enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.220 – 230]

leave a comment »

 

[น.220]
Decalogue VII

เรื่องย่อ
แม่สุดจะเอือมระอา น้องสาววัย 6 ขวบฝันร้ายและร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร มากา(Majka – รับบทโดย มายา  โบเรคอฟสกา(Maja  Barelkowska))พี่สาวในวัย 22 จนปัญญาจะปลอบโยน สเตฟาน(Stefan รับบทโดย วลาดิสลาฟ  โควอลสกี(Wladislaw  Kowalski))ผู้เป็นพ่อปลีกตัวเองไปหมกมุ่นอยู่กับงานในโรงไม้ แม่กับพี่สาวเหม็นขี้หน้ากันออกหน้าออกตา ส่วนพ่อกับลูกสาวคนโตกลับผูกพันกันเป็นพิเศษ ภาวะอารมณ์ของมากาพี่สาวคนโตเปราะบางอย่างยิ่ง ระหว่างที่แม่กับลูกสาวคนเล็กดูรายการเด็กด้วยกัน พี่สาวคนโตก็วางแผนลักพาตัวน้องสาวของตัวเอง มากาหอบหิ้วผู้เป็นน้องไปยังต่างเมืองเพื่อค้นพบค้นความจริงที่เก็บซ่อนมานาน เอวา(Ewa รับบทโดย แอนนา  โพโลนี (Anna  Polony))ไม่ใช่แม่บังเกิดเกล้าและเป็นเธอที่ถูกลักพาตัวลูกสาวมาหลายปีแล้ว มากาพาลูกไปหาพ่อบังเกิดเกล้า อดีตครูเก่าที่หันมาเป็นช่างทำตุ๊กตาหมี แต่ก็ยังแอบหวังจะมีงานเขียนตีพิมพ์ วอเช็ก(Wojtek รับบทโดยบอกูสลาฟ  ลินดา(Boguslaw  Linda)) ดับความหวังของมากาที่จะร่วมกันสร้างครอบครัวขึ้นมาใหม่  แล้วเหตุการณ์แต่เก่าก่อนก็เป็นที่กระจ่าง ตอนนั้น มากาเรียนอยู่ในโรงเรียนที่เอวาเป็นครูฝ่ายปกครองและวอเช็กก็สอนอยู่ที่นั่น มากาในวัย 16 ปีหลงรักวอเช็กและฝ่ายครูชายก็มีใจด้วย หลังจากเรื่องที่เธอตั้งท้องแดงขึ้นมา เอวาจัดแจงกลบเกลื่อนเรื่องอื้อฉาว เธอยื่นคำขาดให้วอเช็กรับผิดชอบ หาไม่จะเจอมาตรการทางกฏหมาย เอวาเฝ้ารอจะมีลูกสาวคนที่สองมานาน แต่ไม่สมหวังเสียที จนกระทั่งได้อันยา(Ania รับบทโดย คาทารีนา  โพวาวอซิก(Katarzyna  Piwowarczyk))มาเป็นลูกเลี้ยง เอวาเกลี้ยกล่อมให้มากาเห็นดีเห็นงามเพื่ออนาคตทางการศึกษา สถานการณ์เขม็งเกลึยวถึงขั้นถึงมากาหมดอาลัยตายอยาก คิดหอบลูกหนีไปแคนาดาเพื่อไปเสียใหัพ้นวังวนของความตลบแตลง วอเช็กพยายามชี้แจงว่าอันยาควรจะได้อยู่กับครอบครัวที่มั่นคง (อย่างเช่นครอบครัวของเอวากับสเตฟาน) มากาหอบลูกหนีวอเช็กมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟ เอวากับสเตฟานไล่ตามมาทันในจังหวะเดียวกับที่มีขบวนรถเข้าเทียบชานชาลา อันยาโผเข้าหาคนที่หนูน้อยคิดว่าเป็นแม่ มากาจนตรอก กระโดดขึ้นขบวนรถที่กำลังเคลื่อนออกจากสถานี สายตาว่างเปล่าปักตรึงอยู่กับเด็กน้อย อันยาวิ่งตามขบวนรถอย่างคนขวัญหาย

อีกครั้งที่คีสลอฟสกึและพีเซวิสขบคิดปัญหาว่าด้วยเด็กกับผู้อุปการะอันเป็นขุมข่ายความคิดขาประจำ  Decalogue II ก็อาศัยขุมข่ายความคิดนี้เป็นพื้นฐานก่อนจะพลิกแพลงจนพิสดารใน Decalogue IV  ส่วน VII นึ้มีจุดเน้นต่างออกไป พิจารณาโยงใยที่มีแทนที่การค้นหาความหมาย ติงเพื่อให้ใคร่ครวญถึงการลุแก่การพรากชิง ขณะที่งานชิ้นก่อนหน้าของคีสลอฟสกีจะวนเวียนอยู่กับปมขัดแย้งระหว่างบ้านกับการดั้นด้นค้นหา ท่ามกลางความสิ้นหวังในการค้นหาอัตลักษณ์รากเหง้าของชาติ ทัศนะต่อบ้านที่สัมผัสได้ใน Decalogue จึงเป็นสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด

แม้ว่าจะมีร่องรอยแนวคิดสุญนิยม(nihilism)และประชดส่งตามอย่างสำนักรื้อสร้างร่วมสมัย(contemporary deconstructionism)ในชิ้นงานและทัศนะของคีสลอฟสกีให้พอเป็นที่สังเกต แต่เอาเข้าจริงแนวคิดรวบยอดและจินตนาการเบื้องลึก[น.221]ยังคงเป็นการถวิลหาห้วงเวลาตามอุดมคติและโศกนาฏกรรมจากการพลัดพราก
 
กุศโลบายการใช้วงเล็บที่เคยสร้างชื่อแก่เขาคลายความขมังลงไป หนังยังคงกีดกันคนดูมิให้เข้าถึงข้อมูลมากพอจะแยกแยะความเป็นไปในโลกแห่งประกาศิตผู้เล่า(the diegetic world) เนื้อเรื่องจืดชืด ไร้ความรู้สึก ค่อยยังชั่วที่ยังมีมุมมองหลากหลายอันเป็นที่มาของเคราะห์ซ้ำกรรมซัดถาโถมเข้าใส่ให้เป็นที่เห็นใจมากามาช่วยกู้หน้า มุมมองหลากหลายยังปลดปล่อยคนดูจากพันธนาการของสภาวะขัดสนข้อมูลอันเป็นตัวถ่วงการเล่าช่วงต้นเรื่อง เพิ่มความแพรวพราวในขุมข่ายการเล่า ช่วยให้หนังตั้งลำได้
 
จากลีลาการนำเสนอที่ไม่ค่อยเข้ารูปเข้ารอยและเนื้อเรื่องสัจนิยมเต็มขั้น งานชิ้นนึ้เข้าข่ายเป็นงานที่ยากที่สุดในสารบบ Decalogue เนื่องจากไม่เคยปรากฏในภาคก่อนหน้ากับการเปิดตัวตัวละครมาช่วงชิงความสงสารกันตั้งแต่ต้นเรื่องหนึ่งในสามของหนังเป็นช่วงที่เอวาตักตวงความเห็นอกเห็นใจ ล่วงเข้าสองในสามของหนังจึงถึงตาของมากา ก่อนหน้านั้นเธอใจไม้ไส้ระกำกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ชนิดไม่มียั้งมาตลอด แต่หลังจากความเหี้ยมเกรียมและเจ้าเล่ห์ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันของเอวาเป็นที่ปรากฏ คะแนนสงสารก็พลิกเทไปทางมากา  สเตฟานมีแววจะเป็นทึ่พึ่งทางใจได้ แต่เขาก็ใจปลาซิวไปเสียแทบทุกเรื่อง เขาไม่มีน้ำยาทำลูกอีกคนให้สมใจภรรยา(ไม่ว่าจะเป็นความบกพร่องของเขาหรือของเมียก็ซึ่งก็ยังหาข้อยุติไม่ได้) เขายังตาขาวเกินกว่าจะลงมือสะสางปัญหาคาราคาซัง และเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับเสียงกรีดร้องจากฝันร้ายของลูกน้อย หมกตัวอยู่กับงานในโรงไม้ เป็นลูกไล่ให้เมียสับโขกทุกเรื่องไม่ว่าจะเลวทราม ไร้สำนึกเพียงใด วอเช็กที่ดูสติกล้าแข็ง รับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่า มีแววพอจะเป็นความหวังของคนดูได้ ทว่า เขาก็มีชนักตรงที่เคยปัดสวะมาก่่อน และพฤติกรรมสมภารกินไก่วัดจนเป็นเหตุให้เด็กสาวตั้งท้องของเขาก็เป็นต้นตอของเรื่องราวทั้งหมดในส่วนจุดอ่อนประการที่สองของหนัง อันได้แก่แนวทางการนำเสนอนั้นมีปัญหาตั้งแต่ตัวบท ไปจนถึงการลำดับภาพ หนังประดักประเดิด ชวนให้คนดูรู้สึกถูกยัดเยียด เป็นต้นว่าการกำหนดให้วอเช็กยึดอาชีพช่างเย็บตุ๊กตาหมี แม้มีกังวานแห่งกวีบท(อาจถือเป็นอาชีพทดแทนการเลี้ยงลูกสาว) แต่ก็โจ่งแจ้งเกินสมควร ไม่กลมกลืนกับบุคลิกตัวละคร  ในภาคการลำดับภาพโดยเอวา  สมอล(Ewa  Smal)นั้น ผลงานชิ้นนี้น่าผิดหวังอย่างมากเมื่อเทียบกับฝีมือขั้นเอกอุที่บรรเลงไว้ในเก้าภาคที่เหลือ จนแทบจะรั้งท้ายในสารบบ  ควรกล่าวด้วยว่านี่เป็นภาคที่ไม่มีการปรากฎตัวของโทรเทพ โดยคีสลอฟสกียอมรับว่าเป็นเพราะถ่ายทำออกมาต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งนี้อาจะเป็นเพราะบรรดาคนกองเหนื่อยล้าจากการกรำงานกับโครงการขนาดมหึมาจนตกม้าตายเอาดื้อๆ[น.222]กับการตระเตรียมงานถ่ายทำรองรับกระบวนการลำดับภาพ มิใยต้องกล่าวถึงงานกำกับศิลป์ที่เน้นความวิจิตรบรรจง บางครั้งต้องเนรมิตฉากหลังถ่ายทำเหตุการณ์ตอนกลางวันกันตอนกลางคืน เหล่านี้นำมาซึ่งความสับสนจนไม่สอดคล้องกับลำดับเหตุการณ์ตามท้องเรื่อง(ซึ่งกำหนดไว้คร่าวๆว่าเป็นระหว่างชั่วโมงที่ยี่สิบสี่ถึงสามสิบ)อย่างไรก็ตามหนังเปิดเรื่องได้ทรงพลังยิ่งกับภาพมนุษย์กำลังกรีดร้อง ชวนเสียขวัญ  ไม่มีการบอกกล่าวเล่าแจ้งว่าใครเป็นใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร  คนดูกลับไปตั้งหลักในจักรวาลของเรื่องเล่าที่แสนห่างไกลจุดจบกับความเย็นเยือกหน้าตึกห้องเช่ารวม การปัดป่ายหน้ากล้องชวนให้กระหายใคร่รู้ จะมีสักแห่งไหมหลังหน้าต่างนับร้อยบานนั่นที่จะได้เจอเจ้าของเสียงโหยหวน  เชิงชั้นอาคารรูปกากบาทแผ่รังสีความทุกข์เวทนา ความปั้นปึ่ง ความตาย และการถูกจองจำ เสียงร้องปริศนานั่นเหมือนแผดก้องรังควานไปทั่วจักรวาลมารอบหนึ่งแล้ว สุดแต่ใครจะเอามาเป็นธุระ หนังลากมากามาประจานกับคนดู นักเรียนไม่รักดี โดนไล่ออก ฉีกหนังสือของห้องสมุด
 
อีกครั้งที่มือเป็นตัวชูโรง มือแรกที่เห็นกระเดียดไปทางนามธรรม แรกเห็นจะเป็นคล้ายเชือกสานขัดทรงข้าวหลามตัด แต่พอปรายหน้ากล้องเข้าไปจึงเห็นชัดว่าเป็นมือเด็กกำลังเหนี่ยวทึ้งเส้นเชือกราวคลุ้มคลั่ง แต่ครั้นมีเบาะแส(วงเล็บแห่งปรากฏการณวิทยา)มากพอไดัจึงถึงบางอ้อว่าเบื้องหน้าคือเปลเลี้ยงเด็ก
 
วอเช็กกล่าวกับมากาว่า”กับเธอ คงผ่อนปรนไม่ได้”  หากจะมีขุมข่ายความคิดใดแผ่สยายอยู่ทั่วทั้งสิบภาค ก็จะเป็นขุมข่ายความคิดว่าด้วยความซับซ้อนยุ่งยากในการประเมินค่าทางศิลธรรม เจตจำนงแบบขาว-ดำของมากากลับให้ภาพอันคลุมเครือทางศิลธรรมมากกว่าความชัดแจ้ง ทัศนะแบบถ้าใช่ได้ไปต่อฉุดเธอดิ่งลงสู่ลัทธิกำหนดนิยมทางชีววิทยา(biological determinism)ในกรณีของอันยา การที่ลูกได้อยู่กับในฐานะแม่บังเกิดเกล้าย่อมเป็นเรื่องที่ถูกที่ควร  แต่ความเป็นจริงก็คืออันยาก็มีเงื่อนไขทางสังคมไม่ต่างกับปุถุชนทั่วไปและเธอก็คิดถึงแม่ที่ชุบเลี้ยงเธอมา แม้เธอจะรักมากาแต่เธอคงเรียกมากาว่าแม่ได้ไม่สนิทปาก นอกเสียจากมากาจะพร่ำเสี้ยมสอน ฉันใดก็ฉันนั้น มากาเองก็ขาดพลังในการปลอบโยน อันยาจึงโยเยเพราะฝันร้ายอยู่ร่ำไปตัวฝันร้ายเองก็เป็นปริศนา มากาให้การว่าอันยาไม่เคยเล่าว่าฝันเห็นอะไรบ้าง ลี้ลับเหมือนคอมพิวเตอร์ที่เปิดตัวเองได้ในภาค I และสัญญาณโทรศัพท์เรียกเข้าอันปราศจากคู่สนทนาที่ปลายสายในภาค VI  สถานะเหนือธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้คอยกระซิบกระซาบถึงภาวะหลุดพ้น ในบรรดาความลับทั้งหลาย มีอยู่หนึ่งเรื่องที่คนดูพอจะหาทางไขปริศนาไปกันตามอัตภาพด้วยการหันหน้าไปพึ่งปรัมปราของไบเบิลว่าด้วยโจเซฟเพื่อตีความฝันตามหลักศาสนา [น.223] โดยทั่วไปความฝันมักทำหน้าที่ทำนายอนาคต กรณีนึัก็ไม่ได้ต่างกันตามทัศนะของวอเช็ค(ที่มองว่าเธอกลัวสิ่งที่กำลังจะมาถึง)การยอมประนีประนอมจากฝ่ายอีวา ส่งสัญญาณชวนสลดใจว่าเธอยอมถอยเพื่อรักษาโอกาสในการมีส่วนแบ่งอันยาราวหนูน้อยเป็นสินทรัพย์(บัญญัติจึงมี) เธอเตรียมการราวกับว่าจะไปตีราคาอันยา แบบเดียวกับในกระบวนการแบ่งสิทธิการเลี้ยงดูตอนคนหย่ากัน(อันยาเป็นของฉันและเธอ พอฉันตายอันยาก็ตกเป็นของเธอ) น่าสลดใจที่ศัพท์แสงแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเหมือนกระบวนการไกล่เกลี่ยเพื่อหย่าพรั่งพรูออกมาโดยไม่ใยดีกับคุณภาพชีวิตของเด็ก มากายืนกระต่ายสามขา(ให้เอวาเซ็นใบยินยอมให้อันยาเดินทางไปแคนาดา ไม่เช่นนั้นก็อย่าหวังจะได้เห็นหน้าเด็กอีก) เธอให้โอกาสเอวาตัดสินใจระหว่างเธอนับหนึ่งถึงห้า เธอนับเร็วขึ้นเรื่อยๆ และวางสายไปก่อนจะได้ยินคำว่าตกลงจากอีกฝั่ง ดุจเดียวกับที่คำว่าผมรักคุณจากชู้รักโดโรตาเดินทางมาไม่ถึงเธอในภาค II วอเช็กขอให้มากาเลิกยื้อยุดอันยาก่อนที่ชีวิตเด็กน้อยจะป่นปี้เพราะสถานการณ์หมิ่นเหม่ เช่นเดียวกับสเตฟานที่ขอร้องเอวา(คงด้วยเหตุผลเดียวกัน) ห้วงเวลาสุดรันทด(โดยชายขี้แหยสองคนกับผู้หญิงไร้สติหลงทางสองคน)จบลงแบบไม่สวยงาม ทุกชีวิตจมปลักต่อไป ไม่มีใครได้ดวงตาเห็นธรรม ยกเว้นมากาที่พอจะได้บทเรียนบ้างว่าทฤษฎีถ้าใช่ก็ลุยต่อนั้นใช้ไม่ได้กับเอกภพศิลธรรมอันยุ่งเหยิง หากทัศนะที่ว่าเด็กสมควรอยู่ในที่ๆมั่นคงของวอเช็คถูกต้องแล้วไซร้ เราก็ยังอดระแวงไม่ได้อยู่ดีว่าเอวาถึงพร้อมในความเป็นแม่เพียงใดและบ้านของเธอจะสงบสุขไปได้สักกี่น้ำ  หนังทิ้งทวนด้วยภาพใบหน้าอันยาซึ่งบอกเป็นนัยว่าคงจะดีเป็นแน่หากชีวิตเธอจะแวดล้อมด้วยความว่างเปล่าตามประสาอันนาแห่งภาค IV ผู้ไม่เคยรู้แน่แก่ใจถึงหัวนอนปลายเท้าของตนเอง
เป็นที่น่าสังเกตว่ามีผู้หญิงที่รอขบวนรถไฟคนหนึ่งถือหนังสือมาดามโบวารี(Madam  Bovary)ของกุสตาฟ  โฟลแบลร์(Gustave  Flaubert) โดยที่ศูนย์กลางของวรรณกรรมเรื่องดังกล่าวก็เป็นผู้หญิงที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย และถึงขั้นเห็นกงจักรเป็นดอกบัวในเรื่องความรักและความสุข  เอ็มมาของโฟลแบลร์กับมากาของคีสลอฟสกีกรำทุกข์มาหนักไม่แพ้กัน และก็ดูเหมือนว่าต่างคนก็อ่อนต่อโลกเกินกว่าจะคิดอ่านแก้ปัญญาได้ปรุโปร่ง ทำใจได้หากทุกสิ่งจะแหลกลาญไปต่อหน้าต่อตา และจะบากบั่นฝ่าฟันมีชีวิตรอวันสบโอกาสชำระความ แม้มากาจะไม่ได้เป็นนักฝันกู่ไม่กลับเหมือนเอ็มมาของโฟลแบลร์แต่ลำหักลำโค่นในการรับมือกับความเป็นจริงของทั้งคู่นั้นปวกเปียกพอกัน[น.224]ลงท้ายก็เข้าอีหรอบเดึยวกับเอวาในภาค III มากาหน่วงเหนี่ยวอันยาไว้จนเย็นย่ำโดยหวังว่าแสงแห่งวันใหม่จะเปลี่ยนทุกสิ่งได้ แต่ก็เปล่า มากาขอให้อันยาจูบเธอและบอกรักเธอ อันยาจำยอมอย่างเสียไม่ได้ มากายินดีรอวันที่อันจาจะเรียกเธอว่าแม่และจูบเธออย่างเต็มใจ ตอนที่เอวาและสเตฟานมาถึงสถานี อันยาตะโกนเรียกหาแม่และโผเข้าหาคนที่ตัวเองคุ้นเคยกับการเรียกขานด้วยคำๆนั้นมาชั่วชีวิต ถึงตอนนั้นมากาเข้าตาจนจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ได้แต่กลั้นใจพรวดขึ้นขบวนรถไฟแห่งโศกนาฎกรรม(และชะตากรรม)ที่แล่นเข้ามาเทียบพอดี ห่างออกไปไม่ไกลโทรเทพก็กระย่องกระแย่งสวนทางลงจากตู้โดยสาร แล้วรถไฟก็พาบรรดาผู้โดยสารที่ชีวิตแหลกยับเยิน ซมซานจากไป ในฐานะการคมนาคมเชื่อมระยะหัวเลี้ยวหัวต่อนี่คือรถไฟขบวนที่แล่นตรงออกจากห้วงประสบการณ์ของคีสลอฟสกีโดยแท้ มากามองเหม่อออกนอกหน้าต่างขบวนรถอย่างหมดอาลัยตายอยาก ยอมมอบตัวแต่โดยดีแก่จองจำทางภาพ อันยาวิ่งถลันตามหลังรถขบวนนั้นมาก่อนจะหยุดกึกเหมือนไก่ตาแตก
decalogue7c  
Decalogue VIIIเรื่องย่อ: โซเฟีย(Zofia รับบทโดยมาริอา คอสเชียลคอฟสกา – – Maria  Koscialkowska)สอนวิชาจริยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เอลสเบตา(Elzbieta รับบทโดย เทเรซา  มาซูสกา – – Teresa  Marczewska) เป็นนักวิชาการชาวนิวยอร์คที่เคยแปลผลงานของโซเฟียเป็นภาษาอังกฤษ เอลสเบตากลับมาเยือนวอร์ซอวอีกครั้งและมีโอกาสได้เข้าสังเกตการณ์ชั้นเรียนของโซเฟีย คาบเรียนนั้นมีการถกเถียงแก้โจทย์ทางจริยศาสตร์ในหลากหลายสถานการณ์ รวมถึงเรื่องราว(Decalogue II ก็เป็นหนึ่งในนั้น)ที่โซเฟียตั้งข้อสังเกตว่าการปกป้องชีวิตเด็กเป็นจริยธรรมสูงสุด บรรยากาศดังกล่าวจุดประกายให้เอลสเบตาเสนอเหตุการณ์จำลองแก่ชั้นเรียนบ้าง โดยเป็นเรื่องราวของเด็กหญิงวัย 6 ขวบกับการหลบซ่อนจากการไล่ล่าของนาซีในวอร์ซอวยุคปีค.ศ.1943 เด็กหญิงจำเป็นต้องอาศัยการอุปการะจากครอบครัวชาวคาธอลิกเป็นยันต์กันผี แต่ฝ่ายให้ที่หลบซ่อนมีข้อแม้ว่าเธอต้องมีใบรับรองความเป็นคริสตศาสนิกชนมาแสดง ข้ออ้างของครอบครัวมรรคทายกที่ว่าไม่อาจหลับหูหลับตามอบความเป็นคริสเตียนส่งเดชแก่เด็กหญิงปิดโอกาสในการลี้ภัยของเธอ เด็กหญิงบ่ายหน้าออกจากบ้านหลังนั้นไปสู่ความตายในข้อหาฝ่าฝืนกฎอัยการศึกที่เริ่มมีผลบังคับใช้ เรื่องราวจบลงตรงนั้น นักศึกษาหยิบมือหนึ่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อเหตุการณ์จำลอง(บางคนแก้ต่างว่าชาวคาธอลิกจริงๆ ไม่มีทางเป็นอย่างในเรื่องเล่า เชื่อแน่ว่ามีปัจจัยอื่นๆ บีบบังคับให้หักใจดิบได้ลงคอ) โซเฟียหน้าถอดสี แต่แล้วเหตุการณ์ก็โอละพ่อ ที่จริงแล้วเหตุการณ์จำลองนั้นคือความทรงจำในวัยเด็กของเอลสเบตา และโซเฟียเป็นหนึ่งในสองที่เสือกไสเอลสเบตาให้มะงุมมะงาหราอยู่ข้างถนนในคืนนั้น เธอตรอมใจกับการตัดสินใจครั้งนั้นมาร่วมสี่สิบปี โซเฟียพาเอลสเบตากลับไปยังบริเวณที่ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุที่สุดอีกครั้ง ณ เวิ้งหนึ่งของถนนโนวคอฟสกี นางผู้อ่อนวัยกว่าพรางกาย หลบลี้อย่างช่ำชอง [น.225] และสร้างความตื่นตระหนกแก่ฝ่ายที่อาวุโสกว่า ก่อนจะล่องหนมาอยู่ในรถของโซเฟีย สองคนพากันไปยังบ้านของโซเฟีย กินมื้อค่ำและไล่เรียงเหตุการณ์ให้กระจ่างยิ่งขึ้น เอลสเบตาย้อนความเป็นไปในส่วนของเธอและโซเฟียก็เป็นการกลับไปเผชิญหน้ากับการหักใจดิบครั้งกระโน้นหลัง ความลับเบื้องหลังการปล่อยให้อีกฝ่ายไปตายเอาดาบหน้าก็เพราะโซเฟียเป็นสมาชิกขบวนการใตัดิน และบ้านอันจะเป็นแหล่งพักพิงนั้นเป็นแนวร่วมของเกสตาโปอันเป็นภัยคุกคามถึงขั้นขุดรากถอนโคนขบวนการใต้ดินได้ นับประสาอะไรกับเอลสเบตา รอยบาดหมางลบเลือน สอง หญิงต่างวัยสานต่อการแลกเปลี่ยนความเห็นว่าด้วยจริยศาสตร์ พระเจ้า และความหวัง ตามมาด้วยภาพเอลสเบตาในอิริยาบถสวดมนต์ วันถัดมาโซเฟียพาเอลสเบตาไปพบคนที่เคยให้ที่พักพิงแก่เธอ(ทาดิอุส เล็มนิกกี – Tadeusz  Lomnicki)ซึ่งปัจจุบันหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นช่างตัดเสื้อโดยจำยอมต้องตกเป็นแพะจากข้อหาเป็นแนวร่วมของเกสตาโป เขาไม่ยอมปริปากเรื่องสงครามอย่าว่าแต่เรื่องของเธอไม่ว่าเธอจะหว่านล้อมเพียงใด หนังจบลงที่ภาพความรักและเข้าอกเข้าใจระหว่างโซเฟียและเอลสเบตาลืมความบาดหมางไปสิ้นโดยมีใบหน้าครุ่นคิดของช่างตัดเสื้อมองตามอย่างครุ่นคิดจุดเด่นของงานชิ้นนี้คือการมีแนวทางการดำเนินเรื่องเป็นไปตามหลักอภิปรัชญา อาจเป็นงานมีลักษณะอภิปรัชญาเข้มข้นที่สุดในงานทั้งสิบเรื่อง บทหนังฝีมือคีสลอฟสกีกับพีเซวิสรัดกุมหนักแน่น นักแสดงถ่ายทอดความรู้สึกได้อย่างลุ่มลึกถึงแก่น งานกำกับภาพของอันเดรส  ยาโรเซวิส(Andrzej  Jaroszewicz) ไม่อวดภูมิด้านนามธรรมมากเกินงาม  และใช้ความสร้างสรรค์แหวกแนวได้อย่างเหมาะเจาะกับการสร้างผลกระทบทางอารมณ์ การจับภาพมือขณะสัมผัส ไขว่คว้า ยุดยื้อ นั้นนับเป็นการเนรมิตภาพจักรวาลความรู้สึกของมนุษย์ในหัวคีสลอฟสกีที่เจ้าตัวเฝ้ารอให้เป็นจริงมาชั่วชีวิตการเป็นผู้กำกับ

ฝีภาพเปิดเรื่องขมวดรวมมือ ผู้ใหญ่ และเด็กจากระยะใกล้เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวระหว่างตัวละครทอดน่องไปตามถนนในวอร์ซอว นิ้วจ้อยๆ อยู่ไม่สุขในมือขนาดยักษ์ของผู้ใหญ่ บ่งบอกถึงความไร้เดียงสาและไว้วางใจ ฝีภาพนี้จบลงเมื่อเด็กหญิงเหลียวมองกลับมาที่กล้อง ระลอกความหลังอันตราตรึง(รื้อฟื้นอดีตของเอลสเบตา)ทำหนัาที่เบิกโรงและกุญแจคุมน้ำเสียงการเล่า ใบหน้าปั้นยากของเด็กหญิงถ่ายทอดความรู้สึกคละเคล้าด้วยความกลัวและความฉงน เฉกเช่นเดียวกับตัวหนังที่ดำผุดดำว่ายอยู่ระหว่างอารมณ์และการตั้งแง่ด้วยเหตุด้วยผล(การให้เหตุผล  )และสำรวจอาณาบริเวณที่ทั้งสองส่วนโคจรมาพาดผ่านกันในชีวิตของมนุษย์

ถัดจากระลอกความหลังสีหม่นถึงจะเป็นภาพที่งดงามจับตา คือ ภาพดอกไม้ในราวป่า ชาวต่างชาติเมื่ือได้สัมผัสภาพที่งามตามขนบโปสการ์ดก็ย่อมอดแลตะลึงไม่ไดั หลังจากที่ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันมาตลอดห้วงฤดูหนาวอันยาวนานของ Decalogue แม้แต่อเวจีในคราบตึกห้องเช่ารวมก็ยังดูเปลี่ยนไปในวันอันอบอุ่นสดใสของฤดูใบไม้ผลิ ต่อด้วยภาพกิจกรรมของผู้หญิงคนหนึ่ง หนังเปิดโอกาสให้คนดูเฝ้าดูเธอผ่านกิจวัตรประจำวัน การวิ่งในสวนสาธารณะ ไล่มาจนถึงภาพมือของเธอในระยะใกล้ขณะจัับราว อิริยาบถของมือดังกล่าวประพิมพ์ประพายกับมือของหมอขณะจับขอบอ่างอาบน้ำใน Decalogue II แถมยังนำมาซึ่งผลลัพธ์ของเหตุการณ์ในทำนองเดียวกัน โซเฟียไม่อาจจะฝืนสังขารออกกำลังกายต่อ ได้แต่ซบหน้ากับมือตัวเอง

[น.226]เธอเป็นคนเข้มงวด รักสวยรักงาม ใช้ชีวิตบั้้นปลาย(ไปกับการเดินพล่านไปทั่วบ้านเพื่อตรวจตราความเป็นระเบียบเรียบร้อย) ขยับภาพบนผนังที่เอียงให้ตรงองศา ในฉากมหกรรมจัดระเบียบบ้าน ภูมิทัศน์อันเป็นระเบียบราวผ้าพับของหนังเองไม่นานก็จะบิดเร่าชนิดไม่ทันให้ตั้งตัว นอกจากนั้นยังเป็นลางบอกเหตุว่าชีวิตที่ตั้งอยู่ในความระแวดระวังของโซเฟียไม่แคล้วต้องเสียศูนย์เพราะมารผจญ ดังมีการทายทักของคีสลอฟสกีเองผ่านเสี้ยวเหตุการณ์ที่โซเฟียต้องบิดกุญแจถึงสองหนกว่าจะติดเครื่องรถยนต์ได้ นอกจากนั้นโลกของโซเฟียยังมีการล่มสลายคอยตามจองล้างจองผลาญ ไม่เว้นแม้แต่ความงามที่เธอต้องคอยขวนขวายประทิน
 
ระหว่างขณะที่เอลสเบตาเล่าความหลังของตนเองในชั้นเรียนมีเหตุการณ์ประหลาดมาขัดจังหวะสองขยัก หนึ่งในนั้นเป็นนักศึกษาขี้เมาไม่เอาถ่านส่งเสียงโกรกกรากขึ้นมาตอนเธอเล่ามาจนเกือบถึงช่วงลุ้นระทึกสุดขีด การขัดคอเอาคะนองเข้าว่าไม่ส่งผลใดๆ ขี้เมาคนดังกล่าวเป็นที่จดจำของคนดูมาตั้งแต่ภาค III ในฐานะตัวแทนความเสื่อมทรุดและแล้งน้ำใจของโลกอันยังความสมเพชแก่คนดู หลังช่วงโซเฟียสะดุ้งให้เห็นเป็นพิรุธ(หลังจากจับทางเรื่องราวของเอลสเบตาได้)เอลสเบตาก็เล่าความต่อ จนมาถึงตอนที่เธอตัดพ้อตรรกคริสเตียนว่าเป็นเหตุให้เธอถูกทอดทิ้ง กล้องก็ปรายมายังจุดหนึ่งในห้องเรียน เผยให้เห็นโทรเทพในท่วงท่าครุ่นคิด เขาหันหน้ามองมายังคนดูไม่ก็โซเฟีย การมองเหวี่ยงแหของเขายิ่งเพิ่มพลังแก่การจับจ้องเป็นเท่าทวีคูณ

 
นิ้วมือเอลสเบตาเขี่ยคลึงกางเขนสีทองและสายคล้องที่คอปลดปล่อยอารมณ์คับแค้นเมื่อเหตุการณ์มาถึงช่วงรันทด เรื่องราวที่โซเฟียนำมาเป็นโจทย์ให้ทั้งชั้นถกจากมุมมองของฝ่ายหญิง คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นเรื่องราวใน Decalogue II แต่ขยายความให้โยงถึงเรื่องราวที่กำลังเป็นประเด็น เราต้องพิจารณาโศกนาฏกรรมของเอลสเบตาจากการถูกทอดทิ้งผ่านจุดยืนของฝ่ายผู้หญิง แม้นอาจหมายรวมถึงผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ทุกคน มูลเหตุแห่งชนักบนหลังโซเฟียนั้นไม่อยู่ในบัญชีที่ชั้นเรียนไล่เรียงไว้  ธงสมมติฐานของเอลสเบตาอยู่ที่ ความกลัวมาจากพฤติกรรมที่ไม่ตั้งอยู่ในความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด  แต่ก็เป็นที่ชัดแจ้งในกาลต่อมาว่าความกลัวเป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบย่อยของสมการจริยธรรมอันซ่อนเงื่อนที่โซเฟียต้องหาทางดุลเมื่อครั้งค.ศ.1943 รวมถึงอันตรายที่จะมาถึงตัวเธอเองและชาติทั้งมวล
 
โซเฟียพาเอลสเบตาเอ้อระเหยเลี้ยวลดก่อนจะมาถึงถนนโนวคอฟสกี เอลสเบตาถูกทิ้งตรงนั้น ยังมีศาลเพียงตาตั้งอยู่(อนุสรณ์แห่งอดีต)แต่สถานที่รกร้างไปแล้ว   เอลสเบตาขอลองตลบหลังโซเฟีย ด้วยการเป็นฝ่ายผละหนี ให้อีกฝ่ายลิ้มรสการถูกทอดทิ้งบ้างแบบเดียวกับที่ตัวเองเจอเมื่อครั้งค.ศ. 1943 แต่ด้วยบุคลิกอันซับซ้อนในตัวละครของคีสลอฟสกีแรงจูงใจจึงมีมากกว่าหนึ่ง การชำระแค้นปนเปไปกับความต้องการส่วนลึก เอลสเบตาหลีกเร้น [น.227] เพื่อจะได้พานพบในที่สุด เรื่องที่เอลสเบตาโหยหาและรู้สึกว่าเป็นการสมควรที่เธอจะตกเป็นเป้าความสนใจนั้นจำเป็นต้องรอการพิสูจน์  คีสลอฟสกีขยายย้ำจินตนาการดังกล่าว(ฉากนี้ยืดยาวกว่าที่กำหนดไว้ในบทหนังดั้งเดิม)ผ่านหมู่ฝีภาพถัดมา  ในระหว่างตาลีตาเหลือกแกะรอยเอลสเบตาโซเฟียพบว่ามีคนจากห้าครอบครัวบุกรุกเข้าครอบครองบ้านเดิมของเธอ และมีหนึ่งในนั้นยึดอาชีพโสเภณี  โลกใบเก่าอย่าว่าแต่เสื่อมถอยหากแหลกเป็นจุณไปแล้ว ห้าครอบครัวนั้นที่จริงก็ไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันแต่จำต้องอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน บ้านไม่เหลือเค้าเดิมอีกต่อไป นอกจากการเป็นที่ซ่องสุมของชนรุ่นที่มีแต่ความสับสนและไร้ศรัทธา
 
ผู้กำกับภาพอันเดรส  ยาโรเซวิส(Andrzej  Jaroszewicz)  มักใช้การจัดแสงและแบบแผนภาพที่แตกต่างกันเพื่อสะท้อนสภาพอารมณ์แต่ละขณะของตัวละคร โดยตัวคีสลอฟสกีเองและผู้กำกับภาพในงานชั้นหลังต่างยึดถือเป็นแนวทาง  ไฟหน้าของรถคันที่สวนมาสาดเข้าหน้าโซเฟียระหว่างเธอและเอลสเบตานั่งรถมาด้วยกัน บ่งบอกว่าเธอกลัวที่จะพลัดพรากกับเอลสเบตาเป็นหนสอง คีสลอฟสกีผูกการตระหนักรู้ฉับพลันต่อความกลัวของโซเฟียเข้ากับการขาดศรัทธาแบบกู่ไม่กลับของเอลสเบตา เธอโจมตีว่าการศึกษาวิจัยว่าไม่มีน้ำยาในการช่วยให้เกิดความยุติธรรมที่แท้จริง  เธอถามโซเฟียว่ารู้ด้วยเหตุผลกลใดว่าใครควรได้รับการช่วยเหลือ และใครต้องอยู่ไปตามยถากรรม โซเฟียตอบอย่างจนแต้มว่าก็ไม่รูู้เหมือนกัน เอลสเบตาได้ทีขี่แพะไล่ว่าอยุติธรรมกันเข้าไป  การ์บอฟสกี(Garbowski) ตั้งข้อสัังเกตว่ามีเครื่องบวงสรวงดอสโตเยฟสกีจากคีสลอฟสกีวางเรียงรายอยู่ตลอดเส้นทางเดินเรืื่อง และดูราวกับว่าบทสนทนานี้กังวานออกมาจากหน้ากระดาษพี่น้องคารามาซอฟ(The Brothers Karamazov)
 
ใดๆ ในธรรมชาติล้วนเป็นอนิจจัง เอลสเบตาเป็นหนึ่งในน้อยคนที่รอดพ้นเงื้อมมือนั้นได้ ในห้องพักของโซเฟียแม้แต่เอลสเบตาก็ไม่อาจจัดภาพบนผนังที่หลุดองศาให้เข้าที่ พอมองไปยังหนังสือ โคมไฟตั้งโต๊ะก็กระพริบ แค่นจะขับแสงสว่าง ในวงล้อมของคำถามโลกแตกผู้หญิงสองคนลงเรือลำเดึยวกันในถ้วยชาตามตำรับคีสลอฟสกี โซเฟียเปิดใจเรื่องของตัวเอง เหตุผลที่เธอปล่อยเด็กหญิงไปตายดาบหน้า รสชาติความอ้างว้างที่เธอเผชิญมาตั้งแต่นั้น  ฟุ้งซ่านและวิตกมาตลอดสี่สิบปี เอลสเบตากุมมือโซเฟียที่มาวางบนไหล่เธอด้วยความเอ็นดู หนังจับอากัปกิริยานั้นในระยะใกล้เพื่อหักลบกลบหนี้กับภาพตอนเปิดเรื่อง

[น.228]จากบทสนทนา จับความได้ว่าโซเฟียยึดถือทฤษฎีทางศิลธรรมที่ว่าความดีมีอยู่ในทุกคน  เมื่อถึงคราว แต่ละคนจะสำแดงความดีชั่วของตนออกมาเอง  เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่เป็นใจให้เธอประกอบคุณงามความดี เราอนุมานได้ว่าความชั่วก็สถิตย์ในตัวเราเช่นกัน การรับผิดและสำนึกรับผิดชอบคือโจทย์ใหญ่ในที่นี้ หากสถานการณ์เป็นใจให้ตกกระไดพลอยโจนเป็นพระพรหมผู้ลิขิต แลัวไซร้ เรามีสถานะ(และความรับผิดชอบ)สูงถึงระดับไหนในการจัดการกับสถานการณ์นั้นๆ เอลสเบตาไม่ได้ถามตรงๆ อย่างนี้ แต่ถามถากๆว่า แลัวสิทธิ์ในการตีค่าว่าที่เราทำนั้นดีชั่วอยู่ที่ใคร โซเฟียตอบในทำนองว่าอยู่ที่พระเจ้าในตัวเรา แม้ว่าเธอจะไม่นิยมยก “พระเจ้า” มาอ้าง เธอสารภาพ
 
การถกเถียงในเรื่องพระเจ้าของเธอตั้งอยู่บนพื้นฐานทางบัญญัตินิยม (axiological)เป็นสำคัญ(ดุจเดียวกับแนวทางการอภิปรายของซานุสซีที่ชมรมภาพยนตร์ใน Camera Buff)) หลักการพื้นฐานในการอภิปรายก็คือเป็นไปไม่ได้ที่จะประเมินค่าทางจริยธรรมโดยปราศจากผู้ตีค่าสูงสุด และโลกที่ไร้จริยธรรมก็ย่อมวุ่นวาย ว่างเปล่าและสิ้นหวัง และจากปากของโซเฟียเองคือ เปลี่ยวเหงา  โซเฟึยรู้ซึ้งถึงรสชาติความโดดเดี่ยวหลังจากสูญเสียสามีไปและลูกก็ไม่ดูดำดูดี(เธอแย้มเป็นนัยแต่ไม่เล่าทั้งหมด)
 
ปมแสลงใจจากเหตุการณ์ในค.ศ.1943 เป็นอันยุติ โซเฟียรู้ดีแก่ใจแล้วว่าไม่มีสิ่งใดมีค่าทัดเทียมชีวิตเด็ก ผู้บริสุทธิ์สมควรได้รับการปกป้องอย่างถึงที่สุด หนังของคีสลอฟสกีมักเชิดชูเด็กเป็นตัวแทนความบริสุทธิ์(ดังมีหลักฐานใน I และ VII) แต่ก็ย่อมมีผู้เห็นต่างว่าเป็นเด็กเปรตเสียมากกว่า อย่างพฤติกรรมต้องสงสัยว่าเล่นงานแมวถึงตายใน A Short Film of Killing นั่นปะไร ส่วนตัวยาเส็กเองก็ดูจะสะท้อนแววอัปรีย์มากกว่าธรรมชาติของวัยแรกรุ่น แต่สาระสำคัญที่คีสลอฟสกีและพีเซวิสตั้งใจส่งฝ่าสภาพร้อยพ่อพันแม่เหล่านั้นออกมาก็คืออย่างไรเสียความเป็นเด็กก็สมควรได้รับการทนุถนอม หลักฐานที่ชัดเจนกว่านั้นคงต้องดูจากท่วงทีการเล่าอันอ่อนโยนของคีสลอฟสกีราวกับคุณตากำลังถ่ายทอดความเป็นไปของลูกหลานใน The Double Life of Veronique เช่นเดียวกับที่ความมุ่งมั่นแห่งวัยหนุ่มสาวจะพิสูจน์คุณค่าในฐานะกลไกสืบสานความหวังจนเป็นที่ประจักษ์แก่จูลีใน Blue
 
วาระส่วนตัวและประเด็นทางอภิปรัชญาถักทอเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียวขับเน้นความงามของบทสนทนาระหว่างโซเฟียกับเอลสเบตา ทุกถ้อยคำเป็นธรรมชาติ ลื่นไหลออกมาจากผู้ที่หวังเยียวยาบาดแผลแห่งดิ้นรนเอาชีวิตรอดของตน ทุกคำตอบมีคุณค่าสูงยิ่ง  โซเฟียกำลังลงแดงจริยศาสตร์ เพราะปราศจากจริยธรรมหนทางถอนพิษความโดดเดี่ยวอ้างว้างก็หมดกัน ชนักก็ยังคงปักคาหลังของเธออยู่่ต่อไป  ความโดดเดี่ยวสำหรับโซเฟียไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนตัวที่เกิดจากเรื่องส่วนตัว  แต่มีความสำคัญลึกล้ำและไพศาลในเชิงปรัชญา
 
ราวกับเพื่อยุติปัญหาให้ราบคาบ เพื่อนบ้านโผล่เข้ามาขัดจังหวะการแลกเปลี่ยนความเห็นเพื่ออวดตราไปรษณียากรที่เพิ่งซื้อมา เสี้ยวเหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่สะท้อนถึงความลุ่มหลงต่อแสตมป์ราวคนเห่อลูกเห่อหลาน(เด็กๆของเขาจะโผล่มาในภาค X)ตัวของชายคนดังกล่าว หากยังให้แสลงใจกับ[น.229]ความเป็นเยอรมันจากยุคก่อนสงคราม เป็นการสวนสนามประกาศเกียรติภูมิของเครื่องจักรสงครามของเยอรมันดีๆ การทำลายลัางตัวเอง การล่มสลาย และความวิบัติทางจริยธรรมกลับกลายเป็นความงดงาม ชวนลุ่มหลง และต่อลมหายใจแก่ชีวิต ยืนหยัดเป็นธงนำความหวังของหนัง  การคืนดีและการชำระบาปยังสู้อุตส่าห์ยืนหยัดในวงล้อมของแพร่งจริยธรรมที่ล้วนตีบตัน  ความคลางแคลงต่อการมีอยู่ของพระเจ้า  การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
 
เรื่องราวมาลงเอยด้วยดีจากวจีกรรมของโซเฟียที่เชื้อเชิญเอลสเบตาให้อยู่ค้างคืนด้วยกันเพื่อล้างบาปครั้งที่ตนเคยหันหลังให้เมื่อค.ศ.1943  เธอสารภาพว่าแทบไม่มีใครไปมาหาสู่ แม้แต่ลูกแท้ๆ ก็นานๆ ครั้งถึงจะติดต่อกัน ยอดตัวเลขเด็กๆ ที่ห่างหายไปจากชีวิตเธอทบพอกขึ้นไม่หยุด เอลสเบตาเห็นพ้อง  เราพอจะจับทางจากสร้อยหนังที่มีให้เห็นตลอดรายทางของ Decalogue ว่าตัวละครมักยึดกลางคืนเป็นที่พึ่งในการพิสูจน์เนื้อแท้แห่งสัมพันธภาพซึ่งกันและกัน เห็นได้ชัดจากภาค III และแค่พอตะหงิดๆ ในภาค VII  ด้วยฐานรากทางปรัชญาอันแข็งแกร่ง ภาคนี้จึงไม่จำต้องพึ่งพาการปรุงแต่งหรือกุศโลบายใดๆ ก็พาเรื่องราวผ่านค่ำคืนแห่งสัมพันธภาพได้องอาจหนักแน่นยิ่ง  คืนนั้น ในห้องลูกชายโซเฟียที่เจ้าของไม่เหลียวแลเอลสเบตาคุกเข่าสวดภาวนา ภาพเอลสเบตาข่มตาสวดมนต์ได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีแห่งช่วงชีวิตนั้นจับใจคนดูเป็นที่สุดขณะรู้เห็นเป็นใจกับโซเฟียลอบมองกิจกรรมส่วนตัวผ่านซอกประตู ทั้งยังหักกลบลบหนี้ย้อนขึ้นไปถึงการถ้ำมองของโทเม็กในภาค VI  มิตรภาพระหว่างโซเฟียกับเอลสเบตายังชดเชยความเปลี่ยวเหงาของหญิงเจัาของบ้านในภาคเดียวกัน
 
เช้าวันถัดมาโซเฟียออกไปวิ่งในสวนสาธารณะ ระหว่างนั้นเธอก็เจอนักกายกรรมกำลังฝึกเคล็ดวิชาประหลาด พิลึกพิลั่นแต่ก็น่าตื่นตาในเวลาเดียวกัน จะดูว่าสวยงามก็ได้ เขาเผยเคล็ดลับว่าความเจนจบในการดัดตนของเขามาจากการฝึกฝนล้วนๆ แต่ไม้แก่อย่่างโซเฟียก็ยังเป็นที่กังขาอยู่ว่าคงจะดัดยาก ตรงข้ามกับชนรุ่นใหม่ไม่เอาถ่านย่านถนนโนคอฟสกี ชายหนุ่มคนนี้ทานทนต่อกระบวนการเคี่ยวกรำ ปรับตัวเข้ากับสมัยและรอมชอมกับอดีตอันสะบักสะบอมได้   โซเฟียรับคำท้า ดัดตนไปขำไป ก่อนจะยกธงขาวและผละจากระลอกการเล่านี้ไปด้วยความครึ้มใจ ฉากเหตุการณ์เรียกรอยยิ้มบางเบานี้นับเป็นภาพย่นย่อของความหัวหกก้นขวิด เปี่ยมอรรถรส ลุ้นระทึก ที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตอันผกผัน ปนเปยุ่งเหยิง เสียศูนย์อยู่ร่ำไป  ภาพประดับผนังที่เอียงกระเท่เร่ช่วยระบายภาพชีวิตให้สมจริง  การพลิกแพลงหามุมมองที่เหมาะเจาะช่วยเผยสาระสำคัญในหลืบลับตากับความงามประหลาดที่เก็บงำไว้ ในเชิงชั้นหนึ่งนักกายกรรมก็ดูอัปลักษณ์ แต่อีกเชิงชั้นหนึ่งเขาก็เป็นสัญลักษณ์ของการขวนขวายโอกาส ตลอดจนผลลงเอยของความพลิกผัน ดุจเดียวกับบารมีที่ผุดขึ้นจากการทนทุกข์
 
[น.230]โซเฟียกลับเข้าที่พักพร้อมช่อดอกไม้ที่ตัดจากเช้าวันนั้น เพื่อมอบแด่เอลสเบตาที่ฉายแววสุขุมขึ้น เอลสเบตาซื้อดอกไม้ไว้เช่นกัน ของกำนัลไม่เสียเปล่าและกลับทวีค่า โซเฟียแซมแต่งดอกไม้สองช่อเข้าด้วยกัน แต่ใช่ว่าจะหมดเคราะห์หมดโศกดื่มด่ำกินใจกันง่ายๆ บทจบของคีสลอฟสกีและพีเซวิสสะท้อนให้เห็นว่าการอโหสินั้นเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ หนังไม่ได้พาคนดูไปสัมผัสคนบาปหรือคนทรยศ(ภาพของโซเฟียที่เอลสเบตาวาดไว้แต่แรก)หน้าไหน หากแต่เป็นคนที่มีเค้าจะผู้ไถ่บาปที่ตอนนึ้สูญสิ้นศรัทธาไปหมดแล้ว หนทางที่จะเยี่ยมช่างตัดเสื้อนั้นต้องลอดอุโมงค์มืดๆ ที่กินระยะทางไกลโข บ่งบอกว่ามึเหตุการณ์สำคัญ และเกินกำลังจะรับมือรอท่าฝีภาพอันเงียบงันนี้อยู่ ในความมืดมิด เนิ่นนานนั้น มึเพียงแสงแห่งความหวังอยู่ ณ ปากอุโมงค์
 
ตัวช่างตัดเสื้อเอง คือ ทาดิอุส  ลอมนิกกี (Tadeusz  Lomnicki) เคยสวมบทแวร์เนอร์ใน Blind Chance กลับมาครั้งนี้ราวกับเป็นคนละคน  เขามีชีวิตรอดมาจาก”นรกทางจริยธรรม”(ethical hell)(ตามศัพท์บัญญัติของโซเฟีย)ด้วยการเลี่ยงบาลีกับตัวเอง และอยู่กับสิ่งที่มี สงครามย่ำยีเขาจนเสียผู้เสียคน ไม่เหลือใจกับการประกอบคุณงามความดี  เขาเกือบโดนสังหารโดยหน่วยใต้ดินภายใต้การนำของโซเฟีย แต่มีการจับคนผิดตัวจริงทันเวลาเสึยก่อน  โซเฟียขอขมาเขาไปแล้ว(ก็คงพูดอย่างอื่นไม่ได้)และก็เป็นที่ชัดแจ้งว่าไม่อาจชดเชยกับความพินาศที่คนคนนี้ประสบทั้งในชีวิตและศรัทธา  เขาไม่ปริปากเรื่องราวครั้งสงครามแม้เอลสเบตาจะขอบคุณในน้ำใจของเขา เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาตัดเสื้อและคุยแต่เรื่องงานในมือ  คีสลอฟสกีเคยกล่าวไว้ว่าความชั่วเกิดจากการไม่รู้หนทางหรือจนปัญญาจะประกอบคุณงามความดี  หลังผ่านสงครามมาพร้อมความอัปยศ เขาก็พอใจกับการจำกัดวงประกอบคุณงามความดีอยู่ไม่เกินพื้นที่เนื้อผ้าที่เขาตัดเย็บ เข็ดหลาบกับการริอ่านออกไปนอกอาณาบริเวณอันปลอดภัยนั้น
 
เอลสเบตาพกความผิดหวังอย่างรุนแรงกลับออกไปที่ถนน โซเฟียปลอบโยนเธอ ยิ้มให้กำลังใจ จับมือจับแขนด้วยความเอ็นดู และออกปากถามเอลสเบตาว่าเมื่อคืนก่อนสวดมนต์รึ หลังจากนิ่งไปชั่วอึดใจหนึ่ง เอลสเบตาก็ยอมรับ ภาพการสนทนาด้วยความรักใคร่ เปี่ยมความหวัง และ แสนจะอ่อนโยนของทั้งคู่อยู่ในล้อมกรอบหน้าต่างบ้านช่างตัดเสื้อ คีสลอฟสกีทิ้งทวนด้วยภาพท่าทีครุ่นคิด เคร่งเครียดของช่่างตัดเสื้อกับภาพการคืนดีเบื้องหน้า  โซเฟียกับเอลสเบตาได้บทเรียนสำคัญที่ว่าภาวะจนแต้มในการประกอบคุณงามความดี บางครั้งก็ประจวบเหมาะกับพลังบุญญาบารมีที่แผ่มาอุดช่องว่าง  แมัเขาจะไม่ใช่ตัวละครศูนย์กลาง แต่ช่างตัดเสื้อคือแหล่งสิงสถิตย์ของแกนขุมข่ายความคิดของหนัง คือ การทนทุกข์กับความเจ็บปวดฝังลึกอันเกิดจากการถูกปรักปรำและเศษเสี้ยวความหวังกับการคืนดี ดังที่เราเห็นแววเรืองรองทอประกายขึ้นใหม่ในดวงตาเขา
 
 
แปลจาก
Kickasola, Joseph G. 2004. The Films of Krzysztof Kieslowski: The Liminal Image. New York: Continuum.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: