enyxynematryx

สิบตาเห็นไม่เท่าหูคลำ 1: อารัมภบท

leave a comment »

แรนดี ธอม(Randy Thom)เรียกร้องในคำประกาศว่าด้วยเสียงในภาพยนตร์ให้ ออกแบบหนังโดยคำนึงถึงงานทางเสียงเป็นการเฉพาะ เพื่อความน่าเชื่อถือในทางโสตและจักษุประสาท แทนที่จะมุ่งหวังเพียงความไพเราะในฐานะไม้ประดับหรือลูกคู่ขับคลองานด้านภาพ ธอมวาดหวังให้ผู้กำกับมองเสียงในฐานะ”ตัวการสำคัญ” เป็นตัวตายตัวแทนที่ต่อความยาวสาวความยืดด้วยได้ รวมไปถึงเปลี่ยนองค์ประกอบพื้นฐานของหนัง ดังถ้อยแถลงที่ว่า:

ผู้กำกับควรปฏิบัติต่อเสียงมากกว่าแค่บันทึกความเสนาะหูของสรรพสำเนียงจากการฉากหลัง หรือควานหาคีตกวีวิศวกรเสียงมาปรุงเสียง เสียงมีดีมากกว่านั้น ผู้กำกับควรทำงานโดยมีลายแทงการบรรเลงเสียงอยู่ในหัวและเปิดโอกาสให้เสียงมีส่วนสร้างสรรค์และมีสิทธิ์มีเสียงในการชี้ขาดรูปโฉมตัวงานมากพอๆ กับองค์ประกอบศิลป์อื่นๆ

ในบรรดาผลงานที่ธอมยกย่องว่ามีการใช้เสียงโดยผ่านการขบคิดอย่างรัดกุมไม่ว่าจะเป็น Citizen Kane Raging Bull Eraserhead The Elephant Man Never Cry Wolf และ Once Upon a Time in the West งานเหล่านี้กลับแทบไม่ปรากฎตัวผู้ออกแบบเสียงในรายชื่อคณะทำงาน ธอมยังขยายขอบเขตทฤษฏีเพื่อสนองอุดมคติของเขาในการกำหนดมาตรฐานแก่หนังเป่าหู(aurally conceived)ของเขา ตามหลักก็คือ หนังที่สร้างโดยกำหนดบทบาทของเสียงเป็นการเฉพาะ จะเล่าเรื่องไม่มากก็น้อยผ่านมุมมองตัวละครหนึ่งตัวหรือมากกว่านั้น มีท้องเรื่องและฉากหลังที่เป็นใจให้เสียงได้อวดบทบาท เลี่ยงการมีบทสนทนาแบบน้ำไหลไฟดับ จากนั้นธอมก็ยกตัวอย่างลูกเล่นการสร้าง ทุพภิกขภัยในดวงตา ผ่านงานด้านภาพไปพร้อมกับยกฐานะเสียงให้เสียงก้าวเข้ามาร่วมกุมบังเหียนการเล่าเรื่อง

The Holy Girl ของลูเครเชีย มาร์เท็ล สนองโจทย์การเป็นหนังเป่าหูที่ธอมตั้งสำนักความคิดไว้ในหลายลักษณะ มาร์เท็ลสร้างหนังเพื่อผัสสะทางหู-ตาขนานแท้ งานของเธอต่างจากผู้กำกับร่วมสมัยจำนวนมากตรงที่แม้ไม่มีการละเลงเสียงประกอบไม่ว่าจะเป็นดนตรีอึกทึกหรือลูกเล่นพิเศษทางเสียงเขย่าประสาท แต่เสียงก็ยังโดดเด่นเป็นสง่าในงานของเธอ La ciénaga (The Swamp งานจาก ค.ศ.2001)งานชิ้นแรกที่มาพร้อมความตะลึง เล่าเรื่องราวของสองครอบครัว หนึ่งเป็นครอบครัวชนชั้นสูงที่ฐานะตกต่ำลงเรื่อยๆ อีกหนึ่งเป็นครอบครัวชนขั้นกลางในสภาพปากกัดตีนถีบ แม้จะมีลักษณะเป็นงานอัตชีวประวัติ แต่หนังก็ตีแผ่สภาพชีวิตในสังคมต่างจังหวัดของอาร์เจนตินาได้ละเอียดยิบ ราวกับเธอหลับตาทวนสรรพสำเนียงในวัยเด็กและนำมาเล่า ภูมิโสตจึงเต็มไปด้วยรายละเอียดสมจริง และใกล้ตัว ทั้งนี้ เธอเคยชี้แจงไว้ว่า”ความลึกซึ้งของหนังเป็นผลจากเสียงที่สื่อออกมา เพราะกับหนังนั้นคุณเผลอหลับตาได้แต่หูได้ยินตลอด”

คำนึงอันอึงอล

เพื่อความชัดแจ้งของที่มาที่ไปในเรื่องนี้ จำเป็นต้องนำงานของไปพิจารณาในปริบทงานจากกลุ่มผู้กำกับคลื่นลูกใหม่อาร์เจนตินาอันมีหัวหอกประกอบด้วยมาร์ติน เรตแมน(Martin Rejtman) เอเดรียน กาเอตาโน(Adrian Caetano) เปโดร ตราปีโร(Pedro Trapero) ดาเนียล เบอร์มัน(Daniel Burman) ผู้กำกับเหล่านี้สร้างงานโดยมีจุดหมายเพื่อพลิกฟื้นวงการหนังอาร์เจนตินา และเธอก็เป็นทั้งตัวแทนและข้อยกเว้นของกลุ่มในเวลาเดียวกัน คลื่นลูกใหม่อาร์เจนตินาเป็นการผลัดรุ่นมากกว่าเป็นขบวนการอันเป็นผลจากมีการตั้งสถาบันภาพยนตร์ใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก การออกกฏหมายภาพยนตร์ส่งเสริมให้มีการอุดหนุนทุนสร้างหนัง ตลอดจนนิตยสารวิจารณ์ภาพยนตร์หลายหัวก็พากันหวนกลับมาตีพิมพ์ สภาพการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างและหลังวิกฤติทางเศรษฐกิจซึ่งสร้างความพินาศแก่ชนชั้นกลาง ในบางแง่วิกฤติก็เป็นโอกาส บรรดาปัญญาชนชนชั้นกลางหันมาเอาดีกับงานตามใจชอบเพราะไหนๆ วิชาชีพที่ร่ำเรียนมาอย่างแพทย์หรือกฏหมายก็ไม่ได้ปกป้องพวกเขาจากหายนะทางเศรษฐกิจ

มาเรีย พอลิเนลลี(Maria Paulinelli)นิยามแนวร่วมทางภาพยนตร์ไว้ว่า ‘ชุมชนชั่วคราวที่แสดงท่าทีชัดเจนถึงการมีแนวทางและการผลิตงานไปในทางเดียวกัน’
โดยเธอให้ร่องรอยลักษณะร่วมไว้ เป็นต้นว่า สัจนิยมโสมม หรือ |สัจนิยมชั่วแล่นแบบใหม่ (verosimilitude) ซึ่งดาษดื่นอยูในปัจจุบัน มาร์เท็ลให้ข้อมูลว่า “หนึ่งในปัญหาที่คนรุ่นชั้นต้องรับมือก็คือ การต้องหาจุดยืนตามประสาคนที่ตกอยู่ในวงล้อมสถานการณ์วิกฤติ และความแตกแยก”

ในหนังหลายเรื่อง ฉายภาพตัวละครดิ้นรนตามความหวังและความปรารถนาโดยมีวิกฤติการณ์ของอาร์เจนตินายืนทะมึนอยู่เบื้องหลัง โดยทิ้งระยะพอสมควร เพื่อมิให้โดนลูกหลงทางอารมณ์ของความขัดแย้ง

จุดเด่นในงานสองชิ้นแรกของมาร์เท็ล คือสภาพความเป็นจริงดิบกระด้างจากความข้องแวะถากๆ และคลุมเครือ และก็เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมรุ่นที่ให้ความสำคัญมากไม่แพ้กันในการเล็งผลเลิศถึงสุนทรียะในความเป็นสื่อของหนังสูงกว่าที่เห็น ตามข้อสังเกตของเดบิด อูเบ็นญา พวกเขาเสนอข้อท้วงติงใหม่ อันเกิดจากความปรารถนาที่จะได้ทดลองก้าวสู่อีกระดับของการเขียนบท การผลิต และการจัดจำหน่าย ในคำประกาศทั่วไปของอลัน พอลที่มีการคัดไปอ้างอิงใน Senses of Cinema “และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ แม้จะยังไม่มีทิศทางที่แน่ชัด กับความก้าวหน้าของการภาพยนตร์อาร์เจนตินา ทุกวันนี้ลวดลายและขนบการสร้างงานถือเป็นปัญหาเดียวกัน จะพิจารณาแบบทรงต้องควบคู่ไปกับการผลิต”

ในสายที่เน้นเอาดีด้านคิดค้นลวดลายใหม่ๆ ต้องยกให้กุสตาโบ คอนสแตนตินี(Gustavo Constantini) งานของเขามีดนตรีประกอบและเสียงประกอบล้ำยุคอันเป็นอานิสงส์จากการกล้าลอง ส่วนพอลลิเนลลีและคนอื่นๆ ก็เป็นที่รู้กันดีว่าให้ความสำคัญและมีบทบาทในการแลกเปลี่ยนทัศนะในเรื่องนี้ มาร์เท็ลเป็นอีกหนึ่งในกลุ่มที่มุ่งมั่นกับการศึกษาเสียงโดยมองในแง่เครื่องมือที่ศิลปินใช้โต้ตอบการบิดเบือนภาษา และลองดีกับคำสั่งบังคับใช้ภาษาสเปนในหนังโดยเผด็จการทหาร(ระหว่าง ค.ศ.1976-1982) คนรุ่นเธอยังเป็นเด็กเมื่อครั้งเกิดการริดรอนสิทธิพลเรือนขนานใหญ่ ถูกยัดเยียดด้วยโวหารทางการเมืองกลวงๆที่กรอกผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ขณะที่หนังอเมริกันหลั่งไหลเข้ามาฉายให้เกลื่อน ผู้นำทางการเมืองและวัฒนธรรมสมัยนั้นพูดภาษาสเปนกัน ขณะที่ชนชั้นล่างพูดภาษาถิ่นดั้งเดิมบูเอโนสไอเรส จึงเกิดการแบ่งระดับกันชัดเจนทั้งทางชนชั้นและภูมิศาสตร์เพราะส่วนใหญ่นั้ใช้สำเนียงบูเอโนสไอเรส กลุ่มผู้กำกับคลื่นลูกใหม่อาร์เจนตินาใช้บทหนังเป็นการคืนพื้นที่แก่ลักษณะเฉพาะถิ่นและความผิดแผกของภาษาประจำชนชั้น ดังที่แซร์ฆิโอ วูล์ฟ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ตัวของภาษาเองในงานเหล่านี้ ปลุกสาระสำคัญของชีวิต สร้างการเปลี่ยนแปลง ในความเคลื่อนไหว

ในการอภิปรายที่สำนักโสตมาร์เท็ลแจกแจงรายละเอียดไว้ว่า ภาษาพูดมีบุญคุณท่วมหัวในรูปมรดกทางภาพยนตร์ที่ตกทอดอยู่ในตัวฉัน

อย่างไรก็ตาม ถึงเสียงจะเป็นเจ้าเรือนแต่ก็ไม่ได้เป็นองค์ประกอบมูลฐานในโครงสร้างของงานเหล่านี้ ในงานของมาร์เท็ลมีแนวโน้มทะลวงขีดจำกัดไกลกว่าในการยึดโยงถ้อยกระทงความผ่านการแตกหน่อพรั่งพรู ร่ายสด ปากพาไป และการหลุดวงโคจร เสียงอึงมี่ไม่ได้ผูกตืดอยู่กลางใจของสิ่งที่ถือว่าเป็นกิจกรรมในความหมายทั่วไป

ในที่นี้ขอยึดตามคำจำกัดความของมิเชล ชิอ็อง(Michel Cion)ที่พัฒนาเพื่อกำหนดสิ่งที่เรียกว่า การไหวทันสาระสำคัญ กล่าวคือ ไม่จำเป็นที่การได้ยินและเข้าใจคำจะต้องสมบูรณ์ เมื่อปรับแนวคิดของชิอ็องเข้ากับกรณีนี้จะได้ว่า สาระสำคัญกลับกลายเป็นการไหวทันของตัวละครต่อตัวพวกเขาเองที่เหมือนตะคุ่มของพวกเขามีนัยสำคัญแต่ใช่ว่าจะขาดไม่ได้

ขณะที่กอนซาโล อกิลาร์(Gonzalo Aguilar)มองหนังจากผู้กำกับอาร์เจนตินารุ่นใหม่ว่า “สาระแลกเปลี่ยนไม่ได้อยู่ตรงบทเจรจา แต่ยังมาจากน้ำเสียง เสียงประกอบ และดนตรีที่ผ่านเข้ามาในเส้นทางการเล่า”

จากภาพคร่าวๆ ของคุณลักษณะของหนังอาร์เจนตินารุ่นใหม่คงพอสร้างความชัดเจนต่อสถานะตัวแทนขบวนการของมาร์เท็ล เธอเป็นประพันธกรที่ชอบเล่นพิเรนท์ แกว่งเท้าหาเสี้ยนทางการเมืองผ่านผลงานอันอยู่ไม่สุขกับการสะท้อนความเป็นจริงของสังคม และไม่อินังขังขอบกับปมขัดแย้ง

จากภาพคร่าวๆ ของคุณลักษณะของหนังอาร์เจนตินารุ่นใหม่คงพอสร้างความชัดเจนต่อสถานะตัวแทนขบวนการของมาร์เท็ล เธอเป็นประพันธกรที่ชอบเล่นแผลงๆ แกว่งเท้าหาเสี้ยนทางการเมืองผ่านผลงานอันอยู่ไม่สุขกับการสะท้อนความเป็นจริงของสังคม และไม่อินังขังขอบกับปมขัดแย้ง เช่นเดียวกับผองเพื่อนร่วมขบวนการ เธอพิสมัยการอวดอุตริศิลปะในการถ่ายทอด ฝักใฝ่กับความถ่องแท้ของภาษา ลองมือในการใช้เสียงประกอบ เธอเหนือชั้นในทางเหล่านี้และฉกาจฉกรรจ์หาตัวจับยากตามสรรพคุณของธอม จากความเจนจบและเปี่ยมกลเม็ดเด็ดพรายทั้งในการสร้างงานตามขนบและคุณสมบัติของเสียง เธอบรรเลงเสียงในงานดุจเดียวกับนายวงมโหรี ระเบ็งเซ็งแซ่เช่นเดียวกับการเล่า เสียงกวนต่างๆ ยืนพื้นฟ้องความไม่ลงรอยทั้งในเชิงกายภาพและทิพยภาพ

แปลจาก

Russell, D. Lucrecia Martel — “a decidedly polyphonic cinema”. Jump Cut, No. 50, spring 2008.
http://www.ejumpcut.org/archive/jc50.2008/LMartelAudio/text.html

Written by enyxynematryx

March 17, 2016 at 3:06 am

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: