enyxynematryx

ยำใหญ่แยบยล สัปดนศิลป์แยบคาย

leave a comment »

marienbad-8

แทบทุกตำราประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ต่างยก Hiroshima, mon amour และ Last Year at Marienbad ไว้ในฐานะพัฒนาการครั้งสำคัญของวงการ การชำระประวัติศาสตร์เปิดโอกาสให้มีการประมวลชั่งน้ำหนักเสียงวิจารณ์ทั้งทางบวกทางลบอีกรอบ หรืออีกทีก็คือการวิจารณ์ซ้ำทั้งในแง่ตัวเรื่องราวและสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของหนัง

หลังเสร็จจากการรับชม Last Year at Marienbad (ออกฉายครั้งแรกในค.ศ.1961)หลายปีก่อน คนดูฝ่ายสามีพูดกับภรรยาด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีขณะเดินออกจากโรงว่า กรรมแท้ๆ สงสารนักวิจารณ์ เจ้าของคำพูดนั้นคงไม่เคยผ่านตางานเขียนนับเป็นหมื่นคำที่ตีพิมพ์ออกมาในยุโรป ทั้ง ณ ห้วงเวลาที่หนังเพิ่งออกฉายและเนิ่นนานต่อมา การค้นหาความหมายของหนังภาษาฝรั่งเศสเรื่องนี้สร้างรสชาติแก่วิชาชีพนักวิจารณ์ในทวีปดังกล่าวเป็นที่ยิ่ง

marienbad-17อแลง เรอเนส์(Alain Resnais) เพิ่งเสร็จจากงานกำกับ Hiroshima, mon amour(ออกฉายครั้งแรก ค.ศ.1959) ก็สร้าง Last Year at Marienbad ต่อทันที งานความยาว 93 นาทีชิ้นนี้เป็นผลงานร่วมกับอแลง ร็อบ-กริเยต์(Alain Robbe-Grillet) หนังถือว่ามีขนาดค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบบทหนังดั้งเดิมที่ร็อบ-กริเยต์เขียนไว้  และก็เป็นที่รู้กันว่าอิทธิพลของร็อบ-กริเยต์ซี่งถือเป็นหนึ่งในหัวหอก 3-4 คนของกลุ่มคลื่นลูกใหม่ฝรั่งเศสที่มีต่อ Marienbad โดยผ่านมาทาง La Voyeur (งาน ค.ศ.1955) และ La Jalousie (งานค.ศ.1957) งานชิ้นสำคัญสองเรื่องก่อนหน้านั้น ลึกซึ้งกว่าที่คาด

ที่นิมเฟนเบิร์กแห่งบาวาเรีย (Nymphenburg in Bavaria)ปราสาททรงบาโรคหลังใหญ่ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นโรงแรมหรู ชายคนนั้น(ไม่ปรากฏชื่อ ตัวละครทุกตัวไม่มีชื่อ)บอกกับหญิงสาวที่พบที่นั่นว่า ปีกลายพวกเขาก็พบกันที่มาเรียนบาด หรือไม่ก็ที่ไหนสักแห่ง และเกิดรักใคร่ชอบพอกัน หญิงสาวปฏิเสธ เหตุการณ์ในอดีตผุดพรายผ่านการทวนความหลังอันสลับซับซ้อน จนไม่อาจรู้แน่ว่าหน้าไพ่ใดเกิดขึ้นจริงไม่จริง หญิงสาวมากับชายอีกคนซึ่งอาจเป็นหรือไม่ได้เป็นสามีของหล่อน ชายผู้เข้าเค้าจะเป็นสามีของหล่อนตามจองเวรชายคนนั้น ตอแยเขาร่ำไป ชายคนนั้นยืนกรานให้ฝ่ายหญิงตัดใจจากสามีของหล่อน ตามที่เขาขอร้องเธอเมื่อปีกลาย จริงแท้เพียงใดไม่แน่ ลงท้ายชายคนนั้นกับหญิงสาวหนีไปด้วยกัน

เรื่องราวอันหาความถ่องแท้ไม่ได้ถือเป็นความประณีตแยบคายของงาน  เรอเนส์และร็อบ-กริเยต์เห็นแย้งกันต่อหน้าสาธารณะณ ช่วงเวลาที่หนังกำลังลงโรง ในประเด็นที่ว่ามีการพบกันเมื่อปีกลายที่มาเรียนบาดจริงหรือไม่ มุมมองอันแตกต่างต่อผลงานที่ร่วมกันสร้างมาเป็นเหตุให้มองหน้ากันไม่ติด ดุจเดียวกับที่เกิดขึ้นร่วมสมัยกันระหว่างผู้กำกับอเมริกันบิลลี ไวลเดอร์กับไอ เอ ไอ ไดมอนด์ ผู้กำกับผู้เขียนบทคู่นี้ต่างยึดความขัดแย้งของพวกตนเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ ตอกย้ำว่าหนังเรื่องนี้เป็นดั่งผลงานประติมากรรมลอยตัว ผู้ชมพินิจพิเคราะห์ได้จากทุกสารทิศ และแต่ละคนก็จะได้เรื่องราวตามแต่ที่ตัวเองรับรู้มา

ปั้นน้ำเป็นตัว

จนแล้วจนรอดหนังก็มีเพียงแต่เรื่องเล่าเลื่อนลอยให้ยึดเหนี่ยว เรอเนส์ยอมรับว่าเขาต้องวาดภาพเหตุการณ์ใน Last Year at Marienbad เรียงตามลำดับเวลาอย่างครบถ้วนกระบวนความไว้ก่อนถ่ายทำ ในการถ่ายทำแต่ละฉากเขาจะอธิบายกับนักแสดงว่าเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดนั้นสืบเนื่องมาจากสถานการณ์หนึ่งซึ่งยังไม่ปรากฏในต้นร่างฉบับตัดต่อรวม การเล่าโดยไม่ต้องคำนึงหรืออ้างอิงกับห้วงเวลาจะว่าไปก็คือส่วนที่เรียบง่ายที่สุดของหนัง หนังหาทางตัดตอนและลดทอนความรู้สึกแต่ละเหตุการณ์ตลอดเวลา  วาดภาพอดีตและความเป็นได้ภายภาคหน้า ขณะเดียวกันกับความเคลื่อนไหวระยะพอเห็นหน้าเห็นหลังที่เราหาทางจับอดีตและปัจจุบันมาเติมแต่งเป็นหน้าไพ่เหตุการณ์นั้น ก็อาจไม่เคยเกิดขึ้นจริง หรืออาจจะเกิดขึ้นแต่ก็ไม่ส่งผลอันใดแก่เรา Marienbad จึงเป็นการแฉสิ่งที่จับมือใครดมไม่ได้ เป็นกระบวนท่าสับไพ่จิตใจ ความทรงจำ และความมุทะลุ

marienbad-10ป่วยการและเป็นไปได้ยากที่จะจาระไนการทำงานของเรอเนส์ได้อย่างหมดเปลือก ยิ่งแล้วใหญ่กับการไล่จับผิดลูกไม้หนังอันแพรวพราวที่เขาระดมมา บางครั้งมีการตัดภาพลัดเลาะเหตุการณ์รวบรัดฉับไวเพื่อถ่ายทอดการข้ามพ้น การแทรกภาพนิ่งรัวเป็นชุด  ลักไก่จัดแสงใหม่และใช้เครื่องแต่งกายชุดใหม่กับตัวละครในฉากเหตุการณ์สืบเนื่องและองค์ประกอบอื่นคงเดิม การร่ายเหตุการณ์ติดพันซ้ำจากทั้งมุมมองเก่าและใหม่(เขาถึงขนาดใช้การดูดภาพตัวละครหญิงสาวเข้ามาปรากฏในระยะใกล้ซ้ำสองรอบ โดยจัดแสงจ้ามากและจ้าขึ้นไปอีก จนทั้งกรอบภาพเกือบจะขาวโพลนไปหมด เดาว่าคงเป็นการสะท้อนจิตใจอันเขม็งเกลียวของตัวละครผู้เล่า) บางคราวจะเห็นแขกเหรื่อรายอื่นในโรงแรมแน่นิ่งเหมือนเป็นหุ่น ขณะที่ตัวเอกยังนวยนาดได้ บางครั้งก็ปกติ บางครั้งก็อ้าปากพูดแต่ไม่มีเสียงเปล่งตามออกมา ถึงจุดหนึ่งถึงกับได้ยินเสียงออร์แกนจากภาพการบรรเลงเชลโล  มีให้สัมผัสอีกเหมือนกันกับการที่ตัวเอกชายคนแรกจะเกิดหวนนึกถึงเหตุการณ์แต่หนหลัง และเสียงก็แว่วขึ้นมาโดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ต่อมาห้วงเหตุการณ์นั้นก็โผล่มามากบ้างน้อยบ้างตามที่ตัวเอกรำพึงรำพันไว้

ระนาบเวลาในหนังผ่านทั้งการย่อยสลาย คงตัว และล่มสลาย ไม่มีขาดห้วง เช่นเดียวกับในภาควรรณกรรมของร็อบ-กริเยต์ เหมือนแถบสีแฝงที่หมดปัญญาจะพรางตนเมื่อเจอเลนส์กระจายลำดับแสง สารรูปวัตถุต่างๆ ล้วนอาศัยการอ้างอิงบุ้ยใบ้มากกว่าจะมาในรูปสมจริงทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้ารูปปั้น หรือเศษแก้วที่โผล่มาแบบจับแพะ ครั้งหนึ่งคาฟคาเคยกล่าวไว้ว่าปลายสายพิณแห่งกวีสมัยใหม่นั้นคือแถบเซลลูลอยด์อันสืบสาวได้ไม่สิ้นสุด และหนังจินตกวีอย่าง Marienbad ก็คือข้อพิสูจน์ หนังไม่ได้เล่าเรื่องหรือรำพึงรำพันประโลมโลก หากแต่บุกเบิกหนทางตีแผ่อัตวิสัยภาพแบบหมดเปลือกบนจอ

ลงตัวและอลหม่าน

ผู้ที่คุ้นเคยกับงานฝันเฟื่อง(fantastic) หลอมจริง(Surrealist) หรือลองมือ(experimental) คงรู้ฤทธิกลเม็ดทางภาพยนตร์ที่บรรยายไว้ข้างต้นเป็นอย่างดี ในทางกลวิธีแล้วถือว่างานชิ้นนี้มีลูกเล่นแปลกใหม่จริงๆ อยู่น้อยมาก ดังที่เรอเนส์ออกตัวไว้ กรรมวิธีสร้างงานของเขาและร็อบ-กริเยต์หนักไปในทางปลุกปล้ำมากกว่ารังสรรค์ พวกเขารู้สึกเหมือนที่คนอื่นๆ เคยรู้สึกมาก่อนว่ามีความบกพร่องทางตรรกในขนบศิลปะว่าด้วยเนื้อในอันลมเพลมพัดของมนุษย์ และปมเรื่องอันรัดกุมคือการขยักยื้อความจริง  มีแต่ความผ่าเผยถึงจะถ่ายทอดความเป็นไปเบื้องลึกได้อย่างที่เป็น อนุมานได้ว่าเป็นการตอกย้ำความเชื่อที่ว่าคนทำหนังคู่นี้อำพรางความแหวกแนวไว้ด้วยเครื่องทรงขนบนิยมเต็มยศนั้น

marienbad-11

เรอเนส์ถ่ายเลือดฉันทลักษณ์กวีของร็อบ-กรีเยต์จนมีแต่ไวยากรณ์ของตนในระบบไหลเวียนของหนัง ไม่เหลือเศษเสี้ยวรำพันพร่ำเพ้อทั้งรุ่ยร่ายทั้งแหว่งห้วน เรอเนส์ผูกกระชับสาระสำคัญรับส่งแน่นหนา ยากจะเห็นฝีภาพอุตริ บิดเบือน หรือ ให้รายละเอียดล้นเกินจากเพลงกล้องของเรอเนส์ เขาเล็งผลเลิศให้ภาพทุกภาพใน Last Year at Marienbad เป็นอาหารตารสเลิศ

เดาใจ

อย่างที่กล่าวไปว่าป่วยการที่จะเฝ้าร่อนตะแกรงหาความหมายใน Marienbad เพราะแต่ละฝ่ายก็นิยามความหมายต่างกันไป ความหมายในฐานะความเชื่อที่ว่ามีเจตจำนงกำกับชีวิตซึ่งเป็นที่ประจักษ์ได้ทั้งแบบทั่วไปหรือสถิตย์เฉพาะในงานศิลปะบางชิ้นที่สร้างขึ้นไล่หลังการตื่นรู้ทางสำนึกและความรู้สึก มองในแง่นี้ Marienbad ก็ไม่ได้มีความหมายใดๆ ให้จับต้อง แต่คุณค่าของบทกวีนั้นอยู่ที่การจุติมากกว่าหาข้อยุติ เฉกเช่นวาทะลือลั่นของอาชิบาลด์ แม็คเลช(Archibald Mac Leich)ว่าไว้ ฉันใด  เรอเนส์ก็หมายมั่นจะถ่ายทอด Marienbad ให้ได้ดั่งตาเห็นมากกว่าจะสรรหาความหมาย

การมะงุมมะงาหราคว้าจับความหมายในงานพิลึกพิลั่นเช่นนี้คือการต้องคำสาปดีๆ เครื่องมือตรวจวิเคราะห์และกระบวนสร้างสุนทรียะพร้อมด้วยคุณสมบัติจำเพาะเจาะจงและชักแม่น้ำทั้งห้าแบบสำเร็จรูปดูจะเหมาะสำหรับการอธิบายหนังมากกว่าเพิ่มอรรถรสการรับชม อีกทั้งผู้กำกับเองหมายใจให้คนดูจดจ่อกับเหตุการณ์เบื้องหน้ามากกว่าไล่ล่าสัญลักษณ์มาขึ้นบัญชี และพึงไม่พึงเปรียบเทียบกับหนังที่มีหนทางคลายปมชัดแจ้ง หรือ เกร็ดความรักที่เราไม่เคยเจอกับตัวและจำยอมต้องเอออวยกับความสัมพันธ์ที่หนังรักมีปมหยิบยื่นให้  ในหนังหลังพิงศิลป์ชิ้นนี้ เรอเนส์และร็อบ-กรีเยต์เพียงแค่รื้อถอนสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นอุปสรรคขวางกั้นระหว่างพวกเขากับคนดู คนดูก็แค่แนบผัสสะเข้ากับเรื่องราวที่พวกเขาเล่าออกมา ไม่มีอย่างอื่น ไม่น้อยกว่านั้น ไม่มากกว่านั้น คำถามสำคัญควรอยู่ที่ว่า ท่าทีอันผ่าเผยของ Last Year at Marienbad ต่อการสร้างสรรค์แบบฉับพลันนั้นมาจากน้ำใสใจจริง หรือเป็นเพียงสภาวะอนาธิปไตยทางศิลปะชั่วครู่

marienbad-18ขอส่งคำตอบเข้าประกวดดังนี้ เอาเป็นว่ายินดีที่มีหนังอย่างนี้อยู่ในโลก และก็ถือว่าเป็นบุญตาที่ได้ดู ทั้งที่ก็รู้ว่าหนังประเภทนี้มีข้อจำกัดในตัวเอง จนถึงขั้นฝืดเอาได้ง่ายๆ ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการรับลูกมาจากนิยามบรรดามีว่าด้วยศิลปะอันคับแคบที่ว่า การสำคัญผิดในวิธีการของเรอเนส์และร็อบ-กริเยต์ที่อนุมานว่า ขืนคงแก่เรียนมาก ก็จะชักพาหนังเข้าสู่ความวิปริตมากกว่าจะเป็นงานศิลปะ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่ามองไม่เห็นว่าจะมีห้วงเวลาใดของหนังที่จะยึดเป็นจุดจบ แม้ว่าอาจจับทางการไขว้ขนานของเหตุการณ์และวิบากกรรม แต่ก็จับไม่ได้คาหนังคาเขา งานเขียนของเจมส์ จอยส์(James  Joyce)ว่าด้วยวันธรรมดาๆวันหนึ่งของผู้ชายเดินดินคนหนึ่งใน Ulysses (ค.ศ. 1922) ผลงานเลิศล้ำตระการเต็มไปด้วยรอยโห่วของการปะติดปะต่อ งานสร้างศิลปะแบบกะเกณฑ์และจำลองเหมือนจริงทุกกระเบียดไม่แคล้วเข้าตำราได้หน้าลืมหลัง ศิลปินใจนักเลงล้วนไม่ปฏิเสธการใช้ลูกเล่นเพื่อตบตาในการเล่า พวกเขาไม่สาธยายสิ่งที่รู้เห็นจนหมดเปลือก เพื่อบอกเงื่อนงำ จำเป็นอยู่เองที่เขาต้องรอมชอมระหว่างความเป็นจริงกับนามธรรมและการกลบเกลื่อน

งานแนวเรอเนส์+ร็อบ-กริเยต์เป็นทางเลือกเพื่อการปฏิเสธศิลปะภาคบังคับหรือสำเร็จรูป แต่ก็ยังห่างกับการปลดแอก ว่าไปแล้ว เป็นแนวทางที่สวามิภักดิ์ต่อสัจนิยมเสียด้วยซ้ำ พวกเขาจำลองภาพในคำนึงออกมาโลดแล่นแทนที่จะกลั่นกรอง ดีไม่ดี อาจถึงขั้นถือคติสำนักธรรมชาตินิยมสายโซลา จึงมาสู่บทสรุปทางตรรกที่ว่าการสร้างงานแบบถึงแก่นความบริสุทธิ์อันเป็นคติในการสร้างงานชิ้นนี้ของผู้กำกับ-ผู้เขียนบทคู่นี้ ลวงให้สำคัญผิดว่ามีความพยายามผลิตซ้ำความจริง ไม่สำคัญว่าจะเคร่งครัดเพียงใด เพื่อเข้าถึงความรู้สึกที่แท้จริงอย่างเต็มอรรถรส ปราศจากการแต่งแต้ม คนดูต้องพาตัวเองไปยังนิมเฟนเบิร์กด้วยตัวเองและลอยเท้งเต้งอยู่ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ท่ามกลางความจริงหลากหลายอัตราส่วนความน่าเชื่อถือ แรงกดดันจากความสมบูรณ์แบบ อย่างการหาทางถ่ายทอดชีวิตออกมาสมจริงทุกอณูนั้น ก็ย่อมไม่มีผลลัพธ์ใดสนองความทะเยอทะยานนั้นได้นอกจากตัวชีวิตจริงๆ  ศิลปะจำต้องเป็นแค่ตัวตายตัวแทนด้วยประการฉะนี้ ลายแทงสู่ก้นบึ้งจิตใจนี้สลักเสลาขึ้นมาจากแรงชิงชังความจอมปลอม สูตรตายตัว และการถูกเชิดขึ้นเป็นจ้าวตำรับ จากความล้มเหลวในการแยกแยะชีวิตและศิลปะจนวิงเวียนตามประสาคนอ่อนต่อโลก

นอกจากนี้ แนวทางทำความเข้าใจศิลปะตามหลักไม้เบื่อไม้เมาระหว่างตัวตนกับความตระหนักในตัวตน ที่มีการเสนอกันไว้ก็ดูไม่ค่อยมีน้ำหนัก หนังอย่าง Last Year at Marienbad เป็นแค่การย้ำคิด เหมือนดูเด็กประพฤติตัวเหมือนเราเองตอนอยู่บ้านผ่านรายการตลกทางโทรทัศน์ โอละพ่อเสียอย่างนี้ เราก็จะเอาแต่สาละวนกับการเทียบเคียงว่าส่วนใดในการนำเสนอกลไกการคำนึงและจินตนาการของเรอเนส์+ร็อบ-กริเยต์ที่สอดคล้องกับประสบการณ์ของเรา

marienbad-9

 

 

ภาคการแสดงในงานชิ้นนี้เรียกความเห็นได้น้อยมาก นักแสดงมีค่าเป็นส่วนประกอบในฉาก ตามใบสั่งให้ยืนในท่านั้น มองไปทางนี้ แทบไม่มีพัฒนาการทางอารมณ์ แน่นิ่งตลอดฝีภาพ ตลอดฉาก กระทั่งทั้งระลอกการเล่า จอร์จิโอ อะบรุสซี(Giorgio Abruzzi)ผู้รับบทชายคนแรกนั้นเป็นเจ้าของใบหน้าหวานสะดุดตา ขณะที่ซาชา พิตอฟ(Sacha Pitoeff)ที่รับบทตัวนำชายอีกคนนั้นหน้าตายแต่มีเลศนัย คงพูดถึงพวกเขาได้ไม่มากไปกว่านี้ เดลฟีน เซริญ(Delphine Seyrig)ในบทหญิงสาว(เคยแสดงใน Murial งานในค.ศ.1963 ของเรอเนส์)นั้นสง่า แต่คนดูก็ไม่ค่อยมีใจจดจ่อกับการรู้สึกร่วมไปกับเธอเพราะคนดูคุ้นกับใบหน้าที่มักมาคู่กับความงามเชิดตำรับนางแบบของเธอมากกว่า ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการชะม้ายใบหน้า หรือกลัดกลุ้มตรอมใจ จึงแยกไม่ออกจากท่วงท่าที่ตากล้องห้องเสื้อชั้นแนวหน้าจัดวางให้นางแบบในเครื่องทรงเต็มยศ (อันที่จริงชุดที่เธอสวมเป็นงานชาเนล)

ดังที่กล่าวไว้แต่ต้นว่า Last Year at Marienbad นั้นออกฉายไล่หลัง งานในสารบบเรอเนส์อย่าง Hiroshima, mon amour ซึ่งมักถูกสำคัญผิดว่าเป็นนำสาระประเพณีนิยมมาสังเวยโครงสมัยใหม่นิยม เป็นเหตุให้ต้องสะสางในชั้นนี้กันเปลาะหนึ่งเสียก่อนว่าสมมติฐานดังกล่าวฟังขึ้นหรือไม่

marienbad-7
ชาร์ลส  โธมัส  ซามูเอลส์(Charles  Thomas  Samuels) ในฐานะตัวแทนของผู้ที่โจมตีว่า Hiroshima, mon amour คือการทดลองโครงสร้างร่วมสมัยนิยม โดยใช้สาระสำคัญแบบประเพณีนิยมเป็นเหยื่อ ชี้ว่า:
เรอเนส์กล้าได้กล้าเสียตามประสาคนชอบคิดค้น… ศิลปินอยู่ไม่สุข มีกิตติศัพท์ในเรื่องการลำดับภาพขุดบ่อดักกระแสความทรงจำที่หลากรวม  จับต้นชนปลายไม่ได้ และเป็นไปได้ต่างๆ นานา น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่ต้นตำรับและก็ไม่ได้เป็นต้นคิดภาพเหตุการณ์วิจิตรซึ่งต้องอาศัยกลเม็ดการถ่ายทอดอันแพรวพราว รสนิยมเขาเป็นตัวถ่วงเพื่อนร่วมงาน บทภาพยนตร์ Hiroshima, mon amour สำนวนมาร์เกอริต  ดูราส์(Marquerit  Duras)นั้นเคร่งขรึม และบีบคั้นเชือดเฉือน

แต่ขณะเดียวกัน พอมีการพูดถึงผลสำเร็จของการทดลองโครงสร้างร่วมสมัยนิยม  ก็เป็นต้องยก Hiroshima, mon amour มากล่าวอ้างอยู่ร่ำไป  รอน อาร์เมส(Ron  Armes)  ในฐานะตัวแทนของกลุ่มที่ประยุกต์แนวทางดังกล่าวเข้ากับงานภาพยนตร์ และชื่นชมต่อผลสำเร็จ: ต้องรอจนเก้าปีให้หลัง Orphee และ Rashomon วงการภาพยนตร์ยุโรปถึงมีวิวัฒนาการครั้งสำคัญอันนำไปสู่การตัดขาดตัวเองจากอิทธิพลทางสุนทรียะของวรรณกรรมและบทละครสำเร็จรูปแห่งศตวรรษที่ 19  Hiroshima, mon amour ของอแลง  เรอเนส์คือความแปลกใหม่หมดจดที่เกิดขึ้นจนได้ [Hiroshima, mon amour มีบทบาทสำคัญในการ]สร้างรูปแบบการเล่าเฉพาะอันจะกำหนดโฉมหน้าของหนังร่วมสมัย  พอกันทีกับการสำรวจจิตใจ  ลีลาการถ่ายทอดบทบาท และการคำนึงถึงความเหมาะเจาะของภาพและเสียงตามขนบวรรณกรรม
ส่วนที่น่าสนใจและมีบทบาทสำคัญที่สุดต่อความสำเร็จของ Hiroshima, mon amour นั้นไม่เหมือนกับ Last Year at Marienbad แต่ไปอยู่ตรงการสร้างความหมายหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งความหมายเชิงสัญลักษณ์จากโครงสร้างร่วมสมัยนิยม

หลังจาก Night and Fox ออกฉาย (ในค.ศ.1955) เรอเนส์ก็ได้รับการทาบทามให้ผลิตสารคดีเกี่ยวกับระเบิดปรมาณู  Night and Fox เป็นสารคดีเกี่ยวค่ายเอาชสวิตซ์(Auschwitz)  แต่แล้ว Hiroshima, mon amour ก็กลับกลายไปเป็นจากเรื่องแต่งขึ้นใหม่โดยมีนักประพันธ์ดูราสเป็นผู้เขียนบทหนัง แม้ว่าจะมีเศษเสี้ยวภาพสภาพบ้านเมืองและผู้คนหลังจากถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณู และกว่าครึ่งเรื่องก็ใช้เมืองฮิโรชิมาในปัจจุบันเป็นฉากหลัง แต่ปณิธานทางสุนทรียะของหนังก็ไม่ใช่การสร้างสารคดีหรือจำลองความน่าสะพรึงกลัวของระเบิดปรมาณูในแบบฉบับเรื่องแต่ง ปณิธานที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่การปลูกสร้างอุปลักษณ์โศกนาฏกรรมจากระเบิดปรมาณูไว้ที่ตัวละครหญิงชาวฝรั่งเศส

แทนที่จะเป็นสารคดีต่อเติมด้วยเรื่องแต่งเรอเนส์ตกลงใจถ่ายทอดในแบบเรื่องแต่งเต็มคราบก็เพื่อความสะดวกยิ่งขึ้นในการเข้าถึงของชาวตะวันตกที่เข้าใจว่าการถล่มด้วยระเบิดปรมาณูคือหนทางหยุดการทำสงครามของญี่ปุ่น (สตรีชาวฝรั่งเศสตามท้องเรื่องนั้นเป็นนักแสดงที่เดินทางมาฮิโรชิมาเพื่อรับบทนางพยาบาลในการถ่ายทำสารคดี) เริ่มต้นเรอเนส์ก็ลงมือถ่ายทำตามแนวทางสารคดีอยู่ แต่อยู่ๆไปสัก 2-3 เดือนเขาก็ฉุกคิดขึ้นว่าการสรัางสารคดีถ่ายทอดความโหดเหี้ยมน่าสะพรึงกลัวของการทารุณกรรมที่เอาชสวิตซ์โดยนาซีก็เรื่องหนึ่ง  แต่การก่อกรรมทำเข็ญของฝ่ายสัมพันธมิตรโดยเฉพาะอย่างสหรัฐที่ฮิโรชิมาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรอเนส์เห็นความผิดสังเกตข้อนี้  ผิดกับชาวยิวในค่ายกักกัน บทบาทในสงครามโลกครั้งที่สองของญี่ปุ่นนั้นสุดจะบ้าดีเดือด ระเบิดปรมาณูจึงเป็นทางเลือกในการหยุดญี่ปุ่นแบบเฉียบพลันและเบ็ดเสร็จ ภาพความพินาศและการบาดเจ็บล้มตายจากพิษสงระเบิดจึงไม่มีทางจัดการคนดูชาวตะวันตกอยู่หมัดได้  แม้จะผูกเรื่องขึ้นใหม่เพื่อรำพันถึงความย่อยยับและสูญเสียจากผลของการถล่ม  แม้แต่การไล่เบี้ยหาเหตุผลของการถล่มก็ดูจะไม่อาจปลุกกระแสความเห็นใจเหยื่อได้มากเท่าการเห็นดีเห็นงามกับผู้ชนะ กระนั้น หนังที่ฉายภาพทั้งสองด้านของการถล่มด้วยปรมาณู โศกนาฏกรรมจากการทิ้งระเบิดโดยใช้อุปลักษณ์ก็มักเข้าถึงและแทรกซึมผู้ชมได้ดีกว่า  ถูกของกามูส์ที่ว่า “ยอมตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรมยังดีเสียกว่าลุแก่ความอยุติธรรมแม้เพื่อเอาชัยในสงคราม” ในอีกทางหนึ่งอเมริกันอาจแย้งว่าพวกตนชอบธรรมพอกันในการสั่งสอนญี่ปุ่นให้หลาบจำกับความสูญเสียครั้งใหญ่ ยังดีกว่ายอมทนทุกข์กับความสูญเสีย

ผู้หญิงฝรั่งเศสคนนั้นเดินทางมายังฮิโรชิมาด้วยความกระหยิ่มว่ารอบรู้(ผ่านการอ่านหนังสือ รับชมข่าว ซักไซร้เอาจากผู้คน และอะไรต่อมิอะไรอื่นๆทำนองนี้) พอตัวเรื่องระเบิดและผลกระทบที่เมืองได้รับ  สถาปนิกชาวญี่ปุ่นชู้รักของเธอปรารภแทงใจดำว่าเธอจะรู้สึกรู้สาอันใดได้ตราบใดที่ไม่เจอกับตัวไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม(เขาเป็นลูกหลานฮิโรชิมา แต่ไม่ได้อยู่ที่นั่นตอนมีการทิ้งระเบิด อยู่ก็แต่ครอบครัวซึ่งเขาไม่ได้พบเจออีกเลยหลังการระเบิด)ถ้อยคำของเขาย่อมแฝงนัยอยู่เป็นธรรมดา คนดูได้สัมผัสฮิโรชิมาเพียงบางระดับผ่านเศษภาพหนังข่าวเก่าๆ เพื่อเน้นตามคำพูดของเขา แต่ไม่มีภาพความราพณาสูรจากอำนาจทำลายล้างของระเบิดให้ตระหนัก แต่ประเด็นที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงที่ผู้หญิงฝรั่งเศสนางนั้น ในชีวิตส่วนตัวระหว่างสงคราม เธอได้ลิ้มรสชาติชีวิตในชะตากรรมเดียวกับฝ่ายที่โดนระเบิดไม่ใช่ฝ่ายที่ได้รับอานิสงส์ และเธอก็ผ่านประสบการณ์ เนื่องจากสงครามก็เปรียบเทียบได้กับประสบการณ์จากความเจ็บปวดในระดับจิตสำนึกของนักบินผู้นำระเบิดมาทิ้ง ไม่ใช่รสชาติในแบบที่ผู้นำหรือพลเมืองของชาติที่ตัดสินใจใช้ระเบิดเพื่อกำชัยชนะ

ขุมข่ายสัญลักษณ์ (Symbolic Constellation)

ผู้หญิงฝรั่งเศสคนนั้น(ทั้งเธอและชายชาวญี่ปุ่นต่างไม่ปรากฏชื่อเสียงเรียงนาม) ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเนเวอร์ส(Nevers)ซึ่งเป็นดินแดนใต้การยึดครอง เธอหลงรักและแอบคบหากับทหารเยอรมันนานพอดู ไม่นานก่อนเมืองจะได้รับการปลดแอก ชู้รักของเธอก็ตายด้วยน้ำมือกองกำลังฝ่ายต่อต้านระหว่างไปรอเธอที่จุดนัดหมายในชนบท ใครต่อใครจึงพากันเรียกเธอว่าชู้รักทหารเยอรมัน จับเธอโกนผม ลากเธอไปประจานทั่วเมือง เจอการย่ำยีทั้งจากคำพูดและการลงไม้ลงมือ เกียรติยศวงศ์ตระกูลพลอยแปดเปื้อนไปด้วย เพื่อลดเสียงประณามของชาวเมืองครอบครัวจับเธอขังไว้ในคุกภายในบ้าน ก่อนที่ในท้ายที่สุดเธอก็ระเห็จไปปารีสและไม่ได้พบเห็นเนเวอรส์และครอบครัวของเธออีกเลย แม้จะได้แต่งงานในภายหลัง แต่จากน้ำคำของเธอนับจากชายชาวเยอรมันก็มีเพียงชายชาวญี่ปุ่นที่เป็นรักแท้(ช่วงหนึ่งเธอพูดกับชายชาวญี่ปุ่นว่า “ดีแค่ไหน ที่ได้มีใครเคียงข้างสักครั้ง” เธอเล่าถึงชู้รักชาวเยอรมัน แต่ไม่เคยปริปากถึงสามีที่เป็นตัวเป็นตนของเธอ)

ชื่อของหนังสะท้อนโศกนาฏกรรมของผู้หญิงฝรั่งเศสและผลจากระเบิด การโคจรมาปะทะกันระหว่างฮิโรชิมา(Hiroshima) กับ คนรัก(mon amour) ความรักและปรารถนาดีที่อเมริกันพึงมีต่อญี่ปุ่นจำต้องมาเกลือกกลั้วกับความสยดสยอง (ชื่อ ฮิโรชิมาชวนให้สลดตั้งแต่ไม่ทันขาดคำ) เพื่อยัดเยียดทุกข์ทรมาน และต่างฝ่ายก็บอบช้ำ ความรักที่หญิงฝรั่งเศสมีต่อชายชาวเยอรมันก็จับพลัดจับผลูเป็นความตายอันเป็นวิบากกรรมและเขาก็ตายตกไปด้วยน้ำมือกองกำลังฝ่ายต่อต้าน ฮิโรชิมาจึงเป็นคำพ้องเป้า(metonym)ไม่เพียงสำหรับสถาปนิกชาวญี่ปุ่นแต่ยังของทหารเยอรมันด้วย เพราะหลายครั้งผู้หญิงฝรั่งเศสก็คุยกับสถาปนิกชาวญี่ปุ่นราวกับเขาเป็นทหารเยอรมันคนนั้น ชายชาวญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจกับพฤติกรรมเช่นนั้นของเธอ ด้วยกระบวนท่าดังกล่าวผสมโรงด้วยบทสนทนาในสุ้มเสียงราวการเสกคาถาใส่ชายชาวญี่ปุนจากหญิงฝรั่งเศส เรอเนส์เชื้อเชิญให้คนดูทะลวงภาพที่เห็นเข้าสัมผัสงานของเขาในระดับสัญลักษณ์ อีกหนึ่งไม้ตายของเขาคือการเล่าโดยไม่ปรากฏชื่อเสียงเรียงนามตัวละคร ไม่เปิดโอกาสให้ตัวละครโอภาปราศรัย ที่ร้ายกาจที่สุดคือการตีความชื่อหนังจากมุมมองของผู้หญิงฝรั่งเศสกลั่นออกมาเป็นวลีเด็ดที่กล่าวต่อชายชาวญี่ปุ่นว่า “คุณเป็นความดีงามในชีวิตฉัน คุณทำลายล้างฉัน”

ตอนแรกอาจดูไม่เข้าทีกับการอุปลักษณ์โศกนาฏกรรมความรักของหญิงฝรั่งเศสเป็นดังระเบิด แต่ครั้นดูในภาพรวมก็ลงตัวเป็นที่สุด การมีใจให้ศัตรูเท่านั้นที่ประคองตัวผ่านความหลงหูหลงตา อัปลักษณ์ ถ่อย ราบพนาสูญ(ตรงกันข้ามกับความปราชัยเบาะๆ) เป็นศัตรูที่มีพิษสงเช่นเดียวกับระเบิดปรมาณู และแม้ว่าทะแม่งพอกันในเบื้องต้นกับการดึงความเป็นฝรั่งเศสมาข้องแวะในอุปลักษณ์ระเบิดที่นำมาซึ่งความสลดใจ แต่มองในภาพรวมแล้วนับว่าแยบยล หนังไม่เคยกล่าวถึงอเมริกันตรงๆ แต่อยู่ในฐานะคนไกล ต่างด้าวต่างถิ่น จากดินแดนที่การสู้รบแทบไม่ส่งผลระคายเคือง อเมริกันจึงถือจุติจากฮิโรชิมาโดยแท้

ความเป็นฝรั่งเศสจึงเล็งลัคนาเป็นปรปักษ์กับความเป็นอเมริกันเจ้าของผลงานการทิ้งระเบิด ความรักของหญิงฝรั่งเศสคนนั้นก็อยู่ตรงข้ามกับการทำลายล้างของระเบิด แต่การถอดใจตั้งแต่นกกระจอกยังไม่ทันกินน้ำ(และยอมเป็นมือเป็นไม้ให้)แก่ศัตรูของฝรั่งเศสก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ลัดเลาะผ่านความคลุมเครือ อัปลักษณ์ และป่าเถื่อนจากการทำลายล้างด้วยระเบิดของอเมริกันมาได้ เช่นเดียวกับรักที่หญิงฝรั่งเศสมีต่อชายชาวเยอรมัน การศิโรราบของฝรั่งเศสถือเป็นโศกนาฏกรรม ทั้งที่ก็รู้กันอยู่แก่ใจว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่มีทางชนะเยอรมันได้ต่อให้ทุ่มเทสรรพกำลังเพียงใด แต่ก็มีบางเสียงเห็นว่าน่าจะลุกขึ้นสู้ต่อให้แพ้พ่ายก็ยังได้ชื่อว่ามีศักดิ์ศรี ฝรั่งเศสชอกช้ำด้วยโศกนาฏกรรมจากความใจปลาซิวยอมเป็นเบี้ยให้ศัตรูใช้งาน หญิงฝรั่งเศสคนนั้นก็ร้าวรานพอกันจากความรักต้องห้ามกับทหารเยอรมัน ก่อนมาพบรักอีกครั้งกับชายชาวญี่ปุ่น เธอไม่มีแก่ใจจะรักใครได้อีก หรือแม้แต่จะรักตัวเองอันเป็นเงื่อนไขจำเป็นหากจะรักใครสักคน จากความผิดที่ไปมีใจกับคนชาติศัตรู

จอห์น วอร์ด(John Ward) มองว่า สภาวะบิดเบี้ยวทางจิตของผู้หญิงฝรั้งเศส เป็นผลจากสิ่งที่เธอเผชิญในเนเวอร์ส และอาการเลื่อนลอยเชื่อมตัวเองกับโลกความเป็นจริงภายนอกไม่ได้ก็กลายเป็นช่องโหว่ของ Hiroshima, mon amour

สิ่งที่เธอเจอมาไม่น่าเป็นเหตุปลุกความทรงจำปกติส่วนบุคคล อีกทั้งความเกินเหตุก็ไม่เป็นเหตุให้เข้าเกณฑ์ตามกระบวนทัศน์ ว่าด้วยกลุ่มมาตรฐานความทรงจำส่วนบุคคลแต่อย่างใด เธอจมอยู่กับความทรงจำช้ำๆ ไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบต่อสัมพันธภาพระหว่างเธอกับคนรักชาวญี่ปุ่น แต่เธอถึงกับเสียศูนย์ไปทั้งชีวิต ที่จริงหนังทั้งเรื่องไม่ว่ามองจากแง่มุมใดไม่มีอะไรมากไปกว่าผลสืบเนื่องจากการที่เธอขาดอิสระที่จะเลือกทำตามใจตามต้องการ และตัวหนังก็ปวกเปียกไปด้วยการวิเคราะห์ไปต่างๆนานาว่าคู่รักมีอันพลัดพรากกันไปอย่างไร แทนที่จะพัฒนาปมขัดแย้งในเส้าต่างๆ หนังกลับด่วนสรุปว่าสาเหตุมาจากบุคลิกของหญิงสาวที่ยากจะปลูกต้นรักกับชายใดได้

ทัศนะของวอร์ดใช้การได้ หากจะลาก Hiroshima, mon amour ไปอยู่ในสกุลสัจนิยม เพราะความเป็นญี่ปุ่นนั้น ปกติ แต่หญิงฝรั่งเศสนั้น คือความวิปลาส พวกเขาจึงมิอาจครองคู่ แต่หากมองหนังในเชิงสัญลักษณ์ในแง่ที่ว่าเป็นเรื่องของคู่ปรปักษ์ในสงครามโลกครั้งที่สองมากกว่าโดยใช้ความเป็นไปของคู่รักบังหน้า ก็ย่อมลบเลือนรอยตำหนิในถ้อยความของวอร์ด

ตัวละครชายชาวญี่ปุ่นนี้(รับบทโดย เออิจิ โอคาดะ(Eiji Okada)นับว่าเหมาะสมยิ่งในการเป็นสัญลักษณ์ของคนกลาง เนื้อตัวเขาไม่มีบาดแผลจากระเบิด และมีบุคลิกกระเดียดไปทางตะวันตกมากกว่าคนญี่ปุ่นทั่วไป ตัวเขาจึงเป็นฉนวนที่กินระยะกว้างเอาการระหว่างคนดูกับความเดือดร้อนจากผลของระเบิด เช่นเดียวกับที่หญิงฝรั่งเศสร(รับบทโดยเอ็มมานูแอล ริบา(Emmanuel Riva)) ขวางคนดูไว้จากมือระเบิดตัวจริง เหล่านี้มอบอิสระแก่คนดูในการใคร่ครวญและทอดอาลัยกับอภิมหาโศกนาฏกรรมจากการผลิตและใช้งานระเบิดปรมาณู ชาวญี่ปุ่นและผู้หญิงฝรั่งเศสของเขาสวมรอยคอยเบี่ยงเบนความสนใจจากสาระสำคัญและสัญลักษณ์ที่แท้จริงในลักษณะนี้ ผิดกับการเดินเรื่องหนังตามขนบดั้งเดิมและการใช้สัญลักษณ์ในงานวรรณกรรมซึ่งมีแนวโน้มจะตอกย้ำความเชื่อแรกพบ(perception)ต่อเรื่องราวทุกเมื่อเชื่อวันที่เรามักมองข้าม แต่ตัวละครสองตัวนี้กลับเรียกร้องให้เราตรองให้จงหนักถึงศิลปะซึ่งก็สุดแต่เราที่จะสนองตอบหรือไม่ ตัวละคนทุกตัวที่จริงตามคำเปรียบที่ว่า เป็นรูปทรงของแสงสีฉันใด ครรลองชีวิตชาวญี่ปุ่นและหญิงฝรั่งเศสก็ฉันนั้น ในฐานะสัญลักษณ์ พวกเขาคือเงาตกกระทบของวัตถุที่เรอเนส์ส่องไฟให้

ตัวละครชาวญี่ปุ่นยังเป็นสัญลักษณ์อันเหมาะเจาะของพลเมืองชาติผู้แพ้ โดยที่ในระหว่างกอบกู้ประเทศก็มีการเล่าขานประสบการณ์ช่วงสงครามสู่โลกภายนอกเป็นการปรับทุกข์ไปในตัว หากจะมีฝ่ายใดมีแก่ใจ เขาปรับประสบการณ์ของเขา(และครอบครัว)ให้ลงรอยกับประวัติศาสตร์ฮิโรชิมา และกลับมาร่วมหัวจมท้ายฟื้นฟูเมืองในฐานะสถาปนิก ให้ชาวเมืองฮิโรชิมารุ่นหลังลืมตาอ้าปากได้อีกหน มีพิพิธภัณฑ์ไว้เป็นที่เก็บความทรงจำกันเองและเผื่อแผ่ให้นักท่องเที่ยวร่วมรับรู้ หญิงฝรั่งเศสกลับตกอยู่ในสภาพตรงกันข้าม เธอไม่อาจหาที่ลงให้แก่ตัวเองในหน้าประวัติศาสตร์ของเนเวอรส์ ได้แต่เร่ร่อนหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักแสดง ยึดเวที กองถ่ายและที่อื่นๆ เป็นรกราก ตัดขาดจากอดีตโดยสิ้นเชิง

ในความเอมอิ่มกับรสบาป รักที่เกิดขึ้นกับทหารเยอรมันของหญิงฝรั่งเศสเป็นสัญลักษณ์แทนความผยองของอเมริกันภายหลังปกป้องมาตุภูมิและชาติสัมพันธมิตรไว้ได้ กลุ่มพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับการกลบฝังความรู้สึกผิดฐานทิ้งระเบิดปรมาณูทำลายล้างฮิโรชิมาไว้กับตัว(การปลดเปลื้องความรู้สึกผิดบาปประการนี้แทนที่จะมาในรูปความกลัดกลุ้มกลับประมวลออกมาในรูปการจาริกทางจิตวิญญาณเป็นลายลักษณ์อักษรดิบดีหลังสงครามโดยลูกเรืออิโนลา เกย์(the Enola Gay) เครื่องบินลำเลียงระเบิดเจ้ากรรมลูกนั้น) กรณีการเข้าไปแทรกแซงในอินโดจีนตามหลังฝรั่งเศสยิ่งเด่นชัด อเมริกันหาทางตัดขาดตัวเองจากประวัติศาสตร์วาระนั้นโดยเอาสีข้างเข้าถูว่าไปเพื่อสถาปนาสันติภาพและบิณฑบาตความขัดแย้ง ขณะที่อีกมือหนึ่งก็พัฒนาแสนยานุภาพไม่หยุดหย่อนและวางตัวเหมือนเมื่อครั้งกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากวีรกรรมในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่คราวนี้ใส่สีตีไข่ด้วยว่าเพื่อป้องกันตนเองจากการถูกทำลายล้างด้วยระเบิดปรมาณูของฝ่ายสหภาพโซเวียตหรือรัฐบริวาร

แผลเก่าจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ของหญิงฝรั่งเศสกำเริบอีกครั้งที่ฮิโรชิมา ความรักที่มีต่อชายชาวญี่ปุ่นศัตรูโดยสถานการณ์บังคับเหมือนเยอรมัน จะอยู่หรือจะไป สัมพัทธภาพระหว่างหญิงฝรั่งเศสกับชายชาวญี่ปุ่นไปไกลยิ่งกว่าความรักระหว่างผู้หญิงจิตใจไม่ปกติกับผู้ชายปกติที่ล้มครืนตั้งแต่ต้น หากยังเป็นสัญลักษณ์ของความตะขิดตะขวงในการหวนกลับมาคบค้ากันระหว่างอเมริกันย้ำคิดย้ำทำกับญี่ปุ่นหลังฟื้นฟู(ต้องไม่ลืมว่า Hiroshima, mon amour สร้างหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียง 14 ปี) ชายชาวญี่ปุ่นอยากรู้เรื่องราวของเนเวอรส์ไปเสียหมดด้วยหวังว่าจะช่วยให้เข้าใจหญิงฝรั่งเศสมากขึ้น หญิงฝรั่งเศสที่คิดว่าตนทำการบ้านเกี่ยวกับฮิโรชิมามามากพอสมควร พบว่าถึงเวลาที่จะต้องสร้างความกระจ่างแก่สิ่งที่เกิดขึ้นที่เนเวอรส์ เช่นเดียวกับชาติอเมริกันออกรณรณรงค์เพื่อ “จรรโลงสันติภาพ” ในต่างประเทศ หญิงฝรั่งเศสในฐานะนักแสดงในหนังเกี่ยวกับ”สันติภาพ”(ตามที่เธออ้าง)ก็ต้องค้นหาตัวเองด้วยการกลับคืนภูมิลำเนาที่เนเวอรส์ แม้ไม่อาจยั้งน้ำตาให้กับร่างทหารเยอรมันที่มาทิ้งชีวิตไว้ที่เนเวอรส์ และก็ไม่อาจหักใจทิ้งคนญี่ปุ่น แต่เธอก็จำต้องไปและเธอก็ตั้งใจตามนั้น แม้ว่าเยอรมันยอดชู้จะตายไปเพราะยึดมั่นกับการเฝ้ารอพบหน้าหญิงฝรั่งเศสขณะที่อเมริกันกำลังรุกคืบและกองกำลังต่อต้านละแวกนั้นเริ่มได้ใจ สำหรับชายชาวญี่ปุ่นที่เทหัวใจเป็นเดิมพันกับการรอเว้าวอนให้หญิงฝรั่งเศสรับรัก หักใจเลือกระหว่างความเหมาะควรกับความรู้สึก เขาจำต้องและทำใจไม่ถือโทษเธอเพื่อเปิดหนทางมีชีวิตของตนเองต่อไป เขาจำต้องกลับไปสานต่องานฟื้นฟูฮิโรชิมา หลังจากไม่ได้หยิบจับแม้แต่น้อยตลอดระยะเวลาที่ขลุกอยู่กับหญิงฝรั่งเศส ในแง่ความเป็นจริงความรักระหว่างพวกเขาไม่อาจเกิดขึ้นหากปราศจากสถานที่สำหรับถ่ายทำหนังเกี่ยวกับการทิ้งระเบิด หรือการต่อต้านการใช้เทคโนโลยีปรมาณูมาสร้างอาวุธ ในแง่สัญลักษณ์ระเบิดกลับบั่นทอนห้วงเวลาความรักของพวกเขา การกลับสู่เนเวอรส์ของหญิงฝรั่งเศสเปรียบไปก็คือ การกลับสู่มาตุภูมิของอเมริกัน เพื่อไปเผชิญกับภาวะบีบคั้นความรู้สึกต่างๆ นานาอันเป็นวิบากกรรมจากการทำสงครามปรมาณู

รักระหว่างเธอกับชายชาติทหารเยอรมันเป็นให้หญิงฝรั่งเศสแปลกแยกกับเนเวอรส์ และพเนจรมาตลอดนับแต่สงคราม และยังคงโดดเดี่ยวต่อไป เธอต้องบากหน้ากลับเนเวอรส์เพียงลำพัง เป็นวีรสตรีเชื่อมต่อความร่วมสมัยผ่านการค้นคว้าความเป็นญี่ปุ่น แบกความรันทดจากความทรงจำแต่หนหลัง (ชายชาวญี่ปุ่นจึงมีสถานะเป็นทั้งตัวตายตัวแทนทหารเยอรมันและสัญลักษณ์แทนชาติญี่ปุ่น) การทิ้งระเบิดใส่ญี่ปุ่นสร้างความแปลกแยกระหว่างชาติกับพลเมืองอเมริกันบางส่วน เกิดภาวะเข้าหน้าไม่ติดกับชาติอื่นในโลกทั้งในแง่อำนาจและอาญาสิทธิ์ และกลายเป็นรอยร้าวที่หมดทางสมาน แม้ชาติอื่นจะมีอาวุธปรมาณูในครอบครอง แต่ชาติเหล่านั้นก็ไม่เคยสำแดงเดชเหมือนอเมริกัน อาวุธปรมาณูในคลังแสงอเมริกันตอนนั้นมหาศาลเสียจนมีเพียงรัสเซียที่พอจะไล่ทัน และก็เป็นคู่ปรับกันไปชนิดไม่มีรายอื่นหาญกล้าไปข้องแวะ จนกระทั่งสิ้นสุดยุคสงครามเย็น เช่นเดียวกับหญิงฝรั่งเศส อเมริกันกลับบ้านตามลำพังเยี่ยงวีรบุรุษจากไปสยบศัตรูถึงในถิ่น ตลอดจนยึดครองญี่ปุ่นต่อมาหลังสงคราม และก็ผ่านร้อนผ่านหนาวกับโศกนาฏกรรมอันเป็นผลพวงจากระเบิด รวมถึงความบาดหมาง และการเห็นชีวิตเป็นผักปลาตามประสาผู้มีอำนาจล้นพ้น

หลายปีก่อน ระหว่างเดินออกจากโรงหลังดู Hiroshima, mon amour จบ ผู้เขียนก็สงสัยอยู่ครามครันว่านักวิจารณ์จะเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างไร จึงตะลุยอ่านและค้นคว้าเกี่ยวกับหนังเรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่นั้น แม้จะไม่สบอารมณ์นักกับการที่เหล่านักวิจารณ์มุ่งสาธยาย(หรือตำหนิ)โครงสร้างและลำดับเหตุการณ์มากกว่าขบคิดความหมาย กรณีนี้เป็น 2 โครงสร้างที่มีความหมายกลมกลืนกัน ผิดกับ Last Year at Marienbad ผลพวงในรูปการครองคู่อันสุขสมจึงไม่ได้ตกแก่หญิงฝรั่งเศสหรือชายชาวญี่ปุ่น แต่เป็นของ Hiroshima, mon amour

แปลจาก
Cardullo, B. ‘Modish Artifice versus Modern Art’. http://www.16-9.dk/2013-09/side11_inenglish.htm

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s