enyxynematryx

เดรัจฉานบารมี

leave a comment »

หิมะเตอรกีในงานของนูริ บิลเช ซีลัน(Nuri Bilge Ceylan)ว่าขึ้นกล้องแล้ว ในงานของเพื่อนร่วมชาติอย่างเรฮา เอียร์เด็ม(Reha Erdem)กลับขึ้นยิ่งกว่า ความข้อนี้เป็นที่ประจักษ์ในงานล่าสุดเพราะเปิดฉากมาก็ตระการตาด้วยภูมิทัศน์อันขาวโพลนด้วยหิมะ ที่รายล้อมร่างมนุษย์คนหนึ่งไว้ ชายแปลกหน้าผู้ในไม่ช้าจะบันดาลความเปลี่ยนแปลงมาสู่ผู้คนในเมืองละแวกนั้นที่เขาพานพบ ฉากหลังดังกล่าวคือภูมิภาคคาร์ส(Kars)ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเตอรกีด้านที่มีพรมแดนติดกับอาร์เมเนีย และให้บังเอิญว่าก็เป็นฉากหลังของ Snow งานเขียนรางวัลโนเบลประจำปีค.ศ.2002 โดยออฮาน พามุกด้วย(Orhan Pamuk) แม้หนังของเอียร์เด็มไม่เคยออกชื่อแถบถิ่นนี้ตรงๆ แต่คำปรารภเพียงครั้งเดียวก็พางานมุดหนีภาวะเสมอจริงเข้าสู่โลกในแผ่นฟิล์มอย่างแยบยล ความเป็นไปส่วนใหญ่ของหนังหาความชัดแจ้งได้ยาก มาตรว่าจุดเริ่มต้นอยู่ที่ชายปริศนาผู้เหมือนจะมีพลังบำบัดในตัว อย่างที่เด็กจมน้ำไปแล้ว เขาก็ชุบชีวิตขึ้นมา แต่แล้วหลังเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านเข้ามาเรื่องราวก็พลิกผันสู่โศกนาฏกรรม และเซอร์เม็ต เยซิล(Sermet Yesil)ชายตาโปนทรงบารมีลี้ลับที่สวมบทโดยเซอร์เม็ต เยซิลก็แปรสภาพเป็นคนทรงสารพัดนึกเต็มตัว เริ่มมีภาพkosmos-001ผู้คนเข้าแถวรอเข้าพบที่หน้าตำหนัก ตัวละครแปลกประหลาดมีอันเป็นไปในทางนั้นได้อย่างไร ตาของเด็กที่รอดตายจากห้วงน้ำเชื้อเชิญเขามาพำนักในเมือง ชายคนนั้นปฏิเสธเสียงแข็งต่อเงินตอบแทนที่อีกฝ่ายคะยั้นคะยอให้รับ เขามีชีวิตอยู่ด้วยการงดบริโภคน้ำชาและน้ำตาลก้อน เขาเริ่มพาตัวเองไปสู่สถานที่อโคจร ไม่ว่าจะเป็นการสมสู่กับครูสาวทึนทึก หาทางบำบัดอาการเสพติดยาแก้ปวดของแม่ยายนายทหาร สานสัมพันธ์เร้นลับกับหญิงผู้มีวิถีจิตเดียวกันซึ่งก็คือแม่ของเด็กผู้ชายที่เขาชุบชีวิตในตอนต้นเรื่อง คนทั้งสองสื่อสารกันผ่านเสียงนกร้อง และสำเนียงสรรพสัตว์อื่น พวกเขาถึงขั้นส่งผ่านความรู้สึกนึกคิดถึงกันโดยที่แรงโน้มถ่วงโลกไม่เป็นอุปสรรค พาลให้คิดไปว่าทั้งสองน่าจะเป็นภูติในร่างมนุษย์ ยิ่งกว่านั้นรหัสลับที่ทั้งสองใช้เรียกขานกันก็สุดจะซ่อนเงื่อนแทบจะไม่มีความยึดโยงกับชีวิตปกติของชาวบ้านย่านชายแดน ฝ่ายชายเลือกใช้ชื่อจัดตั้งว่าคอสมอส(Kosmos) ส่วนฝ่ายหญิงแทนตัวเองด้วยรหัสเนปจูน(Neptun)

ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขามีหัวนอนปลายเท้าเช่นไร แต่คอสมอสดูจะไม่ถูกโรคกับสภาพแวดล้อมปัจจุบันเอาเสียเลย สภาพแวดล้อมอันเป็นภูมิสถานที่ผู้กำกับเอียร์เด็มปักธงอคติสารพัดไว้ทั่วไปหมด ไหนจะมีการระดมยิงปืนใหญ่จากนอกรัศมีการเล่าเล็ดลอดเข้ามาเป็นเกร็ด แต่เสียงเลื่อนลั่นก็เป็นสัญญาณว่าอนาคตแห่งการเป็นสมรภูมิรบคืบเข้ามาใกล้อาณาบริเวณนั้นแล้ว(อาจเป็นการประกาศศักดาข่มขวัญฝั่งอาร์เมเนีย) ไหนจะบรรดานักเคลื่อนไหวทางการเมืองพากันยุยงทั้งฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านการเปิดพรมแดน นี่ก็สี่พี่น้องไม่ได้คลานตามกันมาต้องมีอันบาดหมางเพราะแบ่งมรดกไม่ลงตัว การแสดงอันเยี่ยมยอดของเยซิล ตรึงตัวละครที่เขาสวมบทไว้ในโลกอื่นไม่ว่าจะเป็นมาดการเคลื่อนไหว การออกสำเนียง สื่อสารแบบเดรัจฉานและเจตภูติ ตลอดจนการออกลายปีศาจ เหล่านี้คอยจุดชนวนให้คนดูหวาดระแวงในตัวเขาตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องง่ายหนักที่นักแสดงคนหนึ่งจะแบกภาระทั้งหมดนี้ไว้กับตัว เยซิลคือหนึ่งในเหตุผลที่หนังคู่ควรแก่การรับชม แค่ได้สัมผัสฝีมือการแสดงของเยซิลก็สุดจะคุ้ม

คอสมอสวางภูมิต่อพวกผู้ชายในสถานที่พักผ่อนดื่มกินว่า “มีความหวังเสมอสำหรับเขาผู้เชื่อมโยงกับสรรพชีวิต” เขายืนกรานว่าไม่มีพรมแดนคั่นระหว่างคนรวยคนจน คนกับเดรัจฉาน ปัญญาญาณ และแล้วเขาก็เผลอแพลมเลื่อมพรายสัมพัทธนิยมจากไขมุกปัญญาญาณออกมา ทั้งนี้วลีที่ว่า เขาผู้ซึ่งสิงสู่สรรพชีวิตไปทั่วนั้นถือเป็นกุญแจสำคัญเนื่องจากกลวิธีอันเป็นแบบแผนทั้งปวงของเอียร์เด็มล้วนแตกหน่อไปจากตรงนั้น หนังมีภาพใบหน้าตื่นตระหนกของวัวในโรงชำแหละตัดแทรกเข้ามาหลายหนคล้ายเป็นเบาะแสโยงใยกับผู้เร่ร่อนทางจิตอย่างตัวละครเอก เสียงร้องและคำรามแสดงความพิศวาสต่อเนปจูนของเขาเหมือนมาจากเดรัจฉานมากกว่ามนุษย์ กิจกรรมทางกลาโหมที่ง่วนอยู่ข้างหลังชูธงคำถามต่อความเป็นชาติที่เตอรกีนิยามตัวเองและยังเป็นเบาะแสชวนให้เรามองภาพจากมุมที่กว้างขึ้น

เสียงประกอบอึงมี่ด้วยงานอิเล็กทรอนิกส์ให้ความรู้สึกเลื่อนลอยเหมือนสารจากดาราจักรไกลโพ้นเช่นเดียวกับฝีภาพหอนาฬิกาที่โผล่มาซ้ำแล้วซ้ำเล่า บอกการเปลี่ยนผ่านของโมงยาม เอียร์เด็มให้ท้ายคนดูออกพเนจรทางความคิดพ้นไปจากกรอบกาล-อวกาศ อาจมีบางสิ่งสูงล้ำ เกินคว้า แยบยลจนยากจะจับพิรุธ ลงท้ายก็ไม่มีความน่าพรึงเพริดใดๆ คนดูแต่ละคนย่อมมีมุมมองต่อความเป็นไปดังว่าแตกต่างกันออกไป แต่งานของเอียร์เด็มไม่เคยทิ้งขว้างเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย หากสมนาคุณคนดูด้วยขุมข่ายการบรรเลงครบเครื่อง อาจกล่าวได้ว่า นี่คืองานที่รุ่มรวยด้วยจินตนาการอันน่าทึ่ง พร้อมลีลากวีที่ยากจะไถ่ถอนจากห้วงคำนึง จากอีกหนึ่งอัจฉริยะผู้กำกับขวัญใจวงการภาพยนตร์นานาชาติ นับแต่ Times and Winds (Bes vakit) งานในปีค.ศ.2006 เอียร์เด็มเป็นผลผลิตของโรงเรียนภาพยนตร์ปารีส และทำงานโดยมีโฟลร็องต์ แอร์รี่(Florent Herry)ยอดผู้กำกับภาพชาวเบลเยี่ยมเป็นคู่บุญ ผู้กำกับในดวงใจของเขาคืออภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล และ ไฉ่ มิ่ง เหลียง(Tsi Ming-Liang) แม้มีภาพเป็นศิลปินสากลในรอยเดียวกับเคียรอสตามี(ความพิถีพิถันในการวางกรอบภาพภูมิทัศน์และฝีภาพนิราศนิยมอันตราตรึงใจคือไม้ตายของคนทั้งสอง) แต่เขาก็ยืนบนลำแข้งศิลปะของตัวเอง ในส่วนของการหยิบยกประเด็นวัฒนธรรมเตอรกีตามกรอบปรัชญาที่เปิดกว้างและเปิดรับนั้น Times and Winds อาจหาญถอดรหัสวงจรการกดขี่และทรมานตามขนบพ่อเป็นใหญ่ผ่านเหตุการณ์การทำพิธีสะเดาะเคราะห์ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แต่กระนั้นก็ยังแทรกสร้อยการเล่าชวนพิศวงกับภาพเด็กๆ ในเรื่อง(ที่อาจตายไปแล้ว)อดอยากอยู่ท่ามกลางภูมิทัศน์งามตาขัดแย้งกับห้วงเวลาอันแสนเข็ญด้วยสัจธรรมของเวลาทางภูมิศาสตร์อันขาดไม่ได้ซึ่งภาพความทุกข์ยากข้นแค้นอันชื่นตาของชนบทจากฝีมือถ่ายทำสุดวิจิตรของแอร์รี คลอด้วยเสียงประกอบโดยอาร์โว พาร์ต(Arvo Part) Times and Winds มัดใจคอหนังศิลป์ได้ไม่ยากด้วยลีลาการเรื่องวูบวาบ  น่าเสียดายที่น้อยคนจะได้ยล My Only Sunshine ผลงานสำคัญลำดับถัดมาในค.ศ.2008 ของเอียร์เด็มแม้ว่าจะมีให้ดูได้จากเว็บไซต์ MUBI อีกหนึ่งมหากาพย์ของการเติบใหญ่อันมีบอสฟอรัสเป็นท้องเรื่อง และจับใจด้วยภาพเรือประมงขนาดเล็กแล่นฉิวเลี้ยวลดโฉบผ่านเรือสินค้าขนาดยักษ์โดยแทบไม่ทิ้งร่องรอยบนผิวน้ำ นางเอกของเรื่องไม่ใช่เด็กอีกต่อไปและก็ยังไม่เป็นสาวเต็มตัว สองชั่วโมงของหนังดาษดื่นด้วยความเป็นไปเหล่านี้เช่นเคย เสียงประกอบเร่งเร้า เสียงเครื่องบิน เสียงรถไฟ จากนอกรัศมีการเล่า อันบ่งบอกถึงการเคลื่อนตัวของกลไกมหึมาและอยู่เหนือขึ้นไปจากสามัญสำนึก รายละเอียดต่างๆ ที่เคยหนุนส่ง Times and Winds ก็กลับมาบรรเลงแพรวพราวกว่าเก่า คล้ายตามรังควานไม่เลิกราและหนักข้อกว่าเดิม

แต่ก็อีกนั่นแหละ เชิงชั้นที่เอียร์เด็มรักจะเรียงทบแก่หนังของเขาเวียนวนกลับมาในชีวิตประจำวันของตัวละครซ้ำแล้วซ้ำเล่าและค่อยๆ บ่อนทำลายจังหวะแบบแผนและความชัดแย้งของการเล่า  ขณะที่ในงานของซีลัน คนดูจะจดจ่ออยู่กับทิศทางการโจนทะยานของเรื่องราวโดยตลอด ดังนั้นแม้ว่าจะไม่ได้เฉลยเรื่องราวอย่างหมดเปลือกในตอนจบ (โปรดดู Once Upon a Time in Anatolia)แต่ก็ผจญภัยดั้นด้นหาคุณค่าความหมายสู่การทำความเข้าใจก้นบึ้งความเป็นจริงในกรอบของสภาวะแวดล้อมทางสังคมของหนังแต่ละเรื่อง  เอียร์เด็มกลับมีแนวทางตรงกันข้าม หนังสามเรื่องในช่วงเข้าฝักสุดขีดล้วนมีลักษณะวนเวียนเป็นวัฏจักรจับความเหตุการณ์ในชุมชนแห่งใดแห่งหนึ่งหรือสถานการณ์ที่เป็นพาหะของสาระที่ผู้กำกับหมายจะบอกกล่าว อย่างไรก็ตามการปรากฏตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าของตัวละครบางตัวก็มักเป็นไปเพื่อเหนี่ยวเชื่อมเรื่องราวต่างๆ เข้าหากัน เอียร์เด็มหาทางปลดตัวเองจากการเล่าเป็นเส้นตรง แต่ผลที่ออกมายังไม่มีแรงขับเคลื่อนมากพอที่จะผลักดันเรื่องราวให้รุดหน้า การหาบทลงเอยเข้าท่าๆ ให้กับวัฏจักรก็ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก My Only Sunshine จบลงในสภาพแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี ส่วนช่วงท้ายของ Kosmos ก็กะปลกกะเปลี้ยใช่ย่อย

ตลอดตัวเรื่องแพรวพราวด้วยความพยายามค้นหาหนทางเล่าเรื่องใหม่ๆ และเป็นส่วนหนึ่งของผลลัพธ์อันสะดุดตา Kosmos มีลักษณะส่วนตัวสูงยิ่งจนบางครั้งก็สร้างความงงงวยอยูไม่น้อย แต่หนังก็มีดีมากกว่าภาพหวือหวาเรียกความฮือฮาแบบตีหัวเข้าบ้าน หรือประหลาดชวนอึ้ง ครบเครื่องและคุ้มค่ากับการเฝ้าดูสารพัดกระบวนท่าตะกายดาวของเอียร์เด็ม

kosmos-002

แปลจาก

Johnston,T. ‘Animal magnetism: Kosmos’. July 2012. http://www.bfi.org.uk/news/animal-magnetism-kosmos

Written by enyxynematryx

January 3, 2015 at 5:54 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: