enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี (The Double Life of Veronique 1/2) [น.242 – 252]

leave a comment »

[น.242]

5
งานความยาวมาตรฐานยุคหลัง (1991-1994)
The Double Life of Veronique และ The Three Colors Trilogy

ในบทสุดท้ายจะนำผลงานอันเป็นเหมือนการบรรลุสัมโพธิญาณทางพิมพ์นิยมเชิงอภิปรัชญาของคีสลอฟสกีมาอภิปราย อย่างไรก็ดี เนื่องจากในบทที่ 2 ได้มีการซักฟอกโดยยึดหนัง 4 เรื่องนี้เป็นหลัก ในที่นี่จึงจะข้ามรายละเอียดหลายๆ ประการไป ถึงที่สุดแล้วจุดใหญ่ใจความของสุนทรียะในงานชั้นหลังของคีสลอฟสกีอยู่ที่รูปภูมิของงาน บทนี้เป็นเพียงการฉายภาพพัฒนาการตามเส้นทางวิชาชีพ เพื่อความบริบูรณ์ควรอ่านบทนี้ร่วมกับบทที่ 2 ซึ่งว่าด้วยการเล่าที่ข้ามผ่านพันธนาการของกรอบภาษาและภาพ

การผนึกกำลังระหว่างขุมข่ายความคิดอภิปรัชญาและภาพนามธรรมใน The Double Life of Veronique เป็นที่เลื่องระบือ คีสลอฟสกียังพิสมัยเล่าเรื่องด้วยพิมพ์นิยมมาจนถึง Blue ทั้งยังลุ่มลึก และเจนจัดกว่าเก่า แม้สุนทรียะทางรูปทรงจะด้อยหน้าลงไปใน White ตามความจำเป็นของสถานการณ์และคิดหน้าคิดหลังเป็นอย่่างดี(ความสุขุมลึกซึ้งในชีวิตหลีกทางเพื่อถากถางสร้างความขบขันได้ถนัดมือ) คีสลอฟสกีสั่งลาภาพยนตรพิภพด้วยความเฉียบฉมังในการการผสมผสานเนื้อหาอภิปรัชญา แนวทางพิมพ์นิยม และ ภาพ อย่างไว้ลายใน Red

The Double Life of Veronique

เรื่องย่อ: ภาคขยายชีวิตของโอลา(Ola)แห่ง Decalogue IX นักร้องสาวเปี่ยมพรสวรรค์ชื่อเวโรนิกา ใช้ชีวิตอยู่ในโปแลนด์ โอกาสที่จะได้สำแดงพลังเสียงตกในงานแสดงดนตรีตกมาถึงเธอ ทว่าเพียงชั่วแวบที่ได้เห็นหญิงสาวที่เหมือนเธอราวโขกมาจากพิมพ์เดียวกันท่ามกลางนักท่องเที่ยวต่างชาติ เธอก็มีอาการเจ็บหน้าอก เธอสารภาพกับพ่อว่าเธอรู้สึกตะหงิดๆเสมอมาว่าตนเองสัมผัสความเป็นไปในชีวิตของใครอีกคนได้ แต่[น.243]เธอไม่เคยเข้าใจญาณพิเศษนั้น เธอเสียชีวิตระหว่างการแสดงบทเพลงรอบปฐมทัศน์เนื่องจากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ขณะเดียวกันเวโรนิกาในคราบนักท่องเที่่ยวคนนั้น(รับบทโดยอิแรน ยาคอบจู่ๆก็รู้สึกหดหู่ใจหายขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ เธอผู้นี้ใช้ชีวิตในปารีส เช่นเดียวกับวีโรนิกา(แม้ต่างฝ่ายจะไม่รู้จักกัน) เวโรนิก(Veronique) มีพรสวรรค์ในการขับร้อง และก็ต้องคอยดูแลแม่ อาภัพในการสานต่อสัมพันธ์กับเพศชาย จิตวิญญาณของเธอทุรนทุรายเพราะรู้สึกตะหงิิดๆ ไม่เว้นวายว่าตนเองมีชีวิตอยู่สองแห่ง เวโรนิกพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกลมเพลมพัดของตัวเองและปล่อยให้สัญชาตญาณ และเข็มทิศในส่วนลึกนำทาง ต่อมารายงานผลการตรวจระบุว่าหัวใจเธอมีปัญหาทั้งที่เวโรนิกเองก็หลีกเลี่ยงความเครียดที่อาจส่งผลร้ายแรงถึงชีวิตมาตลอด ระหว่างทำใจอยู่นั้นเธอก็เริ่มได้รับสัญญานแปลกๆ เหมือนเธอตกเป็นเป้าสนใจจากใครบางคน เธอได้รับพัสดุไปรษณีย์ปริศนา(แจ้งเบาะแส) ในเทปที่เธอเปิดฟังก็มีเสียงบรรยากาศสถานีรถไฟที่ไหนสักแห่งแทรกเข้ามา สัญญาณแต่ละระลอกมักเจือปนด้วยเงื่อนงำเหนือธรรมชาติ นิมิต ฝัน ลางบอกเหตุ อันไร้ที่มาที่ไป เบาะแสนำเธอไปพบกับอเล็กซองดร์(Alexandre รับบทโดย ฟิลิป วอลแตร์(Philippe Volter)) นักเชิดหุ่นและนักเขียนหนังสือเด็กที่สะดุดตากันในชั้นเรียนอนุบาลที่เวโรนิกสอนอยู่ ไม่ทันไรเวโรนิกก็ต้องผิดหวัง เมื่อพบว่าเขามาตีสนิทเธอเพียงเพื่อสะสมข้อมูลไว้เป็นต้นแบบตัวละครในงานเขียนเรื่องหน้าของเขา แต่ตอนหลังอเล็กซองด์ก็หาเธอจนเจอ เขาขอโทษและสารภาพรักกับเธอ เธออดคิดไม่ได้ว่าเขาคือดวงจิตที่เธอผูกพันด้วยลับๆมาโดยตลอด อเล็กซองด์ไล่สำรวจข้าวของหญิงสาวของเขาไปเรื่อยเพื่อทำความรู้จัก จนเจอเข้ากับภาพระหว่างเธอไปเที่ยวโปแลนด์ที่ถ่ายวีโรนิกาคู่เหมือนของเธอติดมาด้วย การค้นพบดังกล่าวสร้างความสับสนเสียใจอย่างยิ่งแก่เวโรนิก แต่่ก็ไม่ได้สั่นคลอนความรักที่เธอมีต่อเขา อเล็กซองด์นำชีวิตคู่ขนานระหว่างวีโรนิกาและเวโรนิกไปเป็นเค้าโครงในนิทานเรืื่องถัดไป เวโรนิกสะกดความรู้สึกไม่ไหว เธอตรงไปหาพ่อและโผเข้ากอดเขาไว้แน่น กล้องเผยให้เห็นเงาตกกระทบเหมือนตรงนั้นไม่ได้มีแค่พ่อลูกอยู่คู่เดียว

งานยุคหลังของคีสลอฟสกีที่เข้าตาเอ็มมา ทอมป์สันมากที่สุดคือ The Double Life of Veronique จากร่องรอยการต่อสู้ขนานใหญ่ระหว่างกลยุทธการเล่าที่มีทั้งกล้าได้กล้าเสีย ยึดมั่นและล้มล้างระบบ กว่าจะออกมาเป็นภาพ การจับผิดความอับจนหนทางของสัจนิยม ความสุ่มเสี่ยงในการใช้ตัวตายตัวแทน มรดกของการสมรู้ร่วมคิดในหมู่อัตวิสัย(ไม่ว่าจะเป็นกล้องหรือคนดู) อาจเพราะคีสลอฟสกีมองว่าเรื่องราวในหนังวนเวียนอยู่กับเรื่องการส่องสะท้อน แต่การบากบั่นเพื่อจรรโลงอภิปรัชญาก็ทิ้งรอยจารึกไว้ในหนังพอตัว นี่เป็นงานที่มีการใช้นามธรรมมากที่สุดในสารบบงานของคีสลอฟสกี และเป็นงานที่แพรวพราวด้วยค่ายกลการเล่าที่นำมาทดลองสารพัดนับจากสิ้น Decalogue หนังบรรทุกสาระทางวิญญาณคติอภิปรัชญา และปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติแทบล้นระวางจนไม่มีพื้นที่เหลือพอจะใส่ใจกับเทววิทยา หลายครั้งดูเหมือนจะเอาเป็นเอาตายกับการลองดีทางรูปแบบ [น.244]วุฒิภาวะที่สุกงอมได้ที่เริ่มมีบทบาทเป็นรากฐานการทำงานในระยะนี้ รวมไปถึงการบรรลุการเล่าเหนือรูปแบบซึ่งจะไปแผ่อิทธิพลเต็มที่ใน Blue และ Red หนังยังอยู่ในวิถีการเหวี่ยงตัวเพื่อจาริกทางอภิปรัชญาของเจ้าตัวผู้กำกับ ด้วยเหตุดังนี้คีสสอฟสกีจึงค้านหัวชนฝาต่อข้อหาที่ว่าเขาทรยศแนวทางดั้งเดิมของตัวเอง

หนังเป็นเรื่องของความลึกล้ำของศรัทธา จิตใจอันแน่วแน่ ความเด็ดเดี่ยวที่จะใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากพรรณนาเหตุผลออกมาเป็นถ้อยภาษา ถึงจะมีนักเลงวิจารณ์เพียรจะหาทางจำกัดความ แต่คำอย่าง แจ่มบรรเจิด ขลัง ชวนสังหรณ์ จากโจนาธาน รอมนีย์(Jonathan Romney) และ “ไม่เห็นจะมีสาระตรงไหน” จากวิลสันก็เป็นแค่เขตกักกันทางความคิดชั่วคราวอันหละหลวม คีสลอฟสกีเองก็ต้องปลุกปล้ำกับวิถีการเล่าในงานชิ้นนี้ ตลอดจนเป้าหมายมุ่งนี้เพื่อถ่ายทอดทั้งความรู้สึกและรู้ซึ้ง เขาอยู่ในโลกวัตถุนิยมแต่อ่านและฝันจะฝ่าข้าม

กิตติศัพท์อันชวนขยาดในการถกเกี่ยวกับทำกับ Veronique ประการหนึ่งคือ ตลอดเรื่องมีเศษเสี้ยวความรู้สึกเพียงน้อยนิดที่พอเป็นที่เข้าใจ มีแต่พลังขุมมหึมากวัดไกวและพุ่งผ่านบรรยากาศฝ้าฟุ้ง แก่นสารสำคัญของหนังจึงอยู่ที่การติดตามการเคลืื่อนคล้อยของเรื่องราวสถานเดียว หาใช่การขบคิดเรื่องราว อ่านตัวละครหรือถอดอุปมา แต่การใช้นามธรรมในลักษณะนี้และโวหารไร้ลมปากเช่นนี้มีพลังเกลี้ยกล่อมสูงยิ่ง ดังที่คีสลอฟสกีเจอมากับตัว

ผมไปเจอเธอนอกเขตกรุงปารีสออกมาแล้ว ยายหนูอายุ 15 นั่นจาระนัยเป็นฉากๆ ว่าเธอดู Veronique มารอบหนึ่ง แล้วก็อีกรอบ แล้วก็รอบที่สามอีก พูดได้แค่เพียง รู้แน่แก่ใจก็คราวนี้ว่าสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณนั้นมีจริง ก่อนหน้านี้ไม่เคยเปิดรับ แต่ตอนนี้เชื่อแล้วว่าวิญญาณมีอยู่จริง เป็นถ้อยคำที่ฟังแล้วชื่นใจยิ่ง ไม่เสียแรงที่ทุ่มเททุนทรัพย์ พละกำลัง เวลา ความอุตสาหะ ทรมานทรกรรมตัวเอง ให้ตายกันไปข้าง หักใจดิบนับพันครั้ง แลกกับที่สาวปารีสจะตระหนักถึงการมีอยู่ของจิตวิญญาณ

คุณูปการสำคัญของการต้องเปลี่ยนขอบเขตเพื่อถ่ายทอดออกมาเป็น Veronique คือการสั่งลาสารคดีแบบตัดบัวไม่เหลือใย และถือเป็นงานมาตรฐานชิ้นแรกของคีสลอฟสกีหลังการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์โปแลนด์ คีสลอฟสกีเปิดใจไว้ต่างกรรมต่างวาระถึงสาเหตุที่มนต์ขลังการเมืองไม่อาจสะกดเขาและพีเซวิสได้อีกต่อไป ทั้งที่ [น.245]เพิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินในบ้านเมือง บางทีความเป็นชาติ และการเมืองภายในประเทศ ก็ไม่มีอิทธิพลต่อการกลั่นกรองความคิดและรูปแบบสากลปุถุชนของคีสลอฟสกีไม่ว่าจะในเชิงสังคมวิทยาและอภิปรัชญา ภาพการเมืองอันน้อยนิดในหนังฟ้องถึงความไม่ยึดติดดังกล่าว อนุสาวรีย์สกุลคอมมิวนิสตศิลป์ถูกรื้อถอน เด็กๆวิ่งฉลองไปตามท้องถนน การจราจลปะทุตอนวีโรนิกาโคจรมาเจอกับคู่เหมือน โดยเนื้อแท้ของเหตุการณ์หลังสุด วีโรนิกาคือความไม่เดียงสาต่อความวุ่นวายรายรอบตัวเธอ การประท้วงต่อต้านอันเป็นร่องรอยสำนึกต่อสภาพการณ์ปัจจุบันและการข้ามผ่าน เอาเข้าจริงคีสลอฟสกีแค่เพียงยืมเหตุการณ์ประท้วงมาอำนวยความสะดวกแก่เรื่องลี้ลับว่าด้วยจิตแฝดมากกว่าจุดประสงค์อื่น เรื่องลี้ลับดังกล่าวมีอยู่ว่าคนๆ หนึ่งอาจปรากฏตัวอยู่สองที่ในเวลาเดียวกัน และฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เห็นอีกฝ่ายกำลังจะตายไปต่อหน้าต่อตา

Veronique ยังเป็นการสร้างงานระดับนานาชาติเป็นครั้งแรกของคีสลอฟสกีอีกด้วย เงินทุนส่วนหนึ่งมาจากฝรั่งเศส มีการยกกองไปถ่ายทำทั้งในฝรั่งเศสและโปแลนด์ นัยของการเชื่อมโยงโปแลนด์เข้ากับยุโรปตะวันตกชนิดไม่มีปี่มีขลุ่ยมีหรือจะรอดพ้นสายตานักวิจารณ์และนักทฤษฎี บ้างก็นำไปสร้างสมมติฐานว่าด้วยการขยายวงไปสู่การวิพากษ์ปริบทการเมืองยุโรปโดยรวม แต่ที่สุดแล้วการตีความเนื้อแท้ของงานตามแนวปุถุชนสากลนิยมยังดูจะมีภาษีสูงสุด ไม่ใช่ว่าการเมืองยุโรปซึ่งโปแลนด์ก็ร่วมแดนอยู่ นั้นจืดชืด ไร้จริตจก้าน หากแต่เพราะคีสลอฟสกีหมายมั่นเพียงจะยืมมาเป็นกรอบอ้างอิงสื่อไปสู่เรื่องราวที่สูงส่งกว่า อาจเป็นถึงกระดานหกดีดส่งการสะท้อนปรัชญาปุถุชนสากลหากจำเป็น

ในบทที่ 1 และ 2 ได้อภิปรายถึงช่วงเปิดเรื่องสุดพริ้วใน Veronique อันถือเป็นแม่ไม้การเล่าตำรับคีสลอฟสกี วงเล็บทางปรากฏการณวิทยาออกฤทธิ์ได้ดีตลอดระลอกการเล่าผ่านมุมมองกลับหัวกลับหางของวีโรนิกา โดยมีผู้เป็นแม่เจื้อยแจ้วเฉียดกรายบริบทอภิปรัชญาของดาวคริสตมาสที่ห้อมล้อมภาพเหตุการณ์อยู่(ที่จริงก็แทบทั้งเรื่อง) ตามพระคัมภีร์ใหม่พวกมากีมุ่งหน้าทิศตะวันออกตามดาวสุกสว่างเพื่อตามหาพระกุมารคริสต์ สาธุชนชาวคริสต์จึงร่วมรำลึกเหตุการณ์คร้ั้งกระโน้นโดยนำดาวมาเป็นส่วนประกอบในเทศกาลคริสตมาส ดาวและภาพหัวกลับแปรรูปไปเป็นลูกใสของเล่นและคลี่ขึงหนังไว้ในโอบข่ายความคิดนี้ตลอดเรื่อง บางครั้งวีโรนิกาก็ซ่อนดวงตาหลังลูกแก้วลอบส่องโลก เรื่องมาแดงตอนใกล้จบว่าเวโรนิกก็มีลูกใสแบบเดียวกันอยู่ในครอบครอง

[น.246]

ตำนานพวกมากิปักธูปอาราธนาความลี้ลับมาสู่หนังแต่อ้อนแต่ออก และพลีตนเป็นอุปลักษณ์อันเป็นสารตั้งต้นของขุมข่ายความคิดว่าด้วยจาริกทางจิตวิญญาณที่จะแผ่คลุมหนังไปท้ังเรื่องข่ายความคิดไปเป็นสาย โดยเริ่มประกาศศักดาจากภาพดวงตาปูดโปนของวีโรนิกาน้อยผ่านกำลังขยายของลูกใส เช่นเดียวกับตัวละครอื่นๆ ของคีสลอฟสกี วีโรนิกาและเวโรนิกในวัยสาวต่างรู้สึกว่าบางส่วนเสี้ยวของชีวิตขาดหายไป สุญญากาศทางจิตวิญญาณยึดพื้นที่ใจกลางชีวิตของพวกเธอไว้ พวกเธอต่างหาทางถมเติม ขณะที่ตัวละครไขว่คว้าความรัก การยอมรับ และ ตัวตน หนังก็พยายามบอกว่ากิเลสเหล่านี้มีที่มาจากจิตวิญญาณเดียวกัน กิเลสในสายตาคีสลอฟสกีมาในรูปแนวคิดรวบยอดที่กินความลึกล้ำยิ่งกว่าเพศรส แม้แต่ในช่วงที่เพศรสมีบทบาทเด่นหลายต่อหลายครั้งก็ยังสัมผัสได้ถึงการเติมเต็มอันไม่มีวันพอ

ภาพเปิดเรื่องทั้งสองอันได้แก่ ภาพกลับตาลปัตร(มุมมองใหม่) และการตั้งศูนย์เล็งสำรวจ(ภาพจากการส่องเจาะขยายรายละเอียด)จึงเป็นปฎิกรณ์หลักคอยปล่อยประจุแห่งการค้นหา ตีความอย่างไม่คงแก่เรียนนักได้เหมือนกันว่าเป็นแนวทางก้ำกึ่งระหว่างไสยศาสนาคติกับกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ คล้ายกับหนังคอยพยักเพยิดว่าการเดินตามแนวทางใดเพียงโสดเดียวรังแต่จะไม่สมประกอบ เด็กน้อยน้อมรับสภาพทิศทางลมการเรียนรู้จากภาพเปิดเรื่องทั้งสอง โดยต่างฝ่ายก็มีแม่คอยกล่อมเกลาและย่อยองค์ความคิดให้(แม่ของแต่ละคนต่างก็ตายตั้งแต่อายุยังไม่เท่าไหร่) ตอนท้ายของหนังเวโรนิกกลับมาเยือนแหล่งแรกเรียนรู้นี้ ต้นไม้ที่เธอสัมผัสบ่งบอกความเป็นบ้าน เช่นเดียวกับใบไม้แห้งที่เธอมองผ่านแว่นขยาย พ่อพัฒนาบทบาทจนเข้าใกล้ความเป็นแม่ซึ่งเป็นเพียงอดีตได้พอดีกับช่วงสั่งลา พ่อรักเธอไม่แปรเปลี่ยนแม้ไม่ได้มีการเสียสละตัวเองเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็เป็นน้ำทิพย์ชะโลมใจยามทุกข์ร้อนอ่อนแอกับปัญหาอมตะได้เสมอ บางทีความรักอาจเป็นคำตั้งต้นของคำตอบสำหรับปัญหาพวกนั้น กล่าวสำหรับคีสลอฟสกีแล้ว ถึงสังคมวัฒนธรรมจะเอาแน่ไม่ได้ แต่ชั่วๆดีๆก็ยังมีปาฏิหาริย์จากความรักของมนุษย์ให้พบเจอได้เสมอ

รายชื่อคณะผู้สร้างสรรค์งานปรากฏตัวเบื้องหน้าภาพนามธรรมอันขมุกขมัวของกิจกรรมบางอย่างที่รอเผยตัว โดยมีเพลงประสานเสียงอันไพเราะชื่นหูขับคลอ การทายทักปักธงผลลัพธ์ไม่อยู่ในตำรับคีสลอฟสกี และอาจมองได้ว่าเป็นเค้าของวิบากกรรมหรือโชคชะตา เหตุการณ์เหล่านี้เป็นที่กระจ่างในเชิงอภิปรัชญาไปนานแล้วกว่าที่การคลี่คลายจะเสร็จสิ้น ระลอกการเล่านี้จบลงด้วยข้อความปริศนาของวีโรนิกา การควบสมานอนาคตเข้ากับปัจจุบันจากประกาศิตผู้เล่า ผสมโรงด้วยอึดใจอัศจรรย์อันเป็นพลังฉุดช่วงทิ้งทวนนี้ขึ้นสู่จุดสูงสุด(การทดสอบขีดจำกัดของการปฏิเสธศรัทธา) ชี้ชวนให้เราน้อมรับทัศนะขั้นจักรวาลต่อกาลเวลาในฐานะร่างแหยักษ์ที่ย่อมมีโมงยามมหัศจรรย์ทางจิตวิญญาณติดค้างให้ขบคิด

โมงยามดังกล่าวเหมือนเป็นเขตห้ามมีกิจกรรมทางโสตประสาทท่ามกลางความพลุ่งพล่านทางภววิทยา ฐานะอันคลุมเครือระหว่างการเป็นเม็ดฝนหรือหยาดน้ำตาของพรายน้ำบนพวงแก้มวีโรนิกาไม่เพียงทวนสร้อยหนัง หากยังเป็น[น.247]เป็นพิกัดระบุตำแหน่งที่หมิ่นเหม่อยู่ระหว่างประสบการณ์อุตรภาพต่อดนตรีและโลกียวิสัยของเธอ

สลาโวเมียร์ ยิดเซียก(Slawomir Idziak)กลับมารับหน้าเสื่อผู้กำกับภาพให้คีสลอฟสกีอีกครั้งพร้อมกับเพลงกล้องอันโลดโผนที่คนดูไม่ได้สัมผัสมานานนับแต่สิ้น A Short Film about Killing อันเป็นฝีมือเขาเช่นกัน มาคราวนี้เขาย้อมหนังด้วยตัวกรองสีทอง บ่มบรรยากาศอบอุ่นราวหนังทั้งเรื่องซุกตัวอยู่ในถุงน้ำคร่ำตามอุปมาของรอมนีย์(ซึ่งอยู่คนละขั้วกับลักษณะสัจนิยมเชิงวิเคราะห์ใน The Decalogue) รอมนีีย์บรรยายสรรพคุณของ Veronique ว่าทั้งชวนขบคิดและชวนรู้สึก และมีการใช้กลเม็ดต่างๆ ในลักษณะเดียวกับเรอเนส์

รักระหว่างวีโรนิกากับอันเท็กชายคนรักที่เคยกระชุ่มกระชวยจืดจางลงไปทุกที บทรักกร่อยลงไปถนัดใจเพราะจู่ๆ เธอเกิดเจ็บแปลบที่แผลเก่าที่นิ้วซึ่งน่าจะเป็นหายนะในชีวิตหากไม่เกิดหลังเสร็จสิ้นการสอบบรรเลงเปียนโน นี่อาจชวนให้สำคัญผิดว่าเป็นลางร้าย บทรักจบลง เธอยิ้มให้ภาพตัวเองบนผนังห้องนอนของชายหนุ่ม พรายแสงและเงาสะบัดไหวบันดาลชีวิตจิตใจแก่คนในภาพ เบาะแสของตัวตายตัวแทน อุตรภาพ(ภาวะพ้นผ่าน) ความรู้สึกแปลกแยกพิกลยามคนเราเผชิญหน้ากับกระจกเงา แต่คนอื่นในกรณีของวีโรนิกาซึ่งก็คือตัวเธอเองนี้ กลับมีเลือดเนื้อและวิญญาณ ผิดแต่เพียงเธอยังไม่กระจ่างแก่ใจในเรื่องนี้

สุขภาพเธอร่วงโรยสวนทางกับความรุ่งโรจน์ในวิชาขีพขับร้อง ยิ่งแน่ใจถึงการมีอยู่ของเธอในอีกแห่ง ความสัมพันธ์กับอันเท็กก็ยิ่งเอาแน่ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเขาขาดการเอาใจใส่ แต่เพราะมารผจญนั้นมาในรูปจิตวิเคราะห์ อีกทั้งเขาก็ตื้นเขินเกินกว่าจะเติมเต็มความปรารถนาอันลึกล้ำ

ลางบอกเหตุถึงความรักที่ป้อแป้ลงไปเรื่อยๆ มีให้เห็นตอนที่เธอเสียหลักลื่นลงไปในแอ่งน้ำระหว่างที่ถลันออกจากที่พักชายหนุ่มเพื่อกลับบ้าน ต่อมาก็ก้าวพลาดจริงๆ ตอนผละจากอเล็กซงด์เพื่อกลับไปหาพ่อ

ภาพวีโรนิกาผุดลุกจากท่านั่งท่ามกลางวงล้อมของยอดอาคารภาพร่างลายเส้นทิวทัศน์ตัวเมืองโปแลนด์บนผนังห้องนอนของเธอสร้างความฉงนแก่คนดูด้วยมายาภาพยนตร์ เหมือนเธอตื่นจากฝันฟุ้งซ่านหรือนิมิตร้าย ภาพลายเส้นเหล่านี้กลับมาหลอกหลอนอีกครั้งในฝีภาพถัดมาผ่านกำลังขยายจนโปนย้วยเป็นนามธรรมผ่านกล้องส่องของพ่อ [น.248]เหมือนภาพจากแว่นขยายผ่านสายตาเวโรนิกน้อยตอนเปิดเรื่องไม่มีผิด ภาพทำนองนี้ยังตามมาหลอกหลอนในฉากบนรถประจำทางกับชั่วแวบทางนามธรรมจากสารรูปไม่สมประกอบบนหน้าต่างรถอันเป็นการขับขยายปริศนาของพื้นที่เหนือกาลเวลา หลังจากท่าเจนตาของการแหงนหน้ามองขึ้นมาและประสานสายตากับกล้อง(ราวกับไหวตัวว่าตกเป็นเป้าสายตาเวโรนิกหรือสายพระเนตรพระเจ้า) เธอเสไปมองเหม่อกับบรรดาตึกรูปทรงดาษดื่นที่เคยกลับหัวกลับหางห้อมล้อมด้วยมวลหมู่ดาวอยู่ในลูกใส พื้นที่ทั้งมวลใช่ว่าสักแต่ศักดิ์สิทธิ์ตามขนบ แต่ยังสัมพันธ์กับจักรวาล คีสลอฟสกีให้ท้ายคนดูสวมวงเล็บแก่การมองเผินๆ ตามเนื้อผ้า ลูกใสหรืออีกนัยหนึ่งคือลูกแก้วนั้นเป็นเครื่องมือติดต่อกับสวรรค์(เช่นเดียวกับตุ้มแกว่งเรียกสมาธิใน Decalogue VI และ A Short Film about Love)

ปริบทของการวิพากษ์ทางอภิปรัชญาจากการที่ วีโรนิกาเพิ่งคุยกับพ่อมาหยกๆ ยังแผ่มาถึงฉากรถประจำทาง เธอสารภาพว่าสังหรณ์ใจว่ามีเธอในคราบใครอีกคนในโลกนี้ ขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความอ้างว้างข้างในจิตใจตัวเอง(หนูต้องการอะไรกันแน่คะพ่อ) ช่วงที่เธอพูดเองเออเองว่า”หนูรู้สึกแปลกๆ ” และ “หนูว่าหนูไม่ได้ตัวคนเดียว”นั้น กล้องไปละลานตาอยู่กับลวดลายที่แสงสีจากเบื้องนอกพริ้วพรมอยู่บนภาพตัวเธอเองในความสลัวบนผนังเหมือนในฉากก่อนหน้า

เสียงของป้าขี้โรคของวีโรนิกาดังมาก่อนจะเห็นตัวในฉากวงไพ่อันเป็นตัวแทนของโชคชะตาและการเสี่ยงดวง รำพึงรำพันถึงอาถรรพณ์ประจำครอบครัววีโรนิกา สมาชิกครอบครัวหลายคนรวมทั้งแม่เธอด้วยมักมีอันเสียขีวิตลงอย่างเฉียบพลันทั้งที่สุขภาพก็แข็งแรงดี

การไปเยี่ยมเพื่อนนักดนตรีที่วอร์ซอวมอบโอกาสแก่วีโรนิกาในการเข้าแข่งขันขับร้องเพลงในรายการที่มีเกียรติยิ่ง ข่าวดีสร้างความปลาบปลื้มแก่วีโรนิกาเป็นล้นพ้นจนถึงกับเขวี้ยงลูกใสอัดพื้นกระดอนขึ้นไปกระแทกฟ้าเพดานสลัดฝุ่นที่จับอยู่ เธออิ่มเอมกับสัมผัสจากปรอยฝุ่นที่ปะพรมผิวกายและอึดใจแห่งความสุขสม แบบแผนอันส่งผลชะงัด เบาะแสที่เร้าประดังประสาทสัมผัส รอยประทับปลุกความทรงจำเหล่านี้จะเป็นตรารับประกันความเป็นคีสลอฟสกีนับจากนี้ไป

ดังได้อภิปรายใน รายละเอียดการพบกันระหว่างเวโรนิกกับวีโรนิกาไว้ในบทที่ 2 นั้นถือเป็นหนึ่งในเสี้ยวการเล่าขั้นสุดยอด และเป็นแม่บทชั้นดีในตำรับการเล่าผ่านนามธรรมของคีสลอฟสกี [น.249]ไม่เห็นจะต้องทิ้งตัวสู่โลกโลกียวัตถุ(กระชากตัวจากห้วงนามธรรมกลับสู่สภาพการณ์ปัจจุบัน)กับภาพวีโรนิกายืนชะเง้อชะแง้ โดยมีทหารตั้งแถวให้อยู่ด้านหลังลิบๆ  การตวัดภูมิดังกล่าวไม่เพียงพาหนังกลับสู่ทำเลโลกียะสถานการณ์ หากยังบอกพิกัดประวัติศาสตร์อันเป็นฉากหลัง(ทศวรรษ 1990) รวมถึงภาวะตึงเครียดทางการเมืองของโปแลนด์ในห้วงเวลาดังกล่าว

ในการเข้ารับการทดสอบการแสดงในท้องเรื่องถัดมา ความมุ่งมั่นในการขับร้องเหนี่ยวทึ้งเชือกรัดแฟ้มเก็บโน๊ตเพลงจนขาด ภาพจากระยะใกล้จะเห็นเธอสอดนิ้วกระหวัดขดเชือกรัดนิ้วตัวเอง แน่นขึ้นเรื่อยๆ จนคนดูรู้สึกได้ก่อนที่ในที่สุดก็ขาดผึงคาตาคนดู ณ ตอนนั้นเราไม้รู้ว่าเหตุใดวีโรนิกาจึงทำเข่นนั้น แต่ก็พอคาดเดาได้ว่าเพราะเธอดื่มด่ำเคลิบเคลิ้มไปกับการขับร้อง ภายหลังจึงค่อยเข้าใจว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมทรุดของร่ายกาย แต่ตัวชูโรงในฉากนี้คือการเคลื่อนตัวในทำนองร้อยกรองของฉาก(อาร์นไฮม์ไม่พลาดการยกมาเป็นประเด็น)  เส้นเชือกที่ขึงตึงเป็นเหมือนตัวคอยดักจับความทรงจำที่ึจะผ่านเข้ามาให้คนดูนำไปเข้าคู่ และรูปพรรณคดโค้ง และขึงตึงของเส้นเชือกก็จะไปคล้องจอง(rhyme)(ตามสำนวนของอินสดอร์ฟ)กับเชือกรองเท้าที่เวโรนิกได้รับในกาลต่อมา แรงทะยานตกทอดจากของรูปพรรณ(คดโค้งเป็นขยัก)ที่ยกมากล่าวถึงนี้ ไม่เพียงมีบทบาทในระดับปรากฏการณวิทยา หากยังมีภารกิจในระดับอภิปรัชญาอีกด้วย เวโรนิกดัดแต่งเชือกเลียนแบบการแสดงผลการตรวจคลื่นหัวใจ สะท้อนอาการปลงตกต่อเคราะห์หามยามร้าย  สายสัมพันธ์เป็นอันครบวงจร
นี่เป็นจุดเริ่มต้นการแตกดับของฝ่ายวีโรนิกาตามปรำปราว่าด้วยแฝดทางวิญญาณ ระหว่างสโลสเลกลับบ้านหลังเสร็จจากการทดสอบคัดตัว วีโรนิก็ฟุบลงไปกับม้านั่งช้างทาง ภาพคนฉวัดเฉวียนผ่านไปผ่านมาบันดาลบรรยากาศอาเพศและมหกรรมการปล่อยผี เช่นเดียวกับตอนทนายร่างเล็กพิกลโผล่มาจัดการเรื่องพินัยกรรมตามที่ย่าสั่ง ไม่เคยปรากฏในงานชิ้นอื่นๆ ที่คีสลอฟสกีจะยำใหญ่เหตุสัพเพเหระ เรื่อยเปื่อย และเหตุผิดสังเกตเข้าด้วยกันและขมวดไปสู่โศกนาฏกรรมบาดจิตบาดใจโดยไม่ลืมความชวนหัวอย่างที่เห็นความเบิกบานของวีโรนิกาอยู่หลัดๆกับคาบการเล่านี้ ควรกล่าวด้วยว่ามีแววกังวลฉายออกมาจากวีโรนิกาตอน เธอเห็นร่างตะคุ่มๆไร้น้ำใจของผู้ชายคนหนึ่ง ชายคนนี้คือสัญลักษณ์ของการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับการลักลอบเสพกามอย่างที่เธอฟุ้งฝอยให้น้าฟังเป็นคุ้งเป็นแควแต่สุดกร่อยในสองสามฉากก่อนหน้านั้น  ชายคนเดียวกันยังทำหน้าเป็นการคุกคามจากปรภพ-ยมทูต  อีกหนึ่งมรณานุสติที่ผุดพรายขึ้นมายามเธอซบร่างอยู่กับม้านั่งก็คือ ภาพหญิงชราที่เธอเคยเห็นผ่านหน้าต่าง ความจดจ่อกับมรณานุสติของตนเอง สะท้อนออกมาในรูปที่คีสลอฟสกีไม่เคยพลาดโอกาสที่จะแทรกภาพคนชรายักแย่ยักยันรอเมตตาจิตเพื่อมีขีวิตต่อไปอีกวันไว้ในหนังทุกเรื่องของเขา อีกทีก็เป็นปวารณาส่วนเหล่านั้นของหนังต่างเครื่องขอขมาตามที่เจ้าตัวผู้กำกับเคยสารภาพบาปไว้ [น.250] ครั้งยังเป็นหนุ่มคะนอง เขาและเพื่อนเคยแอบล้อเลียนยายเฒ่าคนหนึ่งไว้
ให้หลังอุบัติเหตุ วีโรนิกายังคงมุมานะเตรียมตัวเพื่อการแสดงครั้งสำคัญต่อไป เธอคลึงแหวนกับดวงตาเพื่อจัดขนตาให้โค้งง้ำ ขับเน้นนัยทางภูมิกายภาพ(ของแหวนและดวงตา) หนำซ้ำยังสะกิดให้พาลนึกถึงทรงกลมของแว่นขยาย และรูม่านตาของเวโรนิก  วงกลมซ้อนวงกลม เหมือนน้ำวน  อาจมีการหาเกณฑ์ในการตีความความหมายที่แท้จริงของรูปทรง แต่จุดเด่นของคาบการเล่านี้อยู่ที่การปล่อยผีรูปทรงให้ละล่องไปกับอึดใจอันสำคัญยิ่งในทางอภิปรัชญา  แหวนเข้ามามีส่วนสำคัญในมีพฤติกรรมแปลกๆ ของวีโรนิกา และเวโรนิกเหมือนๆกัน แต่ด้วยจังหวะและการแทรกรายละเอียด คาบการเล่าดังกล่าวจึงมีนัยมากกว่าการเชื่อมสถานการณ์ธรรมดาๆ คีสลอฟสกีผละจากอุปลักษณ์ตามขนบไปสู่วาทะแห่งการเจริญสติ ภาษาทางปรากฏการณวิิทยาและจินตภาพซึ่งยากจะถ่ายทอดออกมาเป็นถ้อยคำ กวีบทไร้สุ้มเสียงของรูปพรรณ วีโรนิกาหายใจรดกระจกขุ่นเป็นฝ้าฟางเข้าบดบัง ทั้งภาพดูแปลกตาน่าคลางแคลงชวนฟุ้งซ่านกับนามธรรมต่างๆนานา จู่ๆเธอก็หันขวับไปทางอื่นเหมือนมีเหตุเรียกความสนใจ ก็ได้แต่คาดเดากันไป และการเฉลยในฝีภาพถัดมาก็สุดจะเล่นตัว คนดูต้องรอคอยเมฆดำเลือนออกจากภาพ(very slow fade-in)อย่างอิดออด
เนื้อหางานแสดงบรรเลงและขับร้องเป็นสกุลอิตาเลียนโบราณ จำเพาะเจาะจงลงไปคือ ดังเต  นำร่องมาด้วยมรณกรรมจากการแขวนคอ การเล่าเหตุการณ์ขนะวีโรนิกาล้มฟุบนั้นสร้างมาตรฐานใหม่จากมุมมองของการลำดับภาพ นับจากตรงภาพวีโรนิกาพับฐานลงไปในระยะกลาง ต่อด้วยภาพนายวงมโหรีหันมาเห็นวีโรนิกาล้มทั้งยืน แล้วจึงเป็นภาพโลกหมุนแทนสายตาวีโรนิกาขณะยันกายไม่อยู่อีกแล้ว
ความเยิ่นเย้อดังกล่าวอาจนับเป็นผิดพลาดของตากล้อง แต่ก็น่าฉงนก็คือเหตุใดคีสลอฟสไม่สะสางในขั้นเก็บรายละเอียดหลังการถ่ายทำ(แค่ลำดับภาพให้กระชับขึ้นก็หมดเรื่อง) ชะรอยคงสุดแท้แต่ยถากรรมของเอกภพ การทอดเวลาออกไปย่อมตอกย้ำความเป็นไปตามลำดับตามแบบแผนในอีกแพร่ง บางทีอาจเน้นไปที่การปรากฏตัวเวโรนิกในขณะที่วิญญาณคู่ขนานกำลังแตกดับ ฝีภาพถัดมาคือภาพกลับตาลปัตรจากการของจากการเคลื่อนกล้องอย่างโลดโผนโฉบเก็บภาพเหนือศีรษะคนดูบ่งบอกถึงการเดินทางของจิตวิญญาณ ภาพแทนจุดนอนของวีโรนิกาจากในโลงศพโปร่งแสงยิ่งตอกย้ำว่าเวโรนิกข้องแวะกับการตายครั้งนี้ ว่าไปแล้วแต่ละย่างก้าวในช่วงความเป็นไปทางจิตวิญญาณก็เป็นเหมือนเงาตามวิญญาณวีโรนิกา หรืออีกทีเราก็จับพลัดจับผลูตกที่นั่งพยานรู้เห็นความเป็นไปในอีกระนาบเวลาที่เป็นนิรันดร์ ที่ชอบๆของวีโรนิกา และคนดูก็ตกกระไดพลอยโจนล้ำภพตามมาด้วย
[น.251]เหตุมรณะยังคลี่คลายไม่ถึงที่สุดหนังก็เลี้ยวลดไปสู่การร่วมประเวณีระหว่างเวโรนิกกับหนุ่มแปลกหน้าผ่านสนามแม่เหล็กนามธรรม แสงระบายตัวงามละมุนเกินเหตุ รูปพรรณต่างๆ ไม่ได้สัดส่วน จู่ๆ เวโรนิกก็เปิดไฟข้างเตียง การกระทำของเธอชวนให้สงสัยขึ้นมาตะหงิด ไม่มีคำอธิบายเป็นกิจจะลักษณะในเรื่องนี้จากคีสลอฟสกีและพีเซวิส ก็ได้แต่อนุมานไปว่าคงเป็นปฏิกิริยาต่อความมืดขุมมหึมาที่แผ่เข้าปกคลุมอีกชีวิตที่ดินกลบหน้าไปหยกๆ  ชายหนุ่มตัดพ้อว่าตั้งแต่เรียนจบก็เพิ่งหนนี้ที่ได้พลหน้าค่าตากัน(บอกเป็นนัยว่าชีวิตรักของเธอง่อนแง่นพอๆกับวีโรนิกา) เวโรนิกซึมไป ได้แต่เปรยว่าเหมือนใจจะขาดรอนๆ

หนังตัดภาพเต็มตัวในเงามืดเข้ามา สร้างสัมผัสคล้องจองกับภาพเมื่อครั้งวีโรนิกาเปรยว่า”หนูรู้สึกแปลกๆ” ใบหน้าเวโรนิกหายไปในเงาพาดผ่าน (ระหว่างขับรถในอุโมงค์) และโผล่มาอีกครั้ง ก่อนถูกกลืนไปในความมืดอีกรอบ ระลอกการเล่าสั้นๆ นี้แฝงนัยที่ไม่ควรละเลยนั่นคือ การออกเดินทางไปสู่สุดแต่จะเป็นแห่งหนใดของเวโรนิก (ณ ตรงนั้นคือเส้นทางไปบ้านของครูสอนร้องเพลง) เพียงแต่คีสลอฟสกีไม่เอาการตั้งท่าชงส่ง ปลุกขวัญมาเป็นธุระสักเท่าใด ดังเป็นที่ประจักษ์จากการอภิปรายถึงงานที่แล้วมา จึงมีก็แต่กังวานของอุตรภาพ(ภาวะละวาง)และลูกไม้ทางอภิปรัชญาอย่างที่เห็นคอยเตือนสติถึงสภาวะคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตาย เวโรนิกยังไม่เจนจบกับสิ่งที่เข้ามาในชีวิต ยังดีที่มีสัญชาตญาณเป็นครู(เธอเชื่อว่าเป็นลางสังหรณ์ที่ผุดขึ้นมาในคำนึง) เธอขอเลิกชั้นเรียนร้องเพลงชนิดครูไม่ทันตั้งตัว และเธอก็เข้าใจในภายหลังว่าเหตุใดต้องยกประโยชน์ให้การชี้นำของสัญชาตญาณ

ความแตกฉานในทางหนังโดยแท้ที่ประดิษฐ์ประดอยการเล่าออกมาได้อิ่มเอมยื่งในฉากเชิดหุ่น จากเรื่องเล่าโบราณแต่งองค์ด้วยทัศนะสมัยใหม่ว่าด้วย ชีวิต ความตาย และการเกิดใหม่ เวโรนิกค่อยๆ เข้าใจถึงที่มาที่ไปว่าตัวละครในหุ่นเชิดแข็งขืนต่อความตายถึงขั้นขาหัก สาระสำคัญของเรื่องตีความกันไปได้ต่างๆ นานา แต่ความเป็นไปดังกล่าวเชื่อมโยงกับการที่วีโรนิกาล้มฟุบ เวโรนิกเป็นเอามากกับละครหุ่น เวโรนิกเองก็ล้มตอนผละจากอเล็กซองดร์

ในชั้นเรียนหลังเสร็จจากรับชมการแสดงหุ่น เธอเล่าให้นักเรียนฟังเกี่ยวกับนักประพันธ์ดนตรีดาวรุ่ง นาม แวน บือเดนเมเยอร์(Van Budenmayer) ซึ่งไม่แคล้วคนดูจะเหมาว่าผูกขึ้นโดยใช้ไพรซ์เนอร์เป็นต้นแบบ ตอนเลิกชั้นเรียนเธอลมจับและโงนเงนไปซบกับต้นไม้ ฝีภาพถัดมา เธอฟื้นขี้นมาในศูนย์โรคหัวใจในสภาพเคร่งเครียด กล้องตามเก็บอิริยาบถงุนงงของเธออยู่พักหนี่งก่อนไปจดจ่อที่่ชายผ้าพันคอที่ระไปตามพื้นของเธอ ชิ้นผ้าย้วยคดโค้งสะบัดลายนามธรรม ป่ายปัดตัดสีขาวของพื้นห้อง อาการหยุดสลับเคลื่อนที่ [น.252] ชวนให้นึกถึงความเขม็งเกลียวในขนดเดียวกับชะตากรรมเชือกรัดกระดาษเพลงใต้น้ำมือวีโรนิกา

สองสามฉากถัดมากับภาพเวโรนิกในอิริยาบถหลับไหล ยิ่งย้ำชัด จากการจัดแสงไล่ระดับ แทรกพาดผืนเงามืด ดึงจุดสนใจไปตกอยู่บริเวณขวาล่างของระวางภาพ เหมือนภาพวาดนามธรรมโดยมีความมืดเป็นแม่สีหลัก กว่าจะแยกแยะออกว่านั่นเป็นภาพเวโรนิกจากระยะใกล้ก็ต่อเมื่อเจ้าตัวขยับเขยื้อน ลำแสงฝ้าฟุ้งเล็ดลอดม่านหน้าต่างเข้ามาแปะป่ายเข้าพอดี จุดเริ่มต้นของภาพนามธรรมดังกล่าวเบิกทางสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อและลูกติดพันนามธรรมค้ำจุนขุมข่ายความคิดของหนัง ซึ่งก็คือ จินตนาการว่าด้วยลางสังหรณ์ การรับรู้โดยไม่ต้องผ่านสื่อ สัญญาณโทรศัพท์ลึกลับที่ต่อสายเข้ามาทำเอาเอาวงแตกและความฉงนสนเท่ห์ เพราะเป็นจุดเร่ิมต้นของการโคจรมาเจอกันระหว่างเวโรนิกกับคนที่เธอนับถือ อเล็กซองดร์ขนานนามสื่อที่ใช้ว่า ภาษาจิตวิเคราะห์ อันที่จริงสื่อเหล่านั้นคือเบาะแสร่วมอันกังวานระดมถาโถม ทรงพลังด้วยดนตรีท่ีทำลายความเงียบหงอยอันคุ้นเคยยามเย็นจนราบคาบ ส่วนเสี้ยวอันสำคัญพอๆกับความระหว่างช่องไฟของทุกบททุกท่อน(บทที่วีโรนิกานำมาสอนในชั้นเรียนซึ่งอเล็กซองดร์ไม่รู้จัก บทที่วีโรนิกาขับร้องก่อนสิ้นลมบนเวที)

นักวิจารณ์สกุลหลังสมัยใหม่มักตีความระลอกการเล่าลักษณะนี้ว่าอนุฉนวนสังหรณ์(recognizance of institial image) และการวิพากษ์สถานะสื่อ ห้วงเหตุการณ์นี้ของหนังคงมีสรรพคุณในทางแหย่รังแตนญาณ แค่คับคล้าย ไม่เป็นชิ้นเป็นอันถึงขั้นจะนับเป็นความทรงจำ แต่เหมือนสัมผัสได้ถึงขนาดต้องยอมปักใจเชื่อ ลักษณะนามธรรม ของฝีภาพเห็นได้จากพรายสีขาวขลิบเหลืองพาดผ่านพร่างสีแดงซึ่งคนดูก็คงอดทึกทักไม่ได้ว่าเป็นเค้าลางอิริยาบถวีโรนิกาตอนสิ้นลม(เพลงที่บรรเลงอยู่มาถึงตอนที่วีโรนิกาตายพอดี) ภาพนามธรรมสื่อถึงมรณานุสติที่กังวานไปถึงดวงจิตเมตตาของเวโรนิก

 

แปลจาก

Kickasola, Joseph G. 2004. The Films of Krzysztof Kieslowski: The Liminal Image. New York: Continuum.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: