enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี(Three Colors: White) [น.279-294]

leave a comment »

[น.279]

White (1993-1994)

เรื่องย่อ: คารอล คารอล(Karol  Karol(รับบทโดยซบิกนิว ซามาคอฟสกี – – Zbigniew Zamachowski)) ช่างตัดผมชาวโปลิชกับโดมินิก(รับบทโดยจูลี เดลพี- – Julie Delpy) สาวสวยชาวฝรั่งเศส แต่งงานกัน แต่พอเรื่องมาแดงขึ้นว่าคารอลเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โดมินิกก็ขอหย่าขาด ปล่อยให้คารอลเคว้งคว้างอยู่ในปารีสในสภาพสิ้นไร้ไม้ตอก[น.280]อันเป็นวิบากกรรมจากมหกรรมขอล้างอายโดยโดมินิก(สั่งยกเลิกบัตรเครดิต และอายัดบัญชีธนาคารของเขา กิจการร้านตัดผมที่ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันอยู่เธอก็ยึดไปครองผู้เดียว) พอจนตรอกคารอลก็ต้องลดตัวเป็นวณิพกร้องเพลงโปลิชเดิมกับหวีขอเศษเงินที่สถานีรถไฟใต้ดินของปารีส ทำนองเพลงโปลิชเดิมที่คารอลร้องไปสะดุดหูและนำทางมิโคลา(Mikolaj)(รับบทโดยยานุส กายอส – – Januzs Gajos) มาหาเขาพร้อมข้อเสนอให้คารอลเดินทางกลับไปยังโปแลนด์เพื่อนำความตายไปมอบให้ใครสักคนที่อยากตายแต่ใจไม่เด็ดพอจะปลิดชีพตัวเอง หลังจากหยั่งเชิงกันสักพักคารอลก็รับข้อเสนอ แต่เขาพลิกแพลงแผนการพาตัวเองลักลอบหลับโปแลนด์เล็กน้อยโดยขอซ่อนตัวไปกับเปลี่ยนไปเดินทางด้วยรถบรรทุก แต่รถโกดัง ก็ดันถูกจี้เมื่อเข้าเขตโปแลนด์ คารอลต้องกระเสือกกระสนเอาตัวรอดจากกลุ่มโจร และซมซานไปหาพี่ชายที่เป็นช่างแต่งผมเหมือนกัน หลังจากนั้นก็ใช้ความกะล่อนหากินกับผลประโยชน์ในอาณาจักรใต้ดินของวอร์ซอว แม้ว่าเขาจะกระจอกงอกง่อยในโลกสีเทานั้น แต่เขาก็เหลี่ยมจัดพอจะล้วงความลับเกี่ยวกับข้อตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่พวกนอกกฏหมายจ้องจะรุมทึ้ง เขาก็แค่คาบข่าวไปเร่ขาย ลักไก่แลกกับข่าววงใน จากนั้นจับเล็กผสมน้อยเพื่อนำไปปั่นราคาค่าเสียรู้เวียนเทียนขายไปเรื่อย คารอลได้เงินเป็นกอบเป็นกำจากการจับเสือมือเปล่าและสร้างฐานะจนร่ำรวยและโคจรกลับมาเจอกับมิโคลา เพื่อจะพบข้อเท็จจริงที่ว่ามิโคลาคือเป้าหมายที่ตนต้องมอบความตายให้ คารอลจัดฉากการสังหารตามที่มิโคลาต้องการ แต่ไม่ได้เอาชีวิตเขาจริงๆ แค่ปลุกเขาให้ใช้สติทบทวน สองคนตกลงใจเข้าสู่วงการธุรกิจ คารอลยังไม่ละความพยายามจะต้อนโดมินิกมาติดกับจากข่าวการตายหลอกๆ ของเขา ทว่าขณะที่แผนการดำเนินไปอย่างแนบเนียน จู่ๆ ความเป็นชายของเขาก็กลับกระชุ่มกระชวยขึ้นมา สุดท้ายเขาก็เหมือนสิ้นชื่ออีกครั้ง ใครต่อใครคิดว่าเขาตาย ส่วนตัวเขาก็โผล่ไปเยี่ยมโดมินิกในเรือนจำ เธอจาระไนให้เขาเข้าใจว่าเธอรักเขาเพียงใดและอยากแต่งงานกันใหม่ คารอลร่ำไห้ด้วยความปิติ

White ออกจะผ่าเหล่าทั้งในแง่รูปแบบและน้ำเสียงการเล่า เมื่อเทียบกับผลงานเรื่องอื่นๆ ในสารบบงานของคีสลอฟสกี ที่สำคัญคือระดับการใช้สัญลักษณ์เข้าขั้นน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงยิ่งกว่างานชิ้นใดที่ออกมาในยุคหลังคอมมิวนิสต์ และมาในมาดหนังตลก(แม้จะอยู่ในขั้วตลกร้าย)ซึ่งคีสลอฟสกีไม่ค่อยได้จับ น้อยมากที่จะได้สัมผัสอารมณ์ขันละเลงอยู่ในงานเร้าความรู้สึกของคีสลอฟสกี(อย่างที่เห็นใน Camera Buff) คงมีเพียง Decalogue X ที่เข้าข่ายเป็นงานตลกเต็มขั้นตามเกณฑ์นี้ ลูกเล่นลีลาต่างๆ ก็พลอยต้องขยับขยายไปตอบโจทย์เพื่อให้สมกับเป็นงานตระกูลจี้เส้น ความรู้สึกต่อสภาพหลังคอมมิวนิสต์ของโปแลนด์ของคีสลอฟสกี และการต่อปากต่อคำกับผลงานเก่าของตนเอง

แนวทางการเล่าสัจนิยมเสมอจริงคงใช้ไม่ได้ผลในกรณีของ White แต่คงต้องเป็นแนวการเล่าเสียดเย้ยในตำรับการ์ตูนต่อลัทธิวัตถุนิยมร่วมสมัยและการล่มสลายของค่านิยมดั้งเดิมจึงจะเข้าใจต่อหนังได้มากกว่า ในแง่ของความขบขันหนังเต็มไปด้วยกับดักสถานการณ์แบบการ์ตูน การถากถางสภาพการเมือง และที่มากจนออกหน้าออกตาคือมุกประชดส่ง อรรถาธิบายว่าด้วยมุกประชดส่งของยุโรปยุคกลางโดย Brackett ในงานเขียนสุดอมตะ History of the Theatre น่าจะอธิบายคุณลักษณะของ White ได้ดีที่สุด:
[น.281]”หากศาสนาคือชัยชนะของศีลธรรม และการใช้ความปราดเปรื่องลงฑัณฑ์ในคดีอันไม่มีวันสิ้นอายุความ มุกประชดส่งฉายภาพความพิกลพิการของมนุษยภาพภายใต้ระเบียบสังคม เรื่องราวที่นำมาผูกจะวนเวียนอยู่กับการนอกใจ การมีปากเสียง การคดโกง การเอาดีใส่ตัว และรอยด่างพร้อยในความเป็นมนุษย์ทั้งหลาย คนดีคนชั่วต่างมีสิทธิเป็นตัวชูโรง ความหัวอ่อนและหูเบาคือ ฝ่ายที่ถูกเล่นงานตกที่นั่งเหยื่อความเพราะความหัวอ่อนและหูเบา ไม่มีที่ว่างแก่น้ำจิตน้ำใจแม้แต่น้อย”

ฉันใดก็ฉันนั้น การเป็นการ์ตูนมากกว่าภาพจำลองชีวิตคนจริงๆ ย่อมเป็นคำอธิบายอย่างดีแก่แรงจูงใจที่ฟังไม่ขึ้น และพฤติกรรมสุดโต่งของตัวละคร ในความบ้าระห่ำและอืดเฟะของโลกทุนนิยม มีการค่อนขอดภาวะการเมือง(เงินตรา อำนาจ สมบัติผลัดกันชม)ตลอดเส้นทางการเล่า แต่ก็เป็นไปโดยปราศจากการเสี้ยม ตั้งป้อม หรือย้อมใจตัวเอง ในประเด็นเหล่านั้น ว่าไปแล้วคีสลอฟสกีหาได้เป็นมาร์ซิสต์ชนิดเข้าเส้น เขาน่าจะเป็นอวตารปางช่างยิ้มของอเล็กซานเดอร์ ซอลเจนิตซิน(Alexandr Solzhenitsyn)(ในเรื่องพวกนี้)เสียมากกว่า: จับผิดเผด็จการ แต่ก็เล็งเห็นความเลวร้ายจากด้านลบของวัตถุนิยมที่ตกทอดอยู่ในทุนนิยมร่วมสมัย

คารอลเป็นมนุษย์เดินดินชาวโปลในโลกทุนนิยมอันบ้าคลั่ง เขาคืนสู่เหย้าที่โปแลนด์ขณะที่คีสลอฟสกีเดินทางกลับมาตุภูมิเป็นหนที่สองและหนสุดท้ายหลังคอมมิวนิสต์ล่มสลาย ใน Veronique นั้น หนังจดจ่ออยู่กับความเชื่อมโยงระหว่างวีโรนิกาที่โปแลนด์กับเวโรนิกในโลกตะวันตก ขณะที่ในงานชิ้นนี้คีสลอฟสกีพุ่งเป้าไปที่การเปรียบต่างสภาพของโปแลนด์ที่ไม่ต้องใจคีสลอฟสกีก่อนและหลังการล้มของระบอบคอมมิวนิสต์ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่คีสลิฟสกีชวนทะเลาะคือ นิยามของความสำเร็จ โดยทั่วไป “การประสบความสำเร็จ”พึงหมายถึง ปลายทางของการทุ่มเทกำลังสติปัญญา และความสร้างสรรค์เจือด้วยความบากบั่นเลือดตาแทบกระเด็น ถึงจะมั่งคั่งขึ้นมาจากการต้มตุ๋นคู่ค้าที่ดิน แต่ต่อมาเขาก็ผลาญเงินนั้นไปกับมหกรรมตบตาและไล่ต้อนเมียตัวเอง  ผลงานชิ้นก่อนๆในตำรับคีสลอฟสกีนั้นจะยึดความสำเร็จตามค่านิยมก่อนยุคคอมมิวนิสต์(pre-Communist)เป็นสรณะ  ด้วยเหตุนี้เหล่าตัวละครที่รับบทโดยเจอร์ซี  สทูเฮอร์(Jerzy  Stuhr)จึงเป็นแบบจำลองของมนุษย์ที่มีความทะเยอทะยานและแคล้วคลาดตลอดรอดฝั่ง ขุมข่ายการเล่าเดียวกันยังตกทอดมาถึง Decalog X โดยมาในบทพี่ชายของซบิกนิว  ซามาคอฟสกี(Zbigniew  Zamachowski) และก็มาในมาดเดิมๆ (นั่นคือ ปราศจากอัตลักษณ์  หน้าเลือดและโลภ หนักข้อกว่าเดิม)  ใบหน้าชวนเอือมระอาเหล่านี้ตามมาหลอกหลอนอีกใน White คราวนี้สทูเฮอร์เป็นพี่น้องคลานตามกันมากับซามาคอฟสกี ผิดแต่เพียงหนนี้เขาไม่ได้มัวเมากับความละโมบและอำนาจ แค่สมรู้ร่วมคิดให้น้องถลำลึกกับกิเลสเหล่านั้น  เพื่อนบ้านจากงานชิ้นก่อนๆ โผล่มาทักทายไม่ขาด

[น.282]
รายทางการเล่าปรุพรุนด้วยซอกซอยเชื่อมต่อกับหนังเรื่องอื่นๆ ของคีสลอฟสกี อย่างสีขาวชวนขวัญผวาของแผ่นผืนหิมะเหนือท้องทุ่ง(ฉายความงดงามและมรณานุสติในเวลาเดียวกันจาก The Scar) ก็ยังตามมาหลอกหลอน หน้ากากป้องกันไอพิษที่น่าจะเป็นหน้ากากผีจาก Camera Buff ก็โผล่มากระชากขวัญ(อาจเป็นการเตือนว่าภัยคุกคามไม่ได้หายไปไหน) การฆ่าตัวตายใน No End ก็ถูกเสนอชื่อเข้ามาด้วยเพราะมีการใช้สถานการณ์ที่ชวนหวนไห้ฟูมฟายไม่แพ้กันในเรื่องนี้ทบทวนท่าทีดังกล่าว กล่าวโดยย่อความเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินของโปแลนด์นับเป็นวาระอันดีที่คีสลอฟสกีจะจุดธูปอัญเชิญท่าทีในงานชิ้นก่อนๆ มาต่อความยาวสาวความยืดกันสักตั้ง แม้คีสลอฟสกีจะหันหลังให้กับการเมืองอันน่าเอือมระอา แต่ก็มีประเด็นทางการเมืองโผล่มาเป็นเป้าหยอกเอิน เพียงแค่เปรยถึงให้ขบคิดเล่นๆ ไม่ได้เอาเป็นตายเหมือนเรื่องราวอิงขนบสากลในงานพลิกผันบาดจิตใจชั้นหลัง คีสลอฟสกีกล่อมสาระบางด้านให้หลับใหลไปก่อนที่เขาจะปวารณาตัวแก่การทำงานชิ้นสุดท้าย(Red)ในชีวิตการเป็นผู้กำกับ

ฝีภาพเปิดเรื่องเปรยถึงสภาพวัตถุนิยม ถังขนาดใหญ่เลื่อนไปตามสายพานลำเลียง ดูโทรมแต่ก็ยังสู้งานได้ดี พร้อมด้วยตัวช่วยขึงและตัวจับยึด รวมถึงการจ้องเขม็งจากกล้องบ่งบอกว่าในถังมีของสำคัญบรรจุอยู่ภายใน เป็นการลักไก่คาบความเป็นไปในภายภาคหน้ามาเฉลยว่าของสูงค่าในถังเหล่านั้นมีอันต้องกลายเป็นของเหลือทิ้งด้วยน้ำมือคารอล มีข้อเขียนเสาะหาความจำเป็นของการที่คีสลอฟสกีเปิดฉากเรื่องราวพิเรนท์ๆ เช่นนั้นออกมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์หลังดั้นด้นกลับสู่โปแลนด์นั้นช่างดูไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผูกปมให้พิสดารเลยเถิด คีสลอฟสกีคงหมายจะใช้ภาพดังกล่าวเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยทางขุมข่ายการบรรเลงก่อนเข้าสู่เรื่องเล่าที่มีแง่มุมทางวัตถุนิยมให้ขบคิดไม่ขาดสาย กระเป๋าเดินทางยังเป็นสัญลักษณ์เชิงขบขันแทนการคืนสู่เหย้าของคีสลอฟสกี คงพอจำกันได้ถึงท่าทีไม่พอใจของชาวโปลจำนวนไม่น้อยที่มองว่าคีสลอฟสกีละทิ้งพวกเขา และมีขันติธรรมสูงผิดที่ผิดเวลาในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ภาวะคับขัน สถานการณ์ชวนขำแกมสมเพชนี้อาจเป็นการสมน้ำหน้าตัวเองที่ถึงคราวต้องซมซานกลับบ้านเกิดเมืองนอน โดยต้องลักลอบในสภาพหมดศักดิ์ศรี

คีสลอฟสกีเคยแย้มไว้ว่า เขาวาดภาพตัวละครคารอล คารอล(Karol Karol)(ซึ่งถ้าเป็นในวัฒนธรรมภาษาอเมริกันจะหมายถึง Charlie Charlie) นั้น ไว้ให้มีชะตากรรมในแบบชาร์ลี แชปลิน(Chaplinesque)   [น.283]   ฝีภาพปัจจุบันของหนังต้องไปตั้งต้นตรงแกะรอยจากภาพเท้าคู่หนึ่งกับท่วงท่าการเดินไม่เหมือนชาวบ้าน รองเท้าเก่าคร่ำ ฝีก้าวละล้าละลังคิดไม่ตก ไม่ถึงกับจะวัดรอยเท้าการเล่าฉากขึ้นชื่อใน Tramp แต่อยู่ในแนวทางจำอวด ไม่ได้แค่กลัดกลุ้มกับคดีความที่เมียตนเองยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งเล่นงานเขา แต่ภาพคู่รักอื่นดูดดื่มกันอยู่ข้างถนนนั้นบาดตาบาดใจเกินคารอลจะทน ชาวโปลตกอับท่ามกลางปารีสอันฟู่ฟ่าซึ่งคีสลอฟสกีให้ความเห็นไว้ว่าตัวละครตัวนี้ระแวงแม้กระทั่งยวดยานที่สัญจรไปมา คารอลสิ้นวาสนาถึงเพียงนั้น

ภาพความหลงใหลนกของคารอลมีให้เห็นหลายครั้ง รวมถึงบทเจรจาเปี่ยมสีสันผ่านสีขาว จากขี้นกที่รดบนไหล่คารอล อย่างที่คีสลอฟสกีกล่าวไว้ ชีวิตคารอลนั้นเข้าตำรา อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง แต่ในกาลต่อมา นกโผล่ก็มาอีกในรถไฟใต้ดิน คราวนี้เหมือนจะเป็นมิตรมากขึ้น(จนถึงขั้นอาจเป็นตัวนำโชค) สีขาวแสดงบทบาททางวิภาษวิธีอีกในศาล โดยโผล่อยู่ในภาพความทรงจำหวานชื่นชวนฝันในวันแต่งงานจากห้วงคำนึงของคารอล ดวงหน้าขาวซีดของโดมินิกแผ่รัศมียามหันมายิ้มให้กับเขา ก่อนจะเฉลยว่าเป็นความเพ้อพก โลกความจริงเขาอยู่ในห้องน้ำสีขาวโพลน (ในห้องสุขาที่คารอลอาเจียนหลังจากได้ฟังข่าวลือหลายกระแสว่าเมียหมดรักในตัวเขาแล้ว) ขณะที่ใน Blues นั้น สีประจำขุมข่ายการบรรเลงไม่ได้หอบหิ้วชุดความหมายอันใดอันหนึ่งไปตลอดทั้งเรื่อง แต่จะมีไว้รองรับความรู้สึกที่คนดูระบายออกมาตามปฏิกิริยาที่มีต่อการเล่า งานด้านภาพอันกระฉับกระเฉงสมจริงฝีมือเอ็ดเวิร์ด โคลซินสกี(Edward Klocinski)นั้น แทบไม่มีสิ่งใดให้หวนนึกถึงการการกำกับภาพแนวผจญภัยทางพิมพ์นิยมของ(สลาโวเมียร์)ยิดเซียก(Slavomir Idziak)หรือโซโบซินสกี(ผู้กำกับภาพ Red) คีสลอฟสกีคงเล็งเห็นว่าการเลือกผู้กำกับภาพที่ไม่แก่นามธรรมเกินไปน่าจะเหมาะงานประชดส่งที่ลดตัวลงไปข้องแวะกับโลกีย์วิสัยมากที่สุดในบรรดาไตรภาค ตัวละครไม่ได้มีปณิธานทางอภิปรัชญาเลิศเลอใดๆ และขุมข่ายการบรรเลงสากลก็เพื่อตีแผ่ด้านลบของความละโมบ การจ้องเอาเปรียบ อำนาจ และการล้างแค้น  กล่าวโดยย่อ มีการใช้นามธรรมน้อยลงเพราะหนังไม่เน้นการจรรโลงสติสักเท่าไหร่ คีสลอฟสกีและพีเซวิสตั้งใจอยู่แล้วที่จะขยักการเล่าไม่ให้ลึกซึ้งไปกว่านั้น และเน้นความเสมอต้นเสมอปลายของการวิพากษ์ มีการพาดพิงถึงศาสนาเพียงผ่านๆ หนำซ้ำยังข้องแวะกับขบวนการศิลปินผลิตงานเก๊ในแวดวงของมิโคลา ศาสนวัตถุขนานแท้โผล่มาครั้งเดียวตอนที่คารอลฉวยมาใช้แก้ขัดแทนกระจกจริงเพื่อตัดแต่งทรงผม นับเป็นการล้มล้างคุณค่าอันสูงส่งเดิมและยัดเยียดคุณค่าใหม่ทางเทววิทยาแก่ตัววัตถุ ณ ตรงนั้นไม่มีการทำหน้าที่สะท้อนภาวะภายในแก่ผู้ที่ต้องการย้อนรอยกลับเข้าไปสำรวจจิตใจและดวงวิญญาณ [น.284]สำหรับคารอลผู้ฝักใฝ่กับสภาพผิวเผินเบื้องนอก นั่นก็แค่กระจกเงา หาได้เป็นสัญลักษณ์แทนภารกิจสูงส่งอื่นใดมากไปกว่าสะท้อนสารรูปของเขา การร้องขอให้แปลถ้อยคำเป็นภาษาโปลิชแม้ว่าฝ่ายภรรยาจะรู้ภาษาโปลิชอยู่บ้างในการพิจารณาคดีในศาลตอกย้ำถึงความห่างเหินระหว่างคารอลกับภรรยา โดมินิกพูดภาษาฝรั่งเศสเพราะเป็นการขึ้นศาลฝรั่งเศส ขณะที่คารอลเป็นต่างด้าวอยู่ในคอกจำเลย และร้องขอให้มีการแปล ระหว่างการพิจารณาคดี จูลี(จาก Blue) ก็โผล่เข้ามาในศาล และถูกขอให้ออกไป คนดูได้แต่คาดเดาเอาเองว่าคงเป็นเรื่องของคนสองคนที่เป็นทุกข์เพราะคู่ครองนอกใจ แม้ว่าจูลีจะร่ำรวย และคารอลสิ้นเนื้อประดาตัว ด้านนอกศาลโดมินิกถ่ายกระเป๋าเดินทาง(ทรงเดียวกับตอนเปิดเรื่อง)และโบกมือลาด้วยท่าทีเยาะหยันสุดร้ายกาจ แต่กลับเป็นที่น่าเอ็นดูเมื่อย้อนกลับมาให้เห็นตอนท้ายเรื่อง ช่างเป็นนิมิตหมายความสมดุลกับสารบบงานของคีสลอฟสกีที่เข้าสู่ท้ายๆ ของการทำงานกำกับ

“กรอกรหัส และกด ถูกต้อง” เครื่องถอนเงินแจ้งแก่คารอลตอนเขามาถอนเงิน เหตุการณ์นี้ประหวัดความหมายกว้างไปถึงการบ่อนทำลายความเป็นมนุษย์ของลัทธิทุนนิยม คารอลสำเนียกเอาตอนนั้นว่าเขาสิ้นสภาพทั้งในทางเศรษฐกิจและการครองตน ฉากถัดมายิ่งเข้าตัวคารอลหนักกว่าเดิม เมื่อบัตรถูกหักครึ่งในฝีภาพที่เน้นขยายภาพส่วนหน้าเกินจริงจนป้านโปน(อินสดอร์ฟตีความว่าเป็นความด้อยสมรรถภาพ) คารอลเนื้อตัวสั่นเทาไร้คนเหลียวแลในคืนเย็นยะเยือก ภาพชายชรายักแย่ยักยันทิ้งขวดลงถังขยะหมุนเวียนกลับมาใช้เรียกรอยยิ้มแค่นๆ จากเขา ห้วงเหตุการณ์นี้แฝงความสัปดนแทงใจดำคารอลเอง เพราะนกเขาของเขาโก่งคอขันไม่ตลอดรอดฝั่ง ขนาดเล่นมุกคีสลอฟสกีก็ยังไว้ลายไม่มีไถลออกนอกขุมข่ายการบรรเลง ความไร้สมรรถภาพในความหมายอย่างกว้างสุดนั้นกินความไปถึงการไร้อำนาจ ชายชราปวกเปียกในทางกายภาพ ขณะที่คารอลนั้นไร้น้ำยาในทุกด้าน(กามคุณ, สังคมวิทยา, เศรษฐกิจ, จิตวิญญาณ)

ระหว่างการเล้าโลม(และล่มกลางคัน)หนล่าสุดที่ร้านทำผม โดมินิกบ่นว่าคารอลไม่เข้าใจเธอ ไม่เคยใส่ใจกับความปรารถนาของเธอและตัวเขาเองจำเป็นต่อเธอขนาดไหน นับเป็นอีกหนึ่งความย้อนแย้ง เช่นเดียวกับความสัมพันธ์อีกหลายเส้าในงานของคีสลอฟสกี การกระทำกับความปรารถนาที่แท้จริงของตัวละครตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง[น.285]โดมินิกกะจะเผาม่านร้านตัดผมประชดส่งความบ้องตื้นของคารอลและอำพรางว่ามีคนร้ายวางเพลิง คารอลขวัญกระเจิงเตลิดหนีตามคาด พฤติกรรมห่ามๆ ประหลาดของโดมินิกในสายตาของจูลี เดลพีนักแสดงที่มาสวมบทนั้น วู่วามเกรี้ยวกราดเหมือนแมวคลั่งยามราตรี

ชายเสื้อรุ่ยร่ายของคารอลเตะตามิโคลา มุกตลกล้วนมีแง่มุมเหี้ยมเกรียม กรณีนี้เป็นเรื่องความทรงจำอันเจ็บปวดของคารอลครั้งพยายามมีเพศสัมพันธ์แต่ล่มกลางคัน มิโคลาจำได้ว่าบทเพลงที่คารอลบนรเลงจากลมหวีนั้น มาจากโปแลนด์(อินสดอร์ฟระบุว่า คือท่อนทำนองจาก The Last Sunday เพลงว่าด้วยความรักที่ล่มสลาย) คารอลบรรเลงแถมให้อีก คราวนี้เป็นเพลงประจำกองทหาร ประชดส่งชะตากรรมได้สาแก่ใจยิ่ง

“ไม่ชอบเพลงนี้”มิโคลาตั้งแง่ สุราเถื่อนถูกเจือจานว่าแล้วชายทั้งสองก็ร่ำน้ำเมำและน้ำคำ กลไพ่ของมิโคลาเตือนว่าเขามีดีพอและมีภารกิจที่ยังค้างคา ระหว่างการสนทนา จู่ๆ ก็มีนกพิราบบินเข้ามาในสถานีรถไฟใต้ดินและร่อนลงยืนข้างๆ พวกเขาสร้างความประหลาดใจแก่คารอลและชวนให้นึกถึงหนล่าสุดที่เขาเจอนกพิราบข้างนอกศาล แต่หนนี้นกสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง มิโคลายื่นข้อเสนอที่จะนำคารอลกลับสู่โปแลนด์บ้านเกิด

มีพร้อมสรรพทั้งเมีย ลูก เงินทอง ก็เลยอยากกำหนดดวงถึงฆาตดัวยเสียเลย? มิโคลาไม่ได้บ้าบอคอแตกไปวันๆ เขาคือหินลองทองในวิบากกรรมทางจิตวิญญาณซึ่งพร้อมจะวัดใจชายและหญิงไม่ว่าหน้าไหน ดังเป็นที่ประจักษ์มาแล้วใน Blue ความมั่งมีทางโลกียวิสัยแม้ไม่อาจซื้อความสุขใจ แต่ก็จับจ่ายการล้างแค้นได้ ตามการข้อสังเกตด้วยสายตาประชดประชันของคีสลอฟสกี

คารอลยึดภาพบริจิตต์ บาร์โดต์ในฐานะเป็นเพศหญิงตามอุดมคติ เป็นแม่พิมพ์ของโดมินิก ภาพดังกล่าวมาจากใบปิดของภาพยนตร์ Le mepris หรือในชื่อภาษาอังกฤษคือ Contempt ผลงานเลื่องชื่อของโกดารด์ การให้เบาะแสอันแยบยลดังกล่าวผสมโรงกับเหตุการณ์ที่โดมินิกรับสายโทรศัพท์จากคารอล โดยมีชายคนใหม่อยู่เคียงข้าง ในการย้ำประจานความไร้น้ำยาของคารอล การที่เขาวางไปสายก่อนที่โดมินิกจะถึงจุดสุดยอดอาจกู้หน้าเขาได้บ้างนิดหน่อย แต่เขาก็ไม่วายโดนตู้อมเงินสองฟรังก์สุดท้ายไปอยู่ดี เขาร้องเรียนกับเจ้าพนักงานรถไฟใต้ดินให้ชดใช้ความเสียหายด้วยความหัวเสีย เจ้าหน้าที่ดำเนินการให้อย่างเสียมิได้ คารอลตั้งหลักอีกครั้งและนับเป็นก้าวแรกของกระบวนการรวบรวมสรรพกำลังและวางแผนแก้แค้นอันแช่มช้าแต่แน่วแน่

[น.286]
เขาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่ามีเรื่องต้องสะสางก่อนเข้าซ่อนในรถบรรทุกมุ่งสู่โปแลนด์ เขาต้องฉกของบางอย่างมา วัตถุนิยมบำบัดให้สาแก่ใจกันไป และก็ตามเคยคีสลอฟสกีไม่บอกแต่แรกว่าเขาหมายจะฉกสิ่งใด แต่จะไปรู้ในภายหลังว่าในห่อนั้นคือหุ่นทรวงอกผู้หญิงพร้อมดวงหน้าละม้ายโดมินิกที่ต้องตาเขาผ่านห้องแสดงหน้าร้านมานาน เขากำลังจะใช้กำลังฉุดคร่าหุ่นมาครอบครอง ก่อนตัวเองก็จะถูกอุ้มในอีกไม่นาน

ภาพสอดแทรกขบขันพาหนังกลับไปยังระลอกการเล่าแรก โดยมีจุดสังเกตคืออาการขัดยอกของคนงานระหว่างขนถ่ายหีบสัมภาระ และปีนป่ายท้าความสูงขึ้นไปซ้อนด้านบนสุดของรถรางลำเลียง หีบเดินทางไปไม่ถึงปลายทางคือวอร์ซอวเพราะโดนดักปล้นเสียก่อนโดยพวกพนักงานขนสัมภาระนั่นเอง พอเห็นว่าที่ซุกอยู่ข้างในคือคารอล พวกนั้นก็จะชิงเงินสองฟรังก์ไปจากเขา คารอลยื้อยุด แต่สุดท้ายก็โดนพวกนั้นยำแทบเละคามือ คารอลโงหัวขึ้นมากวาดตาไปรอบบ่อขยะหิมะคลุมหนาเตอะ “ถึงบ้านเสียที”คารอลฟันธง ดนตรีประกอบของไพรสเนอร์ปรี่เข้ามาแดกดัน (จงใจสร้างความย้อนแย้งทางดนตรีด้วยท่อนบรรเลงที่ละม้ายกับผลงานเลื่องระบือของโชแปงวีรบุรุษประจำชาติโปแลนด์) ยานินา ฟอลคอฟสกา(Janina  Falkowska)ตั้งข้อสังเกตว่าระลอกการเล่านี้ล้อรับฉากจบของ Ashes and Diamonds งานสุดอมตะของผู้กำกับวาดา(Andzrej Wajda) ในงานชิ้นนั้น ตัวเอกสละชีพคากองขยะเพื่อปลดปล่อยโปแลนด์ไปสู่สังคมนิยม ในค.ศ.1945 บัดนี้ คารอลในวาระนั้นเหมือนการกลับมาจุติของตัวละครดังกล่าวท่ามกลางความฉ้อฉลในยุคที่โปแลนด์เป็นทุนนิยมไปแล้ว

“ทำป้ายไฟซะด้วย”คารอลเปรยในอ้อมกอดของพี่ชาย “เราเป็นยุโรปแล้วนี่” เถ้าแก่ร้านตอบ  ราวกับว่าเอกลักษณ์ความเป็นยุโรปทั้งมวลรวมอยู่ในแสงฉูดฉาดรกตาจากป้ายนั้น คารอลใช้เวลาระหว่างพักฟื้นไปกับการซ่อมแซมหุ่นที่เขาอุ้มมาจากห้องแสดงของร้าน ทวิภาพแห่งกำสรดมาในรูปการรอคอยเวลาสมานแผลบนใบหน้าที่ยับเยินของตนและเพียรปะติดปะต่อเศษเสี้ยวแหลกเยินของใบหน้าคล้ายโดมินิกของหุ่นเข้าด้วยกันใหม่ นับเป็นเบาะแสแรกๆ ของความปรารถนาใต้จิตสำนึกอันแท้จริงของคารอลในการดึงทั้งสองกลับมาเคียงคู่กันอีก

คารอลตั้งท่าจะโยนเหรียญเงินตราฝรั่งเศสลงสู่ก้นแม่น้ำ แต่เหรียญกลับติดหนึบเหมือนที่มือคารอลมี”กาวอภิปรัชญา”(metaphysical glue) ตามคำของอินสดอร์ฟ(Insdorf) บทอันชวนพิศวงด้วยปาฎิหาริย์ และแรงโน้มถ่วงผิดเพี้ยนส่วนนี้ สร้างแรงบันดาลใจขุมสำคัญแก่คารอล ภาพเลือนดับไปโดยมีดวงหน้าผ่องแผ้วของคารอลทอรัศมีท้าความมืดอยู่เป็นสิ่งสุดท้าย นับเป็นลูกไม้ด้านภาพที่สลับทิศกับกรณีจูลีที่พ่ายแพ้แก่ความทรงจำอันดำมืดอย่างว่าง่าย [น.287]ภาพเลือนดับไปโดยมีดวงหน้าเจิดจรัสของคารอลทอรัศมีท้าความมืดอยู่เป็นสิ่งสุดท้าย นับเป็นลูกไม้ด้านภาพที่สลับทิศกับกรณีจูลีที่ตกเป็นเบี้ยล่างความทรงจำอันดำมืด ขณะที่คารอลเริ่มต้นจากมืดแปดด้าน แล้วจึงเห็นทางสว่าง หนังเล่าล้ำไปยังเหตุการณ์ภายภาคหน้าตอนโดมินิกเดินเข้าโรงแรมของตนเอง จุดเริ่มต้นของชัยชนะที่ใกล้เข้ามา การเฉลยดังกล่าวเป็นการเผยไต๋แผนชำระแค้นมากกว่าการหยั่งรู้หรือญาณแห่งอภิปรัชญา ดูทีคารอลคงได้ลายตากับทางแพร่งชีวิตอันหลากหลายภายหน้าที่คีสลอฟสกีประเคนให้พร้อมเงื่อนไขผ่านภาพแส่รู้(flash-forward)เพื่อเรียกสติเขาหลายต่อหลายตลบ แต่อำนาจวัตถุนิยม(อันมีเหรียญเป็นสัญลักษณ์)ก็ชวนลุ่มหลงเกินกว่าจะถอนตัวและต้องเดินแผนอุบาทว์ไปจนสุดทาง

ปกติคีสลอฟสกีจะไม่ใช้ภาพของตาย แต่ในการบอกใบ้ว่าคารอลพาตัวเองเข้าไปข้องแวะกับโลกใต้ดิน เขายอมตามน้ำเพราะเห็นแก่อารมณ์ขันด้วยภาพการนับเงินของกลุ่มนักเลงบนโต๊ะของเขา คารอลได้งานรับจ้างอารักขาพร้อมปืนยิงแก๊สน้ำตาประจำตำแหน่ง ฉากถัดมาฮาเฉียบยิ่งกว่ากับภาพคารอลในมาดนักเลงอวดกร่าง เปรียบไปก็เหมือนกับความฝักใฝ่ประจำชาติโปแลนด์ที่ต้องการการยอมรับจากชาติเพื่อนบ้านร่วมทวีปยุโรป ในฐานะชาวโปลในฝรั่งเศสคารอลมีสภาพเหมือนหมูหมา แต่พออยู่ในโปแลนด์ในฐานะเจ้าถิ่นเขาผยองขึ้นถนัดตา วางก้ามอีกต่างหาก ก็ถูกของอินสดอร์ฟที่เชื่อว่าภาพคารอลชูคอขึ้นมาหนนี้เป็นตัวแทนโปแลนด์ยุคใหม่ กระนั้นก็ไม่ควรมองข้ามการวิพากษ์สภาพร่วมสมัยตามประสาคีสลอฟสกีที่มีอยู่เหลือเฟือตลอดเส้นทางเล่าเรื่อง

คารอลหันไปเอาจริงเอาจังกับการเรียนภาษาฝรั่งเศส(จากเทปคาสเส็ตต์) เพื่อเอาชนะจิตใจที่อ่อนแอและช่างคิดเล็กคิดน้อยของตัวเอง “เธอคงเข้านอนแล้ว” “ฉันคงไม่อยู่” “ฉันควรยินดีด้วยที่…” (ขนบการเล่าของคีสลอฟสกีและพีเซวิสอันมีจุดเริ่มต้นใน A Short Film about Love) ระหว่างที่เทปเปล่งเสียงไป คารอลคำนึงเห็นตนเองจุมพิตดวงหน้าโดมินิกของหุ่นที่ซ่อมเสร็จ

(ราวกับมีพลังชั่วช้าของทุนนิยมให้ท้าย)ตอนคารอลปั่นหัวหลอกเงินเหยื่อ กับการมีสัญลักษณ์ของอิเคีย(Ikea) และฮาร์ตวิก(Hartwig)ปรากฏอยู่ด้านหลัง คารอล ด้วยว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสองขึ้นชื่อในการเข้ากว้านซื้อพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร(ประดุจผู้ล่าที่ไม่รู้จักพอ) ครั้นพอเดินแผนเต็มสูบตีสลอฟสกีก็พลิ้วไปยังภาพระยะใกล้ของแก้วสองใบเคียงคู่อันเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมน้ำสาบาน ผิดแต่เพียงคราวนี้ข้างในบรรจุว็อดกาไม่ใช่น้ำชา คารอลปลุกกิเลสชาวนาแก่ๆ เพื่อให้ซื้อหาข้าวของเครื่องใช้บริโภคนิยมมาบำเรอความสุข “ซื้อรถเหรอ” “ทีวีด้วย” “เอามาทำไม ข้าไม่เห็นต้องใช้ ซื้อๆ ซ่อมๆ อยู่นั่นละ” ชายชราตอกกลับ พร้อมด้วยลูกเหน็บแนมตามประสาคีสลอฟสกี ตาลุงมีทางหนีทีไล่(คงได้ผลชะงัด)ในการใช้เงินอยู่เหมือนกัน นั่นคือฝังดินเพื่อให้ห่างมือขโมยแม้ว่าจะดูสิ้นคิด  [น.288] หนังชวนคนดูล่อเป้าวัตถุนิยม/ทุนนิยมอย่างเมามัน ไปพร้อมกับอรรถาธิบายถึงชาดกคริสต์เรื่องปฏิภาณสิบโดยมองว่าการฝังซ่อนปฏิภาณถือเป็นการผลาญทรัพยากรไปเปล่าๆปลี้ๆ

หลังจากคารอลพบกับมิโคลาอีกหน และรื้อฟื้นแผนฆ่าตัวตาย มีฉากเหตุการณ์ขี้ปะติ๋วเหมือนสักแต่เล่าให้พ้นๆ ตัว เริ่มต้นจากภาพของเหรียญเงินฟรังก์กำลังหมุนจากในระยะใกล้ พอเหรียญหยุด กล้องถอยห่างออกมารวบคล้องใบหน้าคารอลเข้าในกรอบภาพ ไม่มีคำพูดจาใดๆ แต่พอเดาได้จาก สีหน้าท่าทางว่าเขามองเห็นลู่ทาง แต่ก็ยังต้องลุ้นอยู่ อึดใจที่มีเครื่องเสี่ยงทายเป็นตัวชูโรง การยึดวิถีหยั่งรู้พิเศษเป็นที่พึ่ง ฟ้องว่าคารอลก็มีใจเอนเอียงจะยุติแผนการอยู่บ้างเหมือนกัน และต้องปล่อยให้เหรียญชี้ชะตา เหมือนการเสี่ยงเหรียญของผู้พิพากษาใน Red อันที่จริงตลอดเรื่องคือการขับเคี่ยวเชิงวิภาษวิธีระหว่างปัจจัยโอกาสกับชะตาลิขิต(ไล่ตั้งแต่แผนแหกตาเมียสุดอลังการแยบคายของคารอลไปจนถึงภาพแส่รู้ขณะโดมินิกอยู่ในห้องพักโรงแรมในวอร์ซอว) เป็นใครก็ลังเลหากขั้นต่อไปของแผนการนั้น คือรับจ้างฆ่าใครสักคนเพื่อเป็นทุนรอน ไม่มีใครรู้แน่ว่าผลการเสี่ยงเหรียญชี้ไปในทางใด เพราะไม่รู้ว่าคารอลตั้งธงไว้อย่างไร แต่ก็น่าจะเดาได้จากภาพลักไก่เล่าถึงความเป็นไปของโดมินิก(ที่ตามมาอีกหนึ่งขยัก)ก็บอกเป็นนัยถึงการตกลงใจของเขาที่จะเปิดฉากปฏิบัติการตามแผนไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

ฉากฆ่าตัวตายและยิ้มย่องสะใจเหมือนเด็กๆ หลังจากนั้นถือเป็นหนึ่งในห้วงเวลาที่ชวนอิ่มใจมากที่สุดในบรรดาหนังทั้งปวงของคีสลอฟสกี เป็นความลงตัวในโดยอาศัยเพียงจังหวะการเร้าความรู้สึกอันเฉียบคม มิโคลาเฉลยว่าเขาเองคือคนที่อยากตาย ความคลางแคลงใจที่เกาะกุมใจคารอลมาตลอดก็เป็นอันหมดไป เป็นความระทึกที่เข้ามารับช่วงต่อ พลันที่มิโคลาสั่งให้จ่อปืนเข้าหน้าอกตนเอง ฤาเขาจะต้องปลิดชีพมิตรเพียงหนึ่งเดียวที่มีจริงๆ ถ้อยพระคัมภีร์กังวานวนเวียนความว่า”ไม่มีรักจากผู้ใดยิ่งใหญ่กว่าผู้ยอมวางวายเพื่อสหาย”ครั้งหนึ่งเยซูเคยกล่าว เพื่อเป็นการแสดงออกซึ่ง”รัก” คารอลจำต้อง”ล้ม”เพื่อน เป็นเดิมพันที่คารอลรับคำท้าไปแล้ว และหากรักเพื่อนจริง เขาก็ต้องพามิโคลาไปสู่สุคติ นับเป็นทางแพร่งวัดใจดุจเดียวกับที่ตัวละครอื่นๆ ของคีสลอฟสกีเคยประสบ ไม่ว่าจะเป็นโดโรทากับการเขี่ยแก้ว ยาเส็กกับการทอยหิน จูลีกับการเขี่ยขาตั้งฝาครอบเปียนโนทั้งหมดล้วนมุ่งทดสอบขีดจำกัดด้วยเกณฑ์ที่เป็นรูปธรรม ในกรณีอื่นๆ อาจไม่เป็นดังหวัง แต่ความตั้งใจช่วยมิตรสหายหนนี้ มิโคลาเผชิญหน้ากับสุดขอบผาอย่างองอาจ

[น.289]มิโคลาทรุดลงด้วยกระสุนนัดแรก หนังถ่ายทอดเหตุการณ์ด้วยภาพช้า(และล่องลอย)มากเป็นพิเศษ เขาเคว้งอยู่ในอึดใจพ้นทุกข์ ตัดขาดจากกระแสเวลา ดวงจิตค้างเติ่งอยู่ในนิรันดร์สถานครู่ใหญ่ ไม่ใครก็ใครย่อมหมายใจว่าเขาดับคามือเพื่อนและเพชฌฆาต หลังจากชั่วครู่แห่งการดำดิ่งสู่สัมปรายภพเขาลืมตากลับมาดูโลกปัจจุบันอีกครั้ง คารอลรับคำเป็นมั่นเหมาะว่านัดถัดไปจะไม่ใช่ลูกเปล่าแน่ แต่ก็ยังไม่วายถามย้ำถึงความตั้งใจ แต่หลังจากลิ้มรสปรโลก คนรักตัวกลัวตายอย่างมิโคลาไม่คิดกลับไปอีก มิโคลาเบื่อๆอยากๆกับการดิ้นรนเอาตัวรอดไม่แปรเปลี่ยน ดังจะเห็นได้จากบทสนทนาเรื่อยเปื่อยหลังจากนั้น “มิโคลา เราทุกคนล้วนมีเรื่องเจ็บปวด” “ก็ใช่ แต่ข้าเจอหนักๆ ตลอดก็ไม่ไหวนะ” มิโคลาจ่ายเงินคารอล อานิสงส์จากการคลี่คลายสถานการณ์คารอลได้รับการสมนาคุณนอกเหนือกว่าที่คาด

ในฉากถัดมา จังหวะแทงโกคึกคะนองของดนตรีประกอบจากไพรสเนอร์ปลุกบึงฤดูหนาว(เจริญตาด้วยฝีมือถ่ายทำของโคลซินสกี)จากความเงียบเหงาพร้อมกับร่างผู้ชายกำขวดเหล้าในมือ วิ่งโผไปมา ไถลตัวบนผืนน้ำแข็งด้วยความเบิกบานใจไร้กังวล ชวนให้นึกถึงเด็กน้อยปาเวลใน Decalogue I และโศกนาฏกรรมจากการชมชอบน้ำแข็ง ความเป็นไปส่วนนี้ของ White เหมือนเป็นการสนุกเผื่อปาเวลไปในที ชายทั้งสองคนทิ้งตัวลงด้วยความอ่อนล้า มิโคลาเปรยว่ารู้สึกเหมือนกลับเป็นเด็กอีกครั้ง ทุกสิ่งเป็นไปได้ อึดใจแห่งการลิ้มรสแท้ของชีวิต และหนทางแห่งความหวังเช่นนี้มีให้สัมผัสในงานชิ้นอื่นๆ ของคีสลอฟสกี(ชั่วแว่บ ขณะปีเตอร์กล่าวสาธยายความใน Decalogue V และ A Short Film about Killing) ปักหลักฉายชัด ณ ตรงนั้น แสงสีทอบอาบใบหน้าสุขสมของคนทั้งสอง สถาปนาจุดรวมศูนย์ภาวะหลุดพ้นของหนัง การแดกดันและประชดส่งอาการเสียศูนย์แต่ไม่เสียหลายอันเป็นน้ำเสียงแม่บทของหนัง

พวกนอกกฏหมายยังควานหาตัวคารอลไม่ลดละ แต่คารอลดักทางไว้หมดแล้ว เขาทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้โบสถ์ถ้าตนเองมีอันเป็นไป จากมุมของการประชดส่ง ก็มองได้ว่าดินแดนทุกตารางนิ้วในโปแลนด์หนีไม่พ้นล้วนเป็นกรรมสิทธิของโบสถ์ หรืออีกทีพวกคนดีเหยียบฟ้าก็กำลังโดนไถเสียเอง คารอลบรรจงเลือกทรัพย์สินแพงๆที่ได้มาด้วยเงินของขบวนการนอกกฏหมาย(แพงกว่าต้นทุนเป็นพันเท่า) ด้วยมืออันสั่นเทาและใจที่แบ่งรับแบ่งสู้ “แกมันชั่ว” “เปล่า ข้าแค่ร้อนเงิน” ทางสองแพร่งนี้จุดประกายให้มองเรื่องนี้เป็นการเมือง คล้ายเป็นข้อแก้ตัวว่าคารอลไม่ได้มีเจตนาอย่างที่เห็น รวมถึงการเก็บจริยธรรมเข้าลิ้นชักเพื่อเงิน [น.290] แต่สำหรับงานตลกน่าสมเพชเช่นนี้ ก็พอยกประโยชน์ให้ เพราะเหยื่อของการโกงล้วนเป็นพวกขี้โกง

ฉากถัดมาจะเห็นมิโคลากลับมาบ้านพร้อมต้นคริสตมาสสุมอยู่บนหลังคารถยนต์รุ่นล่าสุด “ให้ผมดับเครื่องเลยไหมลูกพี่”สำเนียงนักเลงขอคำบัญชามา แทนที่นายหัวจะเห็นคล้อยตาม คารอลกลับเมียงมองรถอย่างปลอดโปร่งใจ และปล่อยให้เดินเครื่องเลี้ยงรถเอาไว้ (ให้รายละเอียดถึงการมีกำลังทรัพย์เพื่อซื้อหาน้ำมันเชื้อเพลิงอันเป็นโภคภัณฑ์ที่หายากยิ่งในโปแลนด์)

นอกเหนือจากมาชักชวนมาดูแลบริษัทที่เขาตั้งขึ้นใหม่และอวยพรคริสตมาสมิโคลาแล้ว คารอลยังไปร่วมงานศพ ฉากนี้ไม่เพียงเป็นการประดังความแย้งย้อนซึ่งเป็นเจ้าเรือนจักรวาลแบบคีสลอฟสกี(ห้วงความสุขสมของใครคนหนึ่งคืออวสานอันหมองไหม้ของใครอีกคน) หากยังเป็นสัญญาณตามเนื้อผ้าชี้ว่าแผนของคารอลเพิ่งเป็นที่กระจ่าง ณ บัดนั้น ภาพโลงผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงเหมือนเป็นลู่ทาง

ภาพสำนักงานโล่งๆ สัพยอกการเดินชมห้องเช่าใหม่ของเบนาร์ดใน The Scar ความว่างเปล่าไร้พิษภัยนับเป็นสัญญาณที่ดีของพื้นที่ กับการเป็นอุทรรอการเติมเต็มความหมาย กรณีของเบนาร์ดคือการชดเชยการมีบ้าน กรณีของคารอลคือการกอบกู้บ้านที่สูญเสียไป แต่ทั้งสองกรณี การมีแหล่งสิงสถิตย์ใหม่กลับผิดคาด กรณีเบนาร์ดจบลงด้วยความหดหู่และไม่เหลือสิ่งอื่น ส่วนในงานชิ้นนี้เป็นการส่งสัญญาณของความกลวงผ่าบรรยากาศคึกครื้นจากคีสลอฟสกี

ในฉากติดๆ กันถัดมา จะเห็นคารอลในมาดหลงจู๊ผู้มือขึ้นกับธุรกิจซื้อมาขายไป กำลังวางแผนทำการค้าแบบด้านได้อายอด (ขายทุกอย่างตั้งแต่ของกินยันอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำ) ฉากต่อมาที่การก่อสร้างคฤหาสน์สุดหรูอลังการของเขา คารอลชี้โบ๊ชี้เบ๊สั่งการให้ปรับลดเกณฑ์วัดลงเพื่อจะได้ความสูงแก่ตัวกำแพงเพิ่มขึ้นอีกสี่เซ็นติเมตร ตามคำแนะนำของคนแถวๆ นั้น คารอลคือตัวตลกทุนนิยมใหม่ ตาลีตาเหลือกหากำไรสร้างฐานะในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยการสนองตัณหาผู้อื่น ไม่ใส่ใจว่าโลกเป็นอย่างไร ตัวกูของกู หลักการคือหลักกู

คารอลตื่นจากฝันที่มีโดมินิกในนั้นกลางดึก เขาหาทางติดต่อเธอเป็นครั้งแรกนับแต่บทรักน่าสมเพชที่ปารีส เธอไม่เฉลียวใจแม้แต่น้อยว่านั่นเป็นโอกาสสุดท้ายที่เธอจะรับรักพร้อมอโหสิกรรมจากคารอล(ทวิภาพแห่งความย้อนแย้งในสถานการณ์หักหาญความรู้สึกที่มีอยู่ตลอดเรื่อง) เธอวางหูใส่เขา ฉากถัดมาคารอลจึงขอแก้ไขพินัยกรรมเพื่อยกทุกอย่างให้แก่”โดมินิกอดีตภรรยา” ทนายผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ที่รับบทโดย อเล็กซานเดอร์ บาร์ดินี(Alexandr  Bardini)หน้าเหลอชะงักไปนิดหนึ่ง กับการตัดสินใจดังกล่าว ชื่อโดมินิกนั้นออกเสียงใกล้เคียงกับคำในภาษาฝรั่งเศส dominer(ซึ่งแปลว่า ข่ม) และเธอก็มีชีวิตอยู่เพื่อสนุกกับการครอบงำคนอื่นสมชื่อ  [น.291]อย่างไรก็ตาม งานทุกชิ้นของคีสลอฟสกีมีการประชดส่งเป็นเจ้าเรือนในขุมข่ายการบรรเลง และแผลงฤทธิร้ายกาจยิ่งในงานชิ้นนี้ คารอลยกทุกอย่างให้เธอเพื่อกินรวบเธอทีหลังเป็นการดับรัศมีคนมากบารมี เข้าทางแนวคิดว่าความเสมอภาพหนึ่งในเจตจำนงชาติของฝรั่งเศส ผิดแต่เพียงในขุมข่ายการบรรเลงยกสุดท้ายนี้เหมือนหนังจะแขวะด้วยแง่คิดที่ว่าทุกคนเสมอภาพกันในอันที่จะรับความทนทุกข์ ยากไร้ หมดสิ้นหนทาง

คารอลฉุนจัด จนแล้วจนรอดความกระหยิ่มกับการสร้างเนื้อสร้างตัวจนมั่งคั่งในเวลาอันสั้นก็เนรมิตได้แค่ความฝันที่เขาก็ยังตกเป็นเบี้ยล่างของโดมินิก คารอลลอบพบปะกับมิโคลา เพื่อหาทางเร่งรัดแผนการ ข้างนอกสำนักงานด้วยความกลัวว่าจะมีการติดเครื่องมือดักฟัง(ดูหวาดระแวงไม่ผิดกับเมื่อครั้งนัดเจอกับชายชราที่เขาซื้อขายที่ดินหนแรก) มิโคลารับฟังข่าวร้ายของคารอล(ที่ว่าเห็นทีเขาต้องตายอย่างเป็นทางการ)ด้วยอาการสงบ เพื่อพลิกแผนครั้งมโหฬารเรียกความสนใจ ความตายลวงๆ ของมิโคลาจากฝีมือคารอลมีอันเป็นจริงในอีกทิศทาง ถึงคราวมิโคลาต้องรับผลที่คารอลแบกภาระอยู่ตกโดยไม่มีข้อแม้ แค่ออกตัวว่าตนไม่อยากรู้ต้นสายปลายเหตุของการยุติแผน อาจเพราะเขารู้อยู่แล้ว ประสบการณ์สอนเขาว่าวัตถุธาตุไม่อาจบันดาลความสุขความปรารถนาของมนุษย์แม้แต่การเผชิญความตายก็เป็นเรื่องเกินหยั่ง เขาเป็นพวกนักเลงชีวิตอยู่แล้วจึงยินดีสนองตัณหาคารอล ในอันจะชักใยสถานการณ์เพื่อลิขิตชะตากรรมให้ยอกย้อนถึงที่สุด

คีสลอฟสกีไต่ระดับการวิพากษ์ความใจไม้ไส้ระกำของระบอบทุนนิยมถึงจุดสูงสุดในฉากซื้อหาศพ(ทุกวันนี้ซื้อเอาได้ทุกอย่าง พลขับประจำตัวคารอลกล่าว) ร่างคนตายกลายเป็นโภคภัณฑ์ ซื้อมาขายไป เปลี่ยนมือได้ราวผักปลา รู้จักกันในชื่อสินค้านำเข้าจากรัสเซีย  พลขับสาธยายถึงขนาดว่าเป็นมิติใหม่ มีบริการเลาะใบหน้าศพให้เสร็จสรรพจนไม่รู้ใครเป็นใคร คุณค่าความเป็นมนุษย์ทั้งปวงถูกลบล้างไม่เหลือหลอไม่ว่าจะเป็นตัวตน ความคิด  อุดมคติ  ความทรงจำ (สิ่งเหล่านี้รวมศูนย์สัญลักษณ์ไว้ที่หัว)หนังถ่ายภาพศพถากไปเฉี่ยวมา(เป็นความสยองคนละแบบกับใน Decalogue III) ชายผู้โชคร้ายด่าวดิ้นเพื่อเป็นอุทาหรณ์ของความประมาทในการใช้เส้นทางคมนาคม เขายื่นศีรษะออกนอกหน้าต่างตู้ขบวนรถไฟและไม่ได้กลับเข้ามาในสภาพมีชีวิต แล้วเขาทะลึ่งทำเช่นนั้นด้วยเหตุใดกัน เพื่อร่ำลาครอบครัวกระมัง หัวนอนปลายเท้าไม่เป็นที่เปิดเผยเหมือนจงใจ ความทรงจำต่อเขาถูกตัดตอนเพื่อความเหมาะสมและมูลค่าทางเศรษฐกิจของการค้ามนุษย์
แล้วก็ถึงคราวที่เอาความมั่งมีเข้าแลก คารอลเองเหมือนปลงตกไม่ค่อยยี่หระกับทรัพย์ศฤงคารสักเท่าไหร่แล้ว ที่ยังพิสมัยกันอยู่ก็เพราะต้องการน้ำเลี้ยงในแก้แค้น และประดับบารมีก็เท่านั้น เขาฝังเหรียญเงินฟรังก์นำโชคไปพร้อมกับศพ สัญลักษณ์แห่งโชคลาภและการเสี่ยงต่างเก็บงำนัยของทุนนิยมไร้ขื่อแป ในงานชิ้นนี้ความหมายเชิงสัญนิยมของเงินกินความกว้างไกลกว่าปกติ
[น.292]เช่นเดียวกับตัวละครหญิงตำรับคีสลอฟสกีอีกมากหน้าหลายตา โดมินิกรู้จักหัวใจของตัวเองดีว่าถึงอย่างไรก็ตัดไม่ตายขายไม่ขาดเมื่อถึงคราวอีกฝ่ายมีอันเป็นไป ดังจะเห็นได้จากสร้อยบทสนทนาทีเล่นทีจริง ในกลบทการเล่าที่คารอลดอดเข้ามาสืบข่าวงานศพของตัวเอง ทางสะดวกทุกอย่างแต่ต้องมาสะอึกกับน้ำตาเมียที่หลั่งรินย้อนหลังให้ พอฉุกใจขึ้นมาว่าเมียอาจจะรักเขาจริงก็ได้ก็ชักจะสองจิตสองใจ เขาถอนใจและแหงนหน้ามองขึ้นสู่สรวงสวรรค์  โดมินิกสมเพชกับการมาปรากฏตัวของคารอลบนเตียงของเธอ และเหตุการณ์ก็ดูไม่สมจริงเอาเสียเลยที่เธอไม่อาละวาดเมื่อรู้ว่าคารอลแหกตา เพราะนี่ไม่ใช่การใช้ความสมจริงมาเรียกน้ำตา แต่เป็นจำอวดหยาบช้า ขุดความจริงทุกเมื่อเชื่อวันที่ถูกกลบฝังขึ้นมาตอกไข่ใส่สีโพนทะนา  ความจริงคือโดมินิกรักเขา เธอรักเขาเรื่อยมา เธออยากเห็นเขาเป็นโล้เป็นพาย เข้มแข็ง และเลิกระแวงและเชื่อเธอบ้างเมื่อเธอบอกว่ารัก ในฐานะผลิตผลจากโลกตะวันตก เธอต้องการผู้ชายที่มีอำนาจ ตอนนี้เขามีพร้อมสรรพ เดินแผนเต็มสูบและบงการลูกล่อลูกชนจนสุดทาง ตอนที่เธอยอมสยบ สภาพแสนจะสิ้นหวังและน่าสมเพช สมดังที่เขาวาดหวัง พวกเขาร่วมรักกันและเขาบำเรอเธอถึงใจยิ่ง ผิดกับการมีเพศสัมพันธ์แบบภายนอกก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง เขาสำเร็จความใคร่ก่อนก็จริง(ชะรอยโดมินิกจะแห้งเหี่ยวอีกตามเคย) แต่ก็ฟื้นตัวกลับมามอบความหฤหรรษ์แก่โดมินิกได้ทันใจจนเธอถึงกับเลื่อมใสเขาเป็นเท่าทวี หนังกลืนภาพไปสู่ความขาวสกาวของสรวงสวรรค์ ณ ห้วงการสำเร็จความใคร่และนับเป็น ครั้งแรกที่สีขาวได้ทำหน้าที่ตามนัยดั้งเดิม คือ ความเสมอภาพ

“เธอคงไม่มองชั้นนะ?” เธอขอร้อง โดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ณ ตอนนั้น คารอลทำตาม และดึงการสนทนากลับไปสู่เพทุบาย(“คุณคร่ำครวญดังกว่าตอนโทรศัพท์”) คารอลแต่งตัวเสร็จแล้ว ขณะเธอยังหลับใหลพลิกตัวพาเรือนร่างขาวสล้างบิดเกลือกกับผ้าปูที่นอนสีแดงงามจับใจ คารอลยกหูต่อสายโทรศัพท์และยังความสงสัยเป็นที่ยิ่งแก่คนดู จะเลิกแผนการหรืออย่างไร ตาที่จับจ้องยอดดวงใจในห้วงนิทรารมย์ระหว่างคารอลรอสายเหมือนจะเป็นเบาะแสของการชั่งใจได้สติ แต่แล้วบรรยากาศก็พลิกกลับไปหาการสมน้ำหน้า คารอลชักสีหน้าเจ้าเล่ห์ขึ้นมาอีกครั้ง เพ่งมองนาฬิกา และเลยไปนอกหน้าต่าง บอกเป็นนัยถึงการขยับขยายปมไปตามแผนเช่นเดียวกับตอนที่เธอปล่อยให้เขาโดนข้อหาวางเพลิง ใส่ความให้ตำรวจมองเขาผิด เขาไม่อาจไม่ชำระแค้น การถูกจับกุมในข้อหาฆาตกรรมเขา ผลักให้เธอจนแต้มและได้แต่น้ำท่วมปากรับว่าเขาตายและโดนฝังไปแล้ว แม้จะรู้เต็มอกว่าเขายังไม่ตายและเป็นฝ่ายชนะ ภาพงานวิวาห์แว่บขึ้นมาพยักเพยิดกับห้วงวิกฤติในคำนึงของเธอเอง ทุกอย่างกลับมาเสมอกัน เป็นการคืนสู่เหย้าในความทรงจำของทุกอย่างที่ต่างฝ่ายต่างเคยสูญเสียไป การตัดภาพไปยังคารอลในระยะใกล้บ่งบอกว่าเขาตระหนักได้พอกันถึงความเป็นไปในความทรงจำห้วงเดียวกัน[น.293]และนึกย้อนเลยไปถึงตอนที่พวกเขาจุมพิตกันในพิธีวิวาห์ ระหว่างสงบสติอารมณ์อยู่นั้นเขามองผ่านซี่หวีไป(เขาหักใจดิบในบัดดล อินสดอร์ฟตั้งข้อสังเกต) กรณีตัวอย่างของการตริตรองตามตำรับคีสลอฟสกีครั้งอื่นๆ ตัวละครจะมองโลกในมุมที่ต่างออกไป(คงจำได้ว่าใน Decalogue I ปาเวลมองผู้เป็นพ่อผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้า และฟิลิปมองโลกผ่านนิ้วมือที่ตีเป็นกรอบเล็งใน Camera Buff) บัดนี้มุมมองต่อโลกของคารอลเปลี่ยนไปแล้วเหตุใดเขาจึงเดินแผนต่อ ตามตำรับคีสลอฟสกีแล้ว จะไม่มีการเฉลยแรงจูงใจและทิ้งให้คลุมเครือไปเช่นนั้น ในบทหนังฉบับดั้งเดิมคารอลเปลี่ยนใจและต้องหาทางล้มแผนของตัวเอง แต่พอเป็นหนังฉบับตัดต่อสุดท้ายคีสลอฟสกีโละส่วนนี้ทิ้ง บางทีคารอลเองก็ไม่อาจหยั่งได้ว่าที่ตัวเองใช้เพทุบายและแน่วแน่นักหนานั้นจะเดินไปสุดทางเช่นไร แววเจ้าเล่ห์บนใบหน้าฟ้องว่าเขาสนุกกับแผนลวง แต่ก็อาจหมดสนุกเพราะหมดทางจะหยุดยั้งลูกศรที่ทะยานออกจากแล่งไปแล้ว พี่ชายของเขายืนกรานในฉากถัดมาว่า การล้มแผนย่อมหมายถึงว่าตัวเขา มิโคลา พลขับและผองเพื่อนที่รู้เห็นเป็นใจจะพากันเข้าคุกไปครึ่งตัวเลยทีเดียว คีสลอฟสกีหมายจะบอกเป็นนัยว่าคารอลไม่รู้ตัวจนกระทั่งเรื่องใกล้จบว่าเขารักเธอ เฉกเช่นเดียวกับที่มิโคลาอาบน้ำร้อนมาก่อน ทั้งคารอลและโดมินิกสำนึกได้ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด จวนเจียนจะสายเกินแก้อยู่รอมร่อ

ณ บทสุดท้ายของการวัดใจ คารอลและโดมินิกเสมอกันทุกประตู หมดทุนกันทั้งคู่ ไม่เหลือตัวตนหน้าตาทางสังคม(โดมินิกเข้าคุกและถูกถอนหนังสือเดินทางฝรั่งเศส ส่วนคารอลก็”ม้วย”) คีสลอฟสกีทิ้งให้เสี่ยงทายกันไปถึงอวสานของเทพนิยายผ่านข้อสังเกตของทนายที่พวกเขาหามาให้เธอที่ว่าเขา”เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” อันที่จริงบทจบของเทพนิยายอาจไม่สวยหรู ไหนๆ เรื่องราวก็แทบหาเค้าความเป็นเทพนิยายไม่ได้นี้ชำเราจิตใจเราด้วยด้านลบ ลากด้านมืดของความขบขันและความฝันเฟื่องมาประจาน ดังที่คีสลอฟสกีเคยกล่าวไว้:
White เป็นเรื่องของความเสมอภาพผ่านการเรียนรู้แบบย้อนเกล็ด เรามักเข้าใจความคิดรวบยอดของความเสมอภาพในด้านที่พึงสมปรารถนาอย่างไม่น้อยหน้ากัน นั่นผิดถนัด ที่จริงไม่มีใครปรารถนาภาวะเท่าเทียมอย่างแท้จริงหรอก ทุกคนอยากเสมอหน้ากันกว่าที่เป็นอยู่ มีคำกล่าวในภาษาโปลิชว่า มีคนสองจำพวก คือ พวกที่สักแต่เท่าเทียมกัน และพวกที่เท่าเทียมถึงไหนถึงกัน

หนังจบลงอย่างฝันเฟื่อง น่าขัน และแดกดันลึกล้ำ เช่นเดียวกับหนังทั้งเรื่องบานประตูเหล็ก(ทาสีลายแถบสีน้ำตาลพาดสลับขาวแบบภาพนามธรรม)เปิดสู่สถานที่ปริศนา โดมินิกและคารอลมองเห็นกันและกัน เธอมองออกมาจากหน้าต่างห้องขัง เขามองเธอจากอาณาบริเวณเรือนจำผ่านกล้องส่องทางไกลเหมือนครั้งเห็นเธอหลั่งน้ำตาในงานศพ พวกเขาสื่อสารกันด้วยภาษาท่าทางที่เข้าใจกันเฉพาะสองคน ซี่กรงที่ขวางโดมินิกอยู่ค่อยๆ พร่าเลือนหลุดศูนย์เล็ง(ภาพของความสุขสันต์ อินสดอร์ฟสำทับ) สัญญาณว่าไม่คิดหนีจากโดมินิกทะลวงออกมาจากอากัปกริยาสะเดาะกุญแจมือ การเดิน และการให้สัญญาณนิ้ว ที่เธอปรารถนาคือ เขาและเธอได้แต่งงานกันอีกหน เธอยังรักเขา (ดูได้จากแหวนแต่งงานที่เธอยังสวมไว้) กล่าวโดยย่อ เธออยากผูกมัดให้เป็นมั่นเหมาะเสียตั้งแต่ในคุก(เป็นการชั่วคราว?) เพื่อที่จะได้แต่งงานกันในภายหน้า หนังทิ้งทวนด้วยภาพใบหน้าคารอลในระยะใกล้แทบไม่ไหวติง น้ำตานอง และยิ้ม  ถึงตรงนั้นก็ยังไม่มีใครหยั่งรู้ว่าเรื่องราวจะคลี่คลายในทางใด แม้แต่ดนตรีประกอบของไพรสเนอร์จากการประชันกับแม่เสียงด้วยสเกลลำดับหกก็ได้แต่แบะท่าว่ายังไม่แน่ว่าจะสะสางกันท่าไหน อนาคตของตัวละครยังออกได้ทุกหน้าไพ่ ไม่ว่าจะอย่างไร ตัวละครทั้งหมดจะคืนจออีกครั้งในตอนจบของไตรภาคฉากนี้อาจตีความได้ว่าเป็นบทส่งท้ายแบบสมน้ำหน้าของการเดินทางน่าสมเพช คีสลอฟสกีเพ่งพินิจและส่องขยายความตึงเครียดที่ยังหลง เหลือในห้วงสัมพันธ์ผ่านบุคลิกทีเล่นทีจริง พวกเขาจำต้องสละตัวตนหนึ่งไปและไขว่คว้าอีกตัวตนไว้ มองหาที่ยึดเหนี่ยวในอันที่จะผละจากตัวตนอันเป็นที่พึ่งพิงมาตลอด ความปรารถนาเบื้องลึกที่จะครองรักกับเนื้อคู่กระดูกคู่ฉันท์นรกสาปส่งไปพร้อมกับแช่งชักหักกระดูกความล้มเหลว ท้ายที่สุดหนังชี้โพรงให้กระรอกแบบประชดประชันว่าคู่รักจะบริบูรณ์ด้วยความสุขและความเสมอภาพได้ก็คงมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชำระแค้น ย่ำยี ต้มตุ๋น สละตัวตนและเสรีภาพ เพื่อให้อีกฝ่ายกระจ่างแก่ใจว่ารักไม่มีทางงอกเงยจากสิ่งเหล่านี้ แล้วรักมาจากไหนกัน? เพ้ย นี่มันคำถามเชิงอภิปรัชญา คีสลอฟสกีขยิบตาให้เราไปตายเอาดาบหน้ากับรายนามคณะทำงานที่ขึ้นบนจอ
แปลจาก
Kickasola, Joseph G. 2004. The Films of Krzysztof Kieslowski: The Liminal Image. New York: Continuum.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: