enyxynematryx

เอนกภพแห่งสงคราม – – สวรรค์ นรก และ โครงสร้างของหนังสงคราม

leave a comment »


“สองภาคของมนุษย์ อย่างที่ยุงว่าไว้ไม่ผิด จริง ๆ ขอรับกระผม”

หนังต่อต้านสงครามไม่ควรต้องปีนบันไดดู หากเน้นหนักไปด้านท้ารบทางปัญญาก็เห็นจะผิดวิสัย ไม่ว่าใครได้ใครเสียกับสงคราม แต่ผู้คนก็ใช่ว่าจะเห็นดีเห็นงามกับการทำสงครามไปเสียทุกครั้ง ทั้งนี้ขึ้นกับความสมเหตุสมผล แต่ต่อให้บ้าบิ่นเพียงใดก็ไม่เคยมีเอกชนหน้าไหนริอ่านลุกขึ้นก่อสงคราม บทบาทของพลเมือง-สามัญชนในประวัติศาสตร์การสงครามจึงอยู่ในมิติของวัฒนธรรม และการเป็นนายหน้าค้าสงคราม โดยชูภาพสงครามในฐานะกลไกส่งเสริมความมั่งคั่ง เกียรติภูมิ และแสนยานุภาพ  แม้แต่ในยุคปัจจุบัน ก็ยังมีคนบางกลุ่มในสังคมหาประโยชน์จากสงคราม พฤติกรรมป่าเถื่อนของมนุษย์ที่กระทำต่อคู่ปรปักษ์ในสงคราม บวกกับสมมติฐานที่ว่าลำพังความขัดแย้งในการจัดสรรผลประโยชน์ ไม่น่าถึงขนาดชักพาให้คนจับอาวุธเข้าห้ำหั่นกัน แต่ต้องมีพลังแฝงเร้นบางขุมชักใยอยู่เบื้องหลัง คือ สองแหล่งจุดประกายและแรงบันดาลใจให้มีการจับความเป็นไปในแต่ยุทธภูมิขึ้นมาเล่าขาน แต่ท้ายที่สุดแล้ว หนังต้านสงครามเติบใหญ่จนกลายเป็นแบบแผนขึ้นมาได้ เพราะยึดมั่นในฐานความเชื่อที่ว่าโดยตัวสงครามเองมีแรงผลักดันเชิงโครงสร้างอยู่เบื้องหลัง  แต่ไม่ว่าจะเป็นหนังสงคราม(นิยม) หรือหนังต่อต้านสงคราม ต่างจำต้องอาศัยสถานการณ์สู้รบระหว่างไพร่พลที่ผ่านการฝึกปรือมาเป็นอย่างดีเป็นแหล่งคายประจุความคิดหลัก ข้อนี้เป็นเรื่องที่ต้องยกประโยชน์ในจำเลย จริงอยู่โครงสร้างเหล่านี้ในหนังทั้งสองจำพวกอาจดูเหมือน ๆ กัน แต่การให้ความหมายและโครงสร้างชนิดเดียวกันในหนังต่อต้านสงครามอาจใช้เป็นกระจกฉายส่องวิวัฒนาการและตีกรอบแนวคิดใหม่แก่ความหมายและโครงสร้างของหนังสงคราม(นิยม)  ดังนั้น จึงควรเริ่มต้นจากการแยกธาตุหนังสงครามชนิดหลัง

หนังสงครามอาจแบ่งคร่าว ๆ ได้เป็นสองจำพวกใหญ่ กับอีกหนึ่งพวกย่อยอันเป็นลูกผสมของสองจำพวกแรก หนังสงคราม(นิยม)พวกแรก จะเป็นการสดุดีความเสียสละ ความรักชาติ และชัยชนะของวีรชนในหน้าประวัติศาสตร์อันไกลโพ้น หรือภายในชั่วรุ่น รวมถึง ในสถานการณ์ปัจจุบัน ตลอดจนจากสงครามเด่น ๆ ในตำนาน หนังจำพวกนี้ร่ำ ๆ จะก่อตัวเป็นแนวทางอันชัดเจนมานาน หากไม่ติดที่ไฟสงครามตามท้องเรื่องมักยังคุกรุ่น หรือยิ่งหากถึงขั้นยังมีการรบพุ่งกันอยู่ ผู้สร้างงานย่อมไม่อาจนำความอัปลักษณ์ของสงครามมาตีแผ่เพื่อถ่ายทอดความคิดของตนไว้ในตัวงานได้อย่างถนัดถนี่ ขืนทำเช่นนั้นรังแต่จะถูกตราหน้าว่าบ่อนทำลายชาติ  หนังสงครามพิมพ์จอห์น  เวย์นอันเป็นกลุ่มงานที่เกือบจะแยกไปเป็นหนังหมวดหนึ่งเป็นการเฉพาะได้ นับเป็นตัวอย่างชั้นดีของหนังสงครามจำพวกแรก เวลาเปลี่ยนสำนึกและท่าทีทางการเมืองก็เปลี่ยนไป เมื่อกอปรกับความก้าวไกลของเทคโนโลยีการสร้างภาพยนตร์ หนังสงครามยุคปัจจุบันพลอยมีคุณภาพสูงขึ้นผิดหูผิดตา ดังจะเห็นได้จากภาพการทำศึกในสมรภูมิแห่งความทรงจำเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สองของ Saving Private Ryan อันถือเป็นการพลิกโฉมหนังหน้าสงครามด้วยภาพความวินาศสันตะโร ดุเดือด โหดร้าย อย่างสมจริงที่สุดเท่าที่อิทธิพลของปัจจุบันสมัยจะผลักดันไป

หนังสงคราม(นิยม)จำพวกที่สองเป็นงานเพื่อแสดงการคารวะต่อเกียรติภูมิ ไม่ก็สรรเสริญวีรกรรมการต่อสู้ของนักรบผู้ยิ่งใหญ่ในแต่ละสายวัฒนธรรม หนังรุ่นหลังอย่าง Braveheart และ The Last Samurai ถือเป็นตัวอย่างของหนังจำพวกนี้ (จริงอยู่ Braveheart อาจมีคุณสมบัติมากพอจะเข้าข่ายเป็นหนังสงครามจำพวกแรกตามข้อเขียนนี้ ไม่ใยต้องกล่าวด้วยว่า ในบรรดาหมวดหมู่ ไม่ว่าจะในการจัดแบ่งครั้งนี้ หรือการทดลองเสนอในที่อื่น ๆ ย่อมต้องมีการคาบเกี่ยวทับซ้อนกันเป็นธรรมดา) ไพร่พลชาวสก็อตต์ใน Braveheart ส่วนมากไม่ได้เป็นทหาร มาตั้งแต่แรกก็จริง แต่หลังผ่านศึกจนโชกโชน กระทั่งเข้าสู่ครึ่งหลังของหนัง พวกเขากลายเป็นกำลังรบสมบูรณ์แบบทั้งกายและใจ  ถึงพร้อมด้วยความเด็ดขาด หาญกล้า บ้าบิ่นและบ้าบอ เมื่ออยู่กลางสนามรบ ในตอนจบตัวเอกต้องเผชิญกับภาพนิมิตแห่งมรณกรรมอันน่าสังเวชของตน ตลอดจนรักแท้ และเสียงเพรียกของเสรีภาพซึ่งตามเยาะหยันยามตกอยู่ในทุกขเวทนา เฉกเช่นเดียวกับเหล่าขุนศึกใน The Last Samurai  ล้วนเด็ดเดี่ยวลืมตายยามอยู่ในสมรภูมิ  การพลีชีพในสมรภูมิถือเป็นการตายอันมีเกียรติและการต่อสู้แท้จริงแล้วคือวิถีชีวิต เพลงดาบไม่ว่าจะยามกวัดแกว่ง พลิกแพลง แทง เชือด ล้วนก็แลดูงดงาม

มาถึงหนังอีกพวกซึ่งเป็นลูกผสมของหนังสองจำพวกแรก ตัวชูโรงของหนังกลุ่มที่สามนี้ได้แก่หนังสงครามยุคทศวรรษ 1960  ซึ่งมุ่งสร้างความบันเทิงและบรรยายถึงความเก่งกล้าสามารถของบรรพบุรุษเป็นหลัก หนังอย่าง The Guns of Navarone, Von Ryan’s Express และ The Dirty Dozen จะเดินตามสูตรการสร้างงานของฮอลลิวูดทุกกระเบียดนิ้ว ราวกับร่วมรณรงค์ให้เกิดความรักชาติอันเป็นอารมณ์แห่งยุคสมัยในหมู่อเมริกันชนยุคนั้น แต่เบื้องหลังก็เพื่อสร้างความสนุกสนานแก่คนดูด้วยภาพการห้ำหั่นกันอย่างถึงพริกถึงขิง และบ้ำระห่ำ จวนเจียนเข้าขั้นเป็นการมอมเมาให้คนดูให้หลงเทิดทูนในความกล้าหาญและชั้นเชิงการต่อสู้อันไร้เทียมทานและความของบรรพบุรุษ สงครามในหนังอาจมีไว้เพื่อสร้างความบันเทิงเป็นสำคัญก็จริง แต่ก็ไม่ใช่จะแฝงเจตนาจะขายสงครามเพื่อความมันเสียทั้งหมด

หนังสงคราม(นิยม)ย่อมก่อให้เกิดความชอบธรรมในการทำสงครามและสร้างความคุ้นเคยระหว่างระหว่างสงครามกับมติสังคม  The Green Berets หนังสงครามตีหัวหมาด่าแม่เจ๊กของจอห์น  เวยน์ ที่ออกมาในยุคสงครามเวียดนาม เป็นหนังสงครามเรื่องเดียวที่มองข้ามสงครามในฐานะหายนภัย ขณะที่หนังสงคราม(นิยม)เรื่องอื่น ๆ  มีการมองสงครามในแง่มุมนี้มากบ้างน้อยบ้างแม้ไม่ถึงขนาดลดทอนภาพการรบราฆ่าฟันจนคนดูจินตนาการไม่ออก  ในบรรดาหนังสงครามด้วยกัน Saving Private Ryan มีศักยภาพเหนือหนังเรื่องใดในการคั่วตำแหน่งสุดยอดหนังสงคราม แม้เกณฑ์การชี้ขาดของผู้สันทัดกรณีแต่ละคนอาจผิดแผกเพราะเป็นเรื่องลางเนื้อชอบลางยา แต่ทุกฝ่ายก็ยอมรับเป็นเสียงเดียวกันในความถึงอกถึงถึงใจ ถึงรสถึงชาติของความสมจริงในการถ่ายทอดภาพการรบที่ทั้งโกลาหล น่าตื่นตะลึง ตลอดจนการห้ำหั่นอย่างเอาเป็นเอาตายระหว่างมนุษย์ ยากจะหาหนังสงคราม(นิยม)เรื่องไหนมีคุณภาพทัดเทียม Saving Private Ryan  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเนรมิตฉากยกพลขึ้นบกในตอนเปิดเรื่อง  แต่ก่อนแต่ไรภาพความทมิฬในสมรภูมิอันจะเป็นการเพาะความเกลียดกลัวสงครามในหมู่คนดู มักมาจากการคิดค้นและหาทางนำเสนอออกมาให้สอดคล้องกับมโนคติของหนังโดยฝ่ายผู้สร้างในฟากต่อต้านสงครามเพื่อกระตุ้นเตือนคนดูมิให้เห็นดีเห็นงามกับการทำสงครามในทุกกรณี แต่ในรายของ Saving Private Ryan กลับมีทั้งฉากการรบอันสมจริงยิ่งกว่าจริง ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งลายการเชิดชูวีรกรรมความรักชาติตามขนบหนังกลุ่มรักชาติยิ่งชีพ การปฏิสนธิหนังสงครามพันธุ์ทางดังกล่าวของสปีลเบิร์กเป็นเหตุให้ Saving Private Ryan ธาตุไฟแตก และจะโทษใครไม่ได้นอกจากความทะเยอทะยานของเจ้าตัวเอง

หนังสงครามจะมีกันอยู่หลากหลาย บรรดาเกณฑ์การจัดแบ่งตระกูลก็คลุมเครือ ไม่เด็ดขาด ลองไล่ดูอาจประกอบด้วย หนังหวนรำลึกถึงความเกรียงไกรในยุทธการสำคัญ ๆ (The Longest Day, The Battle of the Bulge, Midway), หนังชีวประวัติและสอบสวนเชิงประวัติศาสตร์ (Patton, Schindler’s List),  หนังสงครามสร้างจากประสบการณ์จริงของบุคคล(Sergeant York, Born on the Fourth of July),  หนังงัดข้อระหว่างมโนคติกับกิเลสของมนุษย์(Grand Illusion, In Harm’s Way, Coming Home, The Deer Hunter) หนังเหล่านี้จะมีสัดส่วนของการปะทะ-ต่อสู้ลักษณะหนึ่งเจือปนอยู่ นั่นคือ การปะทะต่อสู้อันเป็นธาตุแท้ของหนังสงคราม  หนังรบในทางลึกในที่นี้หมายถึงหนังที่มุ่งฉายให้เห็นสัจธรรมของการสู้รบในสงคราม แม้ว่าท้องเรื่องจะไม่ใช่แนวหน้า หรือ สมรภูมิ ก็ตาม แนวทางการนำเสนอเช่นนี้มีอยู่ทั้งในหนังสงคราม(นิยม)และต่อต้านสงคราม หน้าที่ของแนวทางการนำเสนอดังกล่าวไม่ว่าในโครงสร้างของแก่นเรื่องของหนังสงครามสายใด คือ ถ่ายทอดถึงสภาวะนรกภูมิของสงคราม

สภาวะนรกภูมิจะเป็นรูปเป็นร่างและมีความหมายหนักแน่นขึ้นมาก็ด้วยการสร้างแรงเหวี่ยงทั้งในเชิงปัญญาญาณ เชิงศิลธรรมจรรยา เชิงอารมณ์ เชิงจินตกรรม ของอาณาบริเวณชนิดหนึ่งเพื่อสถาปนาการเป็นขั้วปรับกับสวรรค์ หนังสงคราม(นิยม)เปรียบบ้าน เหมือนสวรรค์วิมาน ไม่ว่าจะด้วยแรงจูงใจอันสูงส่งเพียงใดแต่การหักเข้าตีและยึดครองพื้นที่สมรภูมิก็ยังเป็นรองอีกหนึ่งยอดปรารถนาในใจนักรบทุกคน นั่นคือ การได้กลับบ้าน กลับไปหาครอบครัว ไม่ว่าสภาพการณ์ของบ้านในห้วงก่อนที่ผู้ชายจะไปแนวหน้า จะทุกข์ยาก ลำเค็ญเพียงใด แต่บ้านในหนังสงคราม(นิยม)คืออุดมคติภพเสมอ ถึงอย่างไรบ้านก็มีไอสครีม มีมหรสพให้สำราญใจ  มีเมียผู้ตั้งตาคอยผัวกลับ และมี”รักรออยู่”  ส่วนสภาพนรกภูมิในหนังสงคราม(นิยม)จะเอ่ยผ่านความตายและพิษสงของสนามรบ ในเวลาทหารสวดขอพร พวกเขาอาจขอให้ได้ไปสู่สุขคติภพหากต้องมีอันเป็นไปในการรบ แต่เอาเข้าจริง “ที่ชอบ ๆ ” อันเป็นความฝันใฝ่และหมายมุ่งจริง ๆ ของพวกเขาคือ บ้านและครอบครัว จะมียกเว้นบ้างก็จะเฉพาะในหนังปลุกเลือดรักชาติสุดรันทดจริง ๆ (ในตอนจบของ The Fighting Sullivans 5 ศรีพี่น้องพากันเดินจากไปสู่สวรรค์) ถึงขนาดฝังกันทันควันหลังทหารผู้นั้นตายลง กระนั้นจุดใหญ่ใจความของหนังก็ยังอยู่ที่การถวิลหาภูมิลำเนาอยู่ดี เพียงแต่โอนมาอยู่บนบ่าผู้รอดชีวิตเท่าที่เหลือแทน

หนังสงครามร้อนซ้อนสงครามในห้วงลึกของมนุษย์ไม่ค่อยใช้ประโยชน์จาก การสร้างสภาวะคู่ปรับระหว่างนรกกับสวรรค์ ธรรมชาติของในหนังสงคราม(นิยม)เองเอื้อต่อการฉายภาพตัวแทนของนรกในสงคราม เพราะหนังเหล่านี้ไม่ได้มุ่งตีแผ่ภาพความบ้าคลั่งของสงครามให้เห็นกันกะจะตา สมรภูมิในหนังประเภทนี้มักสร้างจากวงล้อมความอื้ออึงและเอ็ดอึงของเสียงลูกกระสุนแล่นเฉียดตัวละคร หรือเสียงระเบิด รถถังบุกตะลุย เสียงเผาไหม้จากเปลวเพลิงของคมกระสุน เสียงคนเจ็บโอดโอย  เสียงสั่งการ และเสียงตะโกนโหวกเหวกในหมู่ทหาร ยิ่งในฉากมีการรบกันดุเดือดมากเท่าไหร่ เสียงก็จะยิ่งดัง และกินเวลาเนิ่นนานยิ่ง ๆ ขึ้นไป ว่ากันตามสูตร หนังสงคราม(นิยม)จะจบลงด้วยการยุติสงคราม เมื่อเสียงยิงกันหูดับตับไหม้เงียบลง ก็ได้เวลาที่เหล่าผู้ผ่านศึกจะดั้นด้นกลับบ้าน พอถึงฉากตัวละครผ่านศึกคืนเรือนทีไร หนังแนวสงคราม(นิยม) มักเนรมิตภาพภูมิประเทศและบรรยากาศพาฟันราวกับตัวละครพวกนี้ได้ไปสู่สุคติภพ ซึ่งผิดแผกกับภาพในสมรภูมิโดยสิ้นเชิง  หนึ่งในท่าไม้ตายลูกจบของหนังแนวนี้ดังที่กล่าวมีให้เห็นใน Battle Cry ภาพของบ้านในฐานะสวรรค์ ในตอนจบของหนึ่งในสุดยอดหนังสงคราม(นิยม)อมตะเรื่องนี้ แตกต่างกับภาพสงครามในฐานะอเวจีลิบลับเหมือนอยู่คนละโลก เสียงอึกทึกอื้ออึงจากสมรภูมิถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงัดของที่ ๆ เรียกว่าบ้าน

เป็นธรรมดาอยู่เองที่ย่อมไม่มีใครไม่แปรเปลี่ยนหลังหลงเข้าไปในโลกอื่นชั่วเวลาหนึ่งและกลับออกมา(จากนรก)ได้ ถึงจะกลายเป็นคนมีบาดแผล แต่วีรชนผู้ผ่านศึกในหนังสงคราม(นิยม)ย่อมแข็งแกร่งขึ้นและดีขึ้นเป็นคนละคนเมื่อเทียบกับก่อนไปรบ  Battle Cry และ Saving Private Ryan ต่างก็เดินตามสูตรนี้ พลไรอันเปี่ยมด้วยกตเวทิตาธรรม และน่าสรรเสริญอยู่เป็นทุนเดิม เขาไม่ทอดทิ้งสหายร่วมรบทั้งที่สถานการณ์เป็นใจในตอนอวสานของสงครามใกล้เข้ามา แต่กัปตันมิลเลอร์ผู้กำลังหมดลมหายใจก็บอกไรอันให้”ฉกฉวยโอกาส” เพราะการเสียสละเพื่อผู้อื่นย่อมเป็นการช่วยชีวิตตนเอง และฉากจบของหนังไม่ได้ยกเหตุผลมาอ้างให้คนดูมองว่าเขาไม่ได้ฉวยโอกาส

หนังต่อต้านสงครามขับแผ่แก่นความคิดซอกซอนผ่านออกมาตามโครงสร้างอันประกอบด้วย นรกภูมิ สวรรคภูมิ และสภาวะคนละโลกเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ในสงคราม เช่นเดียวกับหนังสงคราม(นิยม) แต่ในการฉายถึงธรรมชาติของสวรรค์ภูมิ และภาพนรกภูมิในหนังต่อต้านสงครามไม่เพียงเป็นการล้มล้างภาพพื้นฐานเดิม ๆ ของภพภูมิทั้งสอง หากยังเป็นการเล่าจากจุดยืนตรงที่ต่างกัน นอกจากนี้ ด้านอัปลักษณ์ของโฉมหน้าของสงครามในหนังต่อต้านสงครามมักสร้างความหวั่นผวาได้เหนือกว่าโฉมหน้าเดียวกันในหนังสงคราม(นิยม)  แต่ก่อนจะลงลึกสู่เข้าสู่การพิจารณาหนังต่อต้านสงคราม 5 เรื่องอันประกอบด้วย All Quiet on the Western Front ผลงานอันทรงอิทธิพลในหมู่หนังสงครามของ หลิวส์  ไมล์สโตน(Lewis Milestone), Cross of Iron งานอับชื่อของแซม  แพ็คกินพ่าห์(Sam  Peckinpah),   Apocalypse Now (Redux) ผลงานของ ฟรานซิส  ฝอร์ด  คอปโพลา(Francis Ford  Coppola),  Full Metal Jacket ของสแตนลีย์  คิวบริก(Stanley  Kubrick) และ The Thin Red Line โดยเทอร์เร็นซ์  มาลิก(Terrence Malick)สมควรจะสร้างความกระจ่างต่อนิยามในภาคปฏิบัติของการ”ต่อต้านสงคราม”

มีหนังต่อต้านสงครามที่มองสงครามจากจุดยืนขันติธรรมโดยตลอดรอดฝั่งอยู่ไม่มาก(หากจะมี)  การสร้างกับดักแห่งนิยามเพื่อจับงานศิลปะมาติดตราเป็นเรื่องยาก และคุณค่าความหมายแห่งงานศิลปะอาจเลือนลับหากจ้องแต่จะหาตราไปประทับ อย่างดีก็ได้แค่ตีกรอบเอาไว้หลวม ๆ แต่ในกรณีของหนังต่อต้านสงครามดูเหมือนว่าในหมู่คนที่เป็นปลื้มกับหนังจำพวกนี้จะมีสัดส่วนของคนที่ขนานนามตัวเองเป็นนักสันติภาพนิยมอยู่น้อยยิ่ง บางคนอาจมองว่าการที่ เดวิด  เดลลิงเจอร์(David Dellinger) และเบยาร์ด  รัสติน(Bayard Rustin)ยอมติดคุกแทนการไปรบในสงครามโลกครั้งที่สองถือเป็นการทดสอบหาความเป็นนักสันติภาพนิยมของแท้ ในทางตรงกันข้าม แม้ปมขัดแย้งหนังต่อต้านสงครามแต่ละเรื่องจะมีขอบเขตเฉพาะและเป็นเอกเทศต่อกัน แต่ไม่เคยมีพลังการวิพากษ์ของหนังจำพวกนี้ เรื่องใดที่จะหยุดอยู่แค่รัศมีของวงขัดแย้งตามท้องเรื่อง ความข้อนี้ใช้ได้กับหนังที่จะกล่าวถึงข้างหน้า 5 เรื่องและรวมไปถึงหนังว่าด้วยสงครามเวียตนามทั้งหลายด้วย หนังอาจยืมสงครามร่วมสมัยอันเป็นเผือกร้อนของสังคมมาเป็นท้องเรื่อง แต่หนังก็ล้วนพากันร่ายยาวออกนอกสมรภูมิหลักของเรื่องอยู่เป็นประจำ จึงมักลงเอยจะหนักไปในทางวิเคราะห์วิจารณ์นโยบายและโต้แย้งในเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าจะเป็นการประกาศไม่สังฆกรรมกับสงคราม นับเป็นการล้ำเส้นไปเล่นบทบาทการวิพากษ์อย่างเอาเป็นตาย ซึ่งควรปล่อยให้ภารกิจของหนังสารคดี

ในประการถัดมา หนังต่อต้านสงครามไม่ใช่ชุดกัณฑ์เทศน์พร้อมสวด จึงย่อมหาความสอดคล้องลงรอยทั่วไปหมดในตัวเองไม่ได้ และการคว่ำบาตรมีลักษณะเหมารวม ไม่แยกแยะถึงความสมเหตุสมผลระหว่างความจำเป็นในการทำสงครามกับระดับขั้นการใช้ความรุนแรงในการทำสงคราม และหนังต่อต้านสงครามก็ไม่ใช่ประเด็นการต่อสู้ทางการเมืองแบบไฟไหม้ฟาง สงครามอาจผ่านเลยแต่ประเด็นการต่อสู้ไม่เคยตกไป แท้จริงแล้วหนังต่อต้านสงครามไม่ว่าจะมาในกระบวนท่าใด ล้วนไม่พ้นเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างของตัวสงคราม รวมถึงพลังผลักดัน ตลอดจนตัวมนุษย์ในฐานะหมากและเหยื่อของสงคราม เรื่อยไปจนถึงการสำรวจสถานะของสงครามในความรู้สึกของสังคม ทั้งนี้ ในการค้นหาโครงสร้างดังกล่าว เป็นไปได้ว่า สิ่งที่หนังต่อต้านสงคราม มุ่ง”ต่อต้าน”นั้นอาจไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ผิดกับหนังวีรกรรมในสงครามกู้ชาติที่มักเตรียมเลือดรักชาติและความสะใจไว้ฟอกย้อมรสชาติสงครามไว้เป็นอย่างดี

All Quiet on the Western Front ถือเป็นงานที่ครบเครื่องด้วยการวางโครงสร้างและกระบวนท่าหนังไม่ว่าจะเทียบเข้ากับขนบของฝ่ายหนังต่อต้านสงครามหรือหนังสงครามโดยทั่วไป  AQWF มีภาพชัดลึก(deep-focus shot) จากการยิงกล้องผ่านกรอบหน้าต่างเพื่อจับภาพทิวทัศน์มุมกว้าง 2 ฝีภาพ ครั้งแรกในตอนต้นของหนัง เป็นภาพจากการยิงกล้องทะลวงหน้าต่างชั้นเรียนของตัวละครชื่อ พอล เพื่อเก็บภาพตัวเมืองเบื้องนอก และอีกครั้งเป็นการยิงกล้องออกมาจากหน้าต่างบ้านหลังหนึ่งเพื่อเก็บภาพความชุลมุนของกองทหารที่พอลสังกัดขณะรุกเข้าประชิดพื้นที่ยึดครองของฝ่ายเยอรมันใกล้ ๆ แนวหน้า การมีฝีภาพท่วงทีเดียวกันเพียงสองภาพในหนังโดยที่ครั้งหนึ่งกล่าวถึงบ้าน และอีกครั้งกล่าวถึงสนามรบ ด้วยเหตุที่ในการเล่าถึงบ้าน จะมีเหล่าทหารแปรขบวนเพื่อฉลองชัยในสงครามผ่านมาเข้ามาในฉาก ย่อมบอกเป็นนัยว่าแม้แต่ในถิ่นสวรรค์ก็ยังมีส่วนเสี้ยวของนรกให้เห็น หนังสงคราม(นิยม)หลายต่อหลายเรื่องมักจับเหตุการณ์ตอนทหารจากบ้านไปสู่สนามรบมาเล่า และภาพของบ้านในหนังเหล่านี้จะออกมาในเชิงเป็นขั้วตรงข้ามของสภาวะสงคราม หาใช่มีการแยกตัวออกไปเป็นสภาวะเคียงขนานหรืออยู่คนละโลกกับสงคราม  เอาเข้าจริงกลายเป็นว่า บ้าน ทั้ง All Quiet on the Western Front เอง หรือหนังรุ่นหลัง ๆ กลับมีสถานะเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบป้อนสงครามมากกว่าจะเป็นคู่ปรับของสงคราม  และการคืนสู่เหย้าของบรรดาทหารหาญก็เป็นผลจากคนเหล่านั้นแกร่งพอในโลกของสงครามจึงหวนกลับสู่มาตุภูมิได้อย่างสนิทใจ

พอลและสหายใน AQWF พานพบสารพัดประสบการณ์ขวัญกระเจิงทั้งจากสงคราม และการเล่าเหตุการณ์ตามขนบหนังสงคราม ไล่ตั้งแต่การฝึกอันโหดหิน ฉากเสียวสันหลังครั้งแรกเป็นการวางกับดักเพื่อวัดกำลังขวัญ ด้วยกระสุนที่ฝ่ายฝรั่งเศสระดมยิงใกล้หลุมหลบภัยของพอลเข้ามาเรื่อย ๆ  เหล่าทหารภายในหลุมหลบภัยต่างกลัวจนขี้ขึ้นหัว และแล้วหนึ่งในหน่วยรบถลันออกจากหลุมหลบภัย และถลาเข้าหาลูกปืน ฉากทหารตบะแตกดังกล่าวกลายเป็นฉากขาประจำในหนังสงคราม ทศวรรษแล้วทศวรรษเล่าต่อมาก็ยังมีทหารขวัญอ่อนรายแล้วรายเล่าต้องด่าวดิ้นด้วยอาการวิปลาสดังกล่าว เช่นเดียวกับที่หนังสงคราม(นิยม)รุ่นถัด ๆ มายังหากินกับฉากดังกล่าวได้ และ ถึงในกาลต่อมาฉากสัจธรรมทางจิตวิทยานี้จะกลายเป็นท่าบังคับของหนังสงคราม(นิยม)เพื่อสั่งสอนว่าคนใจปลาซิวมักไม่ได้ตายดีในสมรภูมิ กระนั้นมุมมองของ AQWF ในการเล่าความเป็นไปดังกล่าวก็มาจากคนละตำแหน่งที่หนังต่อต้านสงครามรุ่นถัดมานิยมใช้เป็นจุดยืนเพื่อวาดภาพนรกภูมิในสงคราม หนังสงคราม(นิยม)จัดอยู่ในจำพวกหนังสัจนิยมภววิสัย มีการถ่ายทอดภาพและผลของการรบพุ่งให้เห็นอย่างจะแจ้ง แต่หากใช้ความสังเกตการณ์ให้ดี และรื้อกระพี้ส่วนพ่วงทิ้งไปจนเหลือแต่เนื้อแท้ของหนัง คนดูในฐานะผู้สังเกตการณ์ก็จะได้เผชิญหน้าตัวต่อตัวกับความเป็นไปในหนัง กระนั้น กระสุนทุกนัดที่ยิงกัน ระเบิดทุกลูกที่ถล่มกัน แม้แต่ร่างมนุษย์ที่ล้มคว่ำ แต่เอาเข้าจริง คนดูก็เข้าไม่ถึงรสชาติความเป็นความตายในแห่งสมรภูมิอยู่นั่นเองต่อให้ยิงกันหูดับตับไหม้ ถล่มระเบิดกันเข้าไป หรือคนจะล้มตาย(นาน ๆ ครั้งถึงจะมีขนาดร่างฉีกกระจุย หรือ เลือดสาด)เป็นเบือให้เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาก็ตาม ลักษณะดังกล่าวก็อาจจะเข้าข่ายสัจนิยมวัตถุวิสัย(objective realism)  อยู่เหมือนกัน แต่เนื่องจากงานเหล่านี้เป็นการนำผักชีสัจนิยมมาโรยหน้าเนื้องานที่ปราศจากสัจธรรม ดังนั้น งานเหล่านี้สมควรจะอยู่ในกลุ่ม สัจนิยมยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ถึงจะถูก ความพยายามของ AQWF ในการถ่ายทอดสภาวะและภาพของสงครามในห้วงคำนึงของมนุษย์ภายใต้ข้อจำกัดจากการลองผิดลองถูกได้กลายเป็นแนวทางสำหรับหนังต่อต้านสงครามรุ่นต่อ ๆ ในการสำรวจจิตใจมนุษย์ลึกลง ๆ ไปอีก

ประสบการณ์จากสมรภูมิที่ตกตะกอนอยู่ในใจคือตัวเหนี่ยวนำให้เกิดการเลี่ยงหลบสู่สภาวะอื่นในตัวสงคราม และรูปการณ์ของสภาวะที่เป็นผลจากการเลี่ยงหลบนั้นไม่แคล้วย่อมจะเป็นไปในทางที่ผู้เข้าร่วมสังฆกรรมในสมรภูมิหมายมั่นปั้นมือเอาไว้ ส่วนเสี้ยวของความบิดเบี่ยงหลีกเร้นในตัวตนทหารในหนังต่อต้านสงครามซึ่งรวมถึงใน AQWF ด้วยนั้น จะมาในรูปอาการแปลกแยกกับโลกของบ้าน อันเป็นสถานที่ที่ทหารในหนังสงคราม(นิยม)นับวันรอจะกลับไป ใน AQWF พอลถูกตัวกลับจากแนวหน้าเพื่อพักฟื้นอาการบาดเจ็บที่บ้าน พอเข้าบ้านเขาก็ต้องขวัญเสียกับข่าวแม่ไม่สบาย พอลยังฉงนและวางตัวไม่ถูกในโลกที่เปลี่ยนไปผิดหูผิดตาโดยเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย ทั้งหมดเป็นการตอกย้ำว่าพอลหลุดไปอยู่โลกอื่นมานานเสียจนสูญสิ้นความเป็นพอลคนเดิม แม้แต่แม่ของเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่า”เป็นทหารแล้วเหมือนคนอื่นคนไกล” การได้เจอคนรุ่นครูที่สอนเขามา เจอพ่อ และเพื่อน ๆ ของพ่อระหว่างได้ลาป่วยกลับบ้าน พอลถึงได้ตระหนักว่า ผู้ใหญ่เหล่านี้ไม่สำนึกด้วยซ้ำว่าพวกตนเป็นตัวตั้งตัวตี นับประสาอะไรจะมารู้สึกรู้สากับสิ่งที่เขาพบเจอมาจากแนวหน้า โลกของสงครามไม่ได้ตัดขาดกับโลกของบ้าน หากแต่ถือกำเนิดมาจากโลกของบ้าน โดยนัยนี้ทหารจึงไม่ต้องออกรบเพราะเขามีสงครามติดตัวมาแต่อ้อนแต่ออก พอลเหยียบย่างเข้าห้องนอนเก่าของตัวเอง เขามองฝาผนังบุภาพการยุทธแถบเทือกเขาแว่บหนึ่ง เศษซากของทิฐิจากความไร้เดียงสากลายเป็นคนแปลกหน้าในห้องของเขา บ้านกลายเป็นสถานที่ที่สร้างความอึดอัดคับข้องใจแก่พอลไปเสียฉิบ จนในที่สุดพอลต้องขอกลับเข้าประจำการก่อนครบกำหนดการลา เพื่อกลับสู่แนวหน้าอันเป็นที่ที่เขารู้สึกถึงความเป็นบ้าน แต่แล้ว ณ ใจกลางสมรภูมิ ระหว่างที่พอลออกจากสนามเพลาะไปหาผีเสื้อ อันเป็นเสมือนสวรรค์ที่ลอยลับไปจากเขา เจอเข้าไม้นี้ย่อมบอกเป็นลางว่าผีเสื้อเป็นสิ่งที่พอลต้องเอาชีวิตเข้าแลก

หนังอีก 4 เรื่องที่เหลือล้วนเป็นงานจากยุคทศวรรษ 1970 ตอนกลาง ออกฉายให้หลัง AQWF ถึงกว่า 40 ปี ถึงจะมีหนังสงครามชั้นดีที่จัดเข้าจำพวกหนึ่งจำพวกใดได้ลำบาก อย่าง Paths of Glory ของสแตนลี่ย์  คูบริก(Kubrick) ออกมาฉาย แต่ด้วยพิษสงของสงครามโลกครั้งที่สอง หนังวีรบุรุษสงครามมีอันต้องตกอยู่ในภาวะซบเซาอยู่กว่า 20 ปีและการผ่าเหล่าไปสู่หนังสงครามมุ่งบันเทิงเกิดขึ้นในช่วงนั้น หนังต่อต้านสงครามกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งด้วยอานิสงส์จากสงครามเวียตนาม พร้อม ๆ กับวัฏจักรขาขึ้นของกระแสต่อต้านสงครามในครั้งนั้น นับแต่นั้นมาภาพบ้าน คือ/และ วิมานก็ถูกลบล้างออกจากฉากการเล่าจนเหี้ยน หากพลทหารเบลล์แห่ง The Thin Red Line ไม่เกิดอาการฝันหวานใจลอยกลับไปหาเมีย ภาพของบ้านก็อาจไม่ได้ผุดได้เกิดบนจอหนังสงครามอีกเลย  อันความสงบโล่งหูเบื้องหลังเสียงบรรยาย ท่ามกลางบรรยากาศอุ่นใจ ชวนฝัน จากการใช้แสงอ่อนโยน และมุ่งลบคมเส้นสายและความจัดจ้านในสีสันขององค์ประกอบในภาพเพื่อสร้างความละมุนภายในกรอบภาพ เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของวัตถุในภาพ ส่งผลให้ฉากเบลล์คิดถึงเมียจึงแทบจะเป็นเหตุการณ์ที่ดำเนินอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า เอาเข้าจริงทั้งหมดเป็นก็วิมานในอากาศ ในความเป็นจริงเมียของเบลล์มีใจกับชายอื่นไปแล้ว และเธอกำลังจะกระทำการอันเลือดเย็นและเห็นแก่ตัวจนผิดมนุษย์ นั่นคือการเขียนจดหมายถึงทหารในแนวหน้าด้วยอาการปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ ด้วยการขึ้นต้นว่า จอห์นที่รัก ลูกไม้การบอกเป็นลางว่าอาจมีคนดวงถึงฆาต และบั่นทอนขวัญกำลังใจของนักรบในการเอาตัวรอดจากแนวหน้าอย่างนี้ ไม่มีให้เห็นกันได้บ่อยในการเล่าหนังสงคราม(นิยม) แต่จนแล้วจนรอดเบลล์ก็ไม่ได้ล้มหายตายจากคนดูไปแต่อย่างใด ถึงสวรรค์จะล่มสลาย แต่ทหารในหนังต่อต้านสงครามมักมีศักยภาพในการประคับประคองตน ซ้ำยังมีการปรับตัวเข้ากับนรกได้อีกด้วย คุณสมบัติข้อนี้ ถือเป็น ตัวอย่างของการมองโลกทั้งในแบบพื้น ๆ และบ้าบิ่นของหนังต่อต้านสงคราม จำต้องเข้าใจด้วยว่ากระบวนการตัดหางปล่อยวัดทหารจากวิมานแห่งบ้านไม่ใช่จะบริบูรณ์ในพริบตาที่ทหารคนหนึ่งจรดเท้าออกจากบ้าน หรือตกอยู่ในสถานการณ์ไร้ปัจจุบันและมองไม่เห็นอนาคตของตนเองเท่านั้น หากต้องทหารผู้นั้นต้องเผชิญวิกฤติของการสาบสูญไปของอดีตอีกด้วย กล่าวให้ถึงที่สุด ต้องเกิดการตระหนักโดยตัวทหารเองว่า แม้แต่บ้านที่คิดว่าเคยมีอยู่ก่อนสงครามนั้น แท้จริงแล้วไม่เคยมี

เหล่าตัวละครหลักใน Apocalypse Now (Redux), Cross of Iron และ Full Metal Jacket ก็เป็นเช่นเดียวกับ พอลใน AQWF กล่าวคือ หากไม่ล้มเลิกความหวังในการคืนสู่เหย้า พวกเขาก็มักมีอันต้องสลัดความคิดที่ว่าบ้านเป็นความเที่ยงแท้มั่นคงทิ้งไป ในกรณี Apocalypse Now  คนที่เลิกคิดถึงบ้านใช่แต่จะมีเฉพาะผู้พันเคิร์ทซ์ ตัวร้อยเอกวิลเลิดเองก็หาได้มีแผนจะกลับถิ่นฐานหลังจบสงคราม(เห็นได้จากฉากกู้ซากเรือกสวนที่เพิ่มเข้ามาในฉบับ Redux)  ส่วนใน Cross of Iron สิบเอกชไตน์เนอร์(รับบทโดย เจมส์  โคเบิร์น – James Coburn)ละทิ้งโอกาสที่จะได้กลับบ้านและขออยู่ครองรักกับอีวาพยาบาลที่เขาเจอในระหว่างพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ สไตนเนอร์พูดออกมาชัดถ้อยชัดคำว่า”ผมไม่มีบ้าน” ในกรณีที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกต้องยกให้หนังซ่อนคมเยาะหยันอย่าง Full Metal Jacket ในงานชิ้นนี้มีการอ้างอิงกลับไปยังภูมิหลังตัวละครทหารเมื่อครั้งเป็นพลเรือนเต็มขั้นอยู่กับบ้านอยู่เพียงสองครั้ง ครั้งแรกในตอนครูฝึกฮาร์ทแมนย่ำยีหัวอกเหล่าคนกำพร้าผู้หญิงกับการใช้มาตรการ”ส่งอีหนูกลับบ้าน”เพื่อปรามมิให้ไอ้เณรทั้งหลายมัวคิดถึงการตะบันกางเกงชั้นในของมารี  เจน  รัทเต้นคร็อทช์  การอ้างอิงครั้งที่สองมาจากบทรำพึงของพล ฯ โจ๊กเกอร์(รับบทโดยแม็ทธูว์  โมดิน – Mathew Modine)ในตอนจบ – “ใจผมลอยกลับไปถึงตอนนกเขาชูคอโด่ยามฝันเปียกร่วมกับมารี  เจน  รัทเต้นคร็อทช์ และฝันหวานว่าอยู่ในงานมหกรรมสมโภชรับขวัญทหารผ่านศึกคืนสู่เหย้า โคตรดีใจที่ยังมีลมหายใจมาจนจวนได้ปลด ด้วยอาการครบสามสิบสอง” องค์ประกอบในฝันของเขาหามีบ้านจริงหญิงแท้ไม่ เป็นแต่เพียงการนึกเอาตามฝันลม ๆ แล้ง ๆ ที่ครูฝึกเคยโอ่ให้ฟัง นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ใช่แต่เพียงคำว่า บ้าน ลอย ๆ จะแทบไม่ถูกเอ่ยถึงในสารบบของ Full Metal Jacket แม้แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบ้านของตัวละครตัวใดตัวหนึ่งก็ยังหาไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยว แต่หนังกลับจับเอาท่วงทำนองเพลงประจำรายการโชว์ของมิกกี้ เม้าส์ มาใส่เนื้อเพลงให้เหล่าทหารร้องประสานคลอคู่ไปกับถ้อยรำพึงของพล ฯ โจ๊กเกอร์ ขณะพวกเขาชักขบวนเดินผ่านนรกยามค่ำของเมืองเว้ที่เหลือแต่ซากในกองเพลิงหลังถูกระเบิดถล่ม การนำทำนองเพลงจากรายการยอดนิยมของทุกครอบครัวประจำคริสตทศวรรษ 1950 มาประยุกต์เข้ากับเนื้อเพลงปลุกใจ เท่ากับหนังพาหวนรำลึกวันคืนเก่าๆ เมื่อครั้งวัยเยาว์ด้วยท่วงทำนองอันเป็นสัญลักษณ์ร่วมสมัย ในลักษณะทวนความหลังปูพรม ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง กล่าวเฉพาะโจ๊กเกอร์เขาใกล้จะ”ได้ปลด”(หมายถึง ปลดประจำการและจะได้กลับบ้าน) แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าโจ๊กเกอร์จะปลดตัวเองจากพันธะใดกันแน่ เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการสวนสนามครั้งล่าสุดนี้เป็นมุ่งไปในทิศย้อนศรกับการสวนสนามครั้งแรก เพราะในการสวนสนามหนแรกจะเดินจากซ้ายไปขวา แต่การสวนสนามครั้งหลังจะเดินจากขวาไปซ้าย โดยปราศจากการให้ความกระจ่างต่อบทสุดท้ายบนเส้นทางดังกล่าว ลองโจ๊กเกอร์ถึงขนาดกล้าพูด”โลกนี้มันโฉดสิ้นดี แต่เราก็ยังไม่ตาย และเลิกขึ้กลัว”ออกมาจากปากได้ ก็หมายความว่าเขา”สนิท”กับนรกเข้าไปทุกที

การขายวิญญาณให้นรก เป็นหนึ่งในวัตถุดิบชั้นเยี่ยมเพื่อถลุงหาความน่าสะพรึงกลัวของสงคราม เมื่อผู้ชนะมีได้เพียงหนึ่ง และเหล่าผู้เล่นก็ย่อมต้องห้ำหั่นชนิดลืมความเป็นคน นรกบนดินก็เป็นจริงขึ้นมา ผู้ชนะจะได้เป็นเจ้าโลกันต์และนรกก็จะติดตัวเขาผู้นั้นไปตลอด นิยามของมิลตันต่อคุณลักษณะของพญามารที่ว่า”เรานี่แหละนรก” นั้น สะท้อนว่าเขารู้ซึ้งถึงสัจธรรมที่ว่าความน่ากลัวของผู้พันเคิร์ทซ์ไม่อาจอธิบายด้วยหลักการระบาดวิทยาในระดับเลือดเนื้อ เพราะเป็นความน่าสะพรึงกลัวที่ฝังอยู่ในกมลสันดานและคอยหลอกหลอนเจ้าตัว รวมถึงร้อยเอกวิลลาร์ดและบรรดาสัตว์สงครามทั้งปวง การบรรลุสัจธรรมครั้งใหม่ช่วยให้เข้าถึงแก่นแท้ของความน่าสะพรึงกลัวในตัวสงคราม หนังต่อต้านสงครามจึงเน้นถ่ายทอดถึงประสบการณ์ภายในมากกว่าภายนอก ไม่เว้นแม้แต่ในการเล่าถึงภาพมนุษย์เข่นฆ่าและสูญเสียเลือดเนื้อมนุษย์ ภายใต้แนวคิดเสมอจริง หรือ ต้องฉายภาพให้เห็นอย่างจะแจ้ง แต่หากตัวการสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจแก่คนอื่นไม่ถูกลากคอมาชำระความ บาดแผลในใจย่อมกลัดหนองไปตลอดกาล ไม่มีวันปะทุให้รู้ดีรู้ชั่ว ตามปกติแบบแผนการแปรรูประหว่างประสบการณ์จากสงครามที่มาปะทะกายและประทับใจของตัวละครทหารในหนังเล่าเรื่องในสมรภูมิ โดยเฉพาะหนังต่อต้านสงคราม จะฟ้องถึงระดับความผูกพันตัวละครนั้นมีต่อ บ้าน หรือ สวรรค์ และ นรกของตัวละคร ทั้งนี้ ภาพบ้านอันพึงประสงค์ตามเกณฑ์โครงสร้างทางปรัชญาที่ครอบหนังอยู่อีกชั้นหนึ่งนั้นจะย่อส่วนอยู่ในผลึกของประสบการณ์ที่บีบอัดแปรรูปเก็บอยู่ในโครงสร้างระดับเอกบุคคล บ้านอันพึงประสงค์ดังกล่าวไม่ถือเป็นค่ายคู่ปรับเชิงจิตวิญญาณของสงคราม ในอีหรอบเดียวกับนรก-สวรรค์ แต่บ้านกลับจะเป็นสมรภูมิเริ่มแรกของสงคราม เป็นแหล่งลับคมเขี้ยวเล็บความเป็นคน และลำหักลำโค่นทางการเมือง จนอาจพูดได้ว่าความน่าสะพรึงกลัวตกเป็นหนี้บุญคุณมนุษย์ในฐานะอู่ข้าวอู่น้ำมากกว่าจะเป็นเจ้าหนี้คอยตามจองล้างจองผลาญมนุษย์

Cross of Iron เป็นกรณีศึกษาที่ดีและก็เป็นตัวสร้างปัญหาแก่กระบวนการพิสูจน์สมมุติฐานที่เพิ่งกล่าวในเวลาเดียวกัน หากสารบบคัลท์ไม่ต้อนรับ Cross of Iron ก็ยังมีดีพอจะจับจองที่ว่างบนหิ้งหนังต่อต้านสงครามปิดทองหลังพระอยู่ดี ยุทธศาสตร์การวางตำแหน่งหนังเรื่องนี้ของแพ็คกินพ่าห์อยู่ในขั้นมาเหนือเมฆ เค้าโครงของหนังสงครามร่วมสมัยเรื่องเดียวของแพ็คกินพ่าห์เรื่องนี้ ได้มาจาก The Willing Flesh วรรณกรรมของนักเขียนเยอรมัน นาม วิลลี่  ไฮน์ริช(โดยมี จูเลียส  เอ็ปชไตน์ – Julius Epstein ผู้เขียนบท Casablanca เป็นผู้เขียนบทร่วม) หนังใช้เหตุการณ์ตอนสงครามใกล้ยุติเป็นฉากหลัง โดยมีหน่วยสอดแนมของ เยอรมันซึ่งตั้งมั่นอยู่ติดกับเขตยึดครองของของรัสเซียเป็นตัวเดินเรื่อง องค์ประกอบของหนังเท่าที่กล่าวล้วนสร้างความแปลกแยกแก่คนดู แม้แต่ตัวละครก็เป็นคนแปลกหน้า ไม่รู้ใครเป็นใคร แต่เพียงไม่นาน ด้วยพัฒนาการของตัวละครและการสร้างปมขัดแย้ง สถานการณ์ในฟากคนดูก็พลิกผันเมื่อเทียบกับตอนเริ่มเรื่อง อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ผู้ชมอเมริกันชนไม่รู้เหนือรู้ใต้ด้วยกับการรบพุ่งระหว่างกองทัพโซเวียตกับเยอรมัน ยิ่งเล่าจากมุมมองของฝ่ายเยอรมันแล้ว ก็เป็นอันเลิกหวังได้เลยว่าหนังจะเรียกความเห็นอกเห็นใจต่อภาวะสิ้นชาติสิ้นเชื้อ หรือปลุกเร้าเลือดรักชาติ ในหมู่ผู้ชมชาวอเมริกันชนได้(และก็เป็นอย่างที่คาด ตลาดภายในสหรัฐต้อนรับ Cross of Iron ด้วยความเฉยชา แต่ในตลาดยุโรปหนังกลับสร้างความคึกคักผิดกันลิบ) ควรกล่าวด้วยว่า บรรดาตัวละครหลัก ๆ ในหนัง ไล่ตั้งแต่ชไตน์เนอร์(Sgt. Steiner) หัวหน้าหมู่ลาดตระเวน จู่โจม ไปจนถึงนายทหารทั่วไป หรือจะเป็นคหบดีอภิสิทธิ์ชนของปรัสเซียอย่างสแตรนสกี้(Capt. Stransky)ซึ่งถือเป็นตัวโกงของหนัง คนเหล่านี้ล้วนไม่กินเส้นกับฮิตเล่อร์และพรรคนาซี  หากไม่นับภาพข่าวของฮิตเล่อร์ตอนเปิดเรื่อง ต้องนับว่าสงครามโลกครั้งที่สองใน Cross of Iron ได้ผ่านการซักฟอกจนเอี่ยมอ่อง ปลอดจากคราบเนื้อหาและกลิ่นการชี้นำทางการเมือง(เช่นเดียวกับใน The Thin Red Line ด้วยเหตุผลเดียวกัน) แพ็คกินพ่าห์ขึ้นรูปโครงสร้างสงครามใน Cross of Iron ด้วยวัตถุดิบเท่าที่เขาเห็น และจากสายตาของเขาการรับใช้ชาติไม่ว่าจะคนธรรมดา ๆ หรือทหารมืออาชีพล้วนเป็นแค่เบี้ยบนกระดานให้เหล่าอภิสิทธิ์ชนและชนชั้นนำทางการเมืองจากก๊กเหล่าต่าง ๆ จับเดินในเกมแย่งชิงอำนาจ พลังขัดแย้งพื้นฐานของหนังนอกเหนือจากที่ปลดปล่อยออกมาจากคู่สงครามตามจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ คือ เยอรมัน-รัสเซียแล้ว หนังยังมีคู่ปรับอีกคู่ คือ สไตนเนอร์กับสแตรนสกี้ และก็เป็นศึกระหว่างคนที่ชักหนังเข้าลึก หาใช่ศึกระดับชาติ

Cross of Iron ออกฉายให้หลังยุคเฟื่องของหนังสงครามเพื่อความบันเทิงร่วม 20 ปี สงครามเวียตนามเพิ่งจะยุติลงหมาด ๆ Cross of Iron ออกฉายได้ไม่ทันไรหนังสงครามเวียตนามก็เริ่มทยอยออกสู่ตลาด ภาพจากสมรภูมิใน Cross of Iron ดิบเถื่อนและดุเดือดเหนือมาตรฐานของหนังสงครามที่เคยสร้าง ๆ กันมา และมีบุคลิกชัดเจนกว่า  Attack! ยอดหนังสงครามเสมอจริงในปีค.ศ.1956 ของโรเบิร์ต  อัลดริช(Robert Aldrich) นอกจากนี้หนังยังเผื่อพื้นที่ให้แก่ประสบการณ์ฝังใจต่อสงครามผ่านความเป็นไปในโรงพยาบาลที่ชไตน์เนอร์เข้ารับการพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ยกตัวอย่างเช่นในการสื่อถึงภาวะเคว้งคว้าง โดดเดี่ยว และแปลกแยกของชไตน์เนอร์ แพ็คกินพ่าห์ผูกฉากขึ้นจากการใส่ฝีภาพผู้คนที่แวดล้อมชไตน์เนอร์อยู่หายลับไป สลับกับ ฝีภาพคน ๆ นั้นกลับมาครองพื้นที่ในตำแหน่งเดิมซึ่งฟ้องว่าการรับรู้ของชไตน์เนอร์ตกอยู่ในภาวะสับสน (ฉากในโรงพยาบาลนี้ยังมีเสี้ยวอึดใจที่สร้างความหดหู่หนาวเหน็บขั้วหัวใจมากที่สุดเสี้ยวอึดใจหนึ่งในหนังสงครามแทรกอยู่ด้วย คือภาพการจับมือกัน(ไม่สำเร็จ)ระหว่างนายทหารที่มาเยี่ยมเยียนเหล่าทหารบาดเจ็บโรงพยาบาลกับทหารที่นั่งอยู่ในรถเข็นผู้ป่วย หลังจากฝ่ายหลังยื่นแขนกุด ๆ ข้างหนึ่งออกมาเพื่อให้ฝ่ายแรกจับ นายทหารก็เบนมือไปยังแขนอีกข้างของทหารแขนด้วนด้วยหวังว่ามีมือให้จับกันได้ แต่กลับมีเพียงแขนอีกข้างที่ด้วนอีกเหมือนกันของทหารพิการผู้นั้น ยื่นออกมา พอเห็นนายทหารผู้มาเยี่ยมชักมือหนี คราวนี้ทหารพิการยื่นขาให้) Cross of Iron ยังกล่าวถึงอาการหลงยึดกับการใช้ความรุนแรงของตัวทหารในลักษณะเดียวกับที่น่าจะเป็นการแผ้วถางทางให้ The Deer Hunter ขยายผลจนนำไปสู่ฉากรัสเชี่ยน รูเล็ตต์อันลือลั่นในปีถัดมา วิธีคิดในการนำเสนอเช่นนี้อาจเรียกว่า เป็นการบีบขมวดเงื่อนไขทั้งมวลในสมรภูมิมาจัดนิทรรศการทางจิตวิเคราะห์ผ่านภาพพฤติ-พิธีกรรม  แพ็คกินพ่าห์ ยังแปรรูปความเห็นของตนผ่านมาทางปากของชไตน์เนอร์และพลพรรค กับการยกคมวาทะของยอดนักยุทธศาสตร์ของโลกมาอ้าง ไม่ว่าจะเป็นฟอน  เคล้าส์วิทซ์(Von Clauswitz)กับ “สงคราม สถิตอยู่คู่กับนโยบายแห่งรัฐเสมอ เพียงแต่มาในหลากหลายโฉมหน้า” หรือจะเป็น เฟรเดอริค  ฟอน  แบร์นาร์ดี(Frederich von Bernardi) กับ”ชั่วชีวิตของอารยชน จะมีการปวารณาตนใด เทียบเท่า การก่อสงคราม เป็นไม่มี” เท่าที่ยกมาเป็นแค่ท่าทีเบาะ ๆ  แต่หากจะให้ถึงใจพระเดชพระคุณต้องยกให้ท่าทีของ All Quiet on the Western Front ในระหว่างหมู่รบของพอลได้พักจากภารกิจแนวหน้า และเหล่าทหารในหมู่ก็หันหน้าเข้าปรับทุกข์กันถึงการศึกอันเยิ่นเย้อ มีพลทหารรายหนึ่งเปรยขึ้นว่า”ก็ต้องมีใครบ้างละ ที่ได้ประโยชน์จากสงคราม”

หากไม่นับการต่อต้านสงครามจนออกนอกหน้าแล้ว ฐานภาพการเป็นหนังต่อต้านสงครามของ Cross of Iron ยังเป็นที่สงสัยอยู่มาก ด้วยเหตุที่ภาพการยุทธในหนังดุดันไม่น้อย หนำซ้ำยังมีภาพการสังหารหมู่อันชวนขวัญผวาให้เห็นไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้ง แม้ว่าภาพการเสียเลือดเนื้อและความวินาศสันตะโร จะถ่ายทอดออกมาตามแนวภาพแพ็คกินพ่าห์ขนานแท้ อันได้แก่ก็ การชะลอภาพ และ ชี้ชวนดูยุทโธปกรณ์และชิ้นส่วนองค์ประกอบต่าง ๆ ปลิวว่อน กระจุยกระจาย ผสมโรงด้วยกับร่างทหารลอยคว้างในอากาศ ควรกล่าวด้วยว่าคุณลักษณะของภาพกิจกรรมในสมรภูมิทั้งจากหนังเรื่องนี้และหนังในช่วงปีนั้นมีอันกลายเป็นความอึกทึกครึกโครมอันรกหูรกตา และคงไม่อาจนับเป็นแรงบันดาลใจต่อการมาถึงของงานถ่ายทอดความรุนแรงด้วยชั้นเชิงกวีอย่าง The Wild Bunch  แต่ปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่า อยู่ที่ตัวตนของผู้กำกับและหนังของเขา ข้อโต้แย้งนี้ไม่น่าแปลกใจสำหรับคอหนังแพ็คกินพ่าห์เพราะก็เป็นที่รู้กันดีว่าตัวเขาและงานของเขามุ่งถ่ายทอดความรุนแรงและเชิดชูการใช้ชีวิตเยี่ยงชายชาตรีชนิดถึงไหนถึงกัน จึงเป็นออกจะน่าเคลือบแคลงต่อธาตุแท้ในความเป็นงานต่อต้านสงครามของ Cross of Iron หนังโจมตีโครงสร้างการจัดรูปรัฐที่ผลักดันคนหนุ่มออกไปรบได้อย่างเข้าตากรรมการ ก็จริง แต่เหตุใดแพ็คกินพ่าห์กลับพริ้วเลี่ยงไปร่ายถึงความรุนแรงในเชิงเปรียบเปรย ทั้งที่เขาเคยชินกับการสร้างภาพความรุนแรงแบบตาต่อตาฟันต่อฟันมากกว่า ยังไม่นับ การล้ำเส้นสู่ปริมณฑลแห่งความวาบหวามรัญจวนอารมณ์แบบรักร่วมเพศ อันเป็นผลจากความกลมเกลียวแนบแน่นเกินปกติในหมู่ทหารรุ่นกระทงคึกคะนอง และการถูกรุมเร้าด้วยสถานการณ์ความรุนแรง ยกตัวอย่าง เช่น ในฉากลูกหมู่ของชไตนเนอร์สติแตกอยู่ในสนามเพลาะอันเป็นฐานที่มั่น เนื่องจากทานรับความกดดันจากสถานการณ์รบพุ่งไม่ไหว หนังตัดไปยังภาพงานเลี้ยงวันเกิดของร้อยโทที่นรกในบ้าน ตัวเจ้าของงานนั่งเงียบเหมือนคนปลงตก จากนั้นหนังตัดกลับยังเหตุการณ์ชุลมุนในสนามเพลาะ ทหารร่วมหมู่กำหราบอาการขาดสติของเพื่อนร่วมหมู่ด้วยการประกบจูบเข้ากับริมฝีปากเพื่อนเอาดื้อ ๆ แต่หนักหน่วงและเนิ่นนาน  อีกครั้งของกรณี”สาวแตก”คือ ในเหตุการณ์ตอนลูกหมู่ของชไตน์เนอร์พลัดหลงกับกำลังหนุนเยอรมันขณะข้ามเขตยึดครองของฝ่ายรัสเซีย อันเป็นช่วงที่อารมณ์หนังทะยานขึ้นสู่สุดยอด และการมาถึงของมุขตอกหน้าดอกสุดท้ายและเจ็บแสบที่สุดของ กับการใช้เพลงประกอบแสนเศร้า วังเวงและ ก้องหลอน กับภาพทหารบุกบั่นข้ามทุ่งลวดหนามอันเป็น นาฏวีรกรรม ซึ่งหนุนนำพวกเขาสู่แท่น วีรชน นับว่าหมู่ทหารใน Cross of Iron ได้รับการสดุดีไม่น้อยหน้าวีรชนจากสมรภูมิในหนังสงครามสร้างชาติไม่ว่าเรื่องใด  ในสายตาของหนังสงคราม(นิยม)ถึงสงครามจะอัปลักษณ์ แต่การต่อสู้ของวีรชนนั้นมักถือเอาว่าสมควรแก่เหตุเสมอ ดังนั้นถึงแม้พวกเขาจะมือเปื้อนเลือด หรือกลายเป็นมารไปในท้ายที่สุด แต่วีรกรรมของพวกเขาสมควรได้รับการสดุดีอยู่ดี ธงของแพ็คกินพ่าห์ในเรื่องนี้ปักอยู่ไม่ห่างกับหนังสงคราม(นิยม)มากเท่าไหร่ ผิดแต่เพียงเขาแทนที่นโยบายของรัฐด้วยมโนคติอื่น อันได้แก่ การคัดง้างระบอบอำนาจนิยมด้วยความสมัครสมานในหมู่สหาย  เนื่องจากในการฝ่าผ่านความขัดแย้งย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บล้มตายและคนเหล่านี้ก็ต้องรีดเค้นทั้งความกล้าและความบ้าออกมาสุดแรงเกิด หนังทิ้งทวนด้วยวาทะลูบคมอำนาจนิยมใน The Resistible Rise of Arturo Ui งานจากปลายปากกาของเบร็คท์ ที่ว่า “ดูก่อน บุรุษ อย่าลำพองกับความพ่ายแพ้ของผู้อื่น / ถึงโลกจะยืนยงและเก็บพวกสารเลวเข้ากรุ แต่ความอัปรีย์ที่คุกกรุ่นอยู่ข้างในก็พร้อมลุกโพลงขึ้นทุกเมื่อ”   แพ็คกินพ่าห์อาจเกลียดสงครามอย่างที่เขาออกมายอมรับ แต่เขาไม่ได้ชิงชังความรุนแรง และหากกล่าวให้ถึงที่สุด เป้าหมายในการโจมตีของแพ็คกินพ่าห์อยู่ที่อำนาจในการผลิตสงคราม ไม่ใช่ ความน่าสะพรึงกลัวของตัวสงคราม 

“เพราะคุณให้ความรักกับสงครามไปจนหมด หรือ เพราะคุณกลัวว่าจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีสงคราม” เอาเข้าจริง (หากแทน”สงคราม”ด้วย”ความรุนแรง”ในประโยคนี้) คำตัดพ้อของพยาบาลเอวาหลังถูกชไตนเนอร์ตัดรอนดังกล่าวอาจเป็นการตีวัวชไตน์เนอร์กระทบคราดแพ็คกินพ่าห์ดี ๆ นี่เอง คำถามดังกล่าวคงแทงใจดำตัวละครหลัก ๆ ใน Apocalypse Now(Redux) และ Full Metal Jacket ด้วยเช่นกัน เพราะหากตัดความแตกต่างในลีลาการเล่าออกไป หนังทั้งสองเรื่องนี้ต่างเป็นนรกขุมมโหฬาร โดยมีตัวละครถูกจับถ่วงไว้ในนรกที่กลายเป็นบ้านอย่างไร้ปราณี  หนังทั้งสองเรื่องยังเปิดฉากด้วยการเผยโฉมอเวจีเหมือนกันเสียอีก ฉากแรกใน Apocalypse Now(Redux) จะเป็นภาพฉากแนวป่าทึบของเวียตนาม คลอด้วยเพลง The End ของวง The Doors  ก่อนค่อย ๆ เลือนหายโดยและมีภาพของวิลเลิร์ดในห้องพักของโรมแรมไซง่อนเรื่อเรืองสวนขึ้นมาแทน เป็นวิลเลิร์ดผู้หมกตัวอยู่กับนรกในใจ หมดสภาพ เมาหยำเป ดุดัน และตัดขาดตัวเองกับโลกภายนอก อันเป็นการพยายามดื่มด่ำกับตัวเอง ก่อนออกปฏิบัติภารกิจครั้งใหม่ ส่วน FMJ ยกครึ่งเรื่องแรกของหนังให้แก่การพาท่องนรกในรูปค่ายฝึกทหารไปเต็ม ๆ (ฉากอันเต็มไปด้วยการเคร่งครัดกับหลักสุขอนามัยอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู และการกวดขันมิให้เกิดการลักลอบทำสิ่งใด ชวนให้คิดถึงโลกของบ้าน) สภาพความเป็นอยู่ภายในค่ายทหารใน FMJ ผิดไปจากในหนังชีวิตทหารที่มีมาก่อนหน้า และโดดเด่นมากกับภาพการลดมนุษยภาวะในตัวไอ้เณรลงเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่สงคราม

นรกของประสบการณ์ฝังใจตัวละครใน Apocalypse Now(Redux)ไม่ได้มีให้เห็นตำตา แต่จะเป็นนรกที่แทรกตัวออกมาทางภูมิทัศน์แสนขัดหูขัดตา อันเป็นหนึ่งในไม้ตายด้านภาพของ FMJ เช่นกัน  หนึ่งในภูมิทัศน์อันชวนหวาดหวั่นมากที่สุดของ Apocalypse Now(Redux)มีให้เห็นจากฉากยุทธภูมิสะพานโด ลัง กับภาพการระบายท้องฟ้ามึดทะมึนด้วยความสุกสกาวจากกระสุนพลุ ราวดวงไฟ และ แสงจางปางจากไฟประดับตามโครงบรรดาสิ่งก่อสร้าง และมีเสียงร้องโหยหวยเหมือนคนเจ็บเจียนตายปวดและตระหนกสุดขีดแหวกออกมาจากความมืดมน ทั้งคนดูและทหารในบริเวณนั้นต่างมืดแปดด้านพอ ๆ กันเนื่องจากคลำหาแนวปะทะไม่ได้ จู่ ๆ มีเงาตะคุ่มของใบหน้าโผล่ออกมาในความมืดแว่บหนึ่ง วิลเลิร์ดเที่ยวควานหาตัวผู้กุมอำนาจสูงสุดในพื้นที่และได้คำตอบกลับมาจากทหารนายหนึ่งว่า “ไม่ใช่นายหรอกรึ?” วิลเลิร์ดหันไปทึ่งกับทหารอีกราย เขาผู้นี้ยืนหยัดฟาดฟันทหารฝ่ายศัตรูด้วยเสียงคำรามอยู่เพียงลำพังเหมือนมีคาถาแคล้วคลาดคงกระพันติดตัว พอวิลเลิร์ดถามไปว่าพอจะรู้ไหมว่าใครบังคับบัญชาพื้นที่ตรงนั้น ทหารเดนตายยิ้ม และตอบมาว่า”รู้” แล้วเดินหนีไปดื้อ ๆ  FMJ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดในการสร้างความไร้สาระ ก็เพราะ การร้อยเรียงชิ้นส่วนของเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือหักล้างกันอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำประชดประชัน หรือเพลงประกอบ รวมไปถึงเรื่องราวทำนองเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า อันเป็นข้อเท็จจริงอัปยศเกี่ยวกับสงครามเวียตนามที่รู้ ๆ กันอยู่  จากกลบทการเล่าทั้งหลายของ Apocalypse Now(Redux)และ FMJ จำต้องอนุโลมให้ถือเอาความเหลวแหลกไร้สาระอันเป็นเนื้อแท้ของหนังนั้นเป็นมรรควิธีเสกนรกของสงครามอันเกิดจากประสบการณ์ เข้าไว้ในส่วนลึกของแต่ละตัวละคร บรรดายุทโธปกรณ์ที่  Redux ระดมมาเสียดเย้ยและย้ำความไร้สาระไม่ว่าจะเป็น เพลง ภาษาพูด ลูกบ้า แม้เหมือนมาจากคนละเกียกกายกับ FMJ แต่ทหารผ่านศึกสงครามเวียตนามล้วนรู้อยู่แก่ใจถึงส่วนเสี้ยวข้อเท็จจริงเหล่านั้น อาจเพราะในประวัติศาสตร์การสงครามของสหรัฐอเมริกาไม่เคยเห็นมหกรรมหมกเม็ดซ่อนเงื่อนกันทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของสงคราม จนพาให้เหล่าทหารเกิดข้อกังขาถึงการเป็นสงครามขี่ช้างจับตั๊กแตน และความหน้าไหว้หลังหลอก และความแตกแยกขนานใหญ่ในเรื่องไม่เป็นเรื่องมาก่อน

แต่แทนที่คอปโพลาและคิวบริกจะไว้ลายด้วยการละเลงกระบวนท่าผ่าซากประชดหมดไส้หมดพุง ตราบเท่าที่แก่นมโนคติจะเอื้ออำนวยในแบบ Catch 22 ของผู้กำกับ โจเซฟ  เฮลเลอร์(Joseph Heller)  พวกเขากลับปล่อยผีสงครามในส่วนลึกของตัวละครออกมาหลอกหลอนกันตามอำเภอใจ

เสียงก็มีบทบาทสำคัญในการขึ้นรูปนรกในส่วนลึกของหนังทั้งสองเรื่อง เสียงในหนังส่วนใหญ่ หากไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิดเสียงอันเป็นสภาพแวดล้อมของฉาก ก็จะหมายถึงดนตรี และดนตรีประกอบในหนังก็มักทำหน้าที่ใน 2 ลักษณะควบคู่กัน ในทางหนึ่งดนตรีจะเป็นลูกคู่คอยบอกใบ้ถึงสภาพความรู้สึกของตัวละคร และอีกทางหนึ่งก็เร้าคนดูให้รู้สึกคล้อยตามและเกิดอารมณ์ร่วมกับตัวละคร เสียงดนตรีใน Redux และ FMJ ต่างต้องยกให้เป็นการสร้างอเวจีภพทางภูมิโสต  ฉากยุทธภูมิสะพานโดลุงของ Redux มาพร้อมกับเสียงระฆังชวนขนลุกและเสียงอันเกิดจากโลหะกระทบกัน และฉากรบและฉากแห่งความตายครั้งสำคัญ ๆ ใน FMJ นับตั้งแต่ฉากล้อมปราบสังหารหมู่ชาวเวียตนาม มักจะมีเสียงการบิดหรือบดเถือวัสดุโลหะ เสียงประกอบในหนังต่อต้านสงครามมักคอยสื่อถึงความรู้สึกลึก ๆ ที่ตัวละครมีต่อสงคราม ผิดกับในฉากการรบหูดับตับไหม้ของหนังสงคราม(นิยม)ที่มุ่งฉายถึงสถานการณ์เบื้องหน้า

หนังทั้งสองเรื่องปิดฉากลง ณ ก้นบึ้งของโลกันตร์  ในบทอวสานของ Redux จะเห็นร่างของเคิร์ทซ์เรืองรองอยู่ใต้ลำแสงจางปางรุมล้อมด้วยความมืดมิด อีกด้านหนึ่งยมฑูตวิลเลิร์ดผุดขึ้นจากบึงในสภาพมนุษย์โคลนและตรงไปปลิดชีวิตเคิร์ทซ์ หลังปฏิบัติการแล้วเสร็จ ขากลับวิลเลิร์ดเยื้องกร่างผ่ากลางฝูงสาวกของเคิร์ทซ์ซึ่งรอจะถวายสักการะอวตารร่างใหม่ของผู้บุกเบิกการเผชิญหน้ากับความสะพรึงกลัว ในบทอวสานของ FMJ หมู่ทหารชักแถวฝ่าม่านความมืดเหนือซากปรักเหยื่อเปลวเพลิงของเมืองเว้  และแม้หนังทั้งสองเรื่องนี้จะไม่พาดพิงถึง”บ้าน”ไม่ว่าในทางใด แต่ภาวะคับคล้ายคลับคลาบ้านกลับแทรกซอนอัดแน่นอยู่ทั่วตัวหนัง ทวิลักษณะของบ้านและนรกจึงย่อมนับเป็นขุนพลคู่บารมีหนังทั้งสองเรื่องในการเข้าพิชิตองค์ความคิดหลัก

ฉากเยียวยาด้วยสมุนไพรใน Apocalypse Now ทั้งฉบับดั้งเดิมและฉบับ Redux นั้น อมพะนำเงื่อนปมอันชวนขบคิดไม่น้อย ร็อกซานน์  ซาร์โรลต์(Roxanne Sarrault) ชี้ว่าฉากนี้เป็นการตีแผ่ภาวะควบคู่ในตัวมนุษย์ในระหว่างที่หญิงสาวเล้าโลมวิลเลิร์ดด้วยฝิ่นพร้อมกับรำพึงว่าวิลเลิร์ดเหมือนกับสามีของเธอที่ตายไปแล้ว จากคำพูดของหญิงสาว เท่ากับว่า ในตัวมนุษย์ชื่อวิลเลิร์ดมีสองตัวตนสุมรุมอยู่ ตัวตนหนึ่งเธอรัก อีกตัวตนหนึ่งตายจากเธอไปแล้ว ฉากโจ๊กเกอร์วิวาทะกับนายทหารระดับนายพันตรงปากแอ่งฝังศพมหึมาใน FMJ นับเป็นการพลิกภาวะตึงเครียดมากที่สุดครั้งหนึ่งของหนังออกมาในรูปการเอาชนะคะคานกับแบบเด็ก ๆ  ในฉากนี้จะเห็นพล ฯ โจ๊กเกอร์ติดเข็มกลัดเครื่องหมายสันติภาพ และเขียน “Born to Kill” ไว้บนหมวก นายพันเห็นเข้าก็จวกทันที “คิดยังไงถึงแต่งตัวแบบนี้ ท่าจะเพี้ยน” โจ๊กเกอร์สวนกลับไปว่า”เอาไว้เตือนใจถึงทวิภาพของมนุษย์” “ทวิ ทวารไหนของมึงวะ?” นายพันไม่ลดละ “ทวิภาพของมนุษย์ เป็นทฤษฎีของยุงครับผม”โจ๊กเกอร์ตอบ(เมื่อถูกถามว่า “แกอยู่ข้างไหนกันแน่ ไอ้ลูกชาย”) ทวิภาพของโจ๊กเกอร์ เป็นทวิภาพเดียวกับการจับคู่พิเคราะห์ในหนัง ไม่ว่าจะเป็นระหว่าง บ้าน กับ สงคราม  สวรรค์ กับ นรก ความรัก หรือ สันติภาพ กับ การฆ่า ทวิภาพอาจผ่านการแปรรูปและฉายออกมาจากตัวมนุษย์เอง ดุจเดียวกับที่ร็อกซานน์จับได้คาหนังคาเขาใน Apocalypse Now  การสื่อผ่านโครงสร้างการเมืองก็มีให้เห็นในหนังหลายต่อเรื่อง ส่วน The Thin Red Line จะเป็นทวิภาพในรูปจิตวิญญาณของธรรมชาติ ดังจะได้ยินจากธงคำถามในตอนต้นเรื่อง ที่ว่า “สงครามแบบไหน ถึงได้ต้องรุกเข้าไปลึกถึงใจกลางธรรมชาติ?” “เหตุใดธรรมชาติถึงชิงดีชิงเด่นกับตัวเอง”

ในเรื่องจุดเน้นต่อโครงสร้างเรื่องราว มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเดิมงานเขียนของเจมส์  โจนส์(James Jones) จะเป็นโครงสร้างธรรมชาตินิยม-การเมือง แต่พอมาเป็นหนัง The Thin Red Line  ได้มีการปรับจุดเน้นไปยังโครงสร้างธรรมชาติ-จิตวิญญาณนิยม แทน แพทริก  พอล คริสเล่ มองว่า งานของโจนส์ น่าจะอยู่ในแนวธรรมชาตินิยมเพราะ เขียนชะตากรรมของเหล่าทหารในเรื่อง “ถูกกำหนดด้วยความบังเอิญ และจากพลังผลักดันทางสังคม เศรษฐกิจ จิตวิทยา และการเมือง อันเป็นพลังที่อย่าว่าแต่อยู่นอกเหนือการควบคุม หากแต่คนเหล่านี้ยังไม่อาจไหวตัวทันด้วยซ้ำ คริสเล่ยังมองด้วยว่า งานเขียนของโจนส์เป็นการ”ฉายภาพโลกอันเปล่าเปลี่ยวไม่รู้วาย” และ”มนุษย์ก็แทบไร้ความหมาย” ผิดกับหนัง

การเทน้ำหนักให้กับจิตวิญญาณ หนังจึง”ละเลยมุมมองต่อความไร้สาระ อลหม่าน และ รอวันพินาศของโลก ที่โจนส์ได้ถ่ายทอดไว้ไปเป็นอันมาก” แต่อรรถาธิบายของคริสเล่ต่อฉบับงานเขียนอันเป็นที่มาของ The Thin Red Line จะเหมาะสมแก่การนำมาช่วยพิจารณาหนังต่อต้านสงครามในที่นี้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรองให้รัดกุม อย่างที่กล่าวไว้แล้วถึงสมมติฐานว่าด้วยพลังของการเมืองในการเปลี่ยนบ้านเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบป้อนสมรภูมิ หาใช่อุดมคติอื่นใด โดยเฉพาะที่เล็งผลเลิศว่าบ้านจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสงครามอันเป็นตัวแทนของนรก  บางทีคงไม่มีใครรู้ซึ้งถึงสัมพันธ์ลับดังกล่าวได้เหมือนวิลเลิร์ดแห่ง Redux ขณะไล่ย้อนดูประมวลกิตติศัพท์ของเคิร์ทซ์ขณะล่องขึ้นไปตามแม่น้ำ เคิร์ทซ์เสียสติเพราะเขารู้แจ้งแทงตลอดถึงความสัมพันธ์ระหว่างบ้านและนรกแห่งสงคราม และยังรู้ไส้รู้พุงนักสร้างภาพสวยหรูปกปิดสายสัมพันธ์ดังกล่าว:  “คุณจะเรียกการปรักปรำฆาตกรโดยฆาตกรด้วยกันเองว่ายังไง”เคิร์ทซ์ถามขึ้น หลังจากได้ตื่นตากับลูกบ้าของนายทหารม้ารุ่นใหม่อย่างคิลกอร์ วิลเลิร์ดเริ่มคิดว่า”ชักสงสัยขึ้นมาตงิด เคิร์ทซ์ลำเส้นตรงไหน คงไม่ใช่แค่ด้วยข้อหาวิกลจริตหรือฆาตกรรมเสียแล้วกระมัง เพราะไม่อย่างนั้นพวกคนบ้าและฆาตกรแถว ๆ นี้ก็น่าจะติดร่างแหด้วย” วิลเลิร์ดพอจะมองออก เคิร์ทซ์ปรักปรำว่าตัวเองเป็นบ้า เพราะเห็นว่าข้อหาที่เป็นชนักของตนนั้น ภายใต้สภาพการณ์ความขัดแย้งที่เป็นอยู่นี้ ต้องถือว่าเจียนจะเข้าขั้นเสียสติสมบูรณ์แบบ มีอยู่ช่วงหนึ่ง เคิร์ทซ์บรรยายว่า “หลายครั้ง พฤติกรรมอันเหี้ยมโหด หรือ ที่การกระทำใด ๆ ก็ตามที่ถูกขึ้นป้ายว่าเป็นความเหี้ยมโหดนั้น อาจเป็นเรื่องกินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง รู้ทางกันดี และก็ปฏิบัติการด้วยความเฉียบขาด รวบรัด รวดเร็ว และรัดกุม  ตื่นตัว ลองดู” หนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง บุรุษผู้ลุ่มหลงกับปฏิบัติการอันไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมด้วย

การสังหารสายลับเวียตนามใต้ผู้แปรพักตร์เข้ากับฝ่ายเหนือไป 4 ราย โดยไม่รอคำสั่งอนุมัติจากหน่วยเหนือ อย่างเคิร์ทซ์ จึงตกเป็นเป้าการ”อุ้ม” โดยมือสังหารนอกคอกเสียเอง:  “รู้ไว้ด้วยหมวด ให้ถือว่าปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เคยมีอยู่ และจะไม่มีวันมีขึ้นอีก” พฤติการณ์เท่าที่เป็น ๆ กันอยู่ของมนุษย์จึงน่าสะพรึงกลัวเฉกเช่นเดียวกับศักยภาพการก่อพฤติกรรมเหนือความคาดหมายของมนุษย์  ด้วยพลังใฝ่ดี ดังนั้นคนอย่างวิลเลิร์ดจึงปวารตนแก่บทบาทของอย่างเต็มตัว และสถาปนาตนขึ้นเป็นไม้เบื่อไม้เมา เพราะเคิร์ทซ์ถึงคราวต้องปลดระวางเสียที การมองจากมุมแนวคิดกำหนดนิยม ยังมีให้เห็นใน The Thin Red Line  ฉบับเป็นหนังด้วยเช่นกัน ผิดก็แต่เพียงจะมาในขอบเขตส่วนบุคคล

ความพลั้งพลาดของคริสต์เล่นั้นอยู่นอกกรอบความคิดโบราณที่เล็งผลเลิศไว้ว่าจำต้องมีการรับโอนทรัพยากรทั้งหมดทั้งหลายในงานเขียนต้นฉบับมาไว้ในหนังให้จงได้ ทว่าผู้กำกับมาลิกกลับลดทอนกลิ่นอายกำหนดนิยมใน The Thin Red Line และหันไปโหมกระพือ หรือ อาจสำคัญผิด กับ กลิ่นอายเชิงจิตวิญญาณแทน The Thin Red Line จึงตกเป็นจำเลยในข้อหาเดียวกับ Cross of Iron  กล่าวคือ ส่วนของการรบก็ล่อกันไป แต่หนังจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับเงื่อนไขและเนื้อเรื่องอันเป็นตัวชี้ถูกชี้ผิดดังมีการจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ อ่าวเพิร์ลก็ดี ลัทธิฟาสซิลต์เอย เผด็จการทหารเอย หรือบรรดาชาติที่ถูกยึดครอง และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ล้วนไม่มีหลุดมาให้ได้ยินในหนัง สงครามใน The Thin Red Line จึงเป็นเหมือนการยุทธทั่วไป มีการยกพลขึ้นเกาะ มีกองเรือมาคอยปิดล้อมเกาะไป มีการเข้ายึดเนินเขาเพื่อเป็นชัยภูมิ มีการเข้าตีฐานที่มั่นของฝ่ายตรงข้าม มีการเข้าเผด็จศึก กวาดล้าง และเหล่าทหารก็ต้องจมปลักอยู่กับความน่าสะพรึงกลัว น่าเบื่อหน่าย และสยดสยองของสงคราม บรรยากาศมีแต่ความอับจนสิ้นเรี่ยวแรง พวกเขาอิจฉาบรรดาทหารรุ่นพี่ที่ไม่รู้สึกรู้สากับความตายและฉากชีวิตเบื้องหน้าอีกต่อไปแล้ว จ่าเวลช์ซึ่งรับบทโดยฌอน  เพนน์ สารภาพว่าเขาอิจฉาจ่าสตอร์ม

Apocalypse Now (Redux) ไม่กรวดน้ำคว่ำขันกับการเมืองและบริบททางประวัติศาสตร์เหมือนกับ The Thin Red Line และ Cross ตรงกันข้าม ฉากทิ้งระเบิดปูพรมอันติดอันดับต้น ๆ ของฉากตื่นตาตื่นใจตลอดกาลของหนังยังชี้ชวนให้ตีความไปในทางดังกล่าว หนังยังมีเบาะแสให้สืบสาวไปถึงสงครามเวียตนามจนได้ การที่คอปโพลาถอนฉากดังกล่าวออกเนื่องด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา เมื่อครั้งนำฉบับดั้งเดิมออกฉาย ย่อมสะท้อนว่าคอปโพลารู้แก่ใจดี ยังมีแก่นที่สำคัญยิ่งกว่าอยู่กับตัวหนัง จึงไม่ควรยึดติดอยู่กับกระพี้ การผนวกฉากดังกล่าวเข้ามาไว้ในหนังพากย์ใหม่ จึงเป็นแค่การกระตุ้นเตือนถึงความน่าตื่นตาตื่นใจของฉากเท่านั้น และอาจเป็นฉากจากหนังเรื่องใดก็ได้ซึ่งอาจเล่าถึงสงครามเวียดนามจริง ๆ ดุจเดียวกับที่ The Killing Fields ก็มุ่งเล่าถึงเหตุการณ์จริงช่วงหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สงครามกัมพูชา

การตัดขาดตัวหนังจากเหตุการณ์ใดเป็นกรณีเฉพาะจึงปลุกเร้าแนวคิดกำหนดนิยมมิให้จืดจางไปจากหนัง สถานการณ์หรือเหตุการณ์อันมีเงื่อนไขเฉพาะมักมีเหตุผลชุดหนึ่งเป็นของแถมเสมอ เหตุผลทั้งหลายแหล่ก็มีสายแร่ความหมายรอการถลุง ความหมายก่อให้เกิดความหวังในการตัดสินใจบนพื้นฐานความจริง และส่งผลใหญ่หลวงต่อปัจเจก แต่ The Thin Red Line จะไม่มีการพริ้วร่อนเช่นนั้น นายพลขี่โอ่และนายพันยโสกวาดตาตัดท้องน้ำทะเลไปยังกัวดาลคานาล(ดินแดนอุปโลกขน์ของหนัง) ไม่ยี่หระกับความเป็นไปของมนุษยชาติ บรรดาทหารได้แต่เฝ้ารอเวลาออกไปด่าวดิ้นในสมรภูมิ ไม่มีการพูดถึงการปกป้องมาตุภูมิ หรือ ชัยชนะอันยิ่งใหญ่  พวกเขานึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำไปว่าพวกที่อยู่เบื้องบนมุ่งหวังสิ่งใดถึงได้สั่งพวกตนมารบ(ฉากบันทึกภาพการสัมภาษณ์ของ Full Metal Jacket  มีภาพการตะเบ็งเสียงด้วยความฮึกเหิมเข้มแข็งของเหล่าทหารอันเป็นการกระทำเพื่อประชดส่งและเสแสร้ง) ฉากกลางสมรภูมิไม่ให้อารมณ์ของการขับเคี่ยวเอาชัย หนังจำพวกนี้มักปิดโอกาสคนดูในการตีเส้นแบ่งแนวประจันทัพ และแยกแยะเส้นสนกลในความสัมพันธ์ในหมู่ตัวละคร ใน The Thin Red Line คนดูรับรู้ในเบื้องต้นว่าจะมีการบุกยึดเนินเขาลูกหนึ่ง และก็จะรู้อยู่เพียงเท่านั้น ไม่มีเหตุอันใดให้ต้องเปิดศึกนอกเสียจากคำบัญชาของทอล(Colonel Tall) หลังจากเฝ้ารอลิ้มรสชัยชนะ และหาทางกอบกู้เกียรติภูมิเพื่อไว้ลายชายชาติทหารมาชั่วชีวิต นายพันรุ่นดึกเพิ่งสบโอกาสเข้าเผด็จศึกก็คราวนี้ แต่ครั้นสิ้นสุดภารกิจ ภาพอันติดตราตรึงใจของนายพลผู้รับบทโดยนิค  โนลเต้ คือ อิริยาบทขณะนั่งอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางซากความย่อยยับอันเป็นผลพลอยได้จากชัยชนะ ทว่าเจ้าตัวกลับตกอยู่ในภวังค์อ้างว้างเงื่องหงอย เหนื่อยล้าเพราะไฟทะเยอทะยานในตนมอดดับ ดนตรีประกอบของฮันส์  ซิมเมอร์ในฉากรบอันดุเดือดขณะฝ่ายนาวิกโยธินบุกขยี้ค่ายทหารญี่ปุ่น ไม่เพียงไม่กระโชกโฮกฮาก หน้ำซ้ำกลับอ้อยสร้อย อาดูร ปราศจากความรู้สึกฮึกเหิมในชัยชนะ มีก็แต่ความเหม่อลอย ตะลึงงันกับการเข่นฆ่ากันเหมือนคนเป็นผักปลา และทหารฝ่ายตรงข้ามนอนตายร่างแหลกเละ หนังไม่แพร่งพรายสิ่งใด ไม่ระบุพิกัดเกิดเหตุเพื่อสร้างความหมายและจุดหมาย

คริสเลตั้งฐานแย้งใน 2 ประเด็นหลักด้วยกัน คือ มาลิกพิรี้พิไรอยู่กับความงามของธรรมชาติกลางวงล้อมสงคราม และการใช้เสียงบรรยายในหนัง อย่างไรก็ดี บทบาทตามแก่นโครงของธรรมชาติในหนังเองก็หนักไปในทางคลุมเครือมากกว่าจะแจ่มชัด ตลอดห้วงการปะทะระหว่างหว่างความงามในธรรมชาติกับการทำลายล้างระหว่างมนุษย์ ก็หามีการชี้ขาดลงไปไม่ว่ามนุษย์ในหนังนั้นถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งหรือแยกส่วนกับธรรมชาติ ชาวเกาะดั้งเดิม(เช่นเดียวกับเสียงบรรยาย อันเป็นแง่คิดสมทบจากหนัง)มีชีวิตอย่างสุนทรีย์ และเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ จนมาวันหนึ่งวิถีความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ก็มีอันเสื่อมถอยเพราะความไม่ลงรอยในหมู่มนุษย์ ผู้คนเหล่านี้เหมือนเทวดาตกสวรรค์ ไม่อาจยืนหยัดขัดขืนพฤติกรรมผีเข้าผีออกของมนุษย์ได้ ทั่วทุกหัวระแหงของป่าฝนบนเกาะยังคงสวยหมดจดท่ามกลางคาวเลือดคละคลุ้ง แต่ภาพเปิดกับภาพปิดหนังกลับขัดแย้งกัน การกลับไปหาภาพหินก้อนย่อมในท้องน้ำของเกาะหลังสิ้นศึก เพื่อกล่าวถึงชีวิตใหม่ที่กำลังงอกเงยว่าง่ายแล้ว แต่การกลับไปดึงภาพจระเข้ลอยคอปริ่มผิวน้ำก่อนผลุบหายไปในท้องน้ำทะมึนจากตอนเปิดเรื่องมาใช้ต่อยิ่งง่ายต่อการถูกลืม ภาพจากกล้องมักฟุ้งกระเจิงด้วยอณูแสงพร่าฝัน เหมือนแสงสวรรค์ส่องลงมาอาบลับแลในดงป่า เราอดคิดไม่ได้ว่าคนพวกนั้นล่วงล้ำเข้าไปในดินแดนอื่นเบื้องล่างลับแล ใต้ผืนป่าอาจเป็นท้องน้ำ แปรธาตุและเปลี่ยนสู่สภาวะซึ่งพล ฯ วิทท์ใฝ่ฝันจะลงไปแหวกว่าย ปลดปล่อยตัวเองจากการระแวดระวัง เหนือขึ้นไปอาจเป็นแสง ส่วนที่คั่นกลางคือโลกแห่งความรุนแรง และไร้ความปลอดภัย  พล ฯ วิทท์ดูจะมีญาณมองทะลุชั้นภูมิภูมิ ในฉากพลฯ วิทท์ตกอยู่ในวงล้อมทหารญี่ปุ่นตอนหนังใกล้จบ เขาคิดล่วงหน้าไปไกลลิบ เกินกว่ากล้องจะนำมาสาธยาย ก่อนจะตกลงใจยกปืนไรเฟิลขึ้น แทนที่จะทิ้งปืน พร้อมรับมรณกรรม ก่อนไปโผล่อยู่ใต้ทะเล แหวกว่ายน้ำทะเลอยู่กับเด็ก ๆ แต่นั่นหรือคือสวรรค์ หรือเป็นแค่การเคลื่อนภูมิ หรือจุติหลังตาย ถึงจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งจริง ๆ ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีคุณค่าปลดหนี้ที่ก่อไว้กับโลกได้ละหรือ

เสียงบรรยายแทรกประกอบของมาลิกปูพื้นฐานกติกาการขุดรากถอนโคนนรกขุมต่าง ๆ ของสงครามไล่เรียงผ่านจากสภาพภายนอกเข้าไปจนถึงส่วนลึกของตัวละคร ผิดกับเสียงบรรยายของวิลลาร์ดใน Apocalypse Now เพราะไม่ใช่เสียงบรรยายทายทักหรือครุ่นคำนึงถึงต้นสายปลายเหตุหรือตัวตน เสียงบรรยายมีเพื่อท้ารบทางปรัชญาโดยแท้ และเคลื่อนไหลไปเรื่อย ไม่มีหลักแหล่งแห่งผู้เล่า จนต้องยกให้เป็นเสียงของมนุษย์ในการตั้งปุจฉาถึงโลกที่เป็นอยู่ เสียงการสู้รบดัง-เบาโฉบเข้า-ออกสลับกับเสียงบรรยายหรือเสียงดนตรี ดังนั้น ในระหว่างรบหลังพิงค่าย เป็นอาทิ ภาพช่วงต้นของฉากจะออกมาสมจริง ชวนอกสั่นขวัญหาย อึกทึก หูดับตับไหม้ไม่มีหลุดไม่มีพลาดพลาดแม้กระสุนสักลูก นรกในสงครามของมาลิกจึงอยู่ในสมรภูมิเป็นแน่ เพราะแม้บางรายจะไม่ถึงกับเลือดตกยางออก แต่ก็ตกอยู่ในความหวาดหวั่น ความผันผวน ร้าวรานและการสูญเสียเพื่อน การไร้หัวนอนปลายเท้า และการสูญเสียตัวตนไปในระหว่างการฆ่า และการกลัวโดยปราศจากที่มาที่ไป

หนังสงครามเรื่องเด่น ๆ ในชั่ว 3 ทศวรรษนี้ รวมถึง Platoon   Causalities of War และ Three Kings นั้น ต่างวิวัฒนาการการฉายภาพสงครามยุคใหม่ในทำนองเดียวกัน หนังหลายเรื่องไม่เพียงเอาแต่ถ่ายทอดเปลือกนอกอันบ้าคลั่งของขุมนรกแห่งสงครามและการเข่นฆ่าทำลายล้างในสมรภูมิ ทว่าได้ผสานภาวะเสียศูนย์เตลิดเปิดเปิงในจิตใจหน่วยประชากรในสงครามเข้ามาในหนัง โดยที่ก็หาได้เป็นตัวถ่วงในการอวดชั้นเชิงด้านภาพอันโฉบเฉี่ยวล้ำยุคเพื่อสนองตัณหาเหล่าผู้กำกับ

Three Kings มีแนวทางตามแบบฉบับเฉพาะในการแปรธาตุภาพอันตื่นตาเร้าใจไปเข้าไปเรียงตัวเป็นผลึกอยู่ในห้วงภาวะภายในอันเป็นสาระสำคัญ ขณะเดียวกันก็ละเลงภาพการเข่นฆ่าผ่านคมกระสุน สะเก็ดลูกปืนที่ปลิวว่อนเข้าเจาะเนื้อทะลวงกระดูกชนิดไม่มียั้ง ยิ่งหนังสงครามรุ่นใหม่ประสบผลสำเร็จในการตีแผ่ความจริงยกกำลังสองทั้งในเชิงกายภาพและจิตวิทยามากฉันใด รอยสะดุดก็ยิ่งโดดเด่นเป็นเงาตามตัวฉันนั้น เฉกเช่นเดียวกับกรณีการนำ The Thin Red Line มาเทียบกับ Saving Private Ryan เนื่องจากเข้าฉายในปีเดียวกันและส่งผลให้หนังสองเรื่องได้รับความนิยมผิดกันลิบลับ

SPR มีดีอยู่ตรงฉากปฏิบัติการยกพลขึ้นหาดนอร์มังดีอันอุโฆษ รวมถึงฉากการสู้รบอันสมจริง เหล่าทหารผ่านศึกตัวจริงต่างชื่นชมว่ามีความใกล้เคียงสภาพการณ์จริงที่สุดเท่าที่เคยสร้างกันมา การฉายภาพสภาวะแตกตัวของภพภูมิครั้งเด่น ๆ ของหนังมีอยู่สองครั้งด้วยกัน คราวแรกเป็นชั่วอึดใจของย่างก้าวแรกบนหาดโอมาฮาของกัปตันมิลเลอร์รับบทโดยทอม  แฮงคส์ พอเจอเข้ากับสภาพมิคสัญญีความหายนะและการสละเลือดเนื้อชโลมปฐพีรอบกาย เขาก็ไหลเข้าสู่สองแพร่งของภวังค์ ภาพในคำนึงของเขาจะไหลไปช้า ๆ  เขาเห็นทหารรายหนึ่งหยิบแขนเฟะ ๆ ของตนเองขึ้นจากผืนทราย มิลเลอร์ขี้ขึ้นหัว กับชั่วอึดใจที่ทหารทุกคนหวาดหวั่น ชั่วอึดใจที่อาจกระชากสติจนกู่ไม่กลับ แต่มิลเลอร์ยังกุมสติไว้ได้ และผละออกมาจากภวังค์ร้ายได้ ภาพเหตุการณ์ทำนองเดียวกันถูกนำมาย้ำอีกครั้งในช่วงท้าย ๆ ของการพันตูอันยืดเยื้อเพื่อสำรวจลึกในภวังค์ของอัปฮัมนายทหารล่ามขี้ขลาด หนังสงคราม(นิยม)โดยมากมักกล่าวถึงอาการขี้ขลาดแบบขอไปที ราวกับเกรงจะเป็นเสนียดแก่ตา และมักจะเร้าอารมณ์ด้วยการโยนพวกใจปลาซิวไปอยู่กลางวงนักรบรายอื่น ๆ ซึ่งเป็นตัวแทนของคนดู เพื่อให้ง่ายแก่การแยกแยะและก่อนประณามตัวเสนียดของสังคม และเป็นรอยแผลอุทาหรณ์คอยเตือนผู้คนมิให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่ในกรณีของอัพฮัมกลับตรงกันข้าม กล่าวคือมีการขยายภาพพฤติกรรมใจปลาซิวของเขาละเอียดยิบ และพิรี้พิไรกับเขาจนน่ารำคาญ นอกจากนี้ในการเล่าถึงความปวกเปียกของเขาก็มักมีเขาอยู่ในเหตุการณ์เพียงลำพังเสียอีก ความอ่อนแอของเขาจึงเป็นวาระส่วนตัวระหว่างเขากับคนดู เมื่อไม่มีมติสาธารณะมาคอยกดดันให้คล้อยตาม คนดูอาศัยเฉพาะความเลวทรามและน่าสมเพชของเจ้าตัวเป็นหลักในการพิพากษาอัพฮัม ควรกล่าวด้วยถึงเสี้ยวเล็ก ๆ ของอาการการเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ของ SPR หนังจากภาพเหตุการณ์ขณะทหารลิ่วล้อพกความแค้นแน่นอกรุกคืบสูงลึกขึ้นไปยึดป้อมรักษาการของฝ่ายเยอรมันบนเนินผาได้สำเร็จและกราดกระสุนใส่ทหารเยอรมันที่ยกอาวุธยอมจำนนอยู่ในสนามเพลาะ

ผู้ชมบางรายสับสนกับบทบาทการเป็นหนังต่อต้านสงครามของ SPR ขึ้นมาทันทีกับฉากดังกล่าว ขณะที่ The Thin Red Line ไม่มีหนามนี้ตำใจ แต่หากเข้าใจว่าธาตุแท้ของ SPR คือหนังเชิดชูวีรบุรูษในสงคราม(นิยม)พิทักษ์ปิตุภูมิ ก็จะช่วยบ่งหนามออกได้ เพราะทั้งสตีเว่น  สปีลเบิร์กและทอม  แฮงค์สต่างก็ออกตัวต่อสาธารณชนมาตลอดว่าจุดประสงค์ในการทำ SPR นั้นเพื่อเชิดชูวีรกรรมความเสียสละของพลรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อลบล้างความน่าสะพรึงกลัวที่ทหารเหล่านั้นประสบ และบางทีก็รวมถึงที่พวกเขารู้เห็นเป็นใจหรือลงมือในวีรกรรมโหดเพื่อชาติเสียเอง วัตถุประสงค์ของหนังสงคราม(นิยม)ก็เป็นดังนี้ สงครามของ SPR มีแสนยานุภาพความสมจริงล้ำหน้าหนังสงคราม(นิยม)ทุกเรื่องที่เคยมีมา หน้ำซำยังประกาศถือหางคติที่ว่าปณิธาณอันถูกต้องและดีงามย่อมทรงสิทธิในการชี้ถูกชี้ผิด และแก้ต่างให้กับอาชญากรรมที่อยู่คู่กับมนุษย์ ฝ่ายที่ไม่สบอารมณ์กับ SPR ติว่าหนังขาดอารมณ์ละเมียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนการเร้าอารมณ์รักชาติ ทั้งนี้ก็เนื่องมาแต่การตั้งชื่ออันออกจะเป็นการบ่งบอกความเป็นหนังมากไปหน่อย  บางคราความหมายเผิน ๆ ของ อารมณ์ละเมียด ก็ดูจะไม่ลงรอยกับการปลงสำนึกไม่ว่าจะยักย้ายไปในทางใด ดังมีนักวิจารณ์ที่เห็นด้วยกับคริสท์เล่ในเรื่องภาวะจิตวิญญาณของ Thin Red Line เรียกเสียใหม่ว่าเป็น”การตัดช่องน้อยดิ่งมุดสู่ห้วงอารมณ์” หนังสงคราม(นิยม)อมตะหักคอละเมียดด้วยการสร้างภาพบ้านคือวิมาน ซึ่งก็รวมถึงการปรุงภาพบ้านไร่ปลายนาอเมริกันขนานแท้และโดดเดี่ยวเสียวิจิตรบรรจง(Norman Rockwellish)ในฉากนางไรอันไล่สายตาตามรถที่แล่นอยู่ในภูมิทัศนกว้างไกลเพื่อเข้ามาแจ้งข่าวการตายของบุตรชายเธอ เหตุใดจึงไม่ปรุงภาพออกมาในแนวสะท้อนชีวิตลำเค็ญหมองไหม้(Walker Evans)ยังมีการถ่ายทอดภาพทำนองนี้อีกหลายเสี้ยวเหตุการณ์ในหนัง อย่างไรก็ตาม การนำเสนอค่านิยมปกป้องมาตุภูมิในหนังกลับเข้าทำนองท่าดีทีเหลว ขึ้นต้นจากกอไผ่ แต่สุดท้ายกลายเป็นบ้องกัญชา

เฉกเช่นเดียวกับหนังต้านสงครามเรื่องอื่น ๆ  The Thin Red Line พาคนดูเข้าไปอยู่ใจกลางสงคราม เพื่อย้ำว่าสงครามเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเครื่องจักรทมิฬขนาดมหึมาขับเคลื่อนโดยกลไกรัฐซึ่งมีพละกำลังมหาศาลขึ้นไปอีก และปัจเจกชน  ท้ายที่สุดเครื่องจักรสุดระห่ำนี้ก็จะพรากทุกสิ่งสู่กระบวนการแปรรูปไม่เว้นแม้แต่วัตถุดิบที่ไร้สมัครพรรคพวกและเขี้ยวเล็บ

หนังสงครามพิทักษ์มาตุภูมิตั้งป้อมว่าหากเรายอมรับในธรรมชาติอันดำมืดของสงคราม เราก็จำต้องยอมรับต่อไปอีกเป็นทอด ๆ ว่าอาจมีหรืออาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีผลข้างเคียงในรูปรอยแผลความอำมหิตติดมากับนักรบยามกลับเข้าบ้าน แต่ควรยกประโยชน์โดยเห็นแก่วีรกรรมอันเกริกเกียรติ ปฏิกิริยาตอบรับจากทหารผ่านศึกส่วนใหญ่ต่อฉากงานรำลึกวันยกพลขึ้นบกซึ่งจัดขึ้นที่สุสานทหารอเมริกันผู้ร่วมในปฏิบัติการนอร์มังดี ณ คอลวิลล์ เซอร์ แมร์ อันเป็นตอนจบของ SPR ชี้ว่าพวกเขาเชื่อว่ามุมมองที่หนังใช้เล่าเรื่องนั้นสอดรับกับข้อเท็จจริง จริงอยู่ SPR นั้นกินขาดในเรื่องภาพ ขณะที่หนังต้านสงครามหลายเรื่องที่เป็นผลพวงจากสงครามเวียดนามกลับให้ภาพบรรยากาศหม่นทึม แม้แต่ในช่วงเหตุการณ์ชงเชิดคติรักชาติ บางคนอาจเถียงว่าเหตุการณ์เยี่ยมคารวะสุสานทหารวีรชนนั้นเป็นเพียงชั่วเวลาสั้น ๆ และก็เกิดขึ้นกลางวันแสก ๆ ในความเป็นจริงก็ต้องยอมรับกันอยู่ในทีว่าวันรำลึกหาใช่มีเพียงธงชาติและพิธีไว้อาลัยแต่ยังกินความไปถึงชีวิตพิกลพิการจากสงครามครั้งต่าง ๆ และต้องเสียศูนย์ กลัดหนอง ทนทุกข์ ก็เมื่อปณิธานอลังการออกปานนั้น ไฉนหนังสงครามรักชาติจึงอาจไม่หลอกคนดูได้ตลอดรอดฝั่ง ส่วนหนังต้านสงครามนั้น จะมีน้ำยามากกว่าเอาแต่ตั้งคำถามง่าย ๆ ที่ว่า หรือมนุษย์จะหมดสิ้นหนทางยับยั้งมิให้สงครามต้องถลำสู่ความหฤโหดอยู่ร่ำไป ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวหนัง แต่อยู่ที่มนุษย์อย่างเรา ๆ   ลองต่อความยาวสาวความยืดกับเสียงบรรยายใน The Thin Red Line  ดูสิว่า “ปีศาจยักษ์ตนนี้มาจากไหน แฝงตัวมาอยู่ในโลกได้อย่างไร เติบใหญ่จากเมล็ดพันธุ์ใด ด้วยรากใด ด้วยน้ำมือใคร ใครกำลังฆ่าเรา พลังมืดขุมนี้อยู่ในตัวคุณด้วยรึเปล่า แน่ใจหรือว่าคุณผ่านพ้นคืนนั้นมาแล้ว?”

แปลจาก

A. Jay Adler. 2004. “The Altered State ofWar”. http://www.brightlightsfilm.com/45/war.htm

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: