enyxynematryx

หญิงสาวผู้เผลอมีใจให้กับเมืองใหญ่ที่ไม่มีวันรักตอบ

leave a comment »

ha-5
1

นิวยอร์คน้ั้นเหี้ยมงามเช่นเดียวกับชีวิตในวัย 27 ใน Frances Ha เมื่อรสชาติการใช้ชีวิตร่วมกันฉันท์เพื่อนร่วมห้องกับโซฟีเพื่อนคู่หูหมองมัวเหมือนช้อนส้อมที่งุบงิบมาจากโรงอาหารมหาวิทยาลัย ดังปรารภของฟรานเชสที่ว่า  “เราเหมือน ญ รัก ญ ที่ร้างราการตีฉิ่งมานานไม่มีผิด”

ชีวิตที่วนเวียนอยู่ระหว่างการเก็บสัมภาระและการผจญภัยมาถึงจุดกร่อยสำหรับฟรานเชสเมื่อความสัมพันธ์ของโซเฟียกับชายคนรักหนักแน่นเกินกว่าจะใช้ชีวิตล่องลอยได้อีกต่อไป พอโซฟีย้ายออกไปอยู่กับแฟนหนุ่มฟรานเชสก็เคว้งคว้าง ประดักประเดิดกับการใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนร่วมห้องคนใหม่ ชีวิตลุ่มๆดอนๆ ชอบกล ไม่มีงาน ยืนบนลำแข้งตัวเองไม่ได้ หมดสิทธิ์ซื้อของที่ต้องใช้บัตรเครดิต เธอถึงกับโพล่งว่า “จะอยู่ยังไงละเนี่ย ชั้นดูไม่เป็นโล้เป็นพายสักอย่าง” เธอไปสุดเหวี่ยงอยู่ในงานเลี้ยงของรุ่นใหญ่เขี้ยวลากดิน พล่ามยาวจนทุกคนมองเธอเป็นตัวประหลาด จากนั้นก็หาทางหมุนเงินไปซื้อรายการเที่ยวปารีสใน 48 ขั่วโมง อิ่มหนำสำราญแบบเงอะงะ งุ่มง่ามตามประสาเธอ ลงท้ายเธอก็ได้งานประจำที่ไม่เปิดช่องให้เธอได้เต้นตามความใฝ่ฝัน แต่ก็จุดประกายในการประนีประนอมกับสภาพความเป็นจริง

ก็ไม่มีคำตอบตายตัว ว่าอายุเท่าไหร่ที่คนเราควรเป็นหลักเป็นฐาน Frances Ha เพียงแต่ถ่ายทอดหัวอกของคนที่กำลังเผชิญกับวิกฤติของช่วงวัยที่ไม่รู้หนทางไป จนแต้มแม้แต่กับเรื่องง่ายๆ อย่างการหาที่อยู่ตามอัตภาพ งานที่มีรายได้พอจุนเจือชีวิต เพื่อนที่ไปกันได้ ในบรรดางานชั้นหลังของบอมบัค นี่เป็นผลงานที่อ่อนโยนที่สุดแล้ว แม้ไม่ถึงกับเป็นงานอัตชีวประวัติแต่บอมบัคมักนำเรื่องราวส่วนตัวของตนมาเล่าในหนัง ครั้งนี้เขาได้เกรตา เกอริกมาร่วมเขียนบท Frances Ha ให้บรรยากาศปลอดโปร่งกว่างานบ่มความรู้สึกช้ำ ๆ ชาๆ ทิ่มแทงจิตใจ อย่าง Margot at the Wedding และ Squid and Whale อาจเพราะเกอริกมาช่วยปลดเขาจากพันธนาการบางอย่าง อาจกล่าวได้ว่า Frances Ha คือจดหมายรักจากบอมบัคถึงเกอริก หลังจากเขามอบสินสอดให้เธอด้วยการเขี่ยเจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ ออกเพื่อเปิดทางให้เกอริกในบทคนรักของของตัวเอกใน Greenberg

โนอา บอมบัค(Noah Baumbach) กำกับ เกรตา เกอริก(Greta Gerwig) เล่น ในงานความยาว 84 นาที จากบทที่ทั้งสองร่วมกันเขียนในหนังที่จะนำคนดูกลับไปหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง ซึมพอปะแล่มกับวันเวลาที่จำต้องผละจากการเป็นย่าทวดรหัสในมหาวิทยาลัยสู่การเป็นน้องใหม่ในชีวิตจริง อันเป็นสภาวะที่ต้องเผชิญในช่วงอายุปลายๆ 20 Frances Ha เล่าถึงแง่งาม ณ อีกหนึ่งรอยต่อของชีวิตที่ถึงคราวต้องรอมชอมระหว่างกับการเดินตามความฝันกับการรู้จักโตเป็นผู้ใหญ่ และมีภูมิคุ้มกันอยู่ในโลกให้จงได้ หนังรุ่มรวยอารมณ์ความรู้สึก เฉียบเท่ เพลิดเพลิน รื่นรมย์ และกินใจ ความกลมกลืนครบเครื่องลงตัวของชิ้นงานชวนให้นึกถึงขนบการสร้างงานของวูดดี อัลเล็น และคลื่นลูกใหม่ของฝรั่งเศส

ชื่อเรื่องล้อกับ Funny Ha Ha งานของผู้กำกับแอนดรูว์ บูยาลสกี(Andrew Bujalski)บรรพบุรุษงานอเมริกันอินดีทุนต่ำสายมัมเบิลคอร์(Mumblecore) มนต์ดิจิตอลเนรมิตภาพถนนหนทางของนิวยอร์คในหนังออกมาพริ้วเนียน ขรึมสง่าด้วยสีขาวดำ แต่ยังห่างขั้นกับที่โกดารด์บรรเลงไว้ใน Band of Outsiders การคัดลอกกรรมวิธีฟอกสีภาพเป็นขาวดำตามตำรากลุ่มคลื่นลูกใหม่ของผู้กำกับภาพแซม เลวี(Sam Levy)นั้น แม้จะได้คะแนนเต็มในแง่ความเท่ แต่สอบตกในแง่ความสดใหม่ ลักษณะการลอกการบ้านทำนองเดียวกันยังมีให้เห็นจากหยิบยืมดนตรีประกอบแนวที่จอร์จ เดอเลอรู(George Delerue)ใช้กับ King of Hearts ไล่ไปจนถึงการใช้ป้ายบอกถนนคั่นบท ตลอดจนการวัดรอยเท้าขนบการสร้างงานของสกุลหนังมัมเบิลคอร์แม้จะโดยสุจริตใจ อย่างการสาละวนอยู่กับเรื่องส่วนบุคคล บอมบัคหวังพึ่งบทบาทจากขวัญใจคนใหม่ของวงการเป็นภาพสะท้อนความขัดแย้งระหว่างการเอาดีทางศิลปะกับไต่เต้าทางสังคมในตัวเขาเอง แต่ลงเอยด้วยท่าทีจงเกลียดจงชังอิสตรีในสภาพหัวมังกุท้ายมังกร

เนื้อหาหนังมีสภาพไม่ต่างกับหนังสือรวบรวมเกร็ดความรู้จิปาถะเพื่อเป็นคัมภีร์นัดพบ ไม่ใช่เพื่อมัดใจหนุ่มเนื้อหอม แต่เพื่อเอาตัวรอดจากปากเหยี่ยวปากกาในฐานะหญิงสาวที่เผลอไปมีใจให้กับเมืองใหญ่ที่ไม่มีวันมีใจรักตอบ จากเวิ้งสงบในย่านคลินตันฮิลของบรูคลินที่เธอใช้ชีวิตร่วมกับโซฟี(รับบทโดยมิกกี ซัมเนอร์ – Mickey Sumner บุตรสาวของนักร้องสติง) ที่ซุกหัวนอนของวัยรุ่นในย่านคนจีน ห้องพักราคาแพงเกินเหตุที่เธอต้องหารกับเบนจิและเลฟ(รับบทโดยไมเคิล ซีแกน – Michael Zegan และจอมดักกล้องอดัม ไดรเวอร์ – Adam Driver) ฟรานเชสผู้ไม่มีงานการทำ พเนจร ระหกระเหินอย่างไม่ใยดีสิ่งใด แต่เหมือนองค์ฟรานเชสยังลงเกอริกไม่เต็มคราบ มีแววอาลัยอาวรณ์เล็ดรอดออกมาจากความคาดหวังถึงสิ่งดีงาม ตราบใดที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำถึงจุดหมาย ไหนเลยคนจะไขว่คว้าได้ถูกทิศถูกทาง

ในฐานะพงศาวดารรวบรวมชีวิตอันสมบุกสมบันหลากหลายรสชาติของหญิงสาว ส่วนหนึ่งที่ขาดหายไปจากหนังก็คือ กิจกรรมทางเพศ แม้ฉากรักเป็นสิ่งที่ยากจะคาดหวังจากงานของบอมบัคอยู่แล้ว แต่ก็ออกจะเสียหายพอตัวเนื่องจากหนังโลดแล่นโดยฝากความหวังไว้ที่บทบาทตัวละครหลัก ครั้นคนดูกำลังติดลมกับความเป็นไปของตัวละครจนจวนจะเข้าด้ายเข้าเข็ม หนังกลับเสไปเรื่องอื่น กิจกรรมทางเพศในโลกของบอมบัคจะเป็นเรื่องกระอักกระอ่วนเกินกว่าจะเกลือกกลั้วก็เป็นเรื่องของเจ้าตัว ฟรานเชสเกี่ยวอะไรด้วย บอมบัคคงเป็นรองเพียงกับวิลเลียม ฟรีดกินในฐานะผู้กำกับอเมริกันที่ไม่สันทัดเอาเสียเลยในเรื่องการถ่ายทอดเรื่องราวความรัก (แต่ฟรีดกินก็เอาดีในทางอื่นที่ไม่ต้องพึ่งพาเรื่องราวความรักอยู่แล้ว)

บอมบัคอาจมัวแต่เล็งผลเลิศให้คนอื่นชื่นชมจนลืมนึกถึงสิ่งที่ตนเองเกลียดกลัว ภาพอันชวนกระอักกระอ่วนจากการเฝ้าดูเกอริกในคราบฟรานเชสทิ้งตัวนอน ถ่ายเบาในรถไฟใต้ดิน(คนไม่เต็มเต็งคู่หนี่งให้สมยานามเธอว่า “ปลาร้าค้างปี”) จึงเป็นเรื่องไม่เจริญหูเจริญตาดูไม่ผิดกับประสบการณ์ที่ได้จากตัวละครหญิงในงานที่แล้วมาของบอมบัค การสวมวิญญาณตัวประหลาดเพ่นพ่านไปมาของเกอริก/ฟรานเชสอาจชวนให้นึกถึงพฤติกรรมขี้ระแวงฟาดงวงฟาดงาของซีบิล เชฟเพิร์ดในเรื่องเดซี มิลเลอร์(Daisy Miller) ผิดกันก็แต่ปีเตอร์ บ็อกดาโนวิช(Peter Bogdanovich)ถ่ายทอดงานชิ้นนั้นด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ(ดุจเดียวกับที่ไวท์ สปิลแมน(Whit Spillman)วาดภาพเกอริกใน Demsel in Distress ออกมาได้อย่างสุดวิเศษ) พฤติกรรมป้ำๆเป๋อๆ ของฟรานเชส/เกอริก จึงเหมือนลูกผสมที่ขาดๆเกินๆ ระหว่างเสน่ห์จากตัวตนอันน่าเคลือบแคลงใน Manhattan กับสาวๆ จากงานของพวกคลื่นลูกใหม่ฝรั่งเศส คุณลักษณะการเป็นตัวละครศูนย์กลางทรงบารมีของแอนนา คารินา ลงตัวเป็นอย่างยิ่งกับมาดนิ่งๆ ของหนังก่อนจะผนึกกำลังกันฝ่าด่านบททดสอบทางศีลธรรมใน Band of Outsiders เช่นเดียวกับมาดการเล่าตามขนบหนังเงียบหวานซึ้งชวนหัวใน Les Fiances de Pont Mac Donald หนังสั้นจาก ค.ศ.1961 เรื่องของอัญเญ วาร์ดา(Agnes Varda) ที่ได้โกดารด์และคารีนามาปล่อยผีไว้ Frances Ha ยังห่างไกลจากจุดนั้นหลายขุม หลักๆ ในงานของบอมบัคคือความสะใจที่ได้เปิดกรุความเกลียดชังออกมาสังคายนาให้รู้ดำรู้แดงกันไปข้าง

ha-4หนังยังแหยงๆ ยั้งๆ และหาทางออกแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นกับสถาบันผู้ปกครอง การตีความบทของเกอริกก็มีส่วนด้วยเช่นกันในการขับเคลื่อนหนังไปในทางนั้น อันที่จริง ถ้าไม่ฉวยโอกาสในงานที่เปิดโอกาสให้บรรเลงสีสันได้ฉูดฉาดอย่างงานชิ้นนี้ ก็ไม่ต้องหวังว่าจะได้วาดลวดลายในหนังเรื่องอื่นๆ บุคลิกฟรานเชสนั้นออกจากบ้าบิ่น หุนหัน แต่จังหวะการพูดของเกอริกยังคร่อมหลังอยู่มากเหมือนการเน้นเสียงกลองในท่วงทำนองดนตรีแจ๊ส

คงไม่มีใครในเมืองนี้หาญกล้าออกมาผ่าความจริงขัดศรัทธาบอมบัค ด้วยเขามีวงศาคณาญาติ พันธมิตร ที่พร้อมจะเอออห่อหมกอยู่ทั่วไปหมด จึงมีแต่เสียงเยินยอ เสียงแซ่ซ้องจากสมัครพรรคพวกที่ยึดมั่นในค่านิยมบิดเบี้ยวด้วยกันมอบแด่จดหมายสำนวนกึ่งดิบกึ่งดีที่เล่าถึงการใช้ชีวิตเสเพลและบทเรียนที่ได้ของชนชั้นกลางย่านแมนฮัตตัน-บรุคลิน สำหรับคนที่ไม่ได้ศรัทธามัมเบิลแมนฮัตตันขึ้นสมอง คงรักไม่ลงกับการหลงรักตัวเองที่สะท้อนอยู่ในวลี “ชั้นอยากอยู่ในแดนลับแล”อันเป็นรหัสลับที่ฟรานเชสเฝ้ารอที่จะได้ขานตอบกับโซฟีเหมือนเคย

ในฉากแห่งความทรงจำตอนฟรานเชสแปรสภาพทางม้าลายและทางเท้าเป็นเวทีบัลเลต์วาดลวดลายเตะสูง หมุนตัวเป็นลูกข่างไปกับ Modern Love บทเพลงของเดวิด โบวี นั้น ถึงจะไม่ได้มาตรฐานตามหลักนาฏลีลา แต่ในด้านความมุ่งมั่นนั้นหายห่วงกระทั่งเราอาจเห็นสะเก็ดไฟแล่บออกจากปลายเท้าเธอเหมือนในการ์ตูน จนเราอาจพลอยรู้สึกร่วมกับไปกับเธอว่าไม่ว่าจะในวัย 27 47 หรือ 57 ยามใดที่โลกไม่เป็นดังหวัง ปาฏิหาริย์ของวัยหนุ่มสาวอ่อนแรง ทั้งฟรานเชส และตัวหนังยังเชื่อแน่วแน่ว่าปาฏิหาริย์ไม่ได้หมดแล้วหมดเลย เพียงแค่ต้องไล่คว้ามาให้ทัน

2

ควันหลังการถ่ายทำจากเกรตา เกอริก

– ในชีวิตจริงของเกรตาโชคดีกว่าตัวตนในหนังเป็นอย่างมาก ในการค้นหาหนทางของชีวิต หาได้ต้องใช้ลำหักลำโค่นมากมายอย่างในหนัง:
ในหนังนั้นฟรานเชส มีความฝันลึกๆอยากจะเป็นนักเต้น แต่เมื่อโอกาสที่ไม่ได้มีมาง่ายๆ กับตำแหน่งงานในบริษัทจัดรายการท่องเที่ยว เธอก็จำต้องคว้าไว้ แต่พอได้ปล่อยของการเต้นในงานเสริมก็ติดลม ไม่อยากจับปลาสองมือก็ต้องจับแพะชนแกะให้แนบเนียน แต่ก็เล่นเอาปวดเศียรเวียนเกล้าจนแทบถอดใจ ได้แต่ขอให้ความยุ่งยากผ่านพ้นไป ยิ่งเมื่อคู่หูคือโซฟีถึงคราวต้องปลีกตัวตั้งหลักสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างครอบครัว กับหน้าที่การงานใหญ่โต และเส้นทางชีวิตที่ทอดรออยู่เบื้องหน้า ส่วนตัวของเกรตาเองนั้นสถานการณ์เป็นใจให้ไม่ต้องหาแรงบันดาลอื่นนอกเหนือจากชีวิตที่เห็นและเป็นอยู่

“ชั้นในวัยยี่สิบต้นๆ โชคดีกว่าฟรานเชสเป็นอันมาก และชั้นก็ผ่านช่วงการมีชีวิตขึ้นต้นด้วยเลขสองโดยไม่ต้องเจออาถรรพณ์ใดๆ ตอนนี้ชั้น 29 แล้ว ก็ยังไม่เป็นหลักเป็นฐานหรอก แต่ก็เชื่ออยู่ลึกๆว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องใดที่ตัดสินใจผิดพลาดจนเกินอภัย”

“ตอนจบจากมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ชั้นอาจรนหาที่บ้าง เป็นต้นว่าอยากเข้าวงการหนังและละคอนเวที เผื่อว่าจะเอาดีได้ ก็น่าจะลองดู แต่นั่นก็เป็นเพราะฉันรักที่จะทำ ดังนั้นไม่ว่าจะเบื้องหน้าเบื้องหลังสายตรงหรือกองหนุนก็ไม่เกี่ยงขอเพียงได้เป็นส่วนหนี่ง อาจเพราะชั่วๆดีๆชั้นก็ชื่นชมผู้คนและการได้ลิ้มบรรยากาศความเป็นไปตามประสาโลกของหนัง” เธอเล่าต่อเป็นฉากๆ “ชั้นชอบแง่คิดในศิลปะการเล่าเรื่องเพื่อสร้างกระเพื่อมแแก่ห้วงความรู้สึกอย่างสมเหตุสมผล ชั้นรักและตั้งใจ ก็เลยย่นระยะเวลาด้วยการลงมือและสุขใจกับการทำตามที่ฝันต่อให้ลงเอยไปคนละเรื่อง”

ถึงจะมาได้ดิบได้ดีในฮอลลิวูด แต่เกอริกไม่ลืมหลงลืมคุณูปการวงการหนังอินดี “ช่วงยี่สิบกว่าๆ นี่ชีวิตพลิกผันไปมา หลายครั้งก็ตีบตันไม่รู้จะไปทางไหนดี ทุกวันนี้ความรู้สึกนั้นก็ยังแจ่มชัดในห้วงคำนึง เหตุการณ์เหล่านั้นไม่ได้ลบเลือนไป ชั้นรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือหลาย ทั้งภาคภูมิใจและสำนึกในบุญคุณ ไม่มีทางที่ชั้นจะดูเบาห้วงเวลาแสนวิเศษที่โลกมอบให้ ตรงกันข้ามสิ่งเหล่านั้นยังทุ้มอยู่ในใจเสมอ”

– การร่วมเขียนบทกับบอมบัคเหมือนเป็นลูกวงดนตรี:
เกอริกโคจรมาเจอกับบอมบัคครั้งแรกใน ใน Greenberg อันเป็นการโคจรมาเจอกับบอมบัคครั้งแรกนั้น เกอริกเล่นเป็นฟลอเรนซ์ตัวละครบริวารรอบนอกของตัวละครศูนย์กลางพื้นเสียตลอดศกอย่างเบน สติลเลอร์ ยิ่งได้ทำงานร่วมกันนานวันเข้า เกอริกก็ยิ่งสัมผัสได้ว่าถึงน้ำเสียงการเล่าที่คล้ายคลึงกับกันจากบอมบัค “อ่านบท Greenberg ไปก็รู้สึกว่า แนวนี้ละที่อยากเขียน ตามความรู้สึก และจากประสบการณ์ งานเขียนแม้จะเป็นเรื่องราวในวงแคบๆ แต่ถ้ามีคุณภาพก็ย่อมเป็นที่จดจำ และพอเราลงมือเขียนบทหนังเรื่องนี้ เราก็ยึดหลักเดียวกัน บรรยากาศการทำงานคงคล้ายเวลานักดนตรีในวงร่วมกันเขียนเพลง เราคงไม่บังอาจยกตนไปเทียบกับ เดอะ บีทเทิลส เพียงแต่อยากให้นึกภาพการทำงานของเลนนอน กับแม็กคาร์ทนีย์ ผลงานเพลงที่พวกเขาต่างคนต่างแต่งก็สุดยอดอยู่แล้ว แต่พอพวกเขาร่วมกันสร้างสรรค์งานชิ้นเดียวกันกลับยิ่งสร้างผลงานสุดวิเศษที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้หากพวกเขาต่างคนต่างผลิตงานตามลำพัง ชั้นรู้สึกว่าได้เขียนเพลงแบบเดียวกัน” แต่นั่นก็ไม้ได้หมายความว่าพวกเขาตามประกบกันทุกบททุกตอน(ล้อเล่น) เกอริกเผยความลับว่าพวกเขาหักใจดิบตัดเหตุการณ์สำคัญออกไปจากหนังโดยที่ส่วนตัวของเธอไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ “เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในซาคราเม็นโตนี้กินเวลาในเรื่องนานพอสมควร ในบทบรรยายเรื่องราวเป็นคุ้งเป็นแควไว้ 30 หน้า มีตัวละครใหม่โผล่เข้ามาด้วย แต่ในที่สุดโนอาก็มองว่า “ตัดออกเหอะ มีส่วนนี้อยู่ หนังดูไม่ค่อยลงตัว” ชั้นงี้ของขึ้นเลย แต่ก็ถูกของเขา ส่วนนั้นแค่หาที่ลงไม่ได้ โนอาเขาเก๋าพอจะเหี้ยมเกรียมกับผลงานของตัวเอง ชั้นยังอ่อนหัดเกินกว่าจะทำใจตัดงานความยาว 30 หน้าออกเพื่อเห็นแก่ความลงตัว ดีแล้วแหละที่เราตัดส่วนนั้นออก ในบางแง่ชั้นก็ชอบหนังที่มีรัศมีการเล่ากว้างๆ ตัวละครบานตะไท แบบว่าพอเล่าไปสักครึ่งทุกคนก็จะฉุกคิดขึ้นได้ว่า เฮ้ย คนพวกนี้โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ บางทีก็อยากบ้าบอคอแตกแบบนั้นเลย แต่ก็นั่นละ ยังไม่ใช่สำหรับเรื่องนี้”

– 40 เทค โอว อย่างหิน:
อย่าตกหลุมพรางคุณค่าความงามแบบเตลิดเปิดเปิง ไม่เป็นโล้เป็นพาย จิตวิญญาณและเนื้อแท้ของ Frances Ha มีทั้งความสดซื่อและพิถีพิถัน จึงต้องมีการถ่ายทำซ้ำเพื่อความคมชัดและครอบคลุมในการสื่อสารเรื่องราว จากคลิปที่เผยแพร่ตอนต้นปี เกอริกเผยเบื้องหลังที่มีการถ่ายซ้ำถึง 40 รอบกว่าจะลงตัว และขอขยายความว่าเหตุใดถึงต้องเอาเป็นเอาตายกับฉากเหล่านั้น “ชั้นว่าถ้าคุณมีฝีมือมือในการเจียรนัยความฝันออกมาถึงขั้นสมจริงไร้ที่ติและผู้คนพากันเชื่อสนิทแล้วละก็ คุณก็เทียบชั้นสปีลเบิร์กได้แล้วละ เราถ่ายทำกันนานมาก 50 วันวันละ 12-14 ชั่วโมง ก็เลยดูหนัก แต่ละฉากจะต้องถ่ายให้ได้ 30 40 หรือ 50 ฝีภาพ ส่วนใหญ่ก็เพื่อสลับสับเปลี่ยนรูปแบบการวางพิกัดและการจราจรของตัวแสดง อีกอย่างก็เพื่อใช้ฉากหลังให้คุ้มค่าและก็ต้องสั่งตัดให้น้อยที่สุดเพื่อให้แต่ฝีภาพเล่าเรื่องได้นานสุดเท่าที่จะดั้นด้นไปได้ แทนที่จะต้องมาแทรกภาพเจาะลึกขยายความ การถ่ายทำแต่ละครั้งก็จะกินความครอบคลุมเหตุการณ์หลายอย่างที่ผันผ่านประเดประดังรวดเดียว การถ่าย 40 รอบจึงดูผิดวิสัย แต่สุดท้ายก็จะเลือกมาเพียงฝีภาพเดียว จะไม่เหมือนความสมบูรณ์ไร้ช่องโหว่ในแบบดึงภาพจากทุกสารทิศมาเล่าประกอบกัน เราแค่อยากถ่ายทอดสภาพการณ์ทุกอย่างตามเนื้อผ้า การเคลื่อนกล้อง นักแสดง บทเจรจา ทุกอย่างต้องลงตัวเหมาะเจาะ การแสดงยิ่งต้องวิเศษสุด กล้องก็ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ โดยเฉพาะการแสดงนั้นต้องไร้ที่ติ เหล่านี้ล้วนต้องใช้เวลา ทุกคนทุ่มเทกายใจกันเต็มที่นะ นักแสดง ผู้กำกับ ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันเพื่อให้ทุกอย่างออกมาดังใจ ไม่เคยรู้สึกดีกับคนกองและนักแสดงเท่านี้มาก่อน และจะนำประสบการณ์ครั้งนี้ไปเป็นแนวทางในการทำงานครั้งต่อๆไป อย่างเวลาเราดูนักกีฬาลงแข่งขัน เราลุ้นตัวโก่งแทบเป็นแทบตาย เราน่าจะมุ่งมั่นสุดแรงเกิดอย่างนั้นกับเรื่องของเราเองด้วย กองนี้สอนชั้นอย่างนั้น” เธอกล่าวอย่างฮึกเหิม “ไม่มีใครถามเลยนะว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลากินข้าว ไม่มีใครเกี่ยงกับระยะเวลาการทำงานในกองที่มักจะล่วงเลยกำหนด ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาทำงาน และเคารพในกฎของกองที่ห้ามใช้มือถือ ห้ามอ่านหนังสือ นานมากที่ทุกคนปักหลักและทุ่มกายถวายชีวิตอยู่ตรงนั้น”

แปลจาก
Zacharek, Stephanie.May,2013.’Greta Gerwig Stars in Noah Baumbach’s Dating Manual, Frances Ha’.www.villagevoice.com/2013-05-15/film/greta-gerwig-stars-in-noah-baumbach-s-dating-manual-frances-ha/

เก็บความจาก
Jagernauth, Kevin.’Greta Gerwig Talks Making ‘Frances Ha,’ Comparisons To ‘Girls,’ The Brewing Animated Movie With Noah Baumbach & More’. http://blogs.indiewire.com/theplaylist/greta-gerwig-talks-making-frances-ha-comparisons-to-girls-the-brewing-animated-movie-with-noah-baumbach-more-20130612?page=1#blogPostHeaderPanel

White, Armond.May, 2013.’Decoding Francis Ha’ http://www.nyfcc.com/2013/05/decoding-francis-ha-by-armond-white-for-cityarts/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: