enyxynematryx

เท่าแมวดิ้นตาย

leave a comment »

จะเข้าใจภาพรวม The Strange Little Cat ของรามอน  สวือเชอร์ (Ramon  Zurcher) ก็ต้องเข้าใจห้าฝีภาพแรกอันเป็นเสมือนลายแทงของผลงานเปิดตัวความยาว 72 นาที  แนวทางสุนทรียะของชิ้นงาน มาจากภาพรวมอันแปลกประหลาด เฉียบฉมังในการบีบอัดพื้นโดยคำนึงถึงการจัดวางจัดสรรเค้าโครงอันชัดแจ้ง และวางยาทิศทางแสง (แม้ภาพแมวในบางแว่บจะเป็นพิรุธให้คาดเดาทางได้ และพาลให้คนดูทลายค่ายกลการเล่าทั้งหมดของหนังลงได้) ช่วงนำเข้าเรื่องและขึ้นข้อมูลภาคการผลิตหนังใช้เพลง Pulchritude ของวงแนวโพสท์ร็อก Three More Shallows จากซานฟรานซิสโกมาประกอบ จากนั้นจึงเป็นฝีภาพแรก ชายหนุ่ม(รับบทโดย ลุค  พัฟฟ์(Luke Pfaff))นอนคว่ำหน้าหลับ ใต้อาบแสงอาทิตย์ยามเช้า บานหน้าต่างเพยิบพยาบ สะบัดขลิบแเสงสีแดง   บรรยากาศและสภาพห้องก็เหมือนห้องวัยรุ่นหมาดๆทั่วไป เหมือนยังสองจิตสองใจว่าจะคงสภาพไว้หรือจะเปลี่ยนเป็นห้องอเนกประสงค์ เตียงสำรองสำหรับเพื่อนมาค้างคืนยังอยู่ เพื่อนคนนั้นต้องเจอมาหนักถึงได้เป็นศพอยู่อย่างนั้น ขนาดแมวมาร้องอยู่หน้าประตูห้องก็ยังไม่ไหวติง

ฝีภาพที่สอง แมวตัวสีส้ม มีลายพาดกลอน ท่าทางแข็งแรงกระฉับกระเฉง กำลังข่วนขอบประตู ห้องที่ไม่มีคนจับจอง คือที่สิงสถิตย์ของเจ้าแมว(อู่ของมันอยู่ในห้องนี้) ปัญหาก็คือ ประตูดันปิดเสียนี่ แมวหงุดหงิดเหมือนเสือติดจั่น จากนั้นเราก็ได้ยินเสียงกรีดร้องคำราม ด้วยความที่ไม่ได้อยู่ในมุมที่จะเห็นหน้าแมวถนัด คนดูก็ได้แต่อนุมานว่าต้นเสียงคงหนีไม่พ้นแมว แต่เสียงโหยหวนนั้นก็ดังอยู่แค่เสี้ยวอึดใจ

ฝีภาพที่สาม เป็นเหตุการณ์จากในครัว ผู้เป็นแม่(รับบทโดยเจนนี  ไชลลี – Jenny  Schilly)ทิ้งสายตาด้วยความระอาไปยังส่วนล่างฟากซ้ายของกรอบภาพอันเกือบจะขาวโพลนไปหมด

ฝีภาพที่สี่ คลารา(รับบทโดยไมอา  คาซาโล- – Mia  Kasalo)ลูกสาวคนเล็กเงยหน้ามองแม่ (แต่ไม่ได้อยู่ร่วมเฟรมกัน แปลกเอาเรื่องกับการไล่ตำแหน่งรับส่งฝีภาพตามแนวทแยง) อ้าปากหวอ เธอเป็นต้นเสียงตวาด ขู่ฟอดไปจากโต๊ะกินข้าวนั่นเอง  สักครู่ก็มีเสียงผู้ชายปรารภกับผู้เป็นแม่ถึงวิธีจัดการกับเด็กผู้ชายที่เราเห็นเป็นศพไปในฝีภาพแรก(เราทราบในตอนนี้ว่าเขาคือไซมอน) กล้องปักหลักอยู่กับคลาราในตำแหน่งเดิมตลอดเวลา ประเดี๋ยวจึงมีมือเข้ามายุ่มย่ามในกรอบภาพทยอยนำจานออกไปจากโต๊ะ

(การคงความบริบูรณ์ไปพร้อมกับแขวะกรอบภาพฟ้องถึงความคงแก่เรียนทางโครงสร้างนิยม ภาพการจัดแจงกับจานชวนให้นึกถึงอเคอร์มาน(Akerman) แต่สวือเชอร์ไม่เอาเป็นเอาตายกับการปิดล้อมพื้นที่เคลื่อนไหวของเทหวัตถุเพื่อสันดาปผลกระทบ งานเขาจึงค่อนไปในทางไมเคิล  สโนว์(Michael  Snow)กับการใช้พื้นที่ภายในตามอัตภาพไปในทางประชดส่งเพื่อปลูกฝังความเข็ดขยาดต่อสภาพอุลุ่ยฉุยแฉก  แต่ที่แปลกประหลาดกว่าคือการใช้โต๊ะอาหารเป็นกรอบวัดความสัมพันธ์ทางกาย และพื้นที่ อันส่งผลให้งานของสวือเชอร์ไปอยู่ในครรลองเดียวกับ Oxhide(งาน ค.ศ.2005) และ Oxhide II(งาน ค.ศ.2009) ของผู้กำกับหลิว เจียหยิน(Liu Jiayin)  แม้หนังของหลิวจะต่างไปในแง่ที่ว่ามุ่งเล่าถึงนันทนาการของครอบครัวและจัดระบบกิจกรรมเพื่อสะท้อนการตกกระทบทางพิมพ์นิยมของวัตถุตามสาแหรกทางภววิทยาในคราบสารคดี หลิวและสวือเชอร์ต่างแปรสภาพโต๊ะกินข้าวเป็นกรอบอ้างอิงพฤติกรรมนิยมและพิมพ์นิยม)

เสียงผู้ชายจากนอกรัศมีภาพแว่วเข้ามา แต่ก็ยังไม่แสดงตัวให้เป็นกิจจะลักษณะ ว่าเป็นพ่อของคลารา(รับบทโดยแม็ททีอัส  ดิทท์เมอร์ – Matthias  Dittmer)  เนื้อหาหลักของฝีภาพที่สี่เน้นเล่าถึงการเดินทางขากลับของไซมอนผ่านคำสนทนาระหว่างพ่อกับแม่ คลาราจัดการขนมปังปิ้งไม่ทันหมดดีก็คว้ากระดาษดินสอมาตั้งท่าจะวาดเขียน พ่อดึงจานออกไปและพูด “นม” ก็นึกว่าคะยั้นคะยอให้คลาราดื่มนม ที่ไหนได้  คลารากลับบรรจงเขียนคำว่า น-ม ลงไปบนกระดาษ เช่นเดียวกับ ส-ลั-ด ตามหลังคำพูดถัดมาของอีกฝ่าย (นี่พวกเขากำลังไล่รายการจ่ายตลาดหรืออย่างไร หรือคลารากำลังหัดคัดคำ คำตอบมีอยู่ในถ้อยสนทนารวบรัดภายหลัง) แล้วข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางก็หลุดเข้ามาในสารบบการเล่า(เบาะแสสั้นๆนี้จะเป็นข้อมูลเป็นชี้ตายในฝีภาพติดพันถัดมา) แขนและมือยังสาละวนกับการเคลื่อนย้ายขวดและถุงขนมปังต่อไป    คลาราถามแม่ว่าจะเป็นไรไหมถ้าจะให้อาหารนกกระจอกดีไหม เหมือนจะบอกเป็นลางว่าคำตอบจากแม่จะเป็นความผิดพลาดของบุพการี จากนั้นพอถังขยะเปิดออกเสียงแมวตวาดฉีกแก้วหูก็แผดขึ้นอีกครั้ง

ฝีภาพที่ห้า พ่อกับแม่ยืนพิงอ่างล้างจานก่อนเสียงหึ่งๆ จะหายไป เสียงแปลกหูจากเด็กสาวรายใหม่โผล่เข้ามาในเรื่อง พี่สาวคลารา คือคาริน(Karin – รับบทโดย อันยอร์กา สเตร็คเคล(Anjorka  Strechel)) ยิงคำถามมาจากนอกจอ “คลาราท่าจะบ้าไปแล้ว” แม่ตอบว่า “ใช่”  ลูกสาวคนโตของบ้าน ตบท้าย “แมวนี่ก็บ้า”

strange-cat-002

แม้ว่าจะไม่ถึงกับเล่นกับการค่ายกลเสียงหรือนำข้อจำกัดจากกรอบความเป็นหนังมาปั่นหัวไปเสียทุกขยัก แต่คุณลักษณะของช่วงเปิดเรื่องความยาวราวร่วมสองนาทีนี้ก็นับเป็นลายแทงอ้างอิงที่จะกุมสภาพหนังไปตลอดทั้งเรื่อง สำหรับมือใหม่ The Strange Little Cat จะแจกแจงการจัดสรรพื้นที่จากนั้นทดลองผสมสูตรความเป็นไปภายในพื้นที่ทั้งในฐานะเป็นตกเป็นเป้าการวิพากษ์และศูนย์กลางการวิพากษ์ ไม่เหมือนกับชิ้นงานดนตรีบรรเลงเป็นวงใหญ่  นักวิจารณ์บางรายมองว่าสวือเชอร์ได้รับอิทธิพลจากฌาคส์  ตาติ(Jacques  Tati)ในแง่ของเหลี่ยมคูการจับวัตถุต่างๆ มาพลิกแพลงเล่าดังจะเห็นได้จากการเล่าความเป็นไปอันสุดแสนจะคลุมเครือของขวดในห้องครัว  ถึงขนาดว่าหากไม่ได้มือพ่อมาย้ายออกจากโต๊ะก็คงไม่มีทางรู้ กระนั้นภาพดังกล่าวก็กลายเป็นสร้อยหนังประจำห้องครัวไป ทั้งยังพบว่าพอนับไปนับมาภาพลักษณะนี้ยึดสัมปทานหนังไปเกินครึ่ง ขวดมีตัวตนขึ้นมาเอาตอนถูกเคลื่อนย้าย(ไม่ใช่แค่ตีฝีปากอย่างเชคอฟมาสดุดี) เป็นวัตถุแห่งการระลึกรู้ผ่านทางลัด  ภาวะอริต่อวัตถุธาตุซึ่งมักไม่สะกดสายตาคนดูไว้ได้ไม่นานต่อให้ใช้โวหารภาพสุดแสนเช้าชี้เว้าวอน

งานของตาติเต็มไปด้วยเรื่องราวผิดฝาผิดตัว ฝีภาพจำเจ วัตถุไม่ว่าจะเล็กเท่าหมวกหรือร่ม หรือใหญ่เท่าตึกต่างปักหลักอยู่ท่ามกลางภูมิทัศน์ราวอสรพิษสีเผือดคุมเชิง ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับการวางตัวขวางฝีภาพนานนับนาที ทนงตนกับการเป็นหัวหลักหัวตออยู๋เช่นนั้น จนกว่าฤกษ์งามยามดีจะมาถึง

ฉันใดก็ฉันนั้น นอกเหนือจากกรอบภาพที่บรรจุวัตถุมีความสำคัญแบบผีเข้าผีออก งานของสวือเชอร์เหมือนจะกินเวลามากเพราะความคลุมเครือในท่าทีที่ตัวบุคคลปฏิบัติต่อกัน  กลุ่มอิริยาบถมนุษย์ยามจะไปจะมา ตลอดจนการจัดระเบียบพื้นที่และเสียงใน  The Strange Little Cat คือปัจจัยสร้างความน่าสนใจและแตกต่างจากงานตระกูลเดียวกัน  แต่ยังมีเงื่อนความสัมพันธ์บางปมไม่ได้รับการสะสางท้ายแม้จนท้ายที่สุดของหนัง ว่าตามขนบของการเล่าหนัง ต้องถือว่า”บทแย่” แต่ในกรณีนี้ถือว่าเป็นความจงใจ สวือเชอร์ไม่เห็นความจำเป็นที่จะปลดทุกข์ปลุกปลอบตามตำรับละคอน เขาปล่อยให้หนังขึ้นเขาลงห้วยสุดแต่สมาชิกครอบครัวจะออกแรงคู่หรือผนึกกำลังกันเป็นกลุ่มชักพาไป

นักวิจารณ์ที่ได้ลิ้มลองงานของสวือเชอร์เป็นรายแรกๆ ต่างด่วนสรุปว่างานของเขาสืบสาแหรกมาจากเบรอะซ็องและตาติ จริงอยู่ในเรื่องการไม่ให้ค่ากับการเข้าบทและปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครอันชวนให้นึกถึงขุดคว้านภาวะภายในมา”เข้าปาง”ระบายความเป็นไป ตลอดจนการเคลื่อนไหวตามใบสั่งเบรอะซ็อง  การเล่นกลเสียงของสวือเชอร์ยังเป็นหนี้บุญคุณผลการพิสูจน์ศักยภาพของเสียงจากนอกรัศมีการเห็นโดยเบร็อะซ็องอันเป็นทั้งแหล่งบ่มเพาะแบบแผนใหม่ของความหมายทางภาพยนตร์และวากยสัมพันธ์ทางวัตถุนิยม เพียงแต่สวือเชอร์ทดลองเสนอด้วยลีลากำปั้นทุบดิน อวดอุตริตามแบบเขาเอง  คงเป็นเพราะแนวทางพาไปและเหลี่ยมการเล่าบังคับจริงๆ สิ่งที่ออกมาจากหัวเขาจึงเหมือนจะไปตีเสมอบรมครู The Strange Little Cat ให้ความสำคัญสูงสุดกับการล้อมกรอบ และการเคลื่อนไหวอันจำกัดจำเขี่ยในพื้นที่ปิด และการหาทางฝ่าวงล้อมแบบเหนือเมฆด้วยจินตนาการและความทรงจำ  หากจุดใหญ่ใจความของตาติคือความเปลี่ยวร้างของชีวิตร่วมสมัย โดยมีงานเบร็อะซ็องคอยต่อยอด การจัดระเบียบการใช้พื้นที่ร่วมกันระหว่างตัวมนุษย์และสรรพสิ่ง เพื่อถ่ายทอดความเป็นเอกเทศอันไม่อาจลดทอนแล้วไซร์ งานสวือเชอร์บทกวีแด่พื้นที่กว้างเท่าแมวดิ้นตาย

strange-cat-005ช่วงแรกของหนังไม่ได้มีแค่ครัว(หรือจะกล่าวให้จำเพาะเจาะจงคือโต๊ะกินข้าว) หากยังมีการเบียด การกระทบกระทั่ง การถ้อยทีถ้อยอาศัย ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เมื่อคนมากกว่าหนึ่ง(และสัตว์เลี้ยงอีกสอง)มาใช้พื้นที่ร่วมกันและหาทางตบตาอีกฝ่าย และเดินหมากตามที่เล็งผลเลิศไว้ เป็นต้นว่า ส่วนหนึ่งส่วนใดของพ่อ แม่และคลารา มักเบียดบังกันและกัน ส่วนหัวของคนเหล่านี้เลยออกไปพ้นกรอบภาพเนื่องจากเข้ามาในระยะใกล้ปานกลาง(medium close-up)ของกล้องมากเกินไป (เป็นไปได้มากกว่าระดับและความแน่นิ่งของการวางกรอบมาจากการวางกล้องสวมรอยระดับสายตาคนนั่งอยู่กับเก้าอี้ จากมุมมองที่ต่ำไม่มีใครเทียบได้ แม้หนังจะไม่ได้เคร่งครัดกับภาพลักณะดังกล่าว ในที่นี้ออกจะเข้าทางปืนมุมมองและอิริยาบถของคลารา) ในที่ว่างมีเป้าหมายของแต่ละคนอยู่ในนั้น อาจจะเป็นในอ่าง ในเครื่องล้างจาน หรือในคำอาหาร  แม่เปรยว่า”มีสิวด้วยแฮะ ถ้าหนูไม่มาเบียด คงไม่เห็น”  ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง พ่อคว้าแมวตั้งท่าจะจับมันย้ายที่ แต่คลาราท้วงไว้ เจ้าแมวได้ทีกระโจนขึ้นโต๊ะอาหาร ชนแก้วล้ม(ไม่ทันเห็น) แก้วกลิ้งหลุนๆ หล่นจากโต๊ะ หลุดออกนอกกรอบภาพไป ร่วง ลงไปแตกเป็นเสี่ยงแทบพื้น

ผู้คนเข้าๆ ออกๆ จากห้องเช่าเช่นเดียวกับกรอบภาพ คุณลุง(รับบทโดยอาร์มิน  มาเรฟสกี – Armin  Marevski) และลูกชายของลุงชื่อโยนาส(รับบทโดย ลีออง  อลัน   ไบเออร์ดอร์ฟ- Leon Alan   Beiersdorf)โผล่เข้ามาช่วยดึงกล้องออกไปจากความอุดอู้ภายในห้องครัวได้บ้าง  พิจารณาจากแบบแผนการเล่นกับการวางกล้องแบบปักหลักรอโดยมีการสมาชิกในครอบครัวจราจรผ่านเข้าออก จึงต้องนับยาสึจิโร่  โอสุ(Yasujiro  Ozu)เข้ารวมอยู่ในสารบบครูพักของสวือเชอร์ถัดจากตาติและเบรอะซ็อง  แต่ก็ยังไม่มีความเหมือนที่ครบเครื่องถึงขั้นถ้าจะชี้ขาดว่าโขกแบบมาจากคนใดคนหนึ่งในสามปรมาจารย์  ความเป็นไปหลักๆ ของ The Strange Little Cat คือการลิ้มรสขีดจำกัดทางกายภาพแบบสดๆร้อนๆ ในพื้นที่ของครอบครัว และความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะไปให้พ้นจากภาวะถูกกักบริเวณรวมถึงกระทั่งความวิบัติที่อาจมาถึงเข้าสักวัน  เคล็ดลับที่จะช่วยจับทางแบบแผนการวางพิกัดตัวละครและจัดเรียงองค์ประกอบของสวือเชอร์ก็คือการสังเกตวิธีที่เขาจัดกลุ่มและเสือกไสตัวละครภายในกรอบภาพในลักษณะเดียวกับระบายแก๊สทิ้งสลับกับใช้ประโยชน์จากแรงดัน จากนั้นพอเกิดเหตุการณ์ขึ้น หรือมีการพูดคุยไม่ทันได้ความก็จะตัดทางเล่าไปเข้าทางมุมมองอื่นที่แม้จะให้ภาพชัดแจ้งตำตา แต่เดาได้สถานเดียวว่าต้องมาจากจุดยืนเป็นตัวละครที่ไม่ได้อยูในกรอบภาพ ลูกไม้เช่นนี้ส่งผลให้แม้แต่ฉากที่ไม่มีเหตุให้ต้องลุ้นก็ยังกรุ่นด้วยบรรยากาศกบในกะลา ประหนึ่งว่าถัดออกไปจากแนวเป็นสัดเป็นส่วนของทุกพื้นที่ภายในห้องเช่าที่ครอบครัวนี้ใช้ชีวิตอยู่เพียงแค่ปลายจมูกจะมีโลกภายนอกอันปลอดโปร่งโล่งใจคอยจ่อประชิด

เช่นเดียวกับจิตใจที่กระเสือกกระสนจะไปให้พ้นจากวังวนการรอมชอมและการละเรื่องราวบางอย่างในเส้นทาง การถอยไปตั้งหลักในหวอดกาลและอวกาศที่ไกลกว่าแค่หลังพิงกำแพงหลายเท่า  ถึงที่สุดแล้วพวกเขาก็พบว่าตนเองผนึกเนื่องกับผนังรอบด้าน ตอนแม่อำเรื่องทนเห็นสารรูปตัวเองไม่ได้ หนังพาคนดูยกขบวนสู่เหตุการณ์แต่หนหลัง โดยก็ไม่ได้มีปมสลักสำคัญ นอกจากเรื่องของสภาพความเจ็บป่วยทางกาย บวกกับการมัวแต่เงื้อง่าจนเป็นปัญหาดินพอกหางหมู เช่นเดียวกับตอนที่คารินเปรยขึ้นมาส่งเดชเรื่องเศษเปลือกส้มที่ตกอยู่พื้นห้อง หนังก็โหมโรงพาคนดูลัดไปสัมผัสความสดชื่นโปร่งสบายของสวนสาธารณะ ราวกับจะไปทัวร์กบนอกกะลา แต่ยังไม่ทันสูดบรรยากาศเสรีภาพได้เต็มเฮือก ก็ตัดภาพกลับมาที่คารินกำลังปอกส้มทิ้งเปลือกลงพื้น สวนสาธารารณะที่ผ่านมาเป็นเพียงการอ้างอิงแหล่งที่อยู่ของคาริน ณ ขณะหนึ่ง การย้อนอดีตที่จบลงด้วยภาพจากมุมซุ่มดูอันชวนฉงนอยู่ร่ำไปฟ้องว่าการออกไปหายใจหายคอในโลกภายนอกเป็นเพียงความฝันเฟื่องทั้งเพ

นอกจากพื้นที่คับแคบเท่าแมวดิ้นตายและภาพย้อนความเคาะกะลาให้หมาดีใจกับแล้ว ยังมีรูปแบบการนำเสนอลำดับที่สามและลำดับสุดท้ายที่พบได้ในงานชิ้นนี้ของสวือเชอร์ซึ่งหนึ่งในนั้นแทบไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการเล่า กล่าวคือ สวือเชอร์แบ่งหนังออกเป็นท่อนๆ แต่ละท่อนจะเว้นช่องไฟให้คิดหน้าคิดหลังด้วยผลงานจาก Pulchritude และประมวลภาพสิ่งที่เคยเป็นหรือกำลังจะเป็นเบาะแสสำคัญ หรือไม่ก็อาจเป็นกสิณที่สวือเชอร์โยนมาให้คนดูไว้เพ่งเพื่อดับความยุ่งเหยิง แรกที่เห็นการเว้นช่องไฟหนแรกไม่ว่าจะเป็นภาพขวดวิเศษ(magic bottle)ที่หมุนอยู่หม้อในเตาอบ ข้าวของแปรรูปใช้ซ้ำ 2 ถุง ถุงพลาสติก  ชาร้อน 1 ถ้วย แมวเดินผ่านเศษเปลือกส้มบนพื้นเป็นแนวทแยง  ผีเสื้อบนผนัง  นม 1 แก้ว นกพิราบบนต้นไม้ และเด็กจากบ้านข้างๆ (รับบทโดยกุสตาฟ  เคอร์เนอร์ – – Gustav  Korner) นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการฆ่าเวลาเล่น  ในแง่หนึ่งภาพเหล่านี้เป็นแค่สัญญาณนำร่องไปยังเรื่องราวในท่อนถัดไป เป็นต้นว่า ต่อมาจะเห็นคลาราใส่ขวดเปล่าเข้าเครื่องแปรรูปวัตถุหมุนเวียนใช้  การเข้าเรื่องเช่นนี้เหมือนเป็นกุญแจไขปริศนาแห่งชื่อเรื่อง ช่วงนำเข้าเรื่องไม่ได้เป็นแค่การแจกแจง แต่เหมือนคัมภีร์ประกาศสัจธรรมรับรองการมีอยู่ในและนอกเรื่องราวของสรรพสิ่ง(เป็นอีกหนึ่งความพ้องพานกับมาดการเล่าของตาติ  เบรอะซ็อง และ โอสุ) นอกจากนี้ยังมีภาพย้ำถึงการครองระนาบโดยมนุษย์ที่อาจจะเรียกว่าแนวของแมว (feline line) แมวเห็นสิ่งเหล่านี้ซึ่งไม่มีความหมายสำหรับมัน แต่คนดูก็พลอยรับรู้ไปด้วย อีก อย่าง สิ่งเหล่านั้นเป็นทั้งส่วนแปลกแยก(เพราะไม่รู้วิธีใช้ประโยชน์) แต่ก็คุ้นเคย(เพราะอยู่ในถิ่นของมัน)

ในหลักการที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของฟรอยด์ สิ่งเหล่านั้นเป็นทั้ง heimlich และ unheimlich สำหรับเจ้าแมวประหลาด เช่นเดียวกับอีกเกือบทั้งหมดของหนัง การเข้าเรื่องไม่แย้มพรายสิ่งใดเอาเสียเลยจะโผล่มาอีกหลายครั้งในฐานะสร้อยหนัง  หากจะย้อนกลับไปยังการอุปลักษณ์งานของสวือเชอร์กับบทเพลงบรรเลงโดยวงใหญ่ ภาพจำพวกนี้ก็เปรียบดั่งท่อนสำทับประโคม ตรงกันข้ามกับสภาพอ้อยอิ่งกระปอดกระแปดแบบอัลเลโกร(allegro) และเฉไฉลักไก่แบบอดายิโอ ยิ่งหนังคลี่คลายไปก็ชักเฉลียวใจว่าดูคลาราเหมือนจะส่วนเกียวดองกับการสำนึกในโอวาทของแมว  เด็กหญิงรู้มากเกินตัว (การผูกภาพอันประกอบด้วยคลาราขณะระบายสีเทียนเป็นภาพเด็กผู้หญิงเหมือนกันพบกับความไม่ชอบมาพากลของบ้านหลังนี้นับเป็นหนึ่งในการเล่าไม่เป็นเรื่องที่ชวนทึ่งมากที่สุด) ผิดกับญาติผู้พี่ใจปลาซิว คลาราเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยการเอาตัวเข้าแลก

ชะรอย หลังจากนั้นแนวกระบวนการของหนังจะหนักไปทางเป็นการแบ่งแยกและไม่ลงตัว เมื่อดูจากการปลดแอกตัวเองภายในพื้นที่ ในสภาพงูกินหาง โดยที่คนมากหน้าหลายตาก็ยังทยอยเข้ามาซ่องสุมในพื้นที่อันน้อยนิดนั้น แต่ละกรอบภาพขวักไขว่ด้วยเศษเสี้ยวอวัยวะของใครต่อใคร และเกลื่อนด้วยรายละเอียดครึ่งๆ กลางๆ คลาราซึมซับเหตุการณ์รายรอบด้วยความตื่นตาราวหมาหัวเน่าที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ล่วงรู้ความเป็นไป (หนังส่งท้ายด้วยภาพสายตาอันคับแค้นจากแม่ชวนรู้สึกราวไปอยู่ในดงแม่แบบต่างๆ ตามตำรับเบรอะซ็อง) เช่นเดียวกับแมวแปลกถิ่น โลกของคลารา(และสวือเชอร์)เต็มไปด้วยการคาดการณ์ที่ค้างคาบทสรุป แถกเถืออยู่กับมุมมองบังคับที่ไม่เคยโงหัวพ้นหัวเข่า

แปลจาก

SICINSKI, MICHAEL.’The Poetry of Confined Quarters: Ramon Zürcher’s The Strange Little Cat’. http://cinema-scope.com/features/the-poetry-of-confined-quarters-ramon-zurchers-the-strange-little-cat-by-michael-sicinski/

Written by enyxynematryx

November 18, 2013 at 2:11 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: