enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี [น.200-210]

leave a comment »

Decalogue V และ  A Short Film about Killing

A Short Film about Killing และ A Short Film about Love คืองานขนาดยาวที่คีสลอฟสกีดัดแปลงจาก  Decalogue V และ VI ตามลำดับ  จริงอยู่ที่ว่าการมาถึงของงานขนาดยาวไม่ควรไปสร้างภาระในการตีความงานขนาดสั้นอีกตลบ  และก็ไม่ควรด่วนสรุปว่าความยาวที่เพิ่มขึ้นคือโอกาสจะได้สัมผัสทีเด็ดที่เคยถูกตัดออก หรือหมดเคราะห์หมดโศกจากระบบตรวจสอบที่ฉบับออกอากาศทางโทรทัศน์เคยเผชิญ  แบบแผนที่ผ่านพบมาชั่วชีวิตการกำกับย่อมสั่งสมกลเม็ดมากหลายไว้เป็นช่องทางจุติของงานแต่ละชิ้น(The Double Life of Veronique  มีบทลงเอยหลากหลายหน้าไพ่ฉันใด  Decalogue VI กับ A Short Film about Love ย่อมมีสรุปต่างกันได้ฉันนั้น)   คงเป็นความถวิลหารสชาติการพลิกแพลงหน้าไพ่เหตุการณ์ธรรมดาๆ  ให้กลายเป็นบทลงเอยที่ผิดแผกใน Blind Chance   การพิจารณางานแต่ละชิ้นผลงานตามเนื้อผ้าอย่างเป็นเอกเทศ และเป็นอันสิ้นสุดในตัวเองน่าจะสมเหตุสมผลกว่า

 shrtflm-kill-01

Decalogue V

เรื่องย่อ:  หนังเดินเรื่องผ่านตัวละครสามตัว ปีเตอร์(รับบทโดยคริสทอฟ  โกลบิส – – Krzysztof  Globisz)  ผู้มั่งมั่น และสอบผ่านการเป็นทนาย  วัลดีมาร์(รับบทโดย แยน  ทีซาร์ส – – Jan  Tesarz)นักเลงหัวไม้ รังควานผู้คนไปเรื่อย และจับจ้องชายกระโปรงผู้หญิงด้วยแววตาหื่นกระหาย  ยาเส็ก(รับบทโดย มิโรสลาฟ  บากา – – Miroslaw  Baka)  เด็กหนุ่มผู้เงียบขรึม ยากจะเข้าถึง ลุยด้วยธาตุทรหด ไม่ยี่หระถ้าจะทำใครเจ็บ  หลักฐานเพียงอย่างเดียวที่ฟ้องถึงความอ่อนโยนในตัวเขาก็คือท่าทีที่เขาจับจ้องภาพเด็กสาวขณะเข้ารายงานตัวทำกิจกรรมสาธารณะเป็นครั้งแรก (เขานำภาพไปให้ร้านล้างอัดรูปทำการขยาย) ยากจะตีค่าว่าระหว่างวัลดีมาร์กับยาเส็กใครเหลือขอกว่ากัน ระดับความกเฬวรากของวัลดีมาร์ กับยาเส็กนั้นกินกันไม่ลงจนกระทั่งยาเส็กลงมือฆ่าวัลดีมาร์โดยปราศจากเหตุจูงใจ หลังจากพยายามบีบคอแต่ไม่สำเร็จ เขาก็ทุบตีเหยื่อจนขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตา  หนังไม่ได้กล่าวถึงขั้นตอนการจับกุมยาเส็กแต่ลัดไปสู่กระบวนการพิพากษาว่าเขามีความผิดกระทงใดบ้าง และปีเตอร์ล้มเหลวในการว่าความแก้ต่างให้เขา  จากนั้นหนังก็แทรกภาพการปฏิบัติหน้าที่ของปีเตอร์เข้ามาซึ่งต้องอาศัยความอดทนอดกลั้นเป็นอย่างมากในการจับต้นชนปลายระหว่างที่ปีเตอร์ไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เรือนจำและยาเส็ก  ยาเส็กให้ข้อมูลว่าคนในรูปถ่ายดังกล่าวเป็นน้องสาวของเขาตอนอายุ 12 ปี  เธอถูกรถทำถนนซึ่งขับโดยเพื่อนเขาเองแล่นทับ ก่อนหน้าจะเกิดอุบัติเหตุคนขับยังล้อมวงดื่มเหล้าอยู่ด้วยกันกับตน  ภาพการประหารยาเส็กมีให้เห็นทุกขั้นทุกตอนเสมอจริงเหมือนภาพตอนเขาก่อเหตุฆาตกรรมวัลดีมาร์  หนังจบลงตรงที่ภาพปีเตอร์หมกตัวอยู่ในรถซึ่งจอดอยู่ในทุ่ง และตะโกนเหมือนขาดสติว่า ‘ความอยุติธรรมจงฉิบหาย’

A Short Film about Killing ลุ่มลึกลื่นไหลกว่าด้วยรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่ปรากฏในครั้งเป็น Decalogue V ขณะเดียวกันอีกนัยหนึ่ง ความดิบ เยือกหยาม ใน Decalogue V ก็ดูจะลงรอยกับการเป็นภาคย่อยในอนุกรม  [น.201]การต่อต้านการฆาตกรรมถือเป็นหัวใจของบัญญัติ (ว่าตามเลขลำดับข้อ)และก็เป็นเช่นนั้นทุกประการ มีการแจกแจงต้นทุนการทำบาปอย่างถึงลูกถึงคน ในฉบับ Decalogue V หนังไม่เปิดโอกาสให้คนดูส่งความเห็นอกเห็นใจไม่ว่าจะแก่ยาเส็กหรือวัลดีมาร์ จากระยะห่างที่คีสลอฟสกีกางกั้น

หนังเปิดและปิดเรื่องด้วยความคิดว่าด้วยการต้นทุนการลงทัณฑ์ของปีเตอร์ ตอนเริ่มเรื่องเราได้ยินเป็นเสียงบรรยายเสริม หนังยืมถ้อยบรรยายหัวข้อกฎหมายของปีเตอร์มาเป็นเสียงปรารภของหนัง ความเรียงขนาดสั้นว่าด้วยทฤษฎีกฎหมายเป็นทางลัดไปสู่เนื้อหาของต้นทุนการลงทัณฑ์  ท้วงติงเปรียบเปรยถึงความอ่อนด้อยในการป้องกันอาชญากรรมและบอกเป็นนัยว่าแท้จริงเขาเห็นดีเห็นงามกับการแก้แค้น  ในอีกทางหนึ่งการมองหนังเพียงตื้นๆ ว่าเป็นการแกะลายแทงทางการเมืองในเรื่องการกำหนดบทลงโทษ เป้าหมายการสำรวจของหนังก็เช่นเดียวกับ Decalogue โดยรวม นั่นคือก้นบึ้งที่มารผจญโผล่ผุด  คีสลอฟสกีกับพีเซวิสไม่ได้หมายมั่นจะปักธงคำตอบแก่คำถามจากครั้งบรรพกาลดังกล่าว แต่พวกเขาถามหาด้วยน้ำเสียงอำมหิตและเย็นชายิ่งกว่าคนทำหนังรายใดในประวัติศาสตร์

“กฎหมายไม่ควรเป็นลูกขุนพลอยพยัก แต่ควรจะปรับปรุงสภาพดั้งเดิม” ปีเตอร์อารัมภบทการบรรยายของไว้อย่างนั้น แต่สภาพดั้งเดิมนั้นเป็นเช่นไรกันแน่  ยาเส็กถ่ายทอดออกมาในตอนท้ายระหว่างพูดคุยเกี่ยวกับแม่และน้องสาว เป็นนัยว่า การฆ่าอย่างไม่สะทกสะท้านอยู่ห่างจากเราทั้งหลายเพียงระยะลมหายใจรดถึงกัน ความพยายามของปีเตอร์ที่จะแยกแยะตัวตนยาเส็กออกจากการกระทำ เจอการปฏิเสธอย่างไม่ยี่หระจากตัวฆาตกรเอง

ยาเส็ก:  พวกนั้นจ้องเล่นงานผม

ปีเตอร์:  เล่นงานการกระทำของนาย

ยาเส็ก:  ก็ครือกันแหละ

คำถามคือเกณฑ์บ่งบอกว่าตัวตนของเราหล่อหลอมจากพฤติกรรมของเรา  คำตอบสำหรับคำถามข้อนี้รังแต่จะลามปามไปหาคำถามขุดด้านมืดยิ่งกว่า ปลุกปีศาจในตัวเราให้ยิ่งกำเริบ   ฟิล  คาเวนดิช(Phil  Cavendish) และซูซานนาห์  เบลอห์(Susannah  Bluh)สองนักแปลที่ทำงานกับพีเซวิสให้ข้อมูลว่า[น.202]ครั้งหนึ่งพีเซวิสเคยกล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเขียนบท Decalogue ว่าเป็นความตั้งใจของเขาที่จะฟื้นฟูค่านิยมพื้นฐานที่ระบอบคอมมิวนิสต์ทำลายไป

ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของหนังที่มีให้สัมผัสอยู่ตลอดเรื่องคือ ภาวะไร้ขื่อแป  มองไม่เห็นบรรทัดเป็นหลักยึดเหนี่ยวเพื่อขบคำถามทั้งหลายทั้งปวงให้แตก มีแต่คำตอบไร้ที่มาที่ไปโยนโครมมาให้  ตอนท้ายตัวปีเตอร์เองถึงได้คิด แต่ก็ได้แค่ทอดอาลัยกับการสูญเสียค่านิยมร่วมที่ใช้เป็นมาตรวัดค่าพฤติกรรมต่างๆ ได้  ถ้อยบรรยายของเขาจำหลักตัวเองไว้เหนือภาพในหน้าปีเตอร์ที่ตกกระทบบนบานกระจก  ภาพจากน้ำในกะโหลกและการแก้ผ้าเอาหน้ารอด

ในภาคนี้คีสลอฟสกีหวนกลับไปใช้บริการสลาโวเมียร์  ยิดเซียก(Sławomir Idziak)หนึ่งในผู้กำกับภาพที่เขาคารวะในฝีมือมากที่สุด  เบื้องหลังการจับมือทำงานของคนทั้งสองนั้นสะท้อนอิทธิพลของยิดเซียกในการกำหนดโฉมหน้าของหนังได้อย่างมีอรรถรสยิ่ง  เขาสั่งทำตัวกรองแสงเขียวขึ้นมาเป็นพิเศษมากกว่า 600 อันเพื่อเพิ่มบรรยากาศน่าหวาดหวั่น สิ้นหวัง และวังเวง  ไอด์สวิก(Eidsvik)อ้างจากคำให้สัมภาษณ์ภาษาโปลิชที่ยิดเซียกแสดงทัศนะไว้ว่า เขาต้องการย้อมภาพหนังเป็นสีน้ำปัสสาวะด้วยตัวกรองเหล่านั้น

ตัวกรองสีเขียวคล้ำยังย้อมชโลมภาพด้วยสีอมโรคอื่นๆ ท้องฟ้าเหลืองตุ่น ใบหน้าผู้คนเป็นสีม่วงอมเทาเหมือนซากศพ  นอกจากบิดเบือนสีแล้ว ตัวกรองยังขับเน้นความชัดแย้ง(contrast) เสือกไสโลกไปสู่แพร่งถ่อยทรามที่แทรกอยู่ระหว่างความดำทะมึนและเสี้ยวบางๆ ของแสง  แม้แต่แสงในตอนกลางวันยังหนีไม่พ้นความหม่นทึมดังกล่าว ทั้งหมดบอกเป็นนัยว่าสังคมโปแลนด์หาได้แตกต่างจากที่ว่างของเรือนจำซึ่งจะอุปนัยให้เห็นภายหลัง ภาพสะท้อนขยักถัดมามีให้เห็นตอนวัลดีมาร์ปรากฏตัว เพียงเสี้ยวนาทีก็มีมือดีโยนซากขยะมาจากระเบียงชั้นบนๆของห้องเช่าใส่เขา นับเป็นสัญญาณบ่งบอกความดูแคลนสาปส่งที่ชุมชนแห่งนั้นมีต่อเขา  ซากที่ร่วงหล่นยังเป็นส่วนหนึ่งของสร้อยหนัง(motif)ว่าด้วยเทหวัตถุทิ้งดิ่งจากสวรรค์  ในตอนต้นของ Decalogue II พนักงานทำความสะอาดก็เจอซากกระต่ายซึ่งน่าจะตกมาจากระเบียง(และหมอก็ทักว่าถ้าได้มาครอบครองก็ถือเป็นลาภลอย)  ส่วนในภาคนี้สิ่งที่ร่วงมาเป็นของมีเสนียด

[น.203]เมืองนี้เป็นแหล่งซ่องสุมความโสมมน่าสะอิดสะเอียนขนานแท้ ระหว่างวัลดีมาร์ล้างหมวกคีสลอฟสกีทะลึ่งนำกล้องไปยิงลอดออกมาจากใต้ปีกหมวก คนดูจึงเหมือนถูกของเหลวราดรด(มากกว่าจะรู้สึกชื่นใจสะอาดหมดจด) ด้วยม่านน้ำพร่างพรูในภาพนามธรรมที่ตกกระทบบนกระจกมองหลัง เศษซากเละเทะน่าขยะแขยง ใบหน้าถมึงทึงบอกบุญไม่รับ  หนังยืนพื้นด้วยภาพอัปมงคลเหล่านี้สลับกับบุคลิกขวางโลกและหยาบช้าของตัวละครและเป็นใจอย่างยิ่งกับความสามานย์ทั้งหลายที่จะอุบัติ

ภาพถ้วยชาอย่างที่เห็นใน Decalogue I กลับมาอวดโฉมทำหน้าที่เดิมในระหว่างที่ปีเตอร์สอบปากเปล่ากับคณะกรรมการ การเหวี่ยงวน มีมวลเลื่อนไหลตามธรรมชาติของของเหลว เป็นตัวกลางถ่ายทอดถึงภาวะหนึ่งๆ ได้ดีพอๆ กับการเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว(เช่นเดียวกับในหนังอีกหลายเรื่องของคีสลอฟสกี) ทว่าคราวนี้เหลือเพียงร่องรอยในทางอภิปรัชญา ไร้การขานรับที่จับต้องทำยาได้ ทั้งที่ว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วการสอบดังกล่าวอัดแน่นด้วยสัจธรรมสูงสุดไร้ขีดคั่น  ปีเตอร์ได้ลิ้มรสความถ้อยที่ถ้อยอาศัยจากการที่กรรมการสอบพอใจการอภิปรายของเขาและให้เขาผ่านการสอบไปได้  ปีเตอร์ก็ฉายแววออกมาให้เห็นเป็นหนแรกว่าเขามีเมล็ดพันธุ์ความแปลกแยกต่อระบบกฎหมายอยู่ในตัว  สภาวะถ้อยทีถ้อยอาศัยโผล่มาให้เห็นตอยท้ายผ่านภาพกลับตาลปัตรในชั่วอึดใจที่นักโทษประหารยาเส็กกับเพชฌฆาตสูบบุหรี่ไร้ก้นกรองร่วมมวนเดียวกัน ก่อนยาเส็กจะตายตกไป

หนังเริ่มเรื่องโดยไม่ได้ให้ข้อมูลมูลเกี่ยวกับครอบครัวของยาเส็กแก่คนดูแต่อย่างใด  ล่วงจนหนังใกล้จบ คนดูถึงรู้รายละเอียดรวมถึงเหตุผลทั้งด้านส่วนตัวและจริยธรรมที่เขาพกรูปถ่ายเด็กสาวติดตัวไปไหนต่อไหน(เด็กผู้หญิงในภาพเป็นน้องสาวคนเล็กของเขาเองและภาพๆ นั้นก็เป็นการถ่ายรูปครั้งแรกหลังปวารณาตัวกับโบสถ์) ความผูกพันต่อเด็กหญิงมีให้สัมผัสได้ตลอดครึ่งแรกของหนังและเป็นหนึ่งในไม่กี่ความสัมพันธ์ที่ปราศจากกลิ่นคาวราคจริตและให้ร่องรอยความมีน้ำจิตน้ำใจเยี่ยงมนุษย์ทั่วไปของยาเส็ก  แต่ในอีกทางหนึ่งการนำเสนอความรู้สึกดังกล่าวออกมาอย่างคลุมเครือของคีสลอฟสกีและพีเซวิสก็ชวนให้ตีความไปถึงความฝักใฝ่ในทางวิตถารได้โดยง่าย เขาพกรูปถ่ายนั้นติดตัวไปไหนต่อไหนและ(ไม่มีต้นสายปลายเหตุในตอนแรกว่าทำไมถึงต้อง)หาทางอัดขยายรูป เขาทั้งอิ่มเอมและขมขื่นใจกับการยลโฉมเด็กหญิงวางท่าอยู่บนถนนในรูปถ่าย (ใน  A Short Film about Killing เล่าออกมาอีกแบบ)  เขาเพลิดเพลินกับการแหย่เด็กผู้หญิงนอกหน้าต่าง ยื่นอาหารไปยั่วพวกเธอ (ช่วงสำราญใจกับความทุกข์ของคนอื่นและสาปส่งอิสตรี)  หลังจากถูกรุมหัวเราะเยาะใส่ คนพวกนั้นก็ออกไปจากฉากเหตุการณ์ด้วยใบหน้าปั้นยาก แต่ใบหน้าเขาก็มีริ้วรอยเจ็บช้ำ  ถึงจะบางแต่เส้นแบ่งระหว่างความรักกับความชังก็ยังเป็นที่สังเกตได้

[น.204]ในการตีแผ่ความอำมหิตของยาเส็กผ่านฉากสะพานลอยนั้น คีสลอฟสกีไว้ลายความเหนือชั้นในการรีดเค้นศักยภาพและประสิทธิผลพลังการเล่าแบบหนังจนอณูสุดท้าย   ในฉากปราศจากสุ้มเสียงนี้จะเห็นยาเส็กยืนพิงแท็กซี เพ่งมองสะพานลอยข้ามถนนใหญ่ลอดท่อนแขน(เป็นที่ประจักษ์ในเวลาต่อมาว่าเป็นการวางแผนฆาตกรรม)  เขาสะดุดตากับก้อนหินขนาดเท่ากำปั้น ตกอยู่ไม่ไกลจากเขา และหยิบมันขึ้นมาเล่น เช่นเดียวกับการเล่นสนุกของตัวละครส่วนใหญ่ในงานของคีสลอฟสกี  พวกเขาจับต้อง  ผลักไส คลึงเขี่ยด้วยนิ้วมืออันพริ้วไหว แล้วยาเส็กก็ลองดีกับจักรวาลและกฎแรงโน้มถ่วง  มืออัปรีย์ผสมโรงกับหินเจ้ากรรมท้าดูผลทดสอบชะตากรรม แม้เป็นเรื่องของหินที่กลิ้งไปตามประสาและสุดวิสัยที่ยาเส็กจะรับผิดชอบ(เขาอาจอ้างว่าผมกระแทกมันโดยบังเอิญ และมันก็กลิ้งหลุนๆ ลงไปเบื้องล่างเอง ) หากก้อนหินกระเด็นกระดอนโดยเกินระยะเพียงครึ่งกว่าจะถึงขอบทางเท้าก็ย่อมไม่มีทางแถกเถือไปถึงสุดขอบเพราะอีกครึ่งหนึ่งของทุกอย่างย่อมสุดแต่เวรแต่กรรม  เช่นเดียวกับหลายฉากเหตุการณ์ในงานคีสลอฟสกีที่มีความย้อนแย้งแบบซีโน(Zeno)เป็นกลไกควบคุม  ตัวละครของคีสลอฟสกีมักลองดีกับกฏทางกายภาพทำนองนี้เพื่อค้นหาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลไปพร้อมกับอำนาจของเบื้องบน  ต่อให้ไม่มีแรงทะยานวิถีโค้งตามการเล็ง กำแพงตามคติซีโนก็ถูกกระแทกใส่อยู่ดี  และก้อนหินของยาเส็กก็ดิ่งลงทางสัญจรเบื้องล่างและเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวไปสู่อุบัติเหตุที่คงถึงขั้นคร่าชีวิตผู้คน  ยาเส็กปลีกตัวจากที่เกิดเหตุอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว และแกว่งเท้าหาเสี้ยนต่อไป

นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่าภาคนี้ไม่มีฉากใดในภาคนี้เป็นเหตุการณ์ภายในตึกห้องเช่า แต่ภาคนี้กลับอุ่นหนาฝาคั่งด้วยอาคันตุกะอ้างอิงจากภาคก่อนหน้า โดโรตากับสามีหน้าตาแช่มชื่นจาก Decalogue II โผล่มาเป็นเหยื่อให้แท็กซีวัลดีมาร์โฉบเข้าใกล้แล้วตีจาก  รถบุโรทั่งที่ปาเวลพาดพิงถึงใน Decalogue I ก็มาปรากฏให้เห็นเป็นระยะใน A Short Film about Killing   และที่ขาดไม่ได้คือโทรเทพ เขาโผล่มาให้เห็น 2 แว่บ ในภาคขยาย และ 1 แว่บในภาคอนุกรมในคราบคนงานบนทางหลวง เดินถือไม้วัดรูปทรงประหลาดและจ้องยาเส็กไม่วางตาระหว่างนั่งรถวัลดีมาร์ผ่านไป(บนเส้นทางมรณะ)  การจับภาพจากทิศย้อนแสงเผยให้เห็นแต่ใบหน้าตะคุ่มของโทรเทพ  ในภาคขยายเขาโผล่มาในคราบคนงานในเรือนจำเดินถือบันได(อุปกรณ์หลบหนี) จู่ๆ ยาเส็กก็ถามขึ้นมาว่าจะรู้ได้อย่างไรว่า ที่เราเห็นอยู่ในรูปถ่ายนั้นตายไปแล้วหรือยังอยู่ดีอยู่  ข้อกังขาเรื่อยเปื่อยพิลึกๆ นี้แม้ดูเป็นแค่การสะท้อนความว้าวุ่น แต่ถ้ามีคำตอบด้วยก็คงดี และจริงๆ แล้วก็คงไม่มีคำตอบ  คุณสมบัติในทางทนุถนอมชีวิตไว้ในความทรงจำของรูปภาพนั้นต้องใจนักทฤษฎีภาพยนตร์อย่างอังเดร  บาแซ็งเป็นที่ยิ่งและยังเป็นเครื่องปลอบประโลมเปเตร็กผู้สูญเสีย[น.205]แม่ไป(ใน Camera Buff)   เรามารู้ภายหลังว่ายาเส็กฉีกรูปถ่ายดังกล่าวคามือแม่ขณะเตลิดออกจากบ้านหลังน้องสาวตาย  เขาหาทางอัดขยายรูป(เพื่อให้เด็กผู้หญิงที่ตายไปแล้วเติบโตตามเวลาที่ล่วงไปอยู่ในรูปนั้น) และตอนท้ายเขาจะส่งรูปถ่ายคืนให้แม่  อาการเก็บกดกับการดิ้นรนไถ่ถอนความผิดดังกล่าวยังตกทอดอยู่ในคำสั่งเสียของยาเส็กก่อนถูกประหาร

แต่ทุกความเห็นอกเห็นใจได้ถูกกลบเกลื่อนด้วยโมหะจริตและความต่ำช้าที่เขากระทำต่อผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่  ยาเส็กไล่ตะเพิดนกพิราบของหญิงชรา  ผลักผู้ชายตกลงในถังปฏิกูล  ขว้างก้อนหินลงไปบนทางด่วนอันขวักไขว่  ด้วยพฤติกรรมอัปรีย์พอๆ กันวัลดีมาร์ทิ้งโดโรตาและสามีลงกลางทาง  ลวนลามบีเอตา(ฺBeata – หญิงคนงานในตลาดผัก) และแกล้งบีบแตรใส่ผู้ชายและสุนัขข้างทาง ภาพความโหดเหี้ยมแย้งโยงสะกดใจคนดูในแง่ที่ว่าชายสองคน(ที่ไม่เคยพานพบกัน)แท้จริงแล้วกลับมีส่วนได้เสียในเดิมพัน  คงคาดเดากันไปต่างๆ นานาถึงเหตุบังเอิญที่ที่ชักพาให้ยาเส็กพลั้งมือฆ่าวัลดีมาร์

พฤติกรรมการรับประทานอันไร้มารยาทของยาเส็กในร้านอาหารบ่งบอกว่าเขาขาดการเลี้ยงดู  พอตกลงใจว่าจะออกไปปลิดชีพใครสักคน เขาฉวยขวดเครื่องดื่มสกปรกๆ ที่คนอื่นทิ้งไว้มากระดก และฉกมีดปาดเนยจากกองจานชามใช้แล้วสุดเขรอะ  ยิ่งดูจากภาพระยะใกล้ยิ่งน่าสมเพช อาวุธก่อเหตุมีที่มาเช่นนี้ ไม่น่าเชื่อว่าอุปกรณ์ที่ยาเส็กต้องสลัดคราบเนยทิ้งอยู่หยกๆ และดูไร้พิษภัยนั้นจะสร้างผลกระทบใหญ่หลวง   ความไม่ชอบมาพากลมีให้สัมผัสโทนโท่ ทั้งยังบอกเป็นนัยว่าไม่ใครก็ใครต้องมีอันเป็นไป  ว่าไปแล้วคีสลอฟสกีมีทางเลือกที่จะใช้ภาพมีดเล่มธรรมดาและฝีภาพตามติดพันฉับไว แต่การปล่อยให้กล้องพิรี้พิไรอย่างที่เป็นก็สร้างแรงเหวี่ยงทางปรากฏการณวิทยาแก่ความหมายของฉากเหตุการณ์ เช่นเดียวกับภาพนิ่งด้านลบกลับตาลปัตรจากการที่กล้องเหม่อลอยอยู่กับถ้วยเครื่องดื่มที่ยาเส็กถ่มน้ำลายใส่

ในฉากขับไปฆ่านั้น ยาเส็กมีโอกาสยั้งมืออยู่ 2 ครั้ง ครั้งแรกตอนที่เห็นโทรเทพ อีกครั้งตอนที่หยุดรถให้เด็กนักเรียนชักแถวโบกไม้โบกมือเดินข้ามถนน แม้กระนั้นก็ไม่เพียงพอที่ล้มเลิกความตั้งใจของเขา และเสียงดนตรีของเด็กๆ หลังจากลงมือฆาตกรรมก็ตามหลอกหลอนเขาจนถึงกับต้องกระชากเครื่องรับวิทยุในรถทิ้งไปด้วยความฉุนเฉียว  เครื่องรับวิทยุไปลอยเท้งเต้งเกลือกซากวัสดุธรรมชาติหน้าตาประหลาดอยู่ในหนองน้ำ  กล้องกลับมาจับภาพดังกล่าวซ้ำอีกหน เผยลักษณะนามธรรมนามและสัญลักษณ์ไปพร้อมกัน  วิทยุรับหน้าเสื่อเป็นทั้งสื่อกลางการพูดคุย  วิทยาการเพื่อการเชื่อมต่อ [น.206]ปัดเป่าความทุกข์โศก นำพาสู่การหลุดพ้นจากอกุศลกรรมบถ นอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น ดังที่วิล  ร็อกกิต(Will  Rockett) แจกแจงไว้

หนังให้เบาะแสและลางบอกเหตุการฆ่าและการประหารให้ตายตกไปตามกันผ่านชั้นเชิงการกำกับภาพอันเฉียบคม เป็นต้นว่าภาพยาเส็กดึงเชือกไปมาเพื่อให้คุ้นมือระหว่างเตรียมออกปฏิบัติการ เสี้ยวพริบตาหนึ่งมีแสงวาบสาดเข้าใส่มือของเขา ละลายทุกอย่างในภาพเป็นความสว่างโพลนจนแยกแยะไมได้ การฆ่าไม่แคล้วต้องดำเนินไป จากส่วนประกอบปลีกย่อยอันแปลกประหลาด (แต่เป็นจริงเป็นจัง)  คุณสมบัติเด่นในการถ่ายทอดเหตุการณ์ช่วงนี้คือ ไม่มีการใช้ดนตรีประกอบ มีแต่เสียงจากชายผู้กำลังถึงฆาตในบรรยกาศสุดอาเพศ  เท้าเปลือยคู่นั้นยังห้อยต่องแต่งอยู่ส่วนหน้าของระวางภาพในระหว่างยาเส็กย้ายร่างเป็นตายเท่ากันนั้นไปไว้ที่เบาะผู้โดยสาร  ภาพความน่าเวทนาของเลือดเนื้อที่กำลังจะกลายเป็นซากศพมีให้เห็นสลับกับภาพล้อรถหมุนไป เท้าคู่นั้นพาเจ้าของไปไหนไม่ได้ไกลกับการเดินทางอันไร้จุดหมาย  ก่อนบทสุดท้ายจะมาถึง   แต่จุดจบไม่ได้มาถึงง่ายๆ ทันใจ ขณะที่ชายหนุ่มเจียนจะสิ้นลมด้วยความทรมาน หนังกลับแทรกฝีภาพบรรยากาศรอบข้าง งดงามหลอนใจและแทบไม่บ่งบอกถึงเคราะห์กรรม การดิ้นรน และภาวะอับจนของชายผู้ตกเป็นเหยื่อ  อดคิดไม่ได้ว่าพระองค์อาจยื่นพระหัตถ์เข้าแทรกแซง  ช่วงกลางฉากเหตุการณ์ ยาเส็กรั้งใบหน้าซีดเผือดของเหยื่อเชิดขึ้น ศพผงกหัวพยักเพยิดและผินหน้าไปทางเขา  ท่วงท่าของศพตอนนั้นเหมือนถูกตรึงกางเขน  “โอ พระเจ้า” ยาเส็กพลั้งปากอุทาน    แม้ว่าจนแล้วจนรอดพระผู้ไถ่บาปก็ไม่โผล่มาและไม่มีการปลดเปลื้องบาป แต่ภาพความเป็นไปก็เป็นมาตรวัดพลังบดขยี้ของความชั่วร้ายได้เป็นอย่างดี ถึงตรงนั้นไพรสเนอร์ก็แทรกเสียงบรรเลงไมเนอร์คอร์ดเข้ามาขยายนัยของเหตุการณ์

ทุกครั้งที่วัลดีมาร์ดิ้นรนหลบหนี(เป็นต้นว่า บีบแตร)ยิ่งตอกย้ำความเหี้ยมโหดของยาเส็ก  ระหว่างนั้นเราเห็นวัลดีมาร์สะอึกสะอื้นและยอมรับสภาพ  ความพยายามครั้งสุดท้ายกับเหตุผลและความเห็นอกเห็นใจ(เงิน เมีย ได้โปรด)นำมาซึ่งจุดจบอันสยดสยอง ยาเส็กมีพฤติกรรมแปลกๆ หลังลงมือฆ่า  แต่พูดไปทำไมมี หลังจากผ่านพบความเป็นไปต่างๆ ก็น่าคิดอยู่เหมือนกันว่าแบบไหนถึงจะถือว่าไม่แปลกสำหรับเด็กหนุ่มคนนี้  เขาถอดป้ายบอกความเป็นแท็กซีทิ้งไป ดูเหมือนเป็นการตัดขาดกับอดีตอันยับเยิน(แต่กลับนำมาซึ่งการตีความได้อีกยกใหญ่ในหนังภาคขยาย ว่าเขาขโมยรถคันนั้นมา)  เขากินแซนด์วิชของวัลดีมาร์ด้วยความครึ้มอกครึ้มใจ สนุกกับตุ๊กตารูปปีศาจที่ห้อยต่องแต่งอยู่กับกระจอกมองหลังและวิทยุ  [น.207]รอยยิ้มชั่วช้าและความหฤหรรษ์จากเศษเสี้ยวความสุขที่เบียดเบียนมาจากคนอื่นมีอันกร่อยไปถนัดใจเพราะเสียงเพลงสำเนียงเด็กๆ จากวิทยุติดรถยนต์ เนื้อร้องกล่าวถึงสิงโตผยองโหยหารักแท้ สร้างความเดือดดาลแก่ยาเส็กถึงขั้นต้องพังเครื่องรับวิทยุ

หลังการพิจารณาคดียาเส็กเสร็จสิ้นแหล่งคายประจุความรู้สึกย้ายไปประจำการอยู่ที่ปีเตอร์  เขาละล่ำละลักชื่อยาเส็กระหว่างรถขนนักโทษพาเด็กหนุ่มจากไป คนดูมารู้ในภายหลังว่าในชั่วอึดใจนั้นยาเส็กเองก็ร่ำไห้ด้วยความตื้นตันที่มีคนจดจำชื่อเสียงเรียงนามของตนได้  ปีเตอร์ถ่อสังขารไปยังห้องลูกขุน ผ้าพันคอทิ้งชายระทดระทวยเหมือนสภาพจิตใจเจ้าของตามตำรับคีสลอฟสกี  ต้องกล่าวถึงผ้าพันคอเป็นลำดับแรก ชายผ้าที่ระพื้นโอดครวญถึงความหนักอึ้งของสถานการณ์(ดังได้อภิปรายถึงภาพทำนองนี้ในบทที่ 2 และจะย้ำอีกครั้งในการวิจารณ์ The Double Life of Veronique)   การสนทนากับผู้พิพากษาเผยความจริงที่ว่าเขาอยู่ในร้านอาหารในห้วงเวลาเดียวกับที่ยาเส็กวางแผนฆาตกรรม เกร็ดเหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นความบังเอิญน่าขมขื่นของปีเตอร์ผู้ค้างคาใจกับความชะล่าใจและตำหนิตนเอง

ส่วนที่เหลือของหนังคือความเป็นไปในสามสิบนาทีสุดท้ายของชีวิตยาเส็ก  การเป็นพยานต่ออาชญากรรมอันเย็นชา แนบเนียน และเหี้ยมเกรียมที่เขาก่อ  ช่วงเวลาที่เขาเดินไปตามทางเดินโล่งวังเวงในทัณฑสถานนั้นกินเวลาเนิ่นนานเป็นพิเศษ  เพชฌฆาต(รับบทโดยซบิกเนียว  ซาปาซีวิส – – Zbigniew  Zapasiewicz) เข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ  เขาไม่สะทกสะท้านกับภาระเช่นนี้อย่างปีเตอร์ผู้อ่อนแอ ไม่สมกับเป็นคนในแวดวงตุลาการ  การตระเตรียมเพื่อภารกิจในลานประหารของเพชฌฆาตผู้ช่ำชองออกมาดูเหมือนงานสารคดี กับมุมมองที่มีต่อผู้คนในระหว่างหยิบจับภารกิจแต่ละวันอันเป็นเอกลักษณ์ของงานคีสลอฟสกี  ปีเตอร์ตั้งท่าจะเข้าไปฟังคำสั่งเสียของยาเส็ก แต่เพฌชฆาตก็เข้ามาขัดจังหวะด้วยข่าวดีและคะยั้นคะยอปีเตอร์ให้รับขวัญลูกชายที่เพิ่งเกิดของเขา  ประจวบเหมาะแต่ก็ขมขื่นเสียนี่กระไร  อีกครั้งที่การเกิดและการตายพันตูในกรอบเดียวกันและคนดูไม่มีทางเลือกเอาเสียเลยที่จะหลบเลี่ยงไม่ว่าทางใด

การสนทนาระหว่างปีเตอร์กับยาเส็กให้ข้อมูลหลายอย่างเกี่ยวกับยาเส็ก  จากแง่มุมที่อภิปรายไปแล้วก็อาศัยใบบุญจากบทสนทนา  ส่วนที่ชวนฉุกคิดมากที่สุดกลับเป็นข้อเท็จจริงที่ยาเส็กปรารภถึงสุสานฝังศพคนในครอบครัวไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง ความฝังใจต่อสุสานแน่นหนักถึงขั้นที่เขายื่นคำขาดให้ปีเตอร์ไปบอกแม่ของเขาให้อโหสิกรรมแก่เขาในเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนแรกพาลเข้าใจว่าเขาต้องการฝังร่างตนเองไว้ข้างๆ ศพผู้เป็นพ่อ แต่ภายหลังก็เป็นที่แน่ชัดว่าร่างของมารีน้องสาวของเขาก็ฝังอยู่ที่นั่นด้วย  สองพี่น้องรักและผูกพันอย่างสุดซึ้ง คนดูใจแทบทะลักออกมานอกอกกับข้อเท็จจริงที่ว่ามรณกรรมอันชวนหดหู่ของผู้เป็นน้องสาวนั้นคืออนุสรณ์แห่งความผูกพันสุดท้ายที่ยาเส็กเคยมี เขาเปรยว่าถ้าเธอไม่ตายทุกอย่างอาจจะไม่เป็นอย่างนี้

ช่วงเวลาที่เหลือมีแต่ความแน่นิ่ง ชวนหวาดระแวง ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทุกขณะจิต กระบวนการต่างๆ ผ่านไปอย่างฉับไว ตอนสำรวมวาจาอ่านคำสั่งลงโทษ ยาเส็กจำเป็นต้องแจ้งชื่อบุพการีแก่เจ้าหน้าที่ (เขาสูดลมหายใจรวบรวมกำลังใจเข้าอึกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยทวนชื่อแม่ออกมาได้) พอเสร็จพิธีทางศาสนาเขาก็อาเจียน แพทย์ ทนายปีเตอร์ และพระยืน(เรียงหน้าอยู่ข้างหลังเพชฌฆาต)เป็นพยานตามระเบียบอย่างน่าสมเพช มืออาชีพที่คลุกคลีกับงานอุ้มชู การอำนวยความยุติธรรม และการฟื้นฟูสภาพซึ่งไม่ควรมาอยู่ในที่อโคจร ยังต้องมาปั้นจิ้มปั้นเจ๋อเช่นนั้น  พอสูบบุหรี่มวนสุดท้ายเสร็จยาเส็กก็ทรุดฮวบลงไปดิ้นพราดกับพื้น ผู้คุมฉุดกระชากตัวยาเส็กยักแย่ยักยันขึ้นยืน และส่งเข้าบ่วง พร้อมกับตะโกนขานระดับระหว่างกัน(ขึ้นอีก! ขึ้นอีก! ยกตัวมันขึ้นอีก!) พวกเขากุลีกุจอยักย้าย เขยื้อนหาตำแหน่งอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้การคล้องเข้าที่ พอทุกคนหันหลัง ยังไม่ทันจะตั้งตัวและทำใจ พื้นส่วนที่ยาเส็กยืนอยู่ก็เปิดผางทิ้งบานหายลงไปเบื้องล่าง ความตายบังเกิดขึ้นดื้อๆและฉับไวจนน่าใจหาย ชั่วพริบตาอันชวนขวัญหนีดีฝ่อผ่านไปโดยที่คนดูไม่ทันตั้งตัวหรือร่วมรู้สึก ไม่มีการปลุกปลอบในเสี้ยวอึดใจทิ้งทวนนั้น ไม่เปิดโอกาสให้การหักหาญความรู้สึกก่อหวอด ณ ยอดคลื่นการเล่า คนดูอึ้งสนิทกับทุกขยักเหตุการณ์ที่ครบครันชัดเจนแต่ฉับไวเกินกว่าจะปล่อยความรู้สึกใดเข้าไปรับมือ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่มนุษย์จะปล่อยให้ภาพเหตุการณ์แบบนี้ผ่านตาโดยไม่รู้สึกรู้สา เวทนา และคิดฟุ้งซ่าน ไม่มีทางที่เราจะชินชากับสถานการณ์ทำนองนี้ คนดูต้องหาเศษเสี้ยวช่องไฟของเวลาเพื่อรับมือกับความเป็นจริงกันตามอัตภาพ โดยที่แต่ละขยักวางยาถ่ายความรู้สึกชนิดรุนแรงไว้

ฝีภาพสุดท้ายของเป็นการสะท้อนภาวะนามธรรม สัญลักษณ์ของการแดกดันทางอภิปรัชญา เหมือนประกายดาวทอเหนือท้องทุ่งในฝันยามพลบค่ำ กล้องบ่ายหน้าไปทางขวาปีเตอร์หัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ในรถ และตะโกนว่า’ขอให้มันฉิบหาย’

 

A Short Film about Killing

ถึงจะอภิปรายปัญหาตามสามัญสำนึกว่าด้วยการฆ่า แต่ภาคขยายให้ความสำคัญกับกระบวนการราชทัณฑ์น้อยลง ดูได้จากการถอดคำปวารณาตัว(ว่าด้วยธรรมชาติของกฏหมายและการลงทัณฑ์)ของปีเตอร์ออกไปและแทนที่ด้วยมองทาจภาพนามธรรมในเฉดสีเขียวจำนวนมาก หนังให้ความรู้สึกตะครั่นตะครอ โสมม อับชื้น และเสื่อมโทรมตั้งแต่อารัมภบทและตามมาด้วยชุดภาพมรณานุสติโดยแบ่งกรอบภาพเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งเป็นภาพดังว่า อีกครึ่งหนึ่งเป็นพื้นสีดำทะมึนไว้ขึ้นข้อมูลหนัง  ซากหนูตายแช่ในแอ่งน้ำ  เด็กๆ วิ่งเตลิด หลังจับแมวแขวนคอ  

ความแตกต่างในแง่ปมเรื่องมีอยู่น้อยมากนับจาก Decalogue V มาสู่ภาคขยาย เนื่องจากเน้นหนักไปที่การเพิ่มรายละเอียด  ข้อมูลพื้นฐานและตัวละคร  [น.209]ความคำนึงต่อน้องสาวของยาเส็กผุดพรายตั้งแต่ต้นเรื่อง หนังแช่ภาพระยะใกล้นานขึ้นเพื่อถ่ายทอดห้วงอารมณ์ของยาเส็ก ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือยาเส็กไม่รู้ร้อนรู้หนาวแม้แต่น้อยตอนประสบเหตุชายคนหนึ่งถูกชายสองคนรุมทำร้าย  หนังปล่อยภาพทำนองนี้ย้ำเน้นความแล้งน้ำใจของเขาเป็นระยะ  ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงคือการถ่ายทอดฉากที่มีศิลปินเป็นตัวเด่น  ในภาคขยายยาเส็กเลียบเคียงสนนราคาค่าภาพวาดเหมือนและคุยกับศิลปินเรื่องพรสวรรค์  บทสนทนาฟ้องว่ายาเส็กเป็นคนไม่มั่นใจในตนเอง(เขาออกตัวว่าตนเองไม่มีพรสวรรค์) และแย้มข้อมูลพิลึกพิลั่นที่จะเป็นกุญแจไขปริศนาที่ตามมาภายหลัง นั่นคือ ความช่ำชองด้านการเพาะปลูกพืชพรรณของยาเส็ก นั้นสะท้อนเยื่อใยระหว่างเขากับน้องสาวผู้ลาลับ เพราะเธอรักต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ  เธอนอนหนุนต้นไม้ตอนถูกฆาตกรรม และความสดขจีของบรรยากาศก็กลายเป็นความทรงจำคู่กับตัวเธอ 

อีกหนึ่งการเน้นรายละเอียดที่สำคัญไม่น้อยคือ ความสัมพันธ์ระหว่างยาเส็กกับบีเอตา  บีเอตาเป็นคนงานประจำตลาดผักที่ถูกวัลดีมาร์ลวนลามในภาค Decalogue V  ความเป็นไปส่วนนี้อาจมีส่วนเพาะแรงจูงใจในการฆาตกรรม  ในหนังทั้งสองฉบับ จะเห็นวัลดีมาร์อาสาขับรถไปส่งบีเอตา และหลังจากปลิดชีพวัลดีมาร์ยาเส็กก็ขับรถคันเดียวกันมาหาบีเอตาหวังจะเอาหน้า  ยาเส็กมองรถยนต์ในแง่เป็นโอกาสที่เปิดสู่จุดหมายปลายทางที่ทั้งสองจะได้อยู่เคียงข้างกัน และในแง่การหลบหนี รถก็เพิ่มอำนาจแก่เขา และเขาก็ยึดทุกอย่างของวัลดีมาร์มาเป็นของตัว  อันที่จริง ยาเส็กพูดถึงสมมติฐานเหล่านี้ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต่างกับปณิธานที่ปีเตอร์ประกาศหลังเข้าสอบ อันเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของการบรรลุเป้าประสงค์ ในกรณีของปีเตอร์ คือสัญญาณของความสำเร็จ  ส่วนกรณีของยาเส็กคือผลิตผลของความฝันเฟื่อง  บีเอตาได้แต่ฉงนเหมือนจะใช้ท่าทีนั้นยิงคำถามว่า ไปได้รถมาจากไหน  พลันหนังก็ตัดภาพไปที่เหตุการณ์ในห้องไต่สวนคดี นับเป็นการเฉลยว่าทั้งหมดเป็นแค่จินตภาพของยาเส็กที่จะมีอิสรภาพและห้วงยามหวานชื่นกับบีเอตา แต่เขาหาได้ลงมือไม่

หนังเดินเรื่องโดยคำนึงถึงขุมข่ายการบรรเลงเชิงนามธรรมของบัญญัติเป็นที่ตั้ง เป็นต้นว่าบทรำพึงตอนเริ่มเรื่องใน Decalogue V ไม่มีให้เห็นอีกต่อไป ส่วนฉากจบก็มีเพียงการตีอกชกหัวเงียบๆ ของปีเตอร์  คีสลอฟสกีคงดีดลูกคิดรางแก้วแล้วในการพาหนังตีตัวออกห่างจากการเป็นกระบอกเสียงทางการเมืองในการรณรงค์ต่อต้านโทษประหารชีวิต

บุคลิกของปีเตอร์มีความชัดเจนมากขึ้น  แท้จริงแล้ว คำถามที่ยิงใส่เขาในการสอบปากเปล่าก็คือ เหตุใดถึงอยากเป็นทนาย  เขามองว่าอาชีพนี้เป็นช่องทางพบปะและทำความเข้าใจผู้คน  เป็นมุมมองที่ไร้เดียงสา น่ายกย่อง พีเซวิสเกรงว่าอรรถรสจะไม่ถึงจึงให้ทั้งเวลาและความประณีตในการเล่าเหตุการณ์ดังกล่าวในภาคนี้  นอกจากนี้ยังมีภาพปีเตอร์ลิงโลดหลังสอบผ่านการเป็นทนาย ในความระรื่นชื่นมื่น หนังถ่ายทอดฉากปีเตอร์นัดพบภรรยาที่[น.210]จัตุรัสกลางเมืองราวกับโลกทั้งใบหมุนรอบพวกเขา (ทำนองเดียวใน Decalogue ภาคถัดไป โทเม็กระริกระรี้ตีวงท่ามกลางฉากหลังไหวพร่า จากการเหวี่ยงกล้องรอบตัวเขา เราเห็นคนทั้งสองอยู่ในร้านอาหารในเสี้ยวอึดใจเดียวกับที่ยาเส็กทบทวนแผนฆาตกรรมอยู่ที่นั่น(ใน Decalogue V หนังกล่าวถึงความประจวบเหมาะดังกล่าวเพียงผ่านๆ)  บทสนทนาในฉากดังกล่าวเป็นทางผ่านให้แก่คำถามทางอภิปรัชญา ความเหมาะเจาะและความน่าสมเพช ตามตำรับคีสลอฟสกี  การเล็งลัคนาระหว่างการถกแถลงกับท่าทางของยาเส็กนั้นจะแจ้งยิ่ง  ปีเตอร์ดูจะอภิรมย์ไปกับทุกอย่างที่พานพบ ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้และไม่มีขีดคั่น  ความคิดแบบไข่ในหินเช่นนี้รังแต่จะรอวันแตกเป็นจุณ  ว่าไปแล้วตอนที่เขารำพันทัศนะเลิศลอยนั้น อีกด้านหนึ่งยาเส็กก็ลงมือฆ่าอยู่  ปีเตอร์ตระหนักได้ทันทีจากสีหน้าอันมักคุ้น

วัลดีมาร์เองก็ได้รับการตอบแทนอย่างสาสม เรารู้ได้ว่าเขาเกลียดแมว(มันมีหลอดลมเหมือนคน) และเขาก็ติดหวย  จากอุปนิสัยและพฤติกรรมนับว่าเขามีโชคดีเกินตัวมาตลอด แต่โชคร้ายที่เขาไม่รู้จักพอ จึงไม่สำเหนียกว่านี่เป็นวันที่โชคไม่เข้าข้างเขาแม้แต่น้อย

ในหนังภาคขยาย การฆาตกรรมวัลดีมาร์สร้างความสยดสยองและสะเทือนขวัญมากกว่า  ฝีภาพบาดตาชวนขวัญหนีดีฝ่อมากมายดาหน้าอยู่ในระลอกการเล่า รวมถึงฉากประตูรถงับขากรรไกรสุดโหด และเศษกรามกระเด็นกระดอนไปตามพื้นถนนหลังหัวถูกบั่น  ฝีภาพเหล่านี้ถึงเลือกถึงเนื้อกว่า รังควานจิตใจยิ่งกว่าและกินเวลานานกว่า สรรพสำเนียงต่างๆ อันมีแหล่งกำเนิดจากความเป็นไปในลมหายใจห้วงท้ายๆของวัลดีมาร์นั้นคมชัดถนัดหูยิ่ง

ฉากประหารยาเส็กก็ชัดแจ้งทุกอึดใจไม่น้อยหน้ากัน รวมถึงฉากของเหลวสีดำคล้ำจากศพที่ถูกแขวนคอหลั่งรดสู่เบื้องล่าง แม้แยกแยะไม่ออกว่าเป็นเลือดหรือของเสีย แต่ก็ให้ความสะอิดสะเอียนพอกัน ทั้งอเน็จอนาถและฟุ้งซ่านไปต่างๆนานา  นี่ไม่ใช่ความรุนแรงในแบบตาต่อต่าฟันต่อฟัน และก็ไม่มีแม้เศษเสี้ยวของการทารุณกรรม แต่เป็นการถ่ายทอดรายละเอียดของห้วงความอัปยศ ความสะเทือนขวัญของการพรากชีวิตและความสุกเอาเผากินของกระบวนการยุติธรรม  จุดเด่นของงานภาคขยายนี้อยู่ที่การแจกแจงรายละเอียดซึ่งหนังสยองขวัญและหนังอื่นๆ มักตัดทิ้ง  พีเซวิสเคยตั้งข้อสังเกตกับแอนเน็ตต์  อนสดอร์ฟ(Annette  Insdorf)ว่า คีสลอฟสกีใช้ภาพถ่ายจากแฟ้มคดีต่างๆ ของตำรวจเป็นต้นแบบในการถ่ายทอดความรุนแรง ไม่มีเรื่องของการเขย่าขวัญสั่นประสาท มีก็แต่ความว่างเปล่าซึ่งมีให้สัมผัสในฝีภาพสุดท้ายของปีเตอร์ผู้เอาแต่ร่ำไห้พูดจาไม่ออก

แปลจาก
Kickasola, Joseph G. 2004. The Films of Krzysztof Kieslowski: The Liminal Image. New York: Continuum.  

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: