enyxynematryx

ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร กรีดสเลต: ชเตราบ์-อูเย

leave a comment »

ภาพยนตร์ของชเตราบ์-อูเย(Straub-Huillet)มีภาคการแสดงอันยอดเยี่ยม  สมจริงแค่พอที่ศิลปะจะลดตัวลงมาได้  ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนของคนคู่นี้ส่งผลให้หนังอื่นๆ ชืดและกร่อยไปถนัดใจ

คู่สามี-ภรรยาชเตราบ์มักถูกโยงเข้ากับโรแบรต์ เบรอะซอง(Robert Bresson)เพราะต่างให้ความสำคัญการถ่ายทอดความรู้สึกส่วนลึก แต่ในขณะที่จิตวิญญาณของเหล่าตัวละครในงานของเบรอะซองเหมือนถูกกักขังในเรือนกาย ตัวละครของชเตราบ์กลับเป็นพวกอยู่ไม่สุข เหมือนกับภาพตัวเอกในผลงานฌ็อง เรอนัวร์(Jean Renoir)และจอห์น ฟอร์ด(John Ford) และไม่ว่าบนหน้ากระดาษบทจะเหลาะแหละเพียงใด แต่พออยู่บนจอสำเนียงกลับหนักแน่น เคี่ยวกรำชีวิตและห้วงเวลาจนข้นคลั่ก สมศักดิ์ศรีความเป็นหนังขึ้นมาดื้อๆ 

นอกจากนั้นแล้วก็จะเป็นเรื่องสัพเพเหระ เป็นต้นว่าเซซานน์(Cezanne)เปล่งเสียงพูดเป็นหญิง(ในเรื่อง Cezanne งานค.ศ.1989 และ Une Visite au Louvre งานค.ศ.2004) หรือการปล่อยให้ตัวละครเจรจาไปอ่านบทจากต้นฉบับในมือไปด้วย นับเป็นการให้กำเนิดของตัวละครจากสภาพเดียวกับลมปากการเล่านิทานก่อนนอนของแม่ และเราต่างไว้เนื้อเชื่อใจ

“จงเป็นเนื้อเดียวกับร่างกาย” ชเตราบ์บอกนักแสดงของพวกเขาเช่นนั้น จากนั้นสวมร่างเข้าไปในบทพูด ตัวละครผนวกตัวเข้ากับตัวบท จะมีตัวละครในหนังเรื่องไหนอุกอาจเช่นนั้นได้ จะมีใครระเบิดคำพูดด้วยภาษากายอันฉะฉานเทียบเท่าการแสดงขั้นไว้ลายของแอสทริด อ็อฟเนอร์(Astrid Ofner)ใน Antigone งานค.ศ.1991 ของชเตราบ์

ลาแล้วล็อธริงเกน(Lothringen unbound)

เมื่อถูกถามว่า Straub ต้องออกเสียงตามแบบฝรั่งเศสหรือเยอรมันกันแน่ ฌ็อง-มารีอา ชเตราบ์(Jean-Marie Straub)เองก็จนปัญญากับคำตอบ ประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ระยะหลังให้ภาพกำพืดเขาในฐานะลูกหลายของล็อธริงเกน(Lothringen)ดินแดนในปกครองของเมืองเม็ตส์(Metz) ในค.ศ.1933 อันเป็นปีเกิดของชเตราบ์นั้นเขตดังกล่าวถือเป็นดินแดนของฝรั่งเศส 7 ปีต่อมาก็ตกเป็นของเยอรมัน(ซึ่งเคยสูญเสียดินแดนแห่งนี้มาแล้ว 2 ครั้ง ก่อนหน้า คือ ในค.ศ.1918 และ ค.ศ.1552) ชเตราบ์ต้องพูดภาษาเยอรมันเมื่ออยู่ในโรงเรียน ภาพการทบทวนอดีตเมื่อครั้งเยอรมันพิชิตเม็ตส์เมื่อค.ศ.1870 สะท้อนงดงามอยู่ในหนังสั้นของเขาในค.ศ.1994 เรื่อง Lothringen! ครั้นถึงค.ศ.1956 ชเตราบ์มีอายุได้ 26 ปีและเม็ตส์ถูกผนวกเป็นของฝรั่งเศสอีก เขาหนีไปเยอรมันและเตลิดไปจนถึงอิตาลีหลังจากทางกองทัพบัญชาให้เขาสังหารชาวอัลจีเรีย

ด้วยเหตุดังนี้ ชีวิตและสำเนียงภาษาในหนังของเขาไม่ว่าจะเป็น Chronicle of Anna Magdalena Bach(งานค.ศ.1967) Silicia!(งานค.ศ.1998) และ Une Visite au Louvre จึงถูกโฉลกกับลูกหลานของชาวลอธาริงเจียนับจากครั้งสมัยคาโรลิงเจียนไม่าว่าปัจจุบันจะกระจายไปอยู่ในฝรั่งเศส เยอรมัน หรืออิตาลี

ดาเนียล อูเย(Daniele Huillet)เกิดที่ปารีสในค.ศ.1936 และเจอกับชเตราบ์ในค.ศ.1954 ที่ลิเซ วอลแตร์(Lycée Voltaire) ที่ซึ่งเขาและเธอเตรียมตัวเพื่อสอบเข้าเรียนต่อใน IDHEC โรงเรียนสอนภาพยนตร์อันทรงเกียรติ หลังจากนั้นทั้งสองก็ไม่เคยแยกจากกันกระทั่งความตายมาพรากอูเยไปในค.ศ.2006 ไม่เพียงไม่เข้าชั้นเรียน อูเยยังปฏิเสธที่จะเขียนถึงงานประโลมโลกย์จากค.ศ.1949 ของอีฟ อัลเลเกรต์ เรื่อง Maneges อันเป็นงานเขียนภาคบังคับเพราะหนังต่ำชั้นเกินไป ชเตราบ์หันหลังให้โรงเรียนหลังกจากทะเลาะกับครูโดยมีฮิทช์ค็อกเป็นชนวนเหตุ แล้วหันมาสุมหัวกับพวกกาเยส์ เคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยทรุฟโฟต์และโกดารด์ ผลิตผลงานภาพยนตร์ร่วมกับอาเบล ฌานส์(Abel Gance) เรอนัวร์ เบรอะซอง อเล็กซองดร์ แอสทรูก(Alexandre Astruc) และฌากส์ ริแวต(Jacques Rivette)

ชเตราบ์สมรสกับอูเยในค.ศ.1959 ย้ายไปมิวนิก ลงมือสร้าง Chronicle of Anna Magdalena Bach ผลงานแห่งความวิริยะตลอด 9 ปี หนังคงไม่กินเวลาสร้างนานถึงเพียงนั้นหากไม่เพราะแทนที่จะเป็นเคิร์ด เยอเกนส์(Curd Jürgens)ทั้งสองกลับเลือกนักดนตรีคลาสสิกอย่างกุสตาฟ เลนฮาร์ดท์(Gustav Leonhardt) มารับบทโยฮัน เซบาสเตียน บาค(Johann Sebastian Bach) และให้แฮร์เบิร์ต ฟอน คารายาน(Herbert von Karajan) บรรเลงดนตรีทับ

ชั่วชีวิตผู้กำกับของพวกเขา พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานด้วยวิญญาณช่างฝีมือ พิถีพิถันบรรจงลงมือเองทุกขั้นตอนการผลิตไม่เว้นแม้แต่การเขียนคำบรรยายใต้ภาพ(subtitles) ทุนสนับสนุนภาครัฐที่หลั่งไหลไปถึงหนังสั่วๆนับเรื่องไม่ถ้วนไม่มีกระเส็นกระสายมาจุนเจือการสร้างงานของพวกเขา ทุนสนับสนุนขาประจำมักจะมาจากสถานีโทรทัศน์และพิพิธภัณฑ์ใจดีไม่กี่เจ้า ภาพความสัมพันธ์และกระบวนการตัดต่องานของคนทั้งสองได้รับการถ่ายทอดไว้ในผลงานชิ้นเยี่ยมของเปโดร คอสตา(Pedro Costa)ในค.ศ.2001 เรื่อง Où gît votre sourire enfoui?(Where Does Your Hidden Smile Lie?)หนึ่งในหนังที่ดีที่สุดที่ว่าด้วยการทำหนัง ตามปกติชเตราบ์จะเป็นคนคิดค้นสร้างภาพ อูเยจะดูแลสายการผลิต ทั้งสองซักซ้อมนักแสดงร่วมกัน จากนั้นอูเยจะเก็บรายละเอียดงานขั้นหลังปิดกล้องโดยมีชเตราบ์คอยช่วยดู ตามที่หนังของคอสตาสาธยายไว้

สำหรับบ้านชเตราบ์การตีความเกี่ยวกับบาคตามแนวประเพณีนิยมไม่ถือเป็นเรื่องขัด-ไม่ขัดจริยธรรม พวกเขาอยากได้กุสตาฟ เลนฮาร์ดท์และความเด็ดเดี่ยวอหังการของขบวนการรณรงค์เพื่อการใช้ลูกเล่นใหม่ๆ ขนานใหญ่ พวกเขาต้องการใช้เสียงจริงในระบบโมโนโทนอีกต่างหาก ตลอดจนถ่ายทอดการบรรเลงแบบครบเครื่องรวดเดียวจบในฝีภาพเดียวเพื่อความสมจริง ชเตราบ์มองว่าภาพยนตร์เป็นศิลปะเชิงเวลา ไม่ใช่พื้นที่ และดนตรีของบาคก็สะกดเวลาอยู่หมัด กล่าวได้ว่าเพลงของเขาปลุกปั้นตัวตนจากความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด ดนตรีของบาคขับขานทั้งความคิดพื้น อย่างความเชื่อว่าด้วยชีวิตหลังความตาย ไปจนกระทั่งกระด้างกระเดื่องกับความตาย

เดิมทีอูเยตั้งใจจะทำออกมาเป็นสารคดีมานุษยวิทยา เธอกับชเตราบ์รอนแรมไปทุกที่ที่บาคเคยอยู่ ไร้จุดหมาย แต่ภาพที่บันทึกไว้ด้วยไมโครฟิล์มก็กลายเป็นสารคดีร่วมสมัยไว้ดูต่างหน้าบาค ความทรงจำที่ยังสัมผัสได้หลายศตวรรษให้หลังบุรุษผู้นี้อำลาโลกไป เช่นเดียวกับรอสเซลลินี(Roberto Rossellini)ชเตราบ์-อูเยเนรมิตความหลังในทางมานุษยวิทยาผ่านรอยจารึกประวัติศาสตร์ที่ผ่านการบูรณะซ้ำแล้วซ้ำเล่า Antigone ที่เห็นนั้นเป็นอันเดียวกับที่เคยผ่านตามาแล้วโซฟอคลีส(Sophocles) โฮลเดอลิน เบร็คช์(Brecht) และชเตราบ์ ก่อนจะตกถึงตาเรา แถมเราก็เชื่อสนิทใจต่อสภาพบ้านเมืองออสเตรียในทศวรรษ 1990 เฉกเช่นเดียวกับที่ถือเป็นบุญตาที่ได้เห็นเจ้าหญิงชนชาติทีปจากยุคเทพปกรณัมต่อให้มีทางด่วนโผล่มาข้างหลังเธอ

เราได้เห็นจักรพรรดิโรมันจากจินตภาพของนักละคอนเวทีในศตวรรษ 17 ของฝรั่งเศสอย่างกอร์เนอย(Corneille)ในงานจากค.ศ.1969 เรื่อง Othon พอมาในงานค.ศ.1972 เรื่อง Geschichtsunterricht(History Lessons)ก็ได้เข้าเฝ้าจูเลียส ซีซาร์ฉบับของเบร็คช์ ปวงนักปราชญ์บรรพชนของโสกราตีสในคำนึงของโฮลเดอลินยกขบวนกันมาอวดโฉมใน Der Tod des Empedokles และ Schwarze Sunde(Black Sin)งานค.ศ.1988 ส่วนคู่พิพาทกรณีอิสราเอลตามแนวคิดของเชินแบร์ก(Schoenberg)ก็ได้มาล้างตากันใน Moses und Aron งานค.ศ.1974 ครึ่งโหลของหนังจากพวกชเตราบ์อันประกอบด้วย Dalla nube alla resistenza(From the Clouds to the Resistance)งานค.ศ.1978 Sicilia! Operai, contadini, Umiliati งานค.ศ.2003 Machorka-Muff งานค.ศ.1962 และ Nicht Reconciled งานค.ศ.1965 ล้วนเล่าถึงผลสืบเนื่องในปัจจุบันจากลัทธิฟาสซิสม์หลังสงครามโลกทั้งสายอิตาลีและเยอรมันดังปรากฏในงานเขียนไม่ว่าจะเป็นของเซซาเร พาเวซี(Cecare Pavese) เอลิโอ วิตโตรินี(Elio Vittorini) และ ไฮน์ริช โบล(Heinrich Böll)

รอยจารึกที่เป็นชิ้นเป็นอันก็มีเช่นกัน “เราเดินผ่านหนองบึงท่วมเลือดโดยไม่นึกเฉลียวใจ” ชเตราบ์ว่า ใต้ขุนเขามีซากศพ ไดโนเสาร์ส่วนใหญ่ของยุโรปฝังอยู่ใต้เทือกเขาแซ็งต์ วิกตัวร์(Mont Sainte-Victoire) ใต้ภูแปร์ ลาแชส(Père Lachaise) เกลื่อนด้วยซากศพเหล่าภราดรในคอมมูนจากการสังหารในค.ศ.1871  ในงานจากค.ศ.1982 เรื่อง Trop tôt, trop tard(Too Early, Too Late)ขณะคนดูเพลิดเพลินกับภาพหมู่บ้านแสนธรรมดาในฝรั่งเศสแห่งแล้วแห่งเล่า อูเยก็หยอดข้อมูลตัวเลขผู้ถูกสังหารหมู่เรือนร้อยเรือนพันที่ฝั่งร่างอยู่ใต้หมู่บ้านเหล่านั้น “ข้างใต้นั่นไม่ใช่แค่กองกระดูก แต่มรดกตกทอดมาหลายพันปี ภารกิจกำหนดโฉมหน้าศตวรรษฝากฝังไว้ในกำมือความคิดความเชื่อ”

การลบล้างชื่อเสียงเรียงนามโดยโละลงหม้อต้มเป็นจับฉ่าย โม่จนจำเค้าไม่ได้ นับเป็นความคิดที่เฉียบขาด ดุจเดียวกับเทพปกรณัมทีเรีเชียส(Tiresias)ของพาเวซีถูกดูแคลนว่ามีค่าไม่ต่างจากก้อนหินไร้หัวนอนปลายเท้าในโลกความเป็นจริงใน Dalla nube alla resistenza ประวัติศาสตร์ชายขอบมีเรื่องปรัมปราว่าด้วยการเสียสละของกรรมกรและกสิกรให้ศาสตร์ชาติพันธุวิทยาเสาะหาและชเตราบ์ก็ชำระไว้ในหนังหลายต่อหลายเรื่อง มนุษย์เรียกสิ่งนี้ว่า”ธรรมชาติ(god)” หรือไม่ก็ “กฏ(law)”และก็น่าประหลาดใจที่ผู้คนพากันเข้าแถวเสนอตนเป็นเครื่องบูชายัญเหมือนกับที่ทำต่อแกะทองคำใน Moses und Aaron เรากินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้องแท้ๆ แต่ยังแค่นไปโทษ”ความจำเป็น(necessity)”

หนังสองเรื่องแรกของพวกชเตราบ์มีคำตอบชัดเจนในตัวว่าสงครามครั้งใหม่เกิดขึ้นได้อย่างไร Machorka-Muff และ Nicht versohnt(ซึ่งดัดแปลงจากงานประพันธ์ของไฮน์ริช โบล- Heinrich Böll ทั้งสองเรื่อง) ชี้ให้เห็นว่าผู้คนทุกวันนี้ไม่ได้เลวน้อยไปกว่าพวกนาซี หรือไม่ ดังปรากฏในผลงานชั้นหลังคือ เลวไม่น้อยหน้าผู้คนทุกยุคแล้วๆมาที่เผาเพื่อนมนุษย์ทั้งเป็นได้ลงคอ “โลกอิ่มเลือดจากน้ำมือคุณ” ชเตราบ์ประกาศกร้าว “ก็คุณนั่นแหละที่ขุนบริวารขี้ปดจนอ้วนพี” แถมให้อีกกับคมขบถเล็กพริกขี้หนูอย่างเสียงโอดครวญจากคนลับมีดผู้หัวใจสลายใน Sicilia!”หรือมีดหมดสิ้นจากโลกไปแล้ว?

แต่กาลก่อน(Out of the past)

ไม่มีการปรับแก้ถ้อยคำที่โฮลเดอลินรจนาไว้ใน Antigone เพื่อรับมือกับการเล่าเหตุการณ์ร่วมสมัยแต่อย่างใด ราชาครีออน(King Kreon)ผู้เถลิงอำนาจพร้อมคำครหา รุกรานอาร์กอส(Argos)เพื่อครอบครองเหล็ก ประกาศชัยชนะ ลบหลู่ขนบศักดิ์สิทธิ์ และยัดข้อหาผู้ก่อการร้ายแก่ทุกคนที่ท้วงติงพระองค์ แต่ทุกอย่างกลับเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง สงครามผ่านไปแล้วโดยเขาเป็นฝ่ายปราชัย เป้าประสงค์ทางการเมืองในลักษณะนี้ไม่ค่อยมีให้สัมผัสในงานของชเตราบ์-อูเย Antigone มีเหตุการณ์เมือสามพันปีที่แล้วเป็นท้องเรื่อง ส่วนหนังมาถ่ายทำในค.ศ.1991 12 ปีก่อนการบุกยึดอิรัก หนังของพวกเขาไม่ได้ตั้งคำถามกับปัจุจบัน ทว่าก็ไม่ใช่กับอดีตเสียทีเดียว แต่เป็นห้วงประสบการณ์เก่าเก็บของปัจเจกตัวละครผู้ผ่านวังวนจนขึ้นใจ พอประวัติศาสตร์หวนคืนมาอีกครั้ง ก็เป็นโอกาสให้เราทั้งหลายได้ลงเรือลำเดียวกับพวกเขา

แม้โลกเหลือดีน้อยลงๆ เพราะเรามัวเสพสุขโงหัวไม่ขึ้น ฟูมฟายและอเน็จอนาถกับเคราะห์หามยามร้าย แต่ยังมีหนังคอยทนุถนอมชีวิตในสภาพไร้ปรุงแต่งไว้

แต่บทจะตีฝีปากนอกบท ชเตราบ์ก็คมคายใช่ย่อย ในคราวเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสจัดงานมอบรางวัลสิงโตอหังการเมื่อค.ศ. 2006 อันเป็นเกียรติคุณสำคัญครั้งแรกในชีวิตหลังจากคู่ชเตราบ์โลดแล่นและสถิตอยู่ในทำเนียบสุดยอดฝีมือมากว่าสองทศวรรษ ชเตราบ์ตั้งข้อสังเกตต่อรางวัลไว้ว่าพวกเขาได้รับ”เร็วเกินไปเมื่อนับถอยหลังสู่ความตาย และช้าไปเมื่อนับย้อนไปถึงลมหายใจแรก”

ชเตราบ์แถลงขอขมาที่ไม่อาจเข้าร่วมพิธี พร้อมเสริมว่า “ก็อย่างว่า ผู้ก่อการร้ายอย่างผมคงหมดสนุกหากต้องตกเป็นเป้าสอดส่องของตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบที่มาควานหาผู้ก่อการร้าย เอาเป็นว่าผมขอรวบยอดถ้อยคำของฟรังโก ฟอร์ตินี(Franco Fortini)มาแถลง ณ ที่นี้ว่า “ตราบใดจักรวรรดิทุนนิยมอเมริกันยังอยู่ยั้งยืนยง โลกก็คงมีผู้ก่อการร้ายไม่พอเพียงอยู่ร่ำไป”

ชเตราบ์มีอัจฉริยะทางด้านการสร้างความรุ่มรวยแก่ภาพเกินถ้อยจำนรร เกินนิยาม ส่วนว่าด้วยเหตุผลกลใดที่หิน(rock)มักหินเกินกว่ามนุษย์จะกำราบไว้ในกรงแห่งชื่อเรียงเสียงไรในบทรำพึงเดี่ยว(monologue)ของทีเรเชีย(Tiseria)ใน Dalla nube alla resistenza พอจะใช้เป็นตัวอย่างได้ ในการเล่าด้วยภาพนั้นคลองจักษุคนดูปั่นป่วนไปหมด(เพราะเราจนปัญญาจะตั้งศูนย์เล็งเมื่อเผชิญกับความลึกสามระนาบพร้อมๆกัน) แย่กว่านั้นก็ไม่อาจเก็บเกี่ยวรายละเอียดความเป็นไปจากถนนที่ทอดยาวไม่รู้จบสายนั้นได้ครบถ้วน ต่อให้ไม่นับภาพแทนตาของทีเรเชียหนังของคู่ชเตราบ์ก็ยังปักชนักข้อหามีสำนึกปัจเจกเลินเล่อแม้กับก้อนหินนิรนามใส่หลังคนดู แล้วเหตุใดถึงหาที่ลงไม่ได้ทั้งที่หัวใจสำคัญคือสำนึกต่อการเวียนว่ายผ่านพบ ปัจเจกมีเลือดเนื้อวิญญาณกว่าก้อนหิน ตัวละครของพวกชเตราบ์”เป็นคนลึกซึ้ง แต่ละคนมีบุคลิกโดดเด่นถึงขนาดว่าการได้คบหารู้จักพวกเขาแต่ละคนนั้นราวกับได้มีส่วนร่วมในการอุบัติของโลกใบใหม่ก็ปานนั้น”ตามคำให้การของฌ็อง-ชาร์ลส์ ฟิตุซซี(Jean-Charles Fitoussi)อดีตผู้ช่วยของทั้งสองชเตราบ์

หากทางหนึ่งเรายืนกระต่ายสามขาจะปิดป้ายชื่อแก่สรรพสิ่งในเชิงอภิสัจ(meta-reality)ก็คงไม่ผิดกับเครื่องกลของบ้านเครล(Krell)ที่เผาเราเป็นจุณในตอนท้าย แต่อีกทางหนึ่งก็มีมโนสำนึกจากศรัทธาอันแรงกล้า มีแม้กระทั่งพระเจ้าของพาเวซีใน Dialogue with Leuco ผลงานชำระตำนานกรีกที่บ้านชเตราบ์นำมาเป็นต้นร่างของหนังเรื่อง Dalla nube alla resistenza และ Quei loro incontri(งานค.ศ.2006) และงานเดี่ยวของชเตราบ์ในหนังสั้นชุดหลังๆ อย่าง Le Genou d’Artémide(งานค.ศ.2008) และ Le Streghe, femmes entre elles(งานค.ศ.2009) ก็ล้วนทวงหาจริยธรรมบริสุทธิ์ พวกเขาเสาะหาการเสพกามแกล้มความตายและแปรสภาพตนเองเป็นอนินทรีย์ธาตุเหมือนกระแสน้ำและต้นไม้ และเทือกเขา และภูเขาไฟ “ตอนปะทุ” ดังที่เซซานน์สดุดีขุนเขาแซ็งต์ วิกตัวร์(Mont Sainte-Victiore)ไว้ในงานค.ศ.1989 เพื่อคารวะศิลปินรายนี้

บาคก็เช่นเดียวกับเซซานน์ เขาอุทิศตัวเพื่อเพ่งมองอนาคต  ตอนจบของ Chronicle of Anna Magdalena Bach เขาตาบอดและผินหน้าออกไปนอกหน้าต่างทั้งๆ ที่ไม่อาจเห็นภาพ เช่นเดียวกับตัวละครส่วนใหญ่ของชเตราบ์ที่มักฝักใฝ่และผูกพันกับเส้นขอบฟ้า เขาเห็นพระเจ้าหรือความว่างเปล่า หรือแค่ต้นไม้ เขาได้คำตอบหนทอคำถาม เขามองไปข้างหน้าหรือมองย้อนเข้าข้างในกันแน่

เหนือภาษา(Beyond language)

ตรงข้ามกับจอห์น ฟอร์ดที่มักวางตัวละครไวใจกลางส่วนลึกทั้งสามระนาบ แต่ตามตำรับของบ้านชเตราบ์จะวางตัวละครไว้หน้าฉากเหมือนกับตัวละครตัวแม่ใน Silicia! และผินหน้าจับจ้องความเป็นไปไกลโพ้นหลังเส้นขอบฟ้าของกรอบภาพ เด่นผงาดแต่ยังไม่ตัดขาดจากปริบทรูปธรรม เธอจับจ้องในอากัปกิริยาโขกจากพิมพ์เดียวกันกับตัวละครทั้งหลายในงานของชเตราบ์-อูเย

บางครั้งตัวละครก็บ้าจี้สาระแนตามไปกับซิลเวสโตรแห่ง Silicia! ด้นด้นไปไม่แลเหลียวโลกทั้งที่ตัดไม่ตายขายไม่ขาด นาฏกรรมแห่งความโอหังซึ่งเริ่มตั้งแต่ฝีภาพแรกของ Silicia!โดยมีเงาตะคุ่มของซิลเวสโตรทะมึนอยู่ส่วนหน้าของระวางภาพและนำไปสู่จุดแตกหักในฝีภาพสุดท้าย ในการพูดคุยกับคนลับมีดโดยมีเลนส์มุมกว้างช่วยขับเน้นอาการอึดอัดไม่อยากสุงสิง

“อย่าหาว่าผมตีตนเสมอเซซานน์นะ”ชเตราบ์ออกตัว “ภาพบนผืนผ้าใบของเซซานน์นั้นไม่ได้มีเพื่อกระตุ้นความรู้สึกในตัวคุณยามได้ยล แต่มันคือตัวตนที่สัมผัสได้ของความรู้สึก” เคล็ดวิชาของพวกชเตราบ์จึงมุ่งย่อยสลายสาระไปเก็บไว้ในหนัง ดั้วยเหตุนี้ คำพูดในหนังจึงขึงขังกว่าปกติ

แล้วเราก็ได้หนังแบบหนึ่งขึ้นมา หากไม่นับการขึ้นเขาลงห้วยตาลีตาเหลือกไล่กวดคำบรรยายใต้ภาพ จริงอยู่เราอาจเก็บเล็กผสมน้อยสาระสำคัญในรูปภาษาที่ไม่อาจเข้าใจได้ในสัมผัสแรกได้เพียงส่วนเสี้ยว แต่ถ้ามัวกรองสกัดสาระสำคัญจากหนัง ก็ไม่แคล้วต้องพลาดความดีงามโดยรวมของหนัง

อันที่จริงการไม่เข้าใจภาษาต่างด้าวก็อาจนับเป็นข้อได้เปรียบเสียด้วยซ้ำ คำว่า Lieder ในภาษาเยอรมันหมายถึงหนึ่งในความสุขสมอันเป็นยอดปรารถนา แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจภาษาเยอรมันและไม่ใส่ใจคำๆนี้เลยก็ตาม แต่เราเสพได้โดยตรงจากทำนองและจังหวะน้ำเสียง ความรู้สึก และตัวตนคนที่พูดกับเรา เหมือนกับมีคาถาสะเดาะความหมาย

ฉันใดก็ฉันนั้น เพราะในหนังของสามี-ภรรยาชเตราบ์ตัวละครทุกตัวล้วนร้องรำอยู่ตลอดเวลา ปากของเขาและเธอผ่านการฝึกปรือขับขานสำเนียงและจังหวะราวกับการฝึกเปียนโน วลีเป็นวลี และมีการกะระยะคำและเว้นช่องไฟคั่นระหว่างประโยค หากนับเฉพาะอิตาลี พวกเขาถือเป็นผู้กำกับรายเดียวที่ใช้เสียงจริงเล่าเรื่อง พวกชเตราบ์ไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่าการซักซ้อมมากไปจะทำให้งานกร่อยและมองว่าเหลวไหลเหมือนการเป็นนักเปียนโนโดยไม่ต้องฝึกฝน”ฝีมือต้องเข้าฝักหากรักจะเอาชนะขีดจำกัด”ชเตราบ์กล่าว

เป็นไปได้ที่จะดื่มด่ำ Der Tod des Empledokles โดยไม่ต้องจินตภาพถึงความหมายในถ้อยคำของโฮลเดอลิน พวกชเตราบ์เอาความดิบสดดับความหมายคำในต้นฉบับของโฮลเดอลินและหมักน้ำเน่า สิ่งที่ได้ก็คือ อารมณ์ขัน ความรู้สึก รักโกรธหลง ความงามตามมีตามเกิด เส้นสนกลในของเหล่าดวงวิญญาณที่เวียนว่าย ณ ห้วงเวลาที่หายใจเข้าออกเป็นการขบถและเต็มไปด้วยเรื่องราว เราอยากให้ผู้คนสละตัวตนหลอมเข้าเป็นเนื้อเดียวกับหนัง ชเตราบ์ชี้แจง เรื่องที่จะกันคนดูไว้ห่างๆ นั้นไม่เข้าเรื่อง ผมผสมผสานฟอร์ดเข้ากับมิโซงูจิ ก็พิลึกอยู่ที่นักวิจารณ์บางส่วนจัดชเตราบ์-อูเยไว้สายสมถะนิยม(minimalist) แต่ถ้าดูจากความหมกมุ่นกับการใส่คำบรรยายราวกับร่ายอาคมของคนบ้านนี้น่าจะถือว่าเป็นงานของพวกมักมาก(maximalism)เสียมากกว่า ดังที่เซซานน์เคยกล่าวถึง วัตถุชิ้นจิ๋วที่เก็บงำสารรูปและความโอฬาริกของโลกไว้

อ้างอิง
Gallagher, Tag. (December 2009). ‘The Greatest Film-Makers You’ve Never Heard Of’. Sight & Sound. v.29, n.12: 38-41  

ขอบคุณ คุณโอ๋  ชนิดา สำหรับการออกเสียงชื่อเฉพาะที่มาจากภาษาฝรั่งเศส  ความผิดพลาดใดๆ เกี่ยวกับการออกเสียงไม่อยู่ในความรับผิดชอบของคุณโอ๋ 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: