enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี(Decalogue III) [น.184-192]

leave a comment »

[น.184]

Decalogue III

เรื่องย่อ:  แผนการจัดงานคริสตมาสอันเรียบง่ายที่ยานุส(รับบทโดย ดาเนียล  โอลบริคสกี – – Daniel  Olbrychski)เตรียมการฉลองกันภายในครอบครัวตามประสา มีอันพินาศเพราะการปรากฏตัวของอีวา(มาเรีย  พาคุลนิส – – Maria  Pakulnis) เธอโวยวายว่าเอ็ดเวิร์ดคนรักของเธอหายไป และบากหน้ามารบเร้าให้ยานุสในฐานะคนรักเก่าของเธอให้ช่วยออกตามหา อีวางัดเล่ห์กลสารพัดมาหน่วงเหนี่ยวยานุสไว้กับเธอตลอดค่ำนั้น(ส่วนใหญ่ยานุสก็รู้แกวอยู่แต่ก็ตามน้ำไป) หนึ่งคืนหมดไปกับการตะลอนตามหาบุคคลที่ไม่มีวันที่ทั้งสองจะได้เจอตัว  สัมพันธ์ภาพแบบไก่เห็นตีนงูงูเห็นนมไก่ แหกตา เคืองแค้นพร้อมกับบาดแผลที่ไม่อาจเยียวยาตามบดขยี้สองชีวิตไปจนกระทั่งอีวายอมเผยไต๋ว่าตอนหัวค่ำเธอเกือบจะฆ่าตัวตาย แต่การได้ขลุกอยู่กับยานุสก็ชะลอการลงมือไว้เรื่อยมา จวบจนรุ่งสางของวันคริสตมาสสองคนแยกทางกัน ข่มใจดับถ่านไฟเก่าลงได้ ไม่มีชีวิตที่ต้องแตกดับและต่างฝ่ายต่างปลงตกกับความเป็นไปในอดีต

decalogue3-2

ผู้กำกับภาพปีเทอร์  โซโบซินสกี(Piotr  Sobocinski)ลำหักลำโค่นการใช้ภาพนามธรรมมาบรรเลงชนิดไม่พูดพล่ามทำเพลงกันตั้งแต่เปิดเรื่อง ความเจนจัดในการประชันสีสันภาพ การใช้เลนส์ทอรัศมีแสง และภาพตกกระทบบูดเบี้ยว เหล่านี้มีให้เห็นตลอดเรื่อง แสงสีฟ้าและ[น.185]สีขาวเปล่งเปลวละมุน คายขับรัสมีเรืองไสว ค่ำคืนนั้นแปลกกว่าคืนใดๆ  ภาพต่างๆ ดาหน้าแพร่งพรายความไม่ชอบมาพากล  คีสลอฟสกีไต่สวนความหมายของบัญญัติประการที่สามผ่านการพิสูจน์คุณค่าความสำคัญของห้วงเวลา พื้นที่อันไร้ที่สิ้นสุดของวันศักดิ์สิทธิ์เพื่อประจักษ์แก่ใจถึงการแข็งขืนต่อความตาย เราอาจเคลิ้มไปว่าคืนนี้จะสถิตไปชั่วนิรันดร์ แต่เรายังจมอยู่ในโลกสับปะรังเค พันธนาการของภาวะซมซานมีชีวิตจากน้ำมือของคีสลอฟสกีเสือกไสให้เราต้องเดินดุ่มไปในหนัง  การ์บอฟสกี(Garbowski)ตั้งข้อสังเกตว่าท่วงทำนองดนตรีประกอบหลักของหนังคือคริสตมาสแครอลพากย์โปแลนด์ที่ชื่อว่า “Bog sie rodzi” อันแปลได้ว่า พระเจ้าตกฟาก  การใช้คริสตมาสเป็นสัญลักษณ์มีให้เห็นย้อนกลับไปถึง Peace และย้อนกลับมาในฉากบ้านพักคนชราในงานชิ้นนี้ กล้องบากหน้าเลนส์ไปทั่วเมืองควานหาศูนย์เล็งจากเบื้องบน(เป็นหนึ่งในหลายฝีภาพส่อเค้าเป็นพระเจ้าของหนัง)  คนเมายักแย่ยักยันชักลากต้นคริสตมาสผ่านไป  ขี้เมายากจนอาจดูตลกจากตรงนี้ แต่ในกาลต่อมาคีสลอฟสกีจะร่ายคาถาปลุกสำนึกความเป็นมนุษย์ของคนดูขึ้นมาใคร่ครวญเคราะห์กรรมของชายคนนี้  ยานุสแต่งตัวเป็นซานตากดโทรศัพท์ภายในคุยหยอกล้อกับลูก และเราก็เผลอดูเบาว่าทั้งหมดทั้งหลายคงเป็นเหตุการณ์ในวันหยุดสบายๆ  ชายเพื่อนบ้านคนหนึ่งเดินสวนออกมาจากอพาร์ตเมนต์ พยักเพยิดทักทายเขาตามธรรมเนียม ยานุสอวยพร “สุขสันต์วันคริสตมาส”แก่เขา   แต่ “โทษที ผมจำคุณไม่ได้” คริสทอฟ(จาก Decalogue I)กล่าวตอบ  คริสทอฟผู้ปราศจากปาเวลชำเลืองภาพรวมครอบครัวที่ลอดหน้าต่างบ้านยานุสออกมา คงไม่ใช่ทุกคนในคืนนี้ที่จะอิ่มบุญ

คีสลอฟสกีมาไม้เดิม เขาไม่เผยรายละเอียดของตัวละครทั้งหมดตั้งแต่แรก คนดูตั้งอยู่บนความระแวงว่าตัวละครใดอ้างอิงถึงใครหรือสิ่งใด การมอบอาญาสิทธิแก่คนดูในการปะติดปะต่อเศษเสี้ยวข้อมูล และสำรวจค่ายกลเช่นนี้บางครั้งก็เล่นงานคนดูหน้าใหม่ถึงกับละเหี่ยใจ  อย่างไรก็ดีตำแหน่งอันคลุมเครือก็ผลักไสคนดูตกที่นั่งเป็นเบี้ยล่างของพระเจ้า(หากมีอยู่จริง) ชะตากรรม  การบากหน้ามีหน้าชีวิตและอนาคต และอื่นๆ  ในไม่ช้าต่อให้เราถอดใจที่จะพิสูจน์สัจธรรมของสิ่งต่างๆ แต่ก็จำต้องยึดแบบแผนในอดีตเป็นที่พึ่ง(ไว้เป็นเบาะแสว่าทุกสิ่งไม่ได้เป็นแค่ความบังเอิญ)  กลวิธีเล่ามาในทางนามธรรมกับชั้นเชิงการรั้งชะลอความคาดหวังอันพึงมีพึงเป็นและสร้างความจดจ่อกับการมาถึงของภาพ

จะเห็นได้จากดังมีการออกความเห็นของภรรยายานุส “คุณว่าเราจะไปได้หรือ” และคำตอบของยานุส(ลองดูไม่เสียหลาย)ซึ่งหากมีความกระจ่างต่อหัวข้อการสนทนาของคนทั้งสอง ก่อนจะถึงบางอ้อในฉากเหตุการณ์ถัดมาว่าทั้งสองคุยกันเรื่องการชักขบวนไปโบสถ์ ตอนเที่ยงคืน  โบสถ์ในความรับรู้แรกของคนดูก็เร้นลับใช่ที่  ภาพตัวอาคารจากมุมสูงและกว้าง ระเกะระกะด้วยเครื่องทรงอาคารด้านหน้าอุปลักษณ์ของทัศนะอันพิกลพิการนำมาซึ่งข้อมูลอันกระท่อนกระแท่น แต่ก็เป็นการออกตัวทำนองว่าพระเจ้าก็ทำตัวลับล่อๆ (อย่างที่เห็น ก็คือภาพแทนพระเนตรถึงได้ออกมาอย่างที่เห็น)ภาพแทนสายตามนุษย์เดินดินอย่างเราๆ เช่น อีวา หรือจะเป็น(ขณะอยู่เบื้องนอกประตูโบสถ์) กับการเมียงมองฝ่าอุปสรรคไปให้ถึงความศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน  ผ่านปากกระตูโบสถ์(ดินแดนภพซ้อน)เข้าไป ณ ตรงนั้น คือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้กับมารผจญ

decalogue3-7

เอวาไม่ได้น่าเห็นอกเห็นใจเมื่อแรกปรากฏตัว หนำซ้ำเธอยังดูน่าเคลือบแคลงในสายตาคนดูกับข้อหาปั้นน้ำเป็นตัว(แม้ว่าเราจะสงสัยว่าเธอโป้ปด แต่เราก็มีเหตุผลที่จะไม่วางใจในตัวยานุสเช่นกัน) เราเลี้ยงตัวอยู่บนกระดานหกความจริงความลวงเล่นไปตลอดรายทางการเล่าของคีสลอฟสกี เขาต้อนคนดูให้ชั่งใจระหว่างการสมน้ำหน้ากับการเห็นใจต่อดวงวิญญาณสิ้นหวังสองดวง ที่สุดแล้วเธอก็ไม่ใช่คนชั่วโดยสันดาน(อย่างน้อยก็ไม่หยาบช้าเกินกว่าตัวละครอื่นๆ ใน Decalogue)  เอวาเหม่อมองเด็กชายวิ่งออกไปนอกชายคาบ้านฝ่าความหนาวไปดูต้นไม้คริสตมาส

โดยมีผู้ใหญ่ตามกวดขัน ใบหน้าอีวาฉายแววอ้างว้าง เคว้งคว้าง และเรายังเห็นใจเธอเป็นที่สุดก็ตอนเธอแวะไปเยี่ยมป้า(ญาติเพียงคนเดียว)ในตอนเย็น ป้าของเธอนั่งอยู่เพียงลำพังในห้องของเธอในบ้านพักคนเกษียณ ไม่รู้วันเวลา และผล็อยหลับไปต่อหน้าต่อตาคู่สนทนา(การสูญเสียสมรรถนะการสื่อสาร) ในแง่นี้หญิงชรามีสถานะเทียบเคียงได้กับแม่ของจูลีใน Blue นับเป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์สอนใจแบบไม่รักษาน้ำใจว่าการสูญเสียความทรงจำนั้นเป็นเช่นไร(การพลัดหลงกับประวัติศาสตร์และเทววิทยา – ขั้วตรงข้ามกับเวลาเชิงเอกภพ) การ์บอฟสกี(Garbowski)ตั้งข้อสังเกตตามข้อเท็จจริงที่ว่า Chrismas Eve คือวันที่ตั้งตามชื่ออีวาตามความเชื่อของชาวโปลและขนบของนิกายคาธอลิก ยิ่งไปเพิ่มน้ำหนักโศกนาฏกรรมแก่หนัง ชื่อของเธอแทบไม่เป็นที่จดจำอีกแล้ว อีวามอบถุงมือหนังเป็นของขวัญคริสตมาสแก่ผู้เป็นป้า คีสลอฟสกีถ่ายทอดเหตุการณ์ในจังหวะนี้โดย[น.187]โฉบกล้องเข้าหาเหมือนถูกเหนี่ยวนำเข้าหาวัตถุ มือในฐานะสร้อยหนังขับเห่ความหมายขึ้นมาอีกรอบ ถุงมือนั้น ดูปวกเปียก สิ้นท่า ไร้มือสวมใส่

ซับซ้อนเอาการกับระลอกการเล่าตอนอีวาปลีกตัวจากบ้านพักคนเกษียณ คีสลอฟสกีเก็บความสืบเนื่องของทุกอึดใจของเหตุการณ์ไว้ในฝีภาพเดียว(เคลื่อนกล้องและวางพิกัดเคลื่อนไหวของนักแสดงด้วยความรัดกุม) เพียงเพื่อบอกว่าอีวาออกจากห้องพักไปขณะที่ป้าเจ้าของห้องหลับ(โดยมีถุงมือวางแหมะที่ตัก) ทั้งที่ โดยทั่วไปการปะติดปะต่อหลายๆ ฝีภาพเข้าด้วยกันก็สื่อความทำนองเดียวกันได้ กล้องวางตัวประหนึ่งเป็นเอกเทศจากทุกสิ่ง สืบตัวกระเตงคนดูเข้าหาหน้าต่าง ภาพตกกระทบของดวงไฟยังไม่ทันจางไปจากบานหน้าต่าง และจากช่องหน้าต่าง(ภายในรัศมีการมองผ่านหน้ากล้อง)จะเห็นอีวาขึ้นรถและขับรถออกไป ควรกล่าวด้วยว่าความพิถีพิถันกับการรักษาความสืบเนื่องชนิดไม่ให้มีเสี้ยววินาทีตกหล่นเป็นภาวะเที่ยงแท้อันชวนให้นึกถึงบาแซ็ง เหตุการณ์จากสองระนาบสมานเป็นเนื้อเดียวในหนึ่งระลอกการเล่า ผิดกับการแทรกสลับสร้างขั้ว บ้าน/การดั้นด้น(home/exploration) อันเป็นลูกถนัดของคีสลอฟสกี ในกรณีนี้บ้านแม้สงบสุขแต่ก็ไม่ต่างกับสุสานและการขับรถจากไปก็มีความหมายมากกว่าการย้ายตำแหน่ง ดังเป็นที่ประจักษ์ในกาลต่อมาว่าเธอพาตัวเองไปสู่มรณกรรม

การจัดวางองค์ประกอบอย่างละเมียดละไมจากภาพมุมสูง รถของอีวาแทรกตัวกลืนเข้าไปในเครือข่ายการจราจร ที่ระวางส่วนหน้าของภาพมีเครื่องทรงประกอบหลังคาแหลมชลูด(อาจเป็นอาคารสถานที่ราชการ)พาดแบ่งกรอบภาพออกเป็นสองฟาก ขวางกั้นรถอีวาไว้ฟากหนึ่ง(สุดขอบเกาะ) ส่วนอีกฟากหนึ่งนั้นชื่นตาเปี่ยมหวังด้วยต้นไม้คริสตมาสชูกิ่ง จากนั้น กล้องถ้ำมองเหตุการณ์ผ่านบังตาห้องเช่าของยานุสเข้าไป ยานุสเปิดขวดแชมเปญ กล้องไหวเพื่อฟ้องว่าอีวาอยู่ตรงส่วนหน้าของท้องที่เหตุการณ์ จากนั้นเพ่งไปที่ยานุสขณะจงใจถอดสายรับสัญญาณโทรศัพท์เพื่อค่ำนี้เป็นการเฉพาะ เหตุการณ์สืบเนื่องไปอย่างเงียบเชียบ แน่นหนาด้วยขุมข่ายการละเล่นความคิดว่าด้วยเทคโนโลยี และความกลมเกลียวชิดใกล้(หรือในทางตรงกันข้าม เจือจาง ชะลอการขยายตัวของความระแวง แคลงใจ) การสื่อสารในฐานะปัจจัยชี้เป็นชี้ตายจะกลับมาแผลงฤทธิ์อีกครั้งในฉากเปิดเรื่องของ Red ระหว่างที่ยานุสและครอบครัวฉลองกันอยู่ โดยแม่ยายของเขาย้อนความหลังอันงดงามชื่นมื่น ด้านมืดของอดีตก็ตามรังควานถึงปากประตูบ้าน โมงยามอันสงบสุขถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเครื่องเรียกภายใน(intercom)อันระคายโสต

จากเสี้ยวเหตุการณ์เหมือนพลัดหลงเข้ามาในคลองจักษุ เราเห็นยานุสถลันออกจากตัวอาคาร(ตาลีตาเหลือกตามหารถที่ถูกขโมย)จากภายในห้องเช่า(รู้ได้โดยภาพตกกระทบของโคมไฟนอกอาคารบนบานกระจก ในระวางส่วนหน้าของภาพขณะกล้องบ่ายหน้าผ่าน ฝีภาพสืบเนื่องจะเป็นภาพระยะใกล้ของภรรยายานุสเฝ้ามอง พลันที่ยานุสหลุดจากกรอบภาพไป ขี้เมาท่าทางเหมือนจำอวดจากตอนต้นเรื่องก็กลับเข้ามาพร้อมกับลากต้นไม้คริสตมาสไป ปากก็พล่ามว่า” บ้านข้าอยู่ไหน”ไปด้วย สถานการณ์ปัจจุบันของยานุสก็อีหรอบเดียวกับเขา ก่อนจะเลยเถิดไปถึงขั้นพบปะกับอีวา

[น.188]โดยไม่รอดพ้นสายตาของผู้เป็นภรรยา แต่เธอไม่ได้กระโตกกระตาก และชะล่าใจว่า การเรียกแท็กซีไม่น่าจะเป็นการชักน้ำเข้าลึก มองอย่างผิวเผินการออกไปจากบ้าน(การครองตน)ของยานุสก็มีนัยอยู่พอตัว เพราะเป็นการเอาชะตาชีวิตเข้าเดิมพันทั้งที่รถแท็กซีดูจะไม่น่าจะมีส่วนได้เสียกับสถานการณ์

decalogue3-9

กล้องจับภาพการพบปะโดยใช้แท็กซีเป็นแหล่งนัดหมายจากระยะใกล้โดยยืมประกายไฟคริสตมาสสีแดงก่ำมาย้อมบรรยากาศจนดูเหมือนฝันร้ายในขุมโลกันตร์ คริสตมาสอีฟก่อหวอดภาวะลูกผีลูกคนทั้งในทางโลกและจักรวาล สีแดงของไฟคริสตมาสยังเชื่อมโยงขั้วสัญญะ 2 ขั้วถึงกัน นั่นคือ ความเบิกบานของวันหยุด กับ นรกภูมิ   เริ่มต้นการผจญภัยมาอีวาก็ตอแหลแล้ว เธอปฏฺิเสธว่าไม่ได้ไปสังฆกรรมกับการรวมหมู่ตอนเที่ยงคืน ยานุสรู้ไต๋รีบดักคอและเปลี่ยนเรื่อง “อย่าพูดดีกว่า ผมเห็นคุณที่นั่น”  การรวมตัวในวันหยุดทำหน้าที่เป็นเกณฑ์อันแรกของสัจธรรมและจุดสิ้นสุดของภาวะปกติ

โรงพยาบาลแห่งแรกที่พวกเขาไปสืบเรื่อง ชวนให้หลงคิดไปว่าเป็นการบรรจบของเส้นทางสามเหลี่ยม ท่ามกลางคุ้งหิมะขาวโพลนอันแฝงไว้ด้วยรถคันขาวปลอดที่ยานุสนั่ง รถคันสีแดงฉานที่อีวานั่งบาดตาโดดออกมา  แม้จะจับต้นชนปลายไม่ได้ในแวบแรกเพราะคีสลอฟสกีครอบวงเล็บการเล่าไว้เพื่อเคี่ยวเข็ญให้คนดูคิดไปสารพัดถึงที่มาของความตึงเครียดขนาดนั้น  เกลียวที่เขม็งขึ้นในทางทฤษฎีเป็นไปในลักษณะที่ล่อลวงให้เราเผลอมีใจลุ้นให้ความเป็นไปที่เข้าเค้า เป็นจริง เราจำต้องหักห้ามการปักใจเชื่อ(ไม่ว่าในแง่มุมใด) เราต้องระวังตัวแจ หาไม่ คงหลวมตัวติดลมบนไปกับภาพความเป็นไปและเปิดช่องให้สภาพหัวหกก้นขวิดทางสัญญะของเราเที่ยวไปเพ็งเล็งระดับคุณธรรมของตัวละคร  ดังที่กล่าวไว้ในบทที่ 1 ว่า คีสลอฟสกีเชื่อว่าตนเองไม่อินังขังขอบกับศิลธรรม แต่ที่จริงแล้วเขาไม่ได้ทอดธุระขนาดนั้น ใช่ว่าเขาไม่อนาทรร้อนใจที่เห็นโลกเสื่อมโทรมไปต่อหน้าต่อตา เช่นเดียวกับในงานชิ้นอื่นๆ คีสลอฟสกีมีทัศนะพิเรนท์ๆ กับสถานที่ให้การบำบัดเยียวยาประเภทโรงพยาบาล หรือศูนย์สงเคราะห์สาธารณะ  บนโต๊ะในโรงพยาบาลมีร่างคนนอนแน่นิ่งอยู่  ยานุสอาสาปิดไฟให้เขา ชายคนนั้นที่จริงเป็นศพนิรนามขาdecalogue3-10ขาดพ่วงด้วยข้อสงสัยที่ว่าเขาอาจเป็นสามีของอีวา  โรงพยาบาลรับช่วงศพที่ใบหน้าครึ่งหนึ่งแหลกเละดังกล่าวมาอีกต่อ ตอนแรกอีวาเหมือนไม่สะทกสะท้าน แต่แล้วก็ออกอาการไม่สู้ดีเหมือนจะขวัญกระเจิงถึงขั้นต้องซบหน้ากับเสื้อนอกของยานุส  สยองขวัญปานนั้นเชียว? ที่สุดก็โอละพ่อ ศพนั่นไม่ใช่สามีเธอ แต่เธอก็ยังฉวยความน่าสะพรึงกลัวเบื้องหน้ามาสำออยใส่ยานุสให้เขาเห็นว่าเธอเกลียดกลัวผู้ชายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเธอขนาดไหน(ชั้นภาวนาให้เป็นเขา ไม่ก็คุณ ที่หน้าเละคาล้อรถบรรทุก)  ไม่มีคนดูสงสารคนเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างอีวาได้ลงคอ

[น.189]ขณะที่ความตายแทรกกระจายอยู่ในตำรับคีสลอฟสกี แต่เขาแทบไม่ใช้ภาพสยดสยองหรือภาพความรุนแรงหรือแม้แต่จะเข้าข่าย ดังนั้นภาพความถ่อยสยองขวัญ หากจะมีในงานของเขาก็ย่อมผ่านมาใคร่ครวญมาแล้วเป็นอย่างดี ตามปกติ ภาพเลือดโชกหรือสะเทือนขวัญมักตกแก่มือและใบหน้าดุจเดียวกับรอยแผลของพระคริสต์ ใบหน้าอาบเลือด แหลกเละจะกลับมาหลอกหลอนอีกครั้งใน Decalogue V  ภาพดังกล่าวเหมือนจ้องตรงมายังคนดูในลักษณะเดียวกับสายพระเนตรพระคริสต์จ้องย้อนมายังวิเท็กใน Blind Chance  บัดนี้ความสยดสยองเป็นที่ปรากฏในโลกที่บัดซบถึงที่สุด จากความพยาบาทของอีวา และลุกลามเป็นโองการแช่งน้ำยอดนิยม (ให้มันรู้กันไปใครจะอยากรู้เหมือนกันระรื่น ใครจะทุกข์ร้อนกับกับเรื่องนี้)  ความย้อนยอกของโองการสวรรค์ตามขนบของคริสเตียนนั้นยอกย้อนถึงขั้นว่าช่องไถ่บาปอาจซ่อนในซากปรัก ฉันใด  กรณีของอีวากับยานุสก็อาจมองได้ว่า ก็ต้องมีเหตุฟูมฟายกันบ้างเพราะตรรกสังสันทน์ระหว่างความซื่อสัตย์กับการเยียวยาฝากฝังไว้กับการแตกหัก

พวกเขาไม่น่าต้องไปขับรถหนีการไล่ล่าของตำรวจเอาเสียเลย ถ้ายานุสไม่ลนลานเร่งเครื่องรถและพรวดพราดออกจากพื้นที่จนตำรวจจับพิรุธได้ ระหว่างการไล่ล่าอันตื่นตาด้วยภาพนามธรรมเป็นต้นว่าแสงสีตามรายทางของถนน ในหน้าของพวกเขาตัดสลับกับภาพจากกล้องที่กันชนหน้า และกระจกมองหลัง(ฝีภาพฝีมือโซโบซินสกี(Sobocinski)มีให้เห็นอีกครั้งใน Red)แปรสภาพเหตุการณ์เป็นการหลบหนีเงื้อมมืออำนาจที่เหนือกว่าตำรวจ

บางทีอาจเป็นวิบากกรรมตามทันจากโยงใยของมหกรรมลับลวงพรางที่ตัวละครมีส่วนถักทอและกลายเป็นกับดักทดสอบความเจนโลกและพิสมัยการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย หลังจากตำรวจไล่กวดจนทัน แต่ก็ปล่อยตัวพวกเขาไปเพราะ”เห็นแก่คริสตมาส”(ความเป็นจริงที่เราแทบลืมไปแล้ว) ยานุสเร่งเครื่องพารถพุ่งเข้าหาขบวนรถไฟซึ่งขับโดยไม่ใช่ใครอื่นนอกจากโทรเทพผู้มาพร้อมกับความมักคุ้นมากกว่าน่าตื่นตกใจหรือชวนสยองขวัญ เขาเป็นได้ทั้งยมทูตและเทพยดาและก็มีเพียงสองทางให้เป็นไป ยานุสหักพวงมาลัยพารถออกจากวิถีปะทะในวินาทีสุดท้ายและถามอีวาว่า สาแก่ใจเธอรึยัง  ที่จริงก็ยัง เธอตอบกลับ แล้วความไม่ชอบมาพากลทั้งหลายก็เริ่มพรั่งพรู ความเจ้าเล่ห์ของเธอยิ่งฉายชัดเมื่อเธออยู่ในอพาร์ตเมนต์ตัวเอง เธอเยี่ยงกรายผ่านสัมภาระซึ่งเหมือนจะเป็นข้าวของส่วนตัวของผู้ชายแต่ไม่ค่อยได้ใช้งานมาสักพัก เธอคุยโทรศัพท์ปั้นน้ำเป็นตัว[น.190]อาการป่วยของคนรัก  เส้นทางการเพ่งเล็งที่พาดผ่านจากเครื่องรับโทรศัพท์ไปยังต้นไม้คริสตมาสฟ้องถึงความปรารถนาอันยากจะสมใจปองและช่องว่างทางจิตวิญญาณที่ถ่างออกเรื่อยๆ ตามพฤติกรรมของอีวา  ภาพโทรศัพท์(ดังมีให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในงานของคีสลอฟสกี)เป็นสัญญาณการมาถึงของสภาวะอภิปรัชญา ในที่นี้เป็นเรื่องของการตบตา ความโดดเดี่ยว ภาวะหมาหัวเน่ากำเริบจนบดบังเรื่องราวอื่นๆ หลอนก้องอยู่ในฝีภาพ หนังไม่ต่างจากชาดกขนาดย่อม ฉายด้านมืดตามตำรับบันยัน(Bunyan) มีการทรยศต่อศรัทธาเมื่อความศรัทธาถึงคราวเสียท่าและจำต้องบากหน้าไปตายเอาดาบหน้า ภาพขณะคนทั้งสองนั่งลงดื่มชาอันเป็นนิมิตหมายของการร่วมหัวจมท้ายและถอดหน้ากาก เป็นครั้งแรกที่ยานุสและอีวาพูดคุยกันอย่างเปิดอก ทั้งสองถกกันถึงคืนที่แยกทางกันเมื่อปีกลาย ตอนที่เอ็ดเวิร์ดโผล่เข้ามารับโทรศัพท์ระหว่างพวกเขาร่วมรักกันอยู่ ครานั้นเธอเลือกเอ็ดเวิร์ดและปล่อยยานุสไป แต่จากการพบกันในคืนนี้กอปรกับการแย้มพรายว่าถ่านไฟเก่ายังพร้อมจะคุโชน  แม้จะเป็นชั่วอึดใจอันละมุนละไมและคลายความตึงเครียดระแวงที่ครอบงำหนังมาตลอด แต่ก็ยังมีเรื่องบาดหัวใจรออยู่อีก  หากจะคืนดีกับเธอเขาก็ต้องทรยศครอบครัว ด้วยเหตุนี้คีสลอฟสกีจึงเลียงที่จะใช้ภาพระยะใกล้กับมือของคนทั้งสองที่เกาะกุมกันอยู่บนพื้นโต๊ะ  หากเป็นฮอลลิวูดคงเป็นได้เจอการเร่งดอกผลให้ฟูมฟายใจเต้นออกมานอกเบ้า แทนที่จะถูกตัดตอนเหลือเพียงความจริงกระด้างๆ ของชาดกร่วมสมัย  คีสลอฟสกีกับพีเซวิสไปไกลกว่า พวกเขาก้าวล้ำไปถึงขั้นพลิกบทสนทนาถ้อยทีถ้อยอาศัยเป็นการสาดน้ำกรดใส่กันอีกรอบ  อีวาตัดพ้อว่าเธอคือเหยื่อตัวจริงของสถานการณ์ ส่วนยานุสหนีไปเสพสุข  อย่างไรก็ตามความประทับใจแรกของเราต่อสภาพครอบครัวที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็เป็นชีวิตที่ชวนใฝ่ฝันถึงอยู่พอตัว

decalogue3-8

“ขอโทษด้วยที่ชั้นโกหกเธอในวันคริสตมาสอีฟ” เธอเอ่ย เป็นการยอมรับว่าสมควรสำรวมตนอยู่ในความสัตย์ในวันศักดิ์สิทธิ์  แต่พอยานุสพยักเพยิดทำนองแล้วกันไป เธอก็ตอแหลตลบกลับ “ชั้นยังคบกับเขา(เอ็ดเวิร์ด)เหมือนเดิม” หลังจากหักแท่งหมากฝรั่งแบ่งกันเหมือนถือน้ำสาบานว่าจะไม่ทำลายน้ำใจกัน พิธีกรรมกำมะลอก็มีอันถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเอะอะนอกประตู(เหมือนตอนเอ็ดเวิร์ดสอดมาตอนเข้าได้เข้าเข็ม เมื่อปีกลาย) ผิดแต่คราวนี้เป็นเด็กๆ ในชุดเต็มยศแห่มาร้อง(ไม่ค่อยได้ความ)เพลงคริสตมาส  หากไม่นับการหย่าศึกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ฝีภาพนี้เข้าเค้าจะเป็นภาพฝันเฟื่องของไปเองของอีวากับการเชื้อเชิญให้ยานุสระหว่างผู้มาเยือนร้องเพลงปาวๆ   ก็เป็นการหลอกลวงเหมือนกรณีอื่นๆ แต่อีวาก็แสดงให้เราเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นเรื่องง่ายดายเพียงใดที่เราจะหลอกแม้แต่ตัวเราเอง บัญญัติประการที่สามความว่า จงจำวันซับบาธเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์  อีวาและยานุสไม่นำพากับความศักดิ์สิทธิ์ของวันวันนี้ และกระทำการละเมิดครั้งแล้วครั้งเล่า น่าสมเพชที่พวกเขาเขลาเกินกว่าจะจดจำ วันจะศักดิ์สิทธิ์[น.191]ได้อย่างไรถ้าไม่มีที่อยู่ในความทรงจำ  ไม่ใช่ความทรงจำดอกหรือที่คอยปัดรังควานจากมาร ความเสื่อม บาป และความใฝ่ต่ำ

ฉากที่ศูนย์บำบัดผู้ติดเหล้าบ่งบอกถึงอดีตอันขมขื่นของโปแลนด์  ขี้เมาออกแขกนำคนดูเข้าสู่คืนศักดิ์สิทธิ์และเงียบงัน  โผล่มาในคราบชีเปลือย หมดสภาพ สะบักสะบอม และยังคงคร่ำครวญอย่างน่าสมเพชว่า “บ้านข้าอยู่ไหน”  การดิ้นรนต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์ ผลผลิตของสงคราม และการตกอยู่ใต้การยึดครองนับครั้งไม่ถ้วนของชาติ ระงมอยู่ในเสียงสะอึกสะอื้นของชายขี้เมา

แล้วก็มาถึงการฉายภาพหนึ่งในตัวละครสารเลวไม่กี่ตัวในสารบบงานของคีสลอฟสกี  เขาชั่วร้ายไร้ที่เปรียบ และมีบุคลิกเหมือนหมอในลัทธินาซี(Mengele?) โอหัง และเอาเป็นเอาตายกับเรื่องเชื้อชาติ(โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวยิว)  เขาฉีดน้ำเย็นเฉียบใส่ผู้ต้องขัง(กระโดดให้ดูหน่อยสิ) ยานุสปรี่เข้าไปกระชากสายน้ำดับเพลิงออกจากมือชายคนดังกล่าว จากนั้นต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไป แต่แรงกระเพื่อมของเหตุการณ์ยังโถมถั่งอยู่ในห้วงความรู้สึก ในทำนองที่ว่าการผจญภัยอันไร้เป้าหมายของยานุสกับอีวาที่เป็นอยู่ซึ่งล้วนอัดแน่นด้วยคำลวง ความจริงกึ่งดิบกึ่งดี และเพทุบายนั้น ก็เป็นธาตุแท้ที่เผยออกมายามหน้าสิ่วหน้าขวานทางศิลธรรม ไม่ว่าจะเป็นของพวกเขาเอง ของชาติ และของมวลมนุษย์ชาติ หามีอื่นไม่  “ไร้สาระ” ยานุสยัน “ให้ผมกลับบ้าน  บ้านไหนล่ะ ยังจะมีบ้านเหลืออยู่อีกหรือ” อีวาคว้าหน้าขาเขาไว้เพื่อยื้อเขาไว้กับเธอส่วนมือที่จับพวงมาลัยก็ผสมโรง และรถก็เลี้ยวออกนอกถนน พุ่งเข้าชนต้นไม้คริสตมาส(เป็นอีกหนึ่งการชนที่ในเชิงสัญลักษณ์ตลอดค่ำนั้น) ไฟจากต้นไม้อาบรถทั้งคันแปรสภาพเป็นนรก  พวกเขาดิ่งสู่ห้วงลึกสุดของปรโลก เป็นที่แน่ชัดว่าเธอหมายมั่นจะตายตกไปตามกัน(การเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกัลรถไฟ และใบมีดโกนทื่อๆ ในมือเธอ เป็นเพียงการเรียกน้ำย่อย) และเธอไม่อาจทนอยู่คนเดียวได้ ถึงจุดที่ต้องแยก(อาจจะตลอดกาล)กัน เธอขอไปลงเอยที่สถานีรถไฟ   แต่ความก็มาแตกในภายหลังว่าก็เป็นแค่อีกหนึ่งลูกไม้ในการเอาตัวรอดของเธอ

กลางลานมีต้นคริสตมาสอยู่หนึ่งต้น  สถานีเงียบเหงา จนท.รักษาความปลอดภัยหลับไปแล้ว แต่กล้องนิรภัยยังคงสอดส่ายตามเป้าหมายซึ่งก็คือ จนท.รปภที่กำลังออกตรวจด้วยสเก็ตช์บอร์ด ท่าทีเพ่งมองข่มขวัญจากระยะไกลแทบจะโขกมาจากพิมพ์เดียวกับคอมพิวเตอร์เหี้ยมเกรียมใน Decalogue ณ  ฝีภาพกล้องมือถือแทรกเข้ามาทำลายความเหงาซึม เธอต้องเคลื่อนไหวไปเรื่อย หาไม่จะผล็อยหลับ   ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเหมือนภาพของโปแลนด์ในโฉมหน้าใหม่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความกักขฬะ จ้องจับผิด ในสารคดี Station ของคีสลอฟสกีเอง  พอเข็มนาฬิกากระดิก(เดินจาก 7.02 น. ไปเป็น 7.03 น.)ก็ได้ฤกษ์ที่จะแฉโพยอีวา   เอ็ดเวิร์ดตั้งรกรากกับครอบครัวใหม่ที่คราคอฟไปหลายปีแล้ว [น.192]เธอรู้สึกทรมานกับการอยู่ตามลำพัง”ในคืนที่ผู้คนพากันปิดม่านขลุกอยู่ในบ้าน” เธอคิดว่าคงดีหากเธอรั้งเขาไว้จนถึงเจ็ดโมงเช้าวันรุ่งขึ้น และเธอจะฆ่าตัวตายหากรั้งเขาไว้ไม่ได้  (ภาพมือกับเม็ดยาจากระยะใกล้บีบคั้นความรู้สึกและเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่พิสูจน์ว่าการฆ่าตัวตายเป็นส่วนหนึ่งของแผนอยู่แล้ว) และก็มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ  เธอเห็นเด็กผู้ชายซึ่งตอนหัวค่ำวิ่งหนีผู้เป็นพ่อ ลูกไม้นี้ให้ความรู้สึกdecalogue3-6คลุมเครือ และสิ้นหวังในแง่ลำดับความเป็นมา  เด็กชายคนนั้นหนีออกจากโรงพยาบาลในคืนคริสตมาสอีฟ โดยคนดูก็ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจจะไปไหน  แต่เขาก็จำช่างต้องถูกจับตัวได้ที่สถานีนั้น  ณ ชั่วอึดใจรอดปากเหยี่ยวปากกาของอีวา เราไม่เคยหนีพ้น เราเพียงแต่ต้องใช้โอกาสที่ได้รับให้คุ้มค่าที่สุด

หนังตัดกลับมาที่ภาพทางสามแพร่งอันเป็นสถานที่สั่งลาระหว่างยานุสกับอีวาจากมุมผู้รู้แจ้ง ทั้งสองต่างเปิดไฟหน้าสอดสาดใส่รถของอีกฝ่าย เป็นความถ้อยทีถ้อยอาศัยและรักใคร่ใยดีที่ขับเน้นว่าคำพูดนั้นไม่พอในการสื่อสารระหว่างคนทั้งสอง จากนั้นต่างคนต่างแยกย้ายกันไป  ยานุสกลับไปหาเมีย(โจอันนา  เซฟคอฟสกา – -Joanna  Szczekowska)ผู้ซึ่งก็แน่นอนว่าพอคาดเดาเหตุการณ์ในตอนเย็นนั้นได้ “เย้นย่ำขนาดนั้นคุณยังออกไปตะลอนๆ ได้ลงคอ” เธอถามเป็นนัยให้เขาคำนึงถึงเกียรติภูมิอันเคยสูงส่งของเขามีสภาพเป็นเช่นไรแล้ว จากการพาตัวเองเกลือกกลั้วกับอีวา

“ครวญคร่ำชั่วข้ามคืน แช่มชื่นพอเช้ามา” บทสวดว่าไว้  การไถ่บาปจึงเป็นมรรคผลแต่เป็นการไถ่ที่รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ระยะเวลาและการดิ้นรน  อีวาผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนถึงคริสตมาสนี้ได้ แต่จะรอดไปถึงคริสตมาสหน้าหรือไม่ บางทีอาจเป็นเช่นซิซิฟัส  เธออาจกล้าแกร่งพอจะกลับมาสร้างความปั่นป่วนอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีข้อรับประกัน  ในส่วนของยานุสคำตอบมีอยู่แล้วกับการไปหาครอบครัว  ใช่ว่าความครึ้มอกครึ้มใจ จากการเล่นชู้กับอีวาจะหมดสมรรถภาพ แต่เพราะถ่านไฟเก่าก็ยังหาดีไม่ค่อยได้เหมือนเคย หากว่าตามข้อสังเกตของแวงซ็องต์  อามีญ(Vincent  Amiel)ที่ว่า หนังเริ่มต้นในรอยเดียวกับ My Night at Maude’s ของผู้กำกับเอริก  โรห์แมร์(Eric  Rohmer) ฉากจบที่ตัวเอกกลับไปตายรังหลังหมดเวลาหัวหกก้นขวิดตามประสาคนเจริญพันธุ์ ก็ชวนให้นึกถึงงานอีกเรื่องของโรห์แมร์ คือ Chloe in the Afternoon  เขาอยู่เหย้าเฝ้ากับเรือน ยานุสกล่าวเป็นมั่นเป็นเหมาะในบทพูดสุดท้ายของหนัง

แปลจาก

Kickasola, Joseph G. 2004. The Films of Krzysztof Kieslowski: The Liminal Image. New York: Continuum.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: