต่อการสำคัญผิด ดังนั้นน่าจะเห็นภาพชัดเจนกว่า หากจะบรรยายว่า  เธอโฉบเข้าใกล้ท้องน้อยพร้อมกรรไกรในมือ แต่ด้วยอัตราเร่งและความวูบไหวของภาพจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะระบุจังหวะของการเจี๋ยน การตีขลุมเช่นนั้นอาจเป็นการเข้าทางปืนแนวคิดอคติของสื่อ  ดังที่ฌาค์ส  แดริดา(Jacques  Derrida)วินิจฉัยว่าเป็น อาการสวามิภักดิ์ต่อองคชาตทางวัฒนธรรม(phallogocentrism of culture) (ไม่แคล้วย่อมเป็นถ้อยความที่ถ่ายทอดคุณลักษณะออกมาได้ใกล้เคียงจินตภาพมากที่สุดแล้ว) คลิตอริส(clitoris)ไม่ได้ขวานผ่าซากเหมือนองคชาต แม้จะย่อมกว่าแต่กลับมีเนื้อเยื่อไวความรู้สึกยุ่บยั่บอยู่ในช่วงล่างของส่วนหนาของเรือนกาย และทำงานผสมโรงกับแคม เนินอวัยวะเพศ และช่องคลอด ในการจุดชนวนราคะ(เดอเลิชและกัตตารีเสนอแนวคิดที่ว่า่ผิวหนังคือโยนีภูมิ(a field of vaginae) นับเป็นการคลายปมเพียงแค่พลิกฝ่ามือ

ภาพที่เกิดขึ้นไม่อาจอนุมานได้ว่าเ็นการเจี๋ยนหรือตอน และก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นการฉายเสี้ยวจังหวะทารุณหรือสุขสมตามประสาผู้ปรารถนาความเจ็บปวดของตัวละครฝ่ายชาย หากแต่เป็นหลักฐานสนับสนุนพฤติกรรมทำร้ายตนเองซึ่งมักเกิดขึ้นเพื่อสร้างเงื่อนไขเข้าควบคุมความเจ็บปวดทางกายหรือทางใจ(อีกครั้งที่สารคดีว่าด้วยตัวเองของ บ็อบ  ฟลานาแกน(Bob  Flanagan)โผล่ขึ้นมาหลอกหลอน พร้อมด้วยภาพจับจู๋ตอกตะปู อันได้ขึ้นว่าเป็นสุดยอดของการถ่ายทอดภาพการทำร้ายตนเอง(self-harm)ผ่านภาพยนตร์

เพลงกรรไกรจึงไม่ใช่พาหะสู่ความตายเหมือนใน Dial M for Murder งานค.ศ.1954 ของฮิทช์ค็อกรวมถึงงานเขย่าขวัญอีกโขยงใหญ่ การออกแบบใบปิดหนังที่มีกรรไกรเป็นแรงบันดาลใจและผ่านการบูรณาการด้ามจับกับภาพใบหน้าสองผัวเมียนับเป็นการจับให้มั่นคั้นให้ตายความหมายแฝงของฉากดังกล่าวเสียอยู่หมัิดและถ่ายทอดเฉียบฉมังยิ่งกว่าการสาธยายด้วยคำพูดใด ๆ

พึงสังวรณ์ด้วยว่าพฤติกรรมทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นภายในบ้านไม้ซุง บันดาลมิติขลัง ๆ ในรอยเดียวกับนิทานก่อนนอน  ทั้งบ้านและป่าเป็นบ้านและป่าในคาถาของยุง(Jungian archetype)และแอนโทนี  ด็อด  แมนเทิล(Anthony  Dod  Mentle)ผู้กำกับภาพพลิกสู่มนต์สะกดบทอื่นอย่างแยบยล ขณะตัวละครเอกล่วงเข้าสู่รัศมีของจุดหมายปลายทาง เริ่มมีการทำตำหนิด้านภาพกันตั้งแต่การเดินทางยังอยู่ในช่วงของรถไฟมุ่งหน้าสู่สวนอีเดน  ท่ามกลางฝีภาพเลือนพร่า่ของทิวทัศน์นอกหน้าต่างรถไฟกลับมีภาพเธออ้าปากหวอเรืองเด่นขึ้นมา  ท่าทางเหมือนกำลังกรีดร้องของหล่อนประพิมพ์ประพายกับที่เห็นในงานจิตรกรรมของเอ็ดเวิ์รด  มุงค์(Edward  Munch)

กระนั้นก็ตามการสลับฉากหลังระหว่างชุมชนเมืองกับดินแดนลับแลก็ดำเนินไปอย่างเจียมตนภายใต้ความอึกทึกของการจุดชนวนอันนำไปสู่ความเกรี้ยวกราด เศร้าสลด สิ้นหวังและสัญญาวิปลาส  การออกแบบเสียงก็ีมีบทบาทสำคัญและจำต้องกล่าวถึง  ขณะที่หนังทะยานสู่ภาวะอับจนของตัวละคร การใช้เสียงประกอบในลักษณะตีตัวออกห่างและสร้างความอึดอัดแก่หนังก็เริ่มออกหน้าและถือธงกุมอำนาจปฏฺบัติการต่อโสตประสาท(ใช่หรือไม่ว่าผิดก็เป็นอีกหนึ่งการไข้วระนาบความถี่แบบหักดิบ เหมือน India Song งานค.ศ.1975 ของมาร์เกอริต  ดูราส์(Marguerite  Duras)กับการวางเสียงเปียนโนบรรเลงยืนพื้น และมีบทเพลงโหยหวนขึ้นมาตามเสยีงบอกเล่าของหญิงสติวิปลาส  เราเจอภาพยนตร์กลโสตเข้าให้แล้วในอีหรอบเดียวกับการใช้เสียงของเบอร์นาร์ด  เฮอร์มาน(Bernard Herrmann)ใน Psycho(งานค.ศ.1960) และ The Birds อันเป็นลูกเล่นที่เหลือผู้กำกับน้อยรายยังคงใช้อยู่

เสียงตะกุยตะกายหลังคาเรือนไม้ซุงอาจเทียบเคียงได้กับดนตรีประกอบฝีมือเฮอร์มานอันลือลื่นในฉากแทงไม่ยั้งใน Psycho  อาการจิตไม่ว่างส่อเค้าตั้งแต่สองผัวเมียย่างกรายเข้าตัวบ้าน ราวกับว่าบ้านมีอาถรรพณ์(เหมือนกับบ้านหลังอมตะใน Psycho ของฮิทช์ค็อก ผิดกันแต่เพียงวิถีโคจรของเรื่องหลังเข้าทางหนังสยองขวัญมาตรฐานมากกว่า)  พื้นที่พิเศษที่คู่ผัวเมียล่วงล้ำก็เข้าอีกหรอบเดียวกับการฝ่าเขตหวงห้ามอันเลื่องชื่อในด้านไม่เป็นมิตร เอาแน่ไม่ได้และวังเวงใน Stalker งานค.ศ.1979 ของทาร์คอฟสกี  สาระสำคัญในเรื่องของความเป็นแม่กับการหมกซากศพไว้กับรถเข็นผงาดเด่นเพียงแต่มาในสารรูปห่างไกลกันลิบลับและยังเป็นบ้านพะยี่ห้อเดียวกับบ้านลอยฟ้า ณ ชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์ใน Solaris ผลงานของทาร์คอฟสกีที่ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อเดียวกันของสตานิสลาฟ  เล็ม(Stanislaw  Lem)  เธอสังหรณ์ใจกับสัญญาณปลุกเร้าพลังใฝ่ต่ำในตัวและไม่กล้าล่วงล้ำเขตปักปันนั้น หนังยังบอกเป็นนัยอีกหลายฉากว่าเธอหวาดกลัวการข้ามสะพาน เส้นแบ่ง หรือแนวปักปัน  การสื่อถึงอาณาเขตยังมีให้เห็นจากสภาพสุดกู่ไกลลิบ  กระแสน้ำ ห้วงน้ำเชี่ยวกราก ลานโล่งแฝงภยันตราย พร้อมกับสะพาน ทั้งหมดล้วนสื่อถึงภาวะเผชิญหน้า้ระหว่างกับระเบิดสองดง

ทุกองค์ประกอบในเขตปักปันมีไว้รุมขยี้ชีวิตคู่และตัวตนของพวกเขา

อันที่จริงหรือเธอไม่ได้แค่เพ้อพกไปว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เกิดขึ้น เธอขยาดแขยงการเดินบนหญ้า ขณะที่เขาพยายามบำบัดอาการของเธอด้วยการเกลี้ยกล่อมให้เธอนึกเสียว่าเธอเป็นหญ้า อาจกล่าวได้ว่าเป็นโวหารเปรียบเปรย ที่มาพร้อมกับภาพขนพองสยองเกล้าโทนโท่บนจอ  แล้วการที่เธอหมายจะฝังเขาทั้งเป็นนั้นนับเป็นการแก้แค้นที่สาสมแล้วหรือไม่ มาอีกแล้ว ในความก้ำกึ่งระหว่างความเป็นความตาย บูรณภาพแห่งเืรือนกายและความไม่สมประกอบกลายเป็นสภาวะจนด้วยเกล้า

แม้แต่หนึ่งในสามขอทานก็หนีเคราะห์กรรมอีหรอบเดียวกันไม่พ้น เขาถูกลากออกจากบ้านถูลู่ถูกังไปตามทาง และมีุ้ตุ้มหินทับร่างอำพรางอยู่ในที่ลับตาผู้คน มีทางเข้าเดียวไำม่มีทางออกเหมือนถ้ำ ไม่ใช่สถานที่บนพื้นผิวโลกหรือใต้ดิน หรือสุสาน และก็เข้าข่ายเป็นพื้นที่คาบลูกคาบดอกมีซากถูกฝังอยู่ในนั้น ทั้งอีกาและสัตว์กินอสุภ

ว่าไปแล้วสัตว์ทั้งสองชนิดต่างถือเป็นสิ่งมีชีวิตลี้ลับในปรัมปรา สุนัขจิ้งจอกทึ้งทำร้ายเลือดเนื้อตัวเองทั้งในเชิงกายภาพและวิญญาณ บาดแผลอยู่ในภาวะทุเลาก็ไม่ใช่เน่าเฟะก็ไม่เชิง ถุงน้ำคร่ำห้อยต่องแต่งอยู่กับปากช่องคลอดของแม่กวางชะตากรรมของตัวอ่อนข้างในจะเป็นตายร้ายดีประการใดยังไม่อาจชี้ขาด ภาพความเป็นแม่ลอยเด่นขึ้นมา ไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองตัวแบบ แต่ว่ากันแบบยกรุ่นยกสมัย(ตัวอ่อนมีบทบาทสำคัญในหนังสยองขวัญโฉ่งฉ่างอีลุ่ยฉุยแฉกอย่าง Eraserhead งานค.ศ.1977 ของเดวิด  ลินช์(David  Lynch) ในสารรูปอัปลักษณ์ชาติ ไม่สมประกอบ ดูไม่ออกว่าเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ ถูกขับออก ว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วไม่น่าจะมีชีวิตรอด แต่ก็ยังดวงแข็ง)

ด้วยเหตุดังนี้ นับว่าสมควรแก่เหตุที่เรือนกลางป่าซึ่งถอดแบบมาจากนิทานก่อนนอนจะแปรสภาพเป็นนรกซ่อนรูป ถือเป็นการตอกย้ำว่าป่าทึบย่อมมีเจ้าที่ วิญญาณร้ายสิงสถิตย์  จิตใต้สำนึกรอคอยปองร้ายหมายขวัญ ไม่สถานใดก็สถานหนึ่ง  จากคนชุดแดงที่อาจโผล่มาอยู่ประตูหน้าบ้านชนิดไม่ทันให้ตั้งตัว(ในงานที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของนีล  จอร์แดน(Neil  Jordan)จากการดัดแปลงงานเขียนชื่อ In The Company of Wolves (ค.ศ.1985)ของแองเจลา  คาร์เตอร์(Angela  Carter) คลื่นใต้น้ำจิตวิทยาทางเพศ.กลายเป็นกำลังหลักขับเคลื่อนเรื่องเล่า  นับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่แพรวพราวด้วยภาวะล้ำหลอน(liminal)อันวนเวียนอยู่กับการกลายสภาพเป็นสัตว์ตามตำนานว่าด้วยการดำรงตนของมนุษย์หมาป่า และงานสยองขวัญหลายต่อหลายเรื่อง ตลอดจนชวนให้นึกถึงงานพิลึกพิลั่นของโครเนนเบิร์ก(David  Cronenberg))

ท้ายที่สุดแล้วบ้านหลังที่แม่มดแฮนเซลและเกรเทลเผ่นหนีมา เด็กๆ มีอันมะงุมมะงาหราหากหลงมาเข้าทาง(ฟร็องซัวส์  โอชอง(François Ozon)นำลูกไม้การเล่านี้มาเป็นส่วนประกอบในงานนิทานชาดกโฉมใหม่ Les amants criminel(The Criminal Lovers) งานค.ศ.1999 และคำสาปยังคงสิงสถิตย์อยู่ที่นั่น  เขาพบเบาะแสจากห้องใต้หลังคา(งานสยองขวัญเรื่องอื่นนิยมอำพรางสถานที่ซ่อนความลับและปีศาจ)เกี่ยวกับคุณไสยที่เขาสงสัยว่าสะกดคู่ชีวิตของเขาอยู่ หลักฐานก็คืองานเขียนอันน่าขนพองสยองเกล้าจากสาระสำคัญว่าด้วยการล้างเผ่าพันธุ์ที่ภรรยาเขาเขียนไว้เมื่อครั้งมาพักแรมหนก่อน

วิบากรรมของเขาชวนให้นึกถึงงานจากค.ศ.1922ของเบนยามิน  คริสเต็นเซน(Benjamin  Christensen) เรื่อง Häxan(Witchcraft Through the Ages) และที่แน่ยิ่งกว่าแช่แป้งก็คือหนังหนังตระกูลนี้บางเรื่อง ไม่ก็ทั้งโคตรเหง้าการผลิตซ้ำ ไสยเวทย์ยังชวนให้นึกถึงงานค.ศ.1928 ของคาร์ล  เดรเยอร์(Carl  Dreyer)เรื่อง La Passion de Jeanne d’Arc และสภาพขว้างงูไม่พ้นคอจากการเล่นอาคม ตัณหา ความงมงาย เพ้อเจ้อ และการถูกผีสิง ต่างดาหน้ากันวาดลวดลายการเล่าใน Antichrist  ภาพอันชวนขนหัวลุกของลิลิธ(Lilith) ฆาตกรฆ่าเด็ก ผู้ตกเป็นทาสกิเลส และนางมารจอมลักหลับ ผุดพรายยุ่บยั่บ

ถ้าเช่นนั้นยังมีอะไรคอยท่าจะสร้า้งความประหลาดใจได้อีก ตัวเด็กนั้นเล่าก็สิงสถิตย์อยู่ในรังแม่มดอยู่แล้ว จากท่าทีในการเล่าจะเห็นว่าวนเวียนอยู่กับการแย้มพรายภาพการค้าแรมหนก่อนรวมไปถึงรายงานการชัณสูตรก็ระบุไว้ถึงการถูกแม่ทำร้ายเป็นครั้งคราวโดยการจับเขาสวมรองเท้ากลับหน้ากลับหลัง(แม่มดตั้งท่าจะสาปเท้าของเขาให้กลายเป็นกีบมีผังผืด) มรณกรรมของเด็กจะสร้างความประหลาดใจได้อยู่อีกหรือ นี่ไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่ความตายของเด็กเป็นบ่อเกิดของความคลุ้มคลั่งอลหม่าน ยังมีหนังใจร้ายอีหรอบเดียวกันแต่เหี้ยมเกรียมผ่าซากยิ่งกว่านั่นคือ Don’t Look Back Now งานค.ศ.1973 ของผู้กำกับนิโคลาส  โรก(Nicolas  Roeg) ส่วน Europa 51 งานค.ศ.1952 ของโรแบรโต  รอสเซลลินี(Roberto  Rossellini)แม้เหมือนจะเทียบกันไม่ได้แต่เอาเข้าจริงก็สาแหรกเดียวกัน

หนังมีความตายของลูกตัวละครเอกเป็นชนวนเหตุเช่นเดียวกัน โดยมีอิงกริด  เบิร์กแมน(Ingrid  Bergman)รับบทตัวละครเอกตัวนั้น สาเหตุการตายก็มาจากการตกจากที่สูงเช่นเดียวกันและอาจเป็นการฆ่าตัวตายมากกว่าเป็นอุบัติเหตุ คนเป็นแม่อาดูรตรอมตรมเช่นเดียวกับเธอ ต้องเข้ารับการบำบัด การล้มหมอนนอนเสื่อในหนังทั้งสองเรื่องถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในหนังทั้งสองเรื่อง ในกรณี Antichrist จะกล่าวถึงเพียงละไว้ในฐานที่เข้าใจกัน ในทำนองเป็นพื้นที่ตกสำรวจที่ซึ่งหลายสัปดาห์ผ่านไป ปริศนาของอาการวิกลจริตจึงเผยตัว ในกรณีของงานจากรอสเซลลินี การเข้ารับการบำบัดถือเป็นจุดพลิกผันทางใจของตัวละครเอก การจาริกเพื่อค้นพบตัวเองที่เธอได้รับช่วยยกระดับชีวิตช่วงดังกล่าวของเธอราวเกิดดวงตาเห็นธรรม เธอตัดขาดจากชีวิตรุ่มรวยฟุ้งเฟ้อและหันหน้าเข้าหาความสมถะ(ชวนให้นึกถึง งานของเบรอะซ็องเรื่อง Dairy of Country Priest ) หนทางของการปวารณาตัวแก่ทางธรรมด้วยศรัทธาอันแรงกล้า โลกียภพที่เธอตีจากไม่มีทางเข้าใจ เธอเลิกข้องแวะกับโลกวัตถุนิยมอันเป็นต้นเหตุสำคัญให้เธอต้องถูกส่งตัวเข้าสถานบำบัด

เด็กจำเป็นต้องตายเพื่อให้เรื่องราวเดินหน้าไปได้ กระนั้นหรือ จากมุมมองของเรื่องเล่าที่แพร่หลายและมีที่มาที่ไปคลุมเครือที่สุด ในเมื่อความตายของพระคริสต์ถือเป็นจุดตั้งต้นการขยายตัวของหนึ่งในศาสนาที่มีผู้นับถือกว้างขวางมากที่สุด ก็ไม่เห็นจะแปลกหากหนังจะขอเจริญรอยบ้าง แม้แต่ในพระคัมภีร์เก่ายังให้บทสรุปทำนองว่าอิสากสละชีพเพื่ออับราฮัม พิมพ์นิยมการเล่าดังกล่าวตอกตรึงอยู่ในความทรงจำของสังคม เช่นเดียวกับภาคกลับตาลปัตรอันได้แก่ฆาตกรบุพการี(patricide/matricide) และแฝงเร้นอยู่ในฐานะตัวสะท้อนทั้งความจำเป็นยิ่งยวดทางชีววิทยาและการจัดระเบียบโครงสร้างสังคม หรือนี่จะเป็นการลองสัญญาณเตือนภัยในรูปความน่าจะเป็นของมนุษย์ผู้ปฏิเสธการปกปักรักษาหน่อเนื้อเชื้อไขของสายพันธุ์

อย่างไรก็ตามมีการหักมุมอยู่อย่างหนึ่งในช่วงทิ้งทวนของ Antichrist การเล่าซ้ำถึงกลไกขับเคลื่อนการเล่าตัวนี้กลับมาโครงสรา้งมุมย้อนแย้ง(a reverse shot structure)ซึ่งไม่ปรากฏในช่วงการเล่าก่อนหน้านั้น กับภาพเด็กเดินเข้าไปในห้องน้ำและเห็นพ่อแม่ในสภาพผิดไปจากที่เคยอันจะเป็นตราบาปในใจเด็กตามตำรับฟรอยด์(Freudian “Primal Scene”) หลังจากนั้นเหตุการณ์เป็นไปเช่นไรไม่เป็นที่ชัดแจ้ง เธอเห็นลูกแต่ก็ไม่ได้ยุติกามกิจ มุมมองของเด็กน้อยสอดคล้องกับมุมมองของเธอหรือไม่ ไม่มีการชำระความผลงพวงจากฝีภาพย้อนแย้งนั้น มองอย่างฟุ้งซ่าน ทายาทมารกับร่างใต้อำนาจของแม่บังเกิดเกล้าก็เป็นไปได้ว่าทั้งหมดล้วนเป็นการวางโครงสร้า้งการเล่าจากฟากของเด็ก ณ ปฐมบทของการล้างบางบุพการีบนหนทางแห่งความวิบัติอันเป็นสระณของการปวารณาตนแก่ด้านมืดของบุตรแห่งพญามาร จากภาพรวมของการเล่าก็นับเป็นอีกหนึ่งการตีความที่ไม่ควรมองข้าม

เด็กจึงไม่ใช่บาปบริสุทธิ์อันเป็นกระโถนท้องพระโรงรองรับความเพี้ยนของแม่กับความขี้ระแวงของพ่อ หากแต่จะเข้าไปอยู่ในทำเนียบเด็กเปรตของโลกภาพยนตร์เคียงข้างตัวละครจำพวกเดียวกันจาก The Bad Seed (งานค.ศ.1956 โดยมาร์วิน ลีรอย(Marvin LeRoy)) The Omen(งานค.ศ.1976 โดยริชาร์ด ดอนเนอร์(Richard Donner)) และที่ขาดไม่ได้คือ Rosemary’s Baby(การให้ชื่อว่า Nic ยังประหยัดคำอธิบายได้อักโข)

นอกจากนี้ยังมีให้เห็นมาแล้วในวรรณกรรมของเฮนรี เจมส์(Henry James) เรื่อง The Turn of The Screw ซึ่งก็มีการดัดแปลงมาเป็นหนังโรงและหนังออกอากาศทางโทรทัศน์หลายต่อหลายครั้ง มิใยต้องกล่าวด้วยว่ายังเป็นการปลุกผีสารเลวแม็กกัฟฟิน(McGuffin)ในคาถาฮิทช์ค็อก อย่างไรก็ตามหนังก็มีห้วงยามของการหักเหตรรกะการเล่าอันอาจถึงขั้นกลับหัวกลับหาง

ย้อนกลับไปที่บ้านพักและเขากำลังหาทางเอาขาออกจากหินโ่ม่บด เขาทุบพื้นบ้านทะลุเป็นช่อง(ก็ไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน การสูบฉีดของอดรีนาลีนอาจเป็นที่มาของพละกำลังมหาศาล ก็พอฟังขึ้น แต่ก็อย่างว่า…) จากนั้นก็มุดลงไปแถกแถกระทั่งพบทางออก ไม่มีการหยอดเบาะแสปูทางมาก่อนว่าจะมีลู่ทางให้สถานการณ์คลี่คลายมาในทิศทางนั้น

ใช่หรือไม่ที่ทั้งหมดในหนังคือภาพฟุ้งซ่านไปเองของตัวละครเอกฝ่ายชายเข้าทำนองจะเป็นแขนงย่อยหนึ่งของมุมมองปราชญ์วิปลาศ(Caligari point) ณ อึดใจอันชวนพลิกการตีความจากหน้ามือเป็นหลังมือ(เช่นเดียวกันกับใน A Page of Madness) คนป่วยพลิกบทมาเป็นผู้กุมอำนาจเหนือสถานบำบัด ลงท้ายเธอก็จ้วงแทงเขา ทว่าเขาก็ดวงแข็งและกระโจนข้ามเส้นวัดใจสุดฆฤโหด เขาบีบคอจนเธอขาดใจในสภาพชวนฉงนฉงาย ก้ำกึ่งระหว่างเป็นการระบายความชิงชังหรือการสงเคราะห์ให้เธอหมดเคราะห์หมดโศกหรือจะเป็นไปมหาบำบัดจากนักจิตวิเคราะห์

ในการจบเรื่องอันกำกวม เขาิวิ่งขึ้นไปบนเขา ไม้ใหญ่แตกกิ่งเหนือยอดเดิม(หรือจะเป็นโครงสร้างการแตกสายวิวัฒนาการเพื่อเอาชีวิตรอด)อันนับเป็นการตอกย้ำระเบียบสังคมตามขนบนิยมในทัศนะของของเดอเลิชและกัตตารี) แต่ก็ยังติดที่ภาพเรือนร่างบิดเร่าด่าวดิ้นชวนขนพองสยองเกล้ารายรอบตัวเขา ณ บัดนี้เขาตัวเปล่าเล่าเปลือย และเพิ่งทำลายล้างสิ่งที่เขาเจนจบและเคยรักมากที่สุด การชิงไหวชิงพริบของนักบำบัดผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอันยุติ หรือมิเช่นนั้น บัดนี้เขาก็ดำดิ่งเข้าใกล้ภาวะอันหาที่สุดมิได้ตามขนบศาสนานั่นคือ ปรโลก

จากบทอวสานอันหลวมโพรก คราบตะไคร่ของการเล่า(เศษซากสวะที่ไม่อาจกวาดซุกไปเก็บในสารบบตรรก) และความพลิกผันจากมุมมองและการแจกแจงที่มาที่ไป ตกลงหนังมุ่งหมายจะให้คนดูคว้าจับสิ่งใด สำหรับผู้ที่มองหารัศมีการโคจรที่มีเกณฑ์ชัดแจ้งอย่าหวังจะได้บทเฉลยหรือช่วงปลอบขวัญ

ความชื่นมื่นที่เหล่าสาวกพอหวังได้จากหนังสยองขวัญหรือหนังจิตวิทยาก็พอมีอยู่บ้าง แต่สำหรับคนที่ไม่หวังสูงกับบทสรุป หรือจับให้มั่นคั้นให้ตายหรือการปลอบขวัญ ก็คงต้องพะอืดพะอมกับอาการบันเทิงอืดเฟ้อ ทั้งหมดทั้งหลายก็เป็นไปตามบทสวดโหยหวนของ ฌ็อง ฟรองซัวส์ เลียวทาร์ด(Jean-Françios Lyotard)ที่มอบแด่อัสดงของแม่บทการเล่า(master narratives)เมื่อสองศตวรรษก่อนผ่านงานเขียนชื่อ The Post Modern Condition ของเขาที่ว่า หรือท้ายที่สุดแล้วปฏิบัติการค้นหาสุดยอดผลงานจะไม่มีวันลุล่วง

แปลจาก

Vilensky, D. 2009. Antichrist: Chronicles of a Psychosis Foretold. http://www.sensesofcinema.com/2009/feature-articles/antichrist-chronicles-of-a-psychosis-foretold/

Written by enyxynematryx

May 8, 2010 at 2:03 am

Posted in Antichrist, บทความแปลเกี่ยวกับภาพยนตร์, Danish film, European film, Lars Von Trier

Tagged with , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: