enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.147-160]

leave a comment »

[น.147]

No End (ค.ศ.1984)

เรื่องย่อ:  หนังเริ่มต้นด้วยสภาพครอบครัวหลังผู้เป็นพ่อคืออันเท็ก(Antek)ตายไป อันเท็กเป็นทนายพ่อพระคอยแก้ต่างให้คนงานที่เจอคดีเนื่องจากหยุดงานประท้วง ตลอดจนบรรดาสมาชิกของขบวนการโซลิดาริตี(Solidarity) อันเท็กหัวใจวายตายและตลอดเรื่องจะเห็นเขาวนเวียนอยู่ในสภาพผีเฝ้าดูครอบครัวของตนฝ่าวิกฤติอันเนื่องมาจากการสูญเสียเขาไปและลูกความก็ต้องผจญกับวิบากกรรมจากข้อกฏหมายตลอดจนความรุดหน้าของสังคมโปแลนด์ในทศวรรษ 1980  อูลาหรือเออร์ซูลา(Ula or Urszula) รับบทโดยกราซีนา  ซาโปลอฟกา(Grazyna  Szapolowka) หลังชนฝาพยายามรวบรวมเศษปรักหักพังของชีวิตให้เข้ารูปเข้ารอยรวมถึงรื้อฟื้นภารกิจของสามี  อีกด้านหนึ่งโจอันนา(Joanna)ภรรยาของดาเร็ก(Darek)(รับบทโดยอาเธอร์  บาซิส(Artur  Barcis))คนงานที่ถูกจองจำ เธอเข้าไปข้องแวะกับเครือข่ายย่อยของกลุ่มคนที่เป็นแนวร่วมของโซริดาริตี  อูลาดำเนินชีวิตอันตรอมตรมคู่ขนานไปกับเภทภัยของเหล่าแนวร่วม  โจอันนาร่วมมือกับลาบราดอร์(Labrador) (รับบทโดย อเล็กซานเดอร์  บาร์ดินี(Aleksander  Bardini)) ครูการเมืองของอันเท็ก เพื่อกู้สถานการณ์ของดาเร็ก  ลาบราดอร์ถือหางขบวนการโซลิดาริตีในหลายกรณี แต่เล็งผลเลิศให้ดาเร็กเข้าสู่กระบวนการประนีประนอมแลกกับอิสรภาพ  แม้ตอนแรกดาเร็กจะไม่เอาด้วย ถึงขั้นรวมตัวกับสมัครพรรคพวกขู่ว่าจะอดอาหารประท้วง แต่เขาก็ได้รับการปล่อยตัวพร้อมกับทัณฑ์บนและชัยชนะอันหาสาระไม่ได้  ความอาดูรของอูลากัดกร่อนชีวิตเธอไปเรื่อยๆ สารพัดหนทางบำบัดความเจ็บปวดเธอลองมาแล้วหลายขนาน(มีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า  รับการสะกดจิต เป็นต้น) สุดท้ายเธอก็ลงมือฆ่าตัวตาย  ภาพสุดท้ายของหนังจะเห็นเธอเดินเคียงคู่ไปกับสามี

No End มีความสำคัญในสารบบงานของคีสลอฟสกีจากหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นการร่วมงานครั้งแรกกับคริสทอฟ  พีเซวิส(Krzysztof  Piesiewicz)  เป็นการร่วมงานครั้งแรกกับคีตกวีซบิกนิว  ไพรสเนอร์(Zbigniew  Preisner)  อีกทั้งนับเป็นงานที่ภักดีกับแนวพิมพ์นิยมมากที่สุดนับแต่ทำหนังมา เป็นงานทิ้งทวนก่อนการมาถึงของอนุกรมอุดมอรรถรส The Decalogue(และผงาดขึ้นมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ) และนับเป็นหนึ่งในผลงานที่ตกเป็นเป้าวิจารณ์หนักข้อที่สุดในชีวิตการเป็นผู้กำกับ(ฝ่ายซ้ายโจมตีว่าหนังของเขาลอยตัวจากการบ้านการเมือง  ฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็ชี้ว่าหนังมุ่งเล่นงานรัฐบาล ส่วนเถรสมาคมคาธอลิกออกมาประณามการฆ่าตัวตายของอูลาในหนังเรื่องนี้ว่าไร้มโนสำนึก)

เขี้ยวเล็บอันไร้เทียมทานในภายภาคหน้านั้น เป็นผลจากการฝึกปรือลองผิดลองถูกกับแบบแผนจนเป็นที่ประจักษ์ว่าคีสลอฟสกี ณ ห้วงเวลานั้นเจนจบและรุ่มรวยลวดลายยิ่ง โวหารภาพที่รังสรรค์ไว้ล้วนย้อนยอกและรัดกุม กล้าร่ายนามธรรม จาริกสู่ดินแดนทางจิตวิญญาณ และการประกอบเสียงและดนตรีใน No End แหวกล้ำผลงานทุกเรื่องที่แล้วมาอันเป็นผลของการคิดค้นแนวทางใหม่

ลูกเล่นเหล่านี้ผ่านการปรับโฉมให้ลงตัวกับตำรับคีสลอฟสกีอีกหลายตลบกระทั่งมาอวดโอมอ่าองค์อีกครั้งใน Blue ขลิบเคลือบสีน้ำเงิน องค์ประกอบของนามธรรมชวนพรึงเพริด อุบัติเหตุทางรถยนต์ ผูกสมัครรักใคร่กับการตัดช่องน้อยแต่พอตัว การฝากผีฝากไข้ไว้กับดนตรีประกอบเท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย เรื่องหนักอกครั้งเยาว์วัยของคีสลอฟสกีไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสียขวัญ การพลัดที่นาคาที่อยู่ และความโศกเศร้าอาดูรมีที่โอดครวญชำระความยามเจ้าตัวเจริญวัยก็ด้วยการปลูกถ่ายไว้ในหนัง ดังได้กล่าวไว้ในคำนำและตามคำทายทักในวาทะคัดอัญเชิญของคิวบริก คีสลอฟสกียืมมือภาพสัมผัสและรสสัมผัสทลายข้อจำกัดทางถ้อยภาษาเพื่อบอกเล่าชีวิตห้วงต่างๆ ของตนเอง กับ No End การปลูกถ่ายเรื่องฝังใจทำนองที่ว่ามักอยู่ในรูปกลวิธีการเล่าผ่านท่าทีที่เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่มากกว่าแฉกันคาหนังคาเขา ดังเราจะเห็นพิรุธของโจอันนา ณ ปากประตูเพียงเพื่อจะได้ตระหนักในภายหลังว่ามีข่าวการอดอาหารประท้วงมาเข้าหูเธอ(หมดทางจะยื้อชีวิตสามี) คีสลอฟสกีไม่นิยมแจงต้นสายปลายเหตุ คนดูจึงต้องพึ่งลำแข้งความรู้สึกตนเองในการเผชิญสถานการณ์โดยไม่ทันได้ตั้งหลักทางวิจารณญาณ

fig-49No End เปิดฉากที่สุสานจากภาพมุมสูงระดับพ้นศีรษะ การตั้งกล้องประจันกับสถานที่ตรงๆ เป็นการลดสภาพหนาบางอย่างสามมิติของรูปเคารพและกรุเก็บศพเหลือเพียงกรอบเส้นโครงสี่เหลี่ยมจัตุรัสและผืนผ้าอย่างสองมิติ โดยมีซอกซอยยิบย่อยราวเขาวงกตอยู่ตรงกลาง เส้นทางมรณะที่เราจะได้เห็นและก้าวผ่านในการดำเนินชีวิต เทียนทอเปลวเป็นสัญญาณของความอุ่นใจท่ามกลางหนาวเหน็บ ทุกอย่างดำมืด(ไม่ก็เป็นสีน้ำเงิน) ยกเว้นเปลวไปสถิตวิญญาณ ความมืดมิดปกคลุมฉากหลัง| |เหลือเพียงเปลวเทียนยืนหยัดสะบัดรัศมีท่ามกลางรูปทรงไร้ปริมาตร แล้วก็มีมือปริศนาโผล่เข้ามาลอยเด่นอยู่ในกรอบภาพ เขยื้อนเชื่องช้า ขยายใหญ่ขึ้นๆ มีท่าทีเชื้อเชิญ

[น.149]พิจารณาเฉพาะมือเทียบกับพิมพ์นิยม นี่คือฝาแผดของภาพมือโมนิกา วิตติ(Monica Vitti)ฉากจบของ L’Avventura ผลงานของผู้กำกับแอนโทนิโอนีดีๆ  ท่วงที เชื่องช้าเด็ดเดี่ยวเหมือนกิ่งไม้ใน  Decalogue II บิดขี้เกียจฟื้นคืนชีพหลังถูกขยี้ขย้ำ  ไม่มีฝีภาพปูพื้นให้คนดูเช่นเคย  มือปริศนาตรงเข้าแตะเด็กผู้ชายในนิทรา  จากนั้นกล้องบ่ายหน้ากวาดเก็บสภาพห้องหับ ไล่จากเป้สะพายหลัง(มีคำว่า Joy ปักอยู่) ของเล่น  เปียนโน  และข้าวของสำหรับสันทนาการอื่นๆ  (ผิดฝาผิดตัว ชวนสาปส่งกับดนตรีประกอบกรุ่นกลิ่นอายงานศพ) แล้วกล้องก็มาเพ่งเล็งเส้นสายสีดำไร้วัตถุประสงค์ใช้งานอันแน่ชัดแต่ยึดกุมระวางภาพส่วนหน้า ดูแล้วน่าจะเป็นสายสัญญาณโทรศัพท์กำลังลำเลียงข้อความที่ว่า เวลา 7.20 น. สัญญาณเรียกเข้านี้ผ่านการตรวจสอบ

เจ้าของมือดังกล่าวน่าจะเป็นอันเท็ก และแหล่งภาพก็มาจากการตกกระทบบนผิวแก้วในตู้เก็บอันเป็นการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายในหนัง บ้านเก่าของเขาคือทางลัดเดียวสู่โลกเขาเรา  เขาคือรอยของความทรงจำแต่มีเจตจำนง  อูลานอนอยู่บนเตียง กล้องยกตัวสูงขึ้นลอยอยู่เหนือตัวเธอและศีรษะอันเทกซึ่งนั่งอยู่ตรงขอบเตียง จากนั้นตัดภาพไปที่ใบหน้าอันเท็กจ้องตรงมาที่กล้องและเปรยขึ้นมาว่า “ผมตายแล้ว” การอรรถาธิบายความลึกล้ำชวนทึ่งของชั่วอึดใจอันยอกย้อนนี้ยากเอาการ ความพิเรนท์ของภาพ การพูดคุยแบบมีชีวิตก็เรื่องหนึ่ง ดวงตาไร้แววของเขาที่เพ่งเล็งมายังเรานั้นบดขยี้สภาพวัตถุวิสัยที่เราถือครองมาตลอดนับแต่เริ่มเรื่องจนแหลกละเอียด เป็นการสมน้ำหน้าความช่างสอดรู้ของคนดูแบบเดากระบวนท่าไม่ออก  ส่วนที่น่าเจ็บใจที่สุดคืออันเท็กบอกใบ้ว่าเราเต็มใจมีเอี่ยวในภาพจากมุมมองของคนตาย เราเห็นตามที่เขาเห็น(ทรงสิทธิในการกีดกันตัวละครอื่นไว้นอกจอ)  ระลอกการเล่านี้ยังมีองค์ประกอบสำคัญทางสัญญะอยู่ด้วย จากการที่คีสลอฟสกีเจาะจงตัวเจอร์ซี  ราดิวิโลวิส(Jerzy  Rdziwilowicz)มารับบทอันเท็ก นักแสดงรายนี้เป็นที่รู้จักทั่วโปแลนด์จากบทบาทการแสดงในหนังของวาดาหลายเรื่อง โดยบทที่เขาแสดงนั้นมักต้องคอยปกป้องเชิดชูเกียรติภูมิของชาติ  คีสลอฟสกีเล็งผลเลิศจะถ่ายโอนบุคลิกผู้ถือพรหมจรรย์ทางศิลธรรม และซื่อตรงเป็นที่ประจักษ์จากนักแสดงรายนี้มาไว้ในตัวอันเท็ก  มรณกรรมของเขาอาจตีความได้ว่าเป็นความอับจนในการเป็นคนดีของคนในชาติในยุคอันขมขื่น(หลังกฏอัยการศึกมีผลบังคับข่มเหงไปทั่ว)  “ผู้คนที่ยังมีสำนึกชั่วดีต่างหมดศรัทธา” คีสลอฟสกีเล่า และ No End คือความหดหู่ท่ามกลางยุคอันสิ้นหวัง

[น.150]  อันเท็กพูดไม่ทันขาดคำหนังก็ผ่าตัดภาพไปยังภาพนิ่งของวัตถุต่างๆ รอบห้อง เช่น น้ำตาลโถเบ้อเริ่ม มีเกล็ดน้ำตาลเรี่ยราดตามพื้นโต๊ะ(ในทำนองเดียวกับภาพน้ำตาลก้อนใน Blue) และลงเอยที่ลูกบาสเก็ตบอลที่ไหวเขยื้อนเล็กน้อยอยู่ใต้โต๊ะ  การผละหนีไปดื้อๆ ฟ้องถึงความรู้สึกไม่มีแก่ใจตามที่คีสลอฟสกีออกตัวไว้  แบบแผนการเล่าภาพดังกล่าวคล้ายคลึงกับลีลาทองไม่รู้ร้อนของโอสุ(Yasujiro  Ozu)ซึ่งพอล  ชเรเดอร์(Paul  Schrader)บรรยายไว้ในหนังสือที่ได้ชื่อว่าเป็นคัมภีร์ในศาสตร์นี้  ในการอภิปรายเกี่ยวกับ Tokyo Story งานของโอสุนั้น ชเรเดอร์ตั้งข้อสังเกตถึงระยะตัดสลับกลับในฉากการสนทนาระหว่างลูกสาวกับบิดา(ซึ่งที่จริงหลับไปแล้ว) ในคืนอันทรงความหมายที่สุดในชีวิตผู้เป็นลูกซึ่งก็คือคืนสุกดิบของวันแต่งงาน พลันที่หญิงสาวหลั่งน้ำตา โอสุผ่าแทรกภาพที่ว่างแน่นิ่งเข้ามา

ในฉากสำคัญ มหัศจรรย์แห่งน้ำตา ไม่ได้มีความหมายพิสดารอันใด แต่เป็นการไว้ลายไม้ตายของพิมพ์นิยม ลีลาปล่อยวางของโอสุ เช่นการยึดความโล่งกว้างเป็นที่พึ่งเป็นพิมพ์เขียวของการให้เบาะแสว่ามีคลื่นความเป็นไปหลากโถมอยู่ใต้ฉาบหน้าและเอกภาพลับๆ ของสรรพสิ่ง

นี่ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างอันชัดเจนยิ่งของมาดเล่าไร้น้ำใจ น้อยครั้งที่คีสลอฟสกีจะขยับยายเรื่องราวตามแบบแผนนี้ทุกกระเบียด หากไม่ใช่เพราะเป้าหมายทางอภิปรัชญามาเข้าทางลีลาเฉพาะตัวของเขาพอดี  ภาพแช่ชีวิต(still life)ดูจะถูกโฉลกกับฝีภาพเหล่านี้ดีพิลึก เนื่องจากในภาพมีทั้งคนเป็นและคนตาย นับเป็นอีกตัวอย่างของความยอกย้อนที่แฝงมากับกระบวนเพลงภาพ  ลูกบาสเก็ตบอลเข้ามาในภาพเป็นสิ่งสุดท้ายทำหน้าที่มรณบัตรจำเป็นของอันเท็ก ทั้งในเชิงภาพและกลไกการเล่า(“….เรื่องก็เป็นอย่างนั้น” เขาเปรย) และลางบอกเหตุถึงลมหายใจสุดท้ายบนโลกของเออร์ซูลาในตอนท้ายเรื่อง

การให้ความสำคัญกับมือในหนัง เริ่มต้นจากอันเท็กยืดเส้นยืดสายนิ้วมือ ประพิมพ์ประพายกับตอนจบในงานหายนะวิถีของเบิร์กมันน์เรื่อง The Silence มีคำว่าใบหน้าและมือปรากฏอยู่ในจดหมายลาตายของ Ester  มือตามคติมาตรฐานหมายถึงเรื่องเหนือบ่ากว่าแรงทำนองน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ไม้ซีกงัดไม้ซุง(ในสภาพแน่นิ่งดังจะได้เห็นภายหลังจากภาพมือโผล่แพลมออกมาจากซากรถ)  มือยังช่วยบ่งชี้ทิศทางว่าพุ่งเข้าหาหรือตีจากเรา  สองมือตระกองและเกาะกุมด้วยความทนุถนอม(ดูได้จากสองมือสอดนิ้วประสานกันและกันในฉากเปิดเรื่อง Decalogue III) สองมือทำลายและนำความเจ็บปวดมาให้ (โดโรตาเด็ดทึ้งกิ่งไม้ใน Decalogue II  จูลีแถกแถข้อศอกไปผนังอิฐใน Blue) กรณีของอันเท็กกับการหวนนึกถึงงานศพของตนเอง มือเป็นเครื่องแสดงความห่วงใยต่อผู้เป็นบุตร การส่งสาร ความรุ่มรวยและเสี้ยวความเป็นปุถุชน คีสลอฟสกีสอดแทรกรายละเอียดปลีกย่อยในลักษณะเช่นนี้ได้ก็เพราะเขาช่างสังเกต และตาคม ไม่ปล่อยให้สิ่งละอันพันละน้อยที่คอยเสริมแต่ง[น.151]ความเป็นมนุษย์หลงหูหลงตาไปเปล่าปลี้ “มือเขาเย็นเฉียบแต่ไม่กล้าซุกเข้าในกระเป๋า.

สัญญาณโทรศัพท์เรียกเข้าดังขึ้นขัดจังหวะ อันเท็กผงะ ปัจจุบันสภาพรุกล้ำระนาบวิญญาณ(โทเม็ก(Tomek) โทรมาปลุกอูลา ในกาลต่อมาจะเห็นความพยายามของเพื่อนอันเท็กรายนี้สวมรอยขึ้นเตียงกับอูลา  คีสลอฟสกีแสดงความชื่นชมต่อเทคโนโลยีผ่านบทบาทของโทรศัพท์ในงานหลายต่อหลายชิ้นของเขา นอกจากเสน่ห์ในฐานะสิ่งประดิษฐ์ที่ทรงอำนาจ โทรศัพท์ยังแฝงด้วยความหมายที่ลงตัวยิ่งกับความสนิทชิดเชื้อและห่างเหิน เสียงปริศนา ถ้อยคำไร้ภาพ และสัญลักษณ์(คำ)อันปราศจากปริบทรองรับลำเสียงในโลกคนเป็น จากคุณลักษณะเหล่านี้ โทรศัพท์จึงมีภารกิจสำคัญยิ่งยวดในการเป็นพื้นที่บรรจุสัมพันธภาพฉันท์มนุษย์  เป็นช่องทางสืบหาลูกสาวที่หายตัวไปใน The Scar  เป็นห้วงฝันถึงการลักลอบเล่นชู้ใน Camera Buff เป็นทางผ่านของถ้อยคำสุดท้ายระหว่างพ่อ-ลูกใน Blind Chance ยังไม่นับตัวอย่างอีกนับไม่ถ้วนในงานชั้นหลัง  ขณะเดียวกันโทรศัพท์ก็เป็นเหมือนเสียงจากเบื้องบนที่อุลาเฝ้ารออยู่ตลอดเรื่อง แม้หลายครั้งจะลงเอยด้วยความผิดหวัง แต่พอถึงจุดหนึ่งเมื่อเธอถูกถามว่าเธอต่อสายถึงใคร เธอก็ตอบว่า เธอลืมไปแล้ว  ส่วนที่เป็นตัวอย่างของการใช้โทรศัพท์เป็นสัญลักษณ์เพื่อการรู้แจ้ง คือ การตัดสายสัญญาณในตอนจบเรื่อง ไม่มีการรุกล้ำจากภพปัจจุบันอีกต่อไป ไม่มีการสื่อสารแบบแทงกั๊กของอูลาอีกต่อไป  การตัดสายทิ้งเป็นทั้งการปฏิเสธที่จะสื่อสารกับมนุษย์และอาจหาญประกาศจะขอสื่อสารผ่านความรู้สึก(กับผู้เป็นสามี)สถานเดียว

สิ้นเสียงโทรศัพท์ อูลาก็ตื่นและตรงไปยังหน้าต่าง รดน้ำต้นไม้ในกระถาง(กิจวัตรและสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่) อูลาชงกาแฟสองถ้วยด้วยความเคยชิน ดังได้อภิปรายไว้ในบทที่ 1 เครื่องดื่มเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมหัวจมท้ายและเป็นหน้าที่ตามปกติวิสัย การเล่าระลอกนี้ไว้ลายการหักมุมสู่หายนะและความเสื่อมทรามภายใต้ขุมข่ายความคิดบอกใบ้ถึงการขาดไปของผู้ร่วมชีวิต  พลังการบอกใบ้เชิงปรากฏการณวิทยาอันลื่นไหลยิ่งพริ้วสะบัดขณะอูลาเทกาแฟทิ้งลงท่ออ่างล้างจาน  คีสลอฟสกีเจาะจงจดจ่ออยู่กับแบบพิมพ์แทนใบหน้าเธอในฐานะบ่อเกิดอารมณ์และความหมาย ทุกอณูของชั่วอึดใจนี้หนักอึ้งด้วยขีดสุดของค่าความถ่วงจำเพาะความหวนไห้  แม้แต่เหตุการณ์ขี้หมูราขี้หมาแห้งที่สุดในชีวิตปัจจุบันก็ถูกระดมมาเป็นหน้าตักสัญญะขนาดมหึมาเทลงไปในการเล่า  สิ่งเหล่านั้นเป็นป้ายสัญญาณการลงทุนทางความหมายแบบเขียมๆ บอกหนทางความเป็นไปในชีวิตของเราๆ

อันเท็กหันไปฉวยหนังสือพิมพ์เพื่อส่งสัญญาณถึงการมีอยู่ของตนและต่อกรกับสัญลักษณ์ของการสาปสูญ การเข้ามาจุ้นจ้านในภพปัจจุบันของอันเท็กมักสวมรอยความบังเอิญอันเป็นเหตุกลบเกลื่อนความไม่ชอบมาพากล  ยกตัวอย่างเช่น เราได้เห็นอัจฉริยะในทางอภิปรัชญาของคีสลอฟสกีในฉากลาบราดอร์ไปตรวจดูห้ามล้อ(เวลาหยุดเดิน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การหักห้ามการเดินของเวลา) ก็จะเห็นอันเท็กเดินผ่านไป  ปฏิสัมพันธ์ระหว่างอันเท็กกับภพปัจจุบันบ่งบอกว่าอาจไม่ใช่เป็นการบรรจบพบกันโดยบังเอิญของสองภพ หากแต่ซ้อนทบกันอยู่ในวงกลมแห่งคราส โดยที่อภิปรัชญาขนานแท้คือวงกลมที่ครอบอีกวงไว้เป็นไส้ใน

เสียงเพลงประจำงานศพบรรเลงอยู่ ยาเส็กวิ่งออกมาจากโรงเรียน คำว่า Joy ระริกระรี้ผิดที่ผิดเวลาอยู่บนเป้หลัง อูลาในสภาพอิดโรย เศร้าซึม เฝ้าดูเด็กชายโดยไม่เฉลียวใจว่ามีอันเท็กนั่งอยู่ข้างๆ หมาดำตรงเข้าเลียมืออันเท็ก เหมือนกับหมาในฉากจบของ Stalker ของผู้กำกับทาร์คอฟสกีไม่มีผิด หมาไม่เคยผิดพลาดทางจิตวิญญาณ ยึดโยงตัวเองกับอาณาจักรทางจิตวิญญาณ ดุจเดียวกับการทำหน้าที่หมาเจ้าที่ของเซอร์เบรุส(Cerberus)คอยบอกทาง(มากกว่าเฝ้าระวัง)ไปสู่ปากประตูปรโลก  หมาคือสะพานเชื่อมความเป็นกับความตายและมีมาให้เห็นอยู่ตลอดเรื่อง  ยาเส็กเป็นคนเป็นเพียงรายเดียวหากไม่นับอันเท็กที่คลุกคลีกับหมา(จะเห็นหมากับคนกอดกันในกาลต่อมา) บทกวีที่ลาบราดอร์ขึ้นอ่านในภายหลังก็เปรียบเปรยความซื่อสัตย์ การมีจิตวิญญาณแบบมนุษย์กับหมาจรจัด  แม้แต่ชื่อของเขา(เมื่ออ่านตามหลักการออกเสียงภาษาอังกฤษ)ก็อดคิดถึงหมาไม่ได้

ลาบราดอร์ทิ้งคำถามสำคัญไว้ในหนังและเจตจำนงที่เขาแสดงในกาลต่อมาเป็นการทิ้งสมอให้แก่ปมขัดแย้งรอง “ผมก็พอจะเข้าใจเรื่องชาติ แต่เราเกี่ยวอะไรด้วย” คำถามดื้อด้านนี้นำมาซึ่งคำถามสลับประธานกรรมที่ว่า “ชาติภพ(หรือชะตากรรม)จะมาไม้ไหนกับเรา”  ซึ่งจะตามทักท้วงไปตลอดเรื่อง คำถามนี้เป็นผลผลิตจากการวางสร้อยหนังอันแม่นยำเป็นระยะมาตลอดเรื่อง  นาฬิกาแขวนผนังเรือนเบ้อเริ่มกินระวางส่วนหน้าของภาพคอยกดดัน ฉากเหตุการณ์ตอนที่ลาบราดอร์รู้แกวว่าตนเริ่มถูกบีบให้ลาออก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไล่ๆกับช่วงเวลาที่เขาต้องตัดสินใจว่าจะรับ-ไม่รับทำคดีให้ดาเร็ก แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องยอมรับข้อเสนอที่เขาบอกปัดไปคราวแรก  สำหรับครอบครัวของดาเร็กข่าวนี้เปรียบเหมือนฟ้ามีตา  แต่หาได้น้อยครั้งยิ่งที่โลกทางอภิปรัชญาของคีสลอฟสกีจะราบรื่นกว่าภพปัจจุบัน ความกังขาน่าระแวงกลับติดตามากับชื่อเสียงเรียงนามของลาบราดอร์ การขึ้นชื่อในฐานะทนายบอกเป็นลางว่าอันเท็กกำลังฝืนชะตากรรม

คีสลอฟสกีฉวยจังหวะที่อูลาไล่สำรวจข้าวของของอันเท็ก สวมรอยเพ่งเล็งสมบัติส่วนตัว จุดชนวนความลี้ลับและยกระดับพวกมันไปสู่การเป็นแหล่งสิงสถิตย์คุณค่าความหมาย  ข้าวของเหล่านนี้มีอิทธิฤทธิ์ขึ้นมาเพราะน้ำเลี้ยงจากความอาดูร  อูลาเป็นคลังเก็บเรื่องราวเก่าก่อน ต่อมาเธอก็ยอมรับว่าเธอรักเขามากว่าที่เคยคิด จากสัมพัทธภาพที่เธอไม่เคยรู้สึกถึงความแนบแน่นมาก่อน

[น.153]ต่อมาเราได้เห็นภาพของเธอช่วงก่อนมาใช้ชีวิตคู่กับอันเท็ก เป็นภาพเมื่อครั้งเธอยังเปลื้องผ้าเป็นอาชีพ ก่อนมาใช้ชีวิตร่วมกับอันเท็ก แทนที่จะทำลายภาพถ่ายอันเท็กกลับตัดเฉพาะส่วนใบหน้าของเธอออกจากตัวภาพถ่าย และเก็บรวบรวมเป็นอย่างดีในกล่องในสภาพเหมือนตอนตกมาถึงมือ  ภาพเหล่านั้นถึงคราวอันตรธานไปจากโลกด้วยน้ำมืออูลา เธอร่ำไห้ระคนด้วยความอาดูร ขายหน้าและคลางแคลงใจ (ทำไมเขาถึงตัดเฉพาะใบหน้า เธอครวญ) ถึงจุดนี้เธอดูเปราะบางเหลือแสน จะปลื้มก็ว่าได้ แต่เหมือนประตูทำนบเปิดเปิงไปแล้วแม้จะมีหมาที่นั่งอยู่ใต้โคมไฟประดับถนนคอยจับจอง ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเหตุใดอันเท็กยังเก็บภาพถ่ายเหล่านั้นไว้และตัดแต่งพวกมัน แต่ที่แน่ๆ พฤติกรรมอันซับซ้อนนี้ฉายเด่นอยู่ในฉากเหตุการณ์อันข้นคลั่กหลากหลาย ที่ชัดแจ้งเพียงประการเดียวคืออันเท็กพยายามแยกภาพถ่ายเป็นกระตั๊กเหล่านั้นไว้ที่หนึ่งและส่วนของใบหน้าภรรยาก็ไปอยู่อีกที่ ควรกล่าวด้วยว่าเขาไม่ได้ไปขวนขวายภาพถ่ายเหล่านั้นมา แต่มี”ผู้หวังดี”จัดส่งมาให้  การตัดเฉพาะส่วนใบหน้าทิ้งไปอาจเพื่อทิ้งให้เป็นอดีตและกู็ชื่อเสียงเธอไว้ ทว่าเขาก็ไม่สามารถโละภาพเธอทิ้งทั้งหมด หาไม่ ก็จะมีเธอเหลืออยู่เพียงในห้วงความฝันเฟื่อง  ภาพตัดแต่งจึงเป็นการประนีประนอมกับความเป็นจริง

จู่ๆ รถของอูลาก็เครื่องตายเอาดื้อๆ  หนังเล่าเหตุการณ์นี้โดยแบ่งกรอบภาพเป็นสองส่วนหยาบๆ  ฝั่งหนึ่งจะเห็นอสรพิษเลื้อยตามแนวดิ่ง พอยิงกล้องจากมุมย้อนศรตอนรถใช้การได้ขึ้นมาได้ราวปลุกเสกก็ยังจะเห็นงูตัวเดิมอยู่  ในการเน้นถึงอุบัติการณ์พิศวงผ่านเสี้ยวอึดใจแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุที่รอท่าอยู่ข้างหน้า คีสลอฟสกีเล่าตามแม่ไม้รูปนิยมทุกกระเบียดนิ้ว  ภาพนามธรรมของน้ำมันและภาพมือหลากหลายอากัปกิริยา(ที่ไปตามพุง  ที่กันชน ป้ายคราบสกปรกบนใบหน้า ของอูลา ตลอดจนมือที่โผล่ออกมาให้เห็นจากนอกหน้าต่างรถคันที่ยับเยิน) ผสมโรงเพิ่มระดับความสะเทือนขวัญของอุบัติเหตุ  คีสลอฟสกีหูไวตาไวเป็นพิเศษกับความหวาดหวั่นอันเป็นผลจากความทรงจำอันเอาแน่ไม่ได้ อูลาเงอะงะในการเปิดกรุความทรงจำเกี่ยวกับอันเท็กออกมาปัดฝุ่น  การพูดคุยกับมาร์ตาคนรักเก่าของอันเท็กร่ำๆ จะกลายเป็นสงครามชิงสิทธิอันชอบธรรมในการยัดเยียดอัตลักษณ์ของอันเท็ก มาร์ตาอ้างว่าตอนค.ศ.1967 อันเท็กตั้งใจจะเป็นผู้พิพากษา อูลาสวนทันควันว่าเขาอยากเป็นอัยการมาโดยตลอดและเขาก็ได้เป็น  กลับถึงบ้านอูลารื้อค้นกรุภาพถ่ายด้วยความพลุ่งพล่านจนกระทั่งเจอภาพที่ถ่ายในห้วงเวลาอันเป็นข้อพิพาท  ความอาลัยเลื่อนไหลไปในรูปสัญลักษณ์ ภาพถ่ายกลายเป็นหลักฐาน(และสัญญะ)ของความเป็นจริงที่ไม่จีรัง  ผู้คนก็เป็นแค่ดุลบัญชีของการสังคายนาตัวตายตัวแทนในกรุอัตวิสัยของพวกเขาเอง  จอมสลักความหมายอย่างคีสลอฟสกีจึงพิถีพิถันเป็นพิเศษในการรับมือกับสมการทรงเครื่องใหญ่ทางสัญนิยมที่ขวางกั้นจนหาความลงตัวแก่ความอาดูรได้ยากยิ่ง

[น.154]กามกิจกับคนแปลกหน้าของอูลาโถมถั่งจากความอาลัยและเป็นไปโดยปฏิกิริยาต่อสองแรงปะทะ หนึ่งคือการหักใจดิบจากการเทียวไล้เทียวขื่อของโทเม็ก(การมีนอกมีในกับคนรู้จักในช่วงนี้ออกจะเป็นเรื่องเกินทน) และความคิดถึงอันเท็ก(มือของชายแปลกหน้าเหมือนกับมือของอันเท็ก)  ให้หลังทุพภิกขภัยทางจิตวิญญาณและความรู้สึกอันประเดประดัง เพศสัมพันธ์ฉันท์คนไม่รู้จัก อูลาก็พรั่งพรูคำสารภาพ  อย่างแรกเธอต้องแน่ใจว่าชายแปลกหน้าที่เป็นเป้าหมายต้องไม่รู้ภาษาโปลิช ถึงค่อยรำพันถึงความรักที่ตนมีต่อสามี(โดยเธอก็ไม่สำเหนียกว่าเขาอยู่แห่งหนใด เพียงแต่อาศัยการส่งจิตอธิษฐาน)    หนังเหน็บแนมอาชีพล่ามของเธอด้วยพฤติกรรมอันเป็นด้านกลับตาลปัตรกับผลิตผลของหน้าที่การงาน (เชื่อมคนให้เข้าใจเรื่องราวตรงกัน) แต่กับปฏิบัติการครั้งนี้ การสื่อสารถูกตัดขาด  อาศัยเพียงความรู้สึกและมีเพียงเธอฝ่ายเดียวที่รู้  การขมวดปมแม่ไม้ทางสัญนิยมเข้ากับการระบายความคั่งค้างทางจิตวิทยาในระลอกนี้แยบยลหมดจดยิ่ง  การเล็งผลเลิศอันไม่มีทางบรรุลเพราะเรื่องราวที่ต้องการบอกกล่าวนั้นไม่ขาดผู้รับรู้ได้จริง  บางทีการที่พูดโปลิชกับคนที่บอดใบ้ภาษานี้ก็อาจมีเหตุผลเดียวกับการที่อันเท็กคว้านรูปหน้าออกจากภาพถ่าย นั่นคือ การกำจัดกลิ่นคาวโลกีย์ออกไปให้พ้นตัวบุคคลเพื่อถนอมภาพในอุดมคติของคนๆ นั้นไว้

ในความหลอมไหล ความทรงจำเป็นเหมือนแว่นขยายส่องจับสรรพสิ่งชัดเจนขึ้น   อูลาบอกผู้ชายอเมริกันคนนั้น(ด้วยภาษาที่เขาไม่กระดิก)ว่า นึกย้อนไป เธอก็รู้สึกมีความสุขดีที่ได้อยู่กับอันเท็กแม้ตอนอันเท็กมีชีวิตอยู่เธอจะไม่ตระหนักเลยก็ตาม แล้วการปีนเกลียวทางสัญญะและขุมข่ายความคิดจาก Silence ของเบิร์กมันน์(ภาษาต่างด้าว  มือ และใบหน้า)ก็ผุดขึ้นมาในคำนึงคนดูอีกคำรบตอนอูลาบอกชายคนดังกล่าวว่ามือของเขาละม้ายของอันเท็ก  ชายคนนั้นโพล่งออกมาว่า “พูดอังกฤษก็หมดเรื่อง” แล้วเธอก็ไล้นิ้วไปตามใบหน้าของเขาและรำพึงว่า”คุณไม่เข้าใจอยู่ดี”  ถ้อยคำไม่หนำใจเธอ เธอเอื้อเฟื้อความปรารถนาดีแก่เขาโดยรู้แก่ใจว่าเขาเป็นเพียงผืนผ้าใบให้เธอละเลงความรู้สึกที่มีต่ออันเท็ก

ฉากที่อูลาหันหน้าไปพึ่งการสะกดจิตบำบัดเพื่อตัดอกตัดใจ ตกอยู่ใต้อิทธิพลของมือและใบหน้าโดยสิ้นเชิง เสียงไล้ปากแก้วของอันเท็กดังแว่วกังวานตอนเขาแหย่นิ้วเข้าไปปลุกจิตอูลาให้ตื่นจากภาวะถูกสะกด  ยิ่งทีเสียงนั้นยิ่งดังขึ้นจนกลายเป็นเสียงสัญญาญเชื้อเชิญจากปรโลกมาถึงเธอ  การสื่อสารผ่านสัญญาณมือระหว่างเธอกับอันเท็กดูขบขันจากการที่พฤติกรรมของแต่ละฝ่ายต่างแฝงสัญญะคนละชุด ก่อนจบลงด้วยการชูนิ้วกลาง(ลามก)และอันเท็กยกนิ้วปราม(มุกตลก) [น.155] หากมาร์ตาเข้ารับการสะกดจิตเพื่อลืม ความทรงจำของอูลากลับกล้าแข็งถึงขั้นติดต่อกับวิญญาณได้ คาบเหตุการณ์นี้จบลงตรงภาพมือของอูลาในอาการขยุ้มคล้ายแมงมุม และพื้นห้องในสภาพนามธรรม  ส่วนมือของนักสะกดจิตโดนกับดักหนูงับไว้(คีสลอฟสกีอาจโดดเข้าร่วมวงแขวะนักต้มตุ๋นรายนี้เสียเอง)   

จากที่เคยเป็นสื่อเชื่อมโยงกับอันเท็กในฉากก่อน มือของอูลาทวีบทบาทต่อมากับการไขว่คว้าความชิดเชื้อกับอันเท็ก ระหว่างเธอสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง เธอครางเป็นชื่อเขา  คีสลอฟสกีส่งการตอบสนองความต้องการของเด็กมาเป็นมารผจญกิจกรรมทางเพศของผู้ใหญ่ เช่นเดียวกับใน Camera Buff    ยาเส็กสารภาพกับแม่ว่าเขาเคยเห็นพ่อกับแม่มีเพศสัมพันธ์กัน อูลาบอกลูกว่านั่นเป็นการมอบความรัก มาจากความยินยอมพร้อมใจ แตกต่างอย่างมากกับในภาพถ่ายไร้ใบหน้าในอดีตของเธอ และการมีเพศสัมพันธ์ส่งเดชกับชาวชาวอเมริกัน และเธอก็ให้คำมั่นสร้างความอิ่มเอมแก่ผู้เป็นลูกในอ้อมกอดว่ายาเส็กคือยอดดวงใจของเธอในยามนี้ อย่ากระหยิ่มใจไป เพราะเพศในสายตาคีสลอฟสกีออกจะมีบทบาทหนักไปในทางตอบโจทย์ทางจิตวิญญาณและความศรัทธามากกว่ามากกว่ากิจกรรมทางชีววิทยา รูปธรรมของแนวคิดฟรอยเดียนจะพาลพาให้พลาดประเด็นสำคัญในภาพที่ว่า  ที่สุดแล้วอูลาพาลจะล้มเหลวไม่เป็นท่าเพราะเธอไม่ถูกโรคกับการฟูมฟักเขาในฐานะลูกอันเป็นภารกิจเฉพาะหน้าที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับยาเส็ก  เธอต้องหาทางปรับทิศและแปรรูปความรักและพลังงานอันละเอียดอ่อนไปสู่บุตรชาย  รักและความลื่นไหลซ่อนเงื่อนของความรักยังมีให้เห็นอย่างพิศดาร(และหนักหน่วงยากจะลืม)อีกใน Decalogue IV

ในอีกฝั่งของสถานการณ์ ทนายของดาเร็กวางตนประหนึ่งแตกฉานบทจ็อบในพระคัมภีร์ เจื้อยแจ้วอนุสติโดยแทบไม่เข้าใจความหมาย  ลาบราดอร์เล็งผลเลิศถึงอิสรภาพของดาเร็กถึงขั้นยอมเอาศักดิ์ศรีเข้าแลกหมดหน้าตัก ทนายหนุ่มคะยั้นคะยอให้ดาเร็กยอมรับข้อเสนอเพื่อเห็นแก่ความสืบเนื่องของเส้นทางการปฏิวัติ บทสนทนาระหว่างดาเร็กกับทนายหนุ่มนับเป็นหนึ่งในสาระสำคัญของเหตุการณ์ฟากนี้  ดาเร็กลากไส้ความอำมหิตในถ้อยความของทนายหนุ่มอันเป็นท่าทีที่เขาขอจำจนตาย  ทนายหนุ่มนี้ได้ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายว่าดาเร็กกำลังหลงกลศัตรูเก่าในมาดใหม่ และขอให้หัดมองเป็นเรื่องสองด้านของเหรียญเดียว แต่ดาเร็กยืนกระต่ายสามขา ต่อมาเขาสะดุ้งตื่นเพราะหูแว่ว แต่พอไม่เห็นความผิดสังเกตก็ล้มตัวลงนอนต่อ กล้องค่อยๆ เบนหน้าไปจับภาพอันเท็กสถิตอยู่ข้างๆ เขา

อูลาคุยกับโทเม็กเรื่องที่เธอเจออันเท็กราวกับได้พูดคุยกัน ระหว่างบำบัดอาการทางจิต  เพื่ออะไรล่ะ  เพื่อจะได้อยู่ ออกจะชัด ก็อันเท็กใช้ตัวเขาเองเป็นหลักฐานยืนยันแก่เราตั้งแต่หนังเปิดเรื่องว่าเขามีสิทธิ์เลือกที่จะปฏิเสธความตาย ดังจะเห็นได้จากที่เขาคุมเชิงอยู่เหนือร่างที่ยึดหัวใจเขาไว้เป็นตัวประกัน แต่เขาเลือกที่จะไปเพื่อความสบายใจและอูลาก็เข้าใจแล้วในบัดนี้ว่าอันเท็กคงไม่มีวันหวนคืน เธอได้แต่ลงกับการบิดถุงน่องเป็นเกลียวและค่อยๆ ฉีก [น.156] พยานรักระหว่างภาพนามธรรมกับพลังของอารมณ์อันยากจะอธิบาย(ดังได้อภิปรายแล้วในบทที่ 1)

จากนี้ไปหนังยอมเอาตัวเข้าเสี่ยงกับการเล่าความเป็นไปชีวิตหลังความตายอย่างสะเปะสะปะแต่เปี่ยมอรรถรสตามขนบฮอลลิวูด อย่างไรก็ดีสำหรับผู้ชมในโปแลนด์ห้วงเวลานั้นน่าจะเป็นที่ชัดเจน(อย่างที่เราตระหนัก)ว่าในตัวละครอันเท็กนั้นมีทั้งถือหางภาพรวมขบวนการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาว และสาปส่งปัจจัยคุกคามการอยู่รอดของขบวนการในห้วงเวลาดังกล่าว  ขบวนการยืนหยัดอยู่ได้สักระยะอย่างน้อยก็ในระนาบของอุดมคติและอภิปรัชญา ห้วงเวลานั้นกลียุคเหลือทน มีแต่การเสนอหนทางที่เป็นไปไม่ได้เพื่อสะสางเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  คีสลอฟสกีทิ้งไว้เพียงความหวังริบหรี่ที่ว่าขบวนการจะกลับมาเข้มแข็ง และพรรณนาบรรยากาศของยุค ตั้งปุจฉาว่าเรื่องราวต่างๆ อาจจะพอทำเนาในอีกฟากของความตายก็ไม่แน่

อูลาพรวดพราดเข้าไปในอาคารห้องเช่า โดยไม่สนใจผู้ชายที่ติดค้างอยู่ในลิฟต์ซึ่งตะกุยตะกายบานหน้าต่างร้องขอความช่วยเหลืออยู่ เธอไม่ใยดีคนที่หวังพึ่งเธอและเอาแต่มุ่งหน้าเข้าตึก กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ไร้มโนธรรม แต่ในฐานะปุถุชนก็พอจะยกประโยชน์ให้ได้  เธอหันรีหันขวางหาบันไดขึ้นตึก หนังเปลี่ยนมาใช้ฝีภาพแทนสายตาเธอขณะลุยฝ่าขั้นบันไดเป็นพายุบุแคมเพื่อไปพบกับขั้นบันไดของอีกชั้น(จงใจและละเมิดกฏของความสืบเนื่องและสร้างความอกสั่นขวัญแขวน ตลอดจนขยายโครงสร้างกาล-อวกาศ) หนังพาคนดูติดสอยห้อยตามอูลาไม่มีลดละให้เป็นที่ประจักษ์ในความมุทะลุ เหน็ดเหนื่อยและเคว้งคว้าง บันไดพาคนดูไปสะดุดตากับหญิงชรานางหนึ่ง  อูลาผลักไสเธอให้พ้นทางอย่างไม่ฟังอีร้าค่าอีรม นั่นอาจเป็นเค้าลางก่อนการมาถึงของวิบากกรรมรันทดทุกข์เข็ญอันจะเกิดแก่ตัวเอกทั้งสามแห่ง Color Trilogy ในภายภาคหน้า  เธอนับญาติได้กับจูลีผู้ระกำแห่ง Blue ผู้ไม่อาจสลัดตัวเองพ้นจากภาพหญิงชราเจ้ากรรมร้องขอความช่วยเหลืออยู่แทบถังขยะ  ในที่สุดอูลาก็มาถึงปากประตูสำนักสะกดจิตบำบัด และขอให้ทำการสะกดจิตเธอซ้ำเพื่อเยียวยาและได้พบอันเท็กอีก  ระหว่างที่ออกปากกันอยู่นักสะกดจิตก็ไล้นิ้วไปบนปากแก้ว  แล้วความน่าเชื่อถือของเหตุการณ์ของฉากเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นก็มลายไปพร้อมกับแว่วเสียงสำเนียงคุ้นหูเหมือนเคยได้ยินจากอันเท็ก(หรือครั้งนั้นเธออยู่ในภาวะถูกสะกดจิตและจินตภาพถึงอันเท็กโดยมีเสียงจากนิ้วมือนักสะกดจิตขับคลอ)  ผมติดต่อกับเบื้องบนได้เสียเมื่อไหร่ เขาตอบหน้าตาเฉย ไม่ทันขาดคำอูลาคว้าแก้วไปจากมือเขา

ฝีภาพถัดมาจะเห็นอูลาอยู่ในบ้านในมือถือแก้วอีกใบ ชัดเจนในเชิงขุมข่ายความคิดว่าเธอเคยมีช่องทางพิเศษสืบเสาะเข้าถึงตัวเขาได้แต่ก็หลุดมือไปแล้ว คนดูได้รับอภินันทนาการเต็มที่ในรูปความอ้อยอิ่ง ความอาดูร จมดิ่งอยู่กับความทรมานที่ผสมโรงกันบีบคั้นความรู้สึกในฉากเหตุการณ์

ยาเส็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่กับการบรรเลงเปียนโนสำหรับงานศพ บทเพลงนั้นชื่อ Mury(แปลว่า”กำแพง”) ท่วงทำนองประจำขบวนการโซลิดาริตีอันคุ้นหูนี้ขับขานยืนพื้นในฉากไว้อาลัยที่จะตามติดมา เทียนที่เรียงรายอยู่ตรงหน้าต่าง[น.157]บ้านอูลาคือเข้าร่วมการประท้วงเงียบกับขบวนการโซลิดาริตี(ทุกวันที่ 13 ของเดือน) อูลาปล่อยแก้วลงพื้น ภาพการแตกเปรื่องของภาชนะจะมีให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกในงานชิ้นอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Decalogue II โดยในงานชิ้นนั้น การแตกเป็นเสี่ยงของภาชนะมาพร้อมกับที่ตัวละครตบะแตก พออูลาไประเบิดอารมณ์ในห้องน้ำ ก็พอดีกับพิธีดำเนินการมาถึงสุสาน  ความงามของฉากเหตุการณ์กลมกลืนไปกับลางหายนะ ยาเส็กผู้ไม่ประสากับการบ้านการเมืองจับจ้องนักเรียนที่พากันมาประท้วงและชูป้ายสดุดีเกียรติคุณซาวิสซา(Zawisza)นักรบขบวนการต่อต้านใต้ดิน  อุลามองสวนมายังกล้อง จุดไม้ขีดก้านแล้วก้านเล่าไปพร้อมกับพร่ำว่าฉันรักเธอ  หนังแทรกสลับฝีภาพนามธรรมเข้ามาถี่ยิบเหมือนเป็นการหลุดอลยสู่ความมืดมิด เปลวไฟจากไม้ขีดลามเลียลงมาลวกนิ้วอูลา เป็นความเสียวสยองที่ชวนให้นึกถึงคนวิกลจริตใน Blind Chance จุดไฟเผามือตัวเอง อีกทั้งปูทางไปสู่ภาพการลูกไหม้ของกล่องไม้ขีดโดโรตาในกาลต่อมากับ Decalogue II

อูลาไม่ตระหนักว่าตนเองมีเอี่ยวในวงเดิมพันทางการเมืองก้อนมหึมาอีกตามเคย เธอขัดขวางยาเส็กทุกวิถีทางไม่ให้ฝักใฝ่กับขบวนการต่อต้าน ในเหตุการณ์ต่อมา ภาพยาเส็กที่ตกกระทบบนกระจกมองหลังบอกชัดเจนยิ่งถึงระยะห่างระหว่างคนทั้งสอง พวกเขาสื่อสารกันผ่านเงาตกประทบของอีกฝ่าย อูลาหอบผู้เป็นหลานไปให้ย่าช่วยเลี้ยง เป็นคุณย่าที่เลี้ยงดูสามีเธอให้เติบโตมาเป็นนักปฏิวัติ  เที่ยวนี้ไปนานแค่ไหน เธอถามลูกสะใภ้  ไม่นาน เธอรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ  กล้องถอยกรูดและตีตัวออกห่างมาเรื่อยๆ กระหน่ำความรู้สึกพลัดพราก  อูลาไม่ฉุกใจคิดเลยว่าตนเองทิ้งบ้านไปมากพอๆกับกลับเข้าบ้าน หรือกลับเนื่้อกลับตัวเพื่อเอาชนะใจคนอื่น แต่เธอล้มกระดานสร้างขนบใหม่ที่มีทางเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อเลิกสังฆกรรมกับปัจจุบันขณะ

ยาเส็กยังคิดว่านั่นเป็นการร่ำลาตามปกติ แต่อูลาไม่คิดเช่นนั้น ถึงจะพอวาดหวังได้ว่าการณ์จะไม่เป็นไปดังคำ เพราะการเอ่ยคำลามีไว้สำหรับการห่างหายเป็นเวลานานๆ และคำว่าจะไปรอ ก็ดูจะเหมาะกับการแยกกันเพียงเวลาสั้นๆ  อย่างไรก็ดี เห็นได้ชัดว่าแนวคิดว่าด้วยกาลและอวกาศของอูลานั้นกินขอบเขตไร้ที่สิ้นสุด  ความยาวความสั้นของเวลาในความคิดของเธอใช้มาตรวัดต่างกัน  เธอปลงใจจะไปอยู่ร่วมกับสามีในภพไร้กาลเวลา จะกล่าวโทษว่าเธอตัดช่องน้อยแต่พอตัวก็ใช่ที่  ชีวิตเธอเป็นไปตามข่ายความคิดว่าด้วยการพ้นทุกข์ของคีสลอฟสกีในมิติจักรวาล

[น.158]ไม่มีหลักฐานชัดแจ้งแต่ดูเหมือนว่าคีสลอฟสกีจะปรากฏตัวในฉากพิจารณาคดีในศาล  ก็นับว่าลงตัวอยู่กับการสวมบทผู้พิพากษาในฐานะเจ้าของเรื่อง เขาแจกแจงและบงการสิ่งที่หนังจาระไน ในอีกแง่หนึ่งบทบาทผู้พิพากษาก็ปลุกผีตัวละครผู้พิพากษาจากหน้าวรรณกรรมที่อันเท็กโปรดปราณ อันได้แก่ “ผู้พิพากษาจำนน”ในงานของกามูส์(Albert Camus)  ชายในเรื่อง “มนุษย์สองหน้า”(The Fall) คือ ฌ็อง  แบ็บติสต์  กลามองซ์(Jean-Baptiste  Clamence)  สารภาพว่าตนเองแยกแยะความชั่วทางโลกไม่ได้ และลำบากใจที่จะอ้างสิทธิอันชอบด้วยศิลธรรมในการตัดสินความผู้อื่น  การอ้างอิงดังกล่าวไม่เพียงถูกโฉลกกับคีสลอฟสกีผู้ขัดเขินกับบทบาทเชิงศิลธรรมเสมอมา และยังเป็นต้นร่างของผู้พิพากษาผู้พะว้าพะวงในภายภาคหน้าอันได้แก่ออกุสต์ แห่งไตรรงค์ภาค  Red กามูส์

ดาเร็กยอมเสียศักดิ์ศรี เขากัดฟันฟังผลการพิจารณาโทษ ผิดจริง แต่ให้รอลงอาญา  คำพิพากษามวยล้มต้มคนดูแม้แต่ตัวเขาเองยังสาปส่ง เขาเป็นอิสระในทางหนึ่งแต่ก็สูญสิ้นบารมีที่สั่งสมมาในฐานะผู้เสียสละตน ไม่มีอุดมการณ์หลงเหลือให้ทรนง

fig-50ด้วยเข้าใจความขุ่นเคืองในหัวอกดาเร็ก ลาบราดอร์ยกร้อยแก้วท้องถิ่นโปแลนด์อันสะท้อนถึงตัวหนังในหลายมิติ ขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์แก่ตัวเอง(จากชื่อของเขา) และแก่อันเท็ก(เปรียบเหมือนหมาดำ)   “ลมมืดปะทะ นึกไม่ออกว่าหมาป่าอย่างเรากลายเป็นน้องหมาตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะตั้งแต่ลมมืดไม่อาจบาดปาก จมูก ตาสีอำพันของข้าไม่อาจสบประสานกับท้องฟ้า ประกายแห่งความหวาดกลัว หาใช่เปลวแห่งความผยองแปลบปลาบใส่หลังข้า   อาจไม่มีใครมีแก่ใจจะสวมปลอกคอให้ข้าและข้าก็ได้แต่หมอบคลานวิงวอน เป็นก้อนเนื้อสีน้ำตาลหม่น หมาชัดๆ  พระองค์ผู้ทรงเมตตาแม้แต่คนสอพลอและปลุกปลอบความทรนงแก่โลหิตซีดเผือด และปลดปล่อยคอหอยของผู้ที่ตะโกนความเงียบออกมา และบอกข้าว่าข้ามีสิทธิก้าวย่าง แม้จะคร่ำครวญ”  พอถึงช่วงที่ว่า ลมมืดปะทะ กล้องจับภาพอันเท็กที่นั่งอยู่ท้ายศาล แรกทีเดียวดาเร็กเหมือนจะตระหนักว่ามีเขาอยู่ เป็นภาพมนุษย์ผู้อับจนหนทางน้อมรับความเมตตา(หรือการพิพากษา)  ว่าตามเนื้อผ้าภาพอันปรากฏต่อสายตาและแบบแผนการลำดับภาพ เราพอมองออกถึงความเชื่อมโยงแต่ก็ขาดข้อพิสูจน์ และจำต้องทดไว้ในใจ จึงกลายเป็นเรื่องค้างคาใจต่อไปว่าคีสลอฟสกีให้น้ำหนักกับคุณค่าใด  ความนิ่งงันส่งผลเป็นความสะเทือนขวัญในการเล่าระลอกสุดท้าย  ไม่มีการตีโพยตีพาย อูลาเตรียีมตัวเก็ยขวดนมเปล่า(ภาพแทนความตายอันคุ้ยตาในงานของคีสลอฟสกี) ตัดสายนำสัญญาณโทรศัพท์(ย้อนศรสายเรียกเข้าตอนเปิดเรื่องเป็นการแก้ลำ) และแปรงฟัน  คีสลอฟสกีใช้ภาพตามแบบแผนและพิถีพิถันกับการจัดวางองค์ประกอบ[น.159]มากขึ้น และลดมาดสารคดีลงสำหรับห้วงเวลาอันอัดแน่นสาระทางจิตวิญญาณ ระหว่างอูลาเปลี่ยนมาสวมเสื้อดำ มือเธอโผล่มาอีกหนในภาพการจับราวแขวนผ้าในระยะใกล้ พรรณนาเส้นเลือกข้อต่อบนหลังมือโปนเกร็ง ขัดแย้งกับท่วงทีเยือกเย็น

เธอรัดปากตัวเองด้วยแถบกาว ชวนตะลึงต่อหน้าต่อตาคนดู แต่ก็อาจเป็นสัญลักษณ์ของการเข้าเงียบไปตลอดกาลที่กำลังจะมาถึงในฐานะล่ามเธอไม่มีปากมีเสียงมานานแล้ว  เธอปิดทางถอยของตัวเองเพื่อให้แก๊สทำงานได้ชะงัดขึ้น และตัวเองก็จะได้ไม่ครวญครางเมื่อถ้อยคำสิ้นท่าความเงียบก็หระหยิ่ม  มีเพียงเสียงแก๊สพ่นอันบาดหู กล้องเลื้อยซอนเข้าหาปากเตาอบช้าๆ ดุจเดียวกับที่เคยผลุบหายเข้าไปกับความมืดมิดในช่องปากของวิเท็กเมื่อครั้ง Blind Chance เป็นการชี้โพรงให้กระรอกแก่ยมฑูต

ขุมข่ายความคิดงานศพ บรรยากาศและกระบวนท่างานศพกุมสภาพอยู่จนกระทั่งคอเธอตก ขาดใจตายหรืออาจเป็นอย่างที่มีคนแย้งว่าเธออยู่ในท่าสวดภาวนา อันเท็กประสานสายตากับคนดูเป็นรอบที่สองด้วยมาดเดียวกับเธอในสุสาน  กล้องเผยให้เห็นว่าถัดไปคืออูลาในอิริยาบถกระมิดกระเมี้ยนคอพับคออ่อนซบหัวอยู่กับไหล่เขา(ท่วงท่าร่ายรำสู่ปรโลก)  กล้องย้ายไปจับภาพพื้นผิวมันปลาบอันไร้เงาตกกระทบของทั้งคู่  ขณะที่ทั้งคู่ลับหายไปกับผืนป่า เคลือบกระจกก็โผล่เข้ามาเฉลยฐานะการเป็นส่วนประกอบของบานประตูกรุแผ่นแก้วเจียระไน ดุจเดียวกับการปิดฉาก The Scar ด้วยบานประตู ในฐานะกุญแจลำคัญในภาพ  ประตูในงานชิ้นนี้นำมาซึ่งอวสานอันปลอดโปร่งผิดกัน(เป็นธรณีประตูของปรโลก) คุณค่าทางนามธรรมของของภาพนี้ตอบโจทย์อุตรนิยมได้ตรงเป้า โดยมีท่วงทีของคู่พระนางผสมโรง(เดินเคียงอันไปอย่างเยือกเย็นไม่มีสะทกสะท้าน)  อากัปกริยาเย็นใจเหล่านี้เหล่านี้แปรหนังเป็นสนามการตีความทางอุปลักษณ์ เหตุที่การตีความโดยมากจะขึ้นอยู่กับผู้ดู คีสลอฟสกีเพียงแค่บอกใบ้ว่าชีวิตภพนี้ไม่ได้มีเท่าที่ตาเห็น แต่เขาก็ไม่เห็นดีกับการเป่าคาถาสร้างความสะเทือนอารมณ์ใส่เรื่องที่เขาไม่เข้าใจ

ดังได้กล่าวไปแล้วว่าหนังเรื่องนี้ไม่เป็นที่สบอารมณ์ทั้งนักวิจารณ์ ทางการ ศาสนจักร แต่คีสลอฟสกียังคงได้รับการต้อนรับอุ่นหนาฝาคั่งจากสาธารณชนในแง่ที่ว่าหนังของเขาตีแผ่ความจริงของสภาพร่วมสมัย[น.160]ดังที่ลูเบลสกี(Lubelski)ขนานนามไว้ว่า”บรรยากาศของกาลสมัย” อันเท็กยังเป็นตัวตายตัวแทนของขบวนการเสรีโชริดาริตี เยาวชนของชาติที่หมดสิ้นความหวัง บรรยากาศในหนังสุดแสนหม่นหมองด้วยแรงกดดันทางการเมืองที่คีสลอฟสกีเองก็ไม่อาจเปิดโปงได้หมดเปลือก

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.128-147]

แปลจาก

Kickasola, Joseph G. 2004. The Films of Krzysztof Kieslowski: The Liminal Image. New York: Continuum.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: