enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.104-128]

leave a comment »

[น.104] งานความยาวมาตรฐานยุคแรก (The Early Features)

Personnel (ค.ศ.1975)
เรื่องย่อ:  บทบันทึกการเจริญวุฒิภาวะของโรเม็ก(รับบทโดยจูเลียส  มาชูลสกี – Juliusz  Machulski) ช่างเสื้อรุ่นน้องประจำโรงละครของรัฐ ยิ่งเขาอยู่ในองค์กรนานวันเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ตระหนักถึงความลุ่มหลงที่ตนเองมีต่อเสน่ห์ลี้ลับของศิลปะการละคอนและความขัดแย้งอันเนื่องมาจากการทรยศ เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งและการเมืองหลังฉาก ลงท้ายเพื่อแลกกับการได้เงินจุนเจือจากเพื่อนเขาจำต้องหักหลังเพื่อนอีกคน หนังจบลงตรงที่เขานั่งเป็นหินอยู่กับโต๊ะลงลายมือชื่อ ในสภาพอับจนหนทาง

ท้องเรื่องของหนังได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์ในช่วงยุคทองของการละคอนเวทีโปแลนด์ของคีสลอฟสกีเอง เขาหมายมั่นจะถนอมรสชาติอันตรึงใจจากการเสพงานศิลปะซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเปรยไว้ถึงละคอนเวลาอัน”ชวนตะลึง” เช่นเดียวกับโรเม็กยามม่านเวทีเลิกขึ้น ด้วยเหตุเพราะนี่คือละคอนโปแลนด์ จึงไม่อาจคาดหวังถึงความบริสุทธิ์ถึงพร้อมตามอุดมคติอย่างที่ศิลปะพึงธำรงสถานะอันผุดผ่อง

ไม่ว่าจะมองจากมุมใดงานชิ้นนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวตายตัวแทนแนวทางสัจนิยมในงานเรื่องแต่งยุคต้นของคีสลอฟสกี  ลวดลายด้านภาพไม่เน้นความวิจิตร  ใช้แสงตามมีตามเกิดเข้าว่า และสารรูปหนังกระเดียดไปทางสารคดี(เป็นต้นว่า ไม่มีการจัดแสงให้เข้าที่เข้าทาง  ภาพแตกพร่า สาดแสงปาดเงาส่งเดช) ไม่มีแก่จิตแก่ใจกับพุทธภาวะ  มีปุจฉาทางศีลธรรมเป็นลูกหลง[น.105]จากสถานการณ์ทางการเมืองเสมอ  เพลงกล้องเข้าทีแต่เหมือนวิญญาณสารคดีเข้าสิงและอีกมากมาย  แม้กระนั้นก็ยังมีร่องรอยการงอกเงยเขี้ยวเล็บและกระบวนความคิดอันมีส่วนหล่อหลอมตำรับคีสลอฟสกีในงานชั้นหลัง ไม่ต้องดูอื่นไกล ฝีภาพอารัมภบท(establishing shot)มาจากลูกไม้สุดโปรด คือ ภาพระยะใกล้ของโรเม็ก ฐานะทางกรรมสิทธิ์ในเรื่องราวของฝ่ายคนดูไม่มีหลักแหล่งตายตัวภายในภูมิศาสตร์ของฉาก ไม่กี่อึดใจต่อมาคนดูจึงถึงบางอ้อว่าภาวะไม่รู้เหนือรู้ใต้ของพวกตนเป็นผลจากกระบวนภาพกระจกเงาของโรงละคอนที่ผ่านเข้าออกฉาก  เรารู้และเห็นแต่ใบหน้าของตัวเอกผ่านการตกกระทบและบิดเบือน หมู่ฝีภาพขนาดเล็กชวนทึ่งนี้นับเป็นธงชัยแห่งการอุปลักษณ์พิเรนทร์ๆ ถึงการค้นหาตัวตนของโรเม็กในช่วงชีวิตมาถึงทางแพร่ง หนังเฝ้าติดตามโรเม็กทุกฝีก้าวนับแต่พ้นจากรั้วโรงเรียนเต็มเปี่ยมด้วยอุดมคติและปณิธาน จนเข้าสู่โลกความจริงอันทุลักทุเลของคนทำงาน  ฉากเปิดเรื่องชวนอึ้งตรึงคนดูไว้ในฐานะเดียวกับโรเม็ก เห็นอกเห็นใจภาวะปั่นป่วนในใจตัวเอก

คีสลอฟสกีจับคู่ท่วงทำนองมาดการเล่าพิมพ์นิยมนี้เข้ากับจุดแข็งของสารคดีอันได้แก่ การใช้กล้องไร้ฐาน  เก็บเสียงตามมีตามเกิด(ไม่มีการแทรกดนตรี สละอภิสิทธิ์แห่งผู้เล่าหรืออื่นใด)และการใช้เลนส์ดูดภาพ(telephoto lens)อย่างเมามัน(ให้ความรู้สึกเหมือนคนดูสังเกตการณ์จากระยะห่างและไม่ข้องแวะกับสถานการณ์)  ท่วงทำนองเช่นนี้หนีไม่พ้นต้องแฝงด้วยเจตนาในทางเสพกามผ่านการดูแทนการเปลืองตัว(scopophilic)(และมีการเขียนถึงประเด็นนี้กันมาก) กระนั้นนัยแฝงในทางกามสุขและกามทุกข์ที่พ่วงมากับทัศนาการ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีบทบาทชัดเจน  การตีค่าในฐานะลีลาการถ่ายทำสารคดีตามเนื้อผ้าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า สภาพคาหนังคาเขายังเกื้อหนุนให้คนดูรู้สึกว่าตนเองอยู่ในฐานะสักขีพยานชั้นต้นได้เกาะติดสถานการณ์ทุกบททุกตอน

คีสลอฟสกีหลงใหลสถานการณ์เหนือความคาดหมายตามประสาคนสารคดี พอมาทำหนังมีปมเขาก็รักจะให้นักแสดงเผชิญสถานการณ์สุดหยั่งคาดที่สะท้อนคุณค่าความเป็นไปในแต่ละวัน และนักแสดงไม่ได้เฉลียวใจมาก่อน  ตัวอย่างเช่น ตอนโรเม็กจับจ้องเด็กสาวในรถไฟกินขนม  ไม่มีเสียงดนตรีคลอ  ไม่มีแสงส่องหลังขับเน้นเส้นผมปลิวไสว มีแค่อากัปกิริยาเคี้ยวของกินหนุบหนับของหญิงสาวที่สะกดสายตาโรเม็กอยู่ แม้เอาเข้าจริงคีสลอฟสกีก็ยังใช้บริการดาราแม่เหล็กเช่นเดียวกับมีการใช้แสงแบบพิมพ์นิยม(เป็นการเฉพาะกับนักแสดงหญิงมากพอดู แต่ไม่เคยอดใจได้กับการเล่นทีเผลอด้วยภาพความประทับใจกับเสี้ยวเหตุการณ์ระหว่างวัน เป็นต้นว่าวาเลนตินกับขวดน้ำใน Red หรือเวโรนิกแปรงฟันใน The Double Life of Veronique  ควรกล่าวด้วยว่าอาการมีใจเมื่อพานพบของโรเม็กนั้นถือเป็นการคืนสู่เหย้าของจินตนาการจากงานหนังการบ้านเรื่องแรกของคีสลอฟสกีที่ชื่อ The Tram(ค.ศ.1966)

[น.106]คีสลอฟสกีอุทิศหนังทั้งเรื่องบูชาศรัทธาอันแรงกล้าต่อศิลปะของเขาผ่านภาพด้านลบของตัวศิลปิน ศิลปินในงานชิ้นนี้มีอภิสิทธิ์เข้างานเลี้ยง สร้างความเดือดร้อน และเล่นเทนนิสในโรงละคอนทั้งที่คนงานก็ต้องใช้เป็นสถานที่เตรียมงาน  ความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ของชนชั้นแรงงานกับอหังการศิลปะของชนชั้นกลางมาถึงจุดแตกหักเมื่อลูกเทนนิสเจ้ากรรมกระเด้งกระดอนไปตกกลางวงประชุมสหภาพแรงงาน การวิพากษ์สังคมดังกล่าวย่อมถูกใจบรรดากรรมการพิจารณาภาพยนตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ดี ลูกแขวะลูกแดกดันในหนังก็ถือเป็นหอกข้างแคร่ดีๆ  บทสรุปของหนังก็คือ ชีวิตในโลกของเหล่าแรงงานนั้นห่างไกลจากภาพตามอุดมคติและหลักจริยธรรม เบื้องหลังความแสนกลแพรวพราวของฉากแสดงภาวะขัดแย้งระหว่างอุดมคติกับความจริงในตัวโรเม็กมีเหตุให้ขบคิด กล่าวคือ ในฉากแนวพิมพ์นิยมน่าทึ่ง หนังพาคนดูร่วมขบวนโรเม็กและพี่เลี้ยงในการสำรวจเวที มีการสร้างความไขว้เขว(อีหรอบเดียวกับฉากเปิดเรื่อง)ด้วยเหตุอันอันควรซึ่งจะเฉลยท้ายฉาก  พอหูผึ่งกับเสียงพี่เลี้ยงพูดว่า “รักจะทำงานก็ต้องรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง”คนดูก็ถือวิสาสะเข้าสวมรอยมุมมองของโรเม็กระหว่างติดสอยห้อยตามลูกพี่ต้อยๆ ราวกับนักเรียนหัวอ่อน  แต่แล้วถึงจุดหนึ่งคีสลอฟสกีก็ดัดหลังการแอบอ้างปกาศิตของคนดู ภาพโรเม็กเดินตรงเข้าหาคนดู(ในวิถีประสานงา)คือการตีแสกหน้าคนดูให้สำเหนียกว่าตนสำคัญผิดทางมุมมอง(POV) ภาพจากการกวาดกล้องผ่านรุ่นพี่ไปไปจบลงที่การจับภาพดวงหน้าโรเม็กในระยะประชิด โดยมีสายตาของเขาจ้องสวนเข้าหาคนดูแบบเดียวกับลีลาอันเป็นเอกลักษณ์ในงานของทาร์คอฟสกี บ่งบอกว่าโรเม็กเลื่อนลอยไปกับโวหารของรุ่นพี่ หรือเขาคลางแคลงในปณิธานอันแรงกล้า หรือการปะทะระหว่างอุดมคติทางศิลปะกับโลกความจริงจะไม่สะกดเขาได้

แต่เขาลอยขึ้นจริงๆ  คนดูพบความจริงในฝีภาพสุดท้ายว่ายกพื้นยกตัวละครพร้อมกับคนดูขึ้นไปอยู่กลางหาว  ฝีภาพนี้นับเป็นหนึ่งในพุทธภาวะ ทางลัดจากประสบการณ์ตรง ฝีภาพจบลงด้วยการเฉลยที่มาแห่งความปิติสุขของเราตามหลักกลศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่เราก็ติดลมบนจนกู่ไม่กลับแล้ว

ลีลาการใช้นามธรรมเด่นๆ ประกอบด้วย การสวมวงเล็บฝีภาพอารัมภบทเพื่อขยับขยายความหมายด้านกว้างของพื้นที่และเวลา แม้ทัศนคติในเรื่องพุทธภาวะในงานชิ้นนี้จะแบ่งรับแบ่งสู้หนักข้อกว่าเดิม แต่เนื้อนาบุญของการหลุดพ้นในงานชั้นหลังก็เป็นที่แจ้งประจักษ์ด้วยกลเม็ดเหล่านี้

ในแง่หนึ่งลักษณะทางปรากฏการณวิทยาในงานของคีสลอฟสกีมักเกิดจากตัวละครมากกว่าการสาธยายเรื่องราว  แม้แต่ในงานสารคดีคีสลอฟสกีดูจะให้ความสำคัญกับความรู้สึกและประสบการณ์สั่งสมคั่งในของเหล่าตัวละครมากกว่าการแจงสี่เบี้ย[น.107]สาระหรือข้อเท็จจริง พอมาในงานเรื่องแต่งก็จะรู้สึกได้ถึงการขุดคุ้ยปฏิกิริยาความรู้สึกลึกๆและสภาพจิตใจมากกว่าพฤติกรรม ยิ่งใน Personnel ยิ่งมีหลักฐานบ่งชี้เฉพาะ ดังจะเห็นได้ว่่าในการสนทนาต่างกรรมต่างวาระ หนังจะจับภาพผู้ฟังมากกว่าผู้พูด แนวโน้มนี้ออกกลายชัดแจ้งใน No End กับการอมพะนำเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานและมาปริปากพูดคุยหลังปฏิบัติการปลุกสำนึกครั้งมโหฬารผ่านพ้นไปแล้ว

โรเม็กเหมือนตัวเอกส่วนใหญ่ในงานของคีสลอฟสกี ปลดปล่อยความเป็นปุถุชนไม่มีบันยะบันยัง อวดดี ขบถพอหอมปากหอมคอ(เช่น สูบบุหรี่ในห้องน้ำ) บุหรี่เป็นตัวแทนของการลอกคราบในฉากต่อมา ดังจะเห็นโรเม็กนั่งสุมหัวคุยเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติอยู่กับช่างเสื้อคนอื่นๆ (หนึ่งในไม่กี่ครั้งที่มีการหยิบยกเรื่องเหนือธรรมชาติขึ้นมาเป็นเป้าสนทนา ขณะที่โรเม็กจุดไฟต่อบุหรี่เปลวเพลิงลุกโพลงต่อหน้าเขาด้วยน้ำมือเพื่อนช่างตัดเสื้อด้วยกัน  บางทีแสงสว่างอาจเป็นเบาะแสของพุทธภาวะ ขี้หมูขี้หมาก็ยังมีเค้าว่าคีสลอฟสกีหาทางโยงอุดมคตินิยมไร้เดียงสาของโรเม็กเข้ากับอภิปรัชญา

อาการหมดศรัทธาของโรเม็กปรากฏชัดแจ้งตอนที่เขาถามเพื่อนขึ้นมาว่า “จริงหรือไม่”  เพื่อนตอบกลับว่า”อะไรจริง”   “ศิลปะไง” โรเม็กยกอุดมการณ์ทางศิลปะที่เพื่อนของเขาเคยสาธยายขึ้นมาอ้าง “จริงแท้แน่นอน”เพื่อนตอบ  ไม่กี่ฝีภาพให้หลัง อุดมคติดังกล่าวก็ถูกแอบอ้างในหมู่สหภาพคนงานโรงละคอนและสังเวียนการเมืองของเหล่าคนงาน  คำถามที่ว่าอุดมการณ์ศิลปะจะยืนหยัดในโลกความเป็นจริงทางการเมืองอันหยาบกระด้างได้หรือไม่ ยังคงค้างคาในห้วงคำนึงของโรเม็ก

การซ่อมเตาผิงและเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งอันปรากฏในบทสนทนาระหว่างคนงานโรงอุปรากรผู้รับผิดชอบงานกลางหาวสะท้อนว่าพวกเขาไม่แยแส(หรือหมดศรัทธา)อุดมคติทางสุนทรียะอันเลอค่าที่บรรเลงอยู่เบื้องล่าง  โรเม็กรู้เห็นช่องว่างระหว่างคนกับอุดมคติ สาเหตุสำคัญไม่ใช่เพราะการเมืองดังจะเห็นได้ว่าแม้แรงงานก็เข้าถึงความจริงสูงสุดได้แต่ศิลปินกลับโอหังเกินกว่าจะมองเห็น ต่อให้ศิลปินจุทุ่มเทพลีตนเพื่อบรรลุอุดมคติ(ฉากการซ้อมบัลเลต์คือบทพิสูจน์) ส่วนชั้นแรงงานไม่ว่าจะเล็งเห็นภาพอุดมคติชัดเจนหรือไม่ แต่ที่แน่ๆคือไร้ขวัญกำลังใจในการพิชิตความฝัน

คีสลอฟสกีฉุดหนังมิให้ตกที่นั่งเป็นภาพโศกนาฏกรรมจากความไร้น้ำยาของศิลปะและคุณค่าชีวิตด้วยฉากเล็กพริกขี้หนูเล่าเหตุการณ์ตอนโรเม็กผ่านไปเจอนักไวโอลินกำลังซ้อม โรเม็กซุ่มซ่ามทำเสียงเครื่องกระดิ่งลั่นขณะลอบดูนักไวโอลิน เป้าหมายไหวตัว สองฝ่ายจับจ้องกันและกัน นักไวโอลินผู้นี้ภายหลังก็เชื้อเชิญให้โรเม็กเล่นเครื่องกระดิ่งต่อ ก่อหวอดจินตภาพศิลปินคู่จับพลัดจับผลู ห้วงเวลาอันเป็นกุศลจะยืนยาวเพียงใดก็สุดแต่อานุภาพของอุดมคติจะเป็นใจ

[น.108]ก็ไม่รู้ว่าโรเม็กคิดเอาเองหรือแว่นสายตาที่เบิกมาจากสหภาพนั้นเพิ่มสมรรถภาพการมองเห็นได้จริง เจ้าตัวตระหนักว่าตนเองดวงสมพงษ์กับสหภาพ เขายังได้โอกาสลิ้มรสงานศิลปะขั้นสุดยอดอีกครั้งจากตั๋วเข้าชมอุปรากรที่เขามีส่วนร่วมในการผลิตจากการชนะผลการเสี่ยงโชค เขานั่งลงจับจ้องม่านเลิกขึ้นด้วยความตื่นเต้น  เขาอิ่มเอมกับอึดใจนั้น อึดใจแห่งการลิ้มสด(immediacy)ก่อนที่คลื่นสัญลักษณ์ ความหมายควบ และการเมืองจะโถมกระหน่ำ  สั่นสะท้านไปทั่วร่าง ความตื่นเต้นดังกล่าวกลายเป็นอนุสรณ์ความรู้สึกถึงสุนทรียภาพขั้นสุดยอด การลิ้มรสสดๆอันเป็นตัวบ่งบอกถึงศิลปะชั้นยอดขนานแท้

อย่างไรก็ตาม ตามคาถาของคีสลอฟสกีนั้น สุนทรียะในอุดมคติกับจริยธรรมในอุดมคติจึงพันตูกันอุตลุดเมื่อเขาถูกร้องขอให้ปรักปรำเพื่อนร่วมงานในข้อหากระด้างกระเดื่องและยุยงให้สหายตีตัวออกห่างสหภาพ โรเม็กจ้องปากกาและหนังสือปรักปรำเขม็ง เขาปิดจุกปากกา(เหมือนไม่อาจหักใจดิบให้ร้ายเพื่อน) แต่ก็ไม่อาจลุกจากโต๊ะ หนังแช่ภาพเขาในสภาพนั้นตราบจนอักษรแจกแจงรายชื่อคณะทำงานของหนังโผล่ขึ้นจอ และแทรกภาพกลับมาเป็นครั้งคราวหลังจากนั้นในสภาพที่คงเดิม โรเม็กแน่นิ่งอยู่ในภาวะจนตรอก ต้องเลือกระหว่างชีวิตหรือคุณธรรม  ระหว่างตกลงใจไม่ได้ เขาไม่ไหวติงราวรูปปั้น  คีสลอฟสกีปล่อยเขาจมอยู่ในห้วงปุจฉาแห่งการยืนหยัดที่ว่า จะมีใครจริงใจ เถรตรง ในโลกที่ยากจะสลัดพ้นแอกค่านิยม

การสำเหนียกถึงความขลัง ความงาม และบุญพาวาสนาหนุนนำสู่พุทธภาวะ ของศิลปะมีให้เห็นตลอดตัวหนังไล่ตั้งแต่ดนตรี กับเสียงนามธรรมในฐานะการสื่อสานฉับพลันไปจนถึงบรรดานักเต้นประจำโรงละคอน(รูปทรงนามธรรมที่ถอดแบบมาจากร่างอมตะ) ขณะเดียวกันคีสลอฟสกีก็บอกเป็นนัยว่าการบรรลุสู่พุทธภาวะนั้นเป็นเรื่องยากและต้องเผชิญอุปสรรคและมารผจญทั้งในแง่สังคม การเมือง และจริยธรรมซึ่งเขาก็ไม่ได้ให้คาถาแก้ไว้แต่อย่างใด

The Scar (ค.ศ.1976)

เรื่องย่อ:  ผู้บริหารเมืองโอเลกโก(Olecko)ในโปแลนด์วิ่งเต้นกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์จนแผนการสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยได้รับการเห็นชอบ ขณะที่ชุมชนสาปส่งการตั้งโรงงาน  สเตฟาน  เบนาร์ส(Stefan  Bednarz   รับบทโดย Franciszek  Pieczka)ถูกส่งมาคุมงานก่อสร้างโรงงาน ด้านหนึ่งเพราะเขามีฝีมือเป็นที่ยอมรับ แต่เอาเข้าจริง(ความแตกภายหลัง) กลับเป็นเพราะเขามีภูมิลำเนาอยู่ที่โอเลกโกและเล็งผลเลิศกันว่าจะให้มาเป็นสาลิกาลิ้นทองไกล่เกลี่ยมิให้ชาวบ้านงัดมาตรการรุนแรงมาเล่นงานโครงการ เบนาร์สขึ้นชื่อในด้านเอาใจเขามาใส่ใจเราและในหนังตั้งแต่ต้นจนจบจะเห็นเขาผลักดันโครงการด้วยเล็งเห็นศักยภาพในการสร้างประโยชน์แก่ชุมชนทั้งในแง่การจ้างงานและการผลิตปุ๋ยตอบสนองความต้องการของภาคเกษตร แต่คุณธรรมต่อเพื่อนมนุษย์อาจพาลให้เขาไมทันได้เฉลียวใจว่าเขาก็มีแค่ชีวิตเดียว  ในการประสานผลประโยชน์ให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายเขาก็ต้องลงไปพันตูกับนักการเมือง ชาวบ้านร้านถิ่น คนงาน เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ครอบครัวของเขา และตัวเขาเอง  เขาชักจะฉุนขาดกับสภาพที่เป็นอยู่มากขึ้นทุกที กับการครองตนในหลักศิลธรรมใน[น.109]โลกที่มีแต่เรื่องขัดศิลธรรม เขาเสนอให้ชะลอโครงการแต่ถูกปฏิเสธ ท้ายที่สุดหลังการออกประกาศ(และแถลงอุดมการณ์)ยอมความและร่วมหัวจมท้ายกับคนนงานผู้ถูกตัดหางปล่อยวัด เขาเองก็ถูกปลดจากโครงการ หนังจบลงด้วยการบอกเป็นนัยว่าเบนาร์สบากหน้ากลับบ้านซมซานไปหาครอบครัวและรับขวัญหลานสาวแรกเกิด

คีสลอฟสกีประกาศความชังน้ำหน้าผลงานของตนเองชิ้นนี้ไว้ต่างกรรมต่างวาระจนรู้กันไปทั่ว เขาบอกพอล  โคตส์ว่าเป็นเพราะแนวคิดรวบยอดนั้นไม่ได้ความและเขาต้องรื้อปรับงานแทบทุกส่วนทั้งการกำกับ  การแสดง  การกำกับภาพ  เขาชี้แจงกับแอนเน็ตต์  อินสดอร์ฟ(Annette  Insdoff)ว่าเขาเอือมกับสังคม-สัจนิยมทรงเครื่อง เอะอะก็ต้องโรงงาน วงประชุม การเข้าค่าย ถ่ายกันเป็นบ้าเป็นหลังอยู่แค่นั้น พวกสังคม-สัจนิยมไม่เห็นความสำคัญของชีวิตส่วนตัว ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นบาดแผลที่เขาได้รับจากการหันเหจากงานสารคดีมาสู่งานเล่าเรื่องมาตรฐานและอาการตบะแตกทางทฤษฎีที่พอกคั่งมากับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ความพยายามของคีสลอฟสกีในการค้นหาสำเนียงทางศิลปะของเขามีให้เห็นอยู่ในหนังทั้งเรื่อง การลองของด้านภาพ(เช่นการลำดับภาพแบบกระโดด)บางขนานไม่อยู่ในตำรับคีสลอฟสกี สร้อย ลูกคู่และลูกไม้หลายอันได้กลับมาอวดลีลาอีกในงานชั้นหลัง หนังมีช่องโหว่มากมายหลายระดับ แต่สาวกคีสลอฟสกีปลอบใจตนเองได้ไม่ยากว่าเมล็ดพันธุ์อัจฉริยะย่อมต้องอาศัยเวลาในการบ่มเพาะรอวันงอกงาม บางขณะหากไม่นับข้อด้อยในทางการถ่ายทำก็ยังอนุโลมว่าหนังบีบคั้นความรู้สึกคนดูได้แนบเนียนตามอัตภาพ รวมถึงตีแผ่ความรู้สึกก้นบึ้งของชาวโปลภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสม์ออกมาได้ถึงแก่นจับใจ อย่างไรก็ดี เช่นเดียวกับ Personnel ปริบทของหนัง คือสถานการณ์ทางการเมืองระลอกหนึ่งซึ่งคีสลอฟสกีเล็งผลเลิศจะใช้เป็นเตาหลอมคำถามสากลสำนึกที่ผู้คนทั้งชายหญิงล้วนต้องเผชิญ ศัตรูตัวจริงที่เบนาร์สตัวเอกของต้องเอาชนะหาใช่อิทธิพลทางการเมือง แต่เป็นศรัทธาในการทำความดีต่างหาก ไม่ว่าโลกจะเป็นเช่นใดตอนท้ายของหนังหลังจากความพยายามของเขาล้มไม่เป็นท่า เขาหันมาถามนักข่าว(ซึ่งตามเก็บภาพเขาอยู่)ว่า “ในสายตาคุณ ผมดีหรือเลว” ชายผู้นั้นตอบว่า “ตอบยาก” การชี้ขาดปมประเด็นดังกล่าวอยู่เหนือวิสัยสื่อและบางทีก็เกินปัญญาปุถุชนอย่างเราๆ คีสลอฟสกีบอกเป็นนัยเช่นนั้น ความโรยราทางอภิปรัชญาระบาดไม่หยุด “สัจธรรมอยู่ไม่ไกล”คนงานปรารภและ[น.110]สื่อมวลชนก็เปรยถึงปู่ของตนที่ถึงแก่กรรมในทางชีววิทยาเนื่องจาก”หัวใจอ่อนแอ”นั้น เอาเข้าจริงเขาตายไปจากความศรัทธาต่ออุดมคติ การสนทนาจบลงโดยที่ไม่อาจหาบทสรุปได้ว่าเบนาร์สดีหรือชั่ว เขาแก้ต่างให้ตัวเองแต่ก็ยอมรับว่าทุรนทุรายอยู่ในอก “คุณสิ้นฤทธิ์แล้ว” สื่อมวลชนดักคอ “ก็สิ้นฤทธิ์กันถ้วนหน้าละ”

ก็ดูเป็นเรื่องแสลงใจอยู่กับการต้องทนเห็นความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องผู้ใต้บังคับบัญชา ครอบครัว ที่สำคัญที่สุดคือตัวเขาเอง จริงอยู่ฝันร้ายของระบบราชการมาจากน้ำมือของทางการ คนดูก็รู้สึกได้ตลอดเวลาว่ามีอีกหนึ่งการกระเสือกกระสนเพื่อความอยู่รอดนั่นก็คือ ปัจเจกกับสภาพหวานอมขมกลืนกับภาวะนอกเหนือการควบคุมขนาดเขามีตำแหน่งผู้อำนวยการ(director)เป็นหัวโขน ใยคีสลอฟสกีในฐานะผู้กำกับ(director)มิยิ่งเจ็บกว่าเป็นทวีคูณเพราะโครงการสารคดีของเขาไม่อาจบรรลุมรรคผล(งุ่มง่ามเกินกว่าจะกุมเก็บความจริง)

หนังเดินเครื่องวิพากษ์ตั้งแต่เริ่มเรื่องมาไม่เท่าไหร่ด้วยภาพนิ่งบรรยายความทุกข์ยากของเมืองโอเล็กโกสะท้อนต่อไปถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้คน ความเป็นจริงที่ผ่านการกลั่นกรอง(และตบตา)ถูกประเคนแก่เจ้าหน้าที่ของพรรคอมมิวนิสต์โดยมีการอนุมัติการก่อสร้างโรงงานขนาดยักษ์ในเมืองนี้เป็นเดิมพัน ในการประชุมคราวเดียวกันชาวบ้านร้านถิ่นยังพากันมามุงอยู่นอกสำนักงานข้าหลวงพรรค ดูราวกับว่าพวกเขาร้องของานทำ(แต่ในความเป็นจริงเป็นการจัดฉากเพื่อกดดันเรียกร้องการสนับสนุนงบประมาณ การชักใยฉายภาพความเป็นจริงในโอเล็กโกมีขบวนการควบคุมและจัดแจงรัดกุมยิ่งแม้แต่สื่อมวลชนยังเสียรู้ถูกกีดกันไม่ให้ยุ่มย่ามกับการประชุม การผลักดันโครงการสร้างโรงงานนั้นเป็นเรื่องอัปยศสิ้นดีและผู้ชมชาวโปลก็ย่อมอดนึกถึงโครงการสร้างโรงถลุงเหล็กคาโตวิซ(Katowice Steel Mill)ขึ้นมาไม่ได้ ผลงานของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ช่วงทศวรรษ 1970 อันขึ้นชื่อในเรื่องการชำเราเศรษฐกิจท้องถิ่น ก็ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำและบานปลายอีหรอบเดียวกัน

ความอีลุ่ยฉุยแฉกในฉากเหตุการณ์ที่เบนาร์สเปิดฉากการประชุมแสนโกลาหลกับภาคการเมืองนั้นฟ้องด้วยภาพโดยแท้ ตำแหน่งแห่งที่หรือจุดหมายปลายทางของเบนาร์สล้วนคลุมเครือ ไม่รู้เหนือรู้ใต้ สภาพดังกล่าวอาจสะท้อนถึงการล้มลุกคลุกคลานในทางจิตวิญญาณของเขา และระลอกการเล่าก็โดดเด่นด้วยภาพล้ำจริง และดนตรีซึ่งขัดแย้งได้ขัดแย้งดีกับโครงสร้างหลักที่เป็นสารคดีเสมอจริง ตอนที่เขาได้รับคำสั่งให้ไปโอเล็กโกเขาชะงักเหมือนมีใครยกภูเขามาใส่อกก็ปานนั้น ภาพนามธรรมชวนลายตาจากข้างถนนพาดผ่านหน้าต่างรถขณะเขาพล่านไปทั่วเมืองโดยมีเสียงประกอบลอยหลอนคอยก่อกวน นับว่าผสมผสานภาพและเสียงออกมาได้น่าทึ่งไม่น้อยทั้งยังให้ความรู้สึกปลิดปลงดังจะได้บรรยายในบทที่ 2 รถแล่นมาหยุด ณ จุดหมายปลายทาง(เดาว่าเป็นที่ประชุมคณะกรรมการติดตามความก้าวหน้าซึ่งมีอำนาจมอบหมายภารกิจแก่เบนาร์ส)แล้วภาพภายนอกของอาคารสีซีดจากมุมกว้างก็ตระหง่านง้ำขึ้นมา ฉากต่อมาเป็น[น.111]ภาพเงาตะคุ่ม(silhoutte)ของผู้ชายฝ่าความมืดเข้ามาในห้องและแสงจากหลอดไฟฉายส่องใบหน้าเขา เป็นเบนาร์สขณะกลับเข้าบ้าน ฝีภาพต่อมาจะเห็นเขาสโลสเลเข้าห้องนั่งเล่น คลายปมเน็คไท กล้องตามไปดักภาพเขาจากด้านหลังขณะเจ้าตัวทรุดนั่งลงกับเก้าอี้และทิ้งศีรษะหงายผล็อยไปซบพนัก การจับภาพอากัปกิริยาโดยไม่เผยใบหน้าเหมือนจะเป็นนัยสากลตามคำที่ว่า”เราเหนื่อยกันถ้วนหน้า”

แม้ว่าระลอกการเล่าเหล่านี้จะได้ชื่อว่าชวนสับสน ขวางหูขวางตาน่ารำคาญ แต่ก็เป็นร่องรอยบอกทิศทางและลูกล่อลูกชนเฉพาะตัวอันเป็นเบ้าหลอมงานชั้นหลังของคีสลอฟสกี ฝีภาพยิงจากในรถไม่เพียงถูกหลักการจัดองค์ประกอบ หากยังถ่ายทอดความรู้สึก ณ ชั่วอึดใจหัวเลี้ยวหัวต่อเพื่อผลในทางเร้าอารมณ์อ่อนไหว ฝีภาพทำนองนี้มีให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในงานลำดับถัดมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากรถแล่นโฉบฉิวใน Red ดนตรีประกอบ ณ ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ความกระด้างกลับกลอกของสี อาคารราชการดูขัดเขินเสแสร้งบอกเป็นนัยถึงการเคลื่อนตัวของเวลาพร้อมกับแย้มพรายลางร้ายผ่านระลอกการเล่า ยิ่งในงานชั้นหลังผู้กำกับภาพสลาโวเมียร์ ยิดเซียก(Sławomir Idziak)ยิ่งเมามันกับการกรองแยกสีจากแสงเพื่อผลตามที่เล็งผลเลิศและบุ้ยบ้ายเงื่อนงำ

หลอดไฟในฐานะสร้อยหนังกลับมาอวดโฉมอีกครั้งในตอนจบ มันสว่างวาบทะลุกลางปล้องการสนทนาระหว่างเบนาร์สกับนักข่าว เช่นเดียวกับเมื่อวาเลนตินกับผู้พิพากษาเริ่มพูดจากภาษาเดียวกันใน Red คีสลอฟสกีมอบหมายภารกิจนอกลู่นอกทางแก่สร้อยหนังอื่นๆ ผ่านงานชั้นหลังของเขาไว้อีกไม่น้อย การให้ชื่อลูกสาวของเบนาร์สว่าเอวา(Ewa)ซึ่งในภาษาอังกฤษอาจแปลได้ว่าอีฟ(Eve) ทั้งนี้หากอีฟตามพระคัมภีร์หมายถึงแม่ของมวลมนุษยชาติ ชื่อของเธอในงานคีสลอฟสกีกลับมาพร้อมกับการแท้งลูก นอกจากนี้ ผู้หญิงใน Blind Chance ก็ดี Decalogue II และ Decalogue IV ยังต้องเผชิญสถานการณ์มืดแปดด้านกันถ้วนหน้า ในฉากเชิงเขาในฝัน เบนาร์สกับบุตรสาวพากันยลแสงไฟพราวระยิบจากเนินเขาอีกลูก “พ่อติดไฟให้เขาทั้งแถบเลยนะนั่น”เอวาออกปาก ตอกย้ำห้วงเวลาอันอิ่มเอิบใจ ตามมาด้วยจุดหักเหตำรับคีสลอฟสกีกับการพลิกโศกนาฎกรรมเป็นความงาม เบนาร์สตอบผู้เป็นลูกว่า “แถวนั้นน่ะเป็นสุสานนะเอวา) หลังจากการสนทนาชักจะกร่อย(เรื่องการทำแท้งเป็นชนวนเหตุ) ภาพเอวาโอบหลังด้วยแสงเทียนจากสุสานสุกสกาวไม่ผิดกับดวงวิญญาณเหนือหลุมศพ สุสาน/แสงเทียน เป็นสร้อยสัญญาณนัยแฝงทางจิตวิญญาณมีให้เห็นอีกใน No End และทุ่งหิมะงามสะท้อนใจอบอวลกลิ่นอายความตายเช่นนี้จะหวนกลับมาหลอกหลอนอีกใน White เฉกเช่นเดียวกับเรื่องที่เบนาร์สตัดหางปล่อยหมาไปและภายหลังก็ได้ลูกหมาอีกตัวมาอยู่ในการอุปการะก็จะย้อนรอยให้เห็นใน Red เรื่องดังกล่าวยังจุดชนวนการถกเถียงคอเป็นเอ็นในการสนทนาสุดเคร่งเครียดระหว่างเบนาร์สกับภรรยา

[น.112]คีสลอฟสกีจุดพลุความน่าสมเพชของภาพถ่ายและภาพยนตร์ไว้นับครั้งไม่ถ้วนและอดไม่ได้ที่จะใช้งานชิ้นนี้เป็นเวทีวิพากษ์ พลังในทางมอมเมาเชิดชักของสื่อภาพถูกเพ่งเล็งตั้งแต่ต้นเรื่องกับการพิสูจน์ฝีมือคนใส่สูทในการจัดฉากผู้มีอำนาจเข้าร่วมพิธีลงนามสัญญาตั้งโรงงานต่อหน้าช่างภาพ ต่อมาในช่วงนักข่าวสัมภาณ์เบนาร์ส สภาพก็ออกมาขาดๆเกินๆ สิ้นดี ฝ่ายผู้อำนวยการนั้นอยากจะแถลงความจริงเพื่อล้างมลทินให้พ้นตัวใจจะขาด เขาเอาแต่พล่ามวลีที่ว่า สวยหรูบนหน้ากระดาษแต่ติดขัดในภาคปฏิบัติ จนตากล้องอดแขวะไม่ได้ว่า “นี่ไม่ใช่หนังนะ ถ่ายรอบสองไม่ได้หรอก” แต่ภาพถ่ายในสายตาคีสลอฟสกีก็มีคุณูปการต่อการปักธงมนุษยภาพ และเหตุผลนิยม รูปถ่ายเก่าเก็บของเบนาร์สบันดาลให้นักข่าวมองเห็นตนเอง(ในสภาพยังเป็นเด็ก) เฉกเช่นเดียวกับเวโรนิกาจะได้ค้นพบตัวเองผ่านรูปถ่ายใน The Double Life of Veronique ในกรณีเบนาร์สผู้ยึดการถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก เศษเสี้ยวจากอดีตเหล่านี้ย่อมเป็นยาใจแก่เขา

คีสลอฟสกีบ่อนทำลายภาพความงามของชนบทและธรรมชาติด้วยการคุกคามจากสังคมตลอดเรื่อง ช่วงเหตุการณ์ไม้ล้มถ่ายทอดออกมาด้วยภาพชวนหดหู่ ก้าวกระโดด(อันเป็นลูกเล่นที่น้อยครั้งจะได้เห็นคีสลอฟสกีใช้)สร้างความตะลึงกับความกระโชกกักขฬะ คนดูได้สำเหนียกว่ากว่าไม้เหล่านั้นจะเติบโตได้ขนาดนั้นต้องใช้เวลา 200 ปี ในฐานะนักอนุรักษ์ธรรมชาติ(มีช่วงเหตุการณ์ระหว่างเขาเดินครุ่นคิดเรื่อยเปื่อยผ่านทั้งอุทยานและตัวเมือง) เบนาร์สสังเกตเห็นกวางตั้งท่าขยับอยู่ในป่าละเมาะ ในชั่วพริบตาหลังการปรากฏตัวของเฮลิคอปเตอร์สำรวจสถานที่ก่อสร้าง(มารุกรานถิ่นอาศัยของกวาง)ภายในไม่กี่นาทีคนของกรรมาธิการการเคหะก็โผล่มาป้อนบุหรี่กวาง

แม้คีสลอฟสกีจะได้ชื่อว่าเป็นนักมนุษยนิยม แต่ความหมายแท้จริงของมนุษยนิยมก็เจอการไล่เบี้ยอย่างหนักในงานชิ้นนี้ เบนาร์สผู้ปวารณาตนเป็นนักมนุษยนิยมถูกโจมตีจากทั่วสารทิศ แรกๆ เขาสานมนุษยสัมพันธ์กับชาวเมือง แต่แล้วตอนท้ายเขาก็ถูกตราหน้า(โดยกรมการเมืองของพรรคในข้อหาหย่อนยานและโดยฝ่ายคนงานในข้อหาหน้าเลือด) การประท้วงของฝ่ายคนงานตอนท้ายบานปลายรุนแรงพอๆกับการประท้วงด้วยความเข้าใจผิดตอนต้นเรื่องและเบนาร์สก็จนปัญญาจะไกล่เกลี่ยความแตกหักระหว่างภาคครัฐกับคนงาน เขาถูกกลืนหายไปในฝูงชน วีรกรรมพลีตนสังเวยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวอาจดูศักดิ์สิทธิ์ แต่เขาก็ทำเช่นนั้นหลังแน่ใจแล้วว่านักข่าวเผ่นไปแล้ว การตัดสินใจดังกล่าวยังเท่ากับเป็นการสละอำนาจอันอาจผลักดันความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมตามที่เขาวาดหวัง

แม้เป็นงานยุคต้น แต่ก็สัมผัสได้ถึงอหังการแห่งการปลดแอกจากความจริงแบบสารคดี(เมื่อดูจากครู่ยามจากก้นบึ้ง) และ[น.113]ขบวนการผจญภัยในโลกของความรู้สึกอันเต็มไปด้วยค่ายกลบีบคั้นจิตใจ สูตรการเล่านี้แน่นหนักสุดขีดในเมื่อเข้าสู่สนามความคิดนามธรรมและอภิปรัชญา ขอให้พิจารณาฉากสำคัญในห้องเช่าของเบนาร์สกับการกดปุ่มเปิดปิดโคมไฟที่ส่งผลให้ภาพจากเบื้องนอกและภาพตกกระทบตัวเขาเองภายในห้องผลัดกันแสดงตนบนพื้นที่การเห็นเดียวกัน ยังไม่หมดแค่นั้น ในกาลต่อมา มวลชนกรรมกรเลือดขึ้นหน้ายังทลายบานประตูกระจกแผนกจัดจ้างของโรงงานอันเป็นทำนบแบ่งสรรพื้นที่ออกเป็นภายนอก/ภายใน(external/interior)

นามธรรมและสัญวิทยาผนึกกำลังกันรังสรรค์สุดยอดผลงานในภาพถัดมา ฝีภาพคนงานระดับล่างถือธงผงาดเหนือพวยควันจากโรงงานอาจนับเป็นภาพแนวนามธรรมตามคำจำกัดความที่เรายึดถือ ด้วยจำนวนของของกรรมกรและสีสันบาดตาปื้นเล็กๆ ของธงสร้างความชัดแย้งกับความโอฬาริก ซีดเผือดของตัวตึก นับเป็นการใช้รูปแบบเพื่อสะกิดความสนใจและขยายองศาการตีความ กล้องฉีกตัวไปทางด้านข้างและคงศูนย์เล็งไว้เพื่อขยายระยะภาพเพื่อตอกย้ำถึงหนทางอีกยาวไกลที่คนงานต้องบากบั่นอุปลักษณ์ดั่งการต่อสู้อันยืดเยื้อและโดดเดี่ยวของขบวนการแรงงานเสรีโซลิดาริตี คีสลอฟสกีปักฐานการขยายปริบททางอภิปรัชญาเป็นที่เรียบร้อย อุปลักษณ์การเมืองท้องถิ่นถูกขยายความสู่การดิ้นรนเพื่อความหวังท่ามกลางการกดขี่และกลั่นกรองสถานการณ์ร่วมสมัยด้วยตะแกรงทางจริยธรรม

ฝีภาพสุดท้ายของหนังเริ่มจากเบนาร์สจับหลานหัดเดิน ภาพปลุกความหวังดังกล่าวช่วยคลายปมบางเรื่องที่ผูกไว้ก่อนนั้น เราถึงบางอ้อว่าเอวาตั้งครรภ์ตั้งแต่ตัดพ่อตัดลูกกันที่สุสานและเธอตกลงใจจะเก็บเด็กไว้ หลังจากหมางเมินกันมาตลอด เบนาร์สก็มีโอกาสกลับไปญาติดีกับครอบครัวและพาทั้งตัวและจิตใจคืนสู่เหย้า กล้องดึงตัวถอยหลังเก็บภาพ(หนึ่งในฝีภาพจำนวนน้อยยิ่งในหนังเรื่องนี้ที่มีการเคลื่อนกล้องบนราง(dolly move))เพื่อดึงคนดูออกห่างขณะสังเกตการณ์ครู่ยามส่วนตัว รูปการณ์ดังกล่าวชี้ว่าสุดท้ายเบนาร์สก็เหลือตัวคนเดียว ห้วงความสันโดษที่คีสลอฟสกีเองก็ใฝ่ฝันจะมีในบั้นปลายชีวิต ทว่ากล้องก็มาหยุด ณ จุดที่กรอบภาพถูกแบ่งให้ความมืดของการเดินออกสู่ทางฟากซ้าย และภาพเบนาร์สกับหลานในความสว่าง สงบวิเวกทางฟากขวา อันนับเป็นบทสรุปการแบ่งรับแบ่งสู้ การแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนมืดของโลกการเมืองและประเด็นสาธารณะ กับส่วนของตัวบ้านอันสันโดษแต่อุ่นใจ เป็นการเน้นย้ำทางปรากฏการณวิทยา แม้จะถือเป็นการต่อความยาวสาวความยืด การเก็บฝุ่นใต้พรมในทางสัญวิทยา แต่แพรวพราวด้วบทสนทนาเปี่ยมความหมายไม่ขาดสาย

แนวคิดในเรื่องบ้านมัดถักหนังทั้งเรื่องไว้ด้วยกันและไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความหมายในทางภูมิกายภาพ บทสนทนาตามตำรับ[น.114]คีสลอฟสกีในเรื่องนี้ปุจฉาถึงหลักแหล่งที่จรรโลงความเป็นผู้เป็นคนแก่เราได้มากที่สุดระหว่างสองขั้วสำคัญอันได้แก่ความผาสุกและความรุดหน้า การลงหลักปักฐานและการดั้นด้นผจญภัย อมตะและการหลุดพ้น

เบนาร์สคือกระจกสะท้อนชนักเรื่องบ้านบนหลังของคีสลอฟสกี คีสลอฟสกีเปรยอยู่เสมอว่าการทำหนังพรากเวลาสำหรับครอบครัวไปจนหมดและกลายเป็นชนักปักหลังเขาตราบจนบั้นปลายแห่งการเป็นผู้กำกับ เขาตัดพ้อว่าสิ่งที่เขาต้องการก็แค่ได้อยู่ในถิ่นฐานบ้านเกิด ขลุกอยู่กับครอบครัว สูบบุหรี่และผ่าฟืน แต่เขาก็ดีแต่ปาก เอาเข้าจริงหลังปลดระวางตัวเองจากงานกำกับ เขาก็ยังง่วนกับการเขียนบท มองในแง่นี้ถ้อยตัดพ้อผู้เป็นพ่อจากอีวา ก็แทงใจดำเอาการ “มีอย่างที่ไหน พ่อทิ้งให้แม่อยู่ตามลำพังได้ลงคอ”

ฮิโรชิ ทากะฮาชิ(Hiroshi Takahashi)เขียนสดุดีคีสลอฟสกีไว้ว่า “ครั้งหนึ่งในการสัมภาษณ์ ผมถามคุณเกี่ยวกับฉากสุดท้ายใน The Double Life of Véronique ว่า ทำไมเวโรนีกต้องแวะทักต้นไม้ก่อนเข้าบ้านด้วย คุณถามย้อนว่า ในญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความผูกพันกับบ้านรึเปล่า แต่ในโปแลนด์นี่ ถือกันมาก” ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อมองจากมุมกลับเมื่อกวางต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ เบนาร์สเองก็สำเหนียกถึงความหลักลอยของตัวเอง เขาหมายมั่นจะลงหลักปักฐานที่โอเล็กโก ภูมิลำเนากับภาวะความทรงจำเป็นพิษ วลีที่เขาโพล่งระหว่างตรวจตราห้องโล่งๆ ที่เขาจะยึดเป็นที่พำนักออกมาว่า ผมมีบ้านเสียที นั้น จึงสุดแสนวังเวง ขณะที่ภารกิจหนึ่งของเขาคือการปกป้องบ้านหลังหนึ่งของชาวโอเล็กโก เขาก็อยากจะผุดหมู่บ้านของเหล่าแรงงาน(พรักพร้อมด้วยห้องน้ำปูกระเบื้อง) ความเปลี่ยนแปลงแผ่ลามเข้าล้อมกรอบความมั่นคงไม่หยุดหย่อน ในเรื่องตัวเขาเองได้แต่ทอดธุระไม่ว่าจะกับบ้านตัวเอง ฝ่ายเอวาผู้ลูกก็เป็นวิญญาณเร่ร่อน ไม่อาจหยุดตัวเองไว้กับที่ตั้งของปลายสายโทรศัพท์ของหมายเลขที่พ่อจะต่อสัญญาณถึงเธอ ภรรยาของเบนาร์สไม่ยอมย้ายกลับมาใช้ชีวิตที่โอเล็กโกเพราะไม่อยากเผชิญกับความทรงจำแสลงใจ และแขวะสามีว่า ใช่ว่าที่ๆจับจองได้จะเป็นแหล่งพักพิงเหมือนบ้านดังที่เขาวาดหวัง

ช่วงกลางของหนังอัดแน่นด้วยภาพด้วยแสดงภูมิศาสตร์เชิงอภิปรัชญาว่าด้วยแหล่งฟูมฟักกับแหล่งปักฐาน สายตาเบนาร์สเปะปะไปจดจ่ออยู่กับภาพนักบินอวกาศกับลูกโลก ณ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางจิตวิญญาณเราได้เห็นนักเดินทางท่องไปในอวกาศ นับจากภาพการงัดข้อระหว่างพ่อกับลูกสาว มาจนถึงภาพคนว่างงานนับร้อย ภาพนักบินอวกาศถือเป็นภาพแรกในหลายภาพของการไต่ระดับในงานของคีสลอฟสกีแทนความหมายของการเสาะหาบ้านหลังใหม่ราวกับพระเจ้ามองย้อนกลับมายังภูมิลำเนาของมนุษยชาติ ภาพ ณ ใจกลาง[น.115]ความขัดแย้งของหนังคือสังเวียนพันตูระหว่างการหาทางพ้นทุกข์กับการถวิลหาความสงบสุขตามมีตามเกิด

Camera Buff (ค.ศ.1979)

เรื่องย่อ: ฟิลิป มอร์ส(รับบทโดย เจอร์ซี สตูร์ – -Jerzy Stuhr)เป็นชายชาวโปลธรรมดาๆ ทำงานในโรงงาน ดีใจออกนอกหน้ากับการได้ห้องแบ่งเช่าห้องใหม่ ได้เมีย(รับบทโดยมัลกอร์ซาตา ซาคอฟกา – – Malgorzata Zabkovska) และได้ลูกสาวที่กำลังจะลืมตาดูโลก ความสงบสุขดังกล่าวชักจะคลอนแคลนเพราะการได้ถ่ายหนังด้วยกล้อง 8 มม.ตัวใหม่(ซื้อมาเพื่อเก็บภาพลูกออกจากครรภ์) เจ้านายของฟิลิปออกปากให้เขาช่วยถ่ายสารคดีงานเลี้ยงของโรงงาน นักวิจารณ์จำนวนหนึ่งสะกิดใจกับความแปลกใหม่ของงานหนังโดยเฉพาะปมรองกับการเฉลยเบื้องหลังการถ่ายทำ เขาชักจะติดใจการทำงานศิลปะและเลิกสุงสิงกับผู้คน เวลาของเขาหมดไปกับการจัดวางภาพมากกว่าจัดแจงครอบครัว ณ ช่วงรุ่งโรจน์สุดขีดของการเป็นศิลปิน อิทธิพลและพลังสะท้อนกลับจากการเมืองและสังคมก็ถาโถมเข้าสั่งสอนให้เขาสำเหนียกถึงความไร้น้ำยาของตนเอง เพื่อนฝูงพากันเดือดร้อนเพราะหนังเจ้ากรรม เมียทิ้งเขาไปเพราะสุดจะทนกับศิลปินผู้รักจะหายหน้าไปจากครอบครัว ตลบแตลง และหมกมุ่นกับงานหนัง ฉากสุดท้ายของหนังหลังจากลิ้มรสความร้ายกาจจากคุณและโทษของหนังอันบันดาลทั้งความสุขสมและเจ็บปวดถึงแก่น ฟิลิปหันหน้ากล้องออกจากตัว ใช้ตัวเองเป็นจุดหมุน กวาดวงเก็บภาพรายรอบตัวเขาเป็นครั้งแรกและเริ่มต้นถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเอง

หนังเรื่องนี้กล่าวถึงงานถ่ายภาพหนัง ความเป็นจริง และมิติอันซับซ้อนของการดำรงตน รวมถึงขีดคั่นศีลธรรม แต่ขณะเดียวกันก็เล่าถึงผู้ชายธรรมดาๆ ผู้ต้องตะเกียกตะกายอยู่บนมิติของการยืนหยัดอันชวนหัวหมุน(ชื่อหนังพากย์โปลิช คือ Amator แปลได้ว่า มือสมัครเล่น(amateur)) บ้านในฐานะรากฐานสำคัญ คือ แก่นความคิดสำคัญของหนัง เช่นเดียวกับ The Scar ส่วนฟิลิป(เหลาะแหละ หัวทึบ แต่ช่างสอดรู้สอดเห็น)ก็ผจญโลกแบบถึงลูกถึงคนผ่านกล้อง ฟิลิปค้นพบความอนิจจังที่มาพร้อมกับความมุ่งมาดปรารถนาทางศิลปะ คนเราต้องหลบลี้จากสังคมเพื่อสร้างผลงานที่มีเอกลักษณ์เต็มเปี่ยมเสียก่อน ถึงค่อยเสียสละแก่ส่วนรวม ลงท้ายงานศิลปะนั่นเองจะแปรสภาพเป็นสะพานเชื่อมผู้ผลิตกับองค์ประกอบแวดล้อม โดยเข้ามาสวมรอยสุญญากาศในความชิดเชื้อทางตรงของคู่แต่งงาน มิตรภาพ หรือบทสนทนา

หนังสมัยใหม่นิยม(modernist)ในช่วงทศวรรษ 1960-1970 มุ่งเตือนสติคนดูถึงบทบาทของกล้องในการเสกสรรปั้นแต่งเนรมิตธรรมชาติและเลือกที่รักมักที่ชังในการเสนอภาพของโลก การมอง Camera Buff ในแง่นี้ก็ไม่ถือว่าเสียหาย แต่ก็มีข้อให้พึงสังวรว่า ดูเหมือนคีสลอฟสกีจะใช้กล้องเป็นตัวจุดชนวนการขบคิดถึงภาวะความเป็นมนุษยในมุมกว้าง เราๆท่านๆ ต่างตกที่นั่งเป็นฟิลิปเอาได้ง่ายๆ เริ่มต้นกับการเป็นคนดีจากนั้นตาสว่างกับพลังของการแฉโพย(และตกทอดอยู่ในหนัง) ล้มเหลวในการรักษาสมดุลระหว่างบ้านกับเอกภพ ตัวตนคือ[น.116]ผลการขับเคี่ยวระหว่างภายในกับภายนอก มีภาพหัวนอนปลายเท้าตกกระทบอยู่ในบ้าน ส่วนจักรวาลก็ฟ้องสัญชาติญาณดิบผ่านการรู้แจ้่ง ทั้งนี้ จำต้องชั่งน้ำหนักการพิจารณาในเชิงเทววิทยาทั้งในแง่ความสถาพร(immanent)และการหลุดพ้น(transcendent) หายนะอาจมาเยือนหากเสียดุลยภาพ

Camera Buff ยืนหยัดอยู่ในทำเนียบตำนานหนังว่าด้วยการทำหนังของผู้กำกับประพันธกร กีโดเป็นภาพสะท้อนของเฟเดอริโก เฟลลินี(Federico Fellini)ใน 8 1/2 ฉันใด ฟิลิปก็ดิ้นรนด้วยหัวอกเดียวกับคีสลอฟสกีผู้เป็นต้นแบบฉันนั้น ถึงงานขึ้นหิ้งของเฟลลินีจะมีส่วนขึ้นรูปเจตจำนงต่องานชึ้นนี้ของคีสลอฟสกี แต่กลับไม่มีเค้าของงานเฟลลินีหลงเหลืออยู่ใน Camera Buff แม้แต่น้อย  เพราะไม่ได้หวือหวาด้วยฉากหน้าของการไขว่คว้าชื่อเสียงเกียรติคุณ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ ของศิลปิน  ฟิลิปอ่อนหัดและงมโข่งเกินกว่าจะได้ชื่อว่าเป็นศิลปินดังที่คีสลอฟสกีตั้งข้อสังเกตไว้ว่าคำดังกล่าวพึงสงวนไว้เพื่อบุคคลหรือกรณีที่พิเศษและ”คู่ควร” ตัวเขาเองยังไม่อาจเอื้อมจะเข้าไปข้องแวะกับเกียรติภูมิดังกล่าว  เฉกเช่นเบิร์กแมน คีสลอฟสกีพอใจจะถ่อมตนอยู่บนเกียรติภูมิของช่างฝีมือด้วยถูกโฉลกกว่าเมื่อดูจากรากเหง้าทางวัฒนธรรม ทักษะ และชีวิตแต่ละวัน  งานของเขาไม่ได้เกิดจากน้ำมือแต่มาจากน้ำใจ ความฝักใฝ่ของคนๆ หนึ่ง

แม้จะไม่ค่อยเคร่งครัดกับขนบแต่ยังอุส่าห์ฝากคมวิพากษ์องค์ประกอบภาพและงานกำกับศิลป์ทั้งในแง่อำนาจบันดาลความสุขสมและความทุกข์ ตลอดจนจุดอ่อน เหลี่ยมคูและมายาคติ ภาพบนแผนเซลลูลอยด์ทอดตัวอยู่ตรงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างความเป็นจริงกับความเชื่อถือศรัทธา และตบตาด้วยความแนบเนียนไม่เข้าใครออกใครอันยากจะหาศิลปะแขนงใดมาทาบรัศมี Camera Buff หยิบยืมกระบวนท่าสารคดีมาใช้ผ่านมุมกล้องแหงนเชิดหรือไม่ก็สวมวิญญาณกล้องมือถือ ขนาด ณ ช่วงเวลาที่เหตุการณ์ไต่ระดับเรี่ยเพดานทางจิตวิญญาณ(เช่น ในตอนขึ้นรถไฟกลับจากวอร์ซอวและตอนจบยังสู้อุตส่าห์มีภาพตกกระทบบิดเบือน) เปล่งรัศมีแผ่บารมีทางอภิปรัชญาออกมาจากภาพนามธรรม

หนังเริ่มต้นด้วยเสียงย้อนยุคพร้อมชื่อเรื่องขาวดำ แล้วก็เป็นภาพเหยี่ยวทะยาน ตื่นตาไม่น้อย แล้วก็เดินเครื่องตามตำรับคีสลอฟสกีเต็มกำลัง  ขับเผยพลังและความงามของธาตุแท้ธรรมชาติด้วยภาพวิหคยักษ์โฉบลงจับเหยื่อ หนังกะเกณฑ์ให้คนดูขลุกอยู่กับไก่พักใหญ่และเสียงแว่วจากนอกระยะลับตาของปฏิบัติการเหี้ยมเกรียมของเหยี่ยวก็โผล่เข้ามาตามด้วยภาพแสงไฟในบ้านสว่างขึ้นไอราผวาตื่นจากฝันร้ายและคราง โอ พระเจ้า เนื้อตัวชุ่มเหงื่อ [น.117]แล้วเรื่องราวก็พลิกตลบ เธอบอกฟิลิปว่าลูกกำลังจะออกมาดูโลก ความเจ็บปวดจากการคลอดปนเปไปกับความสุขสมของชีวิตใหม่บนโลก  ความงามความสุขมักถักทอสืบเนื่องอยู่กับความอำมหิตและความทรมาน เช่นเดียวกับ คนดูหลงชื่นชมกับความงามในความร้ายกาจของเหยี่ยวได้ฉันใด หายนะย่อมกำลังมาเยือน ให้หลังฟิลิปชื่นชมกับภาพนกพิราบนอกหน้าต่าง(ระหว่างเขาถ่ายทำหนังเรื่องแรก)ฉันนั้น

เราได้เห็นความอ่อนโยนของฟิลิประหว่างเขาพาภรรยาไปโรงพยาบาล เรียกรถแท็กซีเป็นพัลวันและตาลีตาเหลือกหนีแท็กซีขี้เมา หลักรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้หวุดหวิดปนสนุกสนานเออร์กาก็ได้นิมิตในตรอก เธอทายทักว่าเธอจะได้ลูกสาว ชั่วอึดใจสุดแต่สัญชาตญาณจะนำพาดังกล่าวสมควรชำระให้กระจ่างว่าเป็นไปด้วยสัมผัสธรรมชาติหรือเป็นเพราะหรือการเข้าฝัน(โดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งอื่น)  ดูหนังไปคนดูก็อดคล้อยตามคีสลอฟสกีไม่ได้ว่าชีวิตจะมีรสชาติก็ด้วยปรากฏการณ์เหนือคำอธิบาย การได้ล้วงความลับของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าความเป็นจริงสูงสุดซึ่งเวลาและอวกาศอาจไม่เที่ยงแท้อย่างที่เราเชื่อ

เราใจหายใจคว่ำมาตลอดทางจนถึงโรงพยาบาล อกสั่นขวัญแขวนไปกับเสียงกรีดร้องที่เราจับแพะชนแกะว่าอาจเป็นของเออร์กา ในความสยองขวัญก็ไม่ใช่โล่งใจก็ไม่เชิง เราพบว่าเสียงดังกล่าวมาจากสาวรุ่นรายหนึ่งไม่ใช่เออร์กา คนดูไม่รู้และจะไม่มีวันรู้หัวนอนปลายเท้าของเธอ  ในจังหวะนั้นคีสลอฟสกีเล่นกลกับสติสัมปชัญญะของคนดูพร้อมกับแผ้วถางทางใหม่แก่หนังในแก่นความคิดที่จะกลายมาเป็นขาประจำในงานชั้นหลังของเขานั่นก็คือ เรื่องไม่เข้าเรื่องทั้งหลายแหล่ การเล่าเรื่องลามปามไขว้ขนานไปกับความเป็นไปหรืออาจถึงขั้นปริศนาในชีวิตประจำวัน ภูเขาที่ยกออกจากอกคนๆหนึ่งอาจกลายเป็นครกให้อีกคนเข็นขึ้นภูเขา

เหมือนจะเกรงว่าคนดูจะแบกทุกข์ไว้หนักเกินกำลัง ถัดมาจึงเป็นภาพน่าขันน่าเอ็นดูของฟิลิป ไร้เดียงสา ใสซื่อในแบบชาร์ลี  แช็ปปลิน/บัสเตอร์  คีตัน ระหว่างรอข่าวของภรรยาก็หาของมาดื่มย้อมใจหลังจากสะอึกอยู่พักใหญ่ ลางร้ายก็มาเยือน เช่น การเห็นภาพรองเท้าเปล่าถูกเข็นมาเข้าโรงพยาบาล

การใช้กระจกเงาเล่าแก่นความคิดแบบ The Scar กลับมาวาดลวดลายอีก   ห้องเช่าใหม่  ชีวิตใหม่  การดิ้นรนตามประสามนุษย์  หลังจากตรวจตราห้องเช่าแห่งใหม่และเห็นฟิลิปหน้าบานระรื่นด้วยฤทธิ์เหล้า สตานิสลาฟจึงออกปากว่า และแล้วฟิลิปก็พานพบความสุขเสียที เขาเชื้อชวนฟิลิปดื่มเหล้าสาบานเป็นพี่น้อง(แด่ความเป็นพี่เป็นน้อง) ฟิลิปก็ดีใจจนใจแทบออกมาเต้นนอกอกกับเรื่องราวดีๆอีกเรื่องในชีวิต อันที่จริงจินตนาการว่าด้วยมิตรแท้และภราดรภาพระหว่างกรรมกรโพ้นทะเลกับกรรมกรภายใต้รัฐคอมมิวนิสต์โปแลนด์นั้นเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ น่าเศร้าที่ท้ายที่สุดสตานิสลาฟกลับต้องเจ็บปวดแสนสาหัสเพราะมิตรภาพเจ้ากรรมนี้

[น.118]การไล่เก็บภาพเพื่อนฝูงเพื่อลองกล้องของฟิลิปจบลงด้วยการเผยธาตุแท้ของกิจกรรม หลังจากไล่เก็บภาพใบหน้าเปื้อนยิ้ม กล้องเรื่อยมาจ่อจับภาพจอเครื่องรับโทรทัศน์ เขาอุปโลกขน์ตนเองเป็นตากล้องผู้กำลังถ่ายทอดการแสดงเปียนโนออกอากาศ  ฟิลิปขอให้เร่งเสียงเครื่องเล่นโทรทัศน์ขึ้นอีก ขณะที่สายตาจดจ่ออยู่กับภาพของกล้อง  ดนตรีรับหน้าเสื่อเป็นศิลาจารึกเล่าขานความงามตามอุดมคติของศิลปะ ดุจเดียวกับใน Personnel (เป็นสร้อยหนังที่ปรากฏถี่ยิบใน The Double Life of Véronique และ Blue) เพียงแรกได้ยิน ความไพเราะจากฝีมือการบรรเลงเปียนโนสะกดฟิลิปอยู่หมัด แต่คนดูกลับรู้สึกเคว้งคว้างกับการถ่ายทอดเหตุการณ์แบบสื่อซ้อนสื่อ ภาพขาว-ดำจากจอเครื่องรับโทรทัศน์ที่บันทึกโดย กล้อง 8 มม.นั้นห่างไกลจากอุดมคติลิบลับ และพลิ้วลวงได้สารพัด ดุจเดียวกับเงาในถ้ำของเพลโต ความหลงใหลในเงาและการไล่คว้าภาพความจริงคือแกนปฏิกรณ์บีบคั้นความรู้สึกของหนัง ความบาดหมางที่พอเหมาะนำมาซึ่งความสาแก่ใจ เพลิดเพลิน และปลอดโปร่งเช่นเดียวกับความรกร้าง หดหู่และหายนะ

ตอนฟิลิปและเออร์กามองลูกสาวผ่านกระจกหน้าต่าง ฟิลิปเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าทารกและตั้งท่าจะบันทึกภาพไว้ แต่พอมองผ่านกล้องในระยะประชิดเขาก็เขว(เหมือนลูกกำลังโยเย)และพยาบาลก็ตรงเข้าไปเปลี่ยนผ้าอ้อม  เดินกล้องอยู่ดีๆ เออร์กาก็ปราม “อย่าถ่ายเธอตอนล่อนจ้อน” เธออ้าง “ทำไม” เขาถาม “ก็ลูกเป็นเด็กผู้หญิง”เธอตอบ คาบการเล่าสั้นๆ นี้มอบสูตรลับที่นำไปตีความส่วนที่เหลือของหนังไว้ไม่น้อย ประการแรก ความกำกวมจะไหลบ่ามาไม่ขาดสายโดยเฉพาะในสภาพชวนหัว(เหมือนกับในครั้งนี้) แต่บางครั้งก็มาในสภาพหดหู่หม่นหมอง  ประการที่สองจรรยาบรรณของสารคดีซึ่งหนังได้ถามดักคอไว้ตั้งแต่ตรงนี้ว่าภาพถ่ายจะยังคงปลอดอคติได้หรือไม่ในเมื่อเราสามารถเก็บกักความเป็นจริงไว้และขุดคุ้ยถกเถียงกันภายหลังได้ เออร์กายังให้แง่คิดอีกประการในเรื่องของแสลงของการถ่ายหนัง ฟิลิปน้อมรับข้อโต้แย้งดังกล่าวและถอนหน้ากล้องออกจากภาพเบื้องหน้า ยังมีเหตุให้เขาต้องชั่งใจถึงบทบาทของสารคดีรอท่าเขาไปตลอดทางจนกว่าหนังจะจบว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดของการเผยไต๋และชื่นชมผ่านงานสารคดี(ทารกหญิงในสภาพเปลือยเปล่า และต่อมาก็คนงานพิการ) อีกด้านของคำถามโผล่ขึ้นมาทันควัน สิ่งใดเล่าสมควรได้รับการบันทึกถ่ายทอด(การฉ้อฉล การโป้ปด การทำงานในสภาพอเน็จอนาถ เป็นต้น) ยิ่งหนังคืบหน้าไปฟิลิปก็ยิ่งค้นพบว่าคุณค่าความหมายของหนังมีอยู่ในทุกอณูอันซับซ้อนเทียบเท่าจริยศาสตร์ของการดำรงตนและเรื่องเดียวกันไม่อาจเสี่ยงชี้ขาดผลดีผลร้ายได้แม่นมั่น ควรกล่าวด้วยว่าอาการไม่อยู่กับร่องกับรอยตามจรรยาบรรณตากล้องของฟิลิปมาพร้อมกับความเสื่อมถอยของมโนสำนึกต่อเรื่องส่วนตัวของเจ้าตัว กว่าเขาจะจับทางการครองตนในพิภพคู่ขนานได้ก็ล่วงถึงบทลงเอยในสภาพที่ตัวเขาเองและหนังกลืนกันเป็นเนื้อเดียว

[น.119] อีกหนึ่งมหกรรมการตบตาเกิดขึ้นไม่นานหลังจากนั้น กล้องสืบตัวเข้าหารถเข็นที่จอดอยู่บนทางเท้าใก้ลอพาร์ตเมนต์ เออร์กาเดินเข้าไปในช่องภาพจากจุดยืนของเธอเอง (ลูกเล่นใจไม้ใส้ระกำกับคนดูนี้จะมีการขยายความในบทที่ 2) และโวยวายว่ามีคนตาย  เหตุการณ์ดังกล่าวทะลุกลางปล้องขึ้นมาเป็นหนามยอกใจชิ้นใหญ่เพราะตรงกับวันที่ชีวิตใหม่กำลังจะลืมตาดูโลกและก็กลับตาลปัตรอีกตลบเมื่อฟิลิปบอกเธอว่าเปเตร็กขับรถไปส่งเขาที่ทำงาน(ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะพ่นพิษในภายหลัง เมื่อถึงคราวแม่ของเปเตร็กตาย)

คนดูมาเฉลียวใจว่าสำคัญผิดในฉากถัดมา ฟิลิปต้องการจะจัดฉากแม่ลูกเข้าอพาร์ตเมนต์หลังใหม่อีกรอบ แต่เออร์กาไม่เล่นด้วย ขืนทำจะกลายเป็นลางร้าย ฉากนี้ไม่เพียงโยงเข้ากับทัศนะพลังเหนือธรรมชาติของศาสนาของชาวโปลิช(ยังมีให้เห็นอีกหลายครั้งในหนัง) แต่ยังปักชนักใส่หลังฟิลิปผู้แบ่งรับแบ่งสู้ในข้อหาดึงการถ่ายทอดความจริงของหนังมาปนเปกับเหตุการณ์จริง หากความจริงที่ถ่ายทำไว้บกพร่องต่อหน้าที่ตัวตายตัวแทนของเหตุการณ์จริง(เป็นเพียงสัญลักษณ์ในโลกของเออร์กา)แล้วไซร้ ย่อมเท่ากับว่าได้เกิดลางร้ายซ้ำสอง ปรากฏการณ์ซ้ำรอยฉุดสารคดีโจนทะยานทางสัญวิทยาไปสู่ภาวะการเป็นสำเนาที่ไร้ต้นฉบับ(a copy without an original)ตามตำรับของฌ็อง  โบดริยารด์(Jean  Baudrillard)

จากนั้นคีสลอฟสกีก็ดัดหลังคนดูด้วยจับคำว่าลางร้ายผสมโรงเข้ากับหายนะ จู่ๆ มนุษย์หน้ากากป้องกันแก๊สพิษกรูเข้ามาหากล้องสร้างผลกระทบรุนแรงทางสัญวิทยา ภาพเขย่าขวัญทะลุกลางปล้องเข้ามาอยู่ในวงเล็บแทรกตัวเรื่องแต่แล้วก็กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ (พร้อมด้วยคำอธิบายในมุมประกาศิตของผู้เล่า) พอฟิลิปตาลีตาเหลือเข้ามาร่วมขบวนการซ้อมรับมือกับการถูกโจมตีด้วยอาวุธเคมีตามแบบแผนยุคสงครามเย็น  ฝีภาพนี้ยังจะตามมาอาละวาดใน White อันมียุคหลังระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายเป็นฉากหลัง

ยิ่งคีสลอฟสกีแก่พรรษาขึ้นเท่าไหร่ การใช้แม่บทตีหัวเข้าบ้านดังกล่าวจะยิ่งเป็นไปเพื่อรักษาแบบแผน ขณะที่คำนึงถึงประโยชน์ต่อการเล่าเรื่องน้อยลงตามลำดับ  ถลำลึกหนักข้อกับการสร้างความกำกวมแก่ภาพ ในบทที่ 2 จะบรรยายกลวิธีอันเป็นแหล่งพลังงานสำรองทางอภิปรัชญา ดังที่จิลแบร์โต  เปเรซ(Gilberto  Perez)ตั้งข้อสังเกตในกรณีของแอนโทนิโอนีกับการใช้กลวิธีดังกล่าวด้วยอหังการแห่งทันสมัยนิยม  – -เช่นเดียวกับงานของพวกทันสมัยนิยม หนังของแอนโทนิโอนีถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความไขว้เขวแก่คนดู โดยมิได้มีการก่อกวนชวนสับสน แต่ย้ำเน้นจนเราหมดศรัทธากับกระบวนการทำความเข้าใจที่เคยยึดมั่น สมมติฐานเกี่ยวกับโลกที่เรามีนั้นแทบใช้การไม่ได้อีกต่อไป และถือเป็นการจาริกเพื่อค้นหาสถานภาพใหม่ ท่ามกลางความไม่จีรัง การรู้เท่าทัน และตกผลึกประสบการณ์ – –

[น.120]”หนังสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด” เจ้านายฟิลิปอัญเชิญวาทะทรงความหมายของวี ไอ เลนิน(V. I.  Lenin)มากล่าว  งานหลังกล้องชิ้นแรกของฟิลิปจะเป็นเครื่องพิสูจน์สรรพคุณยุยงส่งเสริม(persuasion)(หรือเขียนเสือให้วัวกลัว(mystification))ของโฉมหน้าความจริง อะไรมีค่าควรแก่การนั้น หลังจากงกเงิ่นในการยื่นหมูยื่นแมวแบบเฟาสเชียน ฉากถัดมาจะเห็นรถบรรจุโลงแล่นไปตามถนนโดยมีฟิลิปกับเปเตร็กหัวโยกหัวคลอนอยู่ในห้องโดยสาร

ไม่นานให้หลังฟิลิปก็ได้บทเรียนว่าไม่ควรบันทึกภาพเหตุการณ์ในที่ประชุมคณะกรรมการ ส่วนความอุตสาหะถ่ายทำนกพิราบนอกหน้าต่างก็เสริมเขี้ยวเล็บการเป็นนักสารคดีของเขา จากเหลี่ยมคูเล็กๆน้อยๆที่ช่วยเข็นงานให้ลุล่วง เหล่านกพิราบที่แตกฮือบินหนีมือซุ่มซ่ามของเขาพากันบินกลับมาหากนำขนมปังมาวางล่อ  วิวาทะในเรื่องการใช้กลอุบายเหล่านี้เก่าแก่พอๆ ต้นกำเนิดสารคดี(และเบื้องหลังการถ่ายทำ Nanook of the North ของโรเบิร์ต  ฟลาเฮอร์ตี(Robert  Flaherty)ก็เป็นอุทาหรณ์เรื่องเยี่ยม)   แต่ต่อมาภายหลังกับคำถามถึงเบื้องหลังการถ่ายทำฉากดังกล่าว ฟิลิปกลับตอบว่าเขาก็แค่รอท่าอยู่ตรงระเบียง นกพิราบเป็นฝ่ายร่อนลงมาให้เขาเก็บภาพ ความจริงสุกๆดิบๆ เลยเถิดเป็นการมดเท็จฉันใดก็ฉันนั้น ชั่วอึดใจรู้ดำรู้แดงระหว่างฟิลิปขุดบ่อล่อปลานกพิราบนั้น คือภาพเออร์กาฉุนขาดสะบัดก้นออกไปจากตึกหลังจากฟิลิปทำเป็นหูทวนลมใส่เธอ ฟิลิปมองเธอจากหน้าต่างแล้วเสียงดนตรีก็เริ่มบรรเลง ฉากที่เหมือนจะปลอดอิทธิพลผู้เล่าเหล่านี้ออกจะไม่ชอบมาพากลในแง่ที่ว่าคีสลอฟสกีไม่น่าจะหน้าด้านใส่ดนตรีพรรค์นั้นเข้ามาในหนัง ฉากต่อมาจึงถึงบางอ้อ

เออร์การะบายโทสะใส่กระจกตรงทางเดินแหลกคามือ ฟิลิปพอจะรู้แกวและปล่อยให้เธอฟาดงวงฟาดงาไปตามประสา เขาหักห้ามความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อเธอและทอดธุระกับการสางปัญหาให้ถึงราก และหันมาปลดปล่อยความหื่นหลังจากเธอไม่ยอมตอบคำถามของเขา เขาบรรยายถึงภาพของเธอไว้ก่อนหน้านั้นว่า “ดูเล็กไปถนัดตา” เมื่อมองจากหน้าต่าง และเขาคงไม่มีวันลบภาพนั้นจากความทรงจำ  การแจกแจงตามหลักภาพยนตร์โผล่เข้ามาระหว่างการถ่ายทำตอกย้ำจินตนาการที่ว่าภาพของโลกเริ่มขึ้นอยู่กับการมองของฟิลิป ไม่เว้นแม้แต่เมียตัวเอง  มาตรว่าดนตรีที่กรอกหูคนดูอยู่ก็บรรเลงออกมาจากจินตนาการของฟิลิป(ดังที่ในฉากต่อมาจะเห็นเขาเที่ยวเสาะหาดนตรีมาประกอบหนังเรื่องใหม่) ในบทความอันเลื่องชื่อว่าด้วยเทคโนโลยี มาร์ติน  ไฮเด็กเกอร์(Martin  Heidegger)บรรยายกระบวนการที่เทคโนโลยีให้กำเนิดยุคโลกแห่งภาพ [น.121]อันนำไปสู่จิตตานุภาพที่มีสารรูปตายตัว และภาพความงามทั้งหมดทั้งหลายที่กล้องของฟิลิปถลุงออกมาและในไม่ช้าก็เป็นที่ประจักษ์ว่านานๆเข้า ระยะห่างระหว่างตัวเขาเองกับโลกที่มีเลือดมีเนื้อภายในกรอบภาพของหนังกลับยืดขยาย เสียจนยากจะเชื่อมความรู้สึกถึงกัน

โลกที่ผูกโยงอยู่กับกล้องมากขึ้นเรื่อยๆ ของฟิลิปไปกันไม่ได้สิ่งที่สัมผัสได้จริง บาดแผลที่มือเออร์กาคอยแทงใจดำความใส่ใจของเขา แม้แต่เสียงบ่นถึงความทรมานที่เธอได้รับจากการมีเพศสัมพันธ์หลังการคลอดลูก ต่อให้เธอออกปากชัดแจ้งขนาดนั้น แต่คีสลอฟสกีก็ยังฉุดรั้งมิให้เราวางใจกับอนาคตอันมืดหม่นของอาณาจักรที่ฟิลิปคอยชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้  ยิ่งทีที่หนังขับเคลื่อน เขายิ่งพบว่าตนไม่อาจสานสัมพันธ์ฉันท์คลุกวงในไม่ว่ากับภรรยาหรือชู้รัก รอยร้าวความรู้สึกเผยให้เห็นความเป็นไปได้ก่อนหน้านั้นของเหตุการณ์ขณะที่โทรศัพท์(สื่อเทคโนโลยี การสื่อสารเชื่อมโยง)ก็พิสูจน์ถึงความชิดเชื้อที่สุดเท่าที่เขาเคยเข้าถึงของเหตุการณ์ชุดหลัง(มากกว่าแค่การสัมผัสผิวเผินด้วยมือ) แก่นความคิดว่าด้วยสำนึกสัมผัสเวียนวนผลุบโผล่ร่ำไป ตัวอย่างที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือตอนฟิลิปถ่ายภาพเด็กทารกตั้งท่าจะหย่อนตัวลงนั่งแต่เก้าอี้เลื่อนไถล  ฟิลิปปรามเออร์กา”ไม่ต้องช่วย” ว่าแล้วก็สวมวิญญาณผู้กำกับบันทึกภาพเออร์กาประคองเด็กน้อยขึ้นมาและชมเปาะ “สวยเลย” ถ้อยแดกดันของเออร์กาต่อเหตุการณ์ดังกล่าวฟ้องทุกอย่างอยู่ในตัว  “ถ้าเกิดลูกพลัดตกระเบียงไป คุณยังจะมีแก่ใจเก็บภาพเจ้าตัวน้อยต่อไปอีกไหม”  ตอนท้ายของหนัง ห้วงความรู้สึกเข้มข้นหนักหน่วงจากการย้อนดูตัวเอง ฟิลิปตอกย้ำถึงรสเสพสัมผัสที่ขาดหายไปจากชีวิตเขา บรรยายถึงเออร์กาในสภาพเหงื่อท่วมระหว่างคลอดลูกและชั่วอึดใจระหว่างเขาพาเธอไปโรงพยาบาล

ความจริงอันปราศจากหมุดหมายรสเสพสัมผัสเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับสถานะลูกกำพร้า ไร้หัวนอนปลายเท้าในทางวงศาวิทยาของฟิลิป เงื่อนไขดังกล่าวยังเป็นที่มาของความทะยานอยากจะขลุกอยู่กับกล้องและกระหยิ่มกับพลังเปิดโปงความจริงของกล้อง   สตานิสลาฟ(Stanisław)(หรือสตาส(Stas))เตือนฟิลิปถึงอันตรายของการหลงไม่ลืมหูลืมตา
สตาส:  น้องเขยของผมเกิดศรัทธาต่อพระเจ้าเอาตอนอายุ 30 ชีวิตเขาลงเอยด้วยการเป็นนักบวชอย่างน่าอนาถ // ฟิลิป:  แต่คุณก็มีรอยจารึก(stamps)ของตัวเอง  ต่างคนต่างมีร่องรอยของตนด้วยกันทั้งนั้น // สตาส:  ก็มีแต่ร่องรอย ไม่มีอย่างอื่น
บทสนทนาดังกล่าวสะท้อนถึงการกรวดน้ำคว่ำขันศาสนจักรของคีสลอฟสกี ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่ามนุษย์ขาดไม่ได้ซึ่งคุณค่าความหมาย จริตดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านการสะสมตราประทับไปรษณียกร(stamp) ในรายของสตาสผู้เป็นบรรพบุรุษของนักสะสมตราไปรณียากรแห่ง Decalogue VIII และ X นั้น

ระหว่างตระเวนส่งหนังเข้าประกวดเวทีต่างๆ ฟิลิปได้เพื่อนใหม่มาสองคน เป็นสองคนที่จะมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตภายภาคหน้าของเขา  แอนนา(Anna)(จากสมาคมผู้กำกับ)และผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ชื่อแอนเดรส  เยอร์กา(Andrzej  Jurga) ก๊วนใหม่[น.122]นี้จะมาเหนี่ยวนำพัฒนาการครั้งสำคัญในโลกใบใหม่แก่ฟิลิป   แอนนายกย่องหนังของฟิลิปว่าพิสูจน์ถึงความช่างสังเกตของผู้กำกับ แต่ไม่ยอมให้เขามีนอกมีในกับเธอยกเว้นคอยสังเกตอันเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการถือกำเนิดของกล้อง  ยิ่งเขาตามตื้อ เธอก็ยิ่งปั่นหัวเขาแต่ไม่ยอมให้ล่วงล้ำ(มากไปกว่าจุมพิตถากๆ และลูบไล้) เธอบอกเองว่าเธอเป็นมือสมัครเล่น(“the Amateur”)เพราะเธอไม่เคยร่วมหัวจมท้ายกับใครหรือสิ่งใด(คำว่า amateur ในภาษาโปลิชยังหมายถึงชู้รัก(lover)ได้ด้วย)

เยอร์กาว่าไปแล้วคือผู้ชี้ทางสว่างแก่ฟิลิปจนพบช่องทางปลดปล่อยความใฝ่ฝันได้ถนัดถนี่ขึ้นผ่านการสังเกตการณ์ในอีกลักษณะ  ระหว่างการอภิปรายในหมู่คณะกรรมการตัดสิน เขาปรามาสผู้เข้าแข่งขันสายสังเกตการณ์แบบรายงานข่าว ผู้เข้าแข่งขันเพียงแต่เก็บภาพเหตุการณ์ ไม่เจาะลึกตัวตนคนในข่าว  เขาปลุกเร้าให้มือใหม่ทั้งหลายปลดแอกจากแบบแผนสารคดีเล่าข่าวและสวมวิญญาณประพันธกรออกเสาะหาเรื่องเล่าจากเบื้องลึก “หนังที่จะเป็นหนังของคุณได้ดังใจคุณ ความรู้สึกต่อสมัครพรรคพวกคนที่ตรากตรำแสนสาหัสเพื่อพวกคุณมีพอประทัง  ไม่ช้าก็เป็นที่ประจักษ์ว่าทัศนะดังกล่าวกลายเป็นแรงบันดาลใจของฟิลิปในการขุดคุ้ยด้านอ่อนไหวในชีวิตผู้คน(สอดรับกับวิทยานิพนธ์ของคีสลอฟสกี)เฉกเช่นเดียวกับความไม่สบอารมณ์(คีสลอฟสกีก็ตบะแตกที่งานสารคดีมีดีแค่การปลูกฝังทัศนคติแบบกำปั้นทุบดิน)

ผู้อำนวยการโรงงานที่ฟิลิปทำงานอยู่เป็นเจ้าภาพเปิดบ้านจัดงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จแก่ฟิลิปเจ้าของผลงานอันดับสามจากงานเทศกาลภาพยนตร์  ผู้อำนวยการอ้างสิทธิความเป็นผู้อำนวยการสร้างรวบหัวรวบหางใบประกาศเกียรติคุณไปเป็นของตน(เหมือนกับที่เยอร์กาคิดไว้ไม่มีผิด)และฟิลิปก็น้ำท่วมปาก(แม้จะปรากฏหลักฐานความหงุดหงิดของเจ้าตัว ร่องรอยความแปลกใหม่ ปฏิภาณความเป็นประพันธกรของฟิลิป ตลอดจนความอหังการส่วนตัวชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน) จากนั้นคนดูก็ได้เห็นธาตุแท้อันสามานย์ของผู้อำนวยการอย่างหมดเปลือก ฉากผู้อำนวยการพาฟิลิปชมสวนอาจเป็นเสี้ยวเหตุการณ์เล็กๆ เหมือนดูไม่เข้าเรื่อง แต่เงื่อนงำสำคัญหลายประการคนดูได้เห็นด้านอ่อนโยนของผู็อำนวยการมีความรักเปี่ยมล้นแก่เด็กๆ เป็นครั้งแรกที่ได้รับรู้ถึงความสูญเสียอันยากจะทำใจของเขา)รวมไปถึงง่วนกับการทำสวนไว้เป็นที่สถิตความทรงจำต่อครอบครัว ดังที่ครั้งหนึ่งฟิลิปเปรยกับสตาสว่าแต่ละคนล้วนมีรอยจารึกเป็นของตนเอง สวนของผู้อำนวยการย่อมเป็นรอยประทับของเขาโดยแท้ ในฐานะคลังบรรจุความรู้สึกและคุณค่าทางใจส่วนตัว  กรุของฟิลิปก็คือหนัง แต่ในไม่ช้าเขาก็ได้ตระหนักว่ามีสื่อก็เหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน โตวันโตคืน ปีกกล้าขาแข็ง[น.123]และพยศหนัก  การเที่ยวชมต้นไม้ต้นไร่(ปลูกไว้ดูต่างหน้าลูกๆ)ของผู้อำนวยการถูกขัดจังหวะด้วยแก้วเครื่องดื่มที่สตาสยกมาชวนกระดกยินดีและประกาศว่า “ผ.อและผู้กำกับยังไงยังงั้น” จริงตามที่เธอกล่าวอ้างกิจกรรมทั้งสองล้วนต้องการประคบประหงม แต่นัยแฝงของคีสลอฟสกีกินความกว้างกว่านั้น ฟิลิปพึงสังวรณ์ว่าเขาต้องไม่ถูกสนตะพายโดยอิทธิพลและกลายเป็นหุ่นเชิดของผู้อำนวยการ ก็แสลงใจอยู่ที่หนังเรื่องถัดไปของฟิลิปเป็นชนวนเหตุให้สตาสถูกไล่ออกจากโรงงาน

เออร์กาโผล่เข้ามาพร้อมวิกฤติ ณ ช่วงฟิลิปตั้งท่าออกผจญภัยในโลกการทำหนังให้รู้แล้วรู้รอด ในระหว่างการต่อความยาวสาวความยืด เออร์กาฟื้นฝอยหาตะเข็บถึงถ้อยบรรยายฉากในหนังช่วงที่กล่าวถึงผู้หญิงขว้างปาข้าวของใส่ผู้ชาย เป็นเสี้ยวเหตุการณ์ที่ฟิลิปได้ประจักษ์ถึงพลังของการตัดต่อเพื่อชี้ชวนให้อนุมาน ว่าแล้วเธอก็ละเลงผ้าอ้อมเละๆใส่หน้าเขา เอารสมือปลุกเขากลับสู่โลกแห่งความจริง ไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยฤทธิ์โกรธ “เหมือนในหนังดีไหมล่ะ?” ณ จุดแตกหักทางอารมณ์นั้น ฟิลิปชิงความได้เปรียบในฐานะต้นคิดและพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบก่อนแจงสี่เบี้ยให้เธอฟังถึงคุณงามความดีของสิ่งที่เขาค้นพบ ฟิลิป:  จู่ๆ ก็เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่ทรงคุณค่าเหนือสันติสุขและความสงบ คนต้องการสิ่งๆ หนึ่ง ผมอยากได้สิ่งที่มีคุณค่าความสุขสงบ  ภาวะนั้นอาจมีความหมายยิ่งกว่าบ้าน เออร์กา:  แล้วมันคืออะไร ฟิลิป:  ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าสำคัญ มาบัดนี้ ก็เป็นอันลงเอย ประตูที่เบอร์นาร์ดตั้งใจจะปิดในตอนจบของ The Scar เปิดทางให้ฟิลิปก้าวล่วงสู่โลกที่กว้างใหญ่กว่า ดิ้นรนน้อยกว่า ขณะเดียวกันก็อันตรายยิ่งกว่า  นับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นภาพผู้ประสบทุพภิกขภัยทางจิตวิญญาณอย่างเต็มตา คราวนี้ไม่ได้ช่วยสนองตัณหาแต่เป็นการแบไต๋ฟิลิปเสียมากกว่า

สุญญากาศทางจิตวิญญาณนั้นสร้างรอยโหว่ใหญ่โตเกินกว่าโบสถ์ในบัญชาของศาสนาจักรแห่งใดจะเยียวยาได้ ในทัศนะของคีสลอฟสกี งานศพมารดาของเปเตร็กแฉโพยกับดักทางศาสนา ไม่ว่าจะนักบวช  สัปเหร่อ มรรคทายก กางเขน อย่างหมดเปลือก กลไกเหล่านี้วางตัวขึงขัง เย่อหยิ่ง ฉากนี้จบลงด้วยภาพนักบวชยืนเด่นอยู่ส่วนหน้าของระวางภาพ ประสานมือแน่น เบื้องหลังมีเจ้าพนักงานเต๊ะจุ้ยพ่นควันปุ๋ยๆ อยู่บนรูปสลักหิน ทุกคนอยู่ในอาการสำรวมสุดขีด หนังตอกตะปูการวิพากษ์ปิดฝาโลงศาสนาในฉากถัดมาด้วยคำเปรยขอดูหนังที่ฟิลิปถ่ายไว้  ความย้อนยอกก่อหวอด ชีวิตและความตายเวียนว่ายอยู่ในกล่องจินตนาการที่จะอธิบายโดยละเอียดในบทที่ 5 ฝีภาพสุดท้ายของหนังตอกย้ำชีวิตอันเอานิยายไม่ได้ของหนังผ่านภาพระยะเผาขน[น.124]ของกงกำกงม้วนฟิล์มซึ่งหมุนไปไม่มีวันสิ้นสุด เหมือนจิตวิญญาณอันทุรนทุรายของเปเตร็ก  กระนั้นเขาก็ทำใจได้กับงานศพดูได้จากที่เขาออกปากกับฟิลิปว่า ผลงานคุณเยี่ยมมาก คนตายล่วงลับแต่ไม่ล่วงแล้วล่วงเลย

ฟิลิปไปดูหนังเรื่อง Camouflage ของซานุสซี สาระหลักของ Camouflage คือการยึดมั่นหรือโอนอ่อนหลักการของตนเอง ผ่านการขับเคี่ยวระหว่างศาสตราจารย์หนุ่มสองคน ฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหลักการ เล็งผลเลิศและยึดมั่นในอุดมคติ  อีกฝ่ายหนึ่งรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง เจนจัดในการล่อล่วงอีกฝ่ายด้วยวาทศิลป์ส่อเสียด และสถานการณ์หมิ่นเหม่จริยธรรมที่เขาวางหมากไว้  แม้ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าคนที่ดูคุ้นเคยกับงานของซานุสซีหรือไม่ แต่ก็ชวนให้อดเฉลียวใจไม่ได้ถึงความพ้องพานระหว่างภาพร่ายยาวจากหนังเรื่อง Camouflage ที่ฉายซ้อนอยู่กับสถานการณ์ที่ฟิลิปเผชิญอยู่  ปรมาจารย์สองคน(ยาคอบ (Jakub) – – ผู้เอาแต่ได้ ไปกันไม่ได้กับชื่อที่ตั้งตามบุคคลในไบเบิล และยาโรสลาฟ(Jarosław)นักอุดมคตินิยม) อภิปรายถึงแนวทางการให้คะแนนตัดสินการประกวดผลงานทางวิชาการ  ยาโรสลาฟตำหนิยาคอบว่าไร้จุดยืน ตาขาวเกินกว่าจะตัดผลงานสั่วๆ ออกจากการแข่งขันซึ่งต่างกับเยอร์กากับการตีค่าผลงานหนังของฟิลิป ยาคอบออกตัวว่าเขาเป็นพวกขวางโลก และยุให้ยาโรสลาฟลากไส้ความไม่เอาไหนของของการให้คุณค่าชีวิตตามหลักรู้รอดเป็นยอดดีของเขา ยาโรสลาฟไม่อยากเปลืองน้ำลายด้วย ความตึงเครียดในกาลต่อมาวนเวียนอยู่กับความบ้าอำนาจของเจ้าสำนักอำมาตย์ผู้ไม่มีส่วนละม้ายกับเจ้านายนอกขนบของฟิลิปเอาเสียเลย เหมือนเป็นกระจกสะท้อนตัวตนของฟิลิปให้เจ้าตัวเลือกว่าจะเป็นอย่างยาคอบหรือยาโรสลาฟ ผู้เริ่มฉายแววเลือดเย็นออกมาบ้างแล้ว(ก่อนจะตอบแทนยาคอบอย่างสาสมในตอนท้ายของ Camouflage) ชีวิตอันเขม็งเกลียวของฟิลิปอย่างไรก็ต้องถึงจุดแตกหัก

หนังมอบลายแทงชีวิตแก่ฟิลิป ถ้อยเสวนาหนังการฉายหนังตนเองของซานุสซี(รับบทเป็นตัวเอง)ยิ่งช่วยตอกย้ำ ซานุสซีกล่าวถึงการเสาะหาต้นแบบของมนุษย์ ตัวตนที่ปุถุชนทุกคนไขว่คว้าแต่ไม่อาจครอบครอง เขาบรรยายถึงตัวตนพร้อมรอยด่างพร้อยและสถานการณ์ไม่เ็ป็นใจต่างๆนานาอันเป็นตัวขัดลาภมิให้มนุษย์หน้าซื่อมีได้ครุ่นคิดหรือเสี่ยงดวงเหมือนที่มีไม่อั้นในยามปกติ ทั้งหมดทั้งหลายก็มิใช่อื่นใดนอกจากเพราะเหตุการณ์จริงเป็นอย่างนั้น แล้วถ้าการที่แทรกแซงความจริงด้วยชั้นเชิงศิลปะเป็นไปเพื่อประโยชน์ในทางสร้างสรรค์เล่า ซานุสซีวิสัชนาว่า คำถามดังกล่าวเป็นแทงใจดำอมตะ และเกี่ยวพันกับปัญหาอื่นๆอีก ไม่ว่าจะเป็น ความสำคัญของการมีอยู่ของความจริง(และปณิธานทางศิลปะ)และความอับจนหนทางที่จะพิสูจน์ว่าความจริงแม่นตรงหรือไม่ แยบยลหรือขอไปที ยุติธรรมหรือลำเอียง  ซานุสซีมองว่าความสองจิตสองใจเป็นเชื้อเพาะความแข็งแกร่งแก่ศิลปะโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาวุธลับในการเล่าของหนัง จากวิธีการที่ต่างออกไป จับใจ และแยบคาย

[น.125]ภาพยนตร์ในฐานะกลไกสอบเค้นการดำรงตน สังเวียนวิภาษวิธีซึ่งเชิดชูการระดมคำถามมากกว่าการขุดคุ้ยคำตอบ แล้วฟิลิปจะได้รู้ซึ้งพิษสงข้อนี้  ว่าไปแล้วงานยุคแรกของคีสลอฟสกีส่วนใหญ่ก็มีโครงสร้างพื้นฐานอย่างนี้ ไม่เพียงเท่านั้น จากคำเปรยดังกล่าว เราได้เห็นฟิลิประเริงกับโลกภายนอก ไปซื้อวารสารเกี่ยวกับหนังและการเมืองและรายการจับจ่ายของลูกค้าคนถัดไปอันประกอบด้วยใบมีดโกน และเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินก็บอกเป็นนัยถึงสภาพเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามที่ฟิลิปจำต้องเผชิญหากรักจะเป็นสมาชิกสังคม   ในกาลต่อมาเราเห็นฟิลิปอ่านหนังสือพิมพ์ Kultura ที่แปลได้ว่า culture สื่อสิ่งพิมพ์อันมีฐานการผลิตในปารีสและนับเป็นสื่อรายคาบจากตะวันตกเพียงไม่กี่รายเช่นเดียวกับ Radio Free Europe ที่มีให้คนในประเทศนี้ติดตาม ชีวิตภาคขนานกับการประกอบวิชาชีพของฟิลิปก็มีลอยเด่นขึ้นมา ช่วงหนึ่งเราอดคิดไม่ได้ว่าภาพเขากลับเข้าบ้าน จู๋จี๋กับภรรยา วางแผนถ่ายหนังเรื่องใหม่ว่าด้วยกรรมกรผู้ถูกกดขี่นั้น คือ การเข้าสู่ภาวะจมปลักกับชีวิตขาขึ้นของฟิลิป  ผลงานของฟิลิปเข้าเค้าเป็นกระบวนการสร้างภาพวีรบุรุษของเจ้าตัว ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าฟันอุปสรรคด้วยใจเด็ดเดี่ยว และความพอใจกับชีวิตเรียบง่าย  ทั้งหมดที่หนังหยิบยกมากล่าวถึงล้วนสูญสลายไปจากชีวิตฟิลิปหมดสิ้นแล้วโดยที่เจ้าตัวไม่เฉลียวใจ

ฟิลิปตามตื้อตามต้อนเออร์กาเข้าสู่โลกใบใหม่ของเขาอยู่พักหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคี่ยวเข็ญให้เธอร่วมเสวนาในโอกาสที่ซานุสซีให้เกียรติมาเยี่ยมชมรมภาพยนตร์ของเขา เออร์กายกติดเลี้ยงลูกมาอ้างแต่ฟิลิปแย้งว่าให้น้าอาพี่ป้าดูแลสักวันไม่เห็นเป็นไร เออร์กาไม่ตอบ การหายไปของทารกในห้วงเวลาดังกล่าว หนังจงใจกีดกันทารกไว้นอกรัศมีการเล่า ณ ห้วงเวลานั้น และสวมรอยเป็นทายาทหัวแก้วหัวแหวนของฟิลิปเสียเอง ส่วนเออร์กาก็ชักจะหมดหวังที่จะเห็นฟิลิปคลุกคลีกับอิเรงกาโดยไม่ต้องมีกล้องเป็นตัวเชื่อม ประเด็นนี้แหลมคมขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการเสี้ยมโดยฉากต่อๆมา หลังจากเออร์กาแยกตัวไปและวิเท็กเพื่อนของฟิลิปเปรยว่า”น่ารักดีนี่” เมื่อเห็นฟิลิปประคมประหงมกล้อง 16 มม.ตัวใหม่อยู่

[น.126]ในระหว่างเดินทางไปเข้าพบผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ในกรุงวอร์ซอว หนังแทรกภาพนามธรรมจากหน้าต่างขบวนรถไฟเข้ามา เป็นหนึ่งในไม่กี่ภาพที่หนังให้โอกาสแก่ภาพทำนองนี้ แต่ก็บันดาลความฮึกเหิมเด็ดเดี่ยวบนเส้นทางของการปลดแอกได้พอตัว แต่เพียงไม่นานภาพปลุกขวัญก็อันตรธานไปโดยการขัดจังหวะของเจ้านายที่ร่วมโดยสารมา

ฟิลิปเข้าใจสถานภาพของตนภายใต้เงื่อนไขที่ว่าหากจะรับงานตามข้อเสนอของผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ในกรุงวอร์ซอว เขาต้องใช้กล้อง 16 มม.จากการอนุเคราะห์โดยเจ้านายที่โรงงาน ปฏิบัติการดังกล่าวซับซ้อนเกินความคาดหมาย   หนังของเขาหยิบยกความไม่ชอบมาพากลในการบริหารเงินมาเล่า  เราอาจมองว่าเป็นแค่การพิสูจน์ข่าวลือ แต่คีสลอฟสกีวางหมากไปถึงการพิพากษา เงินเจ้าปัญหาถูกทำตำหนิและจัดสรรไว้ปรับปรุงสำนักงานธนาคารแต่มีการงุบงิบผันไปบูรณะและสร้างอาคารหลังอื่นๆ  เป็นต้นว่า โรงชำแหละสัตว์ และโรงเรียนอนุบาล นี่จึงไม่ใช่การเปิดโปงขบวนการฉ้อฉลแต่เป็นการประจานความไร้ประสิทธิภาพของระบบอันเสื่อมโทรม ผู้ที่อยู่ในระบบ(แม้จะเป็นพวกน้ำดี)พลอยโดนหางเลขไปตามกันเมื่อความจริงที่ปรากฏ

ฝันที่จะเป็นผู้กำกับของฟิลิปเฟื่องฟูเต็มที่ในช่วงที่เขาและวิเท็กได้ออกไปทัศนศึกษาต่างเมือง   ผู้อำนวยการยืนกรานว่าจะร่วมขบวนไปด้วย แต่ฟิลิปกับเพื่อนก็ดอดออกไปยามวิกาลกันตามลำพัง คีสลอฟสกีไม่ตบรางวัลแก่อหังการดังกล่าว  ภายหลังผลงานหนังเรื่องนี้ก็เป็นเหยื่ออันโอชะสังเวยคมวิจารณ์ของเยอร์กา อาจเพราะความล้มเหลวครั้งนั้น ฟิลิปถึงได้ไม่เอาด้วยกับตำแหน่ง”ศิลปิน(artist)” ที่หัวหน้าสถานีโทรทัศน์ในวอร์ซอวเสนอให้แต่งตั้ง(สะท้อนภาพคีสลอฟสกีผู้ชิงเป็นฝ่ายปฏิเสธหัวโขนดังกล่าวในชีวิตจริง) รูปการดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนจากคีสลอฟสกีให้เลิกยึดติดมุมมองเลิศล้ำบูชาอุดมคติแบบศิลปินที่เอาแต่ตีหัวเข้าบ้านต่อการรับผิดชอบกับสภาพความเป็นจริงที่ถ่ายทอดไปด้วยมุมมองไม่ยี่หระ

ฟิลิปกลับบ้านเพื่อพบว่าเออร์กาไม่อยู่แล้ว เท่านั้นไม่พอ ยังมีคำประกาศให้บาดใจว่าเขาว่าเธอตั้งท้องได้ 5 เดือนแล้ว นับจากมีเพศสัมพันธ์กันครั้งล่าสุด เขาอวดอ้างว่าในที่สุดเขา”ก็เห็นดำเห็นแดงกันไปเสียที”และจะมีชีวิตเพื่อสิ่งใดและไม่เข้าใจว่าเหตุใดเธอถึงมาแยกทางในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ เธออธิบายด้วยท่าทีเฉยเมยว่าเธอใฝ่หาความสงบและเรียบง่ายเหมือนตอนแรกที่ฟิลิปเป็น เขาเถียงไม่ออกและเสไปกล่าวหาว่าเธอไม่รักเขา หลังจากเธอกล่าววาทะจุดชนวนระเบิดชีวิตคู่ว่า สิ้นเรื่องราวราวกันไปเสียที  เธอจรดเท้าก้าวเดินจากไป ฟิลิปได้แต่กางนิ้วตีกรอบภาพนั้นไว้บันทึกความสะเทือนใจในชีวิตส่วนตัวด้วยน้ำมือของอัตตาสลับในคราบผู้กำกับ อึดใจชวนหัวห่มไห้มาพร้อมกับความคนึงหาต่อเบิร์กแมนผู้ศรัทธาในสถานะสัมภเวสีอันเป็นสภาพแต่อ้อนแต่ออกของศิลปะ พฤติกรรมเพี้ยนๆกับการนำผลการสังเกตภาวะป่วยไข้ทางจิตของลูกสาวไปใส่ในผลงานชิ้นล่าสุดของตัวเองใน Through a Glass Darkly ผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง

อย่างไรก็ดี คีสลอฟสกีก็สร้างความไขว้เขวทันควันด้วยความหมายกาฝากของภาพ อีกหนึ่งอึดใจอันตราตรึงมาถึงจากตอนฟิลิปสอนเคล็ดลับการลำดับภาพแก่วิเท็กโดยใช้วัตถุดิบคือหางฟิล์มภาพลูกสาวของเขาเอง คงมีแต่ภาพเท่านั้นที่ชักพาให้เขากับลูกได้คลุกคลีกันผ่านหนัง  ฟิลิปกำชับวิเท็กดังนี้ ต้องจำไว้เลยว่าการดึงภาพคนจากระยะไกลเข้ามาอยู่ในระยะใกล้นั้น ต้องมั่นใจว่าคนๆ นั้นยังหันหน้าในทิศเดิม คำถามที่ตามมาก็คือ ฟิลิปยังหันหน้าไปทิศทางเดียวกับตอนที่เขาเคยใกล้ชิดคนที่เขารักรึเปล่า ก็เปล่า

ไม่นานจากนั้นโลกของมืออาชีพก็เริ่มบดขยี้ฟิลิป หลังจากรู้ข่าวสตาสถูกไล่ออก ฟิลิปคร่ำครวญ[น.127]ด้วยสำนึกผิดว่าต้นเหตุมาจากตน(หนังของเขาเป็นฟางเส้นสุดท้ายให้สตาสจำต้องจากไป) เจ้านายเขาปลอบโยนให้ยืนหยัดต่อสู้อุปสรรค อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ คีสลอฟสกีเป่าขม่อมให้องค์นักรบผู้เสียสละตนเพื่อให้ความจริงปรากฏเข้าสิงฟิลิป ทั้งที่ก็ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขาคู่ควรหรือไม่ ดังที่ซานุสซีกล่าวไว้ตอนต้นเรื่องว่าแค่เจตจำนงยังไม่พอ ในการวิเคราะห์ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขด้วยว่าศิลปินครองตนอยู่ในครรลองคลองธรรมหรือไม่ แต่ก็เป็นเรื่องยากเหลือแสนในการค้นหาเงื่อไขเงื่อนงำที่ว่า บทสรุปจากสตาสดูจะเห็นหน้าเห็นหลังมากกว่า เขาบอกฟิลิปไม่ต้องคิดมากเรื่องที่ตนโดยไล่ออก แต่จงเตรียมใจพร้อมรับมรสุมเบื้องหน้า สตาสขีดเส้นทางให้เขา
– – “นายต้องต่อสู้ไปอย่าหวั่นไหว หากคิดว่ามาถูกทางอย่างอื่นไม่ต้องนำพา นายไม่มีทางรู้ใครได้อานิสงส์จากคุณ ใครจะคว้าพุงปลามัน ในการทำงานย่อมมีคนได้ประโยชน์เสียประโยชน์เพราะนาย แต่ก็ย่อมมีสิ่งดีๆ งอกงามในตัวนาย จงยึดสิ่งนั้นเป็นแรงขับเคลื่อน”- –
ข้อคิดดังกล่าวน้อยเกินกว่าจะเป็นกอบกู้ฟิลิปผู้กำลังป้อแป้ เขาร่ำไห้ ทั้งโมโหทั้งฮึดฮัด  มองดูวิเท็คตาลีตาเหลือกตามเก็บฟิล์มที่เขาเขวี้ยงทิ้งกับพื้นถนน ชนักของวิตกจริตและไม่แน่ใจในตนเอง โผล่ให่เห็นก่อนลูกของเขาจะเกิดและก่อนการประกวดหนังและย้อนกลับมาคุกคามตอนเรื่องราวใกล้อวสาน ไม่ผิดจากที่เขาสังหรณ์

จารึกกถาของมือสมัครเล่นที่เริ่มต้นจากความไร้เดียงสาสู่ความโอหังและปลงตก อุปสรรคที่ฟิลิปเผชิญคือการมะงุมมะงาหราอยู่ในความรู้ไม่เท่าทันส่อเค้าจะลงเอยด้วยการประชดส่งชวนรันทดผสมโรงด้วยอาการตายผ่อนส่งเพราะเสพติดการดิ้นรนหารสชาติชีวิต  หรือใครจะตำหนิฟิลิปกับความกระเหี้ยนกระหือรือลากไส้ข้อเท็จจริงที่เขารับรู้มาได้ลงคอ ขณะเดียวกันก็คงไม่มีใครกล่าวโทษภรรยาของเขาที่ทิ้งเขาไปและเลี้ยงดูลูกตามลำพัง เงาของชายที่เธอแต่งงานด้วยเล่นไม่ซื่อกับเธอเสียแล้ว ความจริงอันแสนพยศนำมาแต่คำตอบอันหาความจริงอันใดไม่ได้แก่ปัญหาของพวกเขา

ฉากสุดท้ายฟิลิปหมดอาลัยตายอยากอยู่ท่ามกลางสภาพอิเหละเขละขละของห้องเช่า เขาจำช่วงเวลาที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นไม่ได้(ไม่ว่าจะแง่มุมใดจากชีวิตห้วงนั้น) เทนมบูดลงอ่างล้างจาน(มรณานุสติ) เขาบรรจุฟิล์มและหันหน้ากล้องเข้าหาหน้าต่าง เบื้องนอกคือวัตถุวิสัย จากนั้นวกหน้ากล้องกลับมาหมุนไปรอบตัวเขาเอง ภาพนามธรรมบิดเบี้ยวที่สะท้อนอยู่ในเลนส์ บ่งบอกถึงความทุกข์ทรมานทางจิตวิญญาณ ตรงกันข้ามกับความขึงขังของกล้อง จับจ้องฟิลิปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวจนเหมือนตามรังควาน   ส่วนที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดก็คือความไม่สะทกสะท้าน ในลักษณะเดียวกับ[น.128]คอมพิวเตอร์ขึ้นข้อความบนหน้าจอว่า “I am ready” ในตอนท้ายของ Decalogue I   กล้องเต็มไปด้วยความรกร้างพอๆ กับสิ่งที่มันสะท้อน  ภาวะทวิภาพเป็นสันดานของหนังอยู่แล้ว ทั้งในแง่การตีแผ่และย่ำยี  ใน I’m So-So มีการเติมแต่งมิติอื่นสำหรับการตีความทำนองนี้  ประจานอาการปลงตกของฟิลิป จุดจบของทุกสิ่งมาถึงแล้ว เหลือเพียงตัวเขาเองที่พอจะเป็นวัตถุดิบบอกเล่าความจริง

หนังเปลี่ยนไปเป็นภาพจากมุมมองที่ผิดแผกจากช่วงอื่นๆของหนัง เป็นภาพจากจุดยืนของฟิลิปเอง  สายตาเย็นชาของกล้องเป็นตัวแทนของคนดู โดยมีฟิลิปจ้องสวนมาแจกแจงเรื่องราวของเขาเองนับจากจุดเริ่มต้น(เหตุการณ์ที่ผ่านตาเรามาแล้ว) ช่วงมอบตัวสารภาพความนี้อัดแน่นด้วยเขาวงกตความสัมพันธ์  โยงใยอันซับซ้อนของสัมพันธภาพที่แตกต่างทั้งในแง่ประกาศิตผู้เล่าและจากมุมมองของคนดู ระหว่างฟิลิปกับเรื่องเล่าของเขา ระหว่างกล้องกับฟิลิป ฟิลิปกับคนดู มุมมองของคนดูกับกล้อง และเหนือสิ่งอื่นใดคือ เรื่องราวของฟิลิปกับเรื่องราวของเหล่าคนดู การย้อนรอยเรื่องราวของตนเองเป็นเหมือนการประมวลหาข้อผิดพลาด คนดูได้แต่ตั้งรับกับการแทรกทะลวงของความย้อนยอกและทำใจยอมรับสภาพเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: