enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.93-104]

leave a comment »

[น.92]

ภาค 2

ผลงานภาพยนตร์ (ค.ศ.1966-1994)

3

งานยุคต้น (ค.ศ.1966-1988)

[น.93]ดังได้อภิปรายไปแล้ว คีสลอฟสกีเริ่มต้นเส้นทางวิชาชีพผู้กำกับด้วยงานสารคดีและประสบการณ์จากห้วงเวลาดังกล่าวยังมีผลสืบเนื่องลึกล้ำต่อการทำงานภาพยนตร์มาตรฐานในภายหลัง ด้วยสาเหตุประการสำคัญที่สุดคือ คีสลอฟสกีชื่นชมพลังอุบัติการณ์(immediate power) เขาเชื่อถึงขั้นว่ามีสรรพคุณในทางเปลี่ยนแปลงสังคมเลยทีเดียว  ย้อนไปนานเทียบเท่าครั้งเขาเสนอวิทยานิพนธ์ในชื่อ Author,  Film,  Reality อันเป็นหลักฐานยืนยันหนักแน่นว่าคีสลอฟสกีฝากความหวังไว้กับ ปมกินใจในความจริง(the dramaturgy of reality) ขณะเดียวกันก็เทิดทูนคุณค่าและเมามันกับการถ่ายทอดทัศนะส่วนตัวผ่านสารคดีด้วยเอกสิทธิ์แห่งของประพันธกร ผลิตผลดังกล่าวไม่อาจนับเป็นสัจนิยมไร้เดียงสาและก็ไม่ใช่เหนือจริงหลงตน  เขาเขียนไว้ว่า “ผมหมายถึง หนังปลอดขนบ  มีแต่เรื่องของความเป็นจริง  ให้ความจริงบอกเล่าเรื่องราว  คนดูกับผู้กำกับต่างก็มีส่วนในหนังแทนที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของทัศนะผู้กำกับ”  ดังได้อภิปรายถึง Personnel ไว้แล้วว่าแม้มีการขยับขยายแนวคิดการทำงานแบบสารคดีครอบคลุมไปถึงงานแต่งเรื่อง(fiction)ใน ค.ศ.1975  ลำหักลำโค่นนามธรรมของคีสลอฟสกีดังมีให้เห็นแพรวพราวในงานชั้นหลัง ก็ยังไม่ฉายแววในงานยุคแรก แต่ก็นับว่าได้บุกเบิกวิถีการเล่าตามกระบวนท่านี้ เมล็ดพันธุ์พิมพ์นิยมได้ถูกหว่านเพาะเป็นหลักแหล่ง เฉกเช่นเดียวกัน พุทธภาวะยังไม่เปล่งประกายแรงกล้าแต่ก็สัมผัสได้แล้วถึงวาระของปรมัตถ์อภิปรัชญา ณ ภาคพื้นการเล่า

คีสลอฟสกีลงหลักปักฐานทางวิชาชีพในห้วงเวลาที่โปแลนด์จมปลักอยู่ในวิกฤตทั้งด้านการเมืองและปรัชญา  และงานของเขาในช่วงนั้นก็ไม่พลาดที่จะสะท้อนความระส่ำระสายของบ้านเมือง หนังที่ออกมาในช่วงนั้นตั้งคำถามมากกว่าให้คำตอบ หนักแน่นด้วยแบบแผนการเล่าวิภาษวิธี ยังไม่ค่อยมีลูกล่อลูกชนขยักขย่อนเหมือนโครงสร้างการเล่า[น.94]ตามขนบดังปรากฏในงานชั้นหลัง  งานช่วงนั้นออกไปในทางเสียดสี ประชดส่ง มองโลกในแง่ร้ายเสียเป็นส่วนมาก ผิดกับท่าทีเห็นแก่หัวอกความเป็นมนุษย์และให้ความหวังในงานยุคหลัง Decalogue มาแล้ว

ตามที่เกริ่นไว้ เฉพาะงานภาพยนตร์มาตรฐานที่จะมีการพิจารณาอย่างละเอียด แต่ก็จะรวมชิ้นงานขนาดสั้นกว่าปกติอย่าง Personnel และ Decalogue ไว้ด้วย  แม้กระนั้น ก็จะได้นำงานสารคดีและภาพยนตร์สั้นมาอภิปรายโดยสังเขปไว้ในตอนต้นด้วยเพื่อความเป็นเอกภาพ  หากไม่นับประเภทการบ้านส่งครู คีสลอฟสกีออกผลงานสารคดีเรื่องแรกในค.ศ.1968 และกว่าจะได้ฤกษ์ชิมลางงานภาพยนตร์ขนาดสั้นก็ต้องรอถึงค.ศ.1973  พอถึงค.ศ.1975 ก็หันไปลองผิดลองถูกพลิกแพลงลูกเล่นกับโครงการหนังเรื่องแต่งขนาดสั้น(short fiction film)   เขามีผลงานหนังมาตรฐาน คือ The Scar ออกฉายเป็นเรื่องแรกในค.ศ.1976  ต่อจากนั้นก็แบ่งภาคทำทั้งสารคดีและหนังเรื่องแต่งเรื่อยมาจนถึงค.ศ.1981 จากนั้นจึงค่อยเอาดีกับหนังเล่าเรื่องแต่งอย่างเป็นกิจจะลักษณะ(สารคดีขนาดสั้น เรื่อง Seven Days a Week ถือเป็นข้อยกเว้นเพียงกรณีเดียว)

สารคดีและหนังสั้น

โดยรูปแบบแล้วสารคดีและหนังสั้นก็ถูกโฉลกกับนามธรรมพอตัว อาจมีสาเหตุร้อยแปด(เช่น สังเกตุการณ์จากระยะไกล)ที่คนทำสารคดีเลือกใช้เลนส์ดูดภาพกำลังสูง(telephoto lens) แต่ผลอันเป็นภาพปรากฏแก่สายตาก็มีความเป็นนามธรรมเสมอไม่ว่าจะเป็นการอัดราบทางทัศนียวิทยา(the flattening of perspective)และการย่นระยะลึกของท้องที่เหตุการณ์(the narrowing of the depth of field)  ภาพตกกระทบบนบานกระจกหน้าต่าง(การแก้ผ้าเอาหน้ารอดในงานเล่าเรื่องส่วนใหญ่ แต่เป็นตำรับมาตรฐานในงานสารคดี)นำมาซึ่งพื้นผิวหลายซับหลายซ้อน  และภาพนามธรรม  องค์ประกอบมูลฐานเหล่านี้มีให้เห็นดาษดื่นในสารคดีของคีสลอฟสกีและมีอยู่พอเป็นที่เฉลียวใจในงานสารคดีบีบหัวใจ(docudrama)(อย่าง Pedestrian Subway) อันเป็นผลจากการที่คีสลอฟสกียักย้ายลูกเล่นเหล่านี้มาเพิ่มความลื่นไหลในการถ่ายเทความรู้สึกก้นบึ้ง

The Tram (ค.ศ.1966 ขาว-ดำ ความยาวประมาณ 5 นาที  หนังเงียบ)

หนังสั้นเรื่องนี้เป็นผลิตเมื่อครั้งคีสลอฟสกียังอยู่ในรั้วโรงเรียนภาพยนตร์แห่งเมืองล็อดส์(Lodz)  หนังเล่าถึงการพบปะของวัยรุ่นชาย(เจอร์ซี  บราสกา – Jerzy  Braszka)หญิง(มาเรีย  ยาเนียค – Maria  Janiec) คู่หนึ่งบนตู้ขบวนรถไฟ  หลังจากแลกหนังสือกันหลายรอบ ฝ่ายชายก็ลงจากรถไป แต่แล้วก็เปลี่ยนใจกระทันหันและออกวิ่งไล่กวดรถ  ตอนแรกนั้นก็ไม่ได้มีการชี้เฉพาะว่าเขาตั้งใจวิ่งตามรถราง คล้ายกับเขาเตลิดฟูมฟายไฟธาตุแทรกหรือมีจุดมุ่งหมายอื่นในใจ [น.95]ในเวลาต่อมาถึงได้มีการเฉลยพลิกเหลี่ยมตามตำรับคีสลอฟสกีด้วยภาพพฤติกรรมฝ่ายชายแฝงตัวหลังกำแพงลอบมองเด็กสาวโดยมีการแทรกภาพแทนสายตาอันไม่น่าวางใจของเด็กผู้ชายเข้ามาด้วย หลายปีต่อมาการผูกฉากเช่นนี้กลับมาดัดหลังคนดูอีกใน Personnel

The Office (ค.ศ.1966  ขาว-ดำ ความยาว 6 นาที)

คีสลอฟสกีแผ่รังสีความชิงชังระบบขุนนางราชการผ่านงานสารคดีแจ้งเกิดชิ้นนี้  ภาพจ่อกล้องประชิดจับชาสองถ้วยนั้นถือเป็นการปักธงยึดชัยภูมิสร้อยหนัง(leimotif)ที่คีสลอฟสกียึดเป็นฐานที่มั่นไปได้ชั่วชีวิตการทำงาน ในกรณีนี้ไม่ได้ใช้เพื่อความกลมเกลียวแต่แทนความเหลืออด  เจ้าหน้าที่ในสำนักงานละเลียดน้ำชาโดยไม่อินังขังขอบกับความเคืองขุ่นของประชาชนที่ต้องชะเง้อรออยู่ในแถวคอยเพื่อขอรับบริการ ชั้นอันแน่นขนัดด้วยเอกสารและแฟ้มเป็นที่จดจำในฐานะภาพตัวแทนความอิเหละเขละขละของงานราชการ

Concert of Requests (ค.ศ.1967  ขาว-ดำ  ยาว 15 นาที)

หนังสั้นขนาดยาวเล่าเหตุการณ์น้ำผึ้งหยดเดียวอันมีกิจกรรมขี้หมูราขี้หมาแห้งยามบ่ายของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้น หนังเกาะติดวัยรุ่นคนหนึ่ง(ผู้มีรูปพรรณละม้ายคีสลอฟสกีอย่างยิ่ง)ในฐานะพยานในที่เกิดเหตุกระทบกระทั่งระหว่างคนสองกลุ่ม  ข้างหนึ่งเป็นกลุ่มขี้เมาอันธพาลซึ่งตัวเดินเรื่องเป็นหนึ่งในสมาชิก(ผู้ไม่กระตือรือร้นล้น)  ส่วนอีกกลุ่มเป็นชาวค่ายคู่หนึ่งที่มาตั้งกระโจมพักผ่อนในป่า หนังเต็มไปด้วยแม่ไม้การนำเสนอซึ่งลงตัว รัดกุมและมีลำหักลำโค่นมากขึ้นเมื่อปรากฏซ้ำในงานชั้นหลัง   ลงท้ายฝ่ายขี้เมาก็ไม่อาจสร้างความร้าวฉานแก่คู่ชาวค่าย ฝ่ายหลังประคับประคองความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวไปได้ตลอดรอดฝั่ง

The Photograph (ค.ศ.1967  ขาว-ดำ  ความยาว 32 นาที)

กล้องออกเสาะหาเด็กผู้ชายตัวเล็กๆสองคน มีหมวกทหารบนหัว พร้อมปืนไรเฟิลในภาพถ่าย ซึ่งโตเป็นหนุ่มกันแล้ว หนังบันทึกความรู้สึกของพวกเขาตอนเป็นนายแบบหน้ากล้องในครั้งกระโน้น  การขุดคุ้ยความทรงจำเก่าเก็บจารึกเป็นภาพหนังเช่นนี้ยังมีให้เห็นในงานเรื่องต่อๆมาของคีสลอฟสกี

From the City of Lódź (ค.ศ.1969  ขาว-ดำ  ยาว 17นาที)

สารคดีถ่ายทอดภาพเมืองอันเปรียบประดุจแดนสุขาวดี ตลอดจนกิจวัตรสัพเพเหระ  การยืดเย้นยืดสายในโรงงาน  ชาวบ้านตั้งวงเสวนาหาหนทางปกป้องวงมโหรีไม่ให้โดนเลหลังและอื่นๆ ระหว่างขยับขยายเรื่องราวหนังปล่อยรายละเอียดอันเป็นเสมือนยาแนวกรุยึดเศษเสี้ยวประเด็นของชาวบ้านร้านถิ่น ภาพคนชรานั่งกระจายอยู่ตามแหล่งต่างๆ  เด็กๆ วิ่งเล่น  ราวตากผ้านอกหน้าต่าง  คีสลอฟสกีหลงใหลการผสมผสานรายละเอียดทำนองดังกล่าวเข้ากับเสน่ห์และความงามอันแยบยลเช่นนั้นไปตราบนานเท่าที่เขายังยืนอยู่หลังกล้อง  ภาพเครื่องจักรอุตสาหกรรมในโรงงาน[น.96]ฟ้องถึงความพิสมัยภาพระยะใกล้นับแต่ครั้งนั้น  เพลงขับคลอฉากสุดท้ายบ่งบอกถึงเมืองที่ต้องมีอยู่สักแห่งที่ซึ่งผู้คนมีชีวิตอยู่กับความสงบสุข

I was Soldier (ค.ศ.1970  ขาว-ดำ 16 นาที)

ความทรงจำและความฝันเท่านั้นที่ยังแจ่มชัดในห้วงการรับรู้ของเหล่าทหารปลดประจำการตาบอด สารคดีชิ้นนี้อ่อนไหวกินใจด้วยความหมายและความสำคัญของจิตใจส่วนลึก ทุกคนเห็นพ้องต้องกันทันทีที่หนังจบ สงครามต้องยุติโดยพลันเพื่อคนทุกผู้ทุกนาม

Factory (ค.ศ.1970 ขาว-ดำ  17 นาที)

สารคดีเสียดสีประชดส่งโรงงานที่อยู่ในสภาพแพแตก จมปลักดักดานสามวันดีสี่วันไข้เพราะความเจ้ากี้เจ้าการของทางราชการ  คนงานผู้ซื่อสัตย์กัดฟันฮึดสู้แต่ก็เหลวเพราะเงื่อนไขอื่นๆ ไม่เอื้ออำนวย

Before the Rally (ค.ศ.1971  ขาว-ดำ  15 นาที)

นสพ.สต็อกมองว่าอุปสรรคที่ถาโถมเข้าใส่สองนักแข่งรถทางเรียบชาวโปลระหว่างเตรียมงานเพื่อเข้าร่วมชิงชัยในสนามความเร็วมอนติคาร์โลนั้นเปรียบได้กับสภาพปัญหาเศรษฐกิจและภาคการผลิตของโปแลนด์  หนังเริ่มต้นด้วยภาพนามธรรมแปลกตาขณะสายพานการผลิตลำเลียงรถไปตามเส้นทางประกอบตัวถัง ก่อนที่จะพาคนขับไปได้แค่กลางคันของการแข่งขัน  ฝีภาพขณะรถคันสีขาวถลาฝ่าหิมะนั้นตื่นตาราวกับเป็นความฝัน

[น.96]

Refrain (ค.ศ.1972  ขาว-ดำ  10 นาที)

สารคดีใช้สถานที่ปลงศพอันเป็นเสมือนธรณีประตูเชื่อมความเป็นความตายเป็นท้องเรื่อง รายการเอกสารยาวเป็นหางว่าว หดหู่ และให้อุทาหรณ์มากมาย  ภาพระยะใกล้ตอนต้นของสารคดี(ภาพมือเจ้าหน้าที่รัฐกับใบมรณบัตร)ในสภาพผิดรูปผิดร่างและขัดตา(จากการใช้เลนส์มุมกว้าง(wide-angle lens))  การผายหน้ากล้องเก็บภาพสุสานเป็นบรรพบุรุษของภาพหลุมศพในงานชั้นหลัง(อาทิเช่น The Double Life of Véronique) หนังขับเคลื่อนสืบเนื่องด้วยชุดภาพไล่เก็บภาพหน้าต่างประชันกับความมืด ห้องรูปลักษณ์เดียวกับสุสานในส่วนเตรียมงานของฌาปนสถานที่ซึ่งธุรกิจ พร้อมด้วยชีวิตที่เป็นไปในโลกภายนอก  ภาพทารกแรกเกิดตอนท้ายเรื่องชวนให้ใจหาย  ดูเป็นวัฏสังสารอันน่าเวทนา มากกว่าการเริ่มต้นใหม่อันน่าปิติ

Between Wroclaw and Zielona Gora (ค.ศ.1972  สี  10 นาที) และ The Principles of Safety and Hygiene in a Copper Mine (ค.ศ.1972  ขาว-ดำ  19 นาที)

สารคดีสองเรื่องที่ผลิตภายใต้การสนับสนุนของเหมืองทองแดงลุบิน(Lubin copper mine) เรื่องแรกกล่าวถึงธาตุแท้ของมนุษย์ ชีวิตชาวเหมือง  ความใฝ่ฝัน [น.97] ความคาดหวังเรื่องปากท้องการครองชีพ(ความสำเร็จคือประเด็นย่อยชูโรงของหนัง)  เรื่องที่สองเป็นการอธิบายขั้นตอนปฏิบัติ ครึกครื้นด้วยภาพลายเส้นนำเสนอพิษภัยจากการทำงานเหมือง(เช่น หัวขาด  ร่างเละ เป็นต้น)  หนังสองเรื่องนี้ไม่ค่อยจะมีตัวตนของคีสลอฟสกีสะท้อนออกมา มีการยัดเยียดเสียงดนตรีติดหู  ยากจะชี้ขาดได้ว่าคีสลอฟสกีเอาจริงเอาจังกับงานเหล่านี้เพียงใด  แต่หนังเรื่องแรกมาจากการคลุกวงในชีวิตคนงาน(ชื่อเรื่องใกล้เคียงกับชื่อตัวละคร) ภาพของการผาดโผนโจนทะยาน(เครื่องบินจำลอง  ร่มดิ่งพสุธา เครื่องร่อน  เครื่องบิน )บอกเป็นนัยถึงการหลุดพ้น แม้จะไม่เต็มปากเต็มคำและมีที่มาที่ไปก็ตาม  ภาพทำนองนี้มีให้เห็นอีกใน Blue

Worker ’71:  Nothing about Us without Us (ค.ศ.1972  ขาวดำ  45 นาที)

สารคดีเรื่องนี้ถ่ายทำในช่วงเกิดวิกฤติการณ์ทางการเมือง มีการประท้วงถี่ยิบชุกชุมในโปแลนด์ “เพื่อถ่ายทอดหัวจิตหัวใจของผู้ใช้แรงงานในค.ศ.1971” ภาพเครื่องจักรและคนงานในระยะใกล้บ่งบอกถึงความหลงใหลการจัดวางตามสูตรพิมพ์นิยม ซึ่งผิดกับภาพระยะใกล้ของเป้าหมายเดียวกันจากใน Man with a Movie Camera ของซิกา  เวอร์ตอฟ(Dziga  Vertov)

The Mason  (ค.ศ.1973  สี  17 นาที)

สารคดีบอกเล่าชีวิตการทำงานของช่างก่ออิฐ กับชีวิตที่ต้องพลอยหางเลขความผันผวนทางการเมืองในโปแลนด์ ตอนท้ายเขาเห็นแก่บำเหน็จที่ทางพรรคคอมมิวนิสต์เสนอให้ในรูปตำแหน่งราชการและหวนกลับสู่งานก่ออิฐ  แถมพกด้วยวาทะอันกินใจจากการเปิดใจถึงการยื่นหมูยื่นแมว รวมถึงความศรัทธาในงานก่อสร้างถาวรวัตถุ

Pedestrian Subway (ค.ศ.1973  ขาว-ดำ  29 นาที)

งานบีบคั้นความรู้สึกขนาดสั้นเล่าถึงช่างแต่งหน้าต่าง(เทเรซา  บูซิส-คริสซานอฟสกา – Teresa  Budzisz-Krzyzanowska)ประจำทางอุโมงค์คนลอดถนนในวอร์ซอว กับ สามี(รับบทโดย อันเดรส  ซีเวอริน – Andrzej  Seweryn)ที่เลิกร้างกันไปแล้วแต่มีเหตุให้ต้องออกตามหาตัวเธอ สัมพันธ์ระหว่างของคนทั้งสองขาดสะบั้นมานาน ต้นเหตุและรายละเอียดของความห่างเหินได้รับการเฉลยผ่านบทสนทนาอันกระท่อนกระแท่นและถูกขัดจังหวะอยู่ร่ำไปหนังไขปมขับเคลื่อนที่ละเปลาะ สางปัญหาข้อศิลธรรมอันเป็นชนวนเหตุที่ตัวละครก่อไว้  หนังเปิดเรื่องด้วยฝีภาพไปรษณียบัตรจากระยะใกล้ โดยมาเฉลยในอีกสองชั่วอึดใจให้หลังว่าเป็นภาพจากด้านหลังของไปรษณียบัตร  หนังปลดปล่อยรังสีความเคลือบแคลงออกมาในทุกความเคลื่อนไหวภายใต้สภาพแวดล้อมไม่ชอบมาพากล  ใต้ปฐพีของกรุงวอร์ซอว คีสลอฟสกีแก้ลำบรรยากาศ[น.98]อับทึมด้วยความแจ่มจางปางของรูปบนหน้าต่างร้านขายของอันเป็นท้องเรื่องของหนัง  การกรุกระดาษบนบานหน้าต่างเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวกลายเป็นเวทีขับเคี่ยวระหว่างสภาพคาหนังคาเขากับละลาบละล้วง คนทั้งคู่สอดส่องโลกภายนอกผ่านรูเล็กๆ(มุมมองภาพเหมือนการตั้งกล้องถ่ายสารคดีไม่มีผิด ก็ไม่แน่ว่านี่จะเป็นการสัพยอกตนเอง) พวกเขาพบเห็นการก่ออาชญากรรม(เหมือนยาเส็ก(Jacek)ใน Short Film about Killing) และกามกรีฑาของคู่สวาท(เหมือนโทเม็ก(Tomek)ใน A Short Film about Love)จากระยะปลอดภัย  ตัวหนังฉายแววแพราวพราวด้วยจริตจก้านนามธรรม  การให้รายละเอียดของกระดาษที่ปลิวผ่านบาทวิถีเบิกทวารมิตินามธรรมด้วยการเคลื่อนไหวของตัววัตถุ  การวางกรอบภาพอันชวนอนุโมทนาไปในทางนั้น  เช่นเดียวกันกับภาพกาแฟลอยละลิ่วเข้าหาหน้าต่าง และพอแก้วร่วงผ่านใบหน้าตัวละครก็เพิ่มรายละเอียดแก่ฝีภาพเข้าไปอีก  ความพยายามลดช่องว่างระหว่างกันอันเนื่องจากเปลือกหุ้มโปร่งแสงที่ต่างฝ่ายต่างสร้างขึ้นไม่เป็นผล  ระหว่างเข้าได้เข้าเข็มฝ่ายชายเหลือบมองนาฬิกา เธอยกหูโทรศัพท์และวางเครื่องรับไว้บนแผ่นหลังของร่างหมดทางสู้ที่คร่อมเธออยู่เป็นการแก้ลำ  เธอต่อสายไปยังฝ่ายบริการลูกค้าด้วยความย่ามใจและควงหูโทรศัพท์ข้างๆหูเขา “เอาโทรศัพท์มา” เธอโพล่งหลังจากนั้นในคราวที่พวกเขาแตกคอกัน(การอ้างอิงแบบลิงหลอกเจ้าเผยว่าในคืนนั้นสัญญาณเรียกเข้าที่เธอรับ ในสายล้วนเป็นคลื่นพิศวาสจากใครต่อใคร) มีความพยายามหักลบกลบหนี้รสขมของรักร้างพอหอมปากหอมคออยู่ในฉากทำนองเดียวกันใน Decalogue III ผ่านภาพอดีตคู่รักจากกันด้วยดีที่สถานีขนส่งแห่งหนึ่ง

X-Ray (ค.ศ.1974  สี  ความยาว 12 นาที)

สารคดีถ่ายทอดความกลัวและความหวังของผู้ป่วยวัณโรค  งานชิ้นนี้มีความเป็นส่วนตัวสูงมากในแง่ที่ว่าพ่อของคีสลอฟสกีก็เสียชีวิตเพราะวัณโรคหลังจากต่อสู้กับอาการป่วยอยู่นาน  หนังเปิดเรื่องจากแผ่นหลังของใครสักคนในระยะใกล้มาก  มือปริศนาทาบเข้ากับเครื่องตรวจ  พรึงเพริดและงดงามด้วยภาพอรุณรุ่ง ณ ผืนป่า หมอกลอยอ้อยอิ่งผ่านเข้า-ออก แววนามธรรมฉายชัดในฝีภาพนี้ บอกเป็นนัยด้วยการเทียมภาพอมตสถานเข้ากับภาพมนุษย์ในวาระสุดท้าย สิ้นศรัทธาในตนเองหลังจากตกงาน อีกพวกก็หมดอาลัยตายอยาก แต่ก็ยังพอจับได้ไล่ทันว่าไม่แคล้วคีสลอฟสกีใช้หนังปัดรังควานมารร้ายในวัยเด็กของเขา ต่อให้เลี่ยงบาลีด้วยการเล่นกับความชัดแย้ง คมเข้มระหว่างสภาพในสถานฟื้นฟูกับตัวเมืองครึ้มหมอก

First Love (ค.ศ.1974  สี  ความยาว 51 นาที)

สารคดีเกาะติดชีวิตคู่ของเด็กวัยเพิ่งสิ้นกลิ่นน้ำนม มีทั้งการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ร่วมหอลงโรงกันตั้งแต่เด็ก และการกำเนิดสมาชิกใหม่  หะแรกเธอตกลงใจจะไม่เอาเด็กไว้(เรื่องพรรค์นี้วนเวียนอยู่ในงานชั้นหลัง)[น.99]แต่หนทางข้างหน้ายังมีโจทย์ให้ต้องขบคิดอยู่อีกหลายขนาน พวกเขาเผชิญอุปสรรคทั้งในแง่ท่าทีของฝ่ายปกครองและเรื่องเงินๆทองๆ รักจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันไม่ใช่แค่แค่นึกเอา  โจทย์หินข้อหนึ่งคือเพื่อนบ้านเรียกฝ่ายบ้านเมืองมาจัดการพวกเขาในฐานะลักลอบอาศัยในห้องเอื้ออาทรที่เป็นชื่อของยายโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน  การณ์กลับกลายเป็นว่าคีสลอฟสกีแอบไปเรียกตำรวจมาป่วนคู่ผัวเมียวัยรุ่นเสียเอง  พิธีแต่งงานกร่อยลงถนัดใจจากภาระที่เพิ่มขึ้นผ่านตัวเลขในใบเสร็จสำหรับการออกเอกสารทางราชการ  พ่อแม่ของยาวิกาต่างหวังจะให้คู่รักวัยแตกหนุ่มแตกสาวมีชีวิตที่ดีกว่ารุ่นตน  ทางโรงเรียนใช้ลูกไม้สกปรกเล่นงานเธอ(ข้อหาตั้งครรภ์) แต่เธอยืนหยัดอย่างน่าชื่นชม  สารพันปัญหาชวนท้อใจเหล่านี้ได้รับการถ่วงดุลด้วยรักบริสุทธิ์และมุมมองอันไร้เดียงสา ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต่อโลกของพ่อแม่เด็กเมื่อวานซืน  หนังจบลงพร้อมกับมุมมองที่มีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังมีความสุขไปตามประสา   แม้ว่าตัวคีสลอฟสกีเองจะมองว่างานยังไม่ถึงขั้น  ไม่อาจถ่ายทอดชีวิตคู่ออกมาได้ครบถ้วนกระบวนความ แต่เท่าที่พิจารณาในหลายๆ ด้านหนังก็ทิ้งความประทับใจไว้ไม่น้อย ภาพเด็กลืมตาดูโลกในงานชิ้นนี้เป็นใบเบิกทางแก่ภาพถือกำเนิดใน Camera Buff

Curriculum Vitae (หรือ Life Story)  (ค.ศ.1975  ขาว-ดำ  ความยาว 45 นาที)

ความผกผันบีบคั้นหัวใจของชายผู้ถูกกล่าวหาว่าทรยศต่อพรรคคอมมิวนิสต์ และถูกตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน  อาจจะจัดงานชิ้นนี้ว่าเป็นสารคดีเรียกน้ำตา(docudrama)เนื่องจากถอดมาจากประสบการณ์ทำนองเดียวกันของผู้แสดงนำ และถ่ายทอดถึงความเป็นไปในชีวิตชาวโปแลนด์(อาทิเช่น คณะกรรมการตรวจสอบของพรรค)  ชิ้นงานเข้าฝักเจือด้วยการฟูมฟายพอเป็นพิธีและกลเม็ดทางกล้องค่อนข้างเอาเป็นเอาตายกับพิมพ์นิยม แต่โดยรวมแล้วหนังยังติดอยู่กับความเป็นสารคดีเมื่อดูจากท่วงทีสมบุกสมบันของกล้องและการพึ่งพาเลนส์ดูดภาพ  หนังโดดเด่นด้วยบรรยากาศรีดเค้นต้อนหน้าต้อนหลังจากการใช้ภาพระยะใกล้มากชนิดไม่ยั้งมือ(แต่มาในคนละแบบกับฉากสอบเค้นโจน ใน The Passion of Joan of Arc ของคาร์ล  ธีโอดอร์  เดรย์เออร์) การกรอบภาพชวนสติขาดผึ่งเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับการระดมยิงคำถามซอกแซกกัดไม่ปล่อย เหล่ากรรมาธิการซักไซ้ความเป็นมาเป็นไปของชีวิตเขา เปิดแผลความขมขื่นอันโยงใยไปถึงเหตุการณ์ทางการเมืองหลายต่อหลายครั้ง ไม่ก็เชื่อมต่อกับหน้าประวัติศาสตร์ของโปแลนด์  คีสลอฟสกีทิ้งทวนด้วยการศัลยกรรมภาพความเป็นไปในชีวิตของชายคนนั้นหลายจากการดำเนินคดีสิ้นสุดลงในแบบรวบรัดตัดความ ไม่มีการแถลงข้อกลา่วหาเพื่อปิดคดี แต่อดเฉลียวใจไม่ได้ว่าไม่แคล้วชายคนดังกล่าวคงไม่รอดปากเหยี่ยวปากกา

[น.100]

Hospital (ค.ศ.1975   ขาว-ดำ  20 นาที)

อาจเป็นงานที่สวนทางกับความเลื่อมใสต่อแพทย์โปแลนด์ที่คีสลอฟสกีเปรยไว้ในช่วงท้ายของชีวิต  อย่างไรก็ตามตัวเอกของเรื่องก็มาในรอยเดียวกับใน The Factory กล่าวคือ ยืนหยัดมุ่งมั่นกับงานท่ามกลางเงื่อนไขอันไม่เป็นใจ(งานล้นคน ทรัพยากรขาดมือ  อุปกรณ์พยศ)  หนังเกาะติดความเป็นไปตลอด 32 ชั่วโมงการอยู่เวรของแพทย์รายนี้ กับความน่าอ่อนอกอ่อนใจสารพัดที่ประเดประดัง  เปิดเรื่องมาเขาก็ต้องรับมือกับรายงานเรื่องคนไข้กระโดดจากหน้าต่างชั้น 4 ของตัวโรงพยาบาล กรณีดังกล่าวและกรณีชวนสลดอื่นๆ ตกเป็นขี้ปากของบรรดาแพทย์ผู้ไม่รู้สึกรู้สาให้คลายเหงากันได้ตลอดวัน   แทบไม่มีคนไข้ให้เห็นจะจะ  จะมีก็แต่เสียงจากข้างนอกเล็ดรอดเข้ามาในกรอบภาพ  วิบากกรรมของพวกเขาคละเคล้าด้วยอาการตบะแตกและพฤติกรรมน่าเคลือบแคลง มีภาพความเอื้ออาทรโผล่มาพอเป็นพิธีกับการที่คุณหมอไล่เรียงดูบทสรุปของคนไข้ตาบอดอนาถา ที่เหลือล้วนแล้วแต่เป็นความไม่น่าอภิรมย์ จากเตียงผ่าตัดที่ถ่ายทอดจากมุมมองปึงชา ปลงสังเวชซึ่งจะมีให้สัมผัสอีกครั้งใน A Short Film about Killing

Slate (ค.ศ.1976  สี   6 นาที)

ภาพตัดทิ้ง(จาก The Scar)กลับมาทำขายหน้าอีกรอบ แต่ส่วนอื่นกลับรอดตัว คล้ายกับว่าหนังเป็นผลิตผลจากการลองวิชาลำดับภาพ โดยนำภาพการสับสเลตมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันเป็นจังหวะดนตรี

Peace (หรือ The Calm) (ค.ศ.1976  สี  72 นาที)

หนังเรื่องแต่ง(fiction film)เรื่องนี้นำแสดงโดยเจอซี  สตูเฮอ(Jerzy  Stuhr)ในบทอันเท็ก(Antek) ผู้เพิ่งพ้นโทษจำคุกมาหมาดๆ และตั้งใจจะกลับไปมีชีวิตตามประสาปุถุชน เขาเป็นมนุษยผู้มีความมุ่งมั่นเช่นเดียวกับตัวเอกของ Camera Buff และทั้งสองรายก็พานพบสัจจะที่ว่าชีวิตไม่เคยเป็นเรื่องง่าย  หนังเปิดเรื่องภายในเรือนจำด้วยภาพเด็กผู้หญิงในความทรงจำของอันเท็กเจื้อยแจ้วเพลงคริสตมาสแครอล เขาหางานทำ หาภรรยา แบะมีลูกๆ และที่คุ้มกะลาหัว เท่านั้นก็เป็นสุข  ต่อมาหลังจากเห็นภาพม้าปริศนาจากจอโทรทัศน์สาธารณะเขาจึงเพิ่มเครื่องรับโทรทัศน์เข้าไว้ในบัญชีปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตอีกหนึ่งอย่าง  แต่นั้นมาม้าก็โผล่มาเป็นระยะ แต่ที่จำได้แม่นคือมันจะปรากฏโฉมบนรถประจำทางเที่ยวเย็น  การคารวะทาร์คอฟสกีด้วยลีลาดังกล่าวยังมาพร้อมด้วยนัยยะในเรื่องอิสรภาพ อุดมคติเข็นครกขึ้นภูเขาที่อันเท็กยังต้องดิ้นรนไขว่คว้าแม้จะพ้นคุกมาแล้ว เขาแต่งงานกับหญิงสาวในฝันครั้งยังนอนคุก ไม่ช้าอันเท็กก็พบว่าตนเองถูกกระหนาบด้วยเจ้านายฉ้อฉล(แต่เมตตตาเขา)[น.101]กับคนงานคดในข้องอในกระดูก  อันเท็กพยายามวางตัวเป็นกลางแต่กลับถูกมองว่าทรยศ หลังจากหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกจากบ้านเจ้านายโดยมีการคาดโทษไล่หลังเขาก็โดนพวกคนงานรุมทุบตีจนลงไปนอนจมกองเลือดอยู่กับพื้น โอดครวญกระท่อนกระแท่นว่า อย่า มี เรื่องกัน

หนังจบลงที่ภาพม้าควบอยู่ในความทรงจำ ปราการด่านสุดท้ายยังคงเป็นนามธรรม แม้ว่าจะมีฝีภาพไว้ลายอย่างภาพเงาทะมึนของอันเท็กจุดบุหรี่โดยมีขบวนรถไฟแล่นผ่านข้างหลังรำไร  บทชีวิตอันเท็กนับเป็นจุดตัดระหว่างเบนาส(Bednarz) ตัวละครใน The Scar (ในแง่ที่ต้องหาทางสร้างสลายความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ) กับฟิลิป(Filip)ตัวละครใน Camera Buff (ในแง่ของการผจญอุปสรรคเพื่อความปกติสุขในชีวิต)  อันเท็กยังถือเป็นบรรพบุรุษของชายผู้ปรารถนาความปกติสุขของชีวิต หลุดพ้นจากเงื่อนไขจุกจิกของสังคมในองค์ที่ 3 ของ Blind Chance   คีสลอฟสกีชวนให้เราตระหนักถึงความเหี้ยมเกรียมของชะตากรรม

From a Night Porter’s Point of View (ค.ศ.1977  สี    15 นาที)

สารคดีใช้คนงานลำเลียงสัมภาระกะดึกเป็นตัวเดินเรื่อง คนๆนี้บูชากฎระเบียบทั้งในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว  เขาอิ่มอกอิ่มใจกับหนังแนวหายนะและแสดงการทารุณกรรมและสาปส่งหนังรัก เขาถือการควบคุมและอำนาจเป็นสรณะ เขาอนุโมทนาการบังคับใช้บัญญัติของรัฐกับคนทั่วไป เขามองว่าคนรุ่นหนุ่มสาวมีอิสรภาพมากเกิน และหงุดงหงิดรำคาญกับการแต่งเนื้อแต่งตัวและพฤติกรรมของวัยรุ่น  เขาเห็นดีเห็นงามกับการใช้ความรุนแรงและสนับสนุนการแขวนคอประจานต่อหน้า”คนเป็นสิบเป็นร้อย”  สุดท้ายกฎก็สำคัญกว่าคน ดนตรีหวานละมุนคลอเคล้าแดกดันภาพที่ยังโจษขานกันต่อมาอีกนาน  ฉากสุดท้ายคีสลอฟสกีสะกิดให้คนดูเลือกสมยานามแก่ชายผู้นี้ หนึ่งในความเคลื่อนไหวในฐานะนักพิมพ์นิยมก็คือคีสลอฟสกีสู้อุตส่าห์ใช้ฟิล์มเก่าเก็บมาถ่ายทอดลวดลายเพี้ยนพยศของสีเพื่อเปลือยความวิปริตของมนุษย์

I Don’t Know (ค.ศ.1977  ขาว-ดำ  43 นาที)

สารคดีเล่าเรื่องของพนักงานโรงงานผู้ภักดีต่อพรรคอมมิวนิสต์ ความพยายามเปิดโปงพฤติกรรมฉ้อฉลรอบๆ ตัวเขากลับเป็นฝันร้ายตามหลอกหลอนเพราะยิ่งสืบสาวก็ยิ่งหวั่นใจว่าจอมบงการนั้นอยู่สูงผิดคาด  เช่นเดียวกับในฉากเปิดเรื่องของ Persona ของผู้กำกับอิงมาร์  เบิร์กมัน(Ingmar  Bergman)ในแง่ที่ว่า I Don’t Know นั้นมีการวางแนวทางสมถะนิยม ฉากที่ชายคนดังกล่าวถ่ายทอดเรื่องราวของตนเองสลับกับภาพตัวบ้านของเขาจากเบื้องบน[น.102]ขณะที่เวลาคืบคลานไปช้ามาก    คีสลอฟกีให้ความสำคัญกับเนื้อแท้เรื่องราวผู้คน  การถ่ายทอดดวงหน้าของมนุษย์  แนวคิดเรื่องบ้าน และคำว่า “ผมไม่รู้”อันบาดความรู้สึกก็สะท้อนบุคลิกภาพความเป็นจอมสงวนท่าทีของเขา

[น.102]

Seven Women of Different Ages (ค.ศ.1978  ขาว-ดำ 15 นาที)

สารคดีชิ้นนี้มีความเป็นไปในรอบ 7 วันภายในโรงเรียนบัลเลต์เป็นท้องเรื่อง ตัวละครแต่ละตัวจะผลัดกันเข้ามาเป็นตัวเดินเรื่องคนละหนึ่งวัน โดยเริ่มจากคนที่ด้อยอาวุโสสุด  แบบแผนการเล่ามุ่งถ่ายทอดภาพอันศักดิ์สิทธิ์เลิศเลอ(Platonic portrait)ของนักเต้น แม้นแต่ชื่อเสียงก็ยังเป็นการเกลี่ยเหมาคุณค่าผู้หญิง)เป็นเนื้อนาบุญของความกล้าหาญ เข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว) คุณสมบัติอันเป็นเกียรติเป็นศรีของบัลเลต์แต่ไหนแต่ไรมาขับรัศมีผ่านหมู่ฝีภาพให้เห็นเป็นบุญตา  การแสดงวันอาทิตย์และภาพมือและเท้าจากระยะใกล้นับครั้งไม่ถ้วน คีสลอฟสกีหยอดโวหารภาพ(mise-en-scene)พอหอมปากหอมคอ เขาตั้งศูนย์เล็งไปที่ตัวละครซึ่งอยู่ด้านลึกของระวางภาพอย่างละมุนละม่อมและเนรมิตภาวะนามธรรมจากการจราจรของเหล่านักเต้นในบริเวณส่วนหน้าของฉาก  ความหลงใหลต่อนักเต้นของคีสลอฟสกีกลับมากำเริบอีกในงานชั้นหลัง(Red,  Personnel)

Station (ค.ศ.1980  ขาว-ดำ  12 นาที)

ภาพความเป็นไปของชุมทางรถไฟในวอร์ซอวนี้ถือเป็นสุดยอดงานแห่งความซับซ้อนและลุ่มลึกในสารบบของคีลอฟสกี  แต่ละฉากล้วนเรียบง่ายและสะกิดใจ แต่ที่โดดเด่นที่สุดต้องยกให้ภาพการสอดส่องจับผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก กล้องขี้ระแวงกวาดจับภาพทุกสิ่งที่อย่างจากเบื้องบน  กล้องตัวเดิมยังไปโผล่อยู่ในสถานีในเรื่อง Decalogue III อีกต่างหาก ผิดแต่เพียงคราวนี้มาควานหาคนที่งีบหลับและความเบี่ยงเบนในหนังเรื่องหลังก็ช่วยตอกย้ำบทบาท  ภาพใบหน้าทุกข์ทนและเหนื่อยหน่ายของผู้คนส่วนใหญ่ในสถานีสวนทางกับเสียงพล่ามถึงภาวะเศรษฐกิจที่รุดหน้าและน่าพอใจจากน้ำคำชวนเชื่อในข่าวของรัฐบาล  ชาวบ้านได้แต่ตาลีตาเหลือกยึดพื้นที่ชานชาลา บ่นบ้าในความล่าช้า จูบลากันละกัน และกระเสือกกระสนไปตามอัตภาพ

Talking Heads (ค.ศ.1980  ขาว-ดำ  15 นาที)

ภาพคร่าวๆของประวัติศาสตร์วัฒนธรรมร่วมสมัยจากการบอกเล่าผ่านการตอบคำถามโดยชาวโปลธรรมดาๆ จำนวนหนึ่ง  คุณเกิดเมื่อไหร่ คุณเป็นใคร คุณชอบอะไรมากที่สุด  ภาคตัดขวางของพลเมืองโปแลนด์ในหนังจะเป็นการนับถอยหลัง กล่าวคือเริ่มจากเด็กแรกเกิดไล่ไปหาคนรุ่นเก่า มวลความจำหนักขึ้นเรื่อยๆ ตามการสัมภาษณ์แต่ละครั้ง  เด็กๆอยากได้ใคร่มีเสียหมดไล่ตั้งแต่ไม่ต้องการอะไรเลยไปจนถึงอยากไปอเมริกาสักครั้ง  เด็กผู้หญิงคนหนึ่งอยากให้สมเด็จพระสันตปาปาเสด็จเยือนโปแลนด์  วัยรุ่นและนักศึกษา[น.103]ยื้อแย่งแข่งกันอวดโวหารศัพท์แสงอุดมคตินิยม(อยากให้ผู้คนตระหนักว่าวัตถุนิยมไม่ใช่ยาครอบจักรวาล)  คนรุ่นหนุ่มสาวมีท่าทีตรงไปตรงมามากกว่าเพื่อน(เราต้องการเสรีภาพ ให้พวกเราอยู่ร่วมกันตามตัวบทกฏหมายและเป็นอิสระจากความกลัว)  บางคนบังอาจวอนขอประชาธิปไตยแม้จะเป็นแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ นักปฏิวัติรุ่นลายครามพูดถึงพรรคคอมมิวนิสต์และแสดงความผิดหวังที่ทุกอย่างไม่ไปเป็นดังฝัน หลายคนภาวนาให้มีความสงบสุข ยกตัวอย่างเช่นสุภาพสตรีที่เกิดเมื่อ ค.ศ.1900    ผู้ให้สัมภาษณ์คนสุดท้ายเป็นหญิงชราอายุ 100 ปี ลืมตาดูโลกในค.ศ. 1880  เธอหัวเราะร่วนพร้อมกับบอกว่า เธอขอแค่ได้อยู่ดูโลกไปเรื่อยๆ

Short Working Day (ค.ศ.1981  สี  ยาวประมาณ 73 นาที)

ในงานบีบคั้นความรู้สึกเรื่องนี้ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์พยายามประคับประคองสถานการณ์ ขณะที่ผู้คนพากันหยุดงานประท้วง ก่อการจลาจล พอสนัน(Poznań)ในค.ศ.1956 กลายเป็นมิคสัญญี(เสียงตะโกน ขนมปัง และ เสรีภาพ ดังกึกก้อง) มีการวางเพลิงสำนักงานใหญ่ของพรรค  เลขาได้แต่เผ่นหนีโดยความช่วยเหลือของตำรวจและมิตรสหายในพรรค  งานชิ้นนี้อาจจัดอยู่ในหมวดสารคดีบาดความรู้สึก(docu-drama)เนื่องจากอาศัยเค้าโครงจากรายงานพิเศษของนักข่าว(journalistic report)ฮันนา  คราล(Hanna  Krall)จากเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน  แม้ว่าคีสลอฟสกีจะเห็นอกเห็นใจออกหน้าออกตาแต่เขาก็ไม่ได้ฟอกย้อมให้่ฝ่ายกรรมกรบริสุทธิ์ผุดผ่องไปเสียหมด หนังจบลงด้วยภาพความทรงจำต่อห้วงเวลา เก็บความตึงเครียดและความขัดแย้งวุ่นวายไร้ทางออกไว้ดูต่างหน้า  กล้องจับภาพกรรมการพรรคบนหน้าจอเครื่องรับโทรทัศน์ไม่วางตาดุจเดียวกับตอนจบของ Camera Buff

บางคนอาจพาลหูแว่วว่ามีเสียงสมน้ำหน้ามาจากคีสลอฟสกี(ยกตัวอย่างเช่น การที่เขาลากหนังสู่ความเงียบกริบพร้อมภาพถนนโล่งร้างหลังเลขาธิการพูดผ่านโทรโข่งว่า “ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ”ไม่ทันขาดคำ) ขณะที่การประท้วงทวีความตึงเครียดขึ้นทุกทีกลับมีสถานการณ์นามธรรมทะลุกลางปล้องแม้จะไม่ใช่แนวรู้แจ้งเห็นจริงแต่ก็บ่งบอกถึงความขัดแย้งข้างในอีกแบบ นั่นก็คือ ระหว่างคติกับสติของเลขาธิการ  เส้นแบ่งทางศิลธรรมลางเลือนหนักไปใหญ่พอฝ่ายประชาชนหันไปใช้ความรุนแรง เปลวเพลิงสะบัดไอร้อนแถมพกด้วยผลพวงในรูปภาพบิดผันของความรุนแรง  การประท้วงมีให้เห็นสลับกับผลพวงหลังเหตุการณ์ ผู้ก่อการบางรายถูกจำคุก  บ้างก็ปวารณาตัวสืบสานขบวนการแรงงานเสรีต่อมา  คีสลอฟสกีไม่ชอบงานชิ้นนี้ เพราะรู้สึกว่าเขาเจาะลึกบุคลิกของตัวละครไม่มากพอ

Seven Days a Week (ค.ศ.1988  สี  ยาวประมาณ 18 นาที)

เป็นหนึ่งในชุดผลงานลงแขกเล่าเรื่องเมืองต่างๆ ในยุโรป โดยคีสลอฟสกีก็ใช้ความเป็นไปของผู้คนในหลากหลายวัยวุฒิ หน้าที่การงาน และความฝักใฝ่เป็นภาพต่างหน้าของกรุงวอร์ซอว  หนังเล่าเรื่องของแต่ละคนผ่านความเป็นไปในวันใดวันหนึ่งสัปดาห์(จันทร์ถึงเสาร์)[น.104]โดยไม่ให้ซ้ำวันซ้ำคน เกือบทุกคนต้องทำมาหากินหัวไม่ได้วางหางไม่ได้เว้น บางคนทำงานสองที่(ผู้หญิงรายหนึ่งทำงานเป็นคนนำเที่ยวและล่ามตอนกลางวัน ตกกลางคืนก็ไปเป็นเป็นผู้ช่วยในหน่วยกู้ชีพ)  ตัวละครที่ชราภาพกว่าใครใช่เวลาแต่ละวันต่อกรกับพิบัติภัยจากระบบราชการโปแลนด์ในรูปแถวรอรับบริการยาวเหยียด กฏระเบียบหยุมหยิม และอุปสรรคต่างๆนานา หน้าที่การงานอันพิลึกพิลั่นของตัวละครที่อ่อนพรรษากว่าเพื่อนคือศิลปินนักดนตรีร็อกผู้มีจิตวิญญาณอยู่ไม่สุข คีสลอฟสกีมาเฉลยความจริงในวันอาทิตย์ แท้ที่จริงทุกคนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน กับภาพคนเหล่านี้นั่งโต๊ะล้อมวงพร้อมหน้า ภาพความปรองดองระหว่างรุ่นสร้างความอบอุ่นใจ นับเป็นการคืนสู่เหย้างานสารคดีเป็นครั้งแรกในรอบแปดปี  นอกจากนั้นยังเป็นการทิ้งทวนมาดการเล่านี้  ชายหนุ่มตัวเดินเรื่องประจำวันศุกร์เขียนไว้ในเพลงว่า “พระเป็นเจ้ามีพระประสงค์ เรือไททานิกถึงได้อับปาง และจากที่ไม่มีใครนำพาหัวอกญาติๆ ของเหยื่อ จู่ๆ พวกเขาเห็นดีจะปลุกผี จะได้อะไรขึ้นมา”  เส้นทางหลังกล้องของคีสลอฟสกีมีอันจบลงพร้อมภาพซากเรือเดินสมุทรและคำถามอีหรอบเดียวกัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: