enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี (Decalogue VI และ A Short Film about Love) [น.211-219]

leave a comment »

[น.211]

Decalogue VI และ  A Short Film about Love

เช่นเดียวกับคู่ภาคก่อนหน้า Decalogue VI และภาคขยายในชื่อ A Short Film about Love  งานชิ้นหลังให้รายละเอียดตัวละครมากกว่าและฝากลวดลายทางนามธรรมไว้มากกว่า ดังได้อภิปรายในบทที่สอง  อย่างไรก็ตามส่วนที่ผิดแผกก็คือจุดจบของภาคขยายในคู่นี้เป็นไปคนละทางกับภาคต้นเค้า ดังคำให้การของนักแสดงนำฝ่ายหญิงคือกราซีนา  ซาโปลอฟสกา(Grazyna  Szapolowska) ทั้งภาคข้นและภาคขยายยึดอุดมคติเบื้องหลังบัญญัติว่าด้วยการขัดขืนต่อการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์และรักโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ  และฉายภาพสลับไปมาระหว่างสาระสำคัญของอุดมคติและความยากเข็ญในการยืนหยัด ทั้งในแง่ความหมายและการถือปฎิบัติ บทอวสานที่แตกต่างคือตัวตายตัวแทนความสิ้นหวังและยังหวังต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา

เรื่องราวเชือดเฉือนความรู้สึกของสองตัวละครที่สารรูปไม่คู่ควรกับการเป็นตัวชูโรง เด็กหนุ่มผู้สอดรู้สอดเห็นกับศิลปินหญิงผู้มีภาพลักษณ์ทางเพศอันฉาวโฉ่ และน่ายกย่องในบางเสี้ยว สมเพชกับสภาพแหลกราญวกวนและเป็นปุถุชนของพวกเขา หนังให้น้ำหนักกับความรักตามชื่อเรื่อง แต่กับตัวบัญญัติกลับเป็นการตีคุณค่าของอุดมคติเสียใหม่ ตัวละครทั้งในภาคข้นและภาคขยายต่างแสวงหาความหมายของอุดมคติจากจุดยืนของแต่ละคนในระหว่างบากหน้าฟันฝ่ามรสุมส่วนตัว  ภาคหนังสั้นให้ความสำคัญกับระยะห่างมากกว่าความชิดเชื้อและความน่าสมเพชของทัศนะร่วมสมัยเพื่อขยายภาพช่องว่างระหว่างสองโลก

ขุมข่ายการบรรเลงว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างกามคุณและอุดมคติในเรื่องความรักจะหวนกลับมาสำแดงพลังอีกครั้งใน Decalogue IX  ไหนๆ ก็ไหนๆ เพื่อความรัดกุม โรมัน(Roman)ตัวเอกจากภาคนั้นจึงถือโอกาสฝากเนื้อฝากตัวล่วงหน้าในภาคนี้ เขาโผล่มาเดินตัดหน้าโรเม็ก  คีสลอฟสกีทิ้งให้คนดูคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าเรื่องราวของพวกเขาจะผิดแผกกันในลักษณะใดจากความยึดมั่นในมิตรภาพและมีชะตากรรมอีกฝ่ายเป็นอุทาหรณ์  ทั้งสองคนต่างไขว่คว้าหาอุดมคติที่จะฉุดพวกเขาขึ้นจากการหมกมุ่นกับชีวิตทางเพศไม่รู้จักจบจักสิ้น(โทเม็กใช้กิจกรรมทางเพศเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ส่วนโรมันเป็นเพราะหมดสมรรถภาพทางเพศ)

การจบเรื่องไปคนละทางในฉบับสั้นและฉบับยาวตอกย้ำความเชื่อที่ว่าควรรับชมงานทั้งสองชิ้นอย่างเป็นเอกเทศ ไม่ควรจับงานทั้งสองชิ้นมาเทียบเคียงกัน  ตัวละครและการเล่าเรื่องอันคลุมเครือสร้างความทุกข์สาหัสแก่คนดูในภาค Decalogue V มากกว่า A Short Film about Killing  ฉันใด  เบาะแสอันลางเลือนของภาค VI ก็สร้างความฉงนแก่คนดูฉันนั้น เป็นต้นว่า กว่าคนดูจะถึงบางอ้อว่าผู้หญิงที่อยู่กับโทเม็กไม่ใช่แม่ แต่เป็นเจ้าของบ้าน ก็ปาเข้าไปครึ่งทางของ Decalogue VI    ความคลุมเครือดังกล่าวเพิ่มมิติแก่บุคลิกตัวละครของเธอ ในความเข้าใจเบื้องต้นของคนดู ขณะเดียวกันก็เสี้ยมความย้อนแย้งแทงใจดำ[น.212]ความเป็นกำพร้าของโทเม็ก(เปิดในช่วงหลังของหนัง) ด้วยระยะการดำเนินเรื่องเป็นใจในภาคขยายจะเน้นตัวตนของเธอหมดเปลือก

เรื่องย่อ:  โทเม็ก(โอลาฟ  ลูบาเชงโก – – Olaf  Lubaszenko) พนักงานไปรษณีย์วัย 18 ปีใช้เวลาว่างถ้ำมองมักดา(Magda) (รับบทโดยซาโปลอฟสกา – – Szapolowska) ศิลปินหญิงซึ่งเป็นเพื่อนบ้านร่วมอพาร์ตเมนต์ตึกตรงข้าม  กิตติศัพท์ในเรื่องคบผู้ชายไม่เลือกของมักดาจูงใจให้โทเม็กหาทางพิสูจน์  นานๆ เข้าเขาก็ถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้น เห็นได้จากความเจ้าเล่ห์ลอกคราบตัวเองเป็นว่าเล่นขอเพียงได้เข้าถึงเธอ(ไม่ว่าจะไปหาลำไพ่รับจ้างส่งนม  แกล้งโทรไปแจ้งเหตุก๊าซรั่วสร้างความขวัญเสียแก่คู่นอนของศิลปินหญิง  ขโมยจดหมายของเธอจากคนรักเก่าของเธอ) หลังจากใช้เล่ห์กลสารพัดสืบเสาะเรื่องราว เขาก็พบว่าเธอไม่ได้เป็นตามเสียงร่ำลือ เขาสารภาพกับเธอถึงวีรกรรมที่เขาก่อไว้กับเธอ   เธอไม่ถือสาและยอมเป็นคู่ควงเที่ยว เธอมองความใสซื่อของโทเม็กเป็นของเล่น  เขาหมายมั่นจะมอบหัวใจให้เธอและวางนิยามความรักของเขาไว้ให้ห่างจากกามราคะ   มักดาไม่เชื่อว่าความรักมีอยู่จริง และเธอพาเขาไปที่ห้องพัก ให้เขาขึ้นครู  เหตุการณ์ดังกล่าวสิ้นสุดลงในแบบค้างคา  เธอหยามเชิงสังวาสขั้นนกกระจอกไม่ทันกินน้ำของโทเม็ก ฝ่ายชายเตลิดออกจากห้องพักฝ่ายหญิงด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจและหมดศรัทธาในความรัก  เธอหาหนทางติดต่อเขาแต่ไม่เป็นผลเขาชิงลงมือฆ่าตัวตายไปแล้ว ความรักงอกงามในใจเธอระหว่างเขาพักฟื้น เธอมาพบเขาอีกครั้งหลักจากเป็นปกติ แต่ความหวังจะรื้อฟื้นสัมพันธ์กลับมืดมนเมื่อโทเม็กตัดบทว่าผมเลิกแอบมองคุณแล้ว  มักดาเป็นคนเจ้าอารมณ์ อ่อนไหว  เธอเดินพล่านไปทั่วห้องพัก(ไม่ว่าจะตอนอยู่ตามลำพังหรือมีชู้รักอยู่ด้วย)  เธอวาด  เธอสัมผัส(จิ้มน้ำนมที่เธอทำหก) เธอกิน และมักทำทั้งสามอย่างไปพร้อมๆ กัน  เธอเป็นทาสความรู้สึก เห็นได้จากคำพูดคำจาของเธอที่่ว่าไม่ศรัทธาในสิ่งใดนอกจากรสสัมผัสเหล่านี้(จนถึงขั้นฟั่นเฟือนไปในที่สุด)

ตรงกันข้ามกับโทเม็กผู้ใส่ใจในรายละเอียด ไม่เคยสัมผัสสิ่งที่อยู่นอกกรอบ ไม่เคยปล่อยตัวปล่อยใจ จมดิ่งอยู่กับห้วงความรู้สึกในแบบที่มักดาหลงระเริง   เขาอดเปรี้ยวไว้กินหวาน และอาณุภาพการทำลายล้างจากแรงระเบิดของความน้อยเนื้อต่ำใจก็ลุกลามไปสู่ความบ้าระห่ำ  วันดีคืนดีมักดาก็หักหลังโทเม็ก [น.213]เธอบอกชู้รักคนหนึ่งว่ามีคนแอบดูหนังสดที่พวกตนเล่นอยู่  ชายคู่ขาท้าโทเม็กออกมาสู้กัน โทเม็กรับคำท้าแบบขอไปที และเอาหน้าไปรับหมัดชายคนนั้นราวกับเป็นการน้อมรับโทษทัณฑ์(ขุมข่ายการบรรเลงของงานชิ้นนี้)  

เสร็จจากการล่อลวงด้วยประเด็นย่อย ก็พลิกไปขมวดความรู้สึกสู่จุดเขม็งเกลียวสุดขีดอย่างเหนือชั้นด้วยฉากเชือดข้อมือ ลิ่มเลือดกรูเกรียวขยายลามในแอ่งน้ำสร้างความขนพองสยองเกล้า เป็นด้านกลับที่ยิ่งขับเน้นน้ำนมขาวข้น  รูปทรงนามธรรมปลุกพลังและทวนสัญญาณทะยานสู่ภาวะเกินเยียวยา และล่วงสู่เขตทางจิตวิญญาณสมานเป็นเนื้อเดียว

งานกำกับภาพของวิโทล  อดาเม็ก(Witold  Adamek)รุ่มรวยด้วยนามธรรม แต่ไม่หาเรื่องกดดันด้วยภาพระยะใกล้มากเท่าของยิตเซียก  ภาพน้ำนมหกเรี่ยราดอวดความงามตามหลักรูปนิยมที่ยากจะประดิษฐ์ประดอย  ความขาวของสารรูปขัดแย้งกับสิ่งแวดล้อมอันไม่เจริญหูเจริญตา ความรกเรื้อภายในห้องของมักดาและปวารณาตัวเป็นสัญญาณความหวังอันย้อนแย้งหักลบกลบหนี้กับนัยด้านลบของน้ำนมที่เรี่ยราด  ให้หลังการฟูมฟายโอดครวญไปกับชั่วอึดใจอันบีบคั้น มักดาต่อความยาวสาวความยืดเงียบๆ กับรูปทรงด้วยการจรดนิ้วกับคราบน้ำนมในลักษณะจุ่มเจิม เหมือนใช้ปลายนิ้วสร้างงานจิตรกรรม

shrtflm-love-01

เฉกเช่นตัวละครอีกมากหน้าในงานของคีสลอฟสกี  ยากที่จะตราหน้าว่ามักดาและโทเม็กเป็นคนเลวและสมควรกรวดน้ำคว่ำขัน โทเม็กไม่มีเงื่อนไขพิเศษอย่างเยื่อใยผูกพันต่อบ้านเหมือนเบนาร์ดใน The Scar เขาแค่อาศัยห้องของเพื่อนเป็นที่ซุกหัวนอนและมีแม่ของเพื่อนดูแล เห็นได้ชัดว่าโทเม็กไม่มีโลกทัศน์ของตัวเอง ไม่มีบ้านของตัวเองและไม่เป็นตัวของตัวเอง เขาทุ่มเกินหน้าตักเพื่อค้นหาธาตุแท้ของคน แต่ในความย้อนแย้งเจ้าอาชญากรใจปลาซิวกลับเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อความรักของตัวละครทุกตัวในหนัง  ผิดแต่เพียงเขามีแค่ภาพรวมลอยๆ ของหนทางแห่งอุดมคติ  พอมักดาประชดส่งสวนทาง โทเม็กจึงผิดหวังรุนแรงจนหมดทางไป เป็นอันว่านักถ้ำมองกะพิเศษกลับลงเอยด้วยการค้นพบข้อเท็จจริงอันน่าสมเพชของตนเอง เขารู้ว่าเธอไม่ได้เป็นนังร่านสวาทประจำชุมชน ทั้งที่เพื่อนของเขาตราหน้าเธอ และความสุขสมที่ได้จากการมองก็เปลี่ยนไปจนผิดสังเกต(เขาเคยสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองระหว่างเฝ้าดูเธอ แต่มาบัดนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขามองด้วยเยื่อใยผูกพันและนับถือ)  สายตาเขาอยู่กับเธอยามอ้างว้าง(ฆ่าเวลาไปกับการเล่นเกม)และจมปลักกับความเจ็บช้ำ  จากพฤติกรรมการเข้าไปแทรกแซงชีวิตและรั้นจะควบคุมชีวิตของเธอ เราไม่อาจพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเขาปวารณาตัวต่ออุดมคติทางอภิปรัชญาว่าด้วยความรักแบบเสียสละ และฝากผีฝากไข้ได้ แต่ชั่วๆ ดีๆ เขาก็เป็นคนที่รู้จักเธอดีกว่าใครอันเป็นผลจากการเฝ้าสอดแนม เราอดคิดไม่ได้ว่าคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับเธอแบบถึงเนื้อใน(เช่น ชู้รัก)[น.214]เสียอีกกลับไม่รู้จักเธอแม้แต่น้อย  ในแง่นี้โทเม็กจึงมีจุดยืนร่วมกับพระเจ้า ในการพินิจตัวเธอ มองทะลุหน้าฉากทางสังคมของเธอเข้าไปถึงเบื้องหลัง  ยิ่งโทเม็กเข้าใกล้เธอไม่ว่าจะในทางกายภาพและภูมิกายภาพ(นอกเหนือจากการส่อง)ก็ยิ่งเป็นอุปสรรคในการบรรลุหนทางพิสูจน์ความแน่วแน่ในอุดมคติทางอภิปรัชญา  

ภาวะเสพติดการถ้ำมองของโทเม็กชวนให้นึกถึงเหตุการณ์ใน Rear Window ตลอดจนผลการศึกษาหนังเรื่องดังกล่าวในแง่มุมหลากหลาย โรเบิร์ต  สตัม(Robert  Stam)กับโรเบอร์ตา  เพียร์สัน(Roberta  Pearson)กับการประยุกต์ทฤษฎีกลไกของฌ็อง-หลุยส์  โบดรี(Jean-Louis  Baudry) และแนวคิดของคริสเตียน  เม็ตซ์(Christian  Metz) ในการสร้างแบบจำลองระบอบการสอดส่องในหนังของฮิทช์ค็อก ตามหลักจิตวิเคราะห์เท่าที่ข้อมูลเอื้ออำนวย แนวคิดที่ปรากฏในหนังช่วงนี้จะเป็นเรื่องของการควบคุมและครอบครองวัตถุผ่านการจับจ้อง ความจำเป็นในการรักษาระยะห่างของการถ้ำมองและความหวาดระแวงที่จะถูกจ้องตอบ ทั้งหมดมาผนึกกำลังกัน แต่นี่ไม่ใช่หนังหลับหูหลับตาถ้ำมองและพยาธิสภาพทางจิตวิทยาทางเพศของเจฟฟรีย์ก็ไม่ได้โผล่มาเล่นงานโทเม็ก

การ์บอฟสกีขนานนามหนังเรื่องนี้ว่าเป็นการดัดหลังพวกถ้ำมอง เนื่องจากการลอบจ้องดันนำมาซึ่งความกร่อยหงอยทางเพศ และโทเม็กก็เสียท่าให้กับการเฝ้ามองของตนเอง จริงอยู่ว่าคงยากจะล้างคราบมิติทางเพศให้เกลี้ยงได้ และนักจิตวิเคราะห์อย่างคริสเตียน  เม็ตซ์อาจแย้งว่าอาการเตลิดเปิดเปิงของโทเม็กหลังขายขี้หน้ากับการล่มปากอ่าวในห้องเช่าของมักดานั้นเกี่ยวโยงโดยตรงกับการ “เอาไม่อยู่”  อย่างไรก็ดีกามคุณมีอิทธิพลชี้นำเสมอ เห็นได้จากความครึ้มใจ ความละมุนละมัย ของโทเม็ก เขาเห็นอกเห็นใจ เมื่อเห็นเธอเศร้า ถ้อยคำพาดพิงถึงรักในอุดมคติ(platonic love)  ตลอดจนท่าทีในเชิงอุดมคติอื่นๆ ที่เขาปฏิบัติต่อมักดาโดยหวังว่าจะปลดแอกตนเองจากการส่องและขมวดรวมกามคุณกับความผูกพันทางใจเข้าด้วยกัน  ความพ่ายแพ้ซมซานของเขาอาจเป็นผลจากพลังคุกคามทางเทศจากมักดา แต่ชนวนเหตุสำคัญน่าจะมากจากมักดากับท่าทีจองล้างจองผลาญอุดมคติของเขา และเขาเองที่จนปัญญาจะกอบกู้  การล่มปากอ่าวสะท้อนว่าเขายังไม่พร้อมสำหรับความรักแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยและมักดาก็ฉวยโอกาสนั้นบดขยี้อุดมคติของเขาเป็นผุยผง “รักก็เท่านี้แหละ ล้างตัวซะ โน่น ผ้าขนหนู” เธอปรามาส

[น.215]งานชิ้นนี้ให้ความรู้สึกเหมือนคีสลอฟสกีระดมลูกถนัดไม่ว่าจะเป็นภาพไม้ตาย(การถ้ำมองสามเส้าโดยหญิงเจ้าของบ้านกระทำกับโทเม็กและมักดา) หนัง(อย่าง Rear Window) และทฤษฎีของฟรอยด์  มาบรรเลงอย่างมันมือ ท่ามกลางความหฤหรรษ์ไขว้ปริบท จุดอ้างอิงเจ็บๆ สารพัดขนาน เพื่อย้ำถึงความปรารถนา ที่จะก้าวพ้นปลักกามคุณ เรื่องราวเริ่มต้นจากการพาดพิงหนังเรื่องอื่นและสถานการณ์ฮาๆ จากการชิงดีชิงเด่นระหว่างตัวละครไม่ได้ความสองคน ชุ่มชื่นหัวใจกันได้แค่พอหอมปากหอมคอหนังก็ขยับขยายไปสู่โศกนาฏกรรม

พลังเหนี่ยวนำและรัศมีทำการวงกว้างของกลบทนามธรรมมีส่วนสำคัญในการเคลื่อนหนังสู่บรรยากาศเรียกน้ำตา ทัศนวิสัยอันจำกัดจากการถ่ายผ่านกล้องส่องทางไกลอาจดูไม่สมประกอบ(เมื่อเทียบกับความอล่างฉ่างของมักดา) แต่ภาพแหว่งวิ่นดังกล่าวก็เป็นวงเล็บสร้างทำนบนับถอยหลังสู่การไขปริศนา  ภาพแรกประสบมักดาจากภายในห้องเช่าของเขานั้นห่างไกลจากมาตรฐานลิบลับ ภาพเธอมีเท่าที่หน้าต่างที่ประดับลวดลายอยู่ครึ่งบานเผยให้เห็นนั้นเป็นทั้งการบิดเบือนและฉายซ้ำภาพลักษณ์ของเธอ ภาพดังกล่าวเป็นแม่บทประจำตัวมักดาไปตลอดเรื่องในฐานะผู้หญิงที่ตกเป็นเป้าใส่ความ ตราหน้าและตีกรอบ  อาการเสพติดการส่องกล้องแม้ชวนให้โทเม็กมองเธอผิดไปแต่ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ เผยให้เห็นรายละเอียดชัดเจนขึ้น

แง่คิดทางอภิปรัชญาแจ่มชัดขึ้นในมุมมองนามธรรมต่อมักดาที่ตามมา จากกรอบนอกอาคารที่บดบังเนื้อตัวบางส่วนของเธอ จากวงกบหน้าต่างที่คอยกั้นกัก(ซ้อนอยู่ข้างในกรอบภาพของหนังอีกชั้น) มือไม้ ท่อนแขน กับเรือนร่างจึงลอยเคว้งไร้เอกภาพ ขุมข่ายการบรรเลงต่อนามธรรมและความพยศของแขนลงหลักปักฐานอยู่ในงานของคีสลอฟสกีแทบทุกชิ้นรวมถึงในเรื่องนี้  ลูกเล่นนี้ยังคงร้ายกาจไม่เสื่อมคลาย นิ้วเธอกรายพริ้วเหมือนจะโบยบินไปในเอกภพอันไร้ที่สิ้นสุด 

ลูกดิ่งที่เธอจับเล่นคือการทวนสัญญาณและขยายอภิปรัชญา  ลูกดิ่งเป็นบรรพบุรุษของตุ๊กตาที่อังตวนเห็นเป็นของเล่นใน Blue (และมีน้ำหนักทางอภิปรัชญาในตัวมากไม่แพ้กัน)  ลูกดิ่งนั้นห้อยอยู่กับเส้นลวด การห้อยอยู่กับเส้นลวดซ่อนนัยของทั้งพลังเหนือธรรมชาติ(จากการเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ)และบัญชาเบื้องบน(ในที่สุดแล้วก็หนีไม่พ้นกฏแรงโน้มถ่วง)  ลูกดิ่งทำหน้าที่คล้ายไม้ผีบอกจากสมัยโบราณ เป็นของขลังที่ใช้กันมากในยุคกลางเพื่อค้นหาแหล่งน้ำและแร่โลหะใต้ดิน  อุปลักษณ์นี้ทวีบทบาทในช่วงกลางเรื่อง มักดาให้โทเม็กยื่นแขนออกมา และเธอใช้มันอ่านตัวตนส่วนลึกใต้บุคลิกภายนอกของโทเม็ก

เสียงประกอบยิ่งโหมกระพือความขัดแย้งระหว่างภาพที่แหว่งวิ่นแต่ลึกด้วยละเอียด เพราะขณะที่อิริยาบถและกิจกรรมต่างๆ ของมักดามีให้เห็นโจ๋งครึ่มทุกขุมขน ฟูมฟาย แต่กลับไม่มีเสียงสื่อมาด้วยกัน(มีเพียงความนิ่งงันของยามเย็นเป็นโสตสัมผัสในฝั่งโทเม็ก) ขณะเดียวกันความรู้[น.216]เกี่ยวกับมักดาก็ไหลเวียนอย่างน้ำท่วมทุ่ง(จำกัดอยู่ในภาพสองมิติและบีบอัดอยู่ในคลองจักษุจากเลนส์ดูดภาพ) กระนั้นความไม่สมประกอบทางภาพและเสียงดังกล่าวกลับเป็นวงเล็บเก็บความอัศจรรย์ไว้  ความรู้สึกที่มีต่อพฤติกรรมที่เกิดขึ้นนั้นเหมือนลอยละล่องพ้นขอบเขตของกาลเวลา ตัดขาดจากโมงยาม ปราศจากสุ้มเสียงกิจวัตรในห้องเช่า  ลีลาชะมดชม้ายโผล่พริ้มตรงนั้นตรงนี้ของมักดาจึงเป็นกรุ่นอายความงามให้สัมผัสโดยปราศจากสิ่งเจือปน  รัศมีศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวทอประกายฝ่าโลกียอิริยาบถอันขัดแย้งได้อย่างวิเศษ  คีสลอฟสกีอัดประจุพลังดิ้นรน ณ ฉนวนระหว่างโลกกับสวรรค์ของเราทั้งหลายไว้ในตัวมักดา  กล่าวได้ว่า Decalogue คือผลผลิตจากสนธิสัญญาสงบศึกรอบแล้วรอบแล่าในสมรภูมิส่วนตัวดังกล่าว(กับผลสำเร็จเพียงเล็กน้อย)จากความพยายามทั้งหลายทั้งปวงของโทเม็กในการจัดระเบียบชีวิตมักดา แต่ตัวเองกลับโดนของเข้าตัวจนเสียศูนย์เสียเอง  นาฬิกาปลุกของเขาผูกโยงกับกิจกรรมในชีวิตของเธอ เขาใส่ใจกับหน้าที่การงานเฉพาะในส่วนที่ช่วยให้เข้าถึงเธอ การกะเกณฑ์ให้มักดาประพฤติตนในทำนองคลองธรรมกลายเป็นเรื่องชวนปวดหัวเมื่อสัมพัทธภาพระหว่างเขาและเธอเหวี่ยงตัวเกินเลยระยะปลอดภัยของสมมติสภาพ  ทันทีที่เขาพ่ายแพ้ต่อความกระสันทางกาย โลกความเป็นจริงของมักดาก็เสร็จสมอารมณ์หมายกับอุดมคติของเขา  ความหน้ามืดตามัวชั่วขณะ กับความจับจดประสาเด็ก  กอปรกับเจ้าตัวเองก็ไม่มั่นคงพอจะต้านทานพลังจากความรู้สึกหลายขนานที่มาผสมโรง ความข้อนี้ชี้ว่าความรู้สึกผิดบาปก็มีส่วนอยู่ด้วย  ไม่นานก่อนจะถลำตัว มักดาหักหน้าโทเม็กในเรื่องการสำเร็จความใคร่และความหื่น(ไม่รู้รึว่าบาป เธอถากถาง “รู้”โทเม็กตอบพาซื่อ)  หามิได้ อย่าด่วนเหมาประสบการณ์ของโทเม็กว่าเป็นแค่เรื่องของวัวสันหลังหวะ  เหตุการณ์ต่างกรรมต่างวาระยืนยันหนักแน่นว่าโทเม็กเชื่อมั่นว่าในโลกทัศน์ของมักดานั้นอัตคัดข่นแค้นและโหยหาความหมายและการมีรัก  การที่เขาตั้งปณิธานจะไม่ปฏิบัติต่อเธอในฐานะราคะวัตถุ(อย่างประเจิดประเจ้อ)ยืนยันถึงอุดมคติที่มักดาไม่ประสา แต่เขาก็หวังไว้สูง การสนทนากับเธอก่อนหน้านั้นที่ปากประตูตอกย้ำความข้อนี้

สองตัวละครเอื้อนเอ่ยวาจาต่อกันอยู่ในกรอบหน้าต่างสีขาวแดงงามตา คนดูเห็นพวกเขาจากด้านหลังเช่นเดียวกับตอนยาเส็กเข้าฉากกับเพชฌฆาตใน Decalogue V   ดูพิลึกที่ตอนแรกไม่มีใครมองหน้าใคร พวกเขาต่างผินหน้าไปคนละทาง ไม่มีใครเหลือบแลคนดู ทิ้งคนดูไว้กับเงาตะคุ่มของคนทั้งสองกับช่องหน้าต่างดูลี้ลับ พร้อมกับเสียงถ้อยคำ ผมรักคุณ จากปากโทเม็ก สองคนหันหน้าเข้ามาหากัน ความโล่งใจผลิบานอยู่บนใบหน้า 

เขาหมายจะครองตนตามอุดมคติที่ยึดถือมาแต่ต้นในอันที่จะไม่หาเศษหาเลยกับเธอ ไม่มีเพศสัมพันธ์ ไม่จูบหรือพักค้างอ้างแรม มักดาไม่ตระหนักและใยดีกับอุดมคติและตัวตนของ[น.217]โทเม็กเอาเสียเลย เห็นได้จากการเป็นฝ่ายรบเร้าเชื้อชวนร่วมประเวณี เมื่อปราศจากความเข้าใจถ่องแท้ก็ย่อมไม่มีรักแท้ เหตุนี้โทเม็กจึงโทมนัสและขาดสติ  

หลังการพูดคุยกันข้างนอกห้องเช่า โทเม็กไม่อาจเสียงเรียกร้องจากหัวใจได้อีกต่อไป เธอยอมรับนัดเที่ยวแบบตาใสของโทเม็ก ไม่ทันขาดคำโทเม็กก็ตัวปลิวออกจากอาคารห้องเช่าพร้อมตะกร้านม และดังได้อภิปรายไปแล้วในบทที่ 2 โทเม็กแปรสภาพทางเท้าเป็นวงจรแห่งความครึ้มอกครึ้มใจ  กล้องจับจ้องอิริยาบถลิงโลดของเขาไม่มีตกหล่น อัตราเร็วในการโฉบกล้อง พื้นหลังของภาพโลกทั้งใบ มีแต่โทเม็กผู้กระหยิ่มครึ้มใจ เส้นเวลาของหนังเตลิดทะลุขีดจำกัดโมงยาม นามธรรมของความปิติล้นพ้นที่มีสิทธิ์เป็นจริง ฝีภาพดังกล่าวไม่ได้แค่ถ่ายทอดความลำพองของเด็กผู้ชายกับรักแรกหากยังรวมถึงความบริสุทธิ์และเจียนจะหมดห่วงจากมุมมองเหนือธรรมชาติ ในความหมายของเราๆ มองในแง่วัยวุฒิและห้วงเวลา ความบริสุทธิ์หมายถึงไร้เดียงสา แต่ในปริบทของ Decalogue คือสัญญาณของจุดจบในทางเทววิทยาของบัญญัติทั้งปวง   

การปรากฏตัวของโทรเทพในฉากนี้สนับสนุนการตีความดังกล่าว เขาเพ่งพิศความยิ้มย่องผ่องใสของโทเม็กและสะกิดคนดูให้เฉลียวใจนึกเทียบบัญญัติ แม้ใบหน้านั้นแบ่งรับแบ่งสู้แต่ก็ดูเหมือนมีรอยยิ้มกำลังจะผลิ รอยยิ้มนั้นสลายไปจากใบหน้าพร้อมกับร่างของโทเม็กที่กลับออกจากห้องเช่าของมักดาหลังจากถูกหยาม

เข้าสู่ช่วงสั่งลาของการนัดเที่ยวหนแรก มักดาชวนเล่นเสี่ยงทายหากขึ้นรถบัสได้จะกลับไปห้องพักเธอด้วยกัน หากหารถขึ้นไม่ได้ให้ถือว่างานเลี้ยงก็เป็นอันเลิกราสำหรับเย็นนั้น รถประจำทางแล่นมาเทียบคนทั้งสองบอกเป็นนัยว่าทั้งสองปลงใจจะอยู่ด้วยกัน ผลการพยากรณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความสำคัญ หลักจากโทเม็กหายตัวไปจากห้องพักของเธอ ระหว่างใคร่ครวญถึงแนวทางความรักของโทเม็กตั๋วรถเมล์ที่เธอพบในเสื้อนอกตัวเก่าของโทเม็กก็โผล่มาเตือนถึงผลพวงแห่งชะตากรรมนับจากนั้น

หลังจากโทเม็กเผ่นออกไปจากห้องเช่า หนทางที่มักดาจะสื่อสารกับเขาก็สะบั้นลง เธอได้แต่แอบหวังว่าเขาจะยังคงแอบมองเธออยู่(ตลกแทงใจดำ) เธอเอาแต่ส่งสัญญาณขอโทษและภาวนาให้อีกฝ่ายโทรมา และแล้วก็มีโทรศัพท์เรียกเข้าเพื่อนำความเงียบจากปลายสายมาสู่ผู้รับ เธอเหมาว่าคงเป็นโทเม็ก เธอสารภาพผ่ายสายโทรศัพท์ว่าเธอไม่เหมือนเดิมแล้วและโทเม็กก็คิดถูก(ในเรื่องความรัก – คาดว่า) ไม่มีเสียงโต้ตอบจากปลายสาย เธอวางหูและสัญญาณเรียกเข้าก็ดังขึ้นอีกรอบ สายนี้ยิ่งย้อนไปเพิ่มความพิศวงแก่สายแรก คนที่ต่อสายเข้ามาบอกว่าสายก่อนหน้านี้ไม่ใช่ของเขา ให้สงสัยขึ้นมาครามครันว่าแล้วใครโทร เบาะแสที่ว่านั่นอาจเป็นสายเรียกเข้าเพื่อเตือนสติจากพระเจ้า เป็นสร้อยที่มีให้เห็นอีกคำรบในงานจากค.ศ.1989 ของวูดดี  อัลเลน(Woody  Allen)เรื่อง Crimes and Misdemeanors 

ระหว่างรอโทเม็กทุเลาจากอาการป่วยจากการพยายามฆ่าตัวตาย มักดาหันไปพึ่งเกมโซลิแทร์ ปลุกผีทั้งบรรยากาศเปลี่ยวเหงาและการวัดดวงกับการตายเอาดาบหน้า ในเหตุการณ์ที่มักดาโผล่ไปถึงสำนักงานไปรษณีย์เพื่อสืบเสาะร่องรอยของโทเม็ก คีสลอฟสกี[น.218]โผล่มารับบทล้อเลียนตัวเอง(หันหลังใส่กล้อง) ไร้วี่แววโทเม็ก มักดาจึงรอพบเจ้าหนาที่เวรไปรษณีย์ เธอปักหลักอยู่ริมหน้าต่างโดยมีตัวตึกห้องเช่าเบียดกินพื้นที่อยู่ครึ่งระวางภาพพร้อมกับลายจุดปริศนาบนบานหน้าต่าง  ภาพจากระยะใกล้เผยว่ามือเธอสั่นระริกขณะเกาะแกะอยู่กับสายเข็มขัด (ต้องยกให้ความเจนจัดของคีสลอฟสกีในการถ่ายทอดอากัปกริยาทำนองนี้)  ฝีภาพถัดมาพลิกผันไปคนละขั้วกับภาพปล่อยกล้องเก็บภาพเหตุการณ์แบบไร้ขีดคั่นในตอนที่มักดาทรุดตัวลงไปแทบพื้นเมื่อได้ยินว่าโทเม็กฆ่าตัวตาย

บทสนทนาสุดท้ายแสนจาบัลย์เผยว่าโทเม็กเลิกถ้ำมองแล้ว แต่เธอยังหวังว่าเขาจะกลับไปประพฤติเหมือนก่อน  การถ้ำมองคือพ่อสื่อแม่ชักของสัมพันธภาพลึกซึ้ง จุดประกายการโอภาปราศรัย แต่ก็เป็นโอกาสที่หลุดลอย  ระหว่างโทเม็กรับการเยียวยา เธอใช้กล้องส่องอุปรากรสอดส่ายหาเขา นับเป็นการศิโรราบต่อความหวังที่ว่าปลายกล้องจะนำรักแท้และความห่วงใยมาสู่ มิใช่เพียงแค่การจับจ้องหรือลุ่มหลง และบุพเพสันนิวาสแบบกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้  

A Short Film About Love

เรื่องย่อ

หากไม่นับรายละเอียดปลีกย่อยที่เพิ่มเข้ามา โครงเรื่องหลักของหนังไม่ต่างกับ Decalogue VI ในสาระสำคัญ ส่วนที่ผิดแผกไปมากที่สุุดก็คือการจบเรื่อง กล่าวคือในภาคขยายนึ้ มักดาโผล่ไปเยี่ยมโทเม็กเจอเขาหลับอยู่ระหว่างพักฟื้นที่บ้านหลังจากฆ่าตัวตายไม่สำเร็จ แทนที่จะไล่แม่ปลาช่อนอย่างมักดากลับไปเพื่อปกป้องไก่อ่อนอย่างโทเม็กอย่างใจคิด หญิงเจ้าของบ้านกลับชวนเธอคุยเรื่องราวของโทเม็ก มักดาถือโอกาสหยิบกล้องของโทเม็กมาส่องเล่น อีกด้านของกล้องเป็นภาพตนเอง(จากตอนต้นเรื่อง)กำลังร่ำไห้ เธอยังเห็นต่อไปด้วยว่าจะมีโทเม็กเข้ามาปลอบโยน หนังจบลงตรงทึ่เธอได้คิด บอกเป็นนัยว่าสัมพันธภาพของทั้งสองยังไม่ถึงกับสิ้นเยื่อขาดใย

เช่นเดียวกับภาคขยายเรื่องอื่นๆ หนังที่มี Decalogue VI เป็นต้นเค้าเรื่องนี้ไม่เป็นอุปสรรคแก่คนดูขาจรแต่อย่างใดในการเข้าใจเรื่องราว ปมเรื่องครบเครื่องกว่าเดิม ตัวละครก็มีดัานตื้นลึกหนาบางมากกว่า ในทำนองเดียวกับความหนักแน่นรัดกุมของขุมข่ายการถ่ายทอดต่างๆ เป็นต้นว่าหนังมีภาพโทเม็กขณะเรียนภาษาจากเทปให้เห็นจะจะ จากที่กล่าวถึงเพียงผ่านๆใน VI พิจารณาจากภูมิหลังของโทเม็ก งานอดิเรกดังกล่าวตอกย้ำแทงใจดำถึงการดิ้นรนที่จะเข้าถึงการสื่อสารกับเพื่อนมนุษย์ มักดาหัวเราะเมื่อเขาบอกเธอเรื่องเรียนภาษาบัลกาเรียน แต่ภายหลังเขาก็แย้มว่าเขาเคยมีเพื่อนร่วมบ้านเด็กกำพร้าพูดภาษานี้ได้ เหตุการณ์ปลีกย่อยนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้ไร้หัวนอนปลายเท้าและไม่มีภาษาแม่แต่โทเม็กก็ขวนขวายที่จะสื่อสาร

ขุมข่ายความคิดที่ว่าโทเม็กมีความซวยและการเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นเจ้าเรือนได้รับการเน้นย้ำในฉากกรรไกรบาดนิ้วขณะอวดความช่ำชองในการควง [น.219]บุญมีแต่กรรมบังโทเม็กผู้อาภัพโดยแท้ การพูดคุยกับหญิงเจ้าของบ้านเผยข้อเท็จจริงที่ว่าโทเม็กเคยร้องไห้เพียงครั้งเดียวในชีวิตเมื่อครั้งถูกแม่พ่อทิ้งไป ตัวตนของโทเม็กมีเพียงเท่านี้ ที่เหลือเป็นเพียงเกร็ดเสริมเพิ่มความเข้มข้นในหัวงอารมณ์ของโทเม็ก

ไม่มีกลิ่นอายลี้ลับหลงเหลืออยู่ในในฉากโทรศัพท์ปริศนา สัญญาณเรียกเข้าซ้ำแจ้งความประสงค์จะคุยสายกับแมรี มักดาลีนเฉลยว่าสายที่เรียกเข้ามาก่อนหน้านี้นั้นล่ม และไม่มีใครที่ปลายสายฟังมักดาพล่าม เหตุการณ์นี้แม้ได้ลุ้นในทางหักมุมยอกย้อน แต่ก็กร่อยมากในแง่อภิปรัชญา อาจเป็นไปได้ว่า ไหนๆ ก็อยู่นอกปริบท Decalogue แล้วทั้งที คีสลอฟสกีจึงถือโอกาสปรับทิศทางหนังให้อยู่ในครรลองปกติ ที่สุดแล้วหนังก็ควรจบตามประสาหนังรัก

หนังใช้การเลือกหมู่บ้านหิมะในลูกแก้วเป็นของขวัญของโทเม็กเป็นเครื่่องสะท้อนทัศนะต่อความรักที่แตกต่างระหว่างเขากับมักดา ความเรียบง่ายและมีไว้เล่นบ่งบอกถึงความอ่อนต่อโลกของโทเม็ก บ้านในครอบแก้วยังหมายถึงครอบครัวที่โทเม็กไม่เคยมี และมักดาเองก็เฝ้ารอ การใช้สัญลักษณ์ในอุดมคติในทางโรแมนติกเช่นนี้ถือเป็นการคารวะออร์สัน เวลส์ที่เคยใช้อุปลักษณ์แบบนี้มาแล้วใน Citizen Kane คีสลอฟสกีเองก็ประกาศว่าดู Citizen Kane มาเป็นร้อยครั้ง ซิเส็กเคยเชื่อมโยงโลกของเล่นของเวโรนิกาใน The Double Life of Véronique เข้ากับงานชิ้นดังกล่าวของเวลส์มาแล้วเช่นกัน

คีสลอฟสกีเล่าความเป็นไปช่วงท้ายของหนังด้วยภาพช้าซึ่งถือว่าผิดตำราคีสลอฟสกี อาจดูพิรี้พิไรแต่ก็ไม่ถึงกับเพ้อเจ้อ หนังจบแบบไร้การชี้ขาด สัมพันธภาพของคนทั้งสองจะยั่งยืนหรือไม่ก็สุดจะคาด รู้แต่เพียงมักดาได้คิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และการฆ่าตัวตายของโทเม็กก็แปรเปลี่ยนโศกนาฏกรรมเป็นตัวเร่งให้มักดาปรับปรุงชีวิต(ข้อมือโชกเลือดของโทเม็กประพิมพ์ประพายกับคริสตลักษณะ) แอนเน็ตต์ อินสดอร์ฟน่าจะเป็นคนที่เข้าใจธรรมชาติของการตื่นรู้มากที่สุด มักดาหลับตาพริ้มในตอนจบ บอกลาบทบาทไม่ว่าจะในฐานะผู้สอดส่องหรือตกเป็นเป้าการจับจัอง

 

แปลจาก

Kickasola, Joseph G. 2004. The Films of Krzysztof Kieslowski: The Liminal Image. New York: Continuum.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: