enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี (The Double Life of Veronique 2/2) [น.252 – 263]

leave a comment »

[น.252]เช่นเดียวกับวีโรนิกา หลังเจอโทรศัพท์ที่ชวนฟุ้งซ่านเวโรนิกแจ้นกลับบ้านไปหาการปลอบโยนจากพ่อ ไม่ใช่เพราะพ่อจะมีคำตอบแก่คำถามน่ารำคาญหรือเติมเต็มความปรารถนาลึกๆของเธอได้ แต่เพราะพ่อคือรากเหง้าและแหล่งพักพิงแรกเพื่อสงบจิตสงบใจ ช่วงที่เธอนึกทบทวน[น.253]อยู่ตรงหน้าต่าง มองออกไปยังชนบทเบื้องนอกรอบๆ ล้อมบ้านนั้นสะท้อนถึงความเป็นฐานที่มั่นอย่างชัดเจน

เธอบอกพ่ออย่างเต็มปากเต็มคำว่าหลงรักผู้ชายที่ไม่รู้จักมาก่อน คำประกาศของเธอผวนย้อนกับจากคำของปากวีโรนิกา แตไม่ใช่ตรงส่วนที่ว่า เธอไม่รู้สึกแต่อย่างใดว่าตนเองโดดเดี่ยว แต่เป็นครั้งที่เธอปรารภว่าจู่ๆก็รู้สึกอ้างว้างขี้นมา และเธอก็ได้แต่จำยอมรับพันธกิจเติมเต็มความว่างเปล่าในแบบตรงกันข้าม ผู้หญิงสองคนเป็นสัญลักษณ์ของภาวะขาดสารทางจิตวิญญาณเบื้องต้นต่างกลุ่มอาการ คนหนึ่งใช้ความว่างอีกคนใช้ญาณหยั่งรู้เข้าเติมเต็มปริศนาธรรม การหยั่งรู้ของวีโรนิกามาจากชีวิต ส่วนญาณหยั่งของเวโรนิกถูกปลุกโดยความตาย ทั้งสองจับแพะชนแกะภาวะกระสับกระส่ายทางจิตวิญญาณเข้ากับเรื่องรักหักมุมและอนุมานว่าการปล่อยให้หัวใจนำทางจะล้างข้อสงสัยที่คอยรังควาน ในรายของเวโรนิกนั้นเรื่องรักเหนือความคาดหมายก็พ่วงมากับโทรศัพท์ปริศนาจริงๆ

ภาพจากการยิงกล้องออกไปจากในสุสานดักจับขณะรถแล่นผ่านขากลับจากบ้านพ่อ จะเห็นแท่นศิลาจารึกเหนือหลุมศพที่ระวางส่วนหน้า มุมมองจากรอยต่อปรภพย่อมโยงไปถึงวีโรนิกา บอกเป็นนัยถึงการคงอยู่จากเบื้องบน

พลันเธอก็ได้ลิ้มรสชาติความย้อนยอกของการประกอบสร้างเรื่องราวรัญจวนใจเหนือความคาดหมาย เธอยอมโกหกเพราะเห็นแก่เพื่อนในคดีหย่าชวนน้ำตาตกใน น่าแปลกที่เธอผลีผลามตกลงใจทรยศตัวเองต่อให้มีเพื่อนเป็นข้ออ้างก็ตามที เธออาจมองว่าเป็นการสาสมแล้วกับความตัณหาจัดของฝ่ายชาย วางหมากในใจไปก็กระดกแก้วนมดื่มไปด้วย อันที่จริงคีสลอฟสกีจะตัดพล็อตย่อยนี้ออกจากหนังเสียก็ได้ ถ้าไม่ติดว่าเหมาะกับการช่วยลดสภาวะการเป็นแม่พระในตัวละครตัวนี้ลงเสียบ้าง แทนที่จะเป็นนางฟ้าวิเศษวิโศอยู่บนสวรรค์ เธอก็เหมือนเราๆ ขลาดเขลาไม่ต่างกับเรา

ที่ริอ่านขนาดนั้น คงเพราะได้แรงจูงใจจากความฝันเฟื่องเรื่องความรักกับคนแปลกหน้า ก้าวกระโดดเล็กๆ ของการสานต่อเรื่องราวที่เธอคบหาฉันท์ชู้สาวอยู่กับผู้ชายที่เธอไม่รู้หัวนอนปลายเท้า หลักฐานอีกประการคือ ที่เธอซักถามรายละเอียดของชายคนดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวตนลึกๆ และรสนิยมในการร่วมรัก และ ปลีกย่อย (ฉันควรจะรู้เสียบ้างถึงสิ่งที่ผู้หญิงควรรู้ตอนที่..)เธอพาซื่อใช้ข้อมูลจากฉากให้การเท็จไปจับแพะชนแกะวาดภาพความเป็นไปได้ของสัมพันธภาพระหว่างเธอกับเจ้าของสายโทรศัพท์ลึกลับ

ไม่นานหลังจากนั้น เธอก็ถอนตัวจากความหมกมุ่นนั้น ช่วงดังกล่าวจึงน่าจะถือเป็นอาการขาดสติชั่ววูบเอานิยายไม่ได้เพราะความสับสนในตัวเอง [น.254]ตัวละครส่วนใหญ่ของคีสลอฟสกีมักมีชีวิตวนเวียนอยู่กับการทึกทักและอนุมาน ถ้าจำกันได้อเล็กซ็องดร์ก็เคยหูแว่วเป็นเสียงเวโรนิกฝึกร้องผลงานคีตประพันธ์ของฟาน บือเด็นเมเยอร์ เราพอเดาได้ว่าหัวใจเธออ่อนแอ เราพอจะอนุมานได้ว่าลึกเข้าไปหลังความอ่อนหวาน ยิ้มแย้ม เธอสับสนเหลือเกิน แต่การอนุมานสถานเดียวก็นำมาซึ่งความสับสน การหลีกเลี่ยงการให้เบาะแสตามขนบฮอลลิวูดบางครั้งส่งผลให้น้ำเสียงการเล่าห้วนเกินไปหนำซ้ำพฤติกรรมของตัวละครก็ดูพิลึกพิเรนท์และไม่สมควรแก่เหตุอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันคีสลอฟสกีก็สงวนข้อมูลอันมีประโยชน์ไว้มิให้ตกถึงห้วงความรับรู้ของคนดูราวกับเจอเพียงเงาสะท้อนน้ำในกะโหลก คนดูจับไม่ได้ไล่ไม่ทันตัวละครเสมอ คนดูจะรู้ความก็ต่อเมื่อถึงคราวเรื่องแดงพอดี

ในฉากที่ตามมาจะเห็นเวโรนิกเดินกลับบ้านด้วยใบหน้าผ่องอำไพอาบด้วยแถบแสงอุ่นละมุนที่แทรกผ่านซอกตึกเข้ามา แล้วก็หยุดแหงนหน้าขี้นเชยละเลียดพร่างแสงนั้นในอากัปกิริยาเดียวกับวีโรนิกาเมื่อครั้งชื่นมื่นกับพร่างละอองจากฟ้าเพดาน แต่มีแววอมทุกข์อยู่บ้าง ไม่ลิงโลด

อึดใจเหล่านี้ถือเป็นทีเด็ดในงานของคีสลอฟสกี เป็นการเล่าที่ปราศจากถ้อยคำแต่สร้างผลกระทบแปลกๆ ทางปรากฏการณวิทยาได้อย่างมหาศาล เราร่วมสัมผัสถึงความอิ่มเอิบในส่วนลึกของตัวละครและอยากทนุถนอมห้วงเวลานั้นมิให้สิ้นสุดลง ดวงอาทิตย์ไม่ได้แค่เป็นแหล่งให้ความอบอุ่นในรูปการแผ่รังสี แต่เป็นดัชนีบ่งบอกการปลอบประโลมจิตใจ มอบประสบการณ์ที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าตัวตนอันแห้งแล้งหรือบทบาทเดิมๆ คีสลอฟสกียังคงเจนจัดในการขุดคุ้ยปมสัมพันธภาพระหว่างความรู้สึกกับวัตถุธาตุเหมือนเคย วัตถุและสภาพเหล่านั้นยังคงอยู่ในโอวาทของกฎฟิสิกส์ แต่พอไปปรากฏอยู่ในปริบทของความรู้สึกภายในของตัวละคร กลับมีความหมายมากขึ้น

เขือกที่เวโรนิกได้รับทางไปรษณีย์ปลุกความทรงจำต่อสายรัดกระดาษเพลงที่ขาดคามือเวโรนิกาขี้นมาอีก ในฐานะคนที่ล่วงรู้ความเป็นมาเป็นไปจากมุมกว้างก็อดคิดไม่ได้ว่านั่นอาจจะเป็นสัญญาณเตือนจากแฝดทางวิญญาณ หรือลางมรณะ อันที่จริงเชือกเส้นนั้นส่งมาจากอเล็กซ็องดร์ เพื่อเป็นเบาะแสให้เธอสาวมาถึงนิทานและตัวเขา แต่มีแค่นั้นละหรือ แบบแผนจากนี้ไปชี้ว่าเป็นไปได้ทั้งสองทาง ที่มาที่ไปตามหลักวิทยาศาสตร์ของเชือกนั้นรัดกุม แต่จังหวะของการมาถึงและความยึดโยง(ที่มีเพียงเราผู้อยู่ ณ ชัยภูมิสูงสุด เท่านั้นจึงจะจับสังเกตได้)กับคู่แฝดก็พาลให้นึกถึงความลี้ลับที่พรางตัวอยู่เบื้องหลังคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์

เจตนาดังกล่าวยิ่งมีความชัดแจ้งมากขี้นในคาบการเล่าถัดมากับฉากหลังเดิม ลำแสงวูบวาบป่ายแปะภายในห้องเวโรนิก ปลุกเจ้าของห้องที่นอนกลางวันอยู่ คนดูทึกทักเอาเด็กชายพร้อมกระจกในมือเป็นจำเลยอันดับหนึ่งโทษฐานปล่อยลำแสง ก่อนจะพบว่าแสงนั้นยังคงไม่หยุดส่ายส่องแม้เด็กชายจะหายหัวไปแล้วสักพัก แม้จะมีการอภิปรายเรื่องนี้ไปแล้วในบทที่สอง แต่ยังมีข้อสังเกตบางประการ [น.255]ที่สมควรเพิ่มเติมไว้ ณ ที่นี้ ประการแรกคือการปรากฏซ้ำของแบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างการนอนกับสัญญาณ คราสที่เกิดจากฝ่ายอึดใจแห่งอภิปรัชญาเคลื่อนเข้าซ้อนกับเวลาของการฝัน กะเกณฑ์ให้ตีความไปในทางใดทางหนึ่งระหว่าง เหตุการณ์ที่เห็นเป็นความฝัน หรือไม่ก็ ความลี้ลับมักฉกฉวยโอกาสจากความอุดมสมบูรณ์ของห้วงความฝันเพื่อปลูกฝังความจริงอื่นที่คนเรามักไม่เฉลียวใจ ประการที่สอง แสงแปลบปลาบก็เหมือนกับแฟ้มเก็บค่าบรรเลงเพลงของวีโรนิกาและสายรัด เวโรนิกหันมาสบตากับกล้องเป็นการปรามคนดูไม่ให้เข้าใกล้ท้องเรื่องมากกว่านั้น พิรุธและความตื่นตูมของกล้องฟ้องถึงการปรากฎตัวของพลังเหนือธรรมชาติ นับเป็นตัวอย่างของการทดลองรูปแบบทางอภิปรัชญาแบบออกป่าออกทะเลเล่น และไม่ได้รับการสานต่อในงานชั้นหลังของคีสลอฟสกี เบาะแสทางอภิปรัชญาดังกล่าวมีน้ำหนักและทัดเทียมกับปางคุ้นตาของวีโรนิกาหลังมองโลกผ่านลูกใสบนรถประจำทาง

เช่นเดียวกับที่มากิเหม่อมองหาดวงดาวแห่งเมสไซอา(เปรยขึ้นมาตอนต้นเรื่อง) เวโรนิกมองว่าแสงคือสัญญาณ ถึงเธอจะไม่ได้ตีความแม้ตามความหมายนัยตรง เธอรู้สึกได้ในทันทีถึงความสัมพันธ์ระหว่างสายรัดแฟ้มเก็บค่าบรรเลงเพลงกับเชือกรองเท้าที่เพิ่งได้รับและต้องไปคุ้ยคืนขึ้นมาจากถังขยะ หลังจากซักล้างเป็นที่เรียบร้อย เธอนำเชือกรองเท้ามาดัดแต่งเลียนแบบเส้นทรงแสดงผลการวัดค่าหัวใจในคาบการเล่าอันกัมปนาทยิ่ง(ดังได้อภิปรายไปแล้วในบทที่สอง)การใช้ประโยชน์จากเชือกอย่างเต็มศักยภาพทั้งในแง่พลังทางอภิปรัชญาและแบบแผนทางนามธรรม หนังยังย้ำท่าทีเดิมในฉากถัดมา เวโรนิกในกระจกเงาเหลียวหลังมาเจอกับตัวเอง(ในสารรูปคู่แฝด) ขณะกำลังเพ่งมองเข้าไปภายในร้านหนังสือจับจ้องงานเขียนของอเล็กซ็องดร์

แล้วก็มาถึงลูกถนัดของคีสลอฟสกี กับภาพถุงชาหมุนตัวบิดขี้เกียจอยูในถ้วยจากระยะใกล้ในบรรยากาศที่ทุกอณูเป็นสีทองสุกอร่าม อากัปกิริยาของถุงชานั้นราวกับมีชีวิตจิตใจ ไม่ก็จุติจากเบื้องบน ปลดปล่อยพลังที่เราไม่เคยไหวตัวแม้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ฝีภาพดังกล่าวสืบสาแหรกภาพแก้วจากระยะใกล้ที่ย้อนหลังขี้นไปได้ถึงแก้วนมใน Decalogue I ถ้วยชาของโดโรตาที่แตกไปใน Decalogue II และอื่นๆ ภาพเหล่านี้ปรากฏในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานทางอภิปรัชญาไม่เว้นแม้แต่หนนี้ สัญญาณทางจิตวิญญาณชี้ทางให้เธอตั้งต้นสืบสาวราวเรื่องให้ถ่องแท้ ก่อนจะได้พบลายแทงชีวิตตนเองผ่านจากการอ่านนิทานปรัมปราของอเล็กซ็องดร์ในฝีภาพถัดมา

อีกหนึ่งอนุสนธิต่องานด้านภาพ: จากหนึ่งอิริยาบถหนังที่งดงามเสี้ยวหนึ่ง เวโรนิกพลิกตัวอยู่บนเตียงในทิศทางเข้าหาคนดู ยันตัวขึ้นมองลอดหน้าต่างไปยังบุรุษไปรษณีย์ แล้วม่านเจ้ากรรมทิ้งตัวลงมาบังโดยยังคงอวดทุกฝีเย็บลายทอบนผืนคมชัดได้อย่างเหลือเชื่อ [น.256]ต้องยกความดีความชอบให้ตากล้องกับฝีมือการปรับระยะและศูนย์เล็งได้ตามประกาศิตของคีสลอฟสกี ช่วงอึดใจที่เปิดโอกาสให้คนดูชื่นชมลายผ้าม่านได้ต่อเนื่อง หลังทิ้งตัวลงมาแทนที่จะตัดภาพนั้นกินเวลานานกว่าค่าเฉลี่ยระยะทอดเวลาของผู้กำกับและผู้ลำดับภาพโดยทั่วไป ผู้กำกับน้อยรายที่จะลักไก่ใช้ม่านมาตัดคั่นเหตุการณ์ สู้อุตส่าห์ปรับระยะเล็งเพื่อให้วัตถุที่ระวางส่วนหน้ามีความคมชัด ให้แสงเป็นการเฉพาะเพื่อขับลายทอฝีปักบนผืนม่าน แต่คีสลอฟสกีให้คุณค่ากับสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้และทะนุถนอมไว้ให้คนดูเชยชมด้วยความช่ำชองในการถ่ายทำ-ลำดับภาพ อันที่จริงลายผ้าม่านนั่นคงไม่ได้มีสัญลักษณ์ใดแฝงอยู่เป็นการเฉพาะ เป็นแต่เพียงอีกหนึ่งการไว้ลายลูกไม้ภาพนามธรรมเพื่อให้คนดูได้ไตร่ตรองสังขาร ย้อนทบทวนสิ่งที่ตัวเองผ่านพบซึ่งอาจพ้องพานกัน

เวโรนิกปั้นหน้าไม่ถูกเมื่อปะหน้ากับฌ็อง ปิแอร์คู่กรณีคดีหย่าของเพื่อน เขาจับได้ว่าเธอตั้งใจใส่ความเขาในศาล สารรูปดูไม่ได้ (ผมยอมแล้ว แขนลู่ตกอยู่ข้างตัว) เหตุการณ์ดังกล่าวผลักไสให้เธอต้องไปหาพ่ออีกครั้งเพื่ออาศัยใบบุญนายช่างผู้เยียวยาและชุบฟื้นจิตใจ พ่อเป็นดั่งอับเฉาทางจิตคอยถ่วงวิญญาณเธอมิให้เสียศูนย์ เธอเล่าให้พ่อฟังถึงภาพวาดตัวเมืองกับโบสถ์ในความฝัน ภาพวาดดังกล่าวเป็นของพ่อวีโรนิกา แต่เธอก็นึกไม่ออกว่าไปเห็นภาพวาดดังกล่าวได้อย่างไร(หนูต้องฝันไปแน่ๆ) ภาพวาดแน่ๆ ไม่ใช่สถานที่จริง ดุจเดียวกับภาพเห็นผ่านลูกใสของวีโรนิกา แว่บขึ้นมาในคำนึงเวโรนิกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเหตุใด ภาพนั้นคือบ้านของวีโรนิกา และเวโรนิกก็ต้องกลับมาบ้านเดิมเพื่อคลายปริศนาต่อสถานที่ หรือจะเป็นเสียงเพรียกจากที่ทางอันคุ้นเคย จากบุคคลอันเป็นเป็นที่รักและร่วมกันก่อร่างความผูกพันทางสังคมลำดับต้นๆ

ปลายทางของพัสดุกล่องที่สามจากอเล็กซ็องดร์ย้ายเป็นบ้านพ่อเวโรนิกตามไปด้วย(กล่องที่สองคือกล่องซิการ์เปล่าซึ่งเวโรนิกอ่านออกว่าเกี่ยวข้องกับนิทานหุ่นฉันใด) กล่องนี้เป็นกล่องสำคัญที่สุดเพราะมาพร้อมเบาะแสสุดท้าย เล่าถึงที่มาของอเล็กซ็องดร์ รวมถึง ที่ๆกล่องตกมาถึงมือเวโรนิกก็เป็นประเด็นที่ชวนขบคิดเช่นกัน อนุมานได้ว่าอเล็กซ็องดร์คงพอจะรู้ว่าเธอหนีไปตั้งหลักที่ไหน และพ่อเธอเป็นใคร นอกจากนี้ยังมีส่วนที่มีนัยสำคัญในแง่ความรู้สึกตรงที่ นับเป็นครั้งแรกที่สารจากอเล็กซ็องดร์รุกล้ำถึงถิ่นฐานบ้านเกิดฝ่ายหญิง เวโรนิกไม่ได้เปิดเทปต่อหน้าพ่อ และก็ไม่สังเกตถึงการมีอยู่ของเทปด้วย ต้องรอจนกระทั่งกลับเข้าที่พักส่วนตัวในเมือง

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในบทที่ 2 ถึงความสำคัญของเสียงในฉากนี้ แต่ท่วงทีการเล่าก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ท่อนเพลงหลอนความรู้สึกของบือเดนไมเยอร์แว่วอยู่ในเทปและสะกดความสนใจของเวโรนิกอยู่หมัด เสียงเพลงให้ความรู้สึกที่ต่างจากเสียงอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด เป็นเสียงที่ไม่มีทางเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในตัวเมือง(เรามาทราบในภายหลังว่าเป็นร้านเครื่องดื่มที่สถานีรถไฟ) ความเป็นไปได้ที่เฉียดกรายห้วงความรับรู้ของเราก่อนหน้านั้นก็คือ วีโรนิกา(หรือพลังอำนาจบางอย่าง)พยายามลงเสียงของเธอแทรกเข้ามาในเพลง เป็นไปได้อีกเช่นกันว่า[น.257]อเล็กซ็องดร์เพียงแค่ตัดต่อเสียงที่บันทึกได้จากโรงเรียนของเวโรนิกามาใส่ไว้ แต่ก็เป็นเพียงหนึ่งในความเป็นไปได้ร้อยแปด ที่มาที่ไปของอุบัติการณ์ลี้ลับกับคำอธิบายพื้นๆ และเป็นวิทยาศาสตร์ดูจะไม่หนีกันเท่าไหร่ เสียงอึกทึกกึกก้องชวนขวัญผวาทำลายสมาธิในการติดตามกับเสียงกิจวัตรอึงมี่ เวโรนิกย้อนเทปเล่นอีกรอบและเงี่ยหูฟังแข่งกับเสียงโหยหวนของรถพยาบาลที่กรายใกล้ ต่อมาราวกับสัญชาตญาณระแวงภัยตื่นตัว เธอลุกขึ้นพรวดพราดและตะโกนถาม”ใครน่ะ” เธอรู้สึกถึงการมีอยู่ของใครอีกคนในห้องเช่า แต่ไม่มีร่องรอยของวีโรนิกาแถวๆ นั้น นอกจากการกระตุกไหวของกล้อง ความไม่ลงรอยระหว่างสิทธิพิเศษแฝงฝังสองประการคือ เนื้อแท้ของสารคดี กับ การโฉบผ่านในทำนองดวงวิญญาณของพลังเหนือธรรมชาติ ลงเอยด้วยอากัปกริยาเชิงภาพยนตร์ดังกล่าว เหตุการณ์ปกติวิสัยที่เกิดขึ้นเหมือนจะมีพลังเหนือธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ความหมายที่ส่งถึงคนดูก็ไม่ได้ผิดเพี้ยน แต่กับเวโรนิก เธอถึงกับต้องยึดแว่นขยายเป็นที่พึ่ง กำไว้แน่น(กลับไปสู่วัยเด็กตอนเปิดเรื่อง)

ดังเป็นที่ปรากฏในงานชิ้นอื่นๆ ของคีสลอฟสกี การย้อนกลับสู่ปัจจัยพื้นฐานเชิงขุมข่ายความคิดอันคุ้นเคย อันได้แก่ การสื่อสาร ความลี้ลับ นวัตกรรม(มาในรูปหูฟัง และ รีโมตคอนโทรล) รถไฟ อุบัติเหตุทางรถยนต์ หลายกรณีสภาพจอกแจกจอแจ สรรพสำเนียงของบรรยากาศเหล่านี้ก็เติมรายละเอียดแก่ภาพชีวิตของคีสลอฟสกี เหมือนเป็นการบันทึกอนุทินด้วยเสียง เสียงสัพเพเหระในธรรมชาติสะท้อนจิตใต้สำนึกของคีสลอฟสกี เส้นสายความทรงจำในแถบบันทึกเสียง หากเป็นขนบผู้กำกับรายอื่นสื่อต่างๆ ไม่แคล้วต้องรับหน้าแทนผู้กำกับ

เวโรนิกแจ้นกลับไปบ้านพ่อทั้งที่แว่นขยายยังคามืออยู่ เพียงเพื่อจะพบว่าเขาหลับอยู่ เธอเพ่งพินิจซองที่ส่งเทปมา พยายามสืบร่องรอยจากตราประทับและดวงตรา รูปผู้หญิงในดวงตรายังเป็นตัวตายตัวแทนวีโรนิกาคอยตามรังควานผสมโรงมากับความช่างคิดของอเล็กซ็องดร์ เวโรนิกยังสบตาถากๆ กับคนจากโลกของวีโรนิกาที่สถานีรถไฟ (สตรีคนดังกล่าวปรากฏตัวในวงประชุมตัดสินผลการคัดเลือกเสียงร้องนำวงซึ่งผู้ชนะคือวีโรนิกา แต่เวโรนิกไหนเลยจะเฉลียวใจกับนัยสำคัญดังกล่าว) น่าตื่นตาแต่่ก็เหมือนทวนความหลัง เธอวัดรอยเท้าวีโรนิกาไปอีกสองสามฉาก แม้เหมือนเราจะคาดเดาเรื่องราวหรือเข้าใจสภาพของเวโรนิก แต่เรื่องราวยังคลี่ขยายไปอีกไกลนับจากจุดนั้น กี่หนที่เราคุ้นแต่ไม่อาจจำแนกว่าเคยพานพบใบหน้านั้นแต่ปางไหน กี่ครั้งที่เรารวบรัดตัดความปาฏิหาริย์ที่อุบัติว่าเป็นเพียงเหตุบังเอิญ

เวโรนิกกับอเล็กซ็องดร์ได้พบกันเป็นเรื่องเป็นราวหลังสถานการณ์ไม่ค่อยเป็นใจ การมีซากรถกองอยู่เช่นเดิมในฉากที่ทั้งสองโอภาปราศรัยกัน บ้างก็ตีความว่าเป็นลางหายนะ โดยเฉพาะ[น.258]หากมีความคิดอยู่เป็นทุนเดิมว่าอเล็กซ็องดร์คือพลังทำลายล้างชีวิตเวโรนิก บ้างก็มองว่าเป็นภยันตรายแฝงที่มากับทุกความสัมพันธ์ เป็นอนุสติให้ทำใจยอมรับความเสี่ยงและผลอันไม่พึงปรารถนา

แต่เวโรนิกถึงกับใจฝ่อใจเมื่อได้พูดคุยกับอเล็กซ็องดร์เข้าจริงๆ เขาออกตัวว่าเหยื่อล่อของเขาออกจะเข้าตำราหวานเป็นลม ขมเป็นยา กับการทดลองเพื่อเก็บข้อมูลไว้เขียนนิยาย ด้วยการพิสูจน์ความฉมังของสูตรสำเร็จทางจิตวิทยาเพื่อพิชิตใจผู้หญิงที่ไม่รู้จักกันแม้แต่น้อย เวโรนิกรู้สึกตัวเองเป็นหนูลองยา “ทำไมถึงเลือกชั้น” หลังจากหน้าเจื่อนและอึ้งไปพักหนึ่ง สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกกับคำตอบจากอเล็กซ็องดร์ที่ว่า “ไม่รู้เหมือนกัน” หญิงสาวผลุนผลันลุกออกไป

ระหว่างพรวดพราดออกมาจากสถานีรถไฟเธอลื่นล้มลงวัดพื้นทางเท้าในท่าเดียวกับของวีโรนิกาที่บรรยายไปก่อนหน้านี้ เธอไม่ควรจ้ำเท้าในลักษณะนั้น บางทีอาจโดนผีวีโรนิกาผลัก อินสดอร์ฟ(Insdorf)ตีความว่าวีโรนิกาสถิตย์อยู่ตรงนั้นเพื่อเตือนสติถึงพลังทำลายล้างของอเล็กซ็องดร์ แต่นั่นคงเป็นแค่ปัจจัยส่วนหนึ่ง อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนเรื่องอเล็กซ็องดร์ได้มากพอๆกับเป็นการยกห้วงประสบการณ์ว่างเปล่าในการค้นหาความรู้สึกที่ล้ำลึกกว่ารักรัญจวนใจของตัวเองมาเป็นอุทาหรณ์ ซากรถชนคงไม่เกี่ยวพันกับวีโรนิกาแต่อาจจะเกี่ยวข้องกับพระเจ้า ปริศนาอันยอกย้อนของโชคชะตาซอกซอนอยู่ในงานของคีสลอฟสกีเต็มไปหมด นี่คงไม่ใช่ครั้งแรกที่โศกนาฏกรรมของหนึ่งชีวิตจะหักกลบลบหนี้ให้กับอีกชีวิต(ใน Red ก็มีให้เห็น) ซากรถเตือนให้นึกถึงการดลใจเหมือนในครั้ง No End ที่อูลาแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุได้อย่างเฉียดฉิวเพราะรถที่ขับมาเกิดเครื่องดับไปดื้อๆ เสียก่อน

การพบปะกลายเป็นการเล่นไล่จับในที่สุด เธอจับตาอเล็กซ็องดร์ตาลีตาเหลือกตามหาเธอ จากอีกฝั่งของผนังกระจกสี (เธออยู่ในตำแหน่งได้เปรียบทางอำนาจขึ้นมาทันใด)พลิกมาเป็นฝ่ายจับผิดขณะเขากระหืดกระหอบตามหาเธอ เธอสังเกตการณ์ตามหลักวิทยาศาสตร์พอหอมปากหอมคอ และได้เห็นเขาพ่นลมเสยจมูกตัวเอง อากัปกริยาของปุถุชนที่ยากจะได้เห็นยามเขาวางท่าเป็นอเล็กซ็องดร์ก่อนหน้านั้น อึดใจแสนธรรมดาโลกนี้เรียกรอยยิ้มบางๆ จากเธอ

เขาตามหาจนเจอเธอที่โรงแรมและขอให้เธอยกโทษ “เรื่องอะไรไม่ทราบ” เธอถาม อเล็กซ็องดร์อึ้งไปอีก แม้ว่าจะไม่เคยเผยแรงจูงใจให้เป็นที่ระแคะระคาย แต่เวโรนิกก็พอจะอ่านออกจากความหมายในตัวเองของการติดตาม เขาตามเธอมาถูกย่อมฟ้องว่าเขาแกะรอยและแอบมีใจกับเธอมานานแล้ว ความข้อนี้สร้างความประทับใจกับเธอ เธอยอมให้เขาเข้าไปหายใจหายคอในห้องพักโรงแรมของเธอ ระหว่างเขาผล็อยหลับไป [น.259]เพราะหมดเรี่ยวแรงจากการไล่กวดเธอ ผสมกับซุ่มดักรอเธอที่สถานีรถไฟ(มาก่อนหน้านั้นสองวัน) เวโรนิกสังเกตเห็นเงาสะท้อนจากบานกระจกหน้าต่างห้องข้างเคียงและชวนให้นึกถึงการทะลุทะลวงป่ายแปะของแสงสะท้อนจากเด็กผู้ชายจากหน้าต่างอีกบานไม่กี่วันก่อน แต่เธอก็ตีความผิดถนัด โดยเชื่อไปว่านั่นเป็นสัญญาณของสัมพันธภาพอันยั่งยืนกับอเล็กซ็องดร์

เวโรนิกหยิบแว่นตาออกจากมืออเล็กซ็องดร์อย่างละมุนละม่อมระหว่างเจ้าตัวหลับใหล ไม่มีคำอธิบายเรื่องนี้ แต่โดยท่วงทีถือว่ายังไม่หลุดจากขุมข่ายความคิดที่ทอดไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง นั่นคือ การค้นหามุมมองใหม่ ฉากถัดมาจะเห็นเธอคลึงแหวนกับขอบตาเหมือนวีโรนิกาตอนก่อนการแสดงครั้งสุดท้ายในชีวิต เงาจางๆ วูบหนึ่งโฉบผ่านไปแต่ไม่พ้นสายตาเวโรนิก เธอมองไปรอบกายรวมถึงเบื้องบน ก่อนจะผล็อยหลับ ภาพโบสถ์สกุลช่างโปแลนด์แทรกเข้ามาเหมือนความฝัน เป็นโบสถ์หลังเดียวกับในลูกใสของวีโรนิกา โผล่มาในสภาพ ผิดรูปผิดร่าง กลับหัวกลับหาง และหนีห่างออกไป เหล่านี้เป็นภาพบางส่วนจากครั้งวีโรนิกาโดยสารรถไฟตามเส้นทางแห่งชะตากรรมสู่วอร์ซอว แต่ก็ชักพานัยทางอภิปรัชญาชุดใหญ่มาด้วย: อุตรภาพ(transcendence) โลกทางจิตวิญญาณ และอาจรวมถึงโบสถ์ประจำสุสาน ตอนอเล็กซ็องดร์มาปลุก เธอละเมอออกมาเหมือนกำลังจะโดนคลุมด้วยอะไรสักอย่าง(คงเป็นผืนผ้าห่อศพวีโรนิกา) นับเป็นครั้งแรกที่เราเห็นว่าจิตวิญญาณเธอกล้าแข็งขนาดนิมิตเป็นภาพ

อเล็กซ็องดร์ตอบเธอด้วยความรู้สึกอันแรงกล้า “ผมรักคุณ” ราวกับเป็นการท้าทายเงาแห่งความตาย เวโรนิกตอบว่า “ฉันรักคุณ” นอกจากเผยความรู้สึกผูกพันรักใคร่ต่อกันแล้ว สองคนผลัดกันถามอีกฝ่ายด้วยคำถามเดิม จนนำไปสู่การเทกระเป๋า เล่าเรื่องราวส่วนตัวของเวโรนิก หลายสิ่งเผยตัวเองออกมา ท่ามกลางแว่นตาที่กองสุมๆ กันอยู่พวกเขาอันที่เวโรนิกค้นหามาเป็นปี (สัญลักษณ์ของการสูญเสียญาณทัศน์ หรือ เพียงแค่การขยับขยายหามุมมองที่แตกต่าง) ก็ยังคงสนุกมือกับการชี้ให้เห็นสัมผัสพิเศษต่อจิตวิญญาณที่แก่กล้าขึ้นของเวโรนิก ขวนให้นึกถึงมุกเขวี้ยงแว่นตาทิ้งของปรมาจารย์หนังทดลองสแตน เบร็กเคจเพื่อไม่ยอมตกเป็นทาสของสัดส่วนการเห็น 20/20 มี่ได้ชื่อว่าสบายตาที่สุด คำประกาศของเบร็กเคจในครั้งนั้นน่าจะเข้ากับสถานการณ์ “ความพยายามอันยิ่งยวดของมนุษย์ในการรู้เห็นทัดเทียมพระเจ้านั้นมาจากเชื่อลึกๆตามประสามนุษย์ที่ว่า ไม่อาจมีรักแท้ ในที่ๆมีความกลัว [น.260]อเล็กซ็องดร์ใช้ศิลปะและความฉับไวของมือเสกลูกใสล่องหน เป็นการปฏิเสธอนุเอกภพ(microscopic)ที่ล้ำลึกเกินความเข้าใจของเขา เขาพรากเธอจากเยื่อใยผูกพันกับวีโรนิกาและเครื่อรางของขลัง

สองคนแลกเปลี่ยนความคิดหนักๆ กันอีกนิดหน่อย การแจกแจงสาเหตุที่เลือกเธอมาร่วมการทดลอง บอกเป็นนัยว่าอเล็กซ็องดร์หลงรักเธอเข้าแล้ว เวโรนิกเฉลยว่าเธอรู้ตัวมาตลอดว่าเขาคอยติดตาม แต่ไม่แน่ใจในเจตนา เขาทึ่งกับพลังการอนุมานของเธอ เนื้อความในคำตอบของเวโรนิกฟ้องว่าเธอจับแพะชนแกะระหว่างสัมผัสพิเศษกับการไขว่คว้าความรัญจวนใจแก่ชีวิต: ‘ฉันรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ามีตัวเองอยู่สองแห่งในเวลาเดียวกัน ที่นี่และที่ไหนสักแห่ง อธิบายไม่ถูก รู้แค่ว่าเหมือนมีพรายกระซิบ’

ทันทีที่เผยความลับ ทิพยสัมผัสของเธอก็ข้อท้วงติงเข้าให้ฉับพลัน อเล็กซ็องดร์ไปเจอภาพเธอปรากฏตัวอยู่แถวๆจัตุรัส เวโรนิกพบเบาะแสเป็นภาพโทนโท่ของตัวเอง ทว่าอยู่ในเสื้อคลุมของคนอื่น เธอแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ล้มตัวลงบนฟูกและร่ำไห้ออกมาดื้อๆ อาจเพราะลึกลงไปใต้ความเศร้าโศกคือ คือความรวดร้าวระดับจิตวิตญญาณที่หยั่งราก ความอัดอั้นตันใจ สับสน กลัว บางทีอาจอาจรวมถึงความอาลัยอาวรณ์ พรั่งพรูออกมากับหยาดน้ำตานั้น ไฟราคะอเล็กซ็องดร์ลุกโชนจนต้องร่วมรักกับเธอและได้รับการสนองตอบที่เร่าร้อนดูดดื่มยิ่ง ชวนให้นึกถึงการเป็นประจักษ์พยานจุดเริ่มต้นการนับถอยหลังสู่ความตาย ณ วันสุดท้ายของชีวิตคู่แฝด ความหื่นราคะที่เห็นจากเวโรนิกอาจเป็นการขัดขืนต่อมรณกรรมที่รอท่าอยู่

การเลือกฝากพ่วงร่องรอยความหมายไว้ในภาพของคีสลอฟสกีเป็นไปตามความคิดที่โรล็องด์ บารท์ส(Roland Barthes)แจกแจงไว้อย่างคมคายนานนับปีมาแล้วดังว่า
‘มรณกรรมย่อมมีที่ทางในสังคมวันยังค่ำ ต่อให้มีอันต้องระเห็ด(หรือเสียศูนย์)จากปริมณฑลศาสนา ก็ต้องไปหวยออกตรงไหนเข้าสักแห่ง บางทีอาจเป็นในภาพที่บ่มเพาะความตายนั่นเองที่คอยทนุถนอมความมีชีวิตไปพลาง ในยุคที่พิธีกรรมต่างๆ คลายมนต์ขลังลงไปทุกที มรณกรรมก็ยักย้ายตัวเอง เลิกสังฆกรรมกับศาสนา และพิธีกรรม สลัดคราบสัญลักษณ์ยอมแก้ผ้าเอาหน้ารอดเข้าพึ่งใบบุญภาพดอดกลับเข้ามากบดานอยู่ในสังคมร่วมสมัย ภาพจึงเป็นประตูสู่ความตายอันจืดชืด’

[น.261]ไม่ใช่วัฒนธรรมที่เป็นตัวกลางดอกรึที่เผยแพร่เรื่องราวแฝดทางวิญญาณ การโต้สะท้อน การเบี่ยงเบน ส่งเดชไปเรื่อย ภาพสื่อถึงความตายในเชิงภววิทยา ส่วนเวโรนิกก็เผชิญหน้ากับศพของตนเอง กระนั้นก็ยังมีการตีความแบบเจตนาดีไปในทางที่ว่าจิตแฝดของเธอช่วยปิดกั้นเธอไม่ให้ต้องพบเห็นภาพความน่าสะพรึงกลัวของภาวะเป็นตายเท่ากันอย่างที่ตนพานพบ วีโรนิกาพบเจออีกฝ่ายในสภาพมีเลือดมีเนื้อ เวโรนิกได้แต่เพ่งพินิจอีกฝ่ายผ่านภาพถ่าย ภาพการการสิ้นบุญแตกดับและหมดเคราะห์หมดโศกในฤกษ์เดียวกัน เป็นจารึกสั่งลาและการถือจุติของวีโรนิกาผู้วายชนม์และถ่ายโอนแก่ผู้สืบสันดานตามหลักการสวมรอยของตำราคริสเตียนวิทยา

แท้ที่จริงลำพังภาพถ่ายก็มีนัยทางจิตวิญญาณอยู่พอตัว ภาพลูกไสที่เขยื้อนคล็อกแคล่กอยู่เคียงกันโดยมีดวงดาวพริ้วระริกอยู่ข้างใน หลุดจากศูนย์เล็งของเวโรนิกเป็นพักๆ ระหว่างเธอร่วมรักและเคลิ้มซ่านด้วยความรู้สึกที่กรูประดัง(กระชุ่มกระชวยและน้ำตา) หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และร่องรอยปริศนาคาหนังคาเขาอยู่เคียงกัน ฟ้องว่าต่างฝ่ายต่างรักษาคุณค่าศรัทธาในตัวอีกฝ่ายเอาไว้ สภาพกลับหัวกลับหางที่เราเห็นตอนต้นเรื่องย้อนกลับมาเตือนสติให้ทบทวนขุมข่ายลวดลายตามรายทางที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการมองความเป็นจริงจากมุมมองฝันเฟื่องที่มาพร้อมกับการวิเคราะห์ชนิดจับให้มั่นคั้นให้ตาย การเพ่งพินิจเฉพาะอาณาบริเวณ และมุมมองทางวิทยาศาสตร์ผ่านแว่นขยาย

บทเพลงจากไพรสเนอร์/ฟานบือเด็นเมเยอร์ทอดพาไปสู่คาบการเล่าถัดไป กล้องมุมสูงจับภาพเวโรนิกขณะตื่นจากหลับไหล ราวกับกลับมาจากความฝัน เธอเริ่มต้นจากโรงแรมแห่งเดียวกันนั้น แต่เตียงนี้ต่างไปเป็นคนละเรื่อง เป็นฟูกที่ปูอยู่พื้นห้องเช่าของอเล็กซ็องดร์ นานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ที่ช่วงเวลานั้นผ่านไป เวลาและพื้นที่ปลดเปลื้องตัวเองตามการหลอมไหลไร้ที่สิ้นสุดซึ่งดำเนินไปคนละทิศทางกับสภาพความเป็นจริงตามลำดับก่อนหลัง

เวโรนิกลุกขึ้นจากเตียง กล้องขยับตามก่อนปลีกตัวล้ำหน้าไปเล็กน้อย สวมรอยเข้ากับมุมมองจากห้วงสำนึกของเวโรนิก ขณะกวาดตา ทะเร่อทะร่าไปทั่วห้อง ห้องนั่งเล่นไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ นอกจากฝอยฝ้าขาวพราวระริกบนจอเครื่องรับโทรทัศน์อยู่อย่างนั้น(ภาพความว่างเปล่าไร้การเหลียวแลตามตำรับคีสลอฟสกีคืนสู่เหย้า) มุมมองของเวโรนิก(หรืออาจจะวีโรนิกาด้วย)นำคนดูออกไปพบอเล็กซ็องดร์ทำงานอยู่ที่ห้องข้างๆ เขากำลังทำงานเขียนโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของเวโรนิก งานศิลปะกาฝากทำนองเดียวกับความหมกมุ่นของเบิร์กมันน์(Bergmann) (โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Through a Glass Darkly) เธอถามเขาว่า ทำไมสร้างหุ่นเลียนแบบเธอไว้สองตัว เขาตอบว่าหุ่นชำรุดง่าย เบื้องหลังคำตอบนั้นมีความจริงอื่นที่เขายังไม่รู้ อเล็กซ็องดร์สอนให้เธอเชิดหุ่นตนเอง การปรากฏตัวร่วมกรอบภาพก่อตัวเป็นขุมข่ายลวดลายว่าด้วยการช่วงชิงการนำ ตัวตน และเจตจำนง อันชวนพลุ่งพล่าน และขัดแย้ง กล้องลดระดับลงเก็บภาพหุ่นอีกตัวนอนเค้เก้อยู่ด้านล่าง

[น.262]จุดแตกหักของเวโรนิกอยู่ตรงเรื่องราวที่อเล็กซ็องดร์ซัดทอดให้จินตนาการเป็นจำเลยนั้นช่างสมจริงและสร้างความคับข้องแก่เธอแสนสาหัส ในระหว่างบรรยายเรื่องราวว่าด้วยผู้หญิงสองคนที่ผูกพันกันลับๆ จากหน้าผลงานเขียนของเขาเอง ไม่ปรากฏร่อยรอยอเล็กซ็องดร์ หนังใส่วงเล็บอุ้มเขาออกจากสมการเรื่องราว เหลือบทบาทเพียงผู้นำสาส์นจากแดนไกล ภาพระยะใกล้จากเพลงกล้องไร้น้ำใจเผยให้เห็นพรายความรู้สึกล้นปรี่ใบหน้าเวโรนิก เรื่อวราวฉุดเธอดิ่งสู่ห้วงความหดหู่จนต้องประคองใจอันหนักอึ้งออกจากห้องนั้นไป

อเล็กซ็องดร์ก็เหมือนผู้พิพากษาใน Red มีสถานะเป็นร่างจำแลงพระเจ้า ทรงพลัง หยั่งรู้ แต่ตื้นเขินและขาดลำหักลำโค่นในการเยียวยาจิตวิญญาณ และก็เข้าอีหรอบเดิม เวโรนิกเผ่นออกจากห้องอเล็กซ็องดร์ โร่กลับบ้านเป็นหนที่สี่ในหนัง

เวโรนิกบอกกล่าว(เป็นภาพสุดท้ายของหนังในพากย์ฝรั่งเศส)กับต้นไม้ด้วยการสัมผัสเหมือนเคย ท่วงทีอันเปี่ยมความหมายแต่ไร้ถ้อยคำตามประสาหนังคีสลอฟสกี จากการสำรวจความคิดเห็นในหมู่สาวกคีสลอฟสกี ในบรรดาความทรงจำพวกต่อภาพจากงานคีสลอฟสกีมักมีภาพอิริยาบถขณะถ่ายเทความรู้สึกจากก้นบึ้ง และภาพมือในระยะใกล้ติดโผมาด้วยเสมอ ในกรณีนี้เยื่อใยละมุนอ่อนโยนต่อบ้านมีให้สัมผัสชัดเจนยิ่งดังที่คีสลอฟสกีอธิบายไว้ว่า

พ่อของเวโรนิกชอบขลุกอยู่ในห้องงานไม้เช่นเดียวกับอเล็กซ็องดร์ การชัดนำเธอมาสัมผัสกับไม้อาจกระตุ้นความทรงจำต่อช่างไม้คนแรกที่สร้างเธอขึ้นมา เธอผละจากเวโรนิกร่างประดิษฐ์ไปสู่ความเป็นจริงที่เป็นปริศนาค้างคาใจมาชั่วชีวิต ก่อนอื่นต้องย้อนกลับบ้าน พ่อผู้เป็นทั้งตัวดักจับและแหล่งกระจายประจุทางจิตวิญญาณ เงยหน้าขึ้นมอง การแทรกภาพมือเวโรนิกสัมผัสกับต้นไม้ยิ่งตอกย้ำว่าพวดเขาเชื่อมโยงถึงกันทั้งในเชิงสายเลือดและสัญชาตญาณ เขาก็แค่ออกปากเชื้อเชิญตามประสาคนเป็นพ่อ เธอโผเข้าหาเขา หนังจบลงด้วยภาพการสวมกอดของคนทั้งสอง ทั้งที่จับมาจากอิริยาบถจริงและที่ตกกระทบ แม้จะมาในรูปเวโรนิกแบ่งภาคคร่อมอยู่ระหว่างสองภพภูมิ แต่ก็นับเป็นครั้งที่ได้เห็นนิมิตรหมายของทางออกและความโล่งอก ความสมมาตรของภาพนางเอกในฝีภาพทิ้งทวนคล้ายบอกเป็นนัยว่านับจากนี้พวกเธอคงหมดเคราะห์หมดโศกเสียที

ช่วงสุดท้ายของหนังเต็มไปด้วยไม้ตายการเล่าควบนัย ไม่มีการเฉลยหรือสะสางรายละเอียดในหลายๆ เรื่อง รวมถึงสภาพอารมณ์ของเวโรนิกก็ยากจะอ่านใจเธอออก ความคลุมเครือเช่นนี้ถือเป็นจุดแข็งทางสุนทรียะในงานคีสลอฟสกี [น.263]สมมตฐานดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากข้อเท็จจริงที่ว่าคีสลอฟสกีวาดภาพบทสรุปของหนังไว้ในใจหลายหน้าไพ่(ลงเอยแตกต่างกันไป)ด้วยกัน แต่การลุ้นภายใต้เค้าลางต่างๆ ในฐานะเราต่างเป็นผลผลิตของชะตากรรม โอกาสและทางเลือกของเราเองนั้น เขาลองมาแล้วกับ Blind Chance การหาบทสรุปของการขับเคี่ยวระหว่างลัทธิกำหนดนิยมกับเสรีภาพแห่งเจตจำนงเป็นภารกิจที่คงไม่อาจลุล่วงไดัในงานชิ้นนี้ หนังของคีสลอฟสกีเพียงแค่ช่วยกลั่นเนื้อหาจับตัวออกมาเป็นห้วงเวลาอันทรงความหมายและเข้มข้มในเชิงปรากฏการณวิทยาจนยากจะลืมเลือน การกลับมาบ้านของเวโรนิกไม่ใช่แค่สัญญาณของทางออกจากปัญหาทั้งปวงของเธอ หากยังเป็นการเข้าฐานที่มั่นเพื่อตั้งหลักก่อนการจาริกอันไม่มีวันสิ้นสุดครั้งใหม่

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.242 – 252]

แปลจาก

Kickasola, J.G. 2004. The Films of Krzysztof Kieslowski: The Liminal Image. New York: Continuum.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: