enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.128-147]

leave a comment »

[น.128]
Blind Chance (ค.ศ. 1981)

เรื่องย่อ:  เรื่องราวของชายคนหนึ่งกับผู้ชายอีก 2 คนซึ่งก็อาจเป็นคนๆ เดียวกับชายคนแรก เส้นทางชีวิตของคนทั้งหมดพลิกผันไปทำนองน้ำผึ้งหยดเดียว กรอบจินตนาการของคีสลอฟสกีมีการเดินทางด้วยรถไฟของวิเท็ก(Witek รับบทโดยบอกูสลาฟ  ลินดา(Boguslaw  Linda))เป็นเดิมพัน(ก่อนที่ 17 ปีให้หลังปีเตอร์  โฮวิตต์(Peter  Howitt)จะฉายภาพจินตนาการดังกล่าวอีกรอบผ่านผลงานเรื่อง Sliding Doors ในค.ศ.1998)  ครึ่งแรกของหนังเป็นหน้าไพ่เหตุการณ์ที่เขาได้ขึ้นรถไฟเที่ยวนั้น หน้าไพ่ที่สองเล่าความเป็นไปจากการพลาดรถไฟเที่ยวนั้น เขาจับพลัดจับผลูไปมีเรื่องกับตำรวจ โดนจับกุมในข้อหาสร้างความวุ่นวาย  หน้าไพ่ที่สามเขา”พลาดรถแต่พบรัก(เก่า)”โดยบังเอิญ ณ ชานชาลาแห่งนั้น  ชีวิตวิเท็กลงเอยในหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกขบวนการคอมมิวนิสต์  หัวหน้าขบวนการเคลื่อนไหวใต้ดิน ตลอดจนผู้ชายธรรมดาที่ต้องหาทางเลี่ยงปัญหาโลกแตกและการเมืองที่มาประดัง ความเป็นไปหน้าไพ่ที่สามซึ่งน่าจะเป็นของจริงเมื่อดูจากบทสรุปซึ่งมีเค้าลางอยู่ในฉากต้นๆ ของหนังกับภาพวิเท็กร้องเสียงหลงว่า”ไม่” และตามด้วยภาพในวัยเด็กของเขาและฉากจบของหนังจะเห็นวิเท็กไปโผล่อยู่ในเครื่องบินลำที่ระเบิดกลางเวหา

ดังได้ตั้งข้อสังเกตถึงหายนะอันเป็นผลจากการเสียสมดุลใน Camera Buff  แต่ก็การถือคติบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นในงานชิ้นนี้ก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จอยู่ดี ชะตากรรมและและความบังเอิญกลับเป็นปัจจัยลมเพลมพัดที่มีอิทธิพลเหนือกว่าทุกความมานะทุ่มเท  ความไม่ลงรอยระหว่างชีวิตบนหอคอยงาช้างและทัศนคติคลุกฝุ่น(ดังมีเศษเสี้ยวหยอดไว้ใน Camouflage ของซานุสซี(Krzysztof Zanussi) และ Camera Buff)ยังคงเป็น[น.129]เสาหลักในงานชิ้นนี้เพียงแต่อยู่ในบรรยากาศการยืนหยัดที่หดหู่กว่า ทางหนึ่งอาจตีความไปถึงภาวะไร้ที่ยึดเหนี่ยวและการไต่สวนตามคาถากามูส์หามูลความผิดของมนุษย์ผู้เป็นภูมิแพ้กับการครองตน กระนั้นมุมมองของคีสลอฟสกีต่องานชิ้นนี้จะเป็นเรื่องของมนุษย์เอาถ่าน(จึงจำเพาะขีดวงให้วนเวียนอยู่กับวิบากกรรมของวิเท็ก)การพลิกแพลงหลักการของมนุษย์ผู้เอาถ่านคนหนึ่งในแต่ละสถานการณ์(โดยไม่คำนึงถึงผลพวกจากความฝักใฝ่หรือระอากับการเมือง) หากไม่นับทิศทางลมจากการมองโลกในแง่ร้าย

งานชิ้นนี้รุ่มรวยขึ้นด้วยแง่มุมทางมนุษยนิยม มีการแจกแจงภาพองค์รวมและธาตุแท้ปุถุชนและการผจญภัยทางอภิปรัชญาอันจรรโลงโลก โครงสร้างการเล่าในการขยับขยายความเป็นไปของเหตุการณ์ทั้งสามหน้าไพ่กลมกลืนราบรื่น งานด้านภาพสมบุกสมบัน ผสมโรงด้วยกลยุทธการใช้วงเล็บดังที่อภิปรายไปแล้ว  แม้จะเข้าทางแนวคิดในเรื่องนี้ของฮุสเซิลแต่องค์ประกอบหลายประการก็ยังคลุมเครือ(เป็นต้นว่า ตัวละคร  แรงจูงใจ  สัมพันธภาพระหว่างแห่งตัวละคร)  แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าในยุคต้นของการเป็นผู้กำกับคีสลอฟสกีจะปวารณาตนเป็นกระบอกเสียงให้แก่แนวคิดนิพพานนิยม เป็นแต่เพียงข้อพิสูจน์ว่าเขารักจะนำความชัดแจ้งในการเล่าเข้าแลกกับปัจจัยอื่นๆ เสมอ

งานชิ้นนี้ขึ้นชื่อจากของฝากแก่คนดูในรูปเงื่อนปมทางอภิปรัชญาอันเป็นผลพลอยได้จากช่วงขาขึ้นในบ้านเกิดเมืองนอน  บรรดาหนังในยุคนั้นต่างหูดับตับไหม้ด้วยพลุอคติส่วนตัว สอดรับกับภาวะเปลี่ยนผ่านทางปรัชญา  ความเปลี่ยนแปลงด้านลีลาในงานชิ้นนี้อยู่ตรงที่การจัดวางและตระเตรียมการถ่ายทำอย่างพิถีพิถันซึ่งแตกต่างสุดขั้วกับสภาพเสมอจริงและเน้นสนุทรียะแบบสารคดีใน Camera Buff  พิจารณาจากการปรับตัวสู่แบบแผนใหม่และขายความสนใจออกไปนอกขอบเขตการเมืองภายในประเทศนับได้ว่างานชิ้นนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญ งานชิ้นนี้และ No End (ค.ศ.1984)ถือเป็นสองในสุดยอดงานหม่นมืดของคีสลอฟสกี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่หนังทั้งสองเรื่องต่างสะท้อนภาพความทรงจำ ในแง่เป็นกลไกประเมินความรันทดและความโกลาหลของปัจจุบัน รากเหง้าแห่งตัวตนไม่ว่าจะเป็นของปัจเจกหรือของชาติต่างร้อนๆ หนาวๆ กับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ และสรรพคุณของประวัติศาสตร์(และหากจะขยายความก็คือความทรงจำ)เป็นความหวังเดียวในการเยียวยาปลุกปลอบ หนามยอกอันสำคัญก็คือในช่วงของการเปลี่ยนผ่านกลับต้องมาตั้งคำถามกับเครื่องมือสุดฉมังในระหว่างสาละวนกับการนำเสนอภาพตัวตายตัวแทน: คุณกับชาติขาดกัน แล้วคุณจะตกที่นั่งใด ในปัจจุบันอันเอาแน่ไม่ได้  การบรรยายถึงวิกฤติทางอัตลักษณ์ใน Blind Chance นั้นไม่ได้น้อยหน้าแก่นสาระอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการถือหางธาตุแท้ความเป็นมนุษย์และยุยงให้ลองดีในเชิงวิภาษวิธีกับพลังอันทรงพลานุภาพเหนือปัจเจก

[น.130]ว่าตามมาตรฐานตามหลักเสมอจริงที่ปรากฏในงานชิ้นก่อนหน้า การเปิดเรื่องในงานชิ้นนี้ถือว่าบ้าบิ่นเอาการ กับภาพระยะใกล้ในท่านั่งของชายผู้ซึ่งในการต่อมาจะเป็นที่จดจำในชื่อวิเท็ก แม้จะมีอาการหลุกหลิกเหมือนมีเรื่องขุ่นเคืองใจ(ไม่ก็หวาดหวั่น หรือทั้งสองอย่าง) แต่ก็เอานิยายไม่ได้ และจับทางไม่ถูก และแล้วเขาก็แผดร้องคำว่า “ไม่”ออกมา กล้องรุกคืบสวนทางเข้าไปในช่องปากเขา เสียงดนตรีเศร้าสร้อยแว่วขึ้นมาผสมโรงกับเสียงร้องนั่น ชื่อเรื่องโผล่ออกมาจากโพรงลำคอมืดสนิทของขายคนนี้  ปฏิเสธไม่ได้ถึงพลังของการเคลื่อนตัวและความสาระแนของกล้อง ในเมื่อคีสลอฟสกีกำลังนำคนดูทัศนาจรสู่ส่วนลึกทัศนียภาพก็ย่อมจะมืดมิดสุดประมาณ เป็นการพลิกบทบาทหนังของเขาจากการเป็นสารคดีว่าด้วยโลกเบื้องนอกสู่โลกส่วนลึกในแบบออกจะขวานผ่าซาก

คีสลอฟสกีกระโจนสู่ดินแดนลวดลายแห่งใหม่ ตั้งแต่กรอบภาพแรกของหนัง เขาถ่ายทอดห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประกาศิตผู้เล่าออกมาตามพิมพ์นิยมทุกกระเบียด ลูกติดพันนั้นก็แสนจะอยู่ในอาณัติของคีสลอฟสกีและเริ่มรุกคืบเข้าปักปันอาณาบริเวณในรองรับการและเวียนมาสู่ของเขาเองในภายภาคหน้า  หนังต้อนรับคนดูด้วยกรอบภาพบรรจุอาการผิดสำแดงและกรอบภาพเสียศูนย์ด้วยสรรพสิ่งอันรกเรื้อนั้น

ดังได้กล่าวไว้ในบทที่ 2 ถึงความลุ่มหลงในการใช้ภาพคลุมเครือ คีสลอฟสกีใช้พลังของความคลุมเครือของภาพซึ่งแผลงฤทธิ์หนักข้อขึ้นในงานชั้นหลังของเขา  พอจับต้นชนปลายสิ่งที่อยู่ในภาพได้ยาก คนดูจำต้องหันไปยึดสารรูปพื้นๆ ของภาพเป็นที่พึ่ง หักห้ามความคาดหวังไว้ในรั้ววงเล็บ อันเป็นการจุดระเบิดพลังขับเคลื่อนตัวงาน เสียงดนตรีต้อนเราไปจดจ่อกับความหดหู่และวัตถุที่กีดขวางทางไปก็ล้มไปกับพื้น กล้องตวัดหน้าไปทางขวา วัตถุดังกล่าวเป็นท่อนขาโชกเลือดและเราก็เหมาว่าเราคงอยู่ในโรงพยาบาล  ร่างนั้นถูลู่ถูกังผ่านเราไปทิ้งรอยเลือดแดงเถือกเป็นทางไปตามพื้น  หมอปรี่เข้ามา คนดูถูกดูดเข้าสวมรอยแทนสายตาผู้บาดเจ็บในห้องพร้อมกับรับสภาพการเป็นเจ้าของขาท่อนนั้น ความแปลกแยกจากเรือนกายของตนเองเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับประสบการณ์สำนึกครึ่งๆกลางๆ  และคีสลอฟสกีก็เจนจัดยิ่งในการวางโครงสร้างทัศนรสเพื่อบดย้ำความรู้สึกห่างเหินดังกล่าว  พลังนามธรรมจึงมาจากการทับซ้อนของกลยุทธการสร้างความกำกวมทั้งทางญาณวิทยาและภววิทยา  ก่อนจะมาเผยไต๋ภายหลัง ถึงลำดับก่อนหลัง  จุดยืน ตอนที่กรอบภาพเคลื่อนไปทางขวา ว่ามาจากระดับสายตาปกติ  (อันสอดรับการอากัปกิริยาของศีรษะ)

ต่อให้เรา(ผู้ซึ่งอีกชั่วประเดี๋ยวก็เป็นที่กระจ่างว่าคือวิเท็กตัวเอก)เป็นชายในฝีภาพแรก ขานั้นเป็นขามนุษย์เพศหญิงและจากเศษรุ่งริ่งของผ้านั้นก็ดูคล้ายเคยเป็นถุงน่องมาก่อน ความกำกวมและความไขว้เขวยังตามรังควานถึงกรอบภาพถัดมา จากภาพเด็กผู้ชายจากระยะใกล้ที่ตกกระทบอยู่ในบานกระจกเงา เป็นการสะท้อนภาพพวกเขาทั้งก๊ก  กล้องหันมาจับภาพมือของเราขมักเขม้นแก้โจทย์คณิตศาสตร์ในหน้าสมุด แต่ด้วยมุมที่ขัดตา ดูอย่างไรนั่นก็ไม่ใช่มือของเรา ให้หลังฉากนั้นไม่นานต่อเมื่อพ่อของเด็กชายผินหน้ามองตรงมายังกล้องและเปรยให้ฟังเรื่องที่ผู้เป็นแม่เคยเขียนเลขแปดในแบบเดียวกัน

เราถึงฉุกคิดได้ว่าเราไม่ได้สิงอยู่ในมุมมองของเด็กชายอีกต่อไปแล้ว เราเป็นแค่ผู้ติดสอยห้อยตามและสังเกตการณ์ ความแปรปรวนของเอกลักษณ์อันกลับกลอกสิ้นฤทธิ์ลงในฝีภาพถัดมา หนังพาคนดูกลับเข้าสู่ภาพมุมกว้างนิ่งสง่า(ภาพประกอบ 47) เนินเขาโล่งกว้างกินพื้นที่ภาพจนเกือบถึงขอบบน เหนือทิวเนินมีรถจอด(เป็นเงาตะคุ่ม)ห่างออกมาจากแนวต้นไม้ ฝีภาพเปิดเรื่องดังกล่าวมีคุโณปการหลายสถานต่อฉากทำนองเดียวกันในตอนต้นเรื่องของ Blue (Trois couleurs: Bleu) (ภาพประกอบ 48)   ฝีภาพทั้งสองมีองค์ประกอบพื้นฐานโขกมาจากพิมพ์เดียวกัน(แผ่นดิน ท้องฟ้า รถยนต์ ต้นไม้) และปรากฏตัว ณ อึดใจหัวเลี้ยวหัวต่ออันเป็นการวางรากฐานความเป็นไปทั้งมวลในช่วงโหมโรงของงานทั้งสองชิ้น ความแตกต่างอันเป็นข้อบ่งชี้เจตนาของคีสลอฟสกีก็คือปัจจัยพื้นฐานอย่างพื้นพสุธา ลาดเชิงเขาคอยบังคับให้ตัวละคร(ไม่ว่าหน้าไหน)ที่เข้ามาในกรอบภาพจำต้องเทียวไล้เทียวขื่อและไต่ระดับความชันขึ้นไป  [น.132]ท้องฟ้าในภาพจาก Blue แผ่อิทธิพลล้นหลาม(อาจถึงขั้นล้นเกินเมื่อดูจากการจัดสรรองค์ประกอบ)บ่งบอกถึงพลานุภาพอันไพศาลของอภิปรัชญา ณ เบื้องบน(ตลอดจนความทุกข์ ปุจฉาโลกแตกว่าด้วยเคราะห์กรรม)

ชั้นเชิงการจัดสรรพื้นที่และจัดวางองค์ประกอบใน Blind Chance กระเดียดไปในทางบังคับให้คนดูเป็นผู้สังเกตการณ์ ได้แต่อิดหนากับเงาตะคุ่ม ร่างคนที่วิ่งขึ้นลาดเชิงเขา ปรี่กลับมาตามเสียงเรียก(ของพวกเราเอง?)จากนอกรัศมีภาพ  เด็กผู้ชายโผล่เข้ามาสมทบแล้วพากันแยกตัวไปอีกทางพร้อมกับตัวละครอีกตัวทางขวาสุดของภาพ พรมแดนการเห็นอันคลุมเครือนอกกรอบภาพก็ไม่ใช่ ภาพแทนตาก็ไม่เชิง นำมาซึ่งสภาวะมะงุมมะงาหรา เด็กดาเนียลคนนั้นในกาลต่อมาจะโผล่กลับเข้ามาในหนังอีกคำรบในวัยฉกรรจ์เฉกเช่นเดียวกับตัวละครอื่นๆ ที่เราเห็นในเหตุการณ์ดังกล่าว  การคืนสู่เหย้าของตัวละครเหล่านี้ในลักษณะโคจรมาพบกันโดยบังเอิญกลายเป็นขุมความคิดหลักในงานชั้นหลังของคีสลอฟสกี

มือในระยะใกล้เรียงหน้ามาอวดโฉม ไม่ว่าจะเป็นมือเด็ก(มือเรา?) ปัดป่ายบานหน้าต่าง จุดพลุหนังในภาพเหตุการณ์ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาประชุมกันเพื่อกำหนดชะตากรรมเหล่าคนงาน เป็นการสำแดงลำหักลำโค่นของคีสลอฟสกี เด็กผู้ชายที่ริมหน้าต่างชะเง้อช่วยพ่อลุ้น เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้เป็นพ่อดูจะอยู่ในวัยเยาว์กว่าสองฝีภาพก่อนหน้า ในความทรงจำพิกัดเวลานั้นไร้ขีดคั่นของความคิดถึงพ่อผู้เพิ่งจากไปขมวดเชื่อมเข้ากับการหวนคำนึงถึงวัยเยาว์ของตนเอง

ร่างเด็กผู้หญิงโผล่ขึ้นมาตัดกับท้องฟ้า ก้มมองลงมาหากล้องขณะจ้ำเท้า และก็มีลำแขน(ของเรารึเปล่า?)ยื่นเข้าไปฉุดมือเธอให้ย่อกายลงมาในระดับเสมอกล้อง ตอนเธอกระวีกระวาดย่อตัวลงมาหนังเปลี่ยนเป็นภาพจากมุมครอบคลุมองค์ประกอบทั้งหมดแทน เผยให้เห็นว่าเจ้าของลำแขนคือวิเท็กในวัยเยาว์และก็เป็นเจ้าของรอยจูบที่มอบแด่สาวน้อย(แล้วเธอจะมาให้เห็นอีก) ไม่เพียงสัมพันธภาพระหว่างเพศและความตายจะดาหน้าเข้าปะทะคนดู แต่การจับพลัดจับผลูมาอยู่ในห้องเลือดละเลงในโรงพยาบาลจากฝีภาพหมายเลข 2 ยังเล่นงานคนดูจนงงเป็นไก่ตาแตก เรามาจับต้นชนปลายได้เอาต่อเมื่อกล้องตามติดผู้หญิงชุดขาว(นักเรียนแพทย์)ไปเรื่อยและมาทิ้งสมอที่ใบหน้าวิเท็กขณะจับจ้องเธอผู้นั้น  การพูดคุยอย่างสนิทสนมระหว่างคนทั้งสองฟ้องว่าศพนั้นคือครูสมัยประถมของเธอ(เธอเกลียดขี้หน้าครูคนนี้) ส่วนวิเท็กก็เป็นรักเก่า  เช่นเดียวกับผู้หญิงรายแรก เธอคนนี้จะวนเวียนมาให้เห็นอีกโดยจะพ่วงมาด้วยสัมพันธภาพอันแน่นแฟ้นที่คีสลอฟสกีผูกขึ้นจากชะตากรรมและมโนธรรม มรณกรรมของคนเป็นครูส่งผลในทางแปรเปลี่ยนความรู้สึกของหญิงสาวผู้เคยเป็นลูกศิษย์ หนึ่งในนั้นคือรู้สึกผิด(เธอสำนึกเสียใจกับความชิงชังครั้งเก่าต่อยายเฒ่าผู้กลายเป็นศพอยู่เบื้องหน้า) มีเกร็ดบังเอิญปนสยองเป็นเบื้องหลังการถ่ายทำฉากดังกล่าวจากรายงานของปีเตอร์  เคิฟ(Peter  Keough)แห่งสำนักข่าวบอสตันฟีนิกซ์ ที่ระบุว่าหนึ่งในศพที่นอนรอชันสูตรในห้องอันเป็นท้องเรื่องนั้นมี[น.133]แม่ของคีสลอฟสกีรวมอยู่ด้วย ในฐานะเหยื่ออุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้นวันนั้นพอดี

การสนทนากับพ่อของวิเท็กสะท้อนถึงความใจไม้ไส้ระกำ(เจ้าตัวยอมรับว่าเอือมระอากับผลการเรียนดีเยี่ยมของลูกชาย) ขณะเดียวกันก็เป็นการวาดโครงร่างขุมความคิดหลักของหนัง เขามองว่าการแข็งข้อต่อสถาบันหลักอันเป็นรางวัลทางใจที่เขาได้รับ โดยมีจอเครื่องรับโทรทัศน์ฝ้าโพลนสะท้อนความไร้ประโยชน์ของนวัตกรรมการสื่อสารกระพริบอยู่เบื้องหลัง  ภาพความแปลกแยก(ผสมโรงด้วยการทำงานอันไร้ประสิทธิผลของโทรทัศน์ใน Decalogue I และ Blue  ฝีภาพนี้ทำหน้าที่เฉลยว่าชายหนุ่มคนนั้นที่แท้ก็คือวิเท็ก และเขาพูดคุยกับพยาบาลผู้ดูแลพ่อของเขาเพียงเพื่อจะประจักษ์ในฝีภาพต่อมาถึงกามกิจระหว่างพ่อของเขากับพยาบาล พฤติกรรมทางเพศของผู้เป็นพ่อตกทอดมาสู่กับกิจกรรมเข้าได้เข้าเข็มระหว่างวิเท็กกับนักเรียนแพทย์ผ่านการตัดฝีภาพสลับขนาน ห้วงพิสวาสถูกขัดจังหวะเพราะวิเท็กผละมาต่อสายโทรศัพท์ถึงพ่อ(ยกหูแล้วทำไมไม่พูดล่ะ หญิงสาวข้องใจ) ในที่สุดเขาก็โพล่งแสดงตัวออกไปผ่านสายโทรศัพท์ ผู้เป็นพ่อก็สวนกลับมาว่าตนกำลังจะไปโรงพยาบาลและวิเท็ก”ไม่ต้องมาดูดำดูดี” “เรื่อง?”วิเท็กซักไซ้ “ทุกเรื่อง” เสียงตอบกลับจากปลายสาย ฟังแล้วชวนหดหู่ ช่วงยำใหญ่ใส่สารพัดดังกล่าว คือ แม่บทชี้นำการเล่าเหตุการณ์อื่นๆ ในหนัง กล่าวคือจะมีรายละเอียดให้ตีความได้มากกว่าหนึ่งทาง  อันสดอร์ฟตั้งข้อสังเกตอันแหลมคมไว้ว่าคาบการเล่านั้นแท้ที่จริงเป็นการชงประชดให้วิเท็กแผลงฤทธิ์  ฝีภาพถัดมา ฉากหลังคือสถานีรถไฟ ในความมืดวิเท็กจมอยู่กับความอาดูรต่อมรณกรรมของผู้เป็นพ่อและเจอตำรวจตั้งข้อหาข้อหาเมาในที่สาธารณะ(แกฉี่หรืออ้วกเรี่ยราดรึเปล่า?)  ฉากถัดมาจะเห็นวิเท็กคุยกับเพื่อนหมอด้วยกัน เท้าความถึงมุมมองจากคนตายคาเตียงอย่างพ่อ ผลักดันให้เขาไตร่ตรองถึงการเลือกเส้นทางวิชาชีพหมอ แล้วเขาก็รุดไปยังสถานีเพื่อขึ้นรถไฟขบวนที่จะนำเขาไปค้นพบตัวเอง แต่ละครั้งที่เขาหน้าเริ่ดไปขึ้นรถไฟ องค์ประกอบอื่นๆ จะคงเดิม ภาพเหรียญคือส่วนที่สะดุดตามากที่สุด ภาพของโชคชะตาซึ่งจะวนเวียนอยู่ในงานชั้นหลังของคีสลอฟสกี โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน White และ Red  เหรียญกลายเป็นค่าเบียร์ของชายคนที่เก็บได้  และการโคจรมาเจอกับชายคนดังกล่าวก็มีส่วนชี้ขาดว่าวิเท็กจะได้หรือไม่ได้ขึ้นรถไฟ

ควรกล่าวด้วยว่านอกเหนือจากเสียงดนตรีตามโอกาสอันควรแล้ว นับจากเล่าทวนเหตุการณ์หนหลังเรื่อยมาทบกับการหลากบ่าของห้วงปัจจุบันจากประกาศิตผู้เล่าแทบไม่มีเสียงหลุดรอดออกมาจากหนังหากไม่นับข้อเท็จจริงที่ว่าหนังทั้งเรื่องคือการเล่าความหลังอันเอาแน่ไม่ได้ เรื่องราวที่เป็นชิ้นเป็นอันเริ่มต้นจากพ่อ[น.134]ตายลงและวิเท็กก็เร่งรุดไปขึ้นรถไฟ การชิงดีชิงเด่นระหว่างเวลาและสถานที่ ตัวตนอันกำกวมและการสลายพิกัดของฉากเปิดเรื่องความยาว 7 นาทีคือบทโอดครวญจากความร้าวรานใจ การทบทวนความเป็นไปในชีวิต ถลุงความทรงจำจากห้วงเวลา ของชายคนหนึ่ง หรือจะเป็นการฟูมฟายตัดพ้อของปีศาจที่แว่วอยู่ในหูตลอดเวลาว่า จะเป็นอย่างไรหากทุกอย่างผิดไปจากเดิม คุณค่าอีกประการของการศึกษาเส้นทางการเป็นผู้กำกับของคีสลอฟสกีก็คือการได้พิจารณาในแง่การชำระข้อสงสัยทางอภิปรัชญาอันนำไปสู่การค้นพบสัจธรรมในงานชิ้นอื่นๆ  แม้ในงานชิ้นนี้ความกำกวมของคุณลักษณะชวนให้นึกถึงการปรากฏตัวแบบดวงวิญญาณ(geist-like)  สำนึกที่เคว้งคว้างจะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ใน No End งานชิ้นถัดมาของคีสลอฟสกี และกินความกว้างขึ้นในแง่ชั้นเชิงในงานรุ่นหลัง The Decalogue

งานชิ้นนี้คือ อนุบาลเอกภพการเปลี่ยนผ่านทางชั้นเชิงของคีสลอฟสกี ความเหลื่อมจริง(surreality)ของฉากเปิดเรื่องเป็นแม่บทปูทางส่วนที่เหลือมีคุณลักษณะไม่ต่างกับสารคดี(ดุจเดียวกับ Camera Buff)  อย่างไรก็ดี ณ ห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประกาศิตผู้เล่า หนังกลับปักหลักอยู่กับองค์ประกอบที่จัดวางอย่างบรรจง กล้องมือถือหลบทางให้กล้องขาตั้งเข้ามาแทนที่ มุมกล้องจะอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเข้าว่า และการตีกรอบภาพก็มักจะผ่านการรังวัดจัดสรรมาอย่างถี่ถ้วน(และมักแบ่งแยก)ระหว่างองค์ประกอบส่วนหน้ากับส่วนหลัง(ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่งต้องอยู่ในสารรูปนามธรรมชัดตื้น)(shallow focus) ดูเผินๆ อาจไพล่คิดว่าเป็นฝีภาพนามธรรม แต่จุดหมายแท้จริงไม่ควรหยุดอยู่ที่การสืบตัวเข้าสู่ภาวะนามธรรม หากยังเป็นการสำรวจช่องทางส่งผ่านเบาะแสอภิปรัชญาผ่านหนัง ในหนังเรื่องนี้อภิปรัชญาไม่จำต้องลงรอยกับภาพเหล่านี้ทุกกระเบียดนิ้ว แม้ภาพพวกนี้มักปรากฏ ณ ช่วงทีเด็ดทีขาดของการเล่าซึ่งมักมีสัมภาระทางจิตวิญญาณติดปลายหมัดมาด้วย

หน้าไพ่เหตุการณ์ที่ 1

ลิขิตระนาบนี้วิเท็กได้ขึ้นขบวนรถไฟเที่ยวเจ้ากรรมนั้น และออกเดินทางผจญเหตุการณ์ต่างๆ แม้ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แบบจับพลัดจับผลู แต่วิเท็กก็บำเพ็ญตนชนิดไม่ให้เสียชื่อคอมมิวนิสต์ เขากล้าดีถึงขั้นเอาตัวเข้าเสี่ยงให้การช่วยเหลือนักโทษแหกคุก ในแบบที่”อาคันตุกะ”ของกามูส์คงใจไม่ถึงพอ  แวร์เนอร์ให้แง่คิดไว้ว่า”บางคนไม่ยอมหนีเพราะไม่มีแก่ใจ”  เรื่องเล่าจากมุมมองของผู้นำการต่อต้านคอมมิวนิสต์ซึ่งต้องทนทุกข์ในคุกด้วยข้อหาทำจารกรรมฝ่ายรัฐบาล

[น.135]วิเท็กได้รับข้อเสนอให้อันจะชักพาชีวิตไปสู่เส้นทางตามแต่ละหน้าไพ่ชะตาลิขิต และเขาทึกทักว่าตนเองมีทางเลือก แต่เอาเข้าจริง วิถีทางของเขาระหกระเหินไปตามเหตุและผล(causes and effects)และตกที่นั่งกระโถนท้องพระโรงรองรับเสี้ยวเหตุการณ์ต่างๆ ไว้ แต่คีสลอฟสกีเคยให้อนุสติไว้ว่าวิเท็กยังคงเป็นคนเดิมเสมอต้นเสมอปลาย ยึดมั่นในชุดความเชื่อเดิมๆ(ยกเว้นท่าทีทางการเมือง จากการที่เขาเอาตัวเข้าเสี่ยง) ย่อมใช้เป็นมาตรวัดตัวตั้งไว้ตรวจสอบตัวละครทั้งหลาย โดยไม่ต้องพะวงกับเงื่อนบังคับทางประวัติศาสตร์  โครงสร้างทางวิภาษวิธีอันมีส่วนสำคัญต่อการหล่อหลอมงานชั้นหลังของคีสลอฟสกีเริ่มเข้ามายุ่มย่ามในช่วงเวลานี้โดยมาในรูปบ่างช่างยุให้เกิดการปีนเกลียวระหว่างโอกาส ภาพตัวแทนมนุษย์ ผลทางสังคมและชะตากรรม

เราเห็นคีสลอฟสกีซักฟอกปัจจัยเหล่านี้ผ่านตัวละครที่ผ่านเข้ามาในชีวิตวิเท็ก เราจดจำอดัม(รับบทโดยซบิกนิว ซาปาซีวิส((Zbigniew Zapasiewicz)) และแวร์เนอร์(ทาดิอุส ลอมนิกกิ(Tadeusz Lomnicki)ได้ขึ้นใจ คู่ขัดแย้งทางการเมืองอันเป็นผลผลิตของการฉวยโอกาส และพลิกลิ้นอย่างช่ำชองเข้ากับทุกสถานการณ์ ต่อหน้าเกลียวควันบุหรี่ ซุสกา(Czuszka – – รับบทโดยบอกูสลาฟ ปาเวเลช(Boguslawa Pawelec)) สารภาพว่าเธอทำแท้งมา 3 ครั้ง (หนึ่งในนั้นยังขวัญหายไม่สร่าง) อีกคนยอมรับว่าการสมาทานจริยธรรมและชะตากรรมอันพลิกผันมีบทบาทหล่อหลอมชีวิตเธอพอๆกัน ความยุติธรรมตอบแทนโอลกาน้อยผู้สาปส่งครูของตนอย่างสาสมกับสิทธิพิเศษที่จะได้เห็นหญิงชราถูกชำแหละร่างกับตาในวันที่เธอเป็นผู้ใหญ่

แต่ตัวละครที่เป็นภาพสะท้อนการเจริญวัยวุฒิทางการเมืองของคีสลอฟสกีต้องยกให้แวร์เนอร์ หนังเปิดตัวเขาในสภาพชายขี้เมาผู้กลัดกลุ้มและผิดหวัง ไม่เหลือรถไฟขบวนใดให้เขาวิ่งไล่ขึ้นอีกต่อไป เหมือนว่าเขาไม่มีสิทธิ์ยื่นฏีกาให้ชีวิตที่เหลือของตนเองอีกแล้ว ขวดนมหล่นกระแทกพื้นคามือแวร์เนอร์ประพิมพ์ประพายกับภาพน้ำนมกระฉอกใน Decalogue V บอกเป็นนัยถึงการทิ้งขว้างทรัพยากรล้ำค่า คติประจำตัวเขาคือ ตราบลมหายใจยังไม่สิ้นก็ยังไม่หมดหวังที่จะสะสางเรื่องราวที่ค้างคาให้เข้าที่เข้าทาง  ขั้วตรงข้ามกับแวร์เนอร์คืออดัม คอมมิวนิสต์นกรู้ผู้นี้เข้ามีอิทธิพลต่อวิเท็กอยู่พักใหญ่ ในการบรรยายแก่สานุศิษย์ในเรื่องการจาริกเสาะหาอุดมคติของตน เขาเปรียบเปรยอุดมการณ์ทางการเมือง(ที่ว่า โลกมีแต่ต้องดีขึ้นไม่ก็ไม่เลวลง)เป็นดั่งความฝันและยาเสพติด แรกๆ ก็รื่นรมย์หลังๆ ก็ลมๆ แล้งๆ  ลงท้ายแวร์เนอร์ก็ยอมรับว่านับวันความฝันก็ยิ่งเลือนราง(สอดรับกับความเจ็บแค้นของบรรดานักเคลื่อนไหวร่วมสมัย) แต่หากปราศจากความหวังและความทนทุกข์เช่นว่า ก็นับว่าเสียชาติเกิด สรุปแล้วทั้งคีสลอฟสกีและแวร์เนอร์ต่างยอมตนเป็นหนูลองยาภาวะเสี่ยงอาการธาตุไฟแทรกและทุกรกิริยาของอุดมคติที่ไม่อาจจับต้องแต่ขาดไม่ได้  ถึงแทบจะปลอดกลิ่นการเมืองในงานชิ้นนี้[น.136]แต่ทางการก็ยังระงับการออกฉายอาจด้วยเพราะหนังแกว่งเท้าหาเสี้ยนมากไปบ้าง หยิบเหตุการณ์ร่วมสมัยมาผูกพ่วงกับปมหลักแทบจะไม่มีตกหล่น(ไม่เว้นแม้แต่เรื่องมหาลัยติดปีก(Flying University)  การชุมนุมประท้วง การนัดหยุดงาน อะไรต่อมิอะไร)

ฉากที่วิเท็กกับแวร์เนอร์ยืนโกนหนวดเคียงกันในห้องน้ำฉายภาพความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองได้ชัดแจ้งยิ่ง วิเท็กจะเดินตามรอยเท้าแวร์เนอร์ หรือเลียนแบบคอมมิวนิสต์จอมฉวยโอกาสอย่างอดัมซึ่งรับบทโดยซบิกนิว  ซาปาซีวิส(Zbigniew  Zapasiewicz)ผู้เคยวาดลวดลายเป็นตัวละครในตำรับมาคิเอเวลลีมาแล้วใน Camouflage ของซานุสซี และเขาจะหวนคืนจอผ่านงานของคีสลอฟสกีกับบทตำรวจลับใน Decaloque IV

แทบจะเป็นเวลาเดียวกันที่แวร์เนอร์พบรักแรกในสวน  วิเท็กก็โคจรมาเจอกับซุสการักแรกของเขา  ความประจวบเหมาะเช่นนี้ถือเป็นรากฐานในงานชั้นหลังของคีสลอฟสกี เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือมีพลังทางเทววิทยาเบื้องบนชักใย คีสลอฟสกีไม่ได้ขวนขวายหาคำตอบในเรื่องนี้เพียงแต่เขาลุ่มหลงกับการเทหน้าตักความเป็นมนุษย์อย่างเราๆ เข้าเสี่ยงกับสถานการณ์เหล่านี้ ไม่คิดบ้างหรือว่าพวกนั้นมีสิทธิ  วิเท็กตะโกนใส่หูโทรศัพท์ถามผู้บังคับบัญชาหลังจากสมาชิกพรรคมอบหมายให้เขาไปหาทางรอมชอมกับพวกชุมนุมประท้วง ในตอนท้ายๆ ฉากเหตุการณ์ ปณิธานที่จะยึดจริยธรรมเป็นที่ตั้งมีอันต้องเจอมารผจญอยู่ร่ำไป หลังจากเป็นอิสระ อดัมแปรเปลี่ยนโมงยามแห่งความอ่อนแอเป็นกุศโลบายก้าวข้ามสถานการณ์ตามที่เป็น วิเท็กไม่เอาด้วยกับแนวคิดดังกล่าวและยืนกรานว่าพวกขบถเป็นฝ่ายถูก  อย่าทึกทักจนกว่าจะมีเหตุให้เชื่อ อดัมสอนมวย ผมพยายามสร้างความพอใจแก่ทุกฝ่าย เขาตอบ แต่อดัมค้านว่า ความยุติธรรมเป็นเรื่องคนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อ(ทำนองเดียวกับวาทะของคนเป็นผู้กำกับในตอนท้าย Camera Buff) แล้วเขาก็ได้พบกับคริสตินาคนรักของแวร์เนอร์ที่ถูกเพื่อนร่วมซังเตอย่างอดัม(ผู้ซึ่งแวร์เนอร์เคยพาดพิงถึงในสุนทรพจน์อันข้นคลั่กว่า สายตาไม่ดีแล้วยังขืนไม่ใช้แว่น)คาบไปกิน

การพูดถึงแวร์เนอร์ดำเนินไปโดยที่อดัมตั้งข้อสังเกตว่าหากแวร์เนอร์ออกจากคุกเร็วกว่านี้ ก็คงชิงเป็นอย่างตน วิเท็กไม่หลงเหลี่ยมกับแนวทางคำนึงถึงเป้าหมายแบบขอไปที เขาเชื่อมั่นว่าแนวทางดำรงชีวิตเป็นผลมาจากนิสัยใจคอคน อดัมหักมุมด้วยความช่ำชองรวบรัดตัดความว่าอุดมการณ์ส่วนตัวย่อมเหมือนเดิมวันยังค่ำอยู่แล้วต่อให้สถานการณ์การเมืองจะไปถึงขั้นเป็นทุรยศ  เขามีศรัทธาเหนียวแน่นต่ออุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ แม้จะมีข้อบกพร่องอยู่(รวมถึงการคุมขังเขาและแวร์เนอร์) [น.137] “คนยังศรัทธาในพระเจ้าแม้ถูกลูกขุนศาสนาจับตรึงเสากลางกองเพลิง”  เขาแจงว่าแวร์เนอร์ขาเดี้ยง(เพราะมีเรื่องในคุก)และไม่อาจเข้าร่วมกิจกรรมกายบริหาร จึงอาจเป็นจุดพลิกผันอนาคตทางการเมืองของแวร์เนอร์ เพราะเสียโอกาสทำความดีความชอบผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมที่กำหนดไว้ ในมุมมองของอดัมความลำบากส่วนตนและการเอาตัวรอดจากสถานการณ์คือสรณะสูงสุด

ฐานะอันคลอนแคลนในพรรคของวิเท็กลุกลามมาสู่ความสัมพันธ์กับซุสกาและหวานอมขมกลืนกันเรื่อยมาจวบจนการพบกันครั้งสุดท้าย(ภาพบุหรี่มอดไหม้เป็นการสมน้ำหน้าสถานะสมาชิกภาพในพรรคของเขา)  เส้นทางเบื้องหน้าเขา บทบาทที่เขาทุ่มเทคือพันธกิจของผู็ไถ่บาป ต่อวัยเด็กของตน ต่อความมุ่งมั่นอันไร้ผล ต่อพรรค ต่อซุสกา แต่เพียงไม่นานบารมีในทางไถ่บาปก็โดนลูบคม และสาบสูญไปกับของแรงกดดันทางการเมืองตลอดจนหางเลข ณ หัวเลี้ยวหัวต่อของวิกฤติศรัทธา

วิเท็กเมามายปัดป่ายแก้วหล่นจากโต๊ะ นามธรรมตามธรรมชาติของภาพระยะใกล้สบช่องเข้ามาพร่ำพรอดนัยยะเชิงฟูมฟายบีบคั้นและบ่มบรรยากาศอภิปรัชญาของการชี้โพรงให้กระรอก  ภาพความว่างเปล่ายังเป็นอุปลักษณ์ของการสารภาพความในต่อซุสกา เขาสิ้นท่าและระบายให้ซุสกาฟังหมดไส้หมดพุง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พ่อเขาถูกจับกุมที่พอสนันเมื่อ 26 มิถุนายน ค.ศ.1956 และความมืดมิดในคืนที่ผู้เป็นแม่ให้กำเนิดเขาพร้อมแฝดอีกคน  “ผมเกิดก่อน จึงรอดมาได้” เขาจำได้แม่นราวกับเป็นไปตามหลักกำหนดนิยมของอดัม(เราอนุมานได้ว่าน้องชายของเขาอ่อนแอกว่าและตายไป) มรณกรรมของแฝดผู้น้องและการออกตัวว่ามีญาณที่สอง(second sight)(ความทรงจำเกี่ยวกับการออกมาดูโลก”เหมือนภาพจำหลักอยู่บนเปลือกตาในของผม”) นับเป็นการก่อหวอดขุมความคิดอันมาผงาดแกร่งใน The Double Life of Veronique   การจู่โจมของเสียงเสียงสัญญาณเตือนในฝีภาพถัดมา  การหวนกลับไปสู่โรงพยาบาล ฉากนามธรรมแต่อ้อนของหนังอันมีโรงพยาบาลเป็นท้องเรื่องชนิดจับต้นชนปลายไม่ถูก  รอยเลือดตามพื้นกระเบื้องจากร่างที่ถูกลากมา เหล่านี้ ต่างผสมโรงเร่งเครื่องปฏิกรณ์นาฏกรรมแก่คำอวดอ้างของวิเท็กในเรื่องตาวิเศษ  การเกิดและการตายทอดตัวเข้าหากันผ่านญาณทัศนะเหนือธรรมชาติและที่สันนิษฐานกันว่าเป็นการหยั่งรู้แฝงลึก

อึดใจในเชิงประกาศิตผู้เล่านี้สร้างความกระวนกระวายใจเสียจนน่าจะยกไปไว้ท้ายสุดของหนัง ตอนวิเท็กสิ้นลม เช่นเดียวกับอุปลักษณ์ตำรับคีสลอฟสกีลูกติดพันดังกล่าวเรียกการตีความอันน่าชื่นชมได้หลายขนานและไม่แบ่งเขาแบ่งเราและลงเรือลำเดียวกันได้ ฉากเหตุการณ์ผูกเข้าด้วยกันก่อหวอดเขตความหมายได้หลายมิติความเป็นไปได้ก็คือ วิเท็กสังหรณ์ใจว่าเขาจะสิ้นบุญในลักษณะที่หนังนำเสนอกับการมีเหตุชักพาให้เขาต้องเอาชีวิตไปทิ้งกลางเวหาระหว่างทางสู่ปารีสกับเที่ยวบินมรณะ

การตีความแบบที่สองกินความกว้างกว่าแบบแรก กล่าวคือ ถือว่าวิเท็กเกิดในคืนเดียวกับการสังหารหมู่ที่พอสนัน(ดูบทที่ 1) เหตุการณ์ดังกล่าว[น.138]จุดชนวนวิกฤติที่จะเป็นตราบาปติดตัวโปแลนด์ยุคใหม่ อุปลักษณ์ไปวิเท็กจึงตกฟากพร้อมกับโปแลนด์ร่วมสมัย ความทรงจำเกี่ยวกับการตกฟากของเขา คือ ความทรงจำเกี่ยวกับการล้มตายในคืนเดียวกันและคีสลอฟสกีก็ใช้โรงพยาบาลเป็นฉากหลังในการถ่ายทอดความสมมาตรทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว  วิเท็กตอกย้ำอุปลักษณ์นี้ในหน้าไพ่ถัดไปด้วยการร่ายวีรกรรมวงศ์ตระกูลของตน กับการที่บรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่าเข้าร่วมรบในสมรภูมิอันเป็นยุทธการครั้งสำคัญๆในหน้าประวัติศาสตร์โปแลนด์

ความเป็นไปได้ทางที่สามอันเป็นอุปการะคุณจากอีกหนึ่งตัวตนของเขาในลักษณะเดียวกับที่เวโรนีกได้รับจากตัวตนอื่นของเธอ คือเวโรนิกา ณ เสี้ยวพริบตาที่เธอคนนั้นโคจรตัดผ่านและนับแต่นั้นก็รู้สึกถูกเฝ้ามองไปชั่วชีวิต คีสลอฟสกีถ่ายทอดสภาพควบคู่ดังกล่าวในรูปการพบปะกันจริงๆในทางภววิทยาของคนสองคน แต่เขาชักพาสาระสำคัญของการพบปะนั้นเข้าสู่พื้นที่ควบคุมของอภิปรัชญา เป็นอาณาบริเวณเดียวกับแหล่งความเป็นไปได้สำรอง และคงมีเพียงจิตจากเบื้องบนที่คู่ควรจะครอบครองสิ่งที่นักเทววิทยาเรียกว่า รู้(“middle knowledge”) เจนจบทั้งในภพภูมิอันเป็นไปได้และเป็นอยู่

จากการที่จิตแบบกบในกะลาของมนุษย์ถูกความเป็นไปได้ตามทัศนะในเรื่องเวลาคอยตามรังควาน นำมาสู่ความจริงที่ว่าเรื่องแต่งหลังสมัยนิยมนอกรีต(อาทิ เช่น Garden of Forking Paths ของฆอร์เฆ  หลุยส์  บอร์เจส(Jorge  Luis  Borges))มีพื้นเพจากสภาพแต่อ้อนแต่ออก ไหลหลากเหมือนลำธารสาขาอันนับไม่ถ้วนจากสันปันน้ำอัตวิสัย ความกำกวมและค่านิยม ฉันใดก็ฉันนั้น ก็ย่อมอดใจไม่ได้ที่จะทึกทักว่าหนังเรื่องนี้เป็นภาคผวนของ That Obscure Object of Desire ของหลุยส์  บุนเยล(Luis Buñuel) จากการที่บุนเยลใช้นักแสดงหญิงสองคนมาสวมบทเดียวกับในงานชิ้นนั้น  เดอเลิชนิยามยุทธศาสตร์ดังกล่าวว่าเป็นการรับขวัญจักรวาลวิทยาธรรมชาตินิยม(naturalist cosmotology) สู่พหุภาพของโลกเคียงขนาน(plurality of simultaneous worlds)   อย่างไรก็ตามคีสลอฟสกีดูจะกินขาดในเรื่องธรรมชาตินิยม อาดูรต่อการสูญเสียอภิมหาพรรณนา(a grand narrative)(มากกว่าปล่อยตัวไปใจไปกับความหวามรัญจวน(jouissance)ที่เป็นส่วนพ่วง)และมองหาอุดมคติร่วมจากผลพวงร้อยพ่อพันแม่  จนกว่าตัวแปรที่มีเอกภาพปรากฏตัวในท้ายที่สุด วิเท็กจำต้องเข้าเมืองตาหลิ่วหลิ่วตาตามไปกับสถานการณ์ในแต่ละหน้าไพ่เหตุการณ์

ในบทที่ 1 ได้อภิปรายถึงความหลงใหลได้ปลื้มต่อวิทยาการตลอดจนเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งในชีวิตประจำวันของคีสลอฟสกี เหตุการณ์ที่แวร์เนอร์เดินทางกลับจากต่างประเทศ คือ ภาคขยายและต่อความยาวสาวความยืดความคลั่งไคล้ที่คีสลอฟสกีมีต่อกระบวนการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ตลอดจนความกังขาต่อพลังแฝงในเครื่องไม้เครื่องมือทั้งหลาย ผ่านฉากเหตุการณ์ที่แวร์เนอร์แคล้วคลาดด้วยอิทธิฤทธิ์ของเครื่องคิดเลขอเนกประสงค์ที่เขานำติดตัวกลับมาด้วย

พื้นโต๊ะเบื้องหน้าการสนทนาระหว่างเขากับวิเท็กดาษดื่นด้วยสินค้าอุปโภค ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ขนาดเบา บุหรี่อเมริกัน ไวน์บรรจุขวด และงวงถ่ายเทพลังงาน(Slinky) ฉากต่อมาจะเป็นการสาธิตการเล่นงวงสปริงและเป็นการชงเรื่องรอการหักมุมสำแดงอาณุภาพโดยข้าวของร่วมสมัย กระจุกกระจิกผ่านภาพการพินิจพิเคราะห์รูปทรง[น.139]อย่างถี่ถ้วนถี่ยิบ จากคมคิดดังกล่าวอุปลักษณ์ถูกผลักมาเป็นตัวชูโรงขดลวดถ่ายพลังโยกตัวไปมาเป็นบ้าเป็นหลังจนกระทั่งได้ดุลย์ วิเท็กเปรยว่าเหมือนมันด่าวดิ้น แต่คนไม่อาจโผไปโผมาระหว่างขั้วการเมือง โต้ข้อกล่าวหาหรือผูกพันกันเป็นการส่วนตัวโดยไม่กระทบต่อประเด็นคอขาดบาดตาย กล่าวไปแล้วชายในฉากนี้คือผู้หมดศรัทธาทั้งฝ่ายคอมมิวนิสต์(ที่จับกุมคนรักของเขาไป) และฝ่ายต่อต้าน(ที่โยนความหวังลมๆแล้งๆ มาให้เขาแบกรับ) หน้าไพ่เหตุการณ์นี้ได้รับสัมปทานการเล่านานกว่าเพื่อนและคีสลอฟสกีอาจวาดหวังให้เป็นภาคที่ล้อประจานเหตุการณ์ร่วมสมัยโดยนำไปเทียบเคียงกับยุคมืดมนในหน้าประวัติศาสตร์ชาติโปแลนด์

การใช้สัญลักษณ์อันหนักหน่วงยังหนุนเนื่องเป็นสายกับลูกโลกที่วิเท็กหอบหิ้วติดตัวไปหลังทะเลาะกับอาดัมและตะคอกใส่แวร์เนอร์(คุณสอนให้ผมศรัทธา ห่าเอ้ย คุณก็ดีแต่พูด) เขากระเตงลูกโลกเข้าสนามบินมาด้วยก่อนเจอเข้ากับชายคนที่ได้รับการส่งตัวจากเรือนจำไปยังศูนย์บำบัดผู้ติดยาและเป็นคนเดียวกับที่ชะตาถึงฆาตพร้อมวิเท็กในเหตุการณ์เครื่องบินระเบิดในหน้าไพ่เหตุการณ์ที่สาม ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าในหน้าไพ่เหตุการณ์นี้ทั้งสองคนได้ร่วมโดยสารไปกับเที่ยวบินดังกล่าวหรือไม่เนื่องจากหนังชิงจบลง ณ จุดที่พวกเขาตั้งท่าจะขึ้นเครื่อง มีเสียงประกาศแจ้งว่าเกิดการนัดหยุดงานประท้วง วิเท็กหัวเสียกับความวุ่นวายดังกล่าว(ข่าวดังกล่าวคือน้ำมันราดบนกองเพลิงวาระส่วนตัวจากกรณีซุสกาถูกจับกุมที่สุมอกเขาอยู่เป็นทุนเดิม) เขาถอดใจและไปลงกับลูกโลกจนแหลกคาพื้น คนดูมารู้ภายหลังว่าเหตุการณ์ตามท้องเรื่องเกิดขึ้นในค.ศ.1977 อันเป็นปีรุ่งโรจน์ของขบวนการแรงงานเสรีโซลิดาริตีก่อนถึงขั้นต้องมีการประกาศกฎอัยการศึกในค.ศ.1981(อันเป็นปีที่หนังเตรียมจะลงโรง)

การระบายและย้ำสัญลักษณ์ก็ตะบันกันไปแต่เป็นที่น่าสังเกตยิ่งว่าขุมข่ายความคิดว่าด้วย”บ้าน”ก็มิได้ขาดห้วงลงแต่อย่างใด  ที่สนามบิน วิเท็กเจอกับคำถามที่ว่า ใจคอจะหอบหิ้วโลกไปเรื่อยๆ หรือไร วิเท็กสาละวนกับลูกโลกและกระเป๋าสัมภาระไปพลางก็ตอบไปพลางว่าผมเพิ่งย้ายบ้าน ไม่รู้จะเก็บมันไว้ไหน  วิเท็กเป็นลูกกำพร้าและเขาก็ต้องตาลีตาเหลือกไปให้ทันขบวนรถไฟของการสร้างอัตลักษณ์อยู่ร่ำไป เขาไม่เพียงตระหนักถึงโลกที่เขาต้องนำพาในการต่อสู้เพื่อหลักการ แต่ยังโลกส่วนตัวให้เป็นอีกภาระที่เขาต้องหอบหิ้วติดตัวไปไหนมาไหนด้วย ภาพสะท้อนความไร้หัวนอนปลายเท้ายิ่งแจ่มชัดเมื่อมีการพลิกผันกาล-อวกาศสู่หน้าไพ่เหตุการณ์ที่สองกับการโผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยของดนตรีกำกับภาวะฉุกละหุกของวอจ์ชีค คิลาร์(Wojciech Kilar)

หน้าไพ่เหตุการณ์ที่ 2

จังหวะที่วิเท็กตั้งท่าจะฟาดงวงฟาดงาเอากับลูกแผนที่โลกนั่นเอง หนังเบี่ยงเป็นภาพช้าแต่ดนตรีเร่งเร้าบีบหัวใจ ตามมาด้วยเสี้ยวเหตุการณ์ย้อนรอยขณะวิเท็กกำลังรี่มายังมายังสถานี เขาก็ชนกับชายผู้ได้เบียร์เป็นลาภลอยเต็มรัก อาจนับเป็นหนึ่งในมารผจญฉุดให้เขาพลาดขบวนรถไฟในหน้าไพ่เหตุการณ์นี้ ขณะเดียวกันยังเป็นการย้ำขยายภาวะพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกและเคืองแค้น[น.140]ในแบบที่ไม่มีให้เห็นในหน้าไพ่เหตุการณ์แรกราวกับว่าตัวตนของเขากำลังอาละวาดติดพันมาจากอาการตบะแตกในตอนท้ายของหน้าไพ่เหตุการณ์ที่ 1 พอชนเข้ากับตำรวจเข้าอีกก็เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย วิเท็กกรวดน้ำคว่ำขันกับรัฐนับแต่การชนครั้งล่าสุด ดูประหนึ่งความหงุดหงิดต่อมรณกรรมของผู้เป็นพ่อจะถูกความเดือดดาลต่อโลกในอกวิเท็กโถมกลืนหายไปต่อหน้าต่อตาคนดู

หน้าไพ่เหตุการณ์แบบที่ 2 แม้ดูเป็นเอกเทศแต่ไม่อาจเข้าใจเรื่องราวโดยลำพัง จำเป็นต้องแยกแยะอาการตบะแตกของวิเท็กในภาคนี้ออกจากความเดือดดาลทั้งหลายทั้งปวงในหน้าไพ่เหตุการณ์ที่ 1 (ในเชิงประกาศิคผู้เล่าต้องถือว่าความเดือดดาลเหล่านั้นยังไม่เคยเกิดขึ้น)และการเปิดเรื่องและคลี่คลายเรื่องไปตามลำดับจนกระทั่งเครื่องบินระเบิดก็ไม่ได้มาในลักษณะตะบี้ตะบันเรียกน้ำตา คีสลอฟสกีชอบเห็นทุกอย่างอยู่ในโอวาทกาล-อวกาศแห่งเอกภพที่เขาเนรมิตขึ้น ความน่าจะเป็นกับความเป็นจริงโลดแล่นเคียงกันไปผ่านวิถีความเป็นตัวละครซึ่งผูกพันกับอภิปรัชญาที่คีสลอฟสกีปลุกปั้นขึ้นมา ในแง่นี้ชะตากรรมนับเป็นกิจกรรมระดับเอกภพ ทุกชีวิตในระบบกาลเวลาล้วนตกเป็นเบี้ยล่างของความพลิกผันทางอภิปรัชญาตามแต่มาตราส่วน การดั้นด้นหาทางไปขึ้นรถไฟสามครั้งสามคราของวิเท็กโลดแล่นไปตามชีพจรทางปรากฏการณวิทยาของคีสลอฟสกี การทดสอบหาขีดสุดของความเป็นไปได้ในการดำรงตนเท่าชีวิตวิเท็กจะเอื้ออำนวย เพื่อกำหนดพิกัดสาระสำคัญตามช่วงจินตนาการของฮุสเซิล(Edmund Husserl)

รัฐไม่เยี่ยมหน้าออกมาให้เห็นระหว่างวิเท็กต่อสู่ในชั้นศาล สารรูปของวิเท็กไม่ต่างจากองค์ประกอบเล็กๆ ผจญกับตัวตายตัวแทนความเป็นโปแลนด์ขนาดยักษ์ที่กร่างอยู่หน้าฉาก โทษที่เขาได้รับเป็นการราดเชื้อใส่เพลิงพิโรธของเขา (ทีของมึงแล้วนี่ เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันสบถผู้พิพากษา แต่เธอไม่ได้ยิน) ภาพการออกให้บริการสาธารณะเพื่อชดใช้ความผิดในฉากต่อมามีทัศนะทางการเมืองเจือปนสัมผัสได้ วิเท็กปลูกต้นไปที่แต่งกอเป็นรูปสัญลักษณ์ประจำชาติโปแลนด์เพื่อประทินโฉมหน้าหน้าตาของรัฐให้เด่นเป็นสง่าอยู่ในพื้นที่ของชาวบ้านร้านช่อง ตัวอย่างของการขัดสีฉวีวรรณประวัติศาสตร์ คือการฝังกระเปาะกาลเวลาในรูปกล่องขนาดเล็กให้เป็นที่สิงสถิตย์ของประวัติศาสตร์ไว้ใต้ผืนพสุธา(สัญลักษณ์แทนประวัติศาสตร์ทั้งมวลของโปแลนด์ พงศาวดารของการย่ำยีวัฒนธรรมจนแหลกคาเท้าไม่มีวันได้สัมผัส)

เหตุการณ์หน้าไพ่ที่ 2 นี้กินขาดในแง่เสน่ห์ทางปรัชญา ด้วยว่าวิเท็กต้องพันตูกับหลักการพื้นฐานของเขาเอง เขาไม่ได้แค่อดรนทนไม่ได้ แต่บ้าบิ่นถึงขั้นออกจารึกทางจิตวิญญาณ การพานพบกับนักบวชในครั้งแรกชวนให้คิดไปว่าการพลาดขบวนรถไฟอาจเป็นบุญพาวาสนาส่ง(ไม่ใช่แค่ปะเหมาะเคราะห์ดีเหมือนในหน้าไพ่เหตุการณ์ที่ 1) วิเท็กสารภาพว่าเขามักคิดว่าเหตุการณ์ต่างๆ เป็นเรื่องบังเอิญ แต่การระหกระเหินในหน้าไพ่เหตุการณ์นี้สะกิดให้ทบทวนถึงความเป็นไปได้ในทางตรงข้าม คีสลอฟสกีผู้ปฏิเสธเสียงแข็งมาตลอดว่าเขาไม่ทำหนังศาสนา มาบัดนี้เขายอมรับโดยดุษณีว่าหน้าไพ่เหตุการณ์นี้เข้าทางเป็นงานอิงขนบศาสนามากที่สุด[น.141]ในสารบบงานของตน ควรกล่าวด้วยว่าวิเท็กไม่ได้ร่วมโดยสารกับเที่ยวบินมรณะ เราต้องห้ามใจสุดแรงเกิดไม่เผลอไปคิดตามหลักเหตุและผล หาไม่แล้วเกิดคีสลอฟสกีคงจะออกมาล้มล้างวิธีคิดดังกล่าวเป็นแน่ แต่พูดไปทำไมมี เงื่อนงำดังกล่าวคล้ายจะเป็นการบอกใบ้ว่าที่จริงแล้วพระเจ้าอาจสถิตย์อยู่และเอาใจใ่ส่สวัสดิภาพวิเท็กมากกว่าที่เจ้าตัวรู้สึก

ก่อนที่เด็กชายข้างถนนใน Blue จะวัดรอยเท้า เป็นวิเท็กที่พานพบสร้อยห้อยกางเขนตกอยู่ในบ้านอันรกร้างของสมาชิกหญิงแห่งสหภาพการค้าเสรี กางเขนไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แทนความศรัทธาของผู้หญิงคนนั้นหากแต่ยังเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงการพลีตนไถ่บาปของเธอจากโลกนี้ เธอเล่าให้วิเท็กฟังว่า 12 ปีก่อนหน้านี้ หมอบอกว่าเธอจะมีชีวิตได้อีก 3 ปี การยังมีลมหายใจอยู่จนบัดนี้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายและผลักดันให้เธออยู่เพื่อสร้างสรรค์รางวัลของชีวิต และไม่กลัวสิ่งใด เธออยู่ในเงาของความตายตามคำในบทส่งศพที่ 23 (Psalm 23) เพียงลำพังเช่นเดียวกับวิเท็ก เธอสวดพึมพำบทนั้นอุทิศแก่วิเท็ก อย่าปล่อยตัวเศร้าเกินทน เธอจะพบเขาหากเธอบำเพ็ญตนตามคำสอน เธอจะได้พบเขา หากเธอช่วยเหลือผู้อื่น หรือไม่ก็จงตั้งจิตอัญเชิญเขามา เขาจะเข้าใจ

ชีวิตสตรีนางนี้ผ่านการคุกคามมาตลอด เห็นได้จากการแทรกภาพเจ้าหน้าที่สอดส่ายสายตาจากเบื้องนอกลอดหน้าต่างเข้ามา ภาพชวนขมขื่นดังกล่าวขัดแย้งกับถ้อยคำที่เธอกล่าวกับวิเท็ก เธอรู้ไหมเมื่อมีคนถามหากมีชีวิตอยู่ได้อีกครึ่งชั่วโมงมีสิ่งใดที่จะมอบให้แก่ใครสักคน แม่ชีเทเรซาแห่งกัลกัตตาตอบอย่างไร เธอตอบว่าคือศรัทธาที่เธอไม่อาจบรรลุโดยลำพัง ณ ช่วงที่ฉันตัวคนเดียวเธอก็โผล่มา และฉันคนเดิมก็จากไป ฉันดีใจที่เธอมา ดาเนียล(Daniel รับบทโดยยาเส็ก บาร์คอฟสกี(Jacek Barkowski))เพื่อนสมัยเด็กของวิเท็กคือภาพสะท้อนความรู้สึกต่อโลกภายนอกโปแลนด์ของคีสลอฟสกี พ่อเขาถูกโฉลกกับชีวิตในเดนมาร์ก ผิดกับเขา(ผมเฝ้าคิดว่าผมอยู่ในที่ห่างไกล)พอพูดถึงสำนึกความเป็นชาติ ความไม่ลงตัวในความทรงจำก็เผยออกมาในการสนทนาครั้งนี้ วิเท็กหวนนึกถึงเหตุการณ์ช่วงต้นของหนัง ขณะที่ดาเนียลขึ้นเนินไปยังรถที่จอดรออยู่ หากไม่นับความรับรู้แบบคาหนังคาเขาของเรา ดาเนียลยืนกรานว่ามีรถคันนั้นเสียเมื่อไหร่กัน ดุจเดียวกับจะวัดรอยเท้าฮิทช์ค็อกในการเล่นซ่อนแอบภาพจริงของเหตุการณ์โดยป้อนภาพอดีตชวนสำคัญผิดแก่คนดูใน Stage Fright ถึงคราวเราต้องตั้งคำถามกับความบริสุทธิ์ของทุกสิ่งที่เราเห็น ยึดวิจารณญาณแห่งตนเป็นที่ตั้งในการตีค่าหนังและวิพากษ์ผู้ประกอบการหนังและสื่อแบบปฏิวัติวงการ หุบเหวดังกล่าวเป็นเหตุให้นักวิจารณ์อย่างเอ็มมา วิลสัน(Emma Wilson)ต้อง[น.142]ค้นหาความคิดรวบยอด(concept)หลังสมัยใหม่ว่าด้วยเวลาและการเล่า แล้ววิลสันก็ปลงใจกับเดอเลิช(Gilles Deleuze) ว่าไปแล้วอาการลมเพลมพัดดังกล่าว อาจนับเป็นการแฉโพยความไม่ชอบมาพากลเพื่อบ่อนทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของการเล่า ผิดแต่เพียงตัวงานโดยรวมเป็นปฏิบัติการผ่าเหล่าผ่ากอเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ของการเล่า ความไม่ลงรอยของความทรงจำที่ต่างกันชวนให้นึกถึงบทสนทนากับอดัมในคราวที่วิเท็กปุจฉาแบบร้อนใจว่าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าประวัติศาสตร์สาปสูญจะไม่นำความผิดพลาดใหญ่หลวงแก่ภายภาคปัจจุบันหรือตอกย้ำการสำคัญผิดหรือการนำไปใช้ในทางที่ผิด เราจะสัมผัสประวัติศาสตร์ได้อย่างไรหากไม่ใช่ผ่านความทรงจำของเราและการตีความความทรงจำของคนอื่น

คีสลอฟสกีมักใช้เพลงกล้องไร้น้ำใจเป็นต้นว่า ขณะที่ดาเนียลหลับไปทั้งน้ำตาโดยวีราได้แต่เฝ้าดูคีสลอฟสกีขยักภาพหน้าเต็มของดาเนียลไว้จากสายตาคนดู อันนับเป็นการหักหาญกับกฏเหล็กข้อแรกของหลักกำกับภาพตำราฮอลลิวูด(บีบคั้นความรู้สึกด้วยการใช้ภาพแทนสายตาของตัวละครหลักทั้งหมด) กับเบนารส์(ใน The Scar)และแวร์เนอร์(ในคราวสนทนากับวิเท็กหนแรก)ยิ่งแล้วใหญ่ คนดูเห็นแต่หลังของพวกเขา บวกกับเศษหนึ่งส่วนสี่ของใบหน้าวิเท็ก ถือว่าเพียงพอแก่การสร้างความเสียขวัญและคับข้องแต่ไม่ถึงกับดึงดูดคนดูให้ถลำตัวลึกสู่ห้วงเหวของความเห็นอกเห็นใจและร่วมหัวจมท้าย อันที่จริงภาพหน้าเต็มตัวของวิเท็กขนานแท้มีอยู่เฉพาะฉากเหตุมรณกรรมของเขาดังที่ได้เห็นเป็นภาพแรกของหนังก่อนความเป็นไปได้ใดๆของความจริงอันชวนลุ้น วิชาการกำกับภาพยนตร์ของคีสลอฟสกีที่มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม ซัมเมอร์(Amsterdam Summer University)บรรยายถึงการหลีกเลี่ยงห้วงเหตุการณ์ส่วนตัวและบาดจิตบาดใจซึ่งคีสลอฟสกีมองว่าเป็นการ”ละลาบละล้วง”

อย่างไรก็ดี ในเหตุการณ์ย่อยถัดมาคีสลอฟสกีก็ใส่ภาพหน้าเต็มตัวด้านหน้า(full-frontal)ของวิเท็กเข้ามาในหนัง ผ่านวาบคำนึงของวิเท็กกับภาพตัวเองถูกตรึงกางเขนในท่าคุ้นตาของพระคริสต์ ภาพนั้นสมจริงราวสัมผัสได้กลายเป็นภาพติดตาซ้อน เหมือนวิเท็กสวมรอยมุมมองเพื่อพิสูจน์สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาพระคริสต์ยามปิดลงในห้วงความตาย ฉากเหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญขณะวิเท็กเข้านักบวชสเตฟาน ขอปวารณาตนเป็นคาธอลิก”เพื่อตระหนักว่ายังมีชีวิตอยู่” การใช้ภาพนามธรรมในฉากนักบวชดังกล่าวเป็นทั้งตัวอย่างชั้นเยี่ยม และเป็นการทะยานออกจากแล่งไปวาดลวดลายในงานชิ้นถัดไป วิเท็กอยู่ในโบสถ์ วัตถุสีส้มลางเลือนเบื้องหน้ากางกั้นเขาไว้จากคนดู อาจเป็นเทียนก็ได้ แต่เทียนไม่กระพริบ ถ้าเช่นนั้นอาจเป็นอย่างอื่นที่เป็นสีส้มสุกสกาว อบอุ่น และอาจปัดเป่าทุกข์ ชัดแย้งกับสีตุ่นๆ ทึมๆ และเทา[น.143]ซึ่งเคลือบทาอยู่ทั่วทั้งเรื่อง วิเท็กอธิษฐาน”ขอเพียงพระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตย์ ณ ที่แห่งนั้น” นอกจากนี้แล้วเขาไม่ขออะไรอีก

สองสามฝีภาพข้างหน้ากล่าวถึงการเวียนว่ายตายเกิด วิเท็กได้งานในโรงพิมพ์อันเป็นก้าวแรกเข้าสู่วงการตีพิมพ์งานใต้ดินก่อนไปจบลงด้วยการเผยแพร่ผลงานของซุสกา ซุสกานั้นแม้ตัวจะอยู่ใกล้แต่ก็ไกลมากจากความคำนึงของวิเท็กและพวกเขาก็ไม่ได้พานพบกันในหน้าไพ่เหตุการณ์นี้ บางทีเขาและเธออาจได้เจอกันอีกระหว่างเตรียมการเผยแพร่งานเขียน ไม่มีใครล่วงรู้ความเป็นไปในอีกซอกทบความพลิกผันของชะตากรรม เขาได้รับการทาบทามจากทางการให้ทำจารกรรมยุวชนชาวฝรั่งเศสระหว่างไปร่วมงานสันนิบาตยุวชนคาธอลิกแห่งปารีส(ซึ่งเขาปฏิเสธ) พอวิเท็กคว้าตัวหญิงชราไว้ได้หวุดหวิดก่อนตกเป็นเหยื่อการจราจรอันบ้าคลั่ง ความตายก็คว้าน้ำเหลว

หนังตอกย้ำถึงการมีชีวิตสลับฉากกับบทสนทนาระหว่างวิเท็กกับวีรา(มาร์ซีนา ทรีบาลา – – Marzena Trybala) เธอกล่าวถึงความวังเวงใจที่เธอรู้สึกตอนแวะไปเยี่ยมหลุมศพแม่ เธอตั้งข้อสังเกตว่าตอนนี้เธอมีหลุมศพของตัวเองเสียที ความข้อนี้เสียดแทงความรู้สึกในเรื่องบ้านในฐานะที่เธอเป็นคน”ไร้หัวนอนปลายเท้า”มาก่อน สำหรับเธอแล้วที่ตายคือที่มา ทัศนะในเรื่องบ้านของชาวโปลิชส่วนมาก ในห้วงเวลานั้นแปรเปลี่ยนและะผันผวนจนไม่อาจหาแบบแผนตายตัว ไม่ผิดกับชายขี้เมาใน Decalogue III พวกเขาไม่มีบ้าน มีแต่เรือนตาย ฉันใดก็ฉันนั้น ภาพการสูญเสียอัตลักษณ์และสำนึกความเป็นชาติโหยหวนอยู่ในครอบครัววีรา เธอไมรู้เรื่องราวของปู่ย่าตายาย(แม่ไม่เคยเล่าให้ฟังและวีราก็ไม่เคยเลียบเคียง) ในทางตรงกันข้าม วิเท็กผู้ไม่เคยสังวร แต่รู้กิตติศัพท์บรรพบุรุษของตนเป็นอย่างดี ทวดของเขาร่วมในการลุกฮือ ค.ศ.1863 ปู่ของเขาไปเข้ากับปิลุดสกี(Pilsudski) ที่วิสตูลา ในค.ศ.1920 พ่อของเขาไปรบที่คูเตรยาในค.ศ.1939 และร่วมเดินขบวนประท้วงที่พอสนันในค.ศ.1956 วิเท็กไม่เฉลียวใจถึงความบังเอิญที่ว่าเขาเกิดในปีนั้น อาจเป็นเพราะมารผจญในชีวิตของเขาเริ่มกล้าแข็ง เธอมีทุกอย่างเพียบพร้อม วีราตั้งข้อสังเกตและอนุสติของเธอก็เป็นเหมือนเซียมซีในลายแทงชีวิตวิเท็ก ถึงจะเป็นกำพร้าแต่วิเท็กก็มีภูมิหลังและหัวนอนปลายเท้าทางวัฒนธรรมและเป็นผู้รับช่วงมรดกการต่อสู้กับพลังกดขี่ต่อจากบรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่า

ความชิดเชื้อผูกพันที่วิเท็กมีต่อวีราออกจะผิดแผกจากหญิงอื่นในชีวิตเขา พวกเขาสนทนากันอย่างลื่นไหลออกรส ตามประสาคนหัวอกเดียวกันในแง่ประวัติศาสตร์ ไม่เหมือนคราวเลือดตาแทบกระเด็นกับการถูกสอบเค้นร่วมกับซุสกา ในหน้าไพ่เหตุการณ์ที่สามกับโอลกาผู้กลายมาเป็นภรรยาเขาก็เล่าถึงแบบขอไปที และการอยู่กินดังกล่าวก็ไม่เป็นที่ประจักษ์ให้หน้าไพ่เหตุการณ์นี้ อย่างไรก็ดีเธอคือตัวเร้าปฏิกิริยา[น.144]ในสามัญสำนึกความผิดบาปที่บังเกิดแก่เธอแต่ครั้งอยู่ในโรงเรียนแพทย์ เป็นอุทาหรณ์สอนวัวสันหลังหวะอย่างเขาในเรื่องความกลัวพ่อและพระเจ้า สุดท้ายเขาแบะท่าว่าเรื่องบางเรื่องก็จนปัญญาที่จะคุยกับเธอ คุณคงไม่รู้สึกรู้สา ผมเองก็ไม่แน่เหมือนกัน ความลับ(อันเป็นปริศนาไปจนหนังจบ)ดังกล่าว แม้มีสัมประสิทธิ์ทางญาณวิทยาอยู่ในตัวจากการถูกบรรจุไว้ในกระเปาะเวลาซึ่งวิเท็กขุดเจอก่อนหน้านั้นและหมายมั่นปั้นมือจะนำไปอวดเธอแต่ก็เหลว จารึกกถาว่าด้วยอดีตและการทายทักตามโองการต่างๆ สาบสูญเป็นอากาศธาตุไปกับบรรยากาศของการเผื่อใจ อนุมานได้ว่าแม้แต่ประวัติศาสตร์ก็อาจเปลี่ยนผันไปเพราะน้ำมือและน้ำใจมนุษย์

เป็นที่แน่ชัดว่าวิเท็กชะตาไม่ถึงฆาตในหน้าไพ่เหตุการณ์นี้เพราะหนังสือเดินทางไม่ได้รับการเห็นชอบและหมดสิทธิืเดินทางไปฝรั่งเศสกับสายการบินต่างชาติ พ้องพานกับความระหกระเหินในชีวิตของผู้เป็นสามีของวีราต้องเผชิญ(ข้อเท็จจริงจากแหล่งชวนเลื่อมใสผ่านการทวนความหลัง) การพาดพิงถึงสามีของวีรา ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เหวี่ยงตัวสู่ห้วงกามคุณ อีกหนึ่งจุดผกผันที่จำกันได้แม่นก็คือ วีราสังเกตเห็นจี้กางเขนที่ห้อยคอเขาระหว่างร่วมเพศกัน(อาจเป็นอันเดียวกับที่เจอในบ้านหญิงชรา) หลังจากคุยกันไปกันมาวิเท็กก็ยอมรับว่าเขาเชื่อในพระเจ้า(ยกเว้นในส่วนที่เกื้อหนุนการปั้นน้ำเป็นตัวและงมงายจนเป็นขบวนการ) แล้วคีสลอฟสกีก็ทายทักบทลงเอยของคนทั้งคู่  วิเท็กคุกเข่าเบื้องหน้าเธอ ซบศีรษะลงแทบตักเธอในท่วงท่าเดียวกับคริสตศิลป์ปางปิเอตา

คนดูชักจะมั่นใจว่าวิเท็กระหกระเหินมาถึงสุดขอบปริมณฑลแห่งการปล่อยวาง  พานพบ ศรัทธา และมีวีราเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ  แต่ก็เหมือนคีสลอฟสกีขว้างงูไม่พ้นคอ มีอย่างที่ไหนกับการหมดเคราะห์หมดโศกด้วยเนื้อนาบุญจากการถลำตัวผิดผัวผิดเมียกัน ที่สุดแล้วสถานการณ์ ณ ขณะนั้นต้องนับว่ายังอยู่ห่างทางลงอีกพอสมควร  ไม่มีนักบุญในหมู่ตัวละครของคีสลอฟสกี แต่วันดีคืนดีจะมีอรหันต์จำเป็นจุติจากอุบัติการณ์โลกีย์วิสัย  จากนี้ไปหน้าไพ่เหตุการณ์จะคลี่คลายไปในทางผิดฝาผิดตัวและสำคัญผิด  วิเท็กตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกขบวนการใต้ดินเพราะหายหัวไปจากโรงพิมพ์ระหว่างมีการกวาดล้าง  วิเท็กออกตามหาวีรา ถามไถ่เส้นทางกับชายคนหนึ่งบนถนน  ชายคนนั้นน่าจะเป็นแวร์เนอร์(ซึ่งในหน้าไพ่เหตุการณ์นี้ไม่ใช่คนที่วิเท็กรู้จักมักจี่ และเป็นเหตุให้เขาพลาดโอกาสพานพบกับชายบนขบวนรถไฟ)  เขาคว้าน้ำเหลว ต่างคนต่างหน้าเริ่ดตามหาอีกฝ่ายไปคนละทิศละทางจนกระทั่งการประท้วงระเบิดขึ้น  ไม่มีวี่แววว่าสถานการณ์จะเข้าที่เข้าทาง(ทุกอย่างล้วนต้องคลำทางไปทีละเปลาะ)แต่ทุกสัญญาณล้วนมีความหมาย ก่อนมาลงเอยตรงที่ป้าของวิเท็กฟังรายงานข่าวการลุกฮือผ่านคลื่น Radio Free Europe และดนตรีประกอบก็แว่วขึ้นมาสะกดคนดูไปสู่หน้าไพ่เหตุการณ์ที่ 3

หน้าไพ่เหตุการณ์ที่ 3

หากวิเท็กในหน้่าไพ่ที่ 2 เป็นผู้ไถ่บาป และในหน้าไพ่เหตุการณ์ที่ 2 เป็นนักรบพเนจร ในหน้าไพ่ที่ 3 นี้เขาปวารณาตัวเป็นนักสันตินิยมตงฉิน  [น.145]ในส่วนของการโร่ไปขึ้นรถไฟมีรายละเอียดผิดแผกจากหน้าไพ่เหตุการณ์อื่นอยู่บ้าง ยังคงมีผู้หญิงโวยวายใส่เขา  ชายคนนั้นยังคงได้เบียร์เป็นลาภลอย จากเศษเหรียญที่เก็บได้ และก็โดนวิเท็กวิ่งมาชนอีก(แต่ไม่ได้ดูหนักหนาสาหัสเหมือนในหน้าไพ่ที่ 2) เป็นเหตุให้วิเท็กพลาดขบวนรถไฟ โอกาสที่หลุดลอยไปชักพาความเป็นไปได้อีกชุดมาจ่อ  โอลกา(มอนิกา  ก็อดซิก – – Monika  Gozdzik) ปักหลักรอเขาอยู่ที่ชานชาลา หมายจะเห็นเขาขึ้นรถกับตาตัวเอง เธอพบเขาจนได้หลังจากเฝ้าตามห่วงหา  ภาพกิจกรรมทางเพศที่ติดตามมาเป็นผิดแผกจากบทอัศจรรย์ครั้งอื่นๆ ในหนัง นับเป็นหนแรกที่ถ่ายทอดโดยปราศจากการพาดพิงถึงการเมือง ความเชื่อ หรืออดีต ไม่ต้องนำพากับปัญหาทางจริยธรรมหรือการครองตน

“คุณว่าคุณจะยอมสละสิทธิ์พักผ่อนช่วงปิดภาคเรียน” คณบดีโรงเรียนแพทย์กล่าวหลังจากวิเท็กยื่นเรื่องขอกลับเข้าเรียน  หน้าไพ่เหตุการณ์นี้กินความอยู่ในกรอบของการตัดสินใจของวิเท็กที่จะหวนคืนสู่วิถีปุถุชน ตามคำสั่งเสียของผู้วายชนม์(ไม่ใช่เพื่อสังคม ตัวเขา หรือใครอื่น) แล้วโอลกาก็ตั้งท้อง ทั้งสองแต่งงานกัน และวิเท็กก็สอบได้ปริญญา  เขาได้ทำงานควบทั้งด้านการสอนและการรักษา(โชคชักจะเข้าข้างมากเกินไปเสียแล้ว)เขาปรารภพล่อยๆ โดยไม่ทันสำเหนียก) หนังปล่อยภาพทายทักเข้าปางจากหน้าตรงเต็มตัวของวิเท็กขณะเมียงมองภรรยาในสภาพล่อนจ้อนขาวโพลนอยู่ในความสุกสกาวของห้องน้ำตัดกับความมืดของห้องเช่า  เขามีความรัก ชีวิตเพียบพร้อมและการครองตนตามอัตภาพเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว และไม่แคล้วคงจะจมปลักกับการใช้ชีวิตไปวันๆ อยู่กับบ้านอีหรอบเดียวกับฟิลิปผู้ตบะแตกไปแล้วใน Camera Buff   ชายใจบุญ เห็นแก่ครอบครัวเป็นสำคัญ กางปีกปกป้องไม่ให้ย้ายคนไข้ชราไปอยู่สถานอภิบาลแม้คนไข้จะมีกำลังส่งเสีย

นอกบ้านมีการแสดงของนักโยน(juggler)มาเรียกความสนใจของวิเท็กดุจเดียวกับที่เขาเห็นงวงถ่ายเทพลังงาน(Slinky)ถ่ายเทตัวเองไปหน้าบ้างหลังบ้างในหน้าไพ่เหตุการณ์ที่ 1  พวกนั้นโยนรับทำไม  ผู้หญิงตอบกลับมาว่า ไม่รู้แน่ชัด แต่ที่แน่ๆ พวกเขาครองสถิติการโยนรับอยู่ กล้องสวมรอยสายตาวิเท็กถ่ายทอดความน่าตื่นตาออกมา ภาพนามธรรมจากรูปทรงของลูกโยนขณะลอยอยู่กลางหาวโดยมีมือพร่าเลือนคอยวาดลวดลายไม่ให้ขาดช่วงสื่อถึงถึงการเล็งหาจังหวะ การประดิษฐ์ประดอยและการจุติในห้วงที่โมงยามไม่ไหวติง แน่นิ่งเพื่อทนุถนอมความงาม เอาเข้าจริง ชั่วอึดใจนี้มีเพื่ออุปมาการแข็งขืนต่อฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์และฝ่ายค้านเป็นดั่งการละเล่นโยนรับของวิเท็ก  เขาไม่[น.146]มีใจจะเข้าเป็นสมาชิกพรรค ทว่าดันประกาศตัวชัดเจนไปแล้วว่าไม่เชื่อในพระเจ้า แล้วเหตุใดถึงไม่เข้าพรรค   เขาตอบว่า ก็แค่ไม่อยาก   วิเท็กเป็นพ่อพระ  รักครอบครัว  ไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อยและไม่อยากเปลืองตัวกับการเมือง

แต่พวกนักเคลื่อนไหวอากได้เขาเป็นแนวร่วมและเกลี้ยกล่อมเขาว่า ไม่ได้เป็นงานผิดกฎหมายถึงจะต้องกลัว ขุมข่ายความหวาดกลัวแผ่คลุมทุกอณูหน้าไพ่เหตุการณ์นี้และคำพูดดังกล่าวก็สร้างความหวั่นไหวแก่เขา เขาลองโยนรับผลไม้ในครัวแต่ก็ไม่เคยรับได้ จนเหลือแค่ลูกเดียว และเขาก็ต้องงับเข้าปากในรอยเดียวกับอดัม ดัชนีบ่งชี้ปณิธานอันแรงกล้าของเขาที่จะไม่ข้องแวะการเมืองอันฟอนเฟะ  นี่เป็นหน้าไพ่เหตุการณ์เดียวที่เสียงประท้วงที่มีอยู่ทุกหย่อมหญ้าเข้าไม่ถึงหูของวิเท็ก เขาเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการประท้วงและเขาก็ได้รับผลในรูปความเงียบชั่วนิรันดร์ในตอนจบ

เหมือนชะตากรรมเล่นตลก การเดินทางไปลิเบียตามคำของคณบดีโรงเรียนแพทย์มีอันต้องเลื่อนออกไปหนึ่งวันเพื่อไม่ให้ทับวันเกิดภรรยา กลับกลายเป็นการพาตัวเองไปสู่เที่ยวบินมรณะ ความพลิกผันครั้งนี้เป็นภาคขยายการวิวาห์ระหว่างการเกิดและการตายอันเป็นเจ้าเรือนของหนัง แต่เบาะแสจากโอลกาก็น่าสนใจเอาเรื่อง เธอบอกว่าเฝ้าดูสามีหลับไป แต่ไม่ยอมเปิดปากว่าเธอเห็นอะไรบ้าง สามีเธอก็หลับอยู่ดี ความฝันอาจเป็นความหนักแน่นเพียงประการเดียวของหนัง   เนื้อแท้ของหน้าไพ่เหตุการณ์นี้อาจเป็นความฝัน คือภาพวิมานในอากาศขณะที่วิเท็กเมาเลือดอยู่ในโรงพยาบาลในหน้าไพ่เหตุการณ์ที่สอง หรือโอลกาเป็นประจักษ์พยานในความตายในภาพฝันของวิเท็กซึ่งเจ้าตัวจำไม่ได้(หรือเก็บกดไว้)

เหตุผลอันแท้จริงที่เธอต้องการให้เขาอยู่ก็คือ เธอกำลังตั้งท้องลูกคนที่สองกับเขา เป็นลูกสาว  เศษเสี้ยวอันชวนสลดใจก่อนอวสานดังกล่าวไม่ได้หมายมุ่งบีบคั้นความรู้สึกคนดูถึงขั้นให้หมดน้ำตากันไปข้าง  แรกที่เห็นเราไม่อาจวางใจได้ว่าวิเท็กจะเผชิญกับอะไรบ้างและอาจจะลืมคำว่า “ไม่” ที่เขาร้องเสียงหลงอยู่ตอนต้นเรื่อง  ภาพนักบวชและแรงงานคาธอลิกจากหน้าไพ่เหตุการณ์ที่สองและสหายพรรคจากหน้าไพ่เหตุการณ์ที่สามปรากฏตัว ณ สนามบินพร้อมกันโดยบังเอิญเป็นลางร้ายที่สร้างความตะครั่นตะครอแก่คนดูมากพออยู่แล้ว  เครื่องบินระเบิดกลางท้องฟ้าในตอนจบของหน้าไพ่เหตุการณ์ที่สาม ชักนำคนดูกลับสู่จุดเริ่มต้นของหนังและเสียงโหยหวนของคำว่า ไม่

คีสลอฟสกีระบายความอัดอั้นของตนใส่พฤติกรรมมือถือสากปากถือศีลในงานชิ้นนี้ซึ่งมีบ้านเมืองในช่วงวันสุกดิบของการประกาศกฎอัยการศึกษาเป็นท้องเรื่อง วิเท็กในทั้งสามหน้าไพ่เหตุการณ์ต่างพยายามประพฤติตนใจซื่อมือสะอาดให้ได้อย่างที่พ่อคาดหวัง ความพยายามแต่ละครั้งคือเส้นทางอันหลากหลายสู่การเป็นคนใจซื่อมือสะอาด แต่ลงท้ายเขามีชนักติดตัวจากทุกหนทางและหน้าไพ่สุดท้ายก็จบลงด้วยโศกนาฏกรรมกับมรณกรรมอันคาดไม่ถึง  อุโฆษแห่งทัศนะสุญนิยม(nihilistic)เลื่อนลั่นกว่าครั้งใด  ความตายเป็นวิบากกรรมอันยิ่งยง เหตุนี้หน้าไพ่เหตุการณ์นี้จึงกินใจ[น.147]คีสลอฟสกีมากกว่าหน้าไพ่อื่นๆ   คีสลอฟสกีเล็งเห็นความสำคัญของจริยธรรมอันผุดผ่อง แต่ก็คอยพร่ำบอกคนดูถึงความยากเย็นแสนเข็ญในการจรรโลงจริยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางเงื่อนไขบีบรัด  คีสลอฟสกีถ่ายทอดงานชิ้นนี้จากมุมมองในทางร้ายเข้าว่าเพื่อเผยให้เห็นหุบเหวมหึมาที่ทอดคั่นระหว่างการสถิตย์สถาพรกับการหลุดพ้น  งานชิ้นถัดไปจะจบลงด้วยภาพการอ่านบทกวีนิพนธ์อันมีเนื้อความอธิษฐานขอให้เมตตาธรรมและความร่มเย็นเป็นสุขบังเกิดในยุคที่ไม่มีทางจะเป็นไปได้

 

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.147-160]

แปลจาก
Kickasola, Joseph G. The Films of Krzysztof Kieslowski: The Liminal Image. New York : Continuum, c2004.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: