enyxynematryx

เจี่ยติน ทารันฉางเค่อ

leave a comment »

เรื่องย่อ:  A Touch of Sin เล่าถึงชีวิตตัวละครหลัก 4 คน ในสี่เมืองของจีน คนงานเหมืองที่อาจหาญลุกขึ้นมางัดข้อกับผู้นำหมู่บ้านกังฉิน แรงงานกลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้านเกิดและพบว่าแถวนั้นปืนหาง่ายเหมือนผักหญ้า  พนักงานสาวในสถานบริการหมดความอดทนกับการเซ้าซี้ของลูกค้า  และแรงงานหนุ่มในโรงงานอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนงานไปเรื่อยเพื่อยกระดับฐานะ

touch-of-sin-3

เรียกเสียงวิจารณ์ได้ล้นหลามสำหรับแนวทางใหม่ในการทำหนังของเจี่ยฉางเค่อ(Jia Zhangke) กับการหยิบยกเรื่องราวล้างแค้นเลือดพล่านมานำเสนอแก่จีนแผ่นดินใหญร่วมสมัยผ่าน Tian zu ding เพื่อเป็นการคารวะหูจินกวน(Hu Jinquan – หรือที่รู้จักกันในโลกตะวันตกในชื่อ คิง ฮู(King Hu)) และแพรวพราวด้วยภาพตามตำรับการเล่าของจาง เชอะ (Chang Cheh)

ชื่อพากย์อังกฤษของ A Touch of Sin นั้นตั้งมาเพื่อล้อกับ A Touch of Zen อันเป็นชื่อพากย์อังกฤษของ Xianu (Lady Errant Knight) งานในค.ศ.1970 ของคิง ฮูที่ได้รับคัดเลือกไปฉายที่เมืองคานส์ในค.ศ.1975

แล้วฆาตกรและอาวุธสังหารก็เข้ามาอาละวาดในงานของเจี่ย แต่หากเพลาๆการเพ่งเล็งที่ความใหม่หรือเหล้าเก่าในขวดใหม่ลงเสียบ้าง จะพบว่า ที่จริงรากเหง้าของ Tian zhu ding นั้นสืบสายตรงย้อนขึ้นไปนับญาติกับบรรดาขุมข่ายความคิด ชุดตัวละคร และธงประเด็นจากงานทุกเรื่องที่แล้วมาของเจี่ยได้อย่างชิดเชื้อยิ่ง ความหนักแน่น มั่นคงในโลกภาพยนตร์ของเจี่ยดังกล่าวต่างหากที่สะท้อนคุณค่าความงามที่แท้จริงของตัวงาน

ภูมิกายภาพ(Geography)

หนังของเจี่ยมีภูมิกายภาพเป็นของตัวเองโดยรวบ(รื้อ)รัดแผนที่ของจีนมาจัดสรรพื้นที่ในฉบับของตนเองเหตุการณ์ทั้งหมดในหนังเกิดขึ้นและจบสิ้นในเขตชานสี(Shanxi)อันเป็นจังหวัดบ้านเกิดของเจ้าตัวผู้กำกับ จุดเริ่มต้นและภูมิลำเนาอย่างแท้จริง ที่นั่นคือพื้นที่ปฏิบัติการของนักล้วงกระเป๋านามเสี่ยววู คณะนักแสดงใน Zhantai (Platform งานค.ศ.2000) ก็ตระเวนเดินสายอยู่แถวนั้น เหล่าพระเอกผู้อาภัพใน Ren xiao yao (Unknown Pleasure งาน ค.ศ.2002) ก็ใช้ชีวิตหยำเปอยู่ที่นั่น เป็นถิ่นฐานที่ตัวละครใน San xia hao ren (Still Life งานค.ศ.2006) และ Shijie (The World งานค.ศ.2004) จำต้องละทิ้งไป เส้นทางโศกนาฏกรรมของการออกไปเปิดหูเปิดตาใน Tian zu ding เริ่มต้นและสิ้นสุดที่นั่น มวลเมืองแยกย่อยในเฝิ่นหยาง(Fenyang) หรือ ต้าถง(Datong) ย่านชนบท และเหมืองเอกชนที่พร้อมเขมือบชีวิตคนงานคือเข็มทิศชี้นำความเป็นจีนในหนังของเจี่ยมาเนิ่นนาน

ตัวละครสำคัญใน Shanxi สองตัวเป็นตัวตนทางเลือก(alter ego) ของกันและกัน คือ ซานหมิง(Sanming) และ อีกตัวที่รับบทโดยหวัง ฮองเวย(Wang Hongwei)มีชื่อในหนังว่าเสี่ยววู วูคนนี้เวียนว่ายในภพภาพยนตร์ไปโผล่เป็นหัวขโมยอยู่ในเมืองเล็กๆของ Unknown Pleasures พอมาถึง Tian zu ding วู/เวยสิ้นชื่อคาใบมีดของอัศวินหญิง รับบทโดยเจา เตา(Zhao Tao)  บุญไม่ค่อยพาวาสนาไม่ส่งนัก ช่องทางหากินของเขาก็มีแค่เรียกเก็บส่วยเล็กๆน้อยๆ จากชาวบ้าน เงินสกปรกที่เขาฟาดเสี่ยวยู(Xiaoyu)จึงดูหมองไปถนัดใจเมื่อเทียบกับเงินที่อาเสี่ยรุ่นใหม่ขนมาหว่านเล่นในสถานบันเทิงยามราตรีชื่อ Golden Age อันสะท้อนถึงชนชั้นที่แตกต่างระหว่างโจรกระจอกกับเจ้าพ่อ

ตัวละครอื่นๆแบ่งๆกันรับภาระสะท้อนตัวตนของชานสี และหวังในบทเสี่ยววูก็คือตัวตายตัวแทนซานหมิง เจ้าของเหมือง และคนงาน ไม่ใช่นักแสดงคนโปรด เป็นตัวละครที่ยากจะได้เผยอหน้าในหนังเรื่องใด ปุถุชนเต็มขั้นที่ต้องตายเอาดาบหน้าสถานเดียว สถานะของซานหมิงไม่เคยเปลี่ยน แม้จะล่วงเลยจากครั้งเขาสวมบทลูกพี่ลูกน้องของเวยที่”คงเป็นคนงานเหมืองละมั้ง”ใน Platform มาจนถึงคนงานเหมืองจากชานสีที่ออกตระเวณหาคู่หมั้นใน Still Life ซานหมิงยังคงเป็นซานหมิงวันยังค่ำ ใน Tian zu ding เขาคือชาวเหมืองคนแรกที่ต้าไห่เจอเมื่อเหยียบย่างเข้ามาในโรงเลี้ยงของเหมือง และเป็นหนึ่งในพยานยืนยันการจากไปออกล่าของต้าไห่ เขาอยู่ในเรือที่ลอยลำสู่ฉงชิง-เฟิ่งฉี โดยหนึ่งในผู้ร่วมโดยสารคือนักฆ่าซานเอ๋อ (รับบทโดยหวัง เป่า เฉียง(Wang Baoquiang) ผู้แจ้งเกิดกับ Blind Shaft หนังว่าด้วยชาวเหมืองอีกเรื่อง ก่อนจะไปโด่งดังเป็นดาราละครโทรทัศน์ขวัญใจมหาชน) กรรมกรผู้แทบไม่เคยปริปาก ไร้สีสัน คือภาพตัวแทนของการจมปลักกับความอาดูร ซานหมิงคือตัวตนของชาวร้อยสกุลดั้งเดิม(lao bai xing – คำว่าดั้งเดิมในที่นี้ให้ความรู้สึกในแง่การอุปถัมภ์ค้ำชู) ผู้ใช้แรงงาน กสิกรชั้นต่ำ คนหนุ่มสาวหรือคนเฒ่าคนแก่ เจี่ยไม่ได้เล่าความเป็นไปเหล่านั้นในทางหวนไห้อาลัยหรือหรือเห็นอกเห็นใจ เป็นเพียงการรำพึงอย่างลุ่มลึกเจนจบ ซานหมิงเป็นเจ้าของตำนานมากกว่าจะถูกกล่าวถึงผ่านๆจากเรื่องสู่เรื่อง กับเสียงเล่าขานวีรกรรมพอเป็นพิธี ห่างไกลหลายขุมจากความฉูดฉาดบาดตาตามใบสั่งในธุรกิจการแสดงตามกระแสโลก

ซานหมิงแบ่งชาติมาจุติเป็นเสี่ยวหุย(Xiao Hui)ใน Tian zu ding เพื่อมาผจญกับโลกอุตสาหกรรมใหม่ มีชีวิตท่ามกลางหอพักรวมขนาดมหึมา โรงงานทอผ้า โรงงานคอมพิวเตอร์ เมืองที่ผุดเป็นดอกเห็ด และห้างสรรพสินค้าคือแหล่งถลุงแลกเปลี่ยนทรัพยากรของเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ แทนเหมืองถ่านหิน

ภูมิกายภาพของเจี่ยเป็นภาคประชดส่ง El Dorado ดินแดนที่ไม่มีใครเคยไปเหยียบย่างให้เห็นกับตา แต่มีการพาดพิงถึงในหนังทุกเรื่องของเจี่ย มองโกเลีย เขตปกครองที่อยู่เหนือชานสีขึ้นไป “วันนี้หิมะตกในแถบมองโกเลียและชานสี” เหลียนหรงอ่านข่าวรายงานสภาพอากาศให้เซี่ยหุยฟังใน Golden Age มองโกเลียเป็นเหมือนพันธสัญญาเร้นลับจากอีกชีวิต ถึงจะมีอยู่จริงแต่ก็เป็นจุดหมายที่ได้แต่ฝัน ไม่มีวันเดินทางไปถึง ดินแดนในอุดมคติที่ไม่เคยได้สัมผัส บ้านแห่งใหม่ที่ไม่เคยพบพาน ภพหน้าที่วิญญาณเร่ร่อนเฝ้าหวังน้ำบ่อหน้า ใน Tian zu ding มองโกเลียของลูกน้องของซานเอ๋อคือพม่า เพราะปืนที่นั่นราคาถูกมาก El Dorado ของใครของมัน

เมืองหลวงในแผนที่ของเจี่ยคือจงหนานไห่แห่งปักกิ่ง เมืองที่มีแค่ชื่อ แต่ไม่เคยปรากฏโฉม รู้เพียงต้าไห่ต้องส่งฎีการ้องทุกข์ที่นั่น จงหนานไห่เป็นเขตพิเศษที่รวมศูนย์สายการบังคับบัญชาของทางการ และคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ บ้างก็เรียกว่า”เมืองต้องห้ามแห่งใหม่” สำหรับต้าไห่รู้หลักแหล่งเพียงแค่นั้นซึ่งไม่เพียงพอสำหรับหน่วยงานไปรษณีย์ที่จะจัดส่งให้ถึงปลายทาง และจดหมายของต้าไห่ก็ถูกตีตราว่าจ่าหน้าไม่สมบูรณ์ อีกหนึ่งมองโกเลียอีกหนึ่งศรัทธา

ภูมิกายภาพของเจี่ยปักหลักครอบคลุมกลุ่มจังหวัดในเสฉวนและจังหวัดที่อยู่ติดกันจากหูเป่ย จุดหมายปลายทางสำหรับการพักผ่อนช่วงวันหยุดปีใหม่ของซานหมิง กล่าวให้จำเพาะเจาะจงคือเมืองเฟิ่งฉีดินแดนที่เขื่อนสามผาจะกลืนหายไปจากแผนที่ ซานเอ๋อมุ่งหน้าไปยังบ้านเกิดของตน ณ กึ่งกลางเส้นทางระหว่างวูฮั่นกับจงฉิง ส่วนภูมิลำเนาเจ้าเตากับเสี่ยวหยูคือยิชาง สามเหลี่ยมเขื่อนสามผาทอดตัวในลักษณะนี้ ภูมิภาคศูนย์กลางของหนังเป็นสัญลักษณ์ของปมขัดแย้งใหญ่สุดในเรื่องการทำให้ทันสมัยในการเมืองจีน ตราสัญลักษณ์คือกุญแจไขอดีตที่ถูกกลบฝัง ผู้คนหลายล้านต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ การทำลายล้างจำแลงมาในรูปการก่อร่างคือสร้อยสำทับของหนัง การเดินทางลงใต้หมายถึงการมุ่งสู่ความทันสมัย ดินแดนที่แปรสภาพเป็นโลกาภิวัตน์ไปแล้ว ความหวังและความจำเป็นในชีวิตต้องผจญกับการกดขี่รูปแบบใหม่ ค่านิยมฉูดฉาดจากชีวิตชั้นสูงในสังคมโลกาภิวัตน์ชวนฝันเฟื่อง แดนใต้เต็มไปด้วยเขตเศรษฐกิจพิเศษ มหานครอันแน่นขนัดด้วยตึกระฟ้าตระหง่านเหนือผู้คนอยู่บริเวณสามหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก(หนี่งในพื้นที่นำร่องที่เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน)ในจังหวัดกวางตุ้ง และที่ตงหงวนที่ซึ่งแรงงานหนุ่มเสี่ยวหุยพบกับเหลียนหรง ก่อนจะตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรมจนเสียผู้เสียคนไป

touch-of-sin-4ภาคใต้นำความบริบูรณ์ทางภาษาศาสตร์มาสู่การปักปันพื้นที่ของเจี่ย เจี่ยใส่ใจและประณีตเป็นพิเศษ ตัวละครของเขา(ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงอาชีพหรือไม่ก็ตาม)ให้ใช้ภาษาภาคใต้ได้อย่างแม่นยำทั้งด้านความหมายประจำถิ่นและความเหน่อของสำเนียง ภาษาฟ้องภูมิหลังของคนทั้งในทางภูมิศาสตร์และสังคม ต่อให้ระหกระเหินชั่วนาตาปีก็ยังมีภาษาถิ่นเป็นสายใยอันบอบบางยึดโยงผู้คนกับบ้านเกิด ให้อุ่นใจในความเป็นคนบ้านเดียวกัน ร่องรอยสุดท้ายที่จะสืบสาวหาตัวตน หนังสบช่องจากการขับเน้นมาตรฐานความเป็นจีน(จีนแผ่นดินใหญ่ putonghua และ จีนไต้หวัน guoyu) วิพากษ์ความหลากหลายของสำนวนใหม่ ศัพท์แสงคอมมิวนิสม์ถูกนำมาล้อประชดในการแสดงฉากเข้าพระเข้านางบนรถตู้ผู้นำ เสียงประกาศปาวๆจากเครื่องรับโทรทัศน์พล่ามย้ำอาขยานการสร้างความปรองดองในสังคม ประโยคเรียกแขกของผู้จัดการสถานบันเทิงยามราตรีในแบบสอพลอลูกค้าสะท้อนถึงกลยุทธการขายบริการอันล้าหลังและลูกล่อลูกชนเก่าเก็บในการขายบริการสำเร็จรูปของพ่อค้า หลักฐานของภาษาวิบัติ ภาษาถิ่นและสำเนียงไม่ได้เป็นแค่เรื่องการสื่อสารหรือการบีบบังคับ แต่เป็นเส้นพรมแดนบางเฉียบของการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและต่อต้านอย่างแยบยล

ตำนานขบถ ความตาย และผู้กล้า

อุปรากรมีบทบาทสำคัญในหนังมากพอๆกับชานสี ชานสีคือท้องเรื่อง อุปรากรเหมือนหมอตำแยและสัปเหร่อของหนัง มีภาพเสืออยู่ในตำแหน่งข่มต้าไห่ตอนเขาตบะแตกวิปลาสไป ในกาลต่อมาเขาห่อปืนด้วยผ้าปักภาพเสือที่แขวนประดับอยู่ในบ้านผืนดังกล่าว ในช่วงเวลาเดียวกับที่คณะอุปรากรเล็กๆ คณะหนึ่งมาเปิดการแสดงเรื่องดงหมูป่า(Ye zhu lin)ในหมู่บ้าน เนื้อเรื่องคัดมาจากวรรณกรรมอมตะจากศตวรรษท่ี่ 14 เรื่องริมฝั่งน้ำ(Water Margin) เรื่องราวว่าด้วยจอมยุทธนอกรีต ขุนนาง ตัวละครที่ยึดมั่นในคุณธรรม ที่ตั้งตนเป็นขบถเพราะไม่อาจทนกับความอยุติธรรมและพฤติตกรรมฉ้อฉลของคนในราชสำนัก ชาดกดังกล่าวฝังแน่นในจิตใจขาวจีน และมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อวัฒนธรรมหลักของจีนถึงขั้นยกย่องตัวละครเหล่านี้เป็นเทพเจ้า แต่ต้่าไห่เดินผ่านเวทีอุปรากรอย่างไม่แยแส ขณะผู้แสดงบทขุนพลรำพันพื้นเพและชะตากรรมของตน เขาคือหลินจง นายกองผู้ตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรมจนต้องแปรพักตร์ไปเข้ากับกองกำลังกบฎเขาเหลียงซาน

ริมฝั่งน้ำได้ชื่อว่าเป็นวรรณกรรมจอมยุทธขนาดยาวเรื่องแรก เข้มข้นด้วยวัตถุดิบเรื่องราวที่พัฒนาไปเป็นอุปรากรและเสภาหลายเรื่อง และถือเป็นคัมภีร์ของหนังจอมยุทธหลากหลายสำนัก รวมถึงผลงานการกำกับในช่วงทศวรรษ 1970 ของจาง เชอะผู้ชึ่งเจี่ยฉางเค่อยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์หนังกำลังภายเชิดชูการยึดมั่น/ในสัจจะและความซื่อตรง ในหนังชุดที่จาง เชอะดัดแปลงจากวรรณกรรม Water Margin(ประกอบด้วย Water Margin Outlaw of the Forest และ All Men Are Brothers ทยอยออกฉายระหว่างค.ศ.1972-1975) มีหูชง(Wu Song) เป็นหนึ่งในตัวละครหลัก จากนักเลงครองตนไร้สาระ พอเขาไปพลั้งมือฆ่าคนกินเสือ วีรกรรมดังกล่าวก็เป็นใบเบิกทางให้เขากลับเข้ายุทธภพ

ขณะที่สังคมในวรรณกรรมอมตะให้อภัยพระเอกคนนอกกฎหมายจนได้ดิบได้ดีในกองทัพ แต่ต้าไห่ไม่มีเขาเหลียงซานให้ขึ้นไปลี้ภัยทั้งไม่มีมิตรสหายกบฎร่วมน้ำสาบาน ต้าไห่เป็นหมาหัวเน่า
จอมยุทธร่วมสมัย ความยโสและบ้าบิ่นนำเขาสู่เส้นทางฆาตกรรมและความวิปลาส โศกนาฏกรรมอันปราศจากเกียรติยศ ขบถผู้ปราศจากวีรกรรม วู่วามทั้งปีทั้งชาติ

การขยับขยายมาเล่นกับความแค้นและผู้กล้า ไม่ใช่เพียงหยิบยืมความวูบวาบโลดโผนหรือแสดงการคารวะปรมาจารย์ผู้กำกับ แต่เพราะเจี่ยเล็งเห็นการประมวลประวัติศาสตร์การกดขี่ ขบถ วีรกรรมและความเสียสละในชั่วหลายร้อยปี ที่ฉะฉานพรั่งพรูอยู่ในวัฒนธรรมสาธารณะ(อย่านำไปรวมกับชุดความเชื่อพื้นบ้านสำเร็จรูปหรือความทรงจำชวนซาบซึ้งของชาวเมือง)ไม่ว่าจะแปลงสารมาในรูปเพลงพื้นบ้าน สุภาษิต บทตอนในอุปรากร และมุขปาฐะที่ก่อตัวและตกทอดอยู่ในแถบชนบทและยืนหยัดท้าทายวัฒนธรรมเมืองและโลกใต้ดิน

ตำรับบทตอนดังกล่าวยังคงมีบทบาทเข้มแข็งดังเดิมใน Tian zu ding เพียงแต่แทรกตัวมาอยู่ในชีวิตทุกเมื่อเชื่อวัน คอยยุยงบงการ เข้าไปจุ้นจ้านและตีจากเหยื่อความอยุติธรรมจากการคิดต่างและมีพฤติกรรมนอกรีต จอมยุทธพึงครองตนคมในฝัก เป็นที่เลื่อมใสจากคนวงนอก ต้าไห่ตลอดจน วีรกรรม”ริมฝั่งน้ำ”ฉบับเขียนเองของเขาต้องเผขิญการทดสอบจนป้อแป้ เช่นเดียวกับท่าไม้ตายปลิดชีพเยี่ยงจอมยุทธของเสี่ยววู ตลอดจนลีลาลั่นกระสุนของซานเอ๋อตอนต้นเรื่อง

การที่อุปรากรและนิทานปรัมปรามีบทบาทหวือหวาไม่ขาดสายในงานชิ้นนี้สะท้อนถึงความลุ่มหลงและเจนจบในทางวัฒนธรรมสาธารณะของเจี่ย บทเพลง เรื่องราว และตัวละครอมตะโลดแล่นและแผ่อิทธิพลอยู่ในสำนวนการเล่าของเขาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแทรกเรื่องราวของราชาวานร(ตัวเอกจากวรรณกรรมอมตะอีกเรื่อง)ใน Ren xiao yao(Unknown Pleasures) มาจนถึงในงิ้วและการแสดงพื้นบ้านบนจอโทรทัศน์ที่ตัวละครใน Still Life และ The World รับฟังและรับชม

จักรราศี และศาสนา

อิทธิพลของพิธีกรรมและศาสนาสาธารณะร่วมสมัยส่งผ่านมาทางคุณวิเศษและอภินิหาริย์ตามนักษัตร จักรราศีที่บัญญัติติดตัวสัตว์ชนิดต่างๆ ไว้ ไม่ว่าจะเป็นเสือ ม้า วัว งู เป็ด ปลา หมู ลิง ในภาคของต้าไห่จะเห็นเทพเจ้าม้าโผล่อยู่ข้างๆสองแม่ชีชาวคาธอลิก งูเลี้อยเฉียด เสี่ยวยูไป  มีควายเป็นพยานในคืนที่เธอเตลิดเปิดเปิง เป็ดยอมสละตนเองในภาคซานเอ๋อ เหลียนหรงปล่อยปลาถวายพระพุทธองค์ เช่นเดียวกับใน Ren xiao yao (สัญลักษณ์ลัทธิเต๋าของเจ้า เตา และพญาลิงสัญลักษณ์ของอิสรภาพ) หรือรูปจำลองย่อส่วนของศาสนสถานและสัตว์แปลกๆจากทั่วโลกใน The World) โลกของเจี่ยมีอนิจจลักษณะเชิงอภิปรัชญาผูกปีตามรังควานเช่นนี้ เทพเจ้าและสัตว์ประจำจักรราศีมองทุกข์ของผู้คนเหมือนๆกัน บางครั้งมาทัก อำ ไม่ก็แสดงตัวในคราบรูปจำแลงกันดื้อๆ ศาสนาไม่ค่อยมีอิทธิพลเหนี่ยวนำให้คนคำนึงถึงบาปบุญคุณโทษ ไม่มีสวรรค์ในอก มีแต่นรกในใจที่โหยหาคุณธรรม และคุณค่าพื้นฐานของชีวิต ความปรารถนาที่จะไปให้พ้นโลกใบเดิมที่เป็นเหมือนนรกบนดิน

Tian zu ding แปลได้ว่า ชะตาฟ้าลิขิต แต่หนังก็ตั้งคำถามกับชะตากรรมครั้งแล้วคร้ั้งเล่าผ่านเหตุการณ์ในทั้ง 4 ตอน โชคชะตามักมาพร้อมกับเหตุการณ์บีบคั้นจิตใจอันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อไปสู่โศกนาฎกรรม กลไกรัฐใจไม้ไส้ระกำใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงจนตัวละครในอุปรากรไม่อาจก้มหัวให้กับโทษทัณฑ์อันมาจากอคติ

touch-of-sin-6ชะตากรรมลูกผู้หญิง และอุปรากรเรื่องสุดท้าย

ภาพความหยาบถ่อยอย่างในฝีภาพยาวที่นักแสดงเจ้าเตาถูกเจ้านายของแฟนดูถูกดูแคลนต่างๆ นานาใน Ren xiao yao มีให้เห็นใน Tian zu ding เช่นกันตอนเสี่ยววูเจอการตบสั่งสอนจากเจ้าพ่อหวังฮองเวย ใน Still Life และ The World เจ้าเตารับบทสาว/เมียขี้โรค ที่ดิ้นรนหาทางไปให้พ้นจากสามีจอมกลับกลอกและโมโหร้าย พอมาถึง Haishang chuanqi(I Wish, I Knew) งานค.ศ.2010 เจ้าเตาก็แบกความขมขื่นซมซานอยู่ในเมืองใหญ่ เลือดเนื้อและชีวิตอันฉายชัดบนสีหน้าและแววเฉลียวฉลาดคือแรงบันดาลใจสำคัญในการวาดภาพโลกตามห้วงคำนึงของผู้หญิงใน Tian zu ding

คนจรจัดในเมืองใหญ่ ภาพความสลดใจกับการท้าประลองไม่มีวันจบสิ้น และความอาดูรอันยากจะอธิบาย จอมยุทธเจ้าสำราญไร้กระบี่ รักทรยศ นางเอกในอุปรากรบทตอนเชือดเฉือนจิตใจ

ตอนท้ายของ Tian zu ding คือ อุปรากรฉากที่สอง เล่นเพื่ออุทิศแก่ตัวละครจำพวกที่เพิ่งกล่าวมาและคารวะผลงานลำดับที่สองของผู้กำกับหูจินกวน (Yu tangchun หนังงิ้วจากค.ศ.1962) อุปรากรเรื่องดังกล่าวคือ Su San in Chains อุปรากรขวัญใจชาวบ้านชาวเมืองเรื่องนี้กล่าวถึงนางคณิกาที่ตกเป็นแพะในคดีฆาตกรรม เหยื่อของระบบกฎหมายอันฉ้อฉล ไร้อำนาจต่อรอง ถูกข่มเหงย่ำยีอย่างไม่เป็นธรรม ซูซานมีตัวตนอยู่จริง หน้าประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าเธอมีภูมิลำเนาอยู่ที่ ชานสี(Shanxi) และเคยต้องโทษท่ีไต้เจียอันเป็นเมืองเอกของจังหวัด เรื่องราวของเธอแพร่หลายอยู่ในสังคมจีนมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 สองฝีภาพสุดท้ายในหนังเป็นภาพเจ้าเตาในฐานะตัวเดินเรื่องของ Xiaoyu จดจ่ออยู่กับอุปรากรที่กำลังถ่ายทอดชะตากรรมของเธอซ้ำอีกหน พอผู้ชมหันมองมายังกล้อง ตาต่อตาผู้ชมก็มาประสานกัน

นี่คือโลกชั่วนาตาปีของเจี่ย กับการสวมวิญญาณพ่อเพลงพื้นบ้านนำด้นสดเพลงปรัมปราเพื่อขับขานปลุกฟื้นความจริง สร้างความกระจ่างแก่ความลับแต่หนหลัง ผสมผสานด้วยเหตุการณ์ที่ยังคงไม่ลบเลือนจากความทรงจำของผู้คนและร้องคลอตามกันไปได้

แปลจาก

Duhamel, Marie-Pierre. Consistency In a Filmmaker’s World: Jia Zhangke’s “A Touch of Sin”.http://mubi.com/notebook/posts/cannes-2013-consistency-in-a-filmmakers-world-jia-zhangkes-a-touch-of-sin

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: