enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี(Three Colors: Blue) [น.263-279]

leave a comment »

3color-blue-10

[น.263]
The Three Colors Trilogy

เช่นเดียวกับการอาราธนาขุมข่ายความคิดจากบัญญัติสิบประการมาเป็นเสาหลักการเล่าแก่ The Decalogue   Three Colors ก็หยิบยืมขุมข่ายความคิดอันเป็นสัญลักษณ์ประจำธงชาติฝรั่งเศส(เสรีภาพ(liberty, เสมอภาพ(equality), สามัคคีภาพ(fraternity)) มาเป็นเบ้ารองรับเรื่องราวสามัญ และก็เช่นเดียวกัน หนังไม่ได้ให้ภาพแบบอย่างการประพฤติตนตามครรลองคลองธรรม หากแต่ปอกเปลือกความไม่ลงรอยหลบในของอุดมคติเหล่านั้นซึ่งมากำเริบเมื่อคนต้องเผชิญกับโลกที่สุดจะพิกลพิการ มาเป็นอุทาหรณ์   ใช่แค่เฉพาะอุดมคติแบบฝรั่งเศส ขุมข่ายความคิดเหล่านี้แฝงฝังอยู่ในทุกสังคมประชาธิปไตย เงื่อนไขเหล่านี้จึงต้องใจผู้กำกับโปแลนด์ในฐานะผลผลิตของสังคมที่เพิ่งจุติจากซากระบอบคอมมิวนิสม์และหาทางสลัดหนีสภาพการเมืองภายในประเทศ คีสลอฟสกียังปวารณาตัวอย่างแรงกล้าแก่การผจญภัยทางอภิปรัชญา “หนังทั้งสามเรื่องเป็นเรื่องของคนมีญาณ” เฉกเช่นเดียวกัน พอเรื่องราวจบลง ตัวเอกของงานทั้งสามชิ้นต่างเรียนรู้ว่ายังมีเรื่องดีงามในความทุกข์ทน

Blue (1993)

เรื่องย่อ: จูลี(รับบทโดยจูเลียต บิโนช – – Juliette Binoche)สูญเสียลูกและสามีไปจากอุบัติเหตุทางทางรถยนต์ เธอรอดมาเพียงลำพัง เธอพยายามฆ่าตัวตายระหว่างอยู่ในโรงพยาบาลแต่ไม่เป็นผล เธอตัดสินใจล้างซากเตือนใจถึงอดีตจากชีวิต ขายข้าวของ หลบไปพักอยู่ในอพาร์ตเมนต์ในปารีส ต่อให้พยายามสุดกำลัง แต่อดีตก็ยังตามรังควานเธอไม่หยุดหย่อน ทั้งด้านที่ชวนหดหู่ ไหนจะพฤติกรรมเก่าๆ ของสามีในสายตาสาธารณชนยังลอยมาเข้าหู แล้วเรื่องที่ว่าสามีเธอมีชู้ก็แดงขึ้น และอีกเรื่องคือเสียงคะยั้นคะยอให้เธอจับงานต่อจากสามี [น.264] เธอตกลงใจยกบ้านพักในชนบทให้เมียเก็บของสามี(อุ้มท้องเลือดเนื้อเชื้อไขสามีเธออยู่) และมุ่งมั่นจะสานงานแต่งเพลงว่าด้วยเอกานุภาพแห่งยุโรป(ท่วงทำนองที่ตามหลอกหลอนเธอมาตลอดนับแต่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์)ที่สามีทำค้างไว้ให้แล้วเสร็จ ในที่สุดเธอก็แต่งเพลงจนจบ เธอรับรักจากโอลิวิเยร์ หนังทิ้งท้ายด้วยภาพน้ำตาหยดแรกของเธอหลังงานศพสมาชิกครอบครัว และนัยยากจะคาดเดาบนใบหน้า

หนังบรรยายถึงแบบจำแลงของความ ระทมทุกข์ หนังเนิบหนัก ชวนเคลิ้มผล็อย ท่วงที อึมครึมครั่นคร้าม ปะทุความเกรี้ยวกราด คละคลุ้งด้วยความหมายของเวลา และว่างเปล่าเหลือประมาณ คือการประมวลภาพเพื่อสั่งลาผู้วายชนม์ ความทอดอาลัยในงานชิ้นนี้ถือเป็นญาติสนิทกับที่เป็นเจ้าเรือนใน The Double Life of Veronique เป็นอีกรสชาติหนึ่งของการสาปสูญ ชีวิตที่รกร้าง พลัดพรากจากคุณค่าสำคัญของชีวิตและปัจจัยพื้นฐานแห่งการครองตน ยากจะหางานชิ้นใดค้นลึกไปในวิวัฒนาการของความรู้สึกพลัดพรากและแจกแจงออกมาละเอียดลออเท่างานชิ้นนี้ นับเป็นงานเจียรนัยทางปรากฏการณวิทยาชิ้นเอกอุ ถ้าเป็นเรื่องภาษารสสัมผัส ไม่ใช่ถ้อยคำ คีสลอฟสกีเหนือชั้นไม่แปรเปลี่ยน งานด้านภาพสะท้อนฝีมืออันเจนจบ คมคายราวกวีนิพนธ์ ประณีตกับการถ่ายทอดข้อปลีกย่อยของความอาลัยอาวรณ์

มองในแง่นี้ Blue จึงเป็นเหมือนการชำระความเป็นไปของ No End หลังผ่านร้อนผ่านหนาวมา 9 ปี จาก No End ในค.ศ.1984 จนถึง Blue ในค.ศ.1993 เกียรติคุณคีสลอฟสกีผงาดเด่นในวงการภาพยนตร์นานาชาติ เขาหันหลังให้กับแบบแผนทางสารคดีโดยสิ้นเชิง(Seven days a Week ผลงานสารคดีความยาว 18 นาที อันนับเป็นงานชิ้นหลังสุดนั้น ออกมาในค.ศ.1988) และที่สำคัญคือ คีสลอฟสกีได้เห็นระบบคอมมิวนิสม์ในประเทศล่มสลายกับตา แววความหวังที่จะเป็นอิสระจากห่วงพันธะส่วนตัวทั้งปวงฉายฝ่าความซมซานหมดและการมองโลกในแง่ร้ายใน No End งานทั้งสองชิ้นโดดเด่นด้วยภาพกลางแจ้งมุมกว้าง เวิ้งว้างร้างไม่สิ้นสุด มีอุบัติเหตุทางรถเป็นเจ้าเรือนเหมือนกัน ตัวเอกหญิงในงานทั้งสองสูญเสียสามี และร่ำๆจะฆ่าตัวตายให้พ้นๆไป เข้มข้นด้วยลวดลายภาพตำรับคีสลอฟสกี(เป็นต้นว่า ภาพมือจากระยะใกล้) การใช้สีน้ำเงินเป็นแม่สีหลัก ชั้นเชิงการผสมผสานและจัดวางส่วนนามธรรม ขุมข่ายการละเล่นกับความทุกข์ระทมและการฆ่าตัวตาย การให้ความสำคัญกับดนตรีเป็นพิเศษ เหนือสิ่งอื่นใดคือ การตั้งคำถามถึง การดำรงอยู่และความหมาย สำทับด้วยข้อท้วงติงทางอภิปรัชญาผ่านกลวิธีการเล่าอันเหนือชั้น สำรวจพื้นที่เหลื่อมซ้อนระหว่างภาวะหลุดพ้นกับการสถิตย์สถาพร

ลูกเล่นนามธรรมในงานก่อนๆ หน้าและที่วาดลวดลายไว้ใน The Double Life of Veronique เข้าฝักและสุขุมยิ่งเมื่อมาถึงงานชิ้นนี้ Blue คือการพัฒนาตัวเองถึงขีดสุดของคีสลอฟสกี หลังลับคมเขี้ยวลองสารพัดสูตรจนตั้งหลักได้ระดับหนึ่งใน Veronique สลาโวเมียร์ ยิดเซียก(Slawomir Idziak) กลับมารับหน้าที่ผู้กำกับภาพ ทรงพลังและ[น.265]บรรเลงอัจฉริยภาพเต็มอัตราศึกเหมือนทุกครั้งที่ร่วมงานกับคีสลอฟสกี เขาริเริ่มในสิ่งที่เรียกว่า รงคโวหาร หรือ บทสนทนาผ่านสี ซึ่งจะเป็นแม่พิมพ์แก่ทั้งไตรภาค การเปรยเป็นสีเป็นสร้อยทางภาพที่พ่วงความกำกวมสารพัด ความรู้สึกต่างๆ รสสัมผัส ตลอดจนความขัดแย้งในหนังล้วนเข้ารหัสออกมาเป็นสีน้ำเงิน กล้องระบายสีเต็มคราบความเข้ม สู่จออันรุ่มรวย เพื่อรองรับความรู้สึกอันประเดประดังของเรา

คีสลอฟสกีสะบัดเพลงกล้องตำรับส่วนตัวตั้งแต่ฉากเหตุการณ์แรกในหนัง ระโยงระยางสีดำและเทาค่อยๆผุดขึ้นเป็นภาพ พร้อมเสียงประกอบฟังไม่ได้ศัพท์ จนกระทั่งกล้องถอยกรูดพร้อมเสียงแตรรถแผดเซ็งแซ่ เราจึงถึงบางอ้อว่าเบื้องหน้าคือยางรถยนต์ที่กำลังทำความเร็วส่งรถพุ่งทะยานฝ่าทางหลวงอันขวักไขว่ด้วยยวดยาน มีการเดินทาง แต่คงเป็นครั้งที่ไม่ปกติ เมื่อดูจากภาพนามธรรมที่เห็นไป

จังหวะอันเฉียบคมในการแทรกเสียงเข้ามาในหนังแทนการใช้ดนตรีนับเป็นความปราดเปรื่องในการออกแบบภูมิโสต แต่ละก้าวย่างของหนังแน่วแน่ด้วยเสียงตามธรรมชาติจากเศษเสี้ยวภาพที่แทรกเข้ามา ไม่ต่างกับจัวหวะของชะตากรรมที่เป็นตัวกำหนดขั้นตอนในพิธีไว้อาลัย เสียงการกระเสือกกระสนของวงยาง เสียงลมปะทะผ่านเสาไฟ ลางหายนะจากหยดชองเหลวหยาดจากสายควบคุมห้ามล้อที่ขัดข้อง ทุกจังหวะสอดประสานกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยตลอดคาบการเล่า ทั้งยังเหมาะเจาะอย่างยิ่งกับการออกกระบวนท่าเล่นคฑาและลูกทอยไม้ของอังตวน ณ เสี้ยวนาทีที่อังตวนคว้าชัยในเกม จูลีปราชัยสูญเสีย รถพุ่งผ่านอังตวนแหกโค้งไปจวกกับต้นไม้เต็มรัก

3color-blue-11ภาพนามธรรมผสมผสานเป็นเนื้อเดียวกับพื้นผิวภูมิโสตอันรุ่มรวย ขณะถุงขนมสีน้ำเงินในมือเด็กน้อยโบกสะบัดล้อลม ดูไปเหมือนกับธงปลิวไสว แต่ภาพยังมีความหมายแถมปลายหมัดซึ่งไม่ได้มีแค่อุปลักษณ์ในตัว แอนนาลูกสาวของจูลีเพ่งมองตรงมาหาคนดูจากหน้าต่างเบาะหลัง ภาพตกกระทบรูปทรงต่างๆ พาดผ่านบานกระจกหน้าต่างรถ ภาพท้องถนนบิดเบี้ยว งดงาม ลี้ลับ คอยรังควานในภาพแทนสายตาเธอขณะรถอยู่ในอุโมงค์(สัญลักษณ์สำคัญในงานคีสลอฟสกี)

ระหว่างแวะพักกลางทาง ภาพเธอเข้าหัองน้ำที่เห็นอยู่ไกลๆ มีการหยดของน้ำมันเบรคคุมเชิงอยู่ในระวางภาพส่วนหน้า คีสลอฟสกีปล่อยให้ภาพหนูน้อยกลับขึ้นรถพร่ากลืนไปกับระวางส่วนหลังโดยไม่มีการผละศูนย์เล็งจากลางหายนะในส่วนหน้า รูปนามธรรมสะท้อนฐานะทางจิตวิญญาณของแอนนาผู้หมดบุญ รถแล่นผ่านอังตวนเหมือนผีตาเหลือง หนังไม่ได้กล่าวถึงจังหวะปะทะโดยตรง แต่เล่าผ่านเสียงชน และอาการตื่นตระหนกของพยานในเหตุการณ์อย่างอังตวน [น.266]เสี้ยวอึดใจแห่งชะตากรรมน่าตระหนกจบลงด้วยรถในสภาพยับเยินสยบแน่นิ่งอยู่กับโคนไม้ใหญ่ที่ผ่านร้อนหนาวมานักต่อนัก เจ้าหมาตกใจเตลิดหนีไป แผ่นกระดาษปลิวว่อนออกจากตัวรถ ลูกบอลชายหาดอ้อยอิ่งกลิ้งไม่รู้ร้อนรู้หนาวอำลาเจ้าของตัวน้อยผู้จากไปกับโศกนาฎกรรม อังตวนค่อยๆ ก้มลงเก็บสเก็ตช์บอร์ดก่อนโกยอ้าวด้วยกำลังแข้งตัวเองออกจากที่เกิดเหตุไป ภาพมุมกว้างหาวหวอดเป็นท้องฟ้าเวิ้งว้างยะเยือก ขอบล่างของภาพเป็นต้นไม้แกนเกร็นท่ามกลางภูมิทัศน์สุดลูกหูลูกตา สวรรค์สีน้ำเงินทะมึนหนาวสะท้านทรุดล่มสู่พสุธา

พรหมลิขิตเผชิญคำถามแสลงใจโดยพลัน ทางลัดแห่งการดูแคลนเผยโฉมอันอัปลักษณ์ ในความกว้างร้าง ที่ว่างถมถืด เหตุใดพวกเขาจึงเคราะห์ยามร้ายถึงขั้นจำเพาะเจาะจงยึดต้นไม้ต้นเดียวในที่โล่งอันมีรัศมีหาที่สุดไม่ได้เป็นเรือนตาย เหตุไฉนอังตวนถึงผ่ามาเข้าฝักเอาตานั้น(หลังจากอาจจะลองมาเป็นหลายร้อยหน)ผีซ้ำด้ามพลอยกับที่จูลีฝันร้าย เกี่ยวข้องกันไหม เกี่ยวข้องในทางใด ในกาลต่อมาถึงเป็นที่ประจักษ์ว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างการแซวเล่นประโยคเด็ดที่ว่า พระเจ้าตลกโหดไหม คำถามนี้เกาะกินใจจูลีไปตลอดทั้งเรื่อง อังตวนเองก็อยู่ไม่เป็นสุขเพราะดันไปได้สร้อยคอจูลีมาจากที่เกิดเหตุ เขาหาทางนำสัญลักษณ์แห่งศรัทธาไปคืนเธอ แต่ก็ยากยิ่งที่เธอจะทำใจรับกลับไป เธอให้อังตวนเก็บสร้อยไว้ ตอนท้ายของหนังอังตวนสวมสร้อยเสียเอง เขาจับมันพลิกหน้าพลิกหลังดูเสียถ้วนถี่แล้วให้รู้สึกว่าวันนั้นชีวิตเขาก้าวเข้าสู่หนทางที่ต่างไป

คีสลอฟสกีเจนจบแตกฉานถึงขั้นอัดประจุสัญญะหลากหลายไว้ในลูกเล่นนามธรรมเดียว ด้วยคุณลักษณะทางญาณวิทยาดังที่อภิปรายไว้ในบทที่ 2 แบบแผน รัศมีชั้นต้นแผ่ความนึกคิดของผู้รับ และกระบวนการส่วนที่อยู่พ้นโลกอันตายตัว แค่เพียงระนาบสัญศาสตร์ชั้นเดียวขั้นพื้นๆ ก็ตาลปัตรแสลงใจถึงไหนต่อไหน คีสลอฟสกีมองว่าการดิ้นรนเพื่อหาที่ทางแก่ชีวิตของทุกคนล้วนต้องผจญภาวะนี้ ความย้อนเย้ยจากย่อหน้าที่แล้วยังติดพันมาในฝีภาพต่อมา ก่อนส่งต่อเข้าสู่ช่วงนำเข้าหนังอย่างเป็นทางการ ยังมีภาพแว่บขึ้นแว่บหายผลุบโผล่อีกหลายวูบ ยากจะอธิบายถึงฝีภาพใหม่ เพราะมาพร้อมกันทั้งวัตถุรูปทรงคล้ายแมงมุม กับลมโชยเอื่อย (แต่ถ้าจะให้เดาคงเป็นเศษขนปีกจากไส้หมอนที่จูลีหนุนนอน)ฝีภาพเช่นเดียวกับในฝีภาพของเหลวรั่วซึมออกจากระบบห้ามล้อ ไม่ได้มีการย้ายศูนย์เล็งเพิ่มความคมชัดแก่วัตถุที่โผล่เข้ามาระวางส่วนหลังของภาพ มือผู้ชายยื่นเข้ามาจนเข้าสู่ระยะชัดพอ พร้อมเสียงเลียบเคียง “พูดได้ไหม” ฝีภาพถัดมาภาพชายเจ้าของเสียงในสัดส่วนเพี้ยนๆ ไปตกกระทบอยู่ในกระจกตา สร้างความงุนงงหลงทิศพอตัว แม้เราจะรับรู้อย่างหวาดๆ ว่าคงมาจากมุมมองของจูลี [น.267]และฉากหลังคงเปลี่ยนไปแล้ว องค์ประกอบพื้นฐานทางนามธรรมอาจจะแค่ระบุภาวะทางจิตวิทยาก็พอแล้วที่จะผสมโรงกับภาวะบื้อใบ้ของจูลี แต่ก็ไม่ได้หมดแค่นั้น ฉากเปิดเรื่องมีปริบทอภิปรัชญารองรับชัดเจนยิ่งนั้น ภาพต่างๆมาจากมุมเฝ้าสังเกตการณ์สถานการณ์จากฝั่งคนดู

จิตใจที่รวดร้าวยิ่งระบมเมื่อรู้แน่ว่าลูกสาวเสียชีวิต จูลีได้แต่ซุกหน้ากับหมอน ความรู้สึกเธอเขม็งเกลียวถึงขีดสุดในจังหวะเดียวกับกระจกหน้าต่างแตกเปรื่อง หากไม่ใช้การสังเกตอย่างถี่ถ้วนจะไม่เห็นว่าที่จริงมีแก้วน้ำลอยทะลุหน้าต่างเข้ามา สภาพแหลกลาญยังรับช่วงแรงโถมของความรู้สึกที่ออกตัวตั้งแต่ฝีภาพก่อนหน้า ในความแน่นิ่งหลังจากนั้นโลกในสองสารรูปก็เผยตัว โลกที่สะท้อนความป่นปั้แหลกยับเยินข้างใน และมืดหนาวข้างนอก ตามมาด้วยความพยายามตัดช่องน้อยของจูลี

3color-blue-13ความแสลงใจภาพแรกมาพร้อมกับเครื่องรับโทรทัศน์ขนาดจิ๋วจากโอลิวิเยร์ ร่างนักดิ่งพสุธาลอยละล่องอยู่กลางหาว ยิ่งหนังคืบหน้าไป ก็ยิ่งจะมีภาพจากจอเครื่องรับโทรทัศน์โผล่มาให้เห็นเป็นระยะ คอยถือหางปัจเจกให้แข็งขืนต่อความตายและอันตราย ร่างพวกลอยกินลมอยู่กับท้องฟ้า(ใช้ภาพช้าในการถ่ายทอด) เห็นกันซ้ำๆ จะจะถึงสภาวะไร้น้ำหนักทางอภิปรัชญาเป็นอิสระจากข้อจำกัดทางโลกใดๆ

ภาพมุมกว้าง ขณะจูลีดูการถ่ายทอดพิธีศพสมาชิกครอบครัวของเธอนั้น ยากจะบรรยาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการวางกรอบภาพ(บทบาทเด่นล้ำของหน้าต่าง ฝีมือการใช้ตัวกรองแสงสีม่วงของยิดเซียก) อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะจูลีอยู่ในสภาพคุดคู้เหมือนดักแด้ ไม่ก็ในหลุมศพ ไม่มีส่วนใดของร่างกายโผล่มาให้เห็น ต่อด้วยการจู่โจมเข้าสำรวจแผลเป็น รอยฟกช้ำ ริมฝีปากสั่นระริก พอเอื้อมมือไปแตะภาพโลงศพลูกสาวบนหน้าจอเครื่องรับโทรทัศน์น้ำตาก็ไหลปรี่ ภาพการปรี่เข้าไปสัมผัสเด็กหญิงทางหนึ่งกรีดแผลใจจูลีจนแทบขาดรอน แต่อีกทางหนึ่งก็เข้ากันเป็นคอหอยลูกกระเดือกกับคาถาการเล่าด้วยภาพของคีสลอฟสกีและการสื่อถึงความตาย ขณะที่ใน Camera Buff คือความทรงจำของปีเตอร์ ใน Blue สัญญาณขาดห้วงจะแทนความว่างเปล่าในชีวิตของจูลี ริมฝีปากเธอเม้มสนิท และพอมีชายคนหนึ่งโผล่มาสาธยายถึงผลงานว่าด้วยการรวมยุโรปเป็นหนึ่งเดียวเธอก็เปลี่ยนช่องหนี เธอกลอกตามองมายังกล้อง เยือกเย็นและเด็ดเดี่ยว เย้ยู่ด้วยจากมุมกล้องพิเรนทร์ฉายชัดความเหลืออดจนต้องหาทางทลายกรอบภาพอันบีบประสาท เส้นโครงหน้าทรงสี่เหลี่ยมบีบใบหน้าเธอออกมาผิดรูปทรง ไม่รู้สึกรู้สา

ฉากถัดมาปูพื้นด้วยฝีภาพอารัมภบทชวนอึ้งกับภาพบานกระจกสีน้ำเงินรายล้อมจูลี เป็นอีกครั้งที่ฝีภาพอารัมภบท [น.268] ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักมีเพื่อประกาศพื้นที่ประกาศิตผู้เล่าและอาณาบริเวณโอบล้อมตัวละคร แต่กลับแทบไม่เห็นวี่แววของจูลี กล่าวคือ ให้หลังกระบวนเศษเสี้ยวภาพอารัมภบทแว่บแล้วแว่บเล่า เกล็ดแก้วสีน้ำเงินถึงได้โผล่มาโดยกล่าวผ่านภาพมุมกว้างถึงสองฝีภาพด้วยกัน จูลีผวาตื่นเพราะเสียงเพลงงานศพ แสงสีน้ำเงินสาดรัศมีกลบฝีภาพ นับเป็นครั้งแรกก่อนปัจจัยภายนอกจะล่วงล้ำเข้าไปในจิตใจเธอได้อีกหลายครั้งในกาลต่อมา ในกรณีนี้ ดนตรีโหมกระหึ่มขึ้นมาพร้อมกับอณูแสงแผดกล้า เธอก็ผุดขึ้นจากที่นอน เพ่งมองมายังกล้องซึ่งลดระดับลงมาเลียบๆเคียงๆเธอ ก่อนจะย้อนหน้ากล้องกลับไปจับภาพเธอ การเคลื่อนกล้องและการจ้องของเธอบ่งบอกสภาพการณ์ปัจจุบัน แม้เป็นปัจจุบันที่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เหมือนกับลางสังหรณ์ของเวโรนิกและเออร์ซูลาที่รู้สึกได้ว่าสามีวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ใน No End จูลียังตัดใจจากลูกสาวไม่ได้ ขณะที่ใน Veronique กับ No End เยื่อใยเร้นลับเหล่านี้มีร่องรอยเป็นรูปธรรมตามอัตภาพของดวงวิญญาณ ผิดกับในงานชิ้นนี้ที่หนักไปทางไร้น้ำใจ แต่เหมือนเป็นความทรงจำและความสูญเสียที่จู่โจมแบบเดาทางไม่ได้ จองเวรและสร้างความอกสั่นขวัญแขวนอยู่ร่ำไป ดุจเดียวกับคนที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจำต้องผจญกับความทรงจำที่รุมเร้าชนิดไม่มีเค้าลาง ไม่ทันตั้งตัว

3color-blue-14เช่นเดียวกับในแทบทุกกรณี แสงสีน้ำเงินที่อาบจูลี ย่อมมีที่มาที่ไปในทางประกาศิตผู้เล่า ในที่นี้คือห้อยระย้าของเกล็ดแก้วสีน้ำเงิน กระนั้นก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ไม่อาจหาคำอธิบายใดแก่การปรากฏตัวของแสงสีน้ำเงิน(ดังจะอภิปรายข้างหน้า)ราวกับเกิดจากพลังอื่นที่อยู่เหนือกฏฟิสิกส์และการตกกระทบของแสงภาพ คาบการเล่านี้จากไปกับความมืดอันเป็นเครื่องมือคั่นฉากที่คีสลอฟสกีนิยมใช้เพื่อลัดจากห้วงสำนึกต่อปัจจุบันเข้าสู่ห้วงความหดหู่อาลัยก่อนสลับกลับไปที่เดิม แม้ว่าเราจะจมอยู่กับห้วงความอาดูร แต่กังวานทางจิตวิญญาณไม่ได้เงียบหาย จูลีอาจกำลังย้อนสำรวจ”หุบแห่งเงามรณะ” ภาพจากเครื่องรับโทรทัศน์โผล่มาขัดจังหวะบรรยากาศสีน้ำเงินคลุ้ง [น.269]และเป็นครั้งแรกที่เราเริ่มเฉลียวใจ(จากคำถามของผู้หญิง)ว่าจูลีเองก็เป็นคีตนิพนธ์

คีสลอฟสกีมีแต่เข้มขึ้นกับการเติมความหมายไว้ในสี ในแง่หนึ่งพยับสีน้ำเงินก็เป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องเสรีภาพ(ปลดแอกจากความหมองไหม้ และความทรงจำ) ขณะเดียวกันก็ฟ้องถึงความทุกข์ทน(ความเศร้า ตลอดจนหลายตัวบ่งชี้ที่ยึดโยงกับความเป็นสีเย็นของสีน้ำเงิน จึงกรูเข้าเกาะสีน้ำเงินเป็นตัวอ้างอิงในหลายแง่) ไม่เป็นที่กังขาในการเป็นสัญลักษณ์แทนนัยหลักดังกล่าวและอื่นๆ อีกมากมาย ช่วงเวลาสีเป็นใหญ่ทำหน้าที่ร้องหาความผ่องแผ้วระดับจิตวิญญาณ เป็นช่วงเวลาลูกผีลูกคน ก่อนจะตกลงปลงใจไปสักทาง เหมือนการรบเร้าหาคำตอบแก่คำถามทางอภิปรัชญา ธรรมชาติแห่งนามธรรมของแสงชวนให้คนดูมาทางนี้ แต่ก็เป็นแค่ชุมนุมความคิด ยังไม่ถึงกับเป็นคำตอบเชิงหลักการที่อธิบายได้ครอบจักรวาล เป็นพื้นที่ทางอภิปรัชญา ภายใต้ภาวะเหลื่อมซ้อนระหว่างภพที่จูลีซมซานหนี คำถามที่แท้จริงของนามธรรมจึงไม่ได้อยู่ที่ไปขยายความสิ่งใด แต่เป็นให้ความรู้สึกเช่นไร การปรากฏของแสงน้ำเงินแทบทุกครั้งมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์รองรับ เพียงแต่จงใจเล่าออกมาในลวดลายปรากฏการณวิทยา(โดยไม่แจงเหตุผลกลนัยสักเท่าไหร่) แสงคือเยื่อใยสาวไปถึงดำนานลี้ลับ และศาสนาโบราณที่เคยขมัง ก่อนจะผ่านกระบวนการชำระให้เข้าแบบแผนสมัยใหม่

ใบบรรดาตัวละครทั้งหมดของคีสลอฟสีก็เพิ่งมีจูลีที่จัดว่ามีฐานะมั่งคั่ง คารอลแห่ง White ถึงจะมีโชคลาภวาสนา แต่ก็ยังมาทีหลัง การเติบโตของทุนนิยมในโปแลนด์เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในฐานะการสร้างโอกาส แต่ก็ไม่ถึงกับจะมาปลดปล่อยมนุษย์ทุกคนในทางเศรษฐกิจในสายตาของคีสลอฟสกีและพีเซวิส ตัวละครทั้งสองต่างหาได้ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อไม่ คารอลไม่ยึดติดกับโชคลาภและยินดีสละเพื่อเนรมิตจัดงานศพตนเองตบตาแก้แค้นภรรยาตนเอง กรณีของจูลี แม้อสังหาริมทรัพย์ในชนบทจะไม่ได้ลดทอนความน่าตื่นตาลง แต่ในเมื่อความหรูเลิศไม่ชวนผูกพันเช่นเคย ก็ไม่คู่ควรแก่การพำนัก เธอขายทุกอย่างและกรวดน้ำคว่ำขันกันไป ในกาลต่อมาแค่บ้านที่บ้านสักหลังก็เป็นของขวัญมีค่าทางใจเป็นที่สุด

หลังประสบอุบัติเหตุ แค่เดินดูรอบๆ บ้าน ก็เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสเกินทนสำหรับเธอ เธอให้คนสวนเก็บกวาด’ห้องสีน้ำเงิน’ให้เกลี้ยงเกลาก่อนเธอจะกลับเข้าบ้าน ห้องนั้นที่จริงเป็นห้องลูกสาวเธอ กระนั้นก็ยังหลงเหลือร่องรอยการใช้ชีวิตผู้เป็นเจ้าของห้อง พอเดินผ่านไปเห็นโคมไฟประดับพวงระย้าลูกแก้วสีน้ำเงิน จูลีดึงสายลูกปัดที่พะรุงพะรังออกจนเกลี้ยง

นับเป็นการเริ่มต้นในความเงียบงัน ของปฏิกิริยาลูกโซ่อันทรงพลังจากจูลี ในที่สุดสัญญาณจากห้วงความรู้สึกข้างในก็ฝ่าท่าทีอันเย็นชาของเธอออกมา ชั่วอึดใจเหล่านี้ตราตรึงด้วยภาพตำรับคีสลอฟสกีขนานแท้ ยากนักที่จะกล่าวถึง Blue โดยไม่ข้องแวะกับเหตุการณ์ตอนจูลีสละเรือนและราข้อนิ้วมือป่ายดะตามกำแพง เช่นเดียวกับการตรวจตราขาค้ำฝาครอบเปียนโนอันเป็นพิสูจน์ชัดถึงฝีมือการสร้างแรงไหวเหวี่ยวอันเฉียบฉมังของคีสลอฟสกี ตลอดจนความสามารถในการสอดแทรกจัดวางองค์ประกอบทั้งหลายทั้งปวงอันจำเป็นแก่การถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครเท่าที่ฝีภาพจะเอื้ออำนวย [น.270] คือบทพิสูจน์ความเจนจบในการสร้างแรงไหวเหวี่ยงของคีสลอฟสกี ตลอดจนฝีมือการสอดแทรกพลังขับเคลื่อนทางศิลปะทั้งปวงอันจำเป็นแก่การถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครเท่าที่ฝีภาพจะเอื้ออำนวย ตอนจูลีอยู่ในทางเชื่อมไปยังอีกห้อง กล้องบ่ายหน้าไปทางซ้ายเล็กน้อยเพื่อเลี้ยงสมดุลกับแถวหนังสือที่ตั้งสันพิงกันอยู่บนชั้นเป็นฉากหลัง การเหวี่ยงไหวแฝงด้วยพลังที่จูลีไม่อาจฝ่าพ้น เธอซบร่างไปทางซ้ายกับวงกบประตู ระหว่างนั่งตริตรองขลิบแสงสีน้ำเงินไหวริกอยู่บนใบหน้า คนดูไม่รู้ที่มาของแสงนั้น แต่เหมือนคีสลอฟสกีจะพยักเพยิดให้คนดูเหมาว่าเป็นภาพสะท้อนความรู้สึกของตัวละคร

จูลีอยู่ในสายตาโอลิวิเยร์ เราเพิ่งฉุกคิดได้ว่าทั้งสองอยู่ใต้หลังคาเดียวกันตลอดเหตุการณ์ระลอกนี้ แม้จะไม่พบหน้าค่าตากัน ซึ่งก็มีเหตุผลพอฟังได้ว่า โอลิวิเยร์แอบรักจูลีอยู่และก็รู้ด้วยว่าปาทริซสามีของจูลีนอกใจเธอ แฟ้มสีน้ำเงินในมือเขาคือปึกจดหมายและภาพถ่ายของผู้ล่วงลับ เรารู้ในภายหลังว่าจูลีไม่ขอรับข้าวของพวกนี้ ตอนท้ายของหนังเผยในรูปการมองย้อนกลับไปอดีตในฐานะว่าการตัดสินใจครั้งนั้นเหมือนเบื้องบนดลใจ ให้ความจริงรอวันกระจ่าง ถ้าเธอรับมอบไว้แต่แรก ไม่วายเธอคงเผาทิ้ง และก็คงไม่มีวันรู้ว่าชู้รักของสามีคือใคร

จูลียิ้มเนือยๆ เมื่อทนายขอทราบเหตุผลของการขายทรัพย์สินทุกอย่างทิ้ง “ไม่มี”เธอตอบ รอยยิ้มนั้นเจือนและเจ้าของก็กลับไปอยู่ในสภาพอมทุกข์เช่นเดิมแทบจะทันทีที่ทนายลุกไป ภาพจากการลดหน้ากล้องเผยให้เห็นลูกแก้วสีน้ำเงินในมือเธอ เธอถือพวกมันไปทั่วหลังจากทึ้งมาจากโคมไฟ

ไหนๆ ก็ทนให้บาดตามาได้ระยะหนึ่ง เธอตกลงใจจะเก็บโคมไฟไว้ และก็เป็นสิ่งเดียวจากอดีตที่เธอนำติดตัวไปอยู่ด้วยกันที่อพารต์เม็นต์ในปารึส แม่บ้านมารีร้องไห้ตัดพ้อว่า”ฉันจะลืมลงได้อย่างไร” จูลีได้แต่เก็บคำถามบาดใจไว้คำตอบ เงามืดกลืนกลบภาพเหมือนมาผนึกกำลังประชดส่งให้ทั้งสองลบล้างความทรงจำ ขณะเดียวกันก็ตอกย้ำให้กระเทือนซางกับความจริงที่ว่าความว่างเปล่าซึ่งหน้านั้นช่างน่าหวาดหวั่น

20 นาทีแรกของหนัง ภาพนามธรรมและรังสีอภิปรัชญา เรียงหน้ากันปูพรมสภาพหมดอาลัยตายอยากของจูลีอันเนื่องมาจากวิกฤติศรัทธา ภาพเหตุการณ์แรกพบต้นฉบับลายมือบันทึกท่อนทำนองคอนแชร์โตที่เปียนโนนั้นยากจะลืมเลือน กล้องไล่ไล้เส้นบรรทัดประดับตัวโน๊ตบนหน้ากระดาษจากระยะใกล้มาก เสียงดนตรีบรรเลง ตัวโน๊ตทั้งที่ใกล้และไกลจนหลุดศูนย์เล็งพร่าเลือนไป ปัจจุบันเท่านั้นที่แจ่มชัดอึดใจต่ออึดใจ [น.271] อึดใจต่ออึดใจ ในท่ามกลางความอาดูรนั้น มีก็แต่ปัจจุบันขณะที่กระจ่างแจ้ง เสียงลมโหยหวน ความวังเวง แทรกซอนมาในรูปเสียงประกอบ ไม่ชอบมาพากลอยู่ตามหลักประกาศิตผู้เล่า แต่ลงตัวยิ่งกับห้วงอารมณ์ โน๊ตลับหายแต่สายลมกับเสียงดนตรีไม่ได้หยุดขับขาน บอกเป็นลางว่าเพลงบทใหม่กำลังจะสมบูรณ์ การจรดนิ้วกับค้ำยันฝาครอบเปียนโนเป็นการลองดีกับขีดจำกัดของแรงโน้มถ่วงอันเป็นกฏทางกายภาพของจักรวาลและพิสูจน์ความแน่วแน่ของจิตใจเธอเอง เฉกเช่นเดียวกับการวัดดวงระหว่างโดโรตากับแก้วใน (Decalogue II)และยาเส็กกับก้อนหินบนทางสะพานลอย(Decalogue V) จูลีรู้แน่แก่ใจว่าโลกเหี้ยมเกรียมและดุร้าย เมื่อฝาครอบฟาดบานพังพาบลง พ้นจากอึดใจอกสั่นขวัญแขวน สระน้ำซึ่งเคยโผล่มาในหนังเพียง 1-2 ฝีภาพก็สะบัดแสงสีน้ำเงินพราวระยิบบนใบหน้าเธอ

เสียงดนตรียังแว่วรังควานเข้าไปในดักแด้ความรู้สึกของเธอ หลังจากเคยฝ่าด่านเข้าไปได้สองรอบ อีกครั้งในสำนักงานคัดสำเนา ท่อนเพลงดังขึ้นขณะคนที่นั่นไล่สายตาสำรวจโน๊ตแล้วยืนยันว่าเพลงที่จูลีอ้างถึงนั้นไม่เคยมี เธอคว้างกระดาษโน๊ตทิ้ง การออกจาริกในทำนองแกว่งเท้าหาเสี้ยนของคนเลอะเลือนช่วยคัดแยกความจริงโดยการขจัดเศษซากเกินความจำเป็นออกไป สุดท้ายก็เป็นดนตรีและบุตรสาวที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำของเธอ การตระหนักต่อสภาพการณ์ โน้มนำให้เธอลงมือชำระบาปครั้งสำคัญ เธอมอบลูกคนใหม่แก่ปาทริซและอุตสาหะแต่งดนตรีร่วมกับโอลิวิเยร์จนเสร็จสมบูรณ์ โดยท่ีในกรณีหลังนั้นเธอถึงขั้นบรรลุพันธกิจฉันท์คู่รักซึ่งเธอไม่เคยสมปรารถนากับปาทริซ

เช่นเดียวกับเวโรนิก เธอทุ่มสุดตัว เป็นภารกิจโบราณคดีทางอารมณ์เพื่อหาตัวตน เวโรนิกค้นพบภาคอื่นของตนเอง ส่วนจูลีประจักษ์แก่ใจถึงสิ่งที่เธออยากลืม ขนมในซองสีน้ำเงิน(ในสถาพเดียวกับที่แอนนายื่นออกไปล้อลมตอนต้นเรื่อง)คือเยื่อใยโยงเธอกับลูกสาวที่ตายไป ความหวังลมๆแล้งๆ บงการให้เธอสวาปามวัตถุธาตุต่างหน้าลูกสาวเหมือนอดอยากมาจากไหน สุดท้ายก็กลวงเกลี้ยง รสชาติของความเป็นจริงปลุกสำนึกต่อการขาดหายกลับมา ทุกการกระทำอาบไปด้วยพิษของความอาดูรและเดือดดาล

เธอเชื้อเชิญโอลิวิเยร์ให้มีเพศสัมพันธ์(เป็นการยืนยันว่าเขาปรารถนาเธอมาตลอด)เพื่อชดเชยความรู้สึกที่ขาดหายจากครั้งเคยมีสามีคอยทำหน้าที่ [น.272] ไม่มีการปูพื้นแรงจูงใจ มีแต่จูลีที่เข้าใจภาพรวมอยู่คนเดียว แต่ภายหลังจูลีก็สารภาพว่าเธอรักผู้เป็นสามีและข้อที่ว่าเขาก็รักเธอ ซึ่งกว่าจะตระหนักก็เมื่อเขาไม่อยู่แล้ว เข้าอีหรอบเดียวกับ เออร์ซูลาแห่ง No End และคารอล แห่ง White  การมีเพศสัมพันธ์กับโอลิวิเยร์อาจดูเป็นตีฟองสบู่ทางความรู้สึกในการพิสูจน์ความรัก ความทรงจำต่อสามี ทั้งที่อีกโสดหนึ่งกล้ำกลืนก็คว้าจับ’เสรีภาพ’  แรงจูงใจอาจจะดูซ่อนเงื่อน คลุมเครือ และหุนหัน ในแง่แรงจูงใจ แต่ในแง่การสะสางปัญหา โอลิวิเยร์ถือเป็นตัวเลือกเดียวที่เธอหมายมั่น เตียงวิวาห์ของเธอเปลือยเปล่า ขาวซีดเหมือนสุสาน โอลิวิเยร์หลบพายุบ้าคลั่งอันเป็นใจเบื้องนอกเข้ามาข้างใน ภาพโอลิวิเยร์ตกกระทบแบบแบ่งภาคอาจบอกใบ้ถึงความสับสนของเขาต่อเจตจำนงของการกระทำ และจิตใจที่แหลกสลายของจูลี การสะท้อนสามระนาบนัยได้ในกระบวนภาพเดียวส่งผลให้ระลอกดังกล่าวเป็นอึดใจล้ำภพ ส่วนที่เหลือของหนังเป็นการขยับขยายภาคประโลมโลกย์ของชีวิตจูลี เธอสั่งการขึงขังให้เขาเปลื้องผ้าและเดินเครื่อง ไม่มีการลังเล ไม่มีการถอนตัว แต่ก็เช่นเดียวกับเวโรนิก วีโรนิกา และ เออร์ซูลา ที่ได้ประจักษ์ว่าเพศรสไม่อาจเติมเต็มความรู้สึก เธอสะดุ้งตื่น กลัดกลุ้ม ปลอบใจตัวเองว่าการเข้ามาของโอลิวิเยร์จะเป็นยาครอบจักรวาล ทั้งที่ไม่ได้เกิดมรรคผลใดๆ ใจเธอไม่มีที่ว่างเหลือสำหรับเรื่องเจริญใจ เธอผลุนผลันออกจากบ้านไปด้วยความพื้นเสีย ลากข้อนิ้วมือระไปตามกำแพง ปลุกความรู้สึกของตนด้วยความเจ็บปวดเหมือนคนเสพติดการทำร้ายตัวเอง

ฝีภาพระยะใกล้มากสุดพริ้วและกินใจดังกล่าว กู่ก้องความระทมทุกข์จากก้นบึ้ง ผสมโรงกับภาพเลือดเนื้อชวนพลุ่งพล่านใจยิ่ง เอ็มมา วิลสัน(Emma Wilson) เล็งเห็นความเชื่อมโยงระหว่างฉากนี้กับฉากตัวละครเอกเถือแถกแขนกับกำแพงห้องใต้ดินหลังตื่นมาแล้วพบว่าคนรักชาวเยอรมันจากเธอไปแล้วใน Hiroshima, Mon Amour ของอแลง เรอเนส์(Alain Resnais) ควรกล่าวด้วยว่าเอ็มมานูแอล ริวา(Emmanuelle Riva) ผู้รับบทตัวละครหลักในครั้งนั้นให้เรอเนส์ ครั้งนี้มาสวมบทแม่ของจูลี

คาถาภาพแบบคีสลอฟสกีโผล่มาอีกครั้งตอนจูลีฝ่าออกมาจากความมืดของอุโมงค์อันเป็นสัญญาณการมาถึงปารีส พ่วงด้วยความแปลกถิ่น เหมือนจุติเป็นใครสักคนที่ว่างเปล่า ตั้งต้นใหม่ แรกๆ เธอก็ดูตื่นตูมอยู่บ้างก่อนจะค่อยๆปรับตัวในเวลาต่อมา เธอใช้ชื่อแม่บ้านลงทะเบียนเป็นผู้เช่าขอแค่ที่ซุกหัวนอน ปลีกวิเวก โดยเฉพาะจากเด็กๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือที่มีแผลสาหัสและยังหุ้มผ้าพันแผลไปสัมผัสโคมเกล็ดๆแก้วของลูกที่นำมาแขวนไว้ในห้องเช่า ชั่วอึดใจนั้นครบเครื่อง[น.273]ในความรันทด ชวนเห็นอกเห็นใจ และรู้สึกได้ว่าจูลีดำดิ่งมาถึงก้นบึ้งห้วงความรู้สึก หลังจากลอยเท้งเต้งมาระยะหนึ่ง

ลวดลายจินตนิยายปล่อยผีความก้องกลอนและความเพี้ยนพริ้วแห่งเวลามาสิงอยู่กับความหดหู่อาดูรของจูลี ในฉากแรกของเหตุการณ์ที่ร้านเครื่องดื่ม ทบแห่งผืนชั้นเวลา(multiple sheets of time)(ตามวาทะของสำนักเดอเลิช(Deleuzian))ทอดตัวอยู่ในภาพระยะใกล้ของกาแฟ อันที่จริงฝีภาพดังกล่าวเหมือนจะเป็นภาพหุ่นนิ่ง(still life) ที่ปราศจากการเพ่งเล็งวัตถุใดเป็นพิเศษ แต่การให้แสงและเรียบเรียงดนตรีประกอบ นั้นบันดาลความมีชีวิตแก่โมงยามนับแต่พระอาทิตย์ขึ้นและตกภายในรัศมีการเหวี่ยงตัวไปรอบถ้วยอย่างจวนมิจวนแหล่จะหลุดวงโคจรของขลิบเงา

นอกอพาร์ตเมนต์มีเสียงทะเลาะกันเอะอะ จูลีไม่เอามาเป็นธุระ เหมือนยาเส็กใน A Short Film about Killing แต่ด้วยสาเหตุที่ต่างกัน ยาเส็กไร้ยางอาย แต่จูลีอ่อนแอเกินกว่าจะเข้าระงับเหตุและสิ้นไร้ไม้ตอกทางจิตวิญญาณเกินกว่าจะเสียสละใดๆ ได้อีก ภาวะไม่มีแก่ใจดังกล่าวยังมีให้เห็นจากการที่เธอไม่สังเกตเห็นหญิงชราข้างถังพักของเหลือทิ้งกับขวดของหล่อนและวางตัวไม่ถูกเมื่อเจอเพื่อนบ้าน(มาขอให้ช่วยกันขับไล่คนจรจัดที่เข้ามายึดที่เกะกะระราน) หลังสงบศึกเธอค่อยคลายความรู้สึกผิดที่รุดออกจากอพาร์ตเมนต์ไปห้ามทัพช้าเดินการณ์ ลงท้ายในสภาพกลับตาลปัตรชวนสมเพชเมื่อต้องตกที่นั่งไร้หัวนอนปลายเท้าเสียเองเหมือนคนเร่รอนที่เธอไม่ได้หยิบยื่นความช่วยเหลือ เคว้ง ถูกกันไว้นอกอพาร์ตเมนต์ที่เธอเช่าอยู่ ในสภาพไร้ที่พักพิง

เธอยังจับพลัดจับผลูไปสอดรู้(ความตลบแตลงของเพื่อนบ้าน แต่ก็กลับตาลปัตรอีกตลบเพราะได้เพื่อนจากงานนี้เสียอย่างนั้น) เหตุการณ์เหล่านี้ผ่านเข้ามาบั่นทอนความสงบสุข(แบบดักแด้)ในชีวิตในอพาร์ตเมนต์ของทีละเล็กทีละน้อย แว่วเสียงดนตรีก็ยังรังควานอยู่อย่างนั้น แสงน้ำเงินเรื่อเรืองขึ้นมาทุกครั้งพอเธอหลับตา และจะหายไปตอนเธอลืมตา นับเป็นความยุ่งยากลำดับต้นในการอธิบายความหมายของแสงน้ำเงินจากแง่มุมของประกาศิตผู้เล่า

3color-blue-12

อดีตผุดพรายขึ้นมาอีกจากการเผชิญหน้ากับอังตวนในร้านกาแฟ ความวังเวงว่างเปล่ากรูเข้าจู่โจมทันทีในรูปการถลำสู่ความมืดของตัวหนังเหมือนผีผลัก กางเขนที่อังตวนตั้งใจนำมาคืนปรากฏแก่สายตาคนดูในระวางส่วนหน้าของภาพจากระยะใกล้มาก ไกลออกไปส่วนหลังคือภาพรำไรของจูลี เธอปลงแล้วว่าไม่มีสิ่งใดสำคัญ แม้แต่กางเขนนั่น นี่คือด้านกลับของการบากหน้ามีชีวิต เธอแจ้งกับผู้ดูแลที่พักว่าเธอว่างงาน เธอปฏิเสธกางเขนรวมถึงนัยของมัน ไม่ใช่เฉพาะสัญลักษณ์ของความศรัทธาซึ่งขาดกันไปแล้วกับเธอ แต่ยังรวมถึงการปวารนาตัวซึ่งเธอไม่อาจสมาทาน

[น.274]เรือนผมที่ลอยผลุบปริ่มผิวน้ำเอารูปทรงแน่ไม่ได้จากการหย่อนตัวไปคุดคู้ใต้น้ำในท่าตัวอ่อนนั้นประพิมพ์ประพายกับภาพของแม่ใน Mirror ของผู้กำกับทาร์คอฟสกี ปอยผมขยุมขยายเหมือนแหวกว่ายเองได้ แต่จูลีทั้งไม่ไหวติง และไม่หายใจ เป็นภาพที่ชวนอกสั่นขวัญแขวน จูลีลอยเคว้งหมิ่นเหม่อยู่ระหว่างความเป็นและความตาย

ความรู้สึกขัดแย้งยังมีให้สัมผัสในบทสนทนากับเพื่อนบ้านชื่อลูซิล พฤติกรรมซอกแซกไปทั่วอพาร์ตเมนต์ของจูลีสะท้อนความเป็นเด็กในตัวลูซิล พอเห็นโคมไฟแก้วผลึกลูซิลก็เปรยว่าตนเองเคยมีโคมแบบเดียวกัน และก็ชอบจ้องมองโคมเหมือนเด็ก หนังตั้งท่าจับผิดท่าทีสะดุ้งสะเทือนต่อความตายจากจูลี ในความแน่นิ่งกับท่วงท่าคุ้นราวรูปปั้น เธอประคองช่อดอกไม้ในท่าเดียวกับตอนงานศพลูกสาว ความทรงจำของลูซิลโบยร่องรอยรวดร้าวบนใบหน้าเธอ ยังมีส่วนที่น่าสนใจ ตรงการมาถึงของจุดเปลี่ยนในชีวิตลูซิล จูลีแสดงน้ำใจด้วยการไม่เข้าชื่อขับไล่คนจรจัด แม้เพราะความเฉื่อยแฉะมากกว่าเวทนา เหตุการณ์พัฒนามาถึงจุดนั้นได้เพราะการจับพลัดจับผลูหยิบยื่นความเอื้ออาทร กับ เงาลูกสาวที่โลดแล่นอยู่ในตัวลูซิล ทั้งที่บทสนทนาปักหลักอยู่ที่โคมไฟ แต่จูลีเล็งเห็นความพ้องพานหลายอย่าง(ดูท่าว่าพ่อของลูซิลคงเจ้าชู้หลายเมียอยู่) จูลีอดเป็นห่วงเป็นใยลูซิลไม่ได้ ลูซิลเองก็สนใจใคร่รู้ในตัวจูลี พวกเธอเป็นดวงวิญญาณที่บอบช้ำ จูลีกลับมามีชีวิตชีวาและเลิกกักขังตัวเอง (แม้ว่าในกาลต่อมาด้านมืดของลูซิลจะเป็นที่ประจักษ์)

ฝีภาพถัดมาจะเห็นใบหน้าอมทุกข์ของจูลีบิดเบี้ยว ลางเลือน หลุกหลิก อยู่ในเงาตกกระทบหลังช้อน ในร้านกาแฟที่เคยนัดเจอกับอังตวน เธอเคยเห็นคนเล่นฟลูตรายนี้ และก็คุ้นกับบทเพลงจากฟลูตนั่นด้วย อย่างกับเป็นผลงานของสามี(หรือไม่ก็เธอเอง)ไม่มีผิด ภาพก้อนน้ำตาลสี่เหลี่ยมในระยะใกล้กับท่วงทำนองฉุดหนังจมดิ่งไปในความหดหู่ที่แผ่ซ่าน และนัยทางดราม่า

กาแฟแทรกซึมเข้าไปในก้อนน้ำตาล เหมือนเป็นพลังสิงสู่ ภาพวัตถุธาตุบำเพ็ญตนประหนึ่งมีชีวิตถือเป็นลูกถนัดในระยะหลังของคีสลอฟสกี จูลีเข้าไปถามคนเล่นฟลูตถึงที่มาของเพลงที่บรรเลงไป เขาตอบว่าเป็นผลงานสร้างสรรค์ของตนเอง บังเอิญ? บางที่คีสลอฟสกีอาจชี้ว่านั่นเป็นลักษณะสากล ผู้คนแม้ต่างแต่ก็คิดออกมาเป็นภาพเดียวกันได้ สัญลักษณ์ที่[น.275]ที่เชื่อมมนุษย์ทั้งผองไว้ด้วยกัน จากอึดใจนั้นแม้ปมค้างใจที่ว่าเธอแต่งเพลงนั้นหรือเปล่าก็ยังขมวดอยู่เช่นเดิม แต่การพบพานกับนักดนตรีข้างถนนก็อาจเป็นนิมิตหมายที่ดีของการทวงถามคุณค่าของสิ่งที่ติดตัวเธอมาจากชีวิตเก่า นั่นคือ ดนตรี

ความทุกข์ระทมของจูลีนั้นถักทอซับซ้อนยิ่ง ดนตรีไม่เพียงปลุกสำนึกต่อตัวเอง ลูกหนูในอพาร์ตเมนต์แม้จะสร้างความตื่นตระหนก แต่ก็พวกมันก็ปลุกสัญชาตญาณความเป็นแม่ในตัวเธอขึ้นมาด้วย เธอถึงกับต้องกลับไปหาแม่บังเกิดเกล้า ระหว่างเธอพูดกับแม่สถานีโทรทัศน์ก็แพร่ภาพการกระโดดบันจีจัมพ์ คับคล้ายคับคลากับการดิ่งพสุธาอันเป็นภาพแรกที่เธอสัมผัสหลังฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาล ภาพการเคลื่อนไหวอย่างอิสระในจอเครื่องรับโทรทัศน์บ่มความรู้สึกขัดแย้งกับบรรยากาศการพูดคุยระหว่างเธอกับแม่ จะโดยพิษของอัลไซเมอร์หรือของโรคอื่นก็ตามที ความทรงจำที่ผู้เป็นแม่มีต่อลูกสาวคนนี้เลือนลางเต็มที จากความสะท้อนใจต่อสภาพของแม่ผสมโรงกับความตรอมตรมก่อนหน้าชวนให้คิดถึงการกอบกู้ตัวตนอันน่าสมเพช แต่แค่ใคร่ครวญถึงสิ่งต่างๆ ที่สูญเสียไป การฆ่าตัวตายก็กลับเข้ารุมเร้าจิตใจเป็นครั้งแรกนับจากออกจากโรงพยาบาล ช่วงหนึ่งของการพูดคุยหนังแทรกด้วยภาพส่วนศีรษะแม่บดบังเหมือนเกิด’คราส’กับริมฝีปากและดวงตาของจูลี ฟ้องว่ามีแค่เสียงพร่ำเลื่อนลอยออกมาเพราะผลของการสูญเสียความจำ จูลีแทบกลั้นใจตายเสียตรงนั่น

ความคิดมากมายประดังทับซ้อนอยู่ในภาพมนุษย์ลอยละลิ่วกลางหาว ไม่ครณากับผืนโลกและแรงโน้มถ่วง ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว การหวนไห้ถึงการฆ่าตัวตาย(เป็นอิสระจากโลกียธรรม)หรืออาจเป็นเสี้ยวความหวังจากการแข็งใจและพอมีลุ้นกับการได้สัมผัสอิสรภาพ ที่แน่ๆ อิสรภาพจากการกล้ำกลืนฝืนทนกลับกลายเป็นการทำคุณบูชาโทษ เปิดทางให้ความทรงจำอันเลื่อนลอยและทารุณจิตใจเข้ามาหลอกหลอน การสูญเสียความทรงจำของแม่ปลดปล่อยเจ้าตัวหมดเคราะห์หมดโศกไปอีกเปลาะ แต่กับจูลีถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว บ้าน ครอบครัว แหลกไปหมดแล้ว และประวัติศาสตร์ร่วมคือหายนะล่าสุด ช่างสวนทางกับเวโรนิกที่ได้พลังใจอักโขจากการกลับบ้าน แต่จูลีกลับบ้านเพื่อเผชิญความว่างเปล่า ความทรงจำเกี่ยวกับบ้านไม่เหลือแล้ว

สระน้ำคืนอิสรภาพและปลอบประโลมจูลีให้อยู่กับปัจจุบัน ลูซิลโผล่เข้ามาถามไถ่ว่าร้องไห้หรืออย่างไร เสียงดนตรีและความดำมืดกลับมาตามรังควาน  จูลีตอบไปว่าน้ำน่ะ(ย้อนรอยความเคลือบแคลงที่เคยโผล่มาในตอนท้ายของ Decalogue I) ถึงตรงนี้คีสลอฟสกียืมขนบขบขันมาขับเน้น (ลูซิล เห็นว่าจูลีอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า) จูลีในอิริยาบถดำผุดดำว่ายตามอำเภอใจสร้างความเพลิดเพลินเจริญใจแก่คนดูได้เพียงประเดี๋ยวประด๋าว ความตายด้านก็กลับมา ในจังหวะที่ลูซิลตั้งท่าจะปลีกตัวไป [น.276]ก็มีภาพเด็กผู้หญิงตัวเล็กตัวน้อยชักแถวกันมากระโดดลงสระแว่บเข้ามา ชวนให้แสลงใจทั้งลูซิลและจูลี ฝ่ายแรกนั้นมีปมด้อยจากวัยเด็ก และจูลี(และคนดู)ก็ตระหนักแล้วว่าการสูญเสียลูกตามรังควานถึงแหล่งกบดาน

ตามที่เกริ่นไว้ถึงไมตรีจิตที่ลูซิลยื่นให้จูลี อย่างการช่วยเก็บกวาดสภาพความเละเทะจากมหกรรมการไล่ล่าหนู ของแมวที่จูลีเลี้ยงไว้(และลงท้ายเธอก็รู้สึกผิด) แต่อันที่จริงลูซิลก็มีเหตุให้ต้องพึ่งจูลีเหมือนกัน เธอสนุกไปวันๆ มาชั่วชีวิตและเพ่นพ่านไปทั่วห้องพักของจูลีเป็นเด็กๆ คว่ำบาตรเสื้อชั้นใน พอใจกับความใคร่เรื่อยเปื่อย เหมือนคนรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างอันนาแห่ง Decalogue IV โดยเฉพาะอย่างยิ่งวีรกรรมการเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพ่อ

งานด้านภาพของยิดเซียก(Sławomir Idziak)รุ่มรวยทุกย่างก้าว แค่ภาพประกอบเสียงสัญญาณโทรศัพท์เรียกเข้าถึงกับต้องเป็นตัวเมืองปารีสในความพราวพร่าง มนุษย์หน้าไหนก็โทรศัพท์เพื่อติดต่อกับใครสักคน มีเพียงเสียงสัญญาณแต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนต่อสาย และเจ้าของเครื่องปลายสายคือใคร เรารู้จากปริบทอภิปรัชญาและทิศทางการเล่าของอึดใจนั้นว่าใครสักคนกำลังต้องการติดต่อใครอีกคน ต่อมาจึงที่ประจักษ์ว่าลูซิลเป็นคนต่อสายไปปลุกจูลีที่ปลายสาย พฤติกรรมอยู่ไม่สุขของลูซิลนั้นมีต้นสายปลายเหตุ และลับหลังลูซิลก็ไม่ได้เริงร่าน่าเอ็นดูเอาเสียเลย

พ่อของลูซิลโผล่มาที่สถานบันเทิงเปลื้องผ้าที่ลูซิลมาเต้นหาลำไพ่อยู่ เธอขวัญหนีดีฝ่อ ลนลาน และ อยากได้การปลอบโยนจากจูลี เราเพิ่งเฉลียวใจขึ้นมาว่าแม่ของลูซิลไปอยู่เสียที่ไหน เล่าเหตุการณ์บ้าบอคอแตกให้จูลีฟังไป เธอก็ยั่วสวาทคู่เต้นไปด้วยโดยไม่ขาดตกบกพร่อง กล้องได้ทีบ่ายหน้ากลับไปกลับมาเพื่อกวาดภาพคู่เต้นที่อยู่ห่างออกไปด้านหลัง มาคั่น(เชื่อม)ฟระหว่างผู้หญิงสองคนที่กำลังคุยกันอยู่ในระวางส่วนหน้า การแสดงยังเดินหน้าต่อไป คล้ายปวารณาตัวเป็นส่วนนำเสนอในพิพิธภัณฑ์ความปรารถนาที่แหลกลาญ พลิกผัน และว่างเปล่า จูลีซักไซ้ต้นสายปลายเหตุที่ลูซิลมาเต้นเปลือย คำตอบที่ได้ก็คือ ความชอบในสิ่งที่ทำ และความเชื่อว่าลึกๆ แล้วคนอื่นๆก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ความเชื่อมั่นดังกล่าวขัดแย้งกับท่าทีเมื่อเจอสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน และจูลีก็ไม่เชื่อแม้แต่น้อย ตัวจูลีเองยังจำได้ขึ้นใจว่าการร่วมรักกับโอลิวิเยร์ในคืนสุดท้ายที่บ้านหลังเก่านั้นไม่ได้ปลดเปลื้องความปรารถนาในระดับจิตวิญญาณแต่อย่างใด

ณ พิพิธภัณฑ์แรงปรารถนาเดียวกัน จูลีได้พบชู้รักของสามีเป็นหนแรกผ่านจอโทรทัศน์ จู่ๆ ความก็มาแตก จากอีกด้านของอดีตที่หลบซ่อนจากความรับรู้ของเธอมาตลอด เช่นเดียวกับที่ก็เพิ่งตระหนักว่าเธอตัดไม่ตายขายไม่ขาดกับงานดนตรีที่พยายามสาปส่ง [น.277](ผู้ตีพิมพ์ยังเก็บสำเนาลับไว้) ข้อมูลใหม่สุดแสนทารุณจิตใจมากับโทรทัศน์เช่นเดียวกับเสี้ยวเวลาสำคัญตามตำรับคีสลอฟสกีหนอื่นๆ

หนังให้ความสำคัญค่อนข้างมากกับความมุ่งมั่นของโอลิวิเยร์ที่จะแต่งเพลงให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ หลังจากใจสลายเพราะจูลี หลังจากสะกดรอยตามจูลีไปถึงร้านดื่มกินก่อนหน้านี้ และดูทีท่าแล้วจูลีเหมือนจะกรวดน้ำคว่ำขันกับงานเพลง โอลิวิเยร์ยืนกระต่ายสามขาว่าตั้งใจมาเคี่ยวเข็ญให้จูลีเลิกตั้งป้อมกับความต้องการ หันมากอบกู้และแต่งเพลงต่อ แม้จะต้องผจญความเจ็บปวดใจ บอกมาคำเดียวว่า “อยาก” หรือ”ไม่อยากแต่ง” บอกกันสักนิด จะเป็นไร อย่ามัวแต่หนีหน้ากัน

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นที่อพารต์เมนต์ของโอลิวิเยร์ การพูดคุยเกี่ยวกับงานเพลงล่มไม่เป็นท่า จูลีฟาดงวงฟาดงาใส่ไบเบิ้ลสำนวนเก่าบนชั้นหนังสือ แต่กลับเจอบันทึกเกี่ยวกับงานเพลงซุกอยู่ในนั้น งานเพลงดัดแปลงจากงานบทร้องว่าด้วยความรักของเซ็นต์ปอล(St.Paul)ที่อยู่ในบทที่ 13 ของโครินเธียน 1(Corinthians) เนื้อท่อนประสานเสียงเป็นภาษากรีกดั้งเดิมนั้น บรรยายขุมข่ายการถ่ายทอดของหนังไว้หลายเรื่องด้วยกัน และเมื่อมีการขับขานก็บอกกล่าวถึงการชำระสะสางปมต่างๆ ในหนัง เนื่องจากมีการจาระไนถึงพระมหิทธานุภาพ พระมหากรุณาธิคุณ การบำเพ็ญเพียร และบารมีธรรมอันหาที่สุดที่ได้เอาไว้ จึงสมควรนำเนื้อเพลงพิจารณามาพิจารณาในที่นี้ เพราะจูลีก็ซมซานต่อสู้อยู่กับมารผจญสามัญจากความยอกย้อนราวปาฏิหาริย์ จึงยังมีบุญบารมีคอยปกปัก
“ไร้ซึ่งความรัก ต่อให้อมพระมาพูด ก็เลื่อนลอยกร่อยกร่าง ต่อให้ครองทิพย์ประทาน ต่อให้มีญาณสว่าง ล้างอวิชา ต่อให้มีศรัทธาแกร่ง แปลงภูยักษ์ ไร้ความรัก ก็ไร้ความหมาย รักคือความอดกลั้น รักคือเมตตา ปล่อยวางทุกอย่าง มุ่งหวังทุกสิ่ง รักไม่มีพ่าย ศาสดาพยากรณ์มีวันพลาด ลมวาทะอาจขาดห้วง ความรู้อาจกลายกลวง ดังนั้นพึงยึดมั่นในศรัทธา ความหวัง และความรัก ในบรรดานี้ รักยิ่งใหญ่เหนือสิ่งใด”

เสียงเพลงและความมืด(การชั่งใจและการก่อกวน)กลับมายึดพื้นที่ทันทีตามไม้ตายคีลอฟสกี พลันที่โอลิวิเยร์เลียบเคียงจูลีว่าจะเอาอย่างไรกับฝ่ายเมียเก็บ จวบจนฉากเหตุการณ์อื่นผ่านเข้ามาอีกไม่ต่ำกว่า 2 ระลอกเธอก็ยังคิดไม่ตก จนไม่รู้ตัวว่ากำลังซมซานไปพึ่งศาลซึ่งกำลังพิจารณาคดีคารอลแห่ง White ความเกี่ยวดองเล็กๆน้อยๆ นี้จะเรียงตัวเป็นภาพใหญ่ของความคิดที่ว่าจูลีและคารอลเคยโคจรมาเจอกัน และตระหนักว่าพวกเขามีจุดร่วมตรงการมีชีวิตที่ผ่านเรื่องผกผันมากมาย

กล้องบ่ายหน้าเชื่องช้าและแต่ไม่มีชะงัก ราวกับพิธีศพ เผยทุกตารางนิ้วอันเงียบงันของสระน้ำในรัศมีมุมกวาด หลังอึดใจที่ยาวนานแทบชั่วกัลป์ จูลีที่[น.278]ที่กลับมาคิดตัดช่องน้อยอีกครั้ง หย่อนตัวแทรกผิวน้ำ ฮุบอากาศเต็มเฮือก ฝีภาพถัดมาจะเห็นเธอกลับไปหาแม่ หนนี้ไม่มีคำพูดกินใจใดๆ

เธอแค่ไปเฝ้าสังเกตอากัปกริยาของแม่ขณะดูโทรทัศน์ บนจอมีภาพนักกายกรรมเดินเชือก(เดินอากาศโดยเลี้ยงตัวอยู่บนเส้นเชือกที่แกว่งไกว) จูลีรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในภาวะหมิ่นเหม่เช่นกัน เหมือนเลี้ยงตัวอยู่บนกระดานหกความเป็นและความตาย หันรีหันขวางอยู่ตรงทางแพร่งจริยธรรม เรามารู้ในภายหลังว่าลึกเข้าไปข้างในใจเจ้าของใบหน้าที่ความสองจิตสองใจยังทิ้งร่องรอยไว้ การตกลงใจได้เกิดขึ้นแล้ว

“ถ้าเผาไปตั้งแต่ตอนนั้น ก็คงไม่รู้เรื่อง” เธอเปรยกับโอลิวิเยร์หลังการปรากฏตัวของแฟ้มสีน้ำเงิน และเรื่องมงคลที่แฝงอยู่กับเรื่องน่าขมขื่นที่ปิดลับมานาน เธอลงมือแต่งท่อนที่เร้าใจที่สุดของบทเพลงร่วมกับโอลิวิเยร์ จนแล้วเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว ฟาน บือเด็นมาเยอร์ถูกอุปโลกขน์ขึ้นมาเป็นคีตกวีให้คีสลอฟสกีได้อำไพรสเนอร์นักสร้างดนตรีประกอบคู่บุญเล่นอีกคำรบ การไล่จับภาพสัญลักษณ์ทางดนตรีจากระยะใกล้สร้างอัตราเร่งแก่เรื่องราว ฝีภาพยาวมากมุมกว้างเก็บบรรนากาศการทุ่มเทถ่ายหลอมกับภาพนามธรรมเลือนลางขณะทั้งสองดื่มด่ำกับแรงบันดาลใจ ภาพนามธรรมยังทำหน้าที่ลากแนวปักปันทางอภิปรัชญาบ่งชี้จุดเริ่มต้นเพื่อการกลับมายืนหยัดของจูลี

จูลีใจถึงขนาดยกบ้านซึ่งตัวตนของเธอลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่นให้ศัตรูหัวใจเพื่อเป็นการอโหสิกรรมและแผ่เมตตาไปยังเลือดเนื้อเชื้อไขของสามีเธอ และผู้เป็นแม่ที่เล่นไม่ซื่อกับเธอ บรรยากาศของฉากและการสวมบทบาทการแสดงของจูลี บิโนชบิกอยู่ในทีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตกลงปลงใจเช่นนั้น หนำซ้ำหนังยังทิ้งทวนส่วนนี้ด้วยสภาพกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก และชวนให้จดจำแต่ความเจ็บช้ำที่ซ่อนไม่สนิท หน้าชื่นอกตรมกันไป

โอลิวิเยร์ในมาดสุดสง่า บารมีจับถึงขั้น มีภาพตกกระทบบนฝาครอบเปียนโน ยืนกรานว่าความดีความชอบเหนืองานเพลงต้องแบ่งกันละครึ่ง จูลีต้องออกหน้ายืดอกรับเกียรติจารึกชื่อในฐานะเจ้าของผลงานร่วม และก้าวไปข้างหน้าด้วยตัวตนใหม่ที่ผ่านการเจิมจากสาธารณชนแล้ว มีเพียงด้านหลังของจูลีปรากฏแก่ภาพตลอดการสนทนาครั้งนี้ คีสลอฟสกีตั้งใจจับภาพเธอจากมุมดังกล่าวเพื่อบอกใบ้ถึงการเริ่มต้นใหม่ จนกระทั่งใกล้สุดระลอกการเล่าเธอถึงได้หันหน้ามาสู้กล้องเผชิญหน้ากับโลกอย่างผ่าเผย หมองไหม้แต่ก็กล้าเริ่มใหม่ ฝีภาพสุดท้ายตั้งต้นด้วยท่วงทำนองเจริญสติ กล้องโผขึ้นไปหาโคมระย้าเกล็ดแก้วสีฟ้า ม่านระย้าบดบังใบหน้าจูลีไว้หมด เหมือนว่าเอาตัวเข้าแลกหมดหน้าตักๅ

ท่วงทำนองปล่อยวางสร้างความพิเศษแก่ระลอกสั่งลาเริ่มต้นอย่างไว้ลาย ในท่วงทำนองเจริญสติ เสียงร้องประสานบท 1 โครินเธียนส 13(1 Corinthians 13)กระหึ่มจากความดำมืด พริ้ว ลื่นไหล เหมือนตัวละครทั้งหลายข้ามเวลามาคืนสู่เหย้า ทั้งหมดล้วนผ่านการต่อสู้เพื่อเสรีภาพทั้งเหมือนและต่าง แต่ทั้งหมดฝากผีฝากไข้สถานการณ์ไว้กับความรัก แม้ว่าในกรณีนี้ยากจะสรรหาพระวจนะสำเร็จรูป[น.279]มาช่วยให้ปลง เพราะหลายเรื่องก็ยังค้างคา จูลีร่วมรักกับโอลิวิเยร์ บานหน้าต่างเป็นเหมือนผืนผ้าใบรองรับภาพนามธรรมจากการบดเบียดโดยใบหน้าจูลีและอากัปกิริยาของทั้งคู่ ภาพอังตวนตื่นนอนแต่เช้ามืดไหลเข้ามา เขาพลิกจี้รูปกางเขนที่จูลีทิ้งไว้ให้ไปมาพลางครุ่นคิด ไม่มีที่มาที่ไปของเขาให้รับรู้ มีเพียงคำถามที่เกิดขึ้นในใจจากเหตุการณ์ที่พบเห็น และสัญลักษณ์แห่งศรัทธาย่อมเป็นหลักยึดเหนี่ยวแก่เขาได้บ้างในการค้นหาคำตอบ

แม่ปรากฏตัวจากหลายระนาบทั้งทางตรงกับการดูโทรทัศน์ไปตามประสา แต่ภาพแม่ที่ตกกระทบบนบานหน้าต่างนั้นเหมือนมองสวนกล้อง ลูซิลปลงไม่ตก หน้าบอกบุญไม่รับอยู่ในโรงระบำเปลื้องผ้า กล้องบ่ายหน้าข้ามไปจับภาพชีวิตใหม่กำลังออกมาลืมตาดูโลก ลูกของปาทริชที่เกิดจากซองดรีนเมียเก็บกับใบหน้าอันเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ทิ้งทวนด้วยภาพแก้วตาจากระยะใกล้ เหมือนตอนรับการทักทายจากใครบนโลกเป็นคนแรกหลังจูลีประสบอุบัติเหตุ แต่หนนี้ภาพในนั้นเป็นแผ่นหลังเปลือยเปล่าของจูลี เจ้าของแก้วตาอาจเป็นโอลิวิเยร์หรือพระเจ้าก็ได้ แต่ที่เข้าเค้าที่สุดน่าจะเป็นจูลีมองเห็นตัวเองเดินจากไป(เปลื้องจนไม่เหลือตัวตน) และนับเป็นครั้งแรกที่เธอชื่นชมตัวตนที่ผ่านการเยียวยาได้อย่างสนิทใจ ฝีภาพสุดท้ายจะเห็นเธอร้องไห้กับหน้าต่างช่องทางสู่โลกภายนอก

ยากที่จะคาดเดาว่าท่าที ณ อึดใจนั้นของจูลีมีความหมายใด หรือไม่ควรจะนำไปโยงกับเรื่องใด ความอาดูรนั้นซับซ้อน งานของคีสลอฟสกีหอบหิ้วเราไปผจญกับความอาดูรในหลายมิติ เรื่อรอยยิ้มในตอนท้ายของจูลีอาจบอกใบ้ถึงสภาพจิตใจที่เปลี่ยนไปในทางบวก แต่ก็อย่างว่า นี่ไม่ใช่หนังสือนิทานภาพ ริ้วสีน้ำเงินโรยตัวจากส่วนล่างกลืนกรอบภาพสู่สภาพนามธรรม เงาไม้เบื้องนอกทาบซ้ำ หนังปิดผนึกความคลุมเครือด้วยแว่บสุดท้ายเป็นจอสีน้ำเงินล้วน รองรับรายชื่อคณะทำงาน ไม่ต่างกับม่านที่คลี่ปิดความคลุมเครือ สีน้ำเงินลานตาอาจไม่มีคำตอบไขเรื่องราวทั้งมวลแก่คนดู แต่ก็เป็นที่ฝากฝังความรู้สึกจากก้นบึ้งสุดแต่คนดูจะระบาย ดนตรีบรรเลงพยักเพยิดว่าความรักบันดาลเสรีภาพได้ แม้แต่ใน the First Epistle ของนักบุญจอห์นยังกล่าวไว้ว่า”ไม่มีความกลัวในความรัก รักแท้ขับไล่ความกลัวได้ด้วยซ้ำ”

(มีต่อ)

แปลจาก
Kickasola, Joseph G. 2004. The Films of Krzysztof Kieslowski: The Liminal Image. New York: Continuum.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: