enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.231 – 241]

leave a comment »

[น.231 ]

Decalogue IX

เรื่องย่อ
โรมัน(รับบทโดยปีเตอร์ มาคาลิกา Piotr Machalica)เป็นศัลยแพทย์ชั้นแนวหน้าผู้เคยมีพฤติกรรมส่ำส่อน แต่ภายหลังหมดสมรรถภาพทางเพศ เขายุยงให้ภรรยาหาสามีใหม่ แต่ฮันนา(Hanna)(หรือรู้จักในอีกชื่อว่า แองกา(Hanka)รับบทโดยเอวา บลาสซิก(Ewa Blaszczyk)สาธยายเป็นคุ้งเป็นแควว่ารักไม่ได้มีแค่กามคุณและพอใจจะมีใจเดียว แต่เอาเข้าจริงฮันนาก็มีชายอีกคนที่รักกันมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่นคือมาริอุส(Mariusz)รับบทโดยแยน แยนคอฟสกี(Jan Jankowski) โรมันเจอหลักฐานการคบชู้ของเมียและเกิดหึงหวง จนในที่สุดเขาก็เสพติดการสอดส่องพฤติกรรมของภรรยาเพียงเพื่อพิสูจน์ตอกย้ำสิ่งที่เขาระแวงอยู่ ฮันนาลอยนวลลักลอบคบชู้เรื่อยมาถ้าความไม่แตกเสียก่อนเพราะโรมันลงทุนหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้ากะจะรอจับผิดเธอชนิดคาหนังคาเขา แต่กลับเสียท่าโดนเธอเปิดโปงเสียก่อน ตามมาด้วยการมีปากเสียง ก่อนจะคืนดีกัน สองคนหันไปหาทางรับเด็กเป็นลูกบุญธรรม แต่มาริอุสยังตามตอแยฮันนา โรมันระแคะระคายและคิดว่าฮันนาเล่นไม่ซื่อและจะฉวยโอกาสระหว่างเดินทางไปเล่นสกีตากอากาศช่วงสุดสัปดาห์กลับไปเสพสุขกับชายชู้

โรมันเขียนจดหมายลาตาย จากนั้นก็ปั่นจักรยานพุ่งเข้าหาช่วงขาดของสะพานลอยรถข้าม ฮันนามุ่งหน้ากลับบ้านด้วยความหัวเสียกับการตามรังควานถึงบ้านพักตากอากาศของมาริอุส แลัวก็สังหรณ์ถึงโรมันใจขึ้นมา พอเจอจดหมายลาตาย เธอก็ขวัญหนีดีฝ่อ เสียงสัญญาณโทรศัพท์เรึยกเข้าดังขึ้น ปลายสายคือโรมัน เขาโทรมาจากโรงพยาบาลที่เขารักษาตัวอยู่เพื่อจะรับรู้ว่าเธอมุ่งหน้ากลับบ้านที่วอร์ซอว เขาปลอบขวัญเธอ

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า การบัญญัติข้อที่เก้าในขนบคาธอลิก เป็นเพราะการแตกตัวของโปรเตสแตนท์ ความโลภกระสันแบ่งได้เป็นสองจำพวกใหญ่ คือ อยากได้ใคร่มีในภรรยาและสิ่งของ สาระสำคัญของบัญญัติประการที่เก้าจึงเป็นเรื่องของคนที่ไม่ได้อ่อนต่อโลก แม้จะเป็นไปคนละทิศทางกับแนวการคลี่คลายประเด็นในภาค VI ความโลภยึดโยงอยู่กับแรงปรารถนาที่จะครอบครอง ในที่นี้ถ่ายโอนไปสู่ความหึงหวง ตัวละครสองตัวของคีสลอฟสกีเป็นวัวสันหลังหวะพอกัน โรมันสารภาพหน้าตาเฉยว่าตนเองคบชู้มากหน้าหลายตา อนุมานได้ว่าเขาไม่ซื่อสัตย์กับแองกา ส่วนแองกาก็เข้าทำนองมือถือสากปากถือศีล หลังวาทะอันน่าเลื่อมใสและอ่อนโยนจากกรณีเป็นที่แน่ชัดว่าสามีเสื่อมสมรรถภาพทางเพศไปแล้ว เธอก็ไปหาชายชู้ซึ่งก็ไม่แน่ว่าอาจคบหากันมาก่อนหน้านั้นแล้ว โรมันเลียบเคียงว่าเธอน่าจะมีชายอื่นอยู่ แต่เธอปฏิเสธ เธอโกหกหลายต่อหลายครั้งตามเนื้อเรื่อง และโรมันน่าจะคาดเดาสัมพันธภาพระหว่างเธอกับมาริอุสตั้งแต่วัยรุ่นได้ กล่าวโดยย่อ ก็คือความรักระหว่างตัวละครหลักสองตัวเป็นไปในทางรังแต่จะนำความพินาศมาสู่ชีวิตคู่ โรมันไม่มีน้ำยาเช่นเดียวกับคารอลใน White และก็เช่นเดียวกับชีวิตคู่ของตัวละครหลักในงานที่จะตามมาภายหลังเรื่องนั้น โรมันและแองกาต้องผ่านความสมบุกสมบันและมรสุมหนักๆเสียบ้างกว่าจะตระหนักถึงความลึกซึ้งในรักที่มีแก่กัน กล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า White คือภาคที่ครบถ้วนกระบวนความกว่าของ Decalogue IX ไม่ว่าจะเป็นในด้านความคิดของคีสลอฟสกีและมุมมองของพีเซวิส เช่นเดียวกับ Decalogue VII หนังมีตำหนิตรงที่[น.232]ความตื้นเขินของตัวละครและการคลายปมแบบยั้งๆ แหยงๆ ขณะที่ใน White ตัวละครมีด้านตื้นลึกหนาบางมากกว่า ความพ้องพานทางขุมข่ายความคิดมึให้เห็นชัดแจ้ง ความหึงหวง ความไร้น้ำยา ความหุนหันพลันแล่น มุกตลกทะลึ่ง (เป็นต้นว่าฝีภาพที่มีกรวยและถังแกสเป็นตัวชูโรง ก็เทียบได้กับภาพองคชาต ขวดและถังขยะใช้ซ้ำใน White)

ตากล้องโซโบซินสกี(Piotr Sobociński)หวนกลับมารับงานในภาคนึ้พร้อมเพลงกล้องที่เปลี่ยนแปลงไปจนผิดหูผิดตา โวหารภาพลึกล้ำ กระหน่ำแสงขับประกายรัศมีวัตถุในภาพ เน้นขึงภาพนำร่องจุดสนใจ และอวดชั้นเชิงนามธรรมเป็นว่าเล่น นับจากช่วงท้ายๆ ของ Decalogue ไปจนถึงงานความยาวมาตรฐานหลังจากนี้คีสลอฟสกีมักเลือกใช้บริการผู้กำกับภาพแนวนามธรรมนิยม(ยิดเชียก(Sławomir Idziak) ใน The Double Life of Veronique และ Blue และโซโบซินสกีใน Red) ภาพนามธรรมแม้ไม่จำเป็นนักสำหรับงานแนวขำขัน(เป็นต้นว่า X และ White)แต่ก็ใช่ว่าเสมอไป ก็แค่คีสลอฟสกีจะใช้ภาพนามธรรมเพื่อย้ำขยายขุมข่ายความคิดทางอภิปรัชญาที่เขาให้ความสำคัญในงานยุคต้น และภาพนามธรรมก็ถูกโฉลกกับการถ่ายทอดขุมข่ายประเภทนี้

หนังเปิดเรื่องจากความหลับใหลของแองกา ก่อนผุดขึ้นนั่งด้วยความหวาดกลัวเหมือนเพิ่งผ่านฝันร้าย ภาพจากการกระชากหนัากล้องไปทางซ้ายเผยให้เห็นภาพสะท้อนตัวเธอเองในกระจกพร้อมกับร่องรอยบ่งบอกว่าใครบางคนที่ครอบครองพื้นที่ฟูกข้างกายเธอเพิ่งจากไป ระลอกการเล่าในลักษณะคู่ขนานกับ No End มีให้เห็นโดยตลอด ในครั้งกระโน้นเออร์ซูลาสังหรณ์ใจอยู่ครามครัน ก่อนตื่นขึ้นมาพบว่าสามีไม่ได้แค่ปลีกตัวไปชั่วคราว แต่เขาจากโลกนี้ไปแล้ว ลางสังหรณ์นี้ตามหลอกหลอนไปตลอดเรื่อง รวมถึงความรู้สึกที่ว่าวิญญาณสามียังคงอยู่ข้างๆ เธอตลอดเวลา ความรู้สึกนึกคิดของโรมันในห้วงคำนึงของแองกาใน Decalogue IX นี้ก็ไม่ต่างกัน(ยกเว้นในส่วนของการหายหน้าไป) ลางสังหรณ์เช่นนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความรักเป็นมากกว่าเพศรส และสัมพันธภาพทางชีววิทยา หนังย้ำขยาย คุณสมบัติทางจิตวิญญาณของสัมผัสที่หกดังกล่าวด้วยอากัปกริยาเฉพาะของเธอในหลายวาระ เยื่อใยผูกพันนั้นเป็นกิจกรรมทางใจ และคึสลอฟสกีและพีเซวิสนั้นเชื่อว่าความผูกพันอันมีคุณค่าระหว่างมนุษย์นั้นมีองค์ประกอบพื้นฐานเดียวกัน และพวกเขาก็พยักพเยิดความคิดนึ้ไปตลอดเรื่อง ขุมข่ายความคิดในเรื่องการฆ่าตัวตาย ความหึงหวง และไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร มีใน No End อย่างไร ก็มีใน Decalogue IX อย่างนั้น เช่นเดียวกับใน White ซึ่งการฆ่าตัวตายให้ผลตรงกันข้าม ความหึงหวงเป็นบ่อเกิดของมหกรรมการแหกตา(ล้างบัญชีแค้นสุดแสนหมดจด) ความสิ้นหวังเป็นรกรากอันร่มเย็นประหลาด

หลังจากร่วมรับรู้ถึงการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของโรมัน คนดูก็พะวงกับสถานการณ์ทางห้องเช่าของแองกา หนึ่งในสร้อยหนังสำคัญที่โผล่มานับครั้งไม่ถ้วนคือภาพจากกล้องที่เทียวไล้เทียวขื่ออยู่กับเครื่องรับโทรศัพท์  โดยข้างๆ เครื่องรับโทรศัพท์คือของประดับบ้านมีเนื้อเป็นแก้วคอยสะท้อนภาพแหว่งวิ่นและผิดรูปผิดร่างอย่างเป็นปริศนาแห่งพฤติกรรมของแองกาที่มาตกกระทบ ฝีภาพนี้มีนัยซ้อนกันถึงสามทบ ทบแรกคือ ความวูบวาบ(สื่อถึงพลังจากทุกความเคลื่อนไหว) อีกทบคือ ความเป็นนามธรรม(ถึงพร้อม[น.233]ด้วยคุณภาพการทำหนัาที่ให้เบาะแสแง่มุมต่างๆ ที่บรรยายไว้ในบทที่ 2) และอีกทบคือ ย้ำเตือนถึงบทบาทของเครื่องรับโทรศัพท์ในฐานะเครื่องมือและเครื่องหมายแทนการสื่อสารระหว่างมนุษย์ตามตำรับคีสลอฟสกีดังอ้างแลัวในบทที่ 1

อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เล่นงานโรมันจนต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นผลจากความวู่วามของเขาเอง และภาพโทรเทพขับจักรยานกินลมผ่านมาเห็นเป็นการเจิมภาวะอภิปรัชญาแก่เสี้ยวเหตุการณ์ดังกล่าว หนังยังเปรยถึงส่วนหนึ่งของถุงมือในฐานะส่วนประกอบบุคลิก มากกว่าหนึ่งหนที่โผล่มาป้องปากที่กำลังหาวในอึดใจอันหายใจไม่ทั่วท้อง(มีอยู่ครั้ง กับการหลบเลี่ยงจากโรมันอย่างเก้ๆกังๆ ราวกับมีชีวิตจิตใจ) เช่นเดียวกับเหตุการณ์พิศวงใน No End คอมพิวเตอร์ในภาค I ภาพแขวนผนังไม่รักดีในภาค VIII เสี้ยวเหตุการณ์นี้เปี่ยมด้วยนัยทางอภิปรัชญา กลายเป็นเบาะแสให้โรมันสืบสาวไปถึงชายชู้ ในเวลาต่อมายังเป็นอุทาหรณ์ในเรื่องความหึงหวงของเขา เกร็ดพิศวงเหล่านี้ยากจะตีความในทางเทวนิยมและยิ่งมองจากมุมมองครึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อในพระเจ้าตามตำรับคีสลอฟสกีก็ยิ่งปิดประตูการตีความใดๆ กล่าวสำหรับคีสลอฟสกีวิถีจิตวิญญาณเป็นเรื่องลี้ลับ ชวนหวาดระแวง กับการโคจรมาตัดผ่านกับวิถีโลกียะ

ในการถ่ายทอดช่วงวิกฤติของโรมันและแองกาอันนำมาซึ่งการดิ้นรนทางจิตวิญญาณขนานแท้ แทบทุกระลอกการเล่าเป็นภาพนามธรรมหรืออย่างน้อยก็มีลวดลายเฉพาะ ภาพขณะโรมันกลับเข้าห้องเช่าลางเลือนด้วยม่านฝนบนบานหน้าต่าง แองกามองเห็นโรมันผ่านภาพตกกระทบ การให้แสงและระบายความมืดในภาพคนทั้งสองมุ่งหน้ากลับเข้าห้องเช่าออกมาในลีลาที่ผิดแผก แต่เหมือนกันตรงที่มีจุดเรืองแสงกระจายอยู่ในภาพ จังหวะหนักเบาของแสงอาจบอกถึงความรวดร้าวทึ่บีบรัดทิ่มแทง และตีแผ่เนื้อแท้ของความมืด แบบแผนด้านภาพดังกล่าวโผล่มาอีกครั้งถัดจากฉากแองกากับมาริอุสลักลอบมีเพศสัมพันธ์กัน ร่างของแองกากินพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาพ ไฟหน้าสาดไหวเป็นจังหวะเดียวกับเสียงสัญญาณกันขโมย

การที่แองกาดึงดันไม่ยอมให้หมอตรวจพาลให้คนดูเชื่อว่าคงต้องมีปาฏิหาริย์(ในทำนองเดียวกับ Decalogue II)มาพลิกฟื้นอาการของโรมัน ที่ไหนได้ หวยกลับไปออกที่แองกาขอตัดสัมพันธ์กับชายชู้ และโรมันก็หนักแน่นพอที่จะไว้ใจเธอ การที่โรมันแคล้วคลาดจากการพยายามจบชีวิตตัวเองก็นับเป็นปาฎิหาริย์ได้เหมือนกัน และก็อาจเป็นไปได้เช่นกันว่าโทรเทพยื่นมือเข้ายื้อชีวิตโรมันจากอาการปางตายด้วยตัวเองก็อย่างที่เห็นกันว่าเขาผ่านไปประสบเหตุพอดี หรือหากการณ์ไม่เป็นดังนี้(ไม่ว่าจะมีปาฏิหาริย์หรือไม่ก็ตาม)ก็คงเพราะฟ้าไม่เป็นใจ บุญกุศลของโรมันยังมีมาจากสาวน้อยเสึยงเพราะและหัวใจไม่ปกติชื่อโอลา(Ola รับบทโดย โยลันตา พิเอเท็ก โกเร็กกา(Jolanta Piętek-Górecka) พอได้ยินเธอขับร้องผลงานประพันธ์ของฟานบือเด็นไมเยอร์(Van Budenmayer)ชื่อปลอมที่ตั้งขึ้นมาสวมรอยซบิกนีว ไพรสเนอร์(Zbigniew Preisner)ก็เป็นอันชัดแจ้งว่าเธอคือบรรพบุรุษของเวโรนิกาแห่ง The Double Life of Veronique

[น.234] สาวน้อยคนนี้มีบทบาทสองส่วน ในส่วนแรก เจ้าของเสน่ห์ทางเพศที่คอยเย้ยหยามเสือผู้หญิงที่ไร้น้ำยาไปแล้วอย่างโรมัน ขณะเดียวกันความเจนจบเรื่องจิตวิญญาณก็เป็นกลไกถ่วงดุลความเหลวแหลกตามประสาวัยรุ่นของมาริอุส หนังถ่ายทอดภาวะควบคู่ดังกล่าวออกมาอย่างแยบยลผ่านภาพมืออันพริ้วไหวจากระยะใกล้ขณะเธอขับขานเพลงของฟาน บือเด็นเมเยอร์ ก่อนหน้ากล้องจะโลมไล้เรื่อยลงไปจับภาพชายกระโปรงที่เผยิบอวดเนื้อนวลหัวเข่า เธอสวยไร้ที่ติ เป็นหญิงตามตำรับทีี่โรมันคนเก่าจะต้องล่ามาคั่วสวาท แต่ก็เป็นโอลาคนเดียวกับที่เป็นแรงบันดาลใจให้โรมันสนใจดนตรีและความงามของโลก เป็นเธออีกเช่นกันคอยต้อนหน้าต้อนหลังให้เขาแสวงหาความก้าวหน้าในอาชีพ และเอาจริงเอาจังเรื่องการมีลูกและสร้างหลักฐานแก่ครอบครัว

บทภาพยนตร์กำหนดให้สาวน้อยผู้ฝักใฝ่เอาดีกับการร้องเพลงตามความหวังของแม่ เสียชีวิตไปในการผ่าตัด ไม่เพียงมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับวีโรนิกาแห่ง The Double Life of Veronika การจากไปของเธอยังเป็นจุดหักเหสำคัญแก่ชีวิตโรมัน ดังจะเห็นได้ว่าไม่นานหลังจากนั้นเขาก็พยายามฆ่าตัวตาย ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเหตุใดคีสลอฟสกีจึงตัดเกร็ดเหล่านี้ออกไป ทว่าโอลายังคงมีอิทธิพลต่อชีวิตโรมันไม่แปรเปลี่ยน

แต่ก่อนที่โรมันจะได้ดวงตาเห็นธรรม เขาก็มีชีวิตทุรนทุรายตามประสาผู้ชายถึงขั้นต้องคิดค้นเครื่องมือดักฟังเมียคุยโทรศัพท์ ขุมข่ายความคิดว่าด้วยการสอดส่องจับผิดมีให้สัมผัสยาวไปถึง Red และก็เช่นเดียวกับในหนังความยาวมาตรฐานเรื่องนั้น และโทเม็กผู้พิสมัยการถ้ำมองแห่งภาค VI สะท้อนถึงความปรารถนาที่จะมีญาณทิพย์ ล่วงรู้ความเป็นไปของคนอื่นจากอำนาจอันเหลือล้น ความทะยานอยากในอำนาจ หรือที่จริงคือความละโมบเป็นอีกหนึ่งในอุทาหรณ์สำคัญของ Decalogue ไม่มีข้อกังขาว่าอสรพิษที่มาล่อลวงอาดัมกับอีฟก็คือการสำคัญตนว่าเป็นพระเจ้า

มาริอุสร่ำเรียนมาทางฟิสิกส์และเขาก็ย่ามใจว่าตามกฎทางฟิสิกส์ของจักรวาลเขาย่อมเป็นต่อในสังเวียนเอาชนะใจแองกา ความหนุ่มแน่นย่อมถึงอกถึงใจ ขณะที่ความชราภาพย่อมย่อหย่อน โลกของคีสลอฟสกีเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเป็นสังเวียนขับเคี่ยวระหว่างฟิสิกส์กับอภิปรัชญาเช่นนี้ ความหื่นกระหายในกามคุณของแองกามีวันเหือดหาย แต่ความรักของโรมันนั้นไม่มีวันเสื่อมคลาย

อย่างไรก็ตาม หากไร้ซึ่งเบาะแสทางภาพและบทพูดปูพื้น คนดูพาลสำคัญได้ว่าแองกาอาจเท้งเต้งไปตามแผนการตากอากาศ แต่ภายหลังความจริงก็เป็นที่ปรากฏในภายหลังว่าเธอเป็นพนักงานต้อนรับบนอากาศของสายการบินเคแอลเอ็ม การขยักข้อมูลพื้นฐานไว้จากคนดูเช่นนี้[น.235]กลายเป็นเงื่อนไขหักหาญความรู้สึกคนดู มิน่าคนดูรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ามีเหตุให้แองกาต้องหาทางเผ่น หลบจากสถานการณ์ต่างๆ อยู่ร่ำไป ที่จริงเธอก็แค่ไปทำงาน

ตอนที่เธอตกลงใจจะปิดฉากความสัมพันธ์กับมาริอุส เธอปิดเครื่องรับโทรท้ศน์ เช่นเดียวกับสถานการณ์อื่นๆ ในหนังของคีสลอฟสกี รายการโทรทัศน์จะคอยบอกใบ้ทายทักความเป็นไปในกรณีของแองกานี้หนังพยากรณ์ผ่านภาพหายนภัยน้ำท่วมจากการ์ตูนที่กำลังออกอากาศ โรมันซุ่มดูการนัดเจอระหว่างแองกากับมาริอุสด้วยความกระหยิ่มใจ ไม่เสียลับ เขาเบี่ยงหนีสายตาแองกาที่เพ่งมาทางเขา ในอาการเดียวกับที่โทเม็กผงะหนีกล้องส่องทางไกลเมื่่อฝ่ายที่ตกเป็นเป้าการถ้ำมองฮึดสู้และจ้องสวนกลับมาในลำกล้อง แต่ครั้งนี้เป็นเหมือนการหย่าศึกกับโรมัน ทั้งสองคืนดีกัน ต่างฝ่ายต่างสารภาพบาปแก่อีกฝ่าย ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะลงเอยตามแบบฉบับหนังชีวิตครอบครัวน้ำเน่า แต่ไม่เคยมีทางออกที่สะดวกสบายในงานของคีสลอฟสกีอยู่แล้ว

หลังจากส่งแองกาขึ้นรถไฟไปเล่นสกีตากอากาศทึ่ซาโกเพน โรมันผ่านไปเมียงมองอันยาแห่งภาค VII เล่นตุ๊กตา ตอกย้ำถึงอุดมคติเกี่ยวกับลูกและครอบครัวในห้วงคำนึงของโรมัน (ความเป็นไปในภาค VII ให้อุทาหรณ์ว่าน้อยครั้งยิ่งที่ชีวิตและครอบครัวจะเป็นเรื่องง่าย) แล้วสายโทรศัพท์เรียกเข้าที่ปราศจากเสียงจากอีกปลายสายก็ดังขึ้นดุจเดียวกับภาค VI ลางบอกเหตุจากเบื้องบน หรือเสึยงสั่นสะเทือนจากกล่องเก็บสัมภาระ หรือโทรศัพท์สายนั้นอาจน้ำท่วมปากที่จะเฉลยสัจธรรม แต่สำหรับโรมันกลับเป็นการโหมเพลิงริษยา แค่ไม่กี่น้ำโรมันก็กลืนน้ำลายคำพูดที่เพิ่งเอื้อนเอ่ยกับแองกา(ว่า”ผมเชื่อใจคุณ”)ณ สถานีรถไฟแห่งนั้น เขาฟุ้งซ่านไปกับเบาะแสที่ว่ามาริอุสเองก็ตั้งท่าจะเดินทางไปเล่นสกีที่ไหนสักแห่ง ครั้นเป็นที่แน่ชัดว่ามาริอุสเดินทางไปเล่นสกีที่ซาโกเพนแหล่งตากอากาศเดียวกันเขาก็ขาดสติ

โทรศัพท์ในฐานะกลไกหลักของหนัง กลับเป็นอัมพาตในการถ่ายทอดเหตุสลดใจ แองกาสังหรณ์ใจว่าจะมีเรื่องไม่ชอบมาพากลแต่ไม่อาจติดต่อโรมันจากซาโกเพนได้ โรมันเตรียมการฆ่าตัวตาย ปล่อยให้สัญญาณสายเรียกเข้าเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา การขาดการติดต่อลักษณะนี้พัฒนาตัวเป็นขุมข่ายอันแข็งแกร่งยิ่งในงานชั้นหลังของคีสลอฟสกี ตลอดภาคนี้จะเห็นภาพโทรศัพท์ตั้งทะมึนในกรอบภาพคอยสร้างความอึดอัดหวาดหวั่น

ตอนโรมันปั่นจักรยานพุ่งลงสู่ห้วงหายนะ เสียงดนตรีแผดขึ้นมา ตลอดช่วงเวลาที่โรมันร่อนถลาทางจิตวิญญาณนี้เสียงบรรยากาศแวดล้อมแทบเหลือแต่ความเงียบเชียบ ไร้เสียงธรรมชาตินามธรรมก็ได้ที เช่นเดียวกับเสึยงประหลาดเหมือนอยู่ในฝัน เส้นบนทางเท้าก็ปาดส่ายเหมือนลายแทงบอกชีพจรของชีวิต ร่างของเขาร่วงละลิ่วลับหายไปจากขอบภาพ แต่ก็หารอดพ้นสายตาโทรเทพไม่ ฝีภาพที่สองเป็นแองกาในสารรูปคุ้นตา สอดประสานการถ่ายทอดภาวะทางจิตวิญญาณของระลอกการเล่า กลัองจ้องเขม็งไปทึ่ใบหน้าโทรเทพที่คงไม่อาจสำราญใจอยู่กับจักรยานได้นาน ลายเส้นที่พุ่งเสียดแทยงอยู่ส่วนหน้าแกว่งกวัดไปทางโน้นทีทางนี้ที หนังผละจากฝีภาพนี้[น.236]ไปสู่ฝีภาพจากมุมสูงอวดชั้นเชิงแต่ก็ไม่ได้ออกมาเหมือนภาพมุมสูงอวดบรรยากาศในฉากปรมาณูล้่างโลกของทาร์คอฟสกีใน The Sacrifice เผยให้เห็นโรมันนอนแผ่หมดสภาพ แล้วจึงดึงการขาดช่วงของถนนอันเป็นจุดที่เขาร่วงลงไปมาสู่ระวางส่วนหน้าของภาพ(ภาพนามธรรมเห็นเป็นเส้นสีขาวไหวๆอยู่ที่ขอบ)

ฝีภาพถัดมาเป็นภาพจากมุมมองของโรมันโยงสภาพเบื้องนอกที่เขาทอดสายตาเหม่อมองกับสภาพจิตใจอันเลื่อนลอย จากมุมสมเพช กล้องเบือนหน้าเฉียงขึ้นไปทางขวาเชื่อมสู่เหตุการณ์อีกฟากหนึ่ง โรมันทราบข่าวว่าแองกาถึงบ้านแล้ว ภาพแองกาที่คนดูเห็นคือเรือนผมงามสยายอยู่ส่วนหน้าของภาพ(ภาพนามธรรมของสตรีเพศที่ทาร์คอฟสกีโปรดปรานและเป็นภาพเอกใน The Mirror)

“คุณพระ อยู่ที่นั่นเหรอ” เธอเอ่ยถาม “อยู่” เขาตอบ ควรกล่าวด้วยว่าการที่โทรเทพไปถึงสถานที่เกิดเหตุทันท่วงที ก็เลยมีพระเจ้าอยู่แถวนั้น ส่งผลให้บทสนทนาดังกล่าวมีความหมายทบซ้อนขึ้นมา ในภาค VIII โซเฟียบอกคนดูว่าพระเจ้าอยู่ในเรากันถ้วนหน้า คำตอบว่า อยู่ จากโรมันย่อมเป็นการยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ขณะเดียวกันก็เป็นการอนุโมทนาแก่สถานะในทางเทววิทยาของพระผู้เป็นเจ้าตามที่สาธกไว้ในพระคัมภีร์เก่ารวมถึงบัญญัติสิบประการเอง ขณะที่ภาค I V VI และ VII ตั้งแง่ถึงการสาปสูญของพระเจ้าผ่านเหตุโศกนาฏกรรม การคงอยู่ของตัวตนของตัวละครโดยไม่จำเป็นว่าชีวิตยังต้องหามีในภาคนี้คือตัวแทนของมุมมองชวนอิ่มในรสพระธรรม

Decaloque X
พอเชสลอฟ ยานิกกี(Czeslaw Janicki) นักสะสมแสตมป์จากภาค VII ถึงแก่กรรมลง เจอร์ซี(Jerzy รับบทโดย Jerzy  Stuhr)และอาเธอร์(Artur รับบทโดย Zbigniew  Zamachowski) บุตรชายสองคนในฐานะผู้สืบสันดานของเขาต้องมาจัดการกับมรดก นอกจากจะโตๆและต่างมีภาระของตนกันหมดแล้วลูกชายสองคนนี้ยังขาดการติดต่อกับผู้เป็นพ่อมาหลายปี การพบความจริงทีี่ว่าหนึ่งในมรดกที่พ่อทิ้งไว้ให้นั้นคือชุดดวงตราไปรษณีย์ระดับโลกมูลค่าหลายล้านสร้างความตื่นตะลึงแก่พวกเขาไม่น้อยพอ ภาระของลูกๆ ที่ว่านั้นในรายของเจอร์ซีคือการดำเนินธุรกิจส่วนตัว ส่วนอาเธอร์คือการเป็นนักร้องนำให้วงดนตรีร็อคชื่อซิตี้เดธ บุตรชายทั้งสองต่างชักแม่น้ำทั้งห้าว่าพวกตนไม่ยึดติดกับวัตถุอย่างพ่อและตั้งใจจะนำสมบัติออกขายนำเงินไปสนองความฝันของพวกตน เหตุการณ์ดำเนินไปในทำนองที่พวกเขาต่างหมายปองชุดแสตมป์และเอาเป็นเอาตายกับความมั่งคั่งที่ตกทอดมาถึงถึงพวกเขา ลูกชายทั้งสองหวาดระแวงว่าห้องเช่าของพ่ออาจไม่ปลอดภัย(พ่อเคยเตือนสติไว้ แต่ก็คงไม่คาดหวังว่าลูกๆจะอาการหนักขนาดนั้น) ในการหาทางประเมินมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สมบัติ พวกเขาถึงกับยักยอกสแตมป์(ชุดเรือเหาะเซพปลินที่ที่ทีการพาดพิงถึงในภาค VIII)ออกจากกองมรดก และในการกอบกู้สถานการณ์พวกเขาก็ต้องเข้าไปข้องแวะกับโลกใต้ดิน หนึ่งในนั้นคือเจ้าของร้านจอมเล่นแร่แปรธาตุกับข้อเสนอสุดบ้าบิ่น เจอร์ซีต้องบริจาคไตข้างหนึ่งแก่เจ้าของร้าน(ลูกสาวเขาที่รอการเปลี่ยนถ่ายอยู่จะได้พ้นเคราะห์)[น.237] พ่วงด้วยสแตมป์ดวงจิ๋วทึ่ใช้ในการสื่อสารครั้งสำคัญของเขาและมีคุณค่าทางใจสูงเป็นพิเศษแลกกับสแตมป์กุหลาบสีชมพูจากชุดออสเตรียนเมอร์คิวรีราคาสูงลิ่วที่พ่อเฝ้ารอมาทั้งชีวิตเพื่อมาเติมเต็มชุดสะสมหาค่ามิได้ของผู้เป็นพ่อให้ไร้ที่ติ หลังผ่านทั้งเรื่องจี้เส้นและจับใจเจอร์ซีก็รับข้อเสนอ ระหว่างเขาเข้ารับการผ่าตัดแลกไตก็มีมือดีมายกเค้าแสตมป์ สองพี่น้องถึงคราวหมางใจ ต่างคนต่างระแวงอีกฝ่าย ขณะเดียวกันก็ชักจะติดใจการสะสมแสตมป์อันเป็นกิจกรรมของพ่อที่พวกเขาเคยดูแคลน สุดท้ายพวกเขาก็ยอมรับสภาพว่าระแวงอีกฝ่ายโดยใช่เหตุ และยอมรับอย่างหน้าไม่อายว่าต่างฝ่ายต่างไปหาซื้อแสตมป์ดวงเดียวกัน พวกเขาหัวเราะ และคืนดีกัน

ดังได้กล่าวไว้ในตอนต้นของบทนี้ว่า ความโลภคือผลพวงของการไม่อาจกำราบไม่พอใจในสิ่งที่มีที่เป็น(ในบทว่าด้วย”จิต”ตามความหมายในทางเทววิทยา ถือว่าเป็นบ่อเกิดของบาปหลายประการ แม้จะไม่ทั้งหมด ผมทำเลวไว้ คำสารภาพเรียบง่ายของเจอร์ซึในตอนท้ายของหนังแผ่ผลสะเทือนเลื่อนลั่นแก่หนัง(รวมถึง Decalogue โดยรวม) การสารภาพความผิดตรงไปตรงมาเช่นนี้มีอยู่น้อยยิ่งใน Decalogue และสำหรับครั้งนี้ ก็ไม่ได้มีผลสืบเนื่องทีีเป็นกิจจะลักษณะ นอกจากเจอร์ซีได้คิดว่าสัมพันธภาพอาจย่อยยับเพราะความเถรตรง ให้บังเอิญว่าสัมพันธภาพก็มีคุณค่าสูงยิ่งกับชีวิต นัยดังกล่าวเป็นเหมือนบัญญัติมนุษยภาพ

ความสัมพันธภายใต้เจตจำนง ตามที่มาร์ติน บูเบอร์(Martin  Buber)เรียกว่าสัมพันธภาพแบบฉัน-เธอ(I-Thou) ลอยเด่นเป็นสง่าประหนึ่งธงนำของมโนธรรมทั้งปวง โดยแฝงไว้ดัวยสายใยทอดเชื่อมยังพระเจ้าซึ่งตัวละครหลายตัว(เป็นต้นว่าคุณป้าในภาค I และ โซเฟียในภาค VII)ต่างอนุโมทนาว่าอยู่ในตัวเรา

ชั้นเชิงการพลิกสถานการณ์ของคีสลอฟสกีและพีเซวิสนั้นเฉียบคมยิ่ง นับจากเปิดฉากด้วยสัมพันธภาพที่เป็นปรปักษ์กับแบบจำลองฉัน-เธอของบูเบอร์ อาเธอร์กระโจนขึ้นเวทีต่อหน้าสาวกวงซิตีเดธนับร้อยขีวิตที่กำลังแหกปากลั่น ชื่อวงมีความหมายโยงไปถึงหลักการของคริสตศาสนาในแง่เทววิทยาที่ว่าบาปและบัญญัติ(อรรถกถาว่าด้วยบาป)นำมาซึ่งความตาย อาเธอร๋ทั้งร้องทั้งตะเบ็งพล่ามเนื้อเพลงว่าด้วยดาบสองคมของกฎ ยุยงให้คนฟังล้มล้างกฏซึ่งบงการทุกสิ่งผ่านข้อบัญญัติต่างๆ (อภิปรัชญาวัตถุนิยมสาขาหนึ่ง) ไม่มีหรอกพระเจ้า มีก็แต่การเข้าเมืองตาหลิ่วหลิ่วตาตามตามหลักภาวะนิยม จงฟันฝ่าเส้นทางบนโลกของตนอย่างทรนงและเด็ดเดี่ยว มีเพียงสถานเดียวคือการยืนหยัดจรรโลงคุณค่าชีวิตด้วยตัวเองท่ามกลางความมืดมนและสิ้นหวัง ชอบแล้วที่พญามารผจญในคราบความละโมบจะตามรังควานตัวเอกไปตลอดทั้งเรื่อง

[น.238]อาเธอร์เป็นตัวละครประเภทพ่อขมองอิ่มของคนดู เราพร้อมจะยกประโยชน์แก่เนื้อเพลงอันก้าวร้าวหยาบเถื่อนว่าเป็นไปเพื่อการแสดงบนเวทีมากกว่ามาจากกมลสันดาน อย่างไรก็ดี เขาเป็นกรณีศึกษาที่ใช้อ้างอิงได้นานเท่านานกับการเป็นภาพตัวแทนของเด็กบ้านแตกสาแหรกขาด ต้องระหกระเหินไปเรื่อย เลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยการรับจ้างสารพัด ไม่มีวันลืมตาอ้าปาก มีชีวิตไปวันต่อวัน ไม่ยี่หระกับจริยธรรม การทำบัดสีบัดเถลิงกับนางพยาบาลระหว่างที่เจอร์ซีผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายไตนั้นทั้งจี้เส้นและก็เป็นอุทาหรณ์ในตัว เจอร์ซีกลั้นใจสละไต อาเธอร์กลับไปสมสู่กับนางพยาบาล แต่ทั้งคู่ก็เสียท่าโจรเหมือนกัน คงต้องสมาทานคริตสวจนะต่อไปนี้เพื่อชำระล้างจิตใจ
“ฝากทรัพย์ไว้ใต้พสุธา ว้าวุ่นระแวง ปลวกแมลงรุมแทะ สนิมจับ ขโมยคอยเกาะแกะฉกไป ฝากทรัพย์กับสวรรค์ ไม่ต้องหวั่นมอดปลวกสนิมรังควาน ปลอดภัยพาลปล้นสดมภ์ ทรัพย์กับใจอยู่ด้วยกัน”

หนังย่างสามขุมปลีกตัวหนีบทเพลงกเฬวกรากของอาเธอร์ไปยังห้องเช่า กล้องเยี่ยงรายผ่านร่างไม่ไหวติงบนเตียง และไปทิ้งตัวที่ซากปลาลอยตายอยู่ในตู้ บาปและความตายเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย(เห็นดีเห็นงามตามอรรถาธิบายบทโรมัน 6:23 สำนวนพอล) แต่เพื่อมิให้หดหู่เกินควรกับฉากที่สุสาน หนังเจือความขบขันผ่านอนุสติจากนายกสมาคมนักสะสมดวงตราไปรษณีย์อันวนเวียนอยู่กับการอุทิศตนเพื่อครอบครัว หน้าที่การงาน และความมีน้ำใจ คำประกาศเกียรติคุณผู้ตายดังกล่าวฟังแล้วสะท้อนใจ เพราะภาพที่เห็นคือสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด เจอร์ซีกับอาเธอร์ยืนกระสับกระส่ายประจันหน้ากับแขกเหรื่ออยู่ในอาการเศร้าโศกทาง ข้างหลังสองพี่น้องพวกคนงานขุดกลบจุดบุหรี่สูบคุยกันกระหนุงกระหนิง

ตามคำของโซเฟียในภาค VII ตาเฒ่าเช็กสลอฟประคบประหงมแสตมป์ราวลูกในไส้ จากกิตติศัพท์ในทางการเอาใจใส่กลับกลายมาเป็นการทำคุณบูชาโทษเพราะวัตถุธาตุมีบทบาททดแทนลูกหลานเข้าแล้วจริงๆ Decalogue รักษามาตรฐานการอมพะนำความเป็นมาเป็นไปของตัวละครได้เข้มแข็งยิ่งก่อนจะปฏิวัติความเข้าใจและความคาดหวังของคนดูต่อเช็กสลอฟและตัวละครอื่นๆ ในภาคสุดท้ายนี้ จากภาค VIII กับการอนุมานว่าสภาพการณ์ของโซเฟียในฐานะคนชราคงไม่ต่างกัน ตาเฒ่าผูกพันกับการสะสมแสตมป์เพื่อเติมชีวิตอันว่างเปล่า ห้องเช่าแห่งนั้นเต็มไปด้วยคนตัวคนเดียว ไร้ญาติขาดมิตร และอยู่ไม่สุข ซึ่งมนุษย์ทุกคนก็ต้องเผชิญ ทัศนะต่อจักรวาลของคีสลอฟสกีและพีเซวิสมีให้เห็นอยู่(ในอาคารห้องเช่าแห่งวอร์ซอวนั้นยุ่งเหยิงพันตูราวเป็นจักรวาลย่อส่วน)ไม่ขาดสาย ชวนให้นิ่งนอนใจในตัวเช็กสลอฟและไม่คิดว่า[น.239]จะมองเขาผิด ตัวละครแต่ละตัวย่อมย่อส่วนมาจากคนที่มีชึวิต อย่างที่เห็นๆกันในโลกความเป็นจริง หากไม่นับความแม่นตรงในการชี้ถูกชี้ผิดต่างกรรมต่างวาระ คีสลอฟสกีและพีเซวิสมักขัดจังหวะมิให้เราด่วนตีค่าเพื่อนมนุษย์ แต่พึงชั่งใจให้ถ้วนถี่จากเงื่อนไขอันซับซัอนที่บีบต้อนมนุษย์อยู่

อาเธอร์อดสงสัยไม่ได้ระหว่างทึ่ต้องคอยอารักขาแสตมป์ว่าต้นตอความทะยานอยากจะครอบครองวัตถุธาตุของมนุษย์นั้นอยู่ที่ใด ชวนให้นึกถึงบัญญัติข้อที่สิบ แต่ส่วนที่สำคัญอยู่ตรงคีสลอฟสกีไม่ได้ให้น้ำหนักกับน้ำเสียง”จงอย่า”เท่ากับการเป็นต้นตอของบาปกรรม ว่าไปแล้วก็ไม่มีสักภาคที่มาในมาดขึ้นธรรมาสน์ร่ายศิลตัดไฟแต่ต้นลม จะมีก็แต่ฉายภาพเบื้องลึกเบื้องหลังของก้าวแรกอันไปสู่การลุแก่บาป คีสลอฟสกีถ่ายทอดด้วยความละมุนละม่อม อารีอารอบ เข้าใจหัวอกของคนบาป ด้วยตระหนักดีว่าปุถุชนอย่างเราๆพลั้งมือ(ถึงขั้นฆ่าคนตาย)กันได้เสมอ ไม่กล่าวหาหรือชิงตัดวงจรกงกรรมกงเกวียน ภาคนี้ก็เช่นกัน เสียไตไปก็เสียใจอยู่ แต่หนังกลับกล่าวถึงเคราะห์กรรมของเจอร์ซีอย่างติดตลก จากความในใจที่เจอร์ซึมีต่อผู้เป็นพ่อที่ว่า “ไม่เข้าใจคนแก่เลย”นั้น ไม่นานตัวเขาและคนดูก็จะตกเป็นขี้ปากดุจเดียวกัน

หนึ่งในสมบัติของพ่อคือข่าวคราวความเคลื่อนไหวอาเธอร์กับวงดนตรีฉาวโฉ่จากหน้าสื่อ ตาเฒ่าก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำเสียทีเดียว เขายังมีใจห่วงหาบุตรชายอยู่บ้างตามประสาพ่อ เศษข่าวตัดพาลตัดกำลังศรัทธาคนดูในตัวลูกชายลงไปอักโข ไหนจะสารสนเทศที่ว่าเจอร์ซีไม่ดูดำดูดีลูกชายที่กำลังปวดฟันเพื่อมาคุมเชิงอาเธอร์อีก

นายกสมาคมนักสะสมแสตมป์เตือนสติให้สองพี่น้องอย่ามัวจมปลักอยู่กับปัญหาหนักอกส่วนตนและให้ดูงานสะสมของผู้พ่อเป็นบทสรุปของชีวิต คำถามที่ค้างคาก็คือ คุณค่าชีวิตคนจำต้องวัดจากทรัพย์สินในครอบครองเสมอไปหรือไร วิธีคิดเช่นนี้รังแต่ยกประโยชน์แก่พฤติกรรมตักตวงโภคทรัพย์แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา อย่างการพลิกแผ่นดินล่าดวงตราไปรษณีย์จากชุดออสเตรียเมอร์คิวรีเพื่อความสมบูรณ์ของงานสะสมของพ่อ(และความร่ำรวยของลูกๆ) หรือการทำทีเป็นบริจาคไตแก่คนไข้เด็กหญิง(เพื่อยื่นหมูยื่นแมวกับทรัพย์สินเลอค่าอีกอย่าง) การประกอบคุณงามความดีใดๆ ย่อมแปดเปื้อนผลประโยชน์ส่่วนตนบ้างไม่มากก็น้อย สุดแต่จะใช้เกณฑ์ใดวัด ในทางตรงกันข้ามทรัพย์สินที่เช็กสลอฟสะสมมาทั้งชีวิตย่อมมีคุณูปการแก่ผู้คนและพึงสดุดีในความวิริยะอุตสาหะของเจ้าต้ว นายกสมาคมน่าจะให้ค่ากับชุดสะสมในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าที่เป็นตัวเงิน โดยยึดผลรวมและค่าที่ต้องออกบากบั่นเสาะหาเลือดตาแทบกระเด็นกว่าจะได้มาอย่างที่เห็น คีสลอฟสกีและพีเซวิสยังคงกระมิดกระเมี้ยนเกินกว่าจะผูกหนังกับอุดมการณ์ใดๆ ทั้งไม่ยอมให้หนังเข้าทางปืนวัตถุนิยม[น.240] หรือต่อต้านวัตถุนิยม แต่เน้นไปในการให้เบาะแสความซ่อนเงื่อนของการครองตนในศิลในธรรม ถอดรหัสปริศนาของศิลธรรมตามอุดมคติและคุณค่าความหมายอันลื่นไหลกำกวมของสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ ด้วยเหตุดังนี้ สัญลักษณ์และท่าทีของเช็กสลอฟในวารสารดวงตราไปรษณียากรจึงนับเป็นความท้าทายในการตีความดุจเดียวกับการอ่านถ้อยความในพระคัมภีร์

บทสนทนาสุดแทงใจดำออกจากปากพวกลูกชายตอนตรวจตราความมั่นคงแน่นหนาของห้องเช่า ระลอกการเล่านี้เริ่มต้นลีลาที่เราเริ่มคุ้น จากฝ่ามือในอิริยาบถเหยียดผายขึ้นฟ้า ฝีภาพมาจากมุมมองของอาเธอร์ ลักษณะนามธรรมขยายความหมายของภาพกว้างไกลกว่าอิริยาบถที่ระเบียงของคน จนเหมือนกำลังจะโบยบิน “เรามาถึงจุดนึ้แล้ว หมดเคราะห์หมดโศกกันไปเสียที”เขาเปรย ถ้อยคำของเขาเหมือนเสียงกังวานจากปากปีเตอร์ ณ จุดที่ชีวิตเดินทางมาถึงลมหายใจห้วงท้ายๆ ใน A Short Film about Killing เหมือนจะปลงแล้วไม่ว่าจะต้องเผชิญกับคลื่นความเป็นไปได้ต่างๆนานาไม่ว่าจะกี่ระลอก ถอนตัวไม่ขึ้นจากห้วงเวลาแห่งการปลดปล่อย เห็นสวรรค์อยู่รำไร ไม่ครณากับความเจ็บปวดใดๆ แต่ในกรณีของคู่พี่น้องเหมือนว่าพวกเขาจะปล่อยให้ความโลภเข้ามาบดบังวิจารณญาณ

สองพี่น้องเจอสภาพพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกหนักข้อขึ้นทุกทีหลังจากได้ลาภลอย เจอร์ซีผู้เคยถึงกับออกปากว่าชื่นมื่นกับสภาพความเป็นอยูที่ดีขึ้นผิดหูผิดตา แต่ไม่นานก็มีอันต้องสละเลือดเนื้อและกับแสตมป์ชุดเรือเหาะเซ็ปปลิน ว่าตามทัศนะของโซเฟีย(จากภาค VIII)แล้ว แสตมป์หาได้เป็นกุญแจไขให้ความดีในตัวพี่น้องออกมาแสดงบทบาท

ในส่วนของคำว่า operation การผ่าตัด/ลงมือปฏิบัติกิจ คีสลอฟสกีใช้ภาพระยะใกล้ถ่ายทอดการผ่าตัดด้วยภาพระยะใกล้ลุ่นๆ ไม่มีฝีภาพอารัมภบทหรือการให้เบาะแสว่าเศษเสี้ยวภาพการผ่าตัดทั้งหลายมาจากการผ่าตัดกรณีเดึยวกัน ฝีภาพที่มีเครื่องพ่นไฟนั้นสยองเอาเรื่อง ในความเป็นจริงมีการผ่าตัดสามกรณีดำเนินไปพร้อมๆ กัน ทุกกรณีล้วนมีความโลภเป็นแรงจูงใจ ได้แก่ การเข้ารับการผ่าตัดของเจอร์ซี(เอาตัวเข้าแลกสนองตัณหาตัวเอง หาใช่เพื่อต่อชีวิต หรือ ด้วยกุศลจิต) อาเธอร์ตะลุยกามกิจกับคนแปลกหน้า(สนองราคะ) ส่วนมิจฉาชีพก็ออกล่าสมบัติคนอื่นตามประสา คราวนี้คือเป้าหมายคือชุดสะสมแสตมป์

หนังเข้าสู่กระบวนเพลงภาพนามธรรมอีก กับความบิดเบี้ยว โปนหดตามจินตภาพว่าด้วยความใฝ่ต่ำของวิล ร็อกเก็ต(Will Rockett) ผ่านแว่นขยายของโจรขณะส่องสำรวจชุดแสตมป์ อันที่จริงตัวแสตมป์แผ่รังสีเลยย่านสถานะการเป็นนกต่อของผู้เล่าและโจทย์ของการเล่า จนเข้าใกล้การเป็นสื่อกลางชำระหนี้เปลี่ยนมือ(สัญลักษณ์ของลัทธิวัตถุนิยม) และอนุสรณ์จากหน้าประวัติศาสตร์(และอายุขัยอันแสนสั้นของมัน) และบรรพบุรุษของภาพหนังในฐานะภาพเล่าเรื่อง หากเป็นไปตามแนวคิดว่าด้วยการส่องสะท้อน(reflexive approach)ของเอ็มมา ธอมป์สัน(Emma  Thompson)ในการทำความเข้าใจลักษณะนามธรรมของคีสลอฟสกีจะพบร่องรอยแหล่งน้ำในกะโหลกอยู่ละแวกนี้เหมือนกัน ไม่ใครก็ใครย่อมฉุกคิดได้ว่าแสตมป์คือลมหายใจเข้าออกของชายชราฉันใด หนังกับคีสลอฟสกีก็ฉันนั้น [น.241] คีสลอฟสกีสำนึกเสียใจกับการขลุกอยู่กับหนังจนกระทั่งไม่เหลือเวลาให้ครอบครัว เขาตระหนักดีถึงสภาพอนาถาซึ่งเทียบไม่ได้กับส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิต ทว่าหนังก็ทรงเสน่ห์เย้ายวนไร้ขัอกังขา

บทสรุปอันสวยงามของมหากาพย์สิบเรื่องกับการลงเอยกันด้วยดีระหว่างพี่น้อง เป็นการทิ้งทวนอันชาญฉลาดด้วยทางออกตามขุมข่ายความคิดที่นำมาประดับบัญญัติ จากที่เคยกระเหี้ยนกระหือรือ เห็นแก่ตัว โลภมาก บ้าสมบัติ และหวาดระแวงไปทั่ว แต่สุดท้ายพวกเขาก็แบ่งปันผลประโยชน์กันได้ นำแสตมป์ที่ต่างฝ่ายมีมาจัดเข้าชุด ฝีภาพสุดท้ายสองพี่น้องสุมหัวกันเรียงแสตมป์ให้เป็นหมวดหมู่นับเป็นจุดเริ่มต้นของการวิสัชนาปริศนาธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่หนังทั้งสิบตอนผูกปมไว้ ก้าวแรกและเทววิทยาของมโนธรรมบังเกิดได้เพราะคนเรียนรูัจะแบ่งกันด้วยมิตรจิตมิตรใจ เหตุจับพลัดจับผลูราวสวรรค์บันดาลทิ้งท้ายนำมาซึ่งการคืนดีราวปาฏิหาริย์

ภาพหนังเลือนหายไป โพยคณะทำงานของหนังโผล่ขึ้นมาพร้อมกับบทเพลง “บอกคนใหักล้าบาป” ของอาเธอร์ดังขึ้น รอยแสยะยิ้มประชดส่งสมน้ำหน้าของคีสลอฟสกีฉุดเรามิให้ด่วนบรรจงคลี่แถบผ้ามัดร้อยสรุปเรื่องราว บาป ความเห็นแก่ตัว และความเสื่อมทราม คงไม่ได้อันตรธานไปดื้อๆ เสียอย่างนั้น เพียงแต่คีสลอฟสกีมีแนวทางและแนวคิดที่คนเราจะใช้ชีวิตกับสิ่งเหล่านั้นอย่างมีสติรู้เท่าทันมาเผื่อแผ่

บทสรุป

คุณค่าและลักษณะเด่นของ Delogue นั้นคละเคล้าทบทวี แต่ก็พอจะชำระออกเป็นสองข้อใหญ่ คือ 1) ใช้กรอบการเล่าตามคติการเมืองไม่ยุ่งมุ่งตีแผ่เรื่องราวปุถุชนนิยม 2) ยังคงพิสมัยการใช้ภาพนามธรรมยังคงเป็นสรณะแห่งชั้นเชิง ดังมีให้เห็นในหลายภาค แต่จะเน้นเฉพาะช่วงทีเด็ดทีขาด แนวโน้มทั้งสองนี้ทวีบทบาทมากขึ้นในงานชั้นหลังของคีสลอฟสกีกระทั่งอยู่ตัวและเป็นเอกลักษณ์ในที่สุด เช่นเดียวกับความคิดในเรื่องปาฏิหาริย์ก็ก่อตัวอย่างเป็นกิจจะลักษณะในระยะนี้และหยั่งรากเป็นเสาหลักในงานของคีสลอฟสกีสืบมา ลุ้นกันไปว่าวันดีคืนดีจะมีพรวิเศษปกแผ่มาเป็นบุญตัว คีสลอฟสกีมีญาณพิเศษในการหาเรื่องประชดส่งด้านชีวิตอับโชคของผู้คน ใฝ่ต่ำทำชั่วด้วยภาวะจับพลัดจับผลูพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก แต่ในความดักดานบางครั้งโชคก็ยังเข้าข้างตัวละครของเขาให้ได้สมมาดปรารถนา คีสลอฟสกีออกจะขยาดที่จะข้องแวะกับลิขิตจากเบื้องบนอย่างสนิทใจ แต่หากเป็นสังเวียนอภิปรัชญาเขาไม่เกี่ยงหรือรั้งรอทึ่่จะงัดลำโค่นเข้าต่อความชนิดถึงไหนถึงกัน Decalogue ขยับขยายไปในทิศทางนี้ ออกตัวด้วยความระแวดระวัง ชั่งใจไว้ตัว และสิ้นสุดด้วยเรื่องชวนหัวของการละวางตัวตน และ หันหน้าเข้าหากัน

แปลจาก

Kickasola, Joseph G. 2004. The Films of Krzysztof Kieslowski: The Liminal Image. New York: Continuum.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: