enyxynematryx

ปีๆผ่านไปไวเหมือนโกหก

leave a comment »

จินตภาพต่อ Boyhood น่าจะมาเข้าฝันริชาร์ด ลิงก์เลเทอร์(Richard Linklater)ในทำนองนี้
ฉากภายใน: ร้านเครื่องดื่ม
ผู้หญิง: เขียนอะไรอยู่คะ
ผู้ชาย: นิยายน่ะ
ผู้หญิง: เรื่องราวเป็นไง
ผู้ชาย: เอานิยายไม่ได้อ่ะ แค่เล่าถึงผู้คน อิริยาบถของพวกเขา เสี้ยวเวลา สุขสม อารมณ์ชั่ววูบ ไม่เคยมีครั้งไหนที่เรื่องราวเยี่ยมๆ มารวมอยู่ด้วยกัน
ผู้หญิง: คุณอยู่ในเรื่องด้วยไหม
ผู้ชาย: ไม่หรอก ผมคอยทำความเข้าใจและเขียนออกมา

บทสนทนาดังกล่าวเกิดขึ้นในห้วงคำนึงตัวเอกที่อยู่ในห้วงนิทราตลอดกาลใน Waking Life งานแอนิเมชันอ่อนโยน โยนตัวไปกับคลื่นสำนึกพลิ้วไหวของลิงก์เลเทอร์ที่ออกฉายในปีค.ศ. 2001 หนึ่งปีก่อนเปิดกล้อง Boyhood เบ็ดเสร็จแล้วมีการเดินกล้องเพียง 39 วันเพื่อเก็บเหตุการณ์ครอบคลุมความเป็นไปใน 12 ปี ตามท้องเรื่องของ Boyhood ทีเด็ดของงานกับการเป็นพยานเฝ้าดูตัวละครเอกเติบโตทางกายภาพจึงเป็นการอุปไต๋และแบไต๋ไปในเวลาเดียวกัน เฉกเช่นฉากจาก Waking Life ที่กล่าวไป ทั้งหมดคือการเล่าถึงความเป็นไปทุกเมื่อเชื่อวัน จดจารท่วงที ความผิดหวังและเรื่องดีๆ ที่เข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว และความอบอุ่นใจฉันท์เพื่อนมนุษย์ คืบไปทีละขยัก จากมุมมองผู้เฝ้าสังเกตการณ์ด้วยท่วงทีผ่อนคลาย ไม่เร่งเร้า ตราบจนในที่สุดก็ไม่หนีจากความมุ่งหมายของลิงก์เลเทอร์ที่จะได้เห็นเรื่องดีๆ เท่าที่เคยเล่ากันมากลายเป็นจริง

ในการตามเก็บประสบการณ์และร่องรอยในชีวิตเด็กคนหนึ่งครอบครัวชนชั้นกลางในสังคมอเมริกัน ท่ามกลางภูมิทัศน์ทางสังคมวัฒนธรรม(ของชานเมืองเท็กซัสboyhood-004ตะวันออก)ที่หล่อหลอมเขามา ลิงก์เลเทอร์บันทึกความเป็นไปในชั่วไม่กี่วันในแต่ละปีของตัวละครเอกมาเรื่อย ซึ่งด้วยข้อจำกัดของศัพท์ทางภาพยนตร์ก็ได้แต่ถือว่านี่เป็นงาน เยี่ยงสารคดี หนังรุ่มรวยเป็นพิเศษด้วยแนวทางการถ่ายทำเฉพาะตนอันเป็นใจยิ่งแก่เป็นประจักษ์พยานการเจริญวัย จากกระบวนการเรียนรู้ไปจดจารไปเช่นนี้ ตัวลิงก์เลเตอร์จึงไม่ต่างกับนักเขียนนักฝันผู้ยึดร้านกาแฟเป็นสำนักวิปัสสนาใน Waking Life แต่ในอีกทางหนึ่งเขาจึงมีผลิตภาพการกลั่นเรื่องเล่าอันกะปริบกะปรอยยิ่ง สุดแต่ความเอาแน่ไม่ได้ของเวลาและการไตร่ตรองความรู้สึกที่แผ่ออกมาจากหลักฐานที่วิวัฒนาการอยู่รายล้อมเขา งานชิ้นนี้มาในมาดสุดเหนียม ค่อยๆ เพ่งพินิจสรรพสิ่ง หมายมั่นจะขึ้นรูปปรัชญาและตัวตนตามอัตภาพ ไม่ผิดกับกระบวนการเติบโต

ก็อย่างที่บอกอยู่ในชื่อหนัง Boyhood เป็นเรื่องราวการเติบโตเป็นหนุ่มของตัวละครเอกเด็กผู้ชายชื่อเมสัน(Mason) โดยยึดโยงตามจริงกับเจริญวัยของนักแสดงที่มาสวมบทคือเอลลา โคลเทรน(Ellar Contrane) แต่ด้วยความใจกว้างกับนักแสดงและความหลงใหลความงดงามในความสัมพันธ์ของมนุษย์(“ฉันเชื่อว่าพระเจ้าคงไม่ปรากฏในสารรูปคุณหรือฉัน แต่น่าจะสถิต ณ เป็นพื้นที่เล็กๆ ระหว่างเรา” เซลีนกล่าวไว้ใน Before Sunrise) ของ ลิงก์เลเทอร์ งานชิ้นนี้จึงเป็นมากกว่าชีวิตของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง นอกจากเรื่องราวอันตราตรึงในห้วงวัยเยาว์ ตัวละครที่สำคัญๆ ไม่แพ้กันยังประกอบด้วย แม่ของเมสัน(รับบทโดยแพทริเซีย อาร์แก็ตต์ – – Patricia Arquette) พ่อที่เข้ามาในห้วงรับรู้ผ่านการพาดพิงมากกว่าเห็นหน้าค่าตา(รับบทโดยอีธาน ฮอว์ก – – Ethan Hawk) เพราะเขาหย่ากับแม่ไปแรมปีก่อนเริ่มเรื่อง ยังมีพี่สาวของเมสันคือซาแมนธา(รับบทลอเรอไล  ลิงก์เลเทอร์ – – Lorelei Linklater ลูกสาวของผู้กำกับ) วัยที่เพิ่มขึ้นและความเปลี่ยนแปลงของทุกคนบนเส้นทางเชิงกายภาพและความรู้สึกล้วนประทับอยู่บนจอสอดประสานไปกับพัฒนาการของเมสัน ด้วยส่วนผสมระหว่างประวัติศาสตร์สำนึกส่วนตัวแต่ละขณะ(Tape กับ Before Sunset เล่าเรื่องตามเวลาจริงอึดใจต่ออึดใจ)และชั้นเชิงการเล่า(Slacker, Dazed and Confused, Before Sunrise และ Before Sunset เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่วหนึ่งวัน) ลิงก์เลเทอร์คะยั้นคะยอคนดูให้ปล่อยตัวละเลียดห้วงเวลาระหว่างรับชมงานของเขา Boyhood จึงถือไม้ตายสุดยอดในเคล็ดวิชาลิงก์เลเทอร์

ตลอดเส้นทางยาวไกลของความเรียบง่ายแทรกกลัดไว้ด้วยเหตุการณ์เรียกน้ำตาที่มาทั้งแบบตั้งใจกล่าวถึงและกันไว้ข้างๆ การเล่าพาไปไม่ก็เพ่งสำรวจเป็นพิเศษ ชงส่งและจับพลัดจับผลู อยู่ในและนอกรัศมีการเล่า บางครั้งก็ยากจะรับมือหรือแม้แต่หาตำแหน่งทิ้งสมอสายตา บางรายอาจเริ่มต้นด้วยวงหน้าของโคลเทรนกับแก้มป่องๆ ริมฝีปากอิ่มจนชวนให้นึกถึงสการ์เล็ตต์ โยฮันสสันซึ่งโผล่มาตั้งแต่ฝีภาพแรกในระยะใกล้มาก ในอิริยาบถแผ่ร่างบนกอหญ้าเพ่งมองท้องฟ้าด้วยใจที่จดจ่อกับภาพตัวเอกในนิทานภาพตามประสาเด็ก บางคนอาจให้ความสำคัญกับการเฝ้ามองวุฒิภาวะและการเจริญวัยจากใบหน้าและเรือนร่าง(ตอนหนังจบโคลเทรนผู้แสนจิ้มลิ้มเติบใหญ่และเปลี่ยนสารรูปจนกระเดียดไปทางโจช โบรลิน) ที่คอยขับเคลื่อนกลไกเรียกน้ำตาแทนกลเม็ดตามขนบซึ่งลิงก์เลเทอร์ไม่ได้เรียกใช้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากรับชมหนแรก กับการเล่าความเป็นไปเหตุการณ์ในปีหนึ่งสู่ปีถัดไปชนิดตั้งตัวไม่ทัน ใจถึงแบบลิงก์เลเทอร์ คนดูอดไม่ได้ที่จะตั้งหลักรับแรงกระแทกทางอารมณ์มากกว่าจะปล่อยใจละเลียด ชะรอยอาจจะได้ดูแค่การคลายตัวของเวลา แต่การอนุมานเช่นนั้นก็ใช้การได้ในวงแคบยิ่ง โครงสร้างของ Boyhood นั้นเก๋าเกินตัว อีกทั้งรูปทรงก็ชัดแจ้งพอจะรับมือเรื่องราวได้หายห่วง ชีวิตเรามีแบบแผนเพียงแต่ไม่เห็นจนกว่าจะทิ้งระยะห่างออกมาและมองย้อนไป

ตอนใกล้จบ ตัวละครที่เล่นโดยอาร์แก็ตต์พูดให้เมสันฟังเรื่อง “จุดเตือนใจทั้งหลาย” เป็นต้นว่า “ตอนที่เราคิดว่าลูกมีปัญหาด้านการอ่านและเขียน ตอนหัดให้ลูกขี่จักรยาน” รวมไปถึงการแต่งงาน หย่า ได้ป.โท ของลูก อันที่จริงภาพเหล่านั้นไม่ได้ปรากฏแก่สายตาคนดู งานชิ้นเยี่ยมๆ ล้วนเปิดโอกาสให้คนดูต่อเติมภาพเหตุการณ์เหล่านี้เอาเอง ยิ่งด้วยเป็นงานของลิงก์เลเทอร์ซึ่งสุดแสนถนอมน้ำใจและอำนวยความสะดวกเต็มที่แก่คนดูในการละเลงความทรงจำในวัยเด็กยิ่งหายห่วง ไม่ว่าพื้นเพทางสังคมเศรษฐกิจ-ภูมิศาสตร์ของแต่ละคนจะผิดแผกสภาพชานเมืองเท็กซัสเบื้องหน้าเช่นไร ด้วยเหตุที่หนังจดจ่อกับเวลามากกว่าสถานการณ์ เราจึงนึกย้อนช่วงชีวิตที่ผันผ่านด้วยจังหวะที่ต่างกัน ช่วงวัยเยาว์จากการหนังประมวลและกระชับอรรถรสช่วงวัยเยาว์ครอบคลุมค.ศ.2002 ถึง 2013 ซึ่งสำหรับคนที่มีวุฒิภาวะแล้วคงไม่ต่างกับสัญญาณกระพริบระบุพิกัดบนหน้าจอแสดงผลตรวจจับคลื่นสะท้อน แต่สำหรับเมสันและผู้แสดงคือโคลเทรนแล้วนั่นคือชั่วชีวิตของการเป็นดักแด้จากขวบปีที่ 7 ถึง 18 ของอายุ ในฐานะประจักษ์พยานการผ่านร้อนผ่านหนาวของชีวิตผู้คน Boyhood คือห้วงประสบการณ์แบบคลุกวงในอันแสนวิจิตร

นอกเหนือจากการบำเพ็ญตนตามหลักการของบาแซ็งอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เนื้อแท้ของ Boyhood คือรสชาติชีวิตหาใดปานของเด็กนิสัยดีมากคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความถึงชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพียงแต่ลิงก์เลเทอร์ไม่เอาด้วยกับการชูตัวละครประเภทเด็กเวรอย่างที่เคยเห็นกันมาบ้างในงานของเขา หนังไม่ได้นับถอยหลังสู่การสูญเสียจิตวิญญาณ ตรงกันข้าม รุ่มรวยด้วยภาพความรู้สึก ความช่างคิดช่างสงสัย รวมไปถึงส่วนที่อาจเป็นการริอ่านปฏิวัติความเข้าใจเดิมๆ นั่นคือภาพความเข้าใจใหม่ต่อเด็กอเมริกันอันเป็นผลิตผลจากครอบครัวหย่าร้าง ไม่จำเป็นเสมอไปที่พวกเขาจะเสียผู้เสียคนเพราะปัญหานั้น แม้ว่าเขาจะต้องเจอกับอาการผีเข้าผีออกจากพ่อเลี้ยงขี้เหล้า 2 คนที่แม่นำวิบากกรรมมาให้ ก็ไม่ได้ทิ้งรอยช้ำฝังลึก ความไม่ลงตัวส่วนนั้นไม่ได้กลายตราบาปไม่ว่ากับน้องชายขวานผ่าซาก หรือพี่สาวเก่งเกินตัว ตัวน้องชายนั้นแม้ตอนหนังจบเขายังค้นหาพรสวรรค์และหนทางเลี้ยงชีพไม่เจอแต่ก็ไม่ได้กลัดกลุ้มอันใด ลิงก์เลเทอร์ไม่ได้เจาะลึกเชิงจิตวิทยาไปที่ตัวละครราวเป็นรายๆ แต่จะค่อยๆ ขมวดการเล่าและตะล่อมอยู่ห่าง ๆ ให้กระบวนการสั่งสมประสบการณ์หล่อหลอมบุคลิกและทิศทางของตัวละคร

การมองย้อนสำรวจหลืบเวิ้งชีวิตของเมสันอาจสร้างความอึดอัดกับการประเมินว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไรกันแน่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะจนกระทั่งหนังจบเจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้จักตัวเองเหมือนกัน ช่วงเป็นเด็กเล็กๆ เขาไม่อนาทรร้อนใจเรื่องใด วิ่งเล่นตามประสาเด็ก ตอนเรื่องตั้งหลักเล่าเรื่องอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เขาเจอการคาดโทษจากครูฐานนำเครื่องเหลาดินสอไปฝนหัวธนู จนเครื่องพัง เขาไม่สะทกสะท้านกับซากนกตายหลังบ้าน พ่นสีใส่กำแพงเล่นบ้างแต่ก็ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ใคร รวมก๊วนกับเพื่อนไปตาลุกวาว อุทานคำคนองไปกับรวมตัวอย่างสินค้าเครื่องชั้นในสุภาพสตรี ตบะแตกกับการสวมวิญญาณบริทนีย์ สเปียร์มาครวญเพลง Oop! I Did It Again แหย่จากพี่สาว เสี้ยวเหตุการณ์เหล่านี้ไม่มีประเด็น เล่าลอยๆ ไม่ส่งผลใดๆ ต่อผู้ชม โผล่มานานๆ ครั้ง แม้จะเป็นช่วงไร้เดียงสา แต่ก็มีเรื่องให้กระเทือนซางพอทำเนา เป็นต้นว่า การพูดถึงพ่อที่ออกเดินทางไปอลาสกาและไม่กลับมา การมาเยือนของเพื่อนชายนิสัยทรามของแม่กับการฟื้นฝอยเรื่องที่ไม่เปลี่ยนตัวพี่เลี้ยงในวันนัดเที่ยว ประจานความล้มเหลว สัมพัทธภาพชวนละเหี่ย สุดท้ายแม่กอบกู้ครอบครัวและย้ายไปฮุสตัน สาเหตุที่ซาแมนธามักร้องปฏิเสธเสียงหลง(ไม่ ไม่ ไม่ เธอพูดเหมือนร้องเพลง ลอเรอไล  ลิงก์เลเทอร์แหกปากไม่ไว้หน้าใคร) จากนั้นไม่นาน เด็กๆ ก็ใช้ดินสอวาดแผนภูมิขนาดใหญ่บนกรอบประตูห้องนั่งเล่น ยึดบ้านเป็นฐานปฏิบัติการตามประสาเด็กเพื่อผู้มาอยู่ใหม่และผนึกกำลังเคียงข้างแม่เพื่อเริ่มต้นอีกครั้งในเมืองใหม่ จากนั้นการตัดภาพครั้งมหัศจรรย์ก็มาถึง เมสันกับซาแมนธาดิ่งเข้าหาห้องนอนใหม่ เมสันดูกำยำขึ้นส่วนซาแมนธาสูงขึ้นเล็กน้อย หนึ่งปีผ่านไปในชั่วพริบตาเดียว

นับเป็นหนแรกก่อนจะมีให้ชมเป็นขวัญตาอีกหลายครั้งกับการชวนให้เราตระหนักถึงพลังของหนังในการแผลงฤทธิควบคุมเวลา เช่นเดียวกับ การตัดภาพฉับเดียวใน Raging Bull ของสกอร์เซซี ผละหนีเดอ นีโร ในมาดจ้าวสังเวียนกำปั้นรุ่นมิดเดิลเวทจากดีทรอยต์ ไปสู่เดอ นีโร สารรูปพุงพลุ้ยนั่งเคี้ยวแซนด์วิชอยู่ในอพาร์ตเมนต์ย่านบร็องซ์ หรือเด็กชายเด็กหญิงถลันออกจากพลับพลาดิ่งไปสู่วันแต่งงานใน There Will Be Blood หนังหยอดลูกล่อลูกชนใส่คนดูตลอดเวลา ต่อคนดูให้ล่วงรู้ล้ำอยู่หนึ่งก้าวแต่ก็ยั่วยุให้คนดูสอดส่ายสายตาหาสัญลักษณ์ ไม่มีข้อความบ่งชี้หรือหรี่ภาพเพื่อบอกเป็นนัยถึงการล่วงผ่านของห้วงเวลา มีเพียงสารรูปและเรือนร่างที่เปลี่ยนไป การสลัดคราบการแต่งองค์ทรงเครื่อง การเหวี่ยงตัวทางกายภาพและความรู้สึกที่ให้แรงโถมเพิ่มขึ้นทุกทีๆในตัวผู้แสดง ภาวะดังกล่าวยิ่งปรากฏชัดในพัฒนาการด้านลีลาการถ่ายทอดของนักแสดงเด็กที่ไม่ใช่มืออาชีพ เด็กพวกนี้จะกร้านโลกขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

boyhood-001

ลอเรอไล  ลิงก์เลเทอร์ซึ่งก่อนหน้านี้เคยปรากฏตัวในคราบตัวการ์ตูนเด็กหญิงมหาวายร้ายในฉากพับกระดาษตอนต้นเรื่องของ Waking Life กับงานชั้นนี้เธอฉายแววนักแสดงเด็กผู้เปี่ยมสัญชาตญาณ ลีลาการเล่นน่าเอ็นดู และไม่กลัวกล้อง แม้จะเอาตัวรอดได้สบายในการแสดง แต่ระหว่างการเติบโตในชีวิตจริงเธอกลายเป็นเด็กเงียบขรึมและไว้ตัว แต่บุคลิกของซาแมนธาก็เข้ากับนักแสดงที่นับวันจะยิ่งอมพะนำต่อหน้ากลอง ริชาร์ด ลิงก์เลเทอร์ให้สัมภาษณ์ไว้หลายครั้งว่าลูกสาวขอเลิกเล่นกลางคัน เธอถึงขั้นเสนอให้มอบความตายแก่ตัวละครที่เธอรับบท (ทั้งน่าสนุกและน่าสยองในการจินตนาการถึงผลสะเทือนทางอารมณ์ที่จะเกิดขึ้นหากเลือกเดินเรื่องไปในทางนั้น) แต่ไม่ต้องอธิบายก็พอเดาได้ว่าคงเป็นหนึ่งในการตีโพยตีพายตามประสาเด็กที่หมดสนุก คล้ายๆ กับ “หนูไม่เอาแล้วพ่อ” โดยเฉพาะในช่วงเป็นสิวและต้องใส่เหล็กดัดฟัน

โคลเทรนครองสัมปทานบนจอมากขึ้นเป็นลำดับ ราวกับถูกจับส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์ เขาอยู่ในเครื่องแต่งกายทันยุคในช่วงปีแห่งความขลาดเขลา ตัวล่ำขึ้น งุ่มง่าม ก่อนจะสลัดคราบเป็นวัยแรกรุ่น สูงโย่ง หย็องกรอด สุดท้ายจึงเข้าสู่วัยรุ่นเต็มตัวแขนขายาวดูพะรุงพะรัง  เมสันไม่เคยมีเรื่องเข้ามาบ่อนทำลายขวัญกำลังใจเหมือนพี่สาวระหว่างช่วงปีไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่ความแปลกแยกเริ่มรุกล้ำเข้ามาในลีลาการแสดงในช่วงอายุ 12 ปีซึ่งก็ยิ่งเพิ่มระดับความสะเทือนอารมณ์ในการถ่ายทอดบทบาทโดยรวม ดังจะเห็นได้จากประมาณหนึ่งปีให้หลังกับการพาร่างอวบๆ ร่อนไปทั่วระหว่างเดินทางไปออกค่าย ถอนและรับมือกับหนวดที่เพิ่งแทงตอ อึดอัดกับการพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับนักเรียนรุ่นน้องหน้าตาดีที่ชวนเขาคุยถึงวรรณกรรม To Kill a Mockingbird ไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้นจะเห็นภาพโคลเทรนซอยเท้ายิกย่องผ่านกล้องที่ถ่ายเก็บไว้หลายปีก่อนโดยไม่สำเหนียกว่าความหนุ่มเริ่มมาเยือน

แพทริเซีย อาร์แก็ตต์และอีธาน ฮอว์กใช้ความเป็นธรรมชาติถ่ายทอดบทผู้ปกครองของเมสันและซาแมนธาได้อย่างวิเศษ พวกเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองเรื่อยไปบนจอทั้งในแง่ท่วงทีการแสดงและสารรูป สื่อความเป็นปัจเจกออกมาทั้งความเกรี้ยวกราดและวุฒิภาวะ มิใยต้องพูดถึงความสับสนสั่งสม พวกเขาต้องให้ความสำคัญและเป็นตัวอย่างแก่เด็กๆ ข้อเท็จจริงทั้งหมดพันตูเป็นความซับซ้อน “ฉันเคยเป็นลูกสาว ต่อมาฉันก็เป็นแม่คน” อาร์แก็ตต์บรรยายสภาพเป็นฉากๆ แม้ว่าเธอจะถึงขั้นตัดพ้อระหว่างทะเลาะกับคนรักตอนต้นเรื่อง แต่ก็ยังมีอึดใจที่บีบคั้นยิ่งกว่าในตอนเธอตวาดใส่ซาแมนธาว่า”แม่จะไปตรัสรู้ทุกเรื่องได้ยังไง”  Boyhood เข้าไปนั่งในห้วงคำนึงคนดูด้วยอึดใจที่ทำนบความอดกลั้นทลายและชวนน้อยเนื้อต่ำใจที่พวยพุ่งในความเงียบงันเช่นนี้ ช่วงเวลาส่วนใหญ่ในหนังในส่วนของโอลิเวียที่รับบทโดยอาร์แก็ตต์ฉายภาพการทุ่มเทให้กับการศึกษาต่อในขั้นปริญญาโท ท่วงทำนองการเล่าว่าด้วยความเป็นไปของโอลิเวียพริ้วไปตามแรงกดดันทางวิชาการที่ดำเนินอยู่ร่วมทศวรรษและเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุดนั้น แต่ละปีของเธอผันผ่านไปกับการเข้าฟังบรรยายและคร่ำเคร่งกับการเรียน พลิกหน้าตำราค้นคว้า จนกระทั่งผันตัวไปเป็นอาจารย์สอนลูกศิษย์สลับกับการเป็นแม่ของลูก ด้วยเส้นทางชีวิตและความใฝ่ฝันจึงยากที่ตำหนิและมีแต่ต้องเห็นใจในเรื่องบรรดาสามีของเธอ รายแรกเป็นศาสตราจารย์ขี้โอ่ รายที่สองเป็นนักเรียนที่เป็นทหารผ่านศึกอิรักที่แม้ดูจะฝากผีฝากไข้ได้ในเรื่องเงินๆ ทองๆ และความรู้สึก แต่กลับไม่เหมาะจะเป็นพ่อคน

boyhood-family-002

อาจกล่าวได้ว่าหากจะดึงเฉพาะเรื่องราวทางฝั่งของโอลิเวียมาเล่าก็ตัดเป็นหนังอีกเรื่องได้ไม่ยาก เพราะก็เป็น 12 ปีแห่งการล้มลุกคลุกคลานเพื่อความก้าวหน้าในการศึกษาของเธอเหมือนกัน ตราบจนเรื่องเธอยังเชิดหน้าสู้ แต่หนังก็ไม่ได้ขับเน้นมากความ แค่ปล่อยให้ ริ้วรอยอันงดงามบนใบหน้าของอาร์แก็ตต์บอกเล่าเอง ในทางตรงกันข้าม ยิ่งเรื่องราวคืบหน้าไปฮอว์กกับบทเมสันซีเนียร์ยิ่งมีบุคลิกลดราวาศอกลงเรื่อยๆ จากคุณพ่อผู้รักวิถีแห่งตน ตีตัวออกห่างขลาดกลัวการแบกภาระ ค่อยๆ กลับเนื้อกลับตัว หันมาว่าไงว่าตามกัน รักครอบครัวที่สร้างขึ้นใหม่ ฮอว์กมักอยู่ในมาดนักคิดเรื่อยเปื่อยในงานของลิงก์เลเทอร์ งานนี้เขาขอล้างภาพพ่อผู้สาปสูญขนานดั้งเดิม ถึงจุดหนึ่งในหนังซาแมนธาและเมสันก็ตระหนักได้ว่า เขาไม่ใช่ “ผู้ชายที่.. ก็เหมือนพ่อบังเกิดเกล้าคนอื่นๆ” โผล่มาให้เห็นหน้าปีละครั้ง ทำหน้าที่พ่อแก่ลูกๆ ตามสัมปทานเวลาแล้วหายเข้ากลีบเมฆ แต่พ่อหม้ายคนนี้มีแนวทางของตนเองในการปฏิเสธมิให้พฤติกรรมอันไม่อาจเลี่ยงของเขาถูกกลืนเป็นแบบฉบับ (เขาบ่นเพื่อนนักดนตรีร็อครุ่นพี่ระหว่างเก็บกวาดห้องว่า”นี่เฮียเห็นกูเป็นคุณพ่อแสนดีรึไง”) ฮอว์กถ่ายทอดสำนึกอันแช่มช้าต่อการปฏฺิเสธดังกล่าวได้สุดแสนประณีต กระทั่งถึงจุดของการยอมรับภาระที่มีต่อครอบครัว เขาลดทิฐิ สลัดคราบพ่อวัยรุ่นตลกไปวันๆ และยืดอกรับการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นพ่อผู้สุขุม เอาถ่าน

นอกจากความรื่นรมย์ของการเฝ้าดูพัฒนาการของนักแสดงและตัวละครแล้ว ผู้ชมยังจะได้ความอิ่มเอมใจที่ได้หวนรำลึกบรรยากาศช่วงต้นศตวรรษ 21 จากการสลักเสลาของลิงก์เลเทอร์ การอ้างอิงวัฒนธรรมเฟื่องประจำสมัยปลุกอารมณ์และภูมิสัมผัสโลกของเด็กและวัยรุ่นยุค ค.ศ.2002 ถึง 2013 กลับมาให้ขลุกซ้ำ บ้างก็เป็นเหมือนหลักบอกระยะ พอเห็นเมสันสาละวนกับการแต่งองค์ด้วยเชือกและแว่นตาพลาสติกรอการวางจำหน่ายแฮร์รี พ็อตเตอร์ เจ้าชายเลือดผสม ก็จับได้ทันทีว่านั่นเป็นปี ค.ศ. 2005 และพลันที่เมสันสาธยายความเยี่ยมยอดของ Tropic Thunder The Dark Night และ Pineapple Express และยกให้เป็นหนังยอดเยี่ยมประจำฤดูร้อนในโผส่วนตัวของเขา ปี ค.ศ.2008 ก็แจ่มกระจ่างขึ้นมาในห้วงความทรงจำ ขาประจำงานฉายภาพวัยกระเตาะของลิงก์เลเทอร์อาจประหลาดใจในตอนแรกที่เห็นตัวบ่งชี้กระแสหลักเหล่านี้เข้ามาเพ่นพ่าน เพราะ Slacker Dazed และ Before Sunrise ล้วนมีภาษีดีกว่าในแง่การเป็นสะพานเชื่อมทั้งทางวัฒนธรรมและวิชาการ แต่ก็ใช่ที่กับการหวังจะให้ Boyhood เป็นมากกว่าภาพอันใสซื่อของอิทธิพลและมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมป็อบต่อผู้คนโดยเฉพาะเด็กๆ ความข้อนี้ได้รับการตอกย้ำจากการเปิดเรื่องด้วย Yellow เพลงรักกระหึ่ม ปีค.ศ.2001 จากวง Coldplay และส่งอารมณ์คนดูสู่จุดสูงสุดด้วย Hero งานในค.ศ. 2012 จากวง Family of The Year ก่อนปิดฉากด้วยบทเพลงจาก Arcade Fire คลอไปกับรายนามคณะทำงานทิ้งท้าย ลิงก์เลเทอร์เผยไต๋ว่าเขาไล่ถามคนในวัยเมสันเพื่อค้นหาว่าเพลงใดบ้างที่เป็นสายใยโยงพวกเขากลับไปยังปีเหล่านั้น จนได้รายชื่อเพลงประกอบเหล่านี้มา

หนังจงใจหลีกเลี่ยงภาพชวนเลื่อมใส แต่ไว้ลายด้วยการจับขนมพอสมน้ำยาระหว่างฝ่ายที่ถือหางแม็คเคนและโอบามาในการเลือกตั้งค.ศ.2008 ในฉากที่เมสันผู้พ่อใส่ชื่อเด็กๆ เข้าฟังการปราศรัยหาเสียงของฝ่ายหลัง เป็นธรรมดาที่ชายวัยกลางคนผิวขาว หลงตัวเอง ปรากฏตัวพร้อมธงสาธารณรัฐจะปากพล่อยเรียกผู้สมัครจากพรรคเดโมแคร็ตว่า บารัก ฮุสเซ็น โอบามา แต่ลิงก์เลเทอร์ก็แก้ลำด้วยภาพแม่ยกโอบามาปัญญาอ่อนกอดตัวเองพร้อมเพ้อครวญว่า “นี่ละที่ฉันฝันไว้ ตอนนั้นฉันได้แค่หอมเขา ฉันรักเขามาก” หนังไม่ชี้ประเด็นถูก-ผิด เข้าท่า-ทุเรศ ในการดำเนินชีวิต เราทั้งหลายก็เป็นแค่เด็กที่รับเคราะห์อยู่วันยังค่ำ ฟันฝ่าชีวิตด้วยความรู้สึกปนเป จนกว่าจะรู้ดำรู้แดง โคลเทรนกับการแสดงอันยอดเยี่ยมในบทเมสันพาตัวละครหงอๆ หงิมๆ อยู่ในวังวนนั้นตลอดเวลา ผ่านผจญการซักเรื่องการขึ้นครูจากเพื่อนขากร่าง ส่วนตัวเมสันเองก็เริ่มติดใจกับผิวหนังตนเองและการจับเนื้อตัวเพื่อนหญิงที่โรงเรียน เรื่อยไปจนให้หันมาให้ความสนใจกับการถ่ายภาพ จบลงด้วยการเป็น”ยอดไอ้หนู” เมสันไม่เคยมีแววเด็กอัจฉริยะ แค่เป็นตัวของตัวเองสูงและเจ้าความคิด เป็นส่วนผสมระหว่างใจที่ยังว้าวุ่นและสภาพสังคมรอบข้าง กล่าวอีกนัยหนึ่งเมสันคือผลิตผลจากภูมิศาสตร์เฉพาะถิ่น มีสองบุคลิกในตัวโดยธรรมชาติอันเป็นผลจากการฟูมฟักในครอบครัว เห็นได้จากระลอกการเล่าอันแสนละมุนละมัยและโดดเด่นกับงานฉลองวันคล้ายวันเกิดปีที่ 15 ของเมสัน โดยเขาได้รับไบเบิลและปืนเป็นของขวัญจากพ่อเลี้ยงคนใหม่ชาวเท็กซัสมาดสุดกร่าง

 

ยากจะอดใจที่ตีความพัฒนาการขั้นสุดท้ายเชิงการเล่าของ Boyhood มองในแง่ประพันธกร Boyhood คือผังวิวัฒนาการของลิงก์เลเทอร์ในด้านพงศาวดารทางภาพยนตร์คอยจารึกแต่ละช่วงชีวิต การขยับขยายลวดลาย จากลิงก์เลเทอร์ผู้ฝักใฝ่ความเลิศลอยเชิงแนวคิดเมื่อครั้ง Slacker และ Waking Life มาสู่ลิงก์เลเทอร์ผู้ถ้อยทีถ้อยอาศัย และใช้ญาณทัศนะซึ่งเริ่มเป็นรูปเป็นร่างจาก School of Rock และ Before Sunset และนับเนื่องจนปัจจุบัน ระหว่างถ่ายๆ หยุดๆ โครงการ Boyhood ลิงก์เลเตอร์กำกับหนังคั่นสลับออกมา 8 เรื่อง ความข้อนี้เป็นโจทย์ที่ชวนให้ได้สนุกกับการหาความสัมพันธ์ระหว่างงานชิ้นนี้กับงานแทรกเหล่านั้นแบบปีต่อปี จากอีธาน ฮอว์ก ผู้แจ้งเกิดในสารบบในสภาพซูบผอม ปอนๆ เมื่อค.ศ. 2003 ไม่ทันไรชายหนุ่มใน Before Sunset อันมีปารีสเป็นท้องเรื่องก็มีอันแปรสภาพเป็นพ่อเลี้ยงบ้าอำนาจแถวๆ ค.ศ.2006 ด้วยอิทธิผลของงานหม่นติดพัน Fast Food Nation และ A Scanner Darkly

ลิงก์เลเตอร์บอกเล่าความงดงามที่มนุษย์ปฏิบัติต่อกันใน Boyhood ด้วยความมาดมั่นและเป็นกันเองตลอดเรื่อง เอลลา โคลเทรนสวมบทตัวเดินเรื่องของลิงก์เลเทอร์ได้แนบเนียนยิ่ง การเล่าสิ้นสุดลงพร้อมเจียระนัยบุคลิกเขาจนละเอียดลุ่มลึกและนับญาติได้กับไวลีย์ วิกกิน(Wiley Wiggin) แห่ง Dazed and Confused และนักฝันเจ้าของเรื่องใน Waking Life เมสันเติบโตเป็นเด็กหนุ่มช่างสงสัย คิดอ่านลึกซึ้ง อย่างที่เราเห็นใน Slacker Dazed and Confused Befor Sunrise และ Waking Life การได้ละเลียดสัมผัสคนเล่าหลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับตัวเรื่องถือเป็นประสบการณ์สุดอัศจรรย์ คงจะเข้าทำนองได้คืบเอาศอกหากจะขอให้ลิงก์เลเตอร์เฝ้าติดตามชีวิตเมสันมาถ่ายทอดต่อไปเรื่อย เมสันคงได้แต่โลดแล่นอยู่ในจิตใจเราท่าน ทั้งในแง่ความทรงจำและผู้สืบทอดอนาคตอันเกินหยั่ง

แปลจาก
Koresky,M. ‘The Years Shall Run Like Rabbits’. http://reverseshot.com/reviews/entry/1737/boyhood

Written by enyxynematryx

January 5, 2015 at 4:48 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: