enyxynematryx

เนื้อนาบุญของเนื้อหนังมนุษย์

leave a comment »

ในความพยายามประยุกต์หนึ่งในงานเขียนได้รับการหมายหัวว่า”เล่าผ่านหนังไม่ได้”ให้ไปโลดแล่นบนจอ ชาร์ลี คอฟแมน(Charlie Kaufman) และสไปก์ จ็อนซ์(Spike Jonze)แปรสภาพงานเขียนของซูซาน ออร์ลีน(Susan Orlean) เรื่อง The Orchid Thief เป็นมหกรรมการเสียดเย้ยกระบวนการดัดแปลงหนังสุดพิสดารในชื่อ Adaptation(ออกฉาย ค.ศ.2002) หลังจากช่วงโปรยหัวกับเหตุการณ์ตอนคอฟแมน(รับบทโดยนิโคลาส เคจ)ถูกปรามไม่ให้เข้าไปตอแยกองถ่าย Being John Malkovich(ออกฉายค.ศ.1998) หนังก็เข้าสู่อารัมภบทกับการปะติดปะต่อความเป็นมาของดาวเคราะห์โลกจนกระทั่งคอฟแมนลืมตามาดูโลกแบบรวบรัดโดยสืบสาวย้อนหลังไปตั้งหลักไม่ไกลเกินกว่ายุดแบ็คทีเรียถือกำเนิด ต่อด้วยอุกกาบาตถล่มโลกปิดฉากยุคไดโนเสาร์ครองพิภพ ยุคน้ำแข็งผ่านมาและผ่านไป ตบท้ายด้วยภาพช่องคลอดระยะใกล้มากขณะบ้วนชีวิตใหม่ออกมาตามตำรับแบร็กเคจ(Brakhagian) นับเป็นการเปิดเรื่องสุดละลานตา ชักแม่น้ำพงศาวดารล้านตำรับ และเหิมเกริมยิ่ง ดังที่คอฟแมนเปิดใจในฉากถัดมาว่าเป็นการอวดอุตริไม่เข้าเรื่อง งานเขียนของออร์เลียนนั้นไร้การปรุงแต่งเพื่อสร้างอรรถรสและโดยเนื้อแท้แล้วก็ปราศจากปมเหตุ พัฒนาการของตัวละคร หรือแก่นสารความรู้สึกนึกคิดตามประสามนุษย์ องค์ประกอบพื้นฐานของงานหาส่วนที่ลงรอยกับประเพณีนิยมการเล่าเรื่องเชิงภาพยนตร์ได้น้อยมาก นอกจากธาตุแท้ที่กล่าวมา หนังท้าให้ขบคิดในแง่เป็นกิจกรรมตะลุยฝ่าปริศนาธรรมข้อใหญ่ของชีวิต มนุษยภาพ และจักรวาล ในเชิงวิภาษวิธีโดยผู้ดัดแปลงงาน และมุดย้อนเข้าสำรวจความหลงระเริงและการเสแสร้ง

Under the Skin เป็นผลงานชิ้นแรกในรอบทศวรรษของผู้กำกับโจนาธาน เกลเซอร์(Jonathan Glazer) โดยดัดแปลงจากนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อเดียวกันของไมเคิล เฟเบอร์(Michael Faber) จากความขึ้นชื่อในด้าน สุดวิสัยจะเล่าออกมาเป็นหนัง เมื่อมาเป็นหนัง ในนาทีแรกๆ เกลเซอร์จึงปวารณาตนเป็นผู้สืบสันดานสแตนลีย์ คูบริก เดาใจว่า the Millennials จะอึงมี่เพียงใด ในระลอกการเล่าที่ชวนให้นึกถึงผลงานมิวสิกวิดีโอ All is Full of Love ของบเยือร์ก งานตำรับคูบริกฝีมือผู้กำกับชาวอังกฤษรุ่นหลังคริส คันนิงแฮม(Chris Cunningham) กับการหลากบ่าเหนือพื้นหลังว่างเปล่า มืดสนิทเหมือนฝันร้าย ภาพขาวและดำผุดขึ้นจากกลางจอและวงขยายด้วยความยาวรัศมีเท่ากันทุกด้านจนกลืนกลบจดขอบภาพทุกด้าน ในลักษณะเดียวกับผึ้งแตกรัง ท้ายสุด มีการแทรกภาพเลียนแบบภาพแถบสีหลากหลายพาดผ่านตาที่เบิกโพลงของเดฟ โบวแมน(Dave Bowman) ณ ปากประตูดวงดาว โดยมาในคราบอณูแสงโลหะมันวาวเรืองสกาวบนเหลื่อมหมวกนิรภัยดำขลับของนักบิดมอเตอร์ไซค์ขณะแล่นฉิวฝ่าทางหลวงยามค่ำในกลาสวีเจียน(Glaswegian)

un-skin-1เกลเซอร์ใช้ความแยบคายวางค่ายกลความตื่นตะลึง วูบวาบฉับไว ตระการตา ลับเฉพาะ ครบถ้วนทั้งที่เป็นแค่ส่วนเดียว ไว้รอท่าคนดู เขาย้อมใจคนดูจนอดใจไม่ไหวที่จะกระโจนเข้าร่วมการผจญภัยทางอภิปรัชญา ต่อให้ต้องพลีตนเป็นส่วนหนึ่งเรื่องราวเพื่อไปให้ถึงหน้าสุดท้ายของเทพนิทาน โดยที่เนื้อหาก็ไม่ได้เที่ยงตรงแต่กลับจะหน้าไหว้หลังหลอกยามอยู่บนจอ หรืออีกทีก็ตบตาด้วยกลไกสร้างภาพพิเศษ เกลเซอร์รื้อปรับโครงสร้างงานเขียนที่ไม่มีทางสร้างเป็นหนังชนิดขุดรากถอนโคน และผสมผสานเข้ากับเกร็ดต่างๆ หลอมขึ้นมาเป็นงานปลดปล่อยความอหังการในทางสังคมวิทยา ธาตุแท้เบื้องหลังความคลั่งกุศลจิต มือถือสากปากถือศิลของชาดกว่าด้วยชนชั้น การใช้แรงงาน ความน่าสะพรึงกลัวของอุตสาหกรรมเนื้อ ขับเคลื่อนโดยสำเนียงบ่นพล่ามของสิ่งมีชีวิตสารรูปเหมือนกวางจากดาวเคราะห์อื่น จนพัฒนาเป็นงานนามธรรมของการลอกคราบวัย(coming-of-age)

ลอรา(Laura) รับบทโดย สการ์เลตต์ โยฮันสัน(Scarlette Johansson) เป็นมนุษย์ขึ้นมาในคราบอีสาวสุดอวบอิ่มยวนตา กิจวัตรของเธอมีเพียงประการเดียวคือล่อลวงผู้ชายมายังรังให้มากที่สุดเท่าที่จะลากมาได้ เพื่อชวนชายเหล่านั้นลงแช่ตัวในอ่างสารเหลวสีดำ ก่อนจะลอยตัวแผ่สองสลึงเหมือนวัตถุแช่อิ่มในน้ำยาฆ่าเชื้อที่ผ่านการบริกรรมคาถาจากดาเมียน เฮิร์สต์(Damien Hirst) สุดท้ายของเหลวที่กระฉูดออกมาจากร่างเหล่านั้นจะถูกดูดเข้าสู่ท่อน้ำเลี้ยงที่ชวนหลอนเคลิ้มที่สุดในเอกภพ เธอปฏิบัติภารกิจดังกล่าวด้วยความช่ำชอง  ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่จนแทบทั้งเรื่อง จนกระทั่งจู่ๆ กิจการก็ยุติลงในฉับพลัน ไม่ว่าความเด็ดเดี่ยวนั้นจะเป็นเพราะได้มาเจอชายหนุ่มคนหัวอกเดียวกัน เปล่าเปลี่ยว ไร้การปรุงแต่ง ใสซื่อหลบในหลายซับหลายซ้อน(รับบทโดยแอดัม เพียร์สัน(Adam Pearson)ตัวละครหลักจากละครชุดที่ใช้ลอนดอนตอนใต้เป็นฉากหลัง) หรือ เพราะถึงวัยอันควรของเด็กสาวก็ตามแต่ ลอราปล่อยเหยื่อ และ ล้มเลิก ก่อนที่คนดูจะรู้วัตถุประสงค์อันที่จริงของภารกิจด้วยซ้ำ จากนั้นก็ออกผจญโลกเพื่อเรียนรู้ว่าเนื้อตัวเธอใช้การในเรื่องพรรค์ไหนได้บ้าง และเหตุใดหนุ่มๆ ถึงได้ว่านอนสอนง่ายเมื่อเผชิญกับเรือนร่างของเธอ

จากความพีถีพิถันในการบ่มเพาะลูกเล่นตัดตอนการเล่า(anti narrative)ตามคาถาอว็องต์การด์ ผ่านความร้ายกาจของสิ่งมีชีวิตนอกโลกเพศหญิงในครึ่งเรื่องแรก ครึ่งหลังกลับทิ้งขว้างลีลาเนิบนาบนั้นราวกับเป็นการข่มใจทางสุนทรียะ จุดเปลี่ยนอยู่ตรงการหันมาให้นำ้หนักอย่างติดประดักประเดิดกับการเรียนรู้ภาวะความเป็นมนุษย์ของลอรา ไม่เพียงประดักประเดิด แต่ต้องนับเป็นความผิดพลาด ที่ปฏิเสธเสียงแข็งมาตลอดในเรื่องการหลอมสร้างตัวละครเป็นอันหมดกัน ทั้งยังส่งผลให้พฤติกรรมและภารกิจในชั่วโมงแรกของเธอดูผิดธรรมชาติและไร้น้ำใจ ก็ไม่แน่ว่าภาพรวมอันเต็มไปด้วยข้อกังขาจากอาการดันทุรังลูบหน้าปะจมูกจะขับเคลื่อนหนังไปได้ตลอดรอดฝั่ง เมื่อขาดหายจังหวะจะโคนแบบอ่อยเหยื่อแล้วตวัด ภาพฆาตกรเหี้ยมหาญริอ่านเอาใจเขามาใส่ใจเราไม่เพียงส่อแววการเสียศูนย์ หากยังไม่เข้าเรื่องกับการส่งสัญญาณว่าลอราเป็นตัวตายตัวแทนในแบบน้ำนิ่งไหลลึก การณ์กลับกลายเป็นว่าเบื้องหลังลอราไม่เพียงผ่านการออกแบบรูปโฉมภายนอกให้เหมือนมนุษย์ แต่เธอผ่านการฝังหัวให้รู้สึกนึกคิดเยี่ยงมนุษย์ จึงอาจไม่ใช่ความบังเอิญที่สภาพความซับซ้อนทางศีลธรรมดังกล่าวก็เป็นศูนย์กลางของแนวคิดว่าด้วยตัวตนของ HAL 9000 และตัวงาน A.I. Artificial Intelligence (งานค.ศ.2001)ด้วยเช่นกัน

เกลเซอร์นั้นฝักใฝ่กับการเล่นกลตบตาผ่านโยงใยระหว่างสภาพภายนอกกับภายใน ความคิดและความรู้สึก มาตั้งแต่ในงานสองชิ้นก่อนหน้านี้ จากเรื่องราวของเด็กชายวัย 10 ขวบที่พยายามเกี้ยวพาราสีผู้หญิงแปลกหน้าใน Birth (งานค.ศ.2004) ด้วยการปั้นเรื่องเป็นคุ้งเป็นแควว่าตนเป็นสามีของเธอที่กลับชาติมาเกิด ไม่มีมนุษย์ต่างดาวหรือหุ่นยนต์อัจฉริยะมาเกี่ยวข้องก็จริงแต่แนวทางในการหักหาญความรู้สึกนั้นมาในกระบวนท่าสร้างความหวาดระแวงแบบเดียวกันไม่มีผิด หายใจไม่ทั่วท้องกับลูกเล่นตบตาสารพัด ในงานของเกลเซอร์นั้นสารสนเทศที่ยังลื่นไหลเป็นที่ไขว่คว้านั้นสำคัญที่อยู่ในการครอบครองซึ่งมักเป็นผลจากการฉ้อฉล ลอราผู้ไม่รู้เส้นสนกลในสัญชาตญาณความเป็นแม่จากเพศสภาพหญิงของตน ไม่สะทกสะท้านใยดีกับเสียงทารกร้องลั่นชายหาดบาดห้วงความรู้สึก หลังจากเธอสังหารพ่อแม่ของเด็ก ภายหลังกลับมีแก่ใจเห็นอกเห็นใจผู้อื่น สร้างความฉงนแก่ตัวหนังเป็นมากในแง่พัฒนาการทางญาณวิทยาของคนๆ หนึ่งว่าเกิดจากความเข้าใจและรู้จักความสงสาร(คงบ่มเพาะอยู่ข้างในตั้งแต่ได้เจอชายพิการ) หรือเป็นธรรมชาติของการอยู่ในจักรวาล(นี่อาจเป็นขุมข่ายการบรรเลงของเกลเซอร์ที่ผิดแผกจากต้นฉบับนิยายมากที่สุด เฟเบอร์นั้นเฉลยไว้ชัดเจนในนิยายว่าไม่มีคำว่า สงสาร อยู่ในสารบบภาษาแม่ของมนุษย์ต่างดาว)

สุดท้ายก็ไม่มีธงคำตอบใดเข้าทางปืนข้อสรุปแก่บทอวสานแล้งน้ำใจของเกลเซอร์ ส่วนพวกรอเสพรสศิลป์ก็คงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับการโผเข้าซบฐานที่มั่นอิตถีนิยมในฝีภาพสุดท้าย เกลเซอร์คงได้รับแรงบันดาลใจจาก À ma sœur!(Fat Girl)(งานค.ศ.2001)ของผู้กำกับกาเตอรีน แบรญาต์(Catherine Breillat) มากพอๆ กับงานเขียนของเฟเบอร์) โดยอยู่ในรูปมิติที่แฝงอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานของหนัง ดูยังไงก็ไม่ใช่ดินแดนนิรนาม แต่การที่ผู้กำกับเล่นหักด้ามพร้าด้วยเข่าแทงกั๊กเสียดื้อๆ เช่นนั้นก็ย่อมสร้างความพะอืดพะอมเป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวงานตั้งลำทะยานไต่ระดับไปถึงขั้นอุดมการณ์และกรอบงานที่ครบครันด้วยขุมข่ายการบรรเลงเต็มสูบแล้ว จากที่หวังกินรวบ จึงกลายเป็นเสี่ยงจะคว้าน้ำเหลว ความอหังการสุดอลังการของเหลเซอร์ทิ้งเพียงท่อนสร้อยจับใจไว้ให้เรา กับภาพเถ้าซากร่างที่ยึดมาใช้ชีวิตของลอราปลิวเหมือนเกล็ดหิมะไปในภูมิทัศน์ของสก็อตแลนด์ วกกลับไปสู่สาระที่เฟเบอร์วางไว้ และเป็นหนึ่งในไม่กี่ใจความหลักที่สะท้อนถึงการเข้าสู่ดุลยภาพทางศรัทธาของเกลเซอร์ สับแนวทางการเล่ากลับไปสู่อภิปรัชญาอันเป็นจุดเริ่มต้นของหนัง ปริศนาและความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวงในตัวลอราทอดตัวอยู่ในเปลวเพลิง เถ้าสู่เถ้า ธุลีสู่ธุลี อณูสู่อณู มุมมองต่อมนุษย์ต่างดาวที่มีต่อเธอเลือนลบไปพร้อมสังขารที่แตกดับ และโลกที่แปลกกลิ่นและเป็นแหล่งอาหารก็ตอบแทนเธออย่างสาสม ด้วยการเป็นฝ่ายกลืนกินเธอบ้างอย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

under-the-skin-movie-poster

แปลจาก

Williams, B. ‘Under the Skin’, http://cinema-scope.com/currency/skin-jonathan-glazer-uk

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: