enyxynematryx

ภวังค์ล้ำภพของคีสลอฟสกี(Three Colors: Red) [น.295-310]

leave a comment »

[น.294]

Red (1994)
เรื่องย่อ: วาเลนติน(Valentine – – รับบทโดย อิแรน จาคอบ(Irene Jacob)เป็นนางแบบอยู่ที่เจนีวา คนรักขี้หึงของเธออยู่ที่อังกฤษและมีแต่เสียงให้ได้ยิน คนดูไม่มีโอกาสเห็นหน้าค่าตาเขา ห้องพักของวาเลนตินอยู่ชั้นบนเหนือ Cafe Joseph ชื่อสถานที่อันบังเอิญพ้องกับชายชราที่วาเลนตินจะได้พบในอีกไม่นาน ที่ร้านกินดื่มข้างล่างนั่นมีเครื่องโยกเสี่ยงโชคด้วย ทุกวันวาเลนตินจะไปลองเสี่ยงดวง วันหนึ่งเธอขับรถชนหมา และความเป็นห่วงเป็นใยในสวัสดิภาพของเหยื่อจากความพลาดพลั้งของ[น.295]ตนก็ชักพาเธอไปพบกับเจ้าของหมา โยเซฟ เคิร์น(Joseph Kern – – รับบทโดยฌ็อง หลุยส์ แตร็งติญอง(Jean-Louis Trintignant))ชายชราที่เกษียณจากตำแหน่งผู้พิพากษา ลึกลับ ไม่นำพาผู้คน อมทุกข์ ขวางโลก นานวันเข้าความก็แดงว่าเขาชมชอบการดักฟังเพื่อนบ้านไปทั่ว ถึงแม้จะรู้สึกทุเรศกับพฤติกรรมของเขา แต่เธอกลับยิ่งผูกพันกับเขา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต่อความยาวสาวความยืดกันไปมา แต่ส่วนที่สำคัญคือ เขาเข้าใจเธอทะลุปรุโปร่ง(โดยเฉพาะความกังวลในตัวมาร์กน้องชายที่เข้าไปข้องแวะกับยาเสพติด) ในอีกฟากหนึ่งหนังตามติดเรื่องราวของโอกุสต์(Auguste รับบทโดยฌ็อง-ปิแอร์ โลยต์ – Jean-Pierre Lorit) นักศึกษากฎหมายระหว่างเตรียมตัวสอบและสภาพความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคาริน(Karin – รับบทโดยเฟรดรีก เฟเดอร์(Frederique Feder) หญิงสาวที่กำลังตีจากเขา หนังเต็มไปด้วยเหตุบังเอิญ(ตำราของโอกุสต์ร่วงลงไปกับพื้น กางหน้าที่มีคำเฉลยของคำถามข้อสำคัญในข้อสอบหราอยู่บนถนน) บางครั้งทิศทางการขยับขยายปมของตัวละครก็สมานเข้าด้วยกันจากเหตุบังเอิญเหล่านั้น ที่สำคัญ บั้นปลายของเส้นทางความเป็นไปของโอกุสต์ชะรอยเหมือนจะเป็นการเวียนว่ายกลับไปสืบชะตาเมื่อหลายทศวรรษก่อนหน้าของผู้พิพากษา ขณะที่ความรู้สึกของวาเลนตินต่ออดีตผู้พิพากษาก็เปลี่ยนจากระอาใจเป็นเห็นใจ ตัวอดีตผู้พิพากษากล้าพอจะใช้ความเจนจบผดุงความยุติธรรมอีกครั้ง ในบทสนทนาอันอ่อนโยนระหว่างเขากับวาเลนตินหลังการแสดงแบบเสื้อผ้า ผู้พิพากษาทวนความหลังของตัวเองให้เธอฟัง ความรักระหว่างเขากับหญิงสาวนางหนึ่ง แต่เธอปันใจไปให้ชายอื่น และภายหลังเขาก็ต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อต้องรับหน้าที่กำหนดโทษทัณฑ์ชายคนรักของเธอ เขาหมดศรัทธาในกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ปล่อยตัวจมปลักอยู่กับความกลัดกลุ้มและคิดไม่ตก การดักฟังชาวบ้านกลายเป็นหนทางเข้าถึงความจริงซึ่งความเป็นผู้พิพากษาขวางกั้นเขาไว้เสมอมา ผู้พิพากษาเอ็นดูวาเลนตินเป็นพิเศษ เขาเล่าความฝันเก่าก่อนของเขาให้เธอฟัง ในฝันเขาเห็นเธอครั้งมีความสุขอยู่กับชายคนรัก วาเลนตินสำคัญผิด เร่งไปลงเรือข้ามฟากเพื่อไปเยี่ยมคนรัก แล้วหายนะก็มาถึง มีเพียง 7 ชีวิตที่รอดมาได้ ประกอบด้วยพนักงานแผนกเครื่องดื่มของเรือชื่อสตีเฟน คิลเลียน จูลีและโอลิวิเยร์(จาก Blue) คารอลและโดมินิก(จาก White) และวาเลนตินกับโอกุสต์ หนังจบลงที่ภาพผู้พิพากษามองเหม่อออกไปนอกบ้านผ่านบานหน้าต่างแตกๆ หยดน้ำตาหยาดอยู่บนแก้ม

นอกเหนือจากยึดอกสารภาพว่าเป็นงานที่เข้าตัวมากที่สุด คีสลอฟสกียังเคยปรารภว่าความรู้สึกใน Red ขึ้นกับข้อแม้ เป็นต้นว่า เราไม่มีทางรู้แน่ว่าโอกัสต์มีตัวตนอยู่จริงหรือเป็นแค่แพร่งทางเดินชีวิตเมื่อสี่สิบปีก่อนของผู้พิพากษา สาระสำคัญของหนังคล้ายจะอยู่ในรูปคำถามที่ว่า บางคราวการตกฟากผิดยุคของคนเราก็อาจไม่ใช่เหตุบังเอิญ คีสลอฟสกีเคยให้สัมภาษณ์ด้วยเช่นกัน ในเชิงแย้มพรายว่าภาวะการเป็นข้อแม้อาจไปไกลถึงขั้นที่ว่าตัวผู้พิพากษาเองไม่มีอยู่จริง ด้วยมีเงื่อนไขผูกมัดเช่นนั้นนักวิจารณ์หลายรายจึงโยงงานชิ้นนี้เข้ากับ The Tempest วรรณกรรมชิ้นสุดท้ายของเช็คสเปียร์

[น.296]ในตัวบทละครของเช็คสเปียร์นั้น เขาแทรกข้อวิพากษ์ต่อวิชาชีพทางศิลปะผ่านเรื่องราวสุดเพ้อเจ้อได้อย่างแยบยล ความฟุ้งฝันและการส่องสะท้อนที่ผนึกเป็นเนื้อเดียวกับพฤติกรรมบีบรัดความรู้สึก จึงอาจตีความงานหนังของคีสลอฟสกีในทำนองเดียวกันได้

คีสลอฟสกีมองว่าตนเองตกที่นั่งเดียวกับผู้พิพากษา “มุมมองของเขาคล้ายคลึงกับของผมมากจนแทบแยกกันไม่ออก ผมถึงบอกเสมอว่า Red ใกล้เคียงกับตัวผมอย่างที่สุด” ในการให้สัมภาษณ์ครั้งเดียวกัน เขาเสริมด้วยว่า”แต่วาเลนตินไร้เดียงสาในการอ่านผู้คนและสรรพสิ่ง ซึ่งอยู่ขั้วตรงข้ามกับการมองของผม” อิแรน จาคอบผู้รับบทวาเลนตินช่วยย้ำความขัดแย้งภายในของผู้กำกับ “ความหวังของวัยหนุ่มสาวกับวุฒิภาวะของคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนจะอยู่ร่วมกันอย่างไร” ที่จริง No End อันเป็นงานชิ้นแรกจากการร่วมงานกันระหว่างคีสลอฟสกีและพีเซวิสก็มุ่งตอบคำถาม ครั้งนั้นยาเส็กในวัยฉกรรจ์ศรัทธาในการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างแรงกล้า ขณะที่ผู้เป็นแม่ไม่เหลือความกระตือรือล้นทั้งทางกายและทางใจ

ผู้พิพากษาเป็นตัวตายตัวแทนของคีสลอฟสกีก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องที่สำคัญคืองานชิ้นนี้เป็นเครื่องสะท้อนความฝักใฝ่ในอภิปรัชญาชนิดถวายชีวิตของคีสลอฟสกี มีลูกติดพันการเล่าในหนังชี้ให้เห็นหลายต่อหลายหนถึงประเด็นที่อยู่พ้นจักรวาล และคีสลอฟสกีก็ไม่เคยละวางการหาทางเข้าใจคำตอบ

เนื้อแท้ของงานชิ้นนี้ไม่มีส่วนฟุ้งฝันเจือปน เป็นแต่เพียงการแลกเปลี่ยนระหว่างเรื่องลี้ลับอบอุ่นใจกับโลกวัตถุล้วนๆ และก่อเป็นสายสัมพันธ์และรูปแบบลมเพลมพัด เชื่อมโยงบรรดาตัวละครที่เดินทางไปเข้าชั้นเรียนเต้นวุ่นวายกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง (เป็นต้นว่า มีหมากฝรั่งแปะอยู่ที่ลูกบิดประตูบ้าน) ตั้งใจไปเล่นโบว์ลิง และอื่นๆ   [น.297]ฟากฝ่ายความเป็นจริงสิบเบี้ยใกล้มือ จับต้องได้ ต่อความยาวสาวความยืดกับความเป็นไปได้แบบหัวเลี้ยวหัวต่อทางอภิปรัชญา และการชี้ความผิดใดๆ ที่หนังเงื้อง่าก็ล้วนมีอันเจอการสวนกลับโดยโศกนาฏกรรมชวนตะลึง น้องชายของวาเลนตินติดยา เพื่อนบ้านรายหนึ่งของผู้พิพากษาก็ปิดบังครอบครัวเรื่องที่ตนรักเพศเดียวกัน คนเหล่านี้มีแต่นับถอยหลังสู่ความฉิบหาย (ไม่ผิดจากที่ผู้พิพากษาคาดการณ์ “ไม่ช้าก็เร็ว เขาได้กระโดดหน้าต่างแน่”) เหนือสิ่งอื่นใด จะเห็นได้ว่าในตอนจบของหนัง แม้ความหวังจะกลับมาผลิบานในตัวละคร แต่ก็อยู่ท่ามกลางทุกข์เวทนาของคนที่เหลือ คีสลอฟสกีกับพีเซวิสไม่อำพรางความเป็นจริงน่ารังเกียจ มีเฉพาะตัวละครหลักที่รอดชีวิตขณะที่อีกกว่า 1,400 ชีวิตตายไป อย่าดูแคลนตัวเลขน่าตกใจนี้แม้แต่น้อย การปิดฉากไตรภาคอย่างบ้าบิ่นด้วยโศกนาฏกรรมครั้งมโหฬารเช่นนี้เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด

ไม่ว่าจะอย่างไร โศกนาฏกรรมครั้งนี้ถือเป็นจุดบรรจบวงจรของหลายขุมข่ายการบรรเลงซึ่งมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ในงานชิ้นก่อนๆ ของคีสลอฟสกี ไม่ว่าจะเป็นสำหรับผู้เป็นพ่อใน Decalogue I ผู้พิพากษาเองก็ได้ตระหนักว่าตนเองมิใช่พระเจ้า ในรายของพ่อนั้นคือการทำใจรับความย่อยยับ ในส่วนของผู้พิพากษานั้นเล่า คือการเข็นครกขึ้นภูเขาของชายชราผู้เหนื่อยล้า การไถ่โทษของผู้พิพากษามาในรูป การมีหนึ่งชีวิตแคล้วคลาด ขณะที่ 1,400 ที่สูญสิ้นไป โดยคนๆ นั้นคือคนเขาห่วงใยเป็นที่สุด(และฝากความหวังไว้ เมื่อดูจากภาพสุดท้ายอันเงียบงัน เหมือนจะสรุปว่าเขาจะไม่มีทางปล่อยให้ความผิดในอดีตของตนเกิดซ้ำรอย) Decalogue I กับการบอกเล่าความเป็นไปของฝ่ายที่ตกเป็นเหยื่อนั้น จบลงด้วยภาพแม่พระมาดอนนากรรแสง Red เป็นเรื่องของผู้แคล้วคลาด ไม่ใช่เฉพาะจากโศกนาฏกรรมถึงแต่รวมถึงภยันตรายต่อการดำรงอยู่ทั้งปวงที่คีสลอฟสกีเคยเปิดประเด็นไว้ และผู้พิพากษาก็หลั่งน้ำตาในปางอันเจนตา Decalogue ลุยสุดตัวกับประเด็นสากลและสัจธรรมขั้นสูง Red นิ่งสงบ ปฏิเสธการให้คำตอบใดๆ แต่เปี่ยมด้วยความหวัง ณ บั้นปลายแห่งวิชาชีพอันหาตัวจับยาก

รายทางการเล่าเจือกลิ่นอายชวนหัวใจแช่มชื่นพองโต แต่ไม่ใช่ด้วยความรัญจวนใจแบบรักต่างวัย แต่มาในรูปเงื่อนงำที่ชวนลุ้นว่าจากข้อแม้ที่ต่างกันความรู้สึกห่วงหาอาทรระหว่างวาเลนตินกับผู้พิพากษาจะมีงอกงามไปในทางชู้สาวหรือไม่ และก็อย่างที่เป็นไป พวกเขาเอนเอียงจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปในฉันท์พ่อ-ลูกสาว และตามคติของ Decalogue IV คีสลอฟสกีใช้ประโยชน์จากการหักหาญความรู้สึกฉันท์คนร่วมครอบครัวมาคาดคั้นหาความหมายของความรัก(คติของภราดรภาพ) และการเสาะหาคุณค่าธาตุแท้ แนวคิดรวบยอดเชิงอภิปรัชญาสูงสุด เทววิทยาหลายสำนักเชิดชูความรักไว้ ณ ปลายยอดของคุณธรรมและเป็นพื้นฐานของสิ่งอื่นทั้งปวง แล้วเราได้เห็นภาพอันบริบูรณ์ของไตรภาคที่ตั้งอยู่บนแนวคิดรวบยอดดังกล่าว ต้นไม้เสรีภาพที่ปักหลักใน Blue เพื่อความรักได้ผลิดอกออกผล ดังในระลอกการเล่าสุดท้ายนั่น การย้อนเกล็ดความเสมอภาพใน White เพื่อตีแผ่ผลพวงเมื่อรักสาปสูญ และความหวังที่กลับโชติช่วงอีกครั้งอย่างเหลือเชื่อในช่วงชำระความ [น.298]ภราดรภาพใน Red กับการเป็นหนทางทอดพารักให้ยาวไกล มิตรภาพที่ก้าวพ้นการคบหาไปสู่ทุกสัมพัทธภาพอันพึงมีในความไพศาลทางจักรวาลวิทยา

เช่นเดียวกับ Veronique ด้วยเหตุที่เนื้อแท้ของหนังโลดแล่นอยู่ในปริมณฑลปรากฏการณวิทยา การถ่ายโอนตัวตนหนังที่อยู่ในสภาพนั้นเสียเป็นส่วนมาก มาพิสูจน์คุณค่างานชิ้นนี้บนหน้ากระดาษภาษาเขียน จึงเป็นเรื่องลำบากแสนสาหัส แค่ฝีภาพแรกของหนังก็พอจะเห็นหน้าเห็นหลัง การบรรยายอาจช่วยให้เข้าถึงพลังทางสัญศาสตร์ แต่ลิ้มรสฝีไม้ลายมือการเข้ารหัสนามธรรมกาล-อวกาศของคีสลอฟสกีได้เพียงผิวเผิน ถัดจากภาพโทรศัพท์ เครื่องดิ่ม และรูปถ่ายวาเลนตินที่วางเคียง กล้องตามติดสำเนียงอิเล็กทรอนิกส์ที่วิ่งมาตามสายสายสัญญาณโทรศัพท์ ผู้กำกับภาพปิเตอร์ โซโบซินสกี ถ่ายระลอกการเล่านี้ด้วยกล้องมือถือด้วยการเร่งอัตราเป็นความเร็วสามฝีภาพต่อวินาที ส่งผลออกมาดูเร็วปานสายฟ้าแล่บ “เรานึกถึงการใช้คอมพิวเตอร์อยู่เหมือนกัน แต่กลัวมากกว่าว่าจะออกมาดูไม่ค่อยชีวิตชีวา” แม้จะเป็นใจกลางของความเป็นไปไม่ได้แต่ภาพควรจะยังดูมีเลือดมีเนื้อ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยึดมั่นกับปณิธานที่จะเห็นเรื่องราวขยับขยายอย่างสมจริง

ระลอกการเล่านี้ผูกขึ้นจากฝีภาพนามธรรมอันยุ่บยับด้วยลายนิ้วมือทางอภิปรัชญาของคีสลอฟสกี บอกเป็นนัยว่าวิถีของหนังไม่ได้สักแต่เพียงการผันผ่านของบทสนทนา เศษเสี้ยวการต่อปากต่อคำจากบทสนทนาหลายหลากแว่วผ่านเข้ามาไม่ขาดสายในระหว่างกล้องตระเวณไปเก็บเรื่องราว ภาพและเสียงผสานสลักกันและกันเป็นขุมข่ายการบรรเลงอันเฉียบฉมังว่าด้วยโยงใยของการสื่อสารที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเทคโนโลยี แต่หมายถึงการยืนหยัด ภาพและเสียงยังสะท้อนความหมายที่ลุ่มลึก ก้นบึ้งของชีวิตมนุษย์ การขุดคุ้ยที่คีสลอฟสกีเปิดหน้าดินไว้ตอนต้นเรื่อง คีสลอฟสกีเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าหนังทั้งสามเรื่องมีจุดเริ่มต้นจากฐานรากของอารยธรรมและเทคโนโลยี

เทคโนโลยีสำหรับคีสลอฟสกีเป็นเหมือนรหัสควบรวมความสนใจต่อภาพกว้างของการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ บทสนทนาตัวตายตัวแทนความเป็นจริงเหล่านี้คอยเตือนใจว่าเราอยู่ในโลกเสมอจริงของใครสักคน เช่นเดียวกับ ณ จุดเริ่มต้นที่เขาลงมือเลือกหยิบเรื่องราวจากวังวนไพศาลของอภิมหาคัมภีร์ชีวิตมนุษย์เพื่อผูกขึ้นเป็น Decalogue คีสลอฟสกีกำลังส่งสัญญาณบอกเราว่าเขาสงวนสิทธิสรรหามานำเสนอแค่ไม่กี่เรื่อง ไม่ใช่เพราะสำคัญมากหรือน้อยกว่าเรื่องราวอันมีศักยภาพจะนำเล่าขานอีกนับไม่ถ้วน [น.299]เรื่องราวเหล่านี้โลดแล่นเพื่อเป็นอนุสติแก่เราท่านว่าทุกชีวิตมีประเด็นให้ค้นหาและคู่ควรแก่การถ่ายทอด แต่ก็ขึ้นกับชีพจรการเล่าของจักรวาลด้วย นอกจากนี้เรื่องราวอันผิดแผกยิบย่อยรอบๆ ตัวเราก็เชื่อมโยงกันไปหมด แมตริกซ์แห่งการดำรงอยู่นั้นสุดแสนซับซ้อน เราอาจมีอันต้องร่วมหัวจมท้ายกับผู้คนรายรอบที่เราไม่มักคุ้นด้วยซ้ำ บัดนั้น เดิมพันอมตะจาก Blind Chance ก็หวนคืนวงต่อรอง โอกาส(ความหวังต่อปาฏิหาริย์และการรู้แจ้ง) และการหยั่งรู้ลิขิต(เบาะแสที่ว่าอาจมีร่องรอยของการออกแบบไว้แต่แรกอยู่ในโยงใยแห่งเรื่องราวของเราทั้งหลายนั้น)

ไม่ผิดจากที่กล่าวไปแล้วว่าคีสลอฟสกีจับเทคโนโลยีมาเป็นขุมข่ายการบรรเลง เห็นกันได้ตั้งแต่ฉากแรกกับบทบาทชี้เป็นชี้ตายของเทคโนโลยีการสื่อสารในงานชิ้นนี้กับภาพการต่อสายโทรศัพท์ในระลอกการเล่าแรกของหนังโดยจับภาพไปที่มือของมิเชล คนรักของวาเลนติน การต่อสายโทรออกและโทรซ้ำแทบจะในทันทีเป็นเพียงลูกล่อลูกชนแรกๆ ในการสร้างเรื่องราวของคนรักจอมวางแผนที่จะติดตามมาอีกหลายขยัก เช่นเดียวกับพื้นเพของเรื่องราวทั้งหมดอันว่าด้วยภาวะกล้ำกลืนกับการรุกล้ำละลาบละล้วงอย่างไม่ไว้หน้าของเทคโนโลยี  จากภาพวาเลนตินคุยโทรศัพท์กับมาร์กผู้เป็นน้องชาย(ที่เราไม่เคยเห็นหน้า)นั้นดูไม่ออกเอาเสียเลยว่าพวกเขาปรับทุกข์กันอยู่ ถ้าไม่ได้วงจรจับผิดของผู้พิพากษาวาเลนตินคงไม่รู้จักธาตุแท้ของคารินสาวนักอ่านข่าวพยากรณ์อากาศ จากที่พบเจอในแบบรู้หน้าไม่รู้ใจอยู่หลายหน การสื่อสารยุคใหม่อาจเป็นใจให้คนได้มีปฏิสัมพันธ์กัน แต่ก็ขีดวงไว้ในทำนองตาบอดคลำช้าง  การดักฟังเป็นหูทิพย์ของผู้พิพากษาในการเข้าถึงมุมมืดของผู้คนที่เจ้าตัวปิดบัง แต่ก็ต้องยอมเข้าหน้าคนเหล่านั้นไม่ติด แต่ก็อาจมองได้ว่า ทัศนะของเขาที่ว่า “ขี้หมูขี้หมา ผมก็ได้ตระหนักในข้อเท็จจริง” นั้น น่าสมเพชยิ่งกว่าอันที่เขาเคยยึดถืออยู่ก่อนหน้า

 
คีสลอฟสกีนำประสบการณ์จากครั้งทำสารคดีมาประยุกต์เพื่อพัฒนาตัวละครใน Red ได้อย่างแยบคาย ช่วงต้นของหนังเน้นให้มีบทเจรจาน้อยเข้าว่า สัมผัสตัวละครได้เท่าที่การสังเกตจากรายละเอียดรายล้อมมุมมองของตัวละครเหล่านั้นจะเอื้ออำนวย และก็ได้แต่ตีค่าพวกเขาจากข้อมูลอันจำกัด โอกุสต์(Auguste)เอาแต่สร้างความเละเทะแก่ห้องพักสวยๆ(เขาเป็นคนไม่ค่อยเอาถ่านแต่มีเสน่ห์) เล่นกับหมา(เขาเป็นมิตรและรักสนุก) และก็เห็นเขาโบกมือร่ำลาหญิงสาวด้วยความอาลัยรัก(เขาเป็นคนอ่อนไหวและโลกของเขากำลังเป็นสีชมพู) เรารู้จักวาเลนตินจากแบบแผนการเล่าเดียวกัน เธอมีสุนทรียะและเป็นมืออาชีพ อ่อนหวาน อ่อนโยน และอ่อนไหวพอกัน

โอกุสต์ทดสอบความแน่นหนาของสายรัดปึกหนังสือ ว่าตึงเข้าที่ดี ก่อนจะมาถึงรายละเอียดสำคัญของฉากที่มักมองข้ามในการรับชมครั้งแรก อันได้แก่ภาพนักเต้นในโปสเตอร์ปิดผนัง [น.300] ขณะวาดลีลาสุดเฉิดฉาย โดยจับภาพจากทางด้านหลัง เป็นการเชื่อมโยงด้านภาพไปยังวาเลนติน(ในชั้นเรียนเต้นรำจะเห็นเธอออกท่าทางเดียวกันนี้) ควรกล่าวด้วยว่านามธรรมถือจุติผ่านการเต้น ในชั่วขณะหนึ่งตัวนักเต้นก็เป็นพรหมัน(immanent) (หญิงและชาย) และปรมาตมัน(universal) (รูปที่พ้นจากตัวเขาและตัวเธอ) ความประทับใจต่อนักเต้นของคีสลอฟสกีมีให้เห็นย้อนไปตั้งแต่ครั้งเริ่มจับงานหนังดังมีให้เห็นในสารคดี Seven Women of Different Ages และหลายฉากที่มีนักเต้นเป็นตัวชูโรงใน Personnel

คีสลอฟสกีหลงใหลโยงใยเหล่านี้ ไม่ใช่หวังอวดชั้นเชิงโยงภาพสวยๆ เข้าด้วยกันหากแต่เป็นการแย้มพรายถึงนาฏกรรมห้วงมหึมาในสัมพันธภาพที่ไม่เฉลียวใจถึงในโลก เรื่องราวที่อยู่ในวิสัยเป็นไปได้นับพัน โยงใยเล็กๆเหล่านี้คอยเตือนสติเราว่าโลกปกคลุมไปด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งวิสัยของความเชื่อมโยง และชีวิตเราทั้งหลายถูกกำหนดโดยโอกาส(หรือชะตาลิขิต) ฟูมฟักโดยสิ่งที่เราเลือกสรร ขมวดเป็นเหตุการณ์แสนจะขี้หมูราขี้แห้ง ถือเป็นแหล่งสิงสถิตย์ของคำถามพื้นฐานและสำคัญ (เจตจำนงเสรีปะทะชะตากรรม ธาตุแท้ของคน เป็นต้น)สีแดงแผ่ซ่านอยู่ทุกที่สมเป็นขุมข่ายการบรรเลงของฉากแรกนี้ โดดเด่นยิ่งจากความพร่าระริกจากการดึงและเสียศูนย์เล็งภาพป้ายประกาศของเจนีวาจากระยะใกล้(นามธรรมของสัจธรรม)และจบระลอกการเล่า เช่นเดียวกับสีขุมข่ายการบรรเลงอื่นๆ ที่คายสัญญะต่างๆ จากแกนร่วมเดียวกัน ปานประหนึ่งนามธรรมบนจอของภาพขยายตกกระทบของความรู้สึก

สีแดงในงานชิ้นนี้อวดบารมีเจ้าภาพกินขาดอีก 2 สีในไตรภาคก่อนหน้า สีน้ำตาลและสีส้มลูกผสมของสีแดงก็มีบทบาทมาก เช่นเดียวกับธงชาติสวิสที่มาประกาศความเป็นเจ้าของฉากหลัง อินสเดอร์ฟ(Insdorf)ตั้งข้อสังเกตว่าหนังเล่นกับประเด็นการปลีกตัว สวิตเซอร์แลนด์ในฐานะเกาะใจกลางทวีปยุโรปจึงเป็นทางเลือกที่ตรงกับโจทย์ในการตอกย้ำข้อเท็จจริงดังกล่าว หนังยังกล่าวถึงความจำเป็นในการยึดมั่นในภราดรภาพ(fraternity) เพื่อเผชิญกับความโดดเดี่ยว แถมเปิดพื้นที่ให้นัยทางบวกของสี(ความรัก และเครื่องหมายของความเอ็นดู)จึงได้ห้ำหั่นทางความคิดกับเหล่านัยทางลบ(เป็นต้นว่า เลือด) เปิดลายแทงอุปสรรคและหนทางบรรลุอุดมคติ สียังไปปรากฏตัวถี่ยิบกว่าที่เคยในโวหารภาพ(mise-en-scene)ผ่านลูกเล่นที่ติดมากับกล้องและกรองแสง ก็อาจมองได้ว่าเป็นความพยายามถักทอเพิ่มความแน่นหนาเชิงอภิปรัชญาแก่นามธรรมเบาะแสไปบนแผ่นผืนพรหมันของโลก [น.301]นอกจากนี้ ผู้กำกับภาพโซโบซินสกี(Sobocinski)ยังยึดเวอร์เมียร์เป็นแรงบันดาลใจ และใช้เฉพาะแสงธรรมชาติแทนการจัดแต่งด้วยแหล่งแสงประดิษฐ์ฝีภาพยาว

เขาขัดแข้งขัดขาคนดูมิให้เก็บเกี่ยวรายละเอียดของตัวละครได้ถนัดมือถึงขั้นถอดใจ เราเห็นพฤติกรรมของวาเลนตินและออกุสต์ในห้องเช่าของพวกเขา โดยกล้องจับภาพจากมุมกว้างและสอดส่ายตามการเคลื่อนตัวของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระลอกการเล่าความเคลื่อนไหวในห้องเช่าของวาเลนตินที่เริ่มต้นจากโอกุสต์เดินออกจากห้องเช่าของเขา เห็นเขาลงบันได ถึงชั้นล่างสุด ออกจากตัวอาคาร ข้ามถนน แล้วกล้องก็ผละจากตัวเขาไปหาหน้าต่างห้องเช่าของวาเลนติน กล้องทะยานตัวขึ้นและมุดพรวดผ่านหน้าต่างเข้าสู่ตัวห้อง ขณะสัญญาณสายโทรศัพท์เรียกเข้าแผดเสียงเป็นการใหญ่ วาเลนตินวิ่งเข้ามาในฝีภาพ รับโทรศัพท์ และเดินหายเข้าครัวอันเป็นระวางส่วนหลังของภาพ และเดินคุยโทรศัพท์วนกลับมาส่วนหน้าของระวางภาพก่อนจะเดินตัดตัวห้องโดยมีกล้องจ่อประคอง และวิ่งเลยไปก่อนจะบ่ายหน้าออกนอกหน้าต่าง วาเลนตินโผล่กลับเข้ามาในกรอบภาพเมียงมองออกุสต์เดินหายเข้าไปในตึกอีกแห่งไกลออกไปฝีภาพดังกล่าวกินเวลาทั้งหมดหนึ่งนาทีสามสิบแปดวินาที เรารับรู้ความเป็นไปสำคัญในชีวิตตัวละครใหม่จากการสังเกตการณ์ความเป็นไปในชั่วเก้าสิบแปดวินาทีของผู้หญิงคนหนึ่งล้วนๆ พร้อมกันนั้นยังได้ยึดโยงผู้หญิงคนนี้เข้ากับออกุสต์(ขุมข่ายการบรรเลงสำคัญของหนัง)

ฝีภาพดังกล่าวมีชื่อเรียกทางวิชาการว่า ฝีภาพจัดระเบียบ(sequence shot) หรือ ฝีภาพตามแผน(plan shot) นานๆเข้าศัพท์บัญญัตินี้ก็ขยายความรวมไปถึงฝีภาพยาวทุกประเภทรวมไปถึงที่ผ่านการตัดต่อย่อยออกเป็นหลายๆ ฝีภาพ แต่ในการทำงานชิ้นนี่ คีสลอฟสกีย้อนกลับไปสมาทานความหมายดั้งเดิมว่าด้วย การเข้าถึงโลกแบบองค์รวมของอังเดร บาแซ็ง(Andre Bazin)ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่ามีให้เห็นจากงานของผู้กำกับคนสำคัญหลายราย รวมถึง ฌ็อง เรอนัวร์(Jean Renoir)ออร์สัน เวลส์ (Orson Welles) (ผู้ซึ่งคีสลอฟสกีนับถือเป็นอย่างสูง)

ฉากกล้องยกตัวทะยานมุดหน้าต่างห้องเวโรนิกจะเห็นสมุดเล่มสีแดง(คว่ำหน้า)วางอยู่บนโต๊ะโทรศัพท์ แอปเปิลที่กัดไปแล้วครึ่งลูก นอกเหนือจากการละเลงสีแดงอย่างเมามันตามขุมข่ายการบรรเลง ข้าวของเหล่านี้ช่วยขับเน้นบุคลิกของตัวละคร(โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร้องแรกแหกกระเฌอถึงภารกิจอีกมากมายที่ยังค้างคา) ภาพเธอต่อสายโทรศัพท์ตามขอคุยกับคนรักฟ้องถึงการได้กลิ่นทะแม่งๆ ว่าอีกฝ่ายจะนอกใจ

[น.302]เสียงเฮลิคอปเตอร์(เงาของเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยที่โผล่มาตอนอึดใจท้ายๆของหนัง) พร้อมข้อความ I miss you อันเป็นส่วนหนึ่งบนลำตัวเครื่องเท่าที่อ่านทัน
 
โอกุสต์รับโทรศัพท์ ระลอกการเล่าเปิดเรื่องชวนให้คิดไปว่าสายที่รับมาจากวาเลนตินจะโดยความตั้งใจหรือสัญญาณพันกันก็ตามที แต่เปล่า เขาคุยกับคนรักของเขาที่เป็นผู้รายงานพยากรณ์อากาศฝีภาพถัดมาจะเห็นเขาออกจากที่แห่งนั้นไป หนังจับเขาอยู่ร่วมกรอบภาพกับวาเลนตินในระลอกการเล่าถัดมา หนังเติมเต็มบุคลิกของตัวละครด้วยระลอกการเล่าที่ประดังกันมาเป็นสาย วาเลนตินเสี่ยงโชคกับสลากกินแบ่ง ไปถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้ เข้าชั้นเรียนบัลเลต์ กินน้ำเปล่าขวดเบ้อเร่อ และเป็นแบบแสดงผลงานการออกแบบเครื่องแต่งกาย จากทั้งหมด การถ่ายรูปและการแสดงแบบเสื้อผ้าเป็นสองกิจกรรมที่จะมีผลสืบเนื่องที่มีนัยสำคัญในภายภาคหน้า ทั้งที่การเรียนบัลเลต์นั้นแทบจะหาสาระมิได้ แต่คีสลอฟสกีก็คะยั้นคะยอให้คนดูอยู่กับภาพวาเลนตินขมีขมันออกท่าออกทาง ตามด้วยฝีภาพยาวระหว่างวาเลนตินกระวีกระวาดจับจ่ายน้ำดื่มราวตายอดตายอยากมาหลังเรียนเต้นเสร็จ นอกจากเพื่อยืนยันว่าเธอกระหายน้ำจริงๆ ฝีภาพนี้ไม่มีความจำเป็นด้านอื่น  น้ำอาจเป็นเครื่องหมายของความไร้มลทิน และความบริสุทธิ์ สายสัมพันธ์ที่เฟลลินีมักโยงเข้ากับตัวละครหญิงในงานของเขา แต่ในที่นี้ปรากฏการณวิทยาแผ่รัศมีแก่กล้าเหนือสัญศาสตร์ เรารับรู้คาตา ณ อึดใจนั้นซึ่งก็ไม่ใช่จังหวะชี้เป็นชี้ตาย แต่ก็เป็นเหตุการณ์ประเภทสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น

ระหว่างแสดงแบบเสื้อผ้าเกิดเรื่องขลุกขลักนิดหน่อยๆ (ให้บังเอิญว่าตัวละครอื่นๆ ของคีสลอฟสกีที่สวมบทโดยอิแรน จาค็อบ ไม่ว่าจะเป็นวีโรนิกา หรือ เวโรนีก ก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน) หลังแสดงแบบแล้วเสร็จอุปสรรคเหล่านั้นส่อเค้าจะนำมาซึ่งหายนะที่ร้ายแรงขึ้นไปอีก หนังประมวลภาพการเดินทางข้ามเมืองของเธอ ด้วยฝีภาพที่แปลกตา กึ่งๆ จะเป็นภาพจากจุดมองของรถ ไฟท้ายสีแดงกุมพื้นที่ทางกราบขวาของฝีภาพไว้มั่น เราเคยเห็นไฟท้ายทะมึนเช่นนั้นมาครั้งหนึ่งใน Decalogue III (กำกับภาพโดยโซโบซินสกีเช่นกัน) ในงานชิ้นนั้น เป็นการย้ำอึดใจชี้เป็นชี้ตายหักหาญความรู้สึกจากการขับรถอย่างบ้าระห่ำ นำชีวิตตัวละครไปแขวนอยู่บนเส้นด้ายความเป็นและความตาย ในส่วนของการขับขี่ยวดยานนั้น แม้จะมีพลังขับเคลื่อนทางจิตวิญญาณไม่แพ้กันแต่ในงานชิ้นนี้มีนัยผิดแผกออกไป วาเลนตินดิ่งเข้าหาสี่แยกซึ่งอาจจะถือเป็นสี่แยกของหนังเรื่องนี้ด้วยก็ไม่ผิด ภาพป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ซึ่งเธอจะไปปรากฏบนนั้นผ่านเข้ามา(หนแรกนี้ไม่มีรายละเอียดเป็นชิ้นเป็นอัน แต่จะถึงบางอ้อในหนถัดมา) ระหว่างวาเลนตินข้ามถนน ออกุสต์เดินหิ้วมัดหนังสือเดินตัดหน้าเธอไป แต่ไม่ทันไรสายรัดหนังสือก็ขาด สร้างอึดใจเหนือความคาดหมาย ณ บุพเพสันนิวาสสถาน ว่าไปแล้วงานชิ้นนี้ มีสิ่งที่เกล็นน์ แมน(Glenn Man) “สี่แยกสุนทรียศาสตร์(the aesthetics of intersection)” คอยชี้เป็นชี้ตายอยู่ตลอดเรื่อง[น.303]ในระหว่างต่อเติมภาพตัวละครนี้(กล้องเน้นถึงระยะห่างอันเอาแน่ไม่ได้ระหว่างคนทั้งสอง) โครงสร้างของหนังสะท้อนถึง “การรวมศูนย์โดยพลังอันผ่าเผย” ทั้งมานและคีสลอฟสกีต่างไม่ออกปากว่าพลังดังกล่าวคือพระเจ้า แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าบรรดาสี่แยกรับส่งการเล่านั่น เป็นฝีมือพระเจ้ารึเปล่า

วิทยุในรถส่งเสียงจากคลื่นรบกวนระหว่างวาเลนตินขับ ภาพนามธรรมโผล่มาในรูปเงาสรรพสิ่งตกกระทบพื้นผิวขอบกันลมของรถ เสียงจากคลื่นรบกวนชวนให้นึกถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับดักฟังของผู้พิพากษา ไม่ว่าจะมีต้นเหตุจากเจ้าอุปกรณ์นั่น หรืออาจเป็นแค่เหตุบังเอิญ หรือ พรหมลิขิต แต่ผลก็คืออุบัติเหตุอันเกิดกับหมาของผู้พิพากษาและชักนำเธอไปพบกับชายชรา เช่นเดียวกับที่นกพิราบเป็นสัญลักษณ์ของธรรมชาติใน White ริตา หมาเยอรมันเชพเพิร์ดคือตัวแทนของเทววิทยาในโลกที่คอยเหนี่ยวนำวาเลนตินกลับไปหาผู้พิพากษา ระลอกการเล่านี้โดดเด่นด้วยระยะเวลาและลีลาการถ่ายทอด คีสลอฟสกีอภิปรายถึงความสาหัสสากรรจ์ในการลำดับภาพเหตุการณ์ไว้ดังนี้ – – ต้องเกลาให้เหลือเฉพาะเนื้อหาที่สำคัญยิ่งยวด ตามความเห็นเขา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตีแผ่ทุกขณะจิตที่ความกลัวค่อยๆ แผ่จับใบหน้าวาเลนตินและสภาพถูลู่ถูกังระหว่างเข็นหมาขึ้นรถ รอยเลือดแดงชาดบนมือเธอบอกใบ้เราว่าสีที่เห็นเป็นมากกว่าความงาม แต่เป็นพื้นหลังของผ้าใบนาฏกรรมคอยรองรับการระบายสาระทางอภิปรัชญา

ตอนที่วาเลนตินย่างกรายเข้าเขตบ้านผู้พิพากษา คีสลอฟสกีประเคนคนดูด้วยฝีภาพดังได้กล่าวไว้ในบทที่ 2 นั่นคือ ภาพจากมุมมองของวาเลนติน ก่อนจะกลืนกลายเป็นภาพเชิงวัตถุวิสัย ในบทที่ 2 ได้แจกแจงระลอกการเล่านี้ไว้อย่างละเอียด ในที่นี้จะขอเสริมว่าความเป็นไปดังกล่าวคล้องจองกับโฆษณาขนาดยักษ์ซึ่งจะชวนให้นึกย้อนกลับไปถึงสภาพการจราจร ณ สี่แยกในตอนต้นของหนัง

ฌ็อง  หลุยส์  แตร็งติญอง(Jean-Louis  Trintinant)ไว้ลายการสวมบทอันแสนแยบยล จนยากจะบรรยายถึงบรรยากาศลี้ลับที่แผ่ออกมาจากผู้พิพากษา ซับซ้อนชวนครั่นคร้าม แรกปรากฏ กล้องจับภาพเขาจากด้านหลัง ในสภาพคอตกด้วยความเหนื่อยล้า จากสภาพบ้านและห้องหับที่ไร้การดูแล ราวกับว่าเขานั่งอยู่ตรงนั้นมาหลายทศวรรษ เสียงแปร่งๆ จากวิทยุบอกเป็นนัยว่าเขาอาจตายไปแล้ว(หรือในบางแง่ เขาอาจค้างคาอยู่ระหว่างครึ่งชีวิตของการถือสันโดษกับการสื่อสารทางเดียว) ไม่ใช่เพราะเขาเลื่อนลอยหยาบช้า แต่เพราะเขาใจไม้ไส้ระกำ ไม่เห็นค่าที่เธอห่วงในความเป็นตายร้ายดีของหมา เขาแค่เปรยว่าริตาหนีไปเมื่อวาน คนดูอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดหมาจึงเตลิด

[น.304] “จะยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวเช่นนี้หรือไม่หากที่โดนรถชนเป็นลูกสาว” วาเลนตินหมายลูบคมด้วย
วาจาเราะร้าย แต่ก็โดนย้อนกลับอย่างเหนือความคาดหมายว่า “รู้ไว้อย่างว่า ชั้นไม่มีลูกสาว” ท่าทีดังกล่าวสะท้านใจเกินกว่าเธอจะรู้ หนังเผยในเวลาต่อมาว่าเขาต้องมีชีวิตโดยปราศจากพยานรักหลังหญิงคนรักทรยศต่อเขา นอกเหนือจากความไม่ยินดียินร้าย เขายังหยาบคายกับเธอ เสือกไสไล่ส่ง หนำซ้ำยังสั่งให้เธอแง้มประตูบ้านเขาไว้ นั่นยังไม่หนักอึ้งด้วยความหมายเท่าเหคุการณ์ในขยักถัดมาที่เขาลอบมองเธอจากไปผ่านบานหน้าต่าง

ในการพูดคุยกับชายคนรักครั้งต่อมา เธอเปรยว่าเหตุการณ์ทั้งหลายไม่ใช่เรื่องบังเอิญ (เป็นต้นว่า การ พบกันของพวกเขาเอง) ถึงขั้นนี้แล้วเธอก็ยังไม่คลายความสงสัยว่าต้องมีเงื่อนงำเบื้องหลังอุบัติเหตุของหมา

ท่าทีสะดุดกับชื่อมาร์กที่ห้องทำงานสัตวแพทย์ ฟ้องว่าเธอกำลังค้นหาเบาะแส ที่ผุดขึ้นมาจากชื่อน้องชายเธอ(แม้ตอนนั้นเราจะยังไม่เข้าใจเรื่องราวส่วนนี้) แต่คนรักของเธอกลับเป็นคนละเรื่อง ประชดส่งตั้งแง่และคิดไม่ซื่อ

ในฉากทำงานร่วมกับช่างภาพแพรวพราวด้วยเศษเสี้ยวทรงความหมายและสำคัญ ประการแรกคงจะ
เป็นการขยับขยายจินตนาการตามน้ำสื่อโฆษณาหมากฝรั่งลูกโป่งตอนต้นเรื่องไปสู่อุปลักษณ์ว่า
ด้วย”ลมหายใจแห่งชีวิต” แถมด้วยการแฉเบื้องหลังคำขวัญลวงโลกจนถึงขั้นดูแคลนสติปัญญาผู้คน ของโฆษณาชิ้นนั้น วาเลนตินจะเป็นพลังห้าวขุมใหม่แก่ชีวิตผู้พิพากษา เหมือนลมเย็นโชยโกรกบ้านคร่ำคร่าฝุ่นเกรอะของเขา เธอยังเป็นตัวละครสำคัญเพียงรายเดียวที่มีชีวิตรอดจนหนังจบ คำตอบต่อคำถามที่ว่าจะมีใครเห็นโฆษณาแล้วจำได้บ้างว่าเป็นเธอบอกเป็นนัยว่าเธอไม่มีเพื่อนที่สนิทชิดเชื้อ ตากล้องพยายามเกี้ยวพาราสี เขาปิดไฟแล้วถามว่าสนไหม หลังจากก่อนหน้านั้นเขาก็หว่านล้อมเธอ ระหว่างเก็บภาพ(จนเธอใจคอไม่สู้ดี) เธอไม่หวั่นไหวกับพฤติกรรมหมาหยอกไก่และตัดบทอย่างไม่ใยดี เธอปรารถนาสัมพันธ์ภาพจากใจจริง บุพเพสันนิวาสอันนำอิสรภาพมาสู่เธอและประคับประคองกัน ตามครรลอง

เช้าวันถัดมาวาเลนตินเริ่มต้นกิจวัตรตามปกติ หนังสือพิมพ์พาดหัวสภาพคลื่นลมเลวร้าย หยอดข่าว
ชวนใจคอไม่ดีไว้แค่นั้นตามคาถาคีสลอฟสกี โอกุสต์กับหมาของเขาลับกายเข้าตึกไป กล้องสืบศูนย์เล็ง เข้าจับที่มือวาเลนตินในระวางภาพส่วนหน้าขณะเหนี่ยวคันโยกเครื่องสล็อตแมชชีน เหตุการณ์ทั้งหมดโยงใยเป็นเขาวงกตเกินกว่าเธอจะรู้ และแรงเหนี่ยวหนนี้ก็แรงกว่าที่เธอสำเหนียก หนนี้เจ้าเครื่องเล่นที่ได้ฉายา”โจรสลัดแขนเดียว”มอบโชคให้เธอ(สมกับที่ฟาดเคราะห์) ตามคติชั่วเจ็ดที่ดีเจ็ดหน จากประสบการณ์ของเธอ (กะแล้ว ถึงตาชั้นบ้างละ) เหรียญร่วงกราวลงสู่ถาดรองใบเขื่อง [น.305]กอบเก็บลาภลอยแก่เธอราวกับตุนไว้ใช้ยามหน้าสิ่วหน้าขวาน เราเห็นภาพน้องชายเธอประทับอยู่บนหน้ากระดาษ แม้จะยังไม่เป็นที่กระจ่างว่าเหตุใดเธอจึงรู้สึกขัดเคือง เราอนุมานได้ภายหลังว่าภาพดังกล่าวมาพร้อมกับข่าวยาเสพติดในสวิตเซอร์แลนด์ และการเอาชนะเครื่องเล่นได้ก็เป็นส่วนหนึ่งของ กลไกเคราะห์กรรมในหนังที่อินสดอร์ฟเรียกว่า “การชดใช้”

ท่วงทีการ์ตูนเมื่อกล่าวการรนหาที่หนีของหมาริตา เปิดช่องให้หายใจหายคอ และยังเป็นเหมือนแม่
เหล็ก(คนละอย่างกับพลังแม่เหล็กที่ดูดเหรียญไว้กับมือคารอลใน White)เหนี่ยวนำวาเลนตินไปตามเส้นทางชะตากรรม ริตาหวนกลับไปหาผู้พิพากษา ในการพบกันอีกครั้ง ผู้พิพากษาคะยั้นคะยอให้วาเลนตินเรียกชื่อมัน(มันเป็นของเธอ) ริตานิ่งอยู่กับที่ หันรีหันขวางอยู่ระหว่างคนทั้งสองเหมือนจะยื้อยุดพวกเขาไว้ด้วยกัน วาเลนตินทราบความจริงว่าเงินลึกลับที่มีมือดีนำไปส่งถึงบ้านเธอมีต้นทางจากผู้พิพากษาเพื่อชดใช้ค่ารักษาหมา เธออึ้งที่เขารู้ที่อยู่เธอ “ง่ายมาก” เขาแจกแจง เพิ่มความน่าทึ่งในบารมีอันแก่กล้าของเขา เธอยืนกรานขอคืนเงินส่วนที่เกิน เขาให้เธอรอระหว่างไปหาเงินมาทอน เขาหายไปพักใหญ่ ขุดบ่อล่อปลาให้วาเลนตินล่วงเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของบ้าน

ห้วงเหตุการณ์เล็กๆ นั้นเหมือนไร้เลศนัย แต่ในความเป็นจริงมีคลื่นใต้น้ำอันบีบคั้นความรู้สึก
จินตนาการระหว่างพวกเขาขยับขยายจากเรื่องหนี้ไปสู่ความผิดชอบชั่วดี วาเลนตินไม่ต้องการสิน
น้ำใจของผู้พิพากษานอกเหนือจากที่พึงได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอเคืองที่เขาขาดการเอาใจใส่หมาของตัวเอง ผู้พิพากษาไม่ได้แข็งขืนยัดเยียด แต่พลิกไปใช้เงินทอนเป็นเหยื่อล่อ ถึงจุดนี้คนดูชักจะเคว้ง มองเจตนาผู้พิพากษาไม่ออกงุนงงกับพฤติกรรมพึลึกพิลั่นของเขา เหตุใดเขาจึงยังมีขันติกับการประชดส่งของวาเลนติน(คุณลองหยุดหายใจดูบ้างสิ “เข้าท่าแฮะ” ตอบอย่างไม่มีชะงัก) มีเค้าบรรยากาศระทึกขวัญให้สัมผัสตอนวาเลนตินก้าวล่วงเข้าไปในบ้าน ผ่านการใช้ฝีภาพแทนสายตาเธอ(ตามสูตรการบอกลางร้ายของหนังสยองขวัญ)

แต่ความสยองขวัญในที่นี้เป็นแค่ในเชิงอุปลักษณ์และรู้สึกผิดชอบชั่วดี ไม่ใช่จะถึงเลือดถึงเนื้อ ในตัวบ้านอึงอลด้วยสรรพสำเนียง ทั้งเสียงขยับอิริยาบถต่างๆ กามกรีฑา ผู้พิพากษาจงใจให้เธอรู้เห็น
กิจกรรมลับๆของเขา เห็นได้ชัดว่าเธอตัดบทการสนทนาเมื่อเจอกับกรณีน่าสนใจ ไม่เป็นที่ประจักษ์ว่าเหตุใดผู้พิพากษาจึงเปิดโปงพฤติกรรมดักฟังของตนเอง [น.306]แต่ผลที่เกิดขึ้นคือจากนี้ไปหนังจะซับซ้อนมากขึ้น แรกทีเดียว เหมือนเขาครึ้มอกครึ้มใจกับการสร้างความตื่นตระหนกและเห็นเธอใจเต้นไม่เป็นส่ำกับกิจกรรมวิปริตของเขา จากนั้นสำรวจจิตวิญญาณเธอในภาวะขวัญกระเจิงเพื่อตรวจสอบไขว้กับภาพของเธอในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง(เหมือนฮันนิบาล เล็กเตอร์) รวมถึงแรงจูงใจของเธอที่ในอันที่จะไม่ปริปากกับคนข้างบ้าน จนในท้ายที่สุด เมื่อหนังใกล้ถึงบทสรุปและมิตรภาพระหว่างทั้งสองกำลังเบ่งบาน ผู้พิพากษากลับสารภาพว่าเห็นทีตนเองควรไปอยู่ในมือของกฎหมายเพื่อปกป้องเขาจากการทำลายตัวเอง

เพื่อความยุติธรรม ก่อนที่วาเลนตินจะจรดเท้าไปบอกเพื่อนบ้านว่ากำลังถูกดีกฟัง ผู้พิพากษาชี้ให้เธอดูเงินที่เหลืออยู่สามสิบฟรังก์(เงินที่เขาเป็นหนี้เธออยู่) เงินสามสิบฟรังก์อาจเป็นหลักฐานร่วมสมัยของโลหะเงิน 30 แท่งอันเป็นชนวนให้จูดาสทรยศพระเยซู ผู้พิพากษาพยายามกำจัดตนเองเพื่อไม่ต้องมีความผิดติดตัว (ดังจะเห็นได้จากมุขตลกกับภาพเงินตราวางอยู่บนปกแผ่นเสียงผลงานเพลงของฟอนบูเด็นเมเยอร์ ร่างจำแลงของซบิกนิว ไพรสเนอร์ ผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบของหนัง) ข้อตระหนักของวาเลนตินที่ว่า เด็กหญิงก็รู้อยู่ว่าข้างบ้านเล่นชู้กัน การเปิดโปงใดๆจะนำมาซึ่งวิบากกรรมที่ซับซ้อนบานปลายจนเธอไม่อาจทนดูได้ เธอจึงได้แต่ขีดวงไว้แค่ผู้พิพากษา ขอให้เขาเลิกดักฟัง “ชั้นทำมาชั่วชีวิต”
เขาเผยตัวว่าเขาเคยเป็นผู้พิพากษา(ในจังหวะเดียวกับที่สาดน้ำร้อนจากแก้วลงกับพื้นด้วยความฉุน
เฉียวไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม) ชาอันเป็นตัวแทนการร่วมหัวจมท้ายตามตำรับความหมายของ
คีสลอฟสกีเป็นอันหมดกัน ในหลายแง่ จากม้านั่งนั่น เขาคือพยานรับรู้วิกฤติส่วนตัวและความฟอน
เฟะชั่วนาตาปีของสังคมจากเสียงกิจกรรมส่วนตัวของผู้คนที่แว่วมาเข้าหู แต่ก็น่าสมเพชที่เขาไม่อาจล่วงรู้มากพอจะใช้พลังศิลธรรมของสัจธรรมชี้ผิดถูกดีชั่วได้ “ชั้นไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ฝ่ายธรรมะ หรือ อธรรมแต่จากตรงนี้ อย่างน้อยก็รู้หลักแหล่งของสัจธรรม”

 

ในหลายแง่ งานชิ้นนี้ครอบคลุมประเด็นกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสัจธรรม และมารผจญชั่วช้าคนจำต้องมีศรัทธาเพื่อฝ่ามรสุมแห่งอวิชชา วาเลนตินสัญลักษณ์ของความรักตามชื่อนักบุญที่ตั้งตามมองว่าศรัทธาควรมาในรูปการลงมือด้วย หยิบยื่นท่ามกลางสภาพสิ้นไร้คุณค่า ภาพใบหน้าผู้
พิพากษาแฝงอยู่หลังบานกระจกหน้าต่างเมียงมองวาเลยตินเดินอาดๆ กลับมาจากบ้านข้างๆ บ่งบอกถึงภาวะถูกจองจำ ตัดขาดตัวเอง ได้ยินได้เห็น แต่ไม่ข้องแวะ บานกระจกจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ทั้งในทางอุทาหรณ์และรูปธรรม

ในการหาเรื่องเทียบข้ามตัวเธอเขาสามหาวว่าแรงจูงใจในการบำเพ็ญตนในศิลในธรรมของเธอนั้นน่า สงสัยพอๆกับแรงจูงใจในการทำเรื่องฝ่าฝืนกฎหมาย น.307]”คุณรู้สึกว่ามีชนักติดหลังหรืออดสู หรือ มีความผิดติดตัวบ้างไหมเวลาก่อเรื่อง” ความย้อนแย้งที่ว่าบางคนสร้างเรื่องเดือดร้อนเพื่อเรื่องดีๆที่มีคุณค่ายิ่งกว่า และเขาก็ย่ามใจไปเรื่อย ยังไงๆ แรงจูงใจก็ซับซ้อนและมุ่งเพื่อประโยชน์ส่วนตน สุดท้ายเขาก็แจกแจงว่าไม่สำคัญแล้วเพราะบ้านข้างเคียงจวนลุกเป็นไฟไม่ช้าก็เร็ว “เราจะไปทำอะไรได้” เขาโยนคำถามซึ่งผู้พิพากษากเฬวราก(ตามการประเมินตัวเอง)เช่นเขาก็คงเฝ้าถามตัวเองมาเป็นพันครั้ง ลงท้ายก็หันไปพึ่งการประชดขวางโลกและเฝ้ามองความวอดวายของโลกรายรอบเพื่อย้อมใจ วาเลนตินสะอึกไปพักใหญ่กับการดูแคลนอันดุเดือด ฉุกคิดถึงเด็กผู้ชายที่เธอรู้จักขึ้นมาจับใจ คนดูที่ละเอียดลออจะรู้ว่านั่นเป็นน้องชายเธอ ความข้อนี้ไหนเลยจะพ้นวิสัยการรับรู้ของผู้พิพากษาไปได้ เขาอ่านเธอแทบจะทะลุปรุโปร่งจากท่าทีแข็งกร้าวของเธอต่อคนส่งยา และบทความในหน้าหนังสือพิมพ์ที่แหว่งไป มาร์กน้องชายของเธอรู้ความจริงตอนอายุ 15 ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกพ่อ นับแต่ความแตกเขาก็เสียคนและบ้านก็อึมครึม วาเลนตินยังต้องชะงักสุดตัวกับเด็กสาวบ้านข้างๆ เพราะชีวิตเธอก็อยู่บนเส้นทางหายนะที่มาลงกับเด็กๆ จากบาปที่คนรุ่นบุพการีก่อไว้ ผู้พิพากษาเห็นว่าเธอควรยึดสุภาษิตนิ่งเสียตำลึงทอง ในชั่วอึดใจอันชวนอกแตกตายก่อนจะคิดตก เขาก็ทะลุกลางปล้องชึ้นว่า “แสงสวยดี”

เหมือนมีมนต์เสก ไม่ทันขาดคำพระอาทิตย์ก็แหวดเมฆแผ่ลำแสงลงมาอาบทั้งห้องสุกสกาว ยากจะ
อธิบายปรากฎการณ์ดังกล่าว ในระดับหนึ่งแสงคืออุปลักษณ์ของแหล่งสิงสถิตย์และการยีนหยัดของความหวังที่ว่าความงามยังมีในโลก และเนื้อนาบุญยังคงไม่สิ้นสูญ ความข้อนี้ลดทอนแนวโน้มที่จะพาลเชื่อไปว่าผู้พิพากษาเรียกแสงได้จริง กล้องยกตัวสูงขึ้นในทิศหมดห่วงต่างพระเนตรพระผู้เป็นเจ้าในเวลาไล่เลี่ยกันมีเสียงดังขึ้นโดยปราศจากต้นตอ “เลขาพยากรณ์อากาศส่วนตัว”คนรักสาวของโอกุสต์กล่าวทักสายโทรศัพท์เรียกเข้า จากนั้นเธอก็รายงานสภาพอากาศแก่นักเดินทาง การยืมแรงส่งอุปลักษณ์สิ่งอำนวยความสะดวกร่วมสมัยที่คนมักมองข้ามอย่างบริการพยากรณ์อากาศมายกระดับการเล่าสู่สภาวะหมดห่วงถือเป็นลวดลายเฉพาะของคีสลอฟสกี อุปลักษณ์เหล่านี้จะเป็นผลถ้าไม่มีงานด้านภาพเป็นใจ รวมถึงการให้น้ำหนักทางญาณวิทยาที่พอดิบพอดีไม่กระโตกกระคากต่อสิ่งที่ภาพลำเลียงมาเพื่อวางหมากอุปลักษณ์ ธิดาพยากรณ์อากาศเลยรึหรือ คนเราจะล่วงรู้ไหมมรสุมชีวิตจะมาเมื่อไหร่ ที่จริงความเอาแน่ไม่ได้ของอากาศในแต่ละวันต่างหากที่เป็นอนุสติให้เราตระหนักใฝ่ถึงสิ่งที่สูงส่งกว่าตัวเรา

[น.308]พระอาทิตย์ลับหาย ก่อนสายโอกุสต์จะเข้ามา วาเลนตินเอามือป้องหูเป็นนัยว่ากระดากหูเกินกว่าจะรับฟังคู่สนทนารำลึกบทพิสวาสคืนที่แล้วมาได้(หรือไม่ก็ ทำตามที่ผู้พิพากษาแนะไว้ในฉากก่อนหน้า ทำทีว่าไม่ใช่กงการ หวั่นเกรง หรือ อาจจะหมั่นไส้) พลันผู้พิพากษาก็พลิกบทบาท เขาปรามนิ้วในเชิงรู้แกวว่าโอกุสต์จะใช้น้ำคำใด มาดหยั่งรู้ฟ้าดินของเขาสอดคล้องกับการตบเหรียญที่หญิงสาวปั่นในการเล่นเสี่ยงทายกลางอากาศ เขาอิดออดกับการเฉลยอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่หญิงสาวบอกผลเสียงลั่น: ก้อย เท่ากับว่าสองคนจะไปเล่นโบวลิงกันในค่ำนั้น

ผู้พิพากษาไม่ได้หยั่งรู้อนาคต เขาเพียงแต่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากจนคาดเดาสถานการณ์ได้แม่น
ราวจับวาง พอสองคนนั่นคุยกันเสร็จผู้พิพากษาหันมาถามวาเลนตินว่าฟังอยู่ตลอดหรือไม่ ในการ
ตอบปฏิเสธยังปรากฏภาพวาเลนตินตกกระทบบนพื้นผิวกระจกกรุกรอบภาพถ่ายที่วางอยู่ใกล้ๆไป
พร้อมกับภาพตรงจากเจ้าตัว(เป็นหนึ่งในหลายการแตกองค์ของวาเลนตินภายในบ้านผู้พิพากษา)
เธอฟุ้งซ่าน ไร้จุดยืน แต่ภาพสะท้อนก็บอกใบ้ว่าเธออาจกำลังลอกคราบสู่ตัวตนใหม่ ในฐานะคนอื่น ในกรณีอาจเป็นหญิงสาวจากอดีตที่ผู้พิพากษาไม่เคยได้พานพบ(ดังที่เขาแย้มพรายในภายหลัง) ตามเนื้อผ้าข้อเท็จริงอันละเอียดลออในมือผู้พิพากษาชี้ว่าโอกุสต์ยังไม่เจอผู้หญิงที่ใช่ ผู้พิพากษาพบเห็นเรื่องต่ำช้ามามากแต่นี่เป็นหนแรก(ตัวเขาเองก็ได้ดวงตาเห็นธรรมด้วย)ที่มีเค้าว่าเขาจะได้เห็นผลของกุศลกรรม(สัมพันธภาพระหว่างโอกุสต์กับวาเลนติน)เป็นบุญตา เมื่อถูกต่ิคำถามทีว่ารู้ได้อย่างไรว่าโอกุสต์ถูกหลอก ผู้พิพากษาไม่ได้อวดอ้างญาณหยั่งรู้ เพียงแต่บอกว่าอาศัยการสังเกต เขาละเอียดลออและเป็นจอมตั้งแง่ ไม่ได้มีทิพยญาณเหนือธรรมชาติ เหนือสิ่งอื่นใดเขามองโลกในแง่ร้ายดังที่คีสลอฟสกีสารภาพว่าตัวเขาเองก็เป็น ครั้งหนึ่งเขาเคยปรารภว่า”ความรู้สึกที่ว่าคนเราย่อมนึกถึงตนเองเป็นที่ตั้ง ชัดแจ้งขึ้นทุกที” เขาก็วาดหวังกับวาเลนตินไว้มากว่าเธออาจเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเขาคิดผิดบทสนทนาที่ตามมาถึงตรงนี้บอกเช่นนั้น บทสนทนายังอธิบายด้วยว่าเหตุใดในการสนทนาหลังจากนั้นผู้พิพากษาถึงได้คะยั้นคะยอให้วาเลนตินหลับหูหลับตารับภารกิจต่อลมหายใจแก่ความหวังมิให้ดับวูบไป

เป้าหมายการดักฟังอีกรายของผู้พิพากษาคือคนขายยาเสพติด เขายืมมือสถานการณ์นี้เป็นเชื้อโหม
ไฟเกลียดชังและอาฆาตในตัววาเลนติน เขารู้ความเกี่ยวพันระหว่างน้องชายเธอกับยาเสพติดจากบทความในหน้าหนังสือพิมพ์และพอเดาได้ว่ายาเสพติดเป็นเรื่องแทงใจดำเธอ และก็เป็นดังคาด เธอของขึ้น(แกสมควรตาย เธอสำรากใส่คนขายยา) “ทำไรไปเนี่ย” เธอรำพึงกับตัวเองเหมือนสำนึกเสียใจหลังต่อสายไประบายเพลิงแค้นไปตามสายโทรศัพท์ ผู้พิพากษายุยงและให้หมายเลขคนส่งยาแก่เธอ ผิว่าเธอจะได้ลิ้มความขมขื่นเช่นเขา
[น.309]ดังที้ผู้พิพากษาเคยเปรยไว้ “แล้วเราจะไปทำอะไรได้” บัดนี้ คำถามนั้นลอยว่อนอยู่ในการสนทนาบทที่ 4 อันเป็นการสำออยหญิงเรียกร้องความใยดีจากลูกสาว คีสลอฟสกีและพีเซวิสประณีตเป็นพิเศษในการวางโครงสร้างบทสนทนาทั้งสี่กรณีที่เกิดขึ้นภายในบ้านผู้พิพากษา เสียงที่ปราศจากตัวผู้พูดบ่งบอกสากลภาพของประเด็นจาก 4 สถานการณ์ โดยสถานการณ์แรกเป็นเรื่องของการวาดหวัง(และทรยศ) สถานการณ์ที่สองเป็นการขับเคี่ยวระหว่างราคะกับความรัก(หักหาญความรู้สึกตามสรรพคุณจากผู้พิพากษา) สถารนการณ์ที่สามบรรยายการประพฤติผิดโทนโท่ สถานการณ์ที่สี่นำเสนอเรื่องราวบีบคั้นจิตใจในความสัมพันธ์ฉันท์แม่-ลูกตามแบบฉบับขนบนิยม เหตุอันชวนเสียน้ำตาทั้งสี่ ยกเว้นสถานการณ์ที่สาม ทั้งชวนเห็นใจขณะเดียวกันก็มาพร้อมเงื่อนไขให้เธอต้องเอาผิดใครสักคน บทสนทนาฟ้องถึงการขับเคี่ยวระหว่างความดีความชั่วในโลกของตัวละครทุกไม่ว่าเป็นคนประเภทใด ความซับซ้อนที่โถมถมเหล่านี้ แม้แต่การชี้ขาดกรณีที่สามก็เล่นงานวาเลนตินจนใจหาย แต่ละสถานการณ์แทงใจดำวาเลนตินในด้านที่แตกต่างกันไป (เหตุการณ์แรกเป็นเรื่องของความเป็นส่วนตัวสูงสุด เหตุการณ์ที่สองเป็นความโหยหาอรรถรสปลุกใจให้พองโต เหตุการณ์ที่สามเป็นความทุกข์ใจเกี่ยวกับน้องชาย เหตุการณ์ที่สี่เป็นเรื่องความมีนำ้ใจของเธอ) เธอต้องพลิกแพลงอุดมคติเข้ารับมือกับโจทย์สุดซับซ้อนที่ผู้พิพากษาสรรหามาก่อวินาศกรรมทางจริยธรรมเพื่อดูว่าจะยึดมั่นในตัวตน(คุณธรรมในธาตุแท้)ได้สักกี่น้ำ ผู้พิพากษาประขดว่าเธอน่าจะสงเคราะห์หญิงชราให้รู้แล้วรู้รอด(เขาเปิดโอกาสให้เธอในการดักฟังสายโทรศัพท์หนที่สี่) บอกกลายๆ ว่าเธอแก้ทุกปัญหาในโลกนี้ไม่ได้ และอันเศษเสี้ยวความกรุณาปราณีที่เธอเที่ยวหว่านโปรยก็หาใช่ความหนักแน่นเป็นมรรคผลของการปวารณาตนตามอุดมคติหากแต่เป็นกลไกรนหาที่ไม่รู้จักจบสิ้นเพื่อปลุกปลอบเยียวยาสำนึกของตนเองมากกว่า

การค้นหาหิริโอตตัปปะและแรงจูงใจของมนุษย์สร้างความฉงนแก่ผู้พิพากษาเสมอ เช่นเดียวกับ
อเล็กซ็องด์แห่ง The Double Life of Veronique เขาใช้เล่ห์เฝ้าจับตาปฎิกริยาต่อสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาตามประสามนุษย์ ส่วนอเล็กซองด์ทดลองเพื่อสนองความช่างสงสัยของตนเอง(รวมถึงความต้องตาในสารรูป) ผู้พิพากษาหมกมุ่นทดลองสิ่งที่เขาเคยมือ คือ การลุแก่โมหะ ประชดส่งตามประสาชาวสุญนิยมสำนักปลุกปลอบตัวเอง ย้อมใจตัวเอง วาเลนตินผู้มะงุมมะงาหราเยื้องย่างในทะเลปากเหยี่ยวปากกาแห่งการเอาตัวรอดของมนุษย์น่าห่วงหนักหนากว่า เขาโยนโจทย์ใส่วาเลนตินและใช้เล่ห์ลวงให้เธอตกกระไดพลอยโจนเพื่อให้เธอรู้ซึ้งถึงความซับซ้อนของพฤติกรรมและแรงจูงใจ เค้นจนเธอจำต้องทำใจยอมรับว่าบางทีเธอหว่านพืชหวังผล(อย่างน้อยก็บางส่วน)ทั้งจากท่าทีเกรงใจเพื่อนบ้านและการช่วยเหลือริตา เขายังแฉเบื้องหลังด้วยว่าพฤติกรรมสำออยกับลูกสาวของหญิงชรานั้นฟ้องว่าลูกสาวคงเคยหลงกลยอมมาพบหน้าหญิงชรามาแล้ว วาเลนตินยอมรับว่า [น.310]ก็อาจจะจริงในบางส่วน แต่เธอยืนกรานว่าผู้พิพากษามองธรรมชาติของมนุษย์ผิดถนัด ผู้คนไม่ได้ชั่วช้า เธอเชื่ออย่างแรงกล้าและก่อนจากกันเธอได้แต่สาธยายความสมเพชต่อท่าทีของเขา

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: